“เห็นคนไม่เป็นคน” ธรรมะดี ๆ โดย พระอาจารย์มานพ อุปสโม

พระพุทธองค์จะทรงสอนอยู่บ่อย ๆ ไม่ให้เรามองสิ่งต่าง ๆ เป็นสมมติบัญญัติ แต่ให้เห็นเป็นปรมัตถธรรม คำว่า ปรมัตถ์ หมายถึง ของจริง จริงแท้ เห็นตามความเป็นจริง เห็นด้วยความรู้สึก เห็นด้วยใจของตัวเราเอง มีความรู้สึกชนิดใดก็ขอให้มองกันตรง ๆ เลยว่าเกิดขึ้นในใจเราแล้วเป็นอย่างไร ถ้าเห็นแบบนี้ได้จะไม่มีปัญหาเพราะสมมติบัญญัติหรือกิเลสต่าง ๆ ที่คอยปรุงแต่งใจเลย ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเราพบเจอนาฬิกาที่สวยสะดุดตาเข้าสักเรือน ตอนนั้นหากเราเอาใจเข้าไปมอง เราจะเห็นว่าทันทีที่เรามองเห็นนาฬิกา สีสันและความมันวาวที่เปล่งประกายออกมาจากนาฬิกาเรือนนั้นจะมากระทบตา ให้ใจของเราได้รู้สึกตื่นเต้นวูบหนึ่ง แล้วความรู้สึกนั้นก็จะผ่านไป ตรงนี้หากเราดูใจทัน เราจะรู้สึกได้ว่าความตื่นเต้นในตอนที่มองเห็นนาฬิกาครั้งแรกนั้นหมดไปทันที เมื่อรู้ว่าใจของเราไม่ได้ตื่นเต้นเท่าเดิมแล้ว เราจะมองว่านาฬิกาเรือนนั้นสวยสะดุดตาเหมือนเดิมได้อีกหรือ เมื่อเรามองสิ่งต่าง ๆ โดยไม่ต่อเติมเสริมแต่งใด ๆ รู้อะไรก็มองไปตรง ๆ ตามนั้น เราจะรู้ว่าจริง ๆ แล้วใจของเรารู้สึกต่อสมมติบัญญัติต่าง ๆ เพียงแวบเดียวเท่านั้น สมมติบัญญัติมากระทบตาเพียงครั้งเดียวแล้วก็จบไป หากเรารู้เท่าทันและไม่นำสิ่งกระทบนั้นมาปรุงแต่งต่อ กิเลสและปัญหาต่าง ๆ ก็จะไม่เกิดขึ้นเลย นี่เองที่เรียกว่าการดูใจทัน นับว่า วิปัสสนา ได้เกิดขึ้นแล้ว วิปัสสนาคือการเห็นแบบพิเศษ เป็นการเห็นที่แตกต่างไปจากที่คนอื่นเขาเห็น คนทั่วไปเขาเห็นสิ่งต่าง […]

อย่าหวังอะไรในความสงบ ธรรมะโดย พระอาจารย์มานพ อุปสโม

เมื่อครั้งที่เจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกบรรพชาเพื่อค้นหาความสุขที่แท้จริงของชีวิตนั้น ในช่วงที่ท่านยังไม่ได้ตรัสรู้ธรรม ขณะนั้นแนวทางของวิปัสสนายังไม่เกิด มีแต่แนวทางของสมถะ เมื่อมีแต่แนวทางของการปฏิบัติฌาน นักบวช นักพรต และดาบสต่าง ๆ จึงต้องมุ่งหน้าเข้าป่ากันหมด เพื่อหวังจะทำฌานให้เกิด (ความสงบ) องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเองก็ทรงดำเนินรอยตามผู้คนเหล่านั้น มีครูบาอาจารย์อยู่ที่ไหน ท่านก็เสด็จไปศึกษาเพื่อแสวงหาความหงุดพ้นที่นั่น กระทั่งได้พบกับคณาจารย์สองท่านที่กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ อันได้แก่ อาฬารดาบส กาลามโคตร และ อุททกดาบส รามบุตร เมื่อคณาจารย์ทั้งสองได้เสนอแนวทางการเจริญอรูปฌานให้เพียงแค่พระองค์น้อมใจพิจารณาตามคำสอนนั้น ก็ทรงบรรลุอรูปฌานขั้นอากิญจัญญายตนฌานได้ ณ สำนักของท่านอุททกดาบส รามบุตร โดยฉับไว คณาจารย์เห็นดังนั้นก็ปลาบปลื้ม เพราะไม่เคยมีใครบรรลุสิ่งที่ยากเย็นได้รวดเร็วขนาดนี้ จึงขอให้พระองค์อยู่ร่วมเป็นอาจารย์สั่งสอนศิษย์ด้วยกันเสียที่สำนัก โดยจะมอบตำแหน่งอาจารย์ที่มีศักดิ์ศรีทัดเทียมกับดาบสทั้งสองให้ทันที แต่พระพุทธองค์ทรงพิจารณาแล้วพบว่ายังไม่ใช่ทางแห่งความหลุดพ้นที่แท้จริง จึงดำรัสถามต่อท่านอาจรย์ทั้งสองว่า วิชาการที่นอกเหนือจากนี้ยังมีอีกไหม อาจารย์ทั้งสองได้ตอบว่า วิชาการที่เหนือกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว พระองค์จึงลาอาจารย์ทั้งสองไปแสวงหาทางหลุดพ้นด้วยพระองค์เอง การปฏิบัติสมถะด้วยการทำสมาธิเพื่อให้ใจสงบนั้น ไม่สามารถขจัดทุกข์ได้อย่างถาวร เป็นแต่เพียง การแก้ทุกข์แบบกลบฝัง เท่านั้น เหมือนการเอาหินทับหญ้า ในขณะที่หินทับอยู่ หญ้าก็จะยังไม่งอก แต่ถ้ายกหินออกเมื่อใด หญ้าจะค่อย ๆ งอกขึ้นอีกครั้ง สมาธิก็เช่นกัน เป็นการกลบทุกข์ไว้ชั่วครั้งคราว คือช่วยให้เราหยุดคิดเรื่องที่ทำให้ทุกข์ได้ก็จริง แต่เมื่อออกจากสมาธิแล้วก็มีโอกาสเป็นทุกข์ได้อีก […]

“อานาปานสติ” กรรมฐานที่พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญ

ท่านพุทธโฆสะ ปราชญ์เลื่องชื่อทางพุทธศาสนา ประมวลแนวปฏิบัติที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ 40 อย่าง หรือกรรมฐาน 40 เมื่อเปรียบเทียบกรรมฐานทั้ง 40 แล้ว อานาปานสติ หรือการพิจารณาลมหายใจ คือแนวปฏิบัติที่พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญมากกว่ากรรมฐานใด ๆ ที่พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญอานาปานสติว่าดีกว่าแนวปฏิบัติอื่น ๆ ด้วยเหตุผลดังนี้ 1. ปฏิบัติง่าย ไม่ต้องเตรียมการหรือพกพาเหมือนการฝึกกสิณ เช่น การใช้กสิณที่ต้องเพ่งลูกแก้วใส ผู้ปฏิบัติต้องเตรียมซื้อลูกแก้ว เตรียมที่วางให้เหมาะสม เตรียมห้องให้สงบเงียบ เวลาเปลี่ยนสถานที่ปฏิบัติ ก็ต้องพกพาติดตัวไปด้วย เหล่านี้ล้วนยุ่งยากและเป็นภาระ ฯลฯ แต่ลมหายใจนั้นมีอยู่กับตัวผู้ปฏิบัติตลอดเวลา ตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตาย อยู่ที่ไหน ไปที่ใด ลมหายใจก็ติดตามไปเสมอ ไม่ต้องเตรียมการ ไม่ต้องพกพา ผู้ปฏิบัติเพียงแค่น้อมจิตเข้าไปกำหนดรู้ลมหายใจเท่านั้น 2. สุขสบาย เมื่อจิตเป็นหนึ่งเดียวกันกับลมหายใจ และความคิดฟุ้งซ่านต่าง ๆ จางหายไป จะรู้สึกเบากาย – เบาใจเหมือนตัวลอยอยู่กลางอากาศ มีความรู้สึกดื่มด่ำ เอิบอิ่ม อยู่ก็เป็นสุข ไปก็สบาย พระพุทธองค์ พระมหาสาวก พระอรหันตสาวก และพระปัจเจกพุทธเจ้า ต่างใช้ลมหายใจเป็นที่พักจิต […]

10 ความน่าเสียดายสําหรับผู้ไม่ฝึกฝน วิปัสสนา (อย่างสม่ําเสมอ)

10 ความน่าเสียดายสำหรับผู้ไม่ฝึกฝน วิปัสสนา (อย่างสม่ำเสมอ) โดย พศิน อินทรวงค์ วิปัสสนา คือวาระแห่งชาติ 1. ผู้ไม่เคยฝึกวิปัสสนาจะไม่มีวันเห็นชีวิตตามความเป็นจริง เพราะระบบชีวิตตามความเป็นจริงหรือสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงเรียกว่าขันธ์ 5 ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ส่วนประกอบของชีวิตทั้งห้าส่วนนี้ ไม่สามารถเรียนรู้ได้จากการอ่าน การฟัง และไม่สามารถนึกคิดเอาเองได้ จําเป็นต้องฝึกสติ โดยผ่านกระบวนการวิปัสสนาซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่พระพุทธเจ้าทรงคิดค้นขึ้นเพื่อให้มนุษย์ได้มีโอกาสรู้ความจริงเกี่ยวกับชีวิตของตนเอง 1 2. ผู้ไม่เคยฝึกวิปัสสนาจะมีจิตที่เหมาะสมกับการเติบโตของความทุกข์เป็นปกติ คือไม่สามารถปล่อยวางอะไรได้ง่าย ๆ แม้ปล่อยวางได้แล้ว แต่ความคิดปรุงแต่งก็จะวนเวียนเข้ามาเรื่อย ๆ ชั่วชีวิต ขอให้สังเกตชีวิตของตนเองอย่างเป็นกลางว่ามีความทุกข์มากกว่าความสุขจริงหรือไม่ ในแต่ละวันมีความขุ่นมัวหรือความเบิกบานใจมากกว่ากัน มีความฟุ้งซ่านหรือสงบนิ่งมากกว่ากัน สิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดจากการที่สติอ่อนกําลัง ไม่เท่าทันความคิดนี่คือธรรมชาติของจิตที่ไม่ได้รับการฝึกฝน ไม่น่าแปลกใจเลยที่คนส่วนใหญ่ยังต้องเผชิญกับความทุกข์อันเกิดจากความคิดของตนเองอยู่ตลอดเวลา 2 3. ผู้ไม่เคยฝึกวิปัสสนาย่อมไม่รู้จักสภาพชีวิตตามความเป็นจริงว่าประกอบไปด้วยอะไรบ้าง เมื่อไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรจึงได้แต่นึกเอาคิดเอาว่าชีวิตเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ความรู้ว่าชีวิตคืออะไรคือจุดเริ่มต้นที่จะทําอะไร ๆ ในชีวิตให้ถูกต้อง เมื่อไม่รู้จักสภาพชีวิตตามความเป็นจริงแล้ว ทุกอย่างในชีวิตย่อมมีแต่ความผิดพลาดไปทั้งหมด คือผิดก็คิดว่าถูก รวมความว่า “เป็นผู้ไม่รู้ว่าตนเองไม่รู้” และ “เป็นผู้ไม่รู้แต่ดันคิดว่าตนเองรู้แล้ว” เป็นความไม่รู้แบบซ้ําซ้อน […]

สนทนาธรรมทำกระจ่าง! ทำไม ทีมหมูป่า ทำ “โลกธาตุหวั่นไหว” โดยพระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ และคุณเมตตา อุทกะพันธุ์

สนทนาธรรมทำกระจ่าง กรณี ทีมหมูป่า ติดถ้ำหลวง โดยพระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ และคุณเมตตา อุทกะพันธุ์ เรื่องที่จะนำเสนอต่อสายตาท่านผู้อ่านต่อไปนี้ เป็นบทสนทนา ถาม-ตอบ ปัญหาธรรม แก้ความกระจ่าง โดยมีคุณเมตตา อุทกะพันธุ์เป็นตัวแทนฝ่ายฆราวาสผู้ใคร่รู้สงสัยในธรรมะ สอบถามพระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ พระอาจารย์ผู้ตอบกระทู้ธรรมให้กระจ่าง ในสิ่งที่ชาวพุทธสงสัย เรื่อง ทีมหมูป่า ติดถ้ำหลวง คุณเมตตา : ดิฉันศึกษาและมีความเข้าใจในเรื่องของกฎแห่งกรรมมาพอสมควร ซึ่งพอได้มาฟังพระอาจารย์ในวันนี้ ยิ่งเป็นการตอกย้ำให้เห็นว่า เรื่องของกฎแห่งกรรม เป็นวิทยาศาสตร์ที่สามารถพิสูจน์ได้ หลายคนมีความรู้สึกว่า “ฉันทำดี แต่ทำไมถึงไม่ได้ดี” จึงคิดว่าทำชั่วน่าจะดีกว่า ซึ่งเป็นเพราะเขาไม่ได้เข้าใจเรื่องกฎแห่งกรรมว่า เป็นความสืบเนื่องมาหลายภพชาติที่ส่งผลมาถึงเรา  โดยมีเหตุปัจจัยดังที่พระอาจารย์กล่าวว่าผลกรรมไม่ได้ส่งผลอย่างตรงไปตรงมา ซ้ำยังมีหลายเหตุปัจจัยที่ทำให้ผลเกิด ซึ่งเรื่องกฎแห่งกรรมนี้เป็นเรื่องของเหตุปัจจัยล้วน ๆ ดิฉันเชื่อว่า คนทั้งหลายพอทราบดังนี้จะมีความรู้สึกว่าต่อไปนี้ต้องทำดีอย่างเดียว และคงไม่กล้าคิดทำความชั่วแน่นอน พระอาจารย์ : จริงๆ ถ้าเป็นชาวพุทธแท้จะมั่นคงในเรื่องกรรม เพราะเมื่อได้ศึกษาพระพุทธศาสนาอย่างจริงจังก็จะพบว่า พระพุทธเจ้ามีลักษณะเป็นกรรมวาที โปรดตรัสเรื่องกรรมว่าทุกการกระทำย่อมมีผล เช่น กรรมพันธุ์ คือ มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นทายาท ทำกรรมเช่นไรไว้ ก็จะต้องได้รับผลกรรมอย่างนั้น […]

ปัญหาธรรมประจำวันนี้: แปลกมากไหม ชอบไปวิปัสสนา ทั้ง ๆ ที่คนอื่นไม่อยากไป

ชอบไปวิปัสสนา ที่บริษัทจัดขึ้น ทั้ง ๆ ที่แทบจะไม่มีคนอยากไป ดิฉันแปลกกว่าเพื่อน ๆ หรือเปล่า เรื่องนี้ ท่าน ว.วชิรเมธี มีคำตอบดีๆ มาฝาก

keyboard_arrow_up