Dhamma Daily : ตอบแทนพระคุณพ่อแม่ได้อย่างไรบ้าง

ขณะนี้หนูเป็นนักศึกษา ต้องทำกิจกรรมมากมาย ทั้งยังต้องมุ่งมั่นกับการเรียนทำให้ไม่มีเวลา ตอบแทนพระคุณ พ่อแม่ ไม่ทราบว่าจะมีวิธีไหนให้ได้ตอบแทนพวกท่านไหมคะ

พ่อแม่ให้ชีวิตลูก แต่ไม่ใช่เจ้าของชีวิตลูก บทความข้อคิดดีๆ จาก แม่ชีศันสนีย์ 

อย่าจมอยู่กับความเครียด กลับมาหายใจลึก ๆ แล้วบอกตัวเองว่าเราให้ชีวิตเขา แต่เขาไม่ใช่ของเรา เขาแค่เลือกใช้ชีวิตของเขาอย่างที่เขาเป็นได้

True Story : ลูก …ของขวัญชิ้นพิเศษในชีวิต

ในชีวิตของฉันได้รับของขวัญมามากมายหลายชิ้น แต่ไม่มีของขวัญชิ้นไหนพิเศษเท่าของขวัญชิ้นนี้อีกแล้ว   ฉันเริ่มต้นสร้างครอบครัวที่มีความสุขตอนอายุ 20 ปี ฉันและสามีมีหน้าที่การงานที่มั่นคง ฉันรับราชการที่กระทรวงสาธารณสุขส่วนสามีทำธุรกิจส่วนตัว หลังแต่งงานได้ไม่นานเราก็มีลูกชายคนแรกที่สมบูรณ์แข็งแรง แปดปีต่อมา ฉันตั้งครรภ์ลูกคนที่สอง สุขภาพครรภ์และร่างกายของฉันแข็งแรงดี แม้ในช่วงเดือนที่ 3 – 4 ฉันจะอยากให้คุณหมอเจาะน้ำคร่ำเพื่อตรวจว่าลูกในท้องมีความเสี่ยงเป็นกลุ่มอาการดาวน์ซินโดรมหรือไม่ เพราะรู้สึกกังวลใจเมื่อเห็นว่าลูกของคนข้างบ้านมีอาการนี้ แต่คุณหมอกลับแนะนำว่าไม่ควรตรวจ เพราะด้วยวัยแค่เพียง 30 ปีของฉันมีโอกาสเสี่ยงเพียง 1 ในล้านเท่านั้น ฉันจึงดูแลตัวเองตามปกติด้วยการไปพบคุณหมอเดือนละครั้งตามกำหนด เมื่อถึงวันคลอด… ฉันรับรู้ได้ถึงความผิดปกติ เพราะการคลอดแบบธรรมชาติ ครั้งนี้ฉันต้องใช้แรงเบ่งมากกว่าครั้งก่อน เหมือนลูกน้อยไม่มีแรงดิ้นเลยแม้แต่น้อย ทำให้ฉันเจ็บปวดขณะคลอดอยู่นานมาก แต่เมื่อเห็นหน้าลูกแวบหนึ่งฉันก็เบาใจ เพราะลูกชายตัวน้อยมีร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงและร้องไห้จ้าเหมือนเด็กทั่วไป ฉันจึงผล็อยหลับไปด้วยความเจ็บปวดและอ่อนล้า โดยที่ไม่รู้เลยว่า อีกแค่หนึ่งวันถัดมาความจริงที่เกิดขึ้นจะเปลี่ยนชีวิตแม่คนนี้ไปตลอดกาล เช้าวันรุ่งขึ้น กุมารแพทย์ประจำโรงพยาบาลขอพบฉัน ด้วยความที่ทำงานในแวดวงการแพทย์ ฉันเริ่มรู้สึกใจคอไม่ดี กลัวว่าจะมีความผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้นกับลูก วันนั้นฉันรีบไปพบคุณหมอเพียงลำพังเพราะสามีกลับไปทำธุระที่บ้าน คุณหมอยิ้มให้ฉัน ก่อนเอ่ยปากพูดประโยคหนึ่งที่ฟังแล้วทำให้ฉันปากสั่น มือเย็น และน้ำตาเอ่อล้นขอบตาโดยไม่รู้ตัว      “ลูกของคุณเป็นดาวน์ซินโดรมนะคะ” วินาทีที่ฉันได้ยินประโยคนี้ มันเหมือนกับโลกที่สวยงามถล่มลงตรงหน้า ฉันเข้าใจเลยว่าคำว่า “ใจสลาย” เป็นอย่างไร ความรู้สึกแรกคือสงสารลูกจับใจ คิดกังวลสารพัดว่าเขาจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างไร ทำไมเหตุการณ์นี้ต้องมาเกิดกับลูกของเราด้วย ฉันร้องไห้ฟูมฟายปริ่มจะขาดใจ รู้สึกไม่อยากจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกแล้ว ในสมองคิดไปสารพัด คิดแม้กระทั่งว่าอยากจะตายไปด้วยกันทั้งแม่ทั้งลูกเสียตอนนั้นเลย เมื่อสามีทราบเรื่อง เขารีบมาหาที่โรงพยาบาล ฉันกลัวมากว่าเขาจะรังเกียจลูก แต่เขารีบบอกทันทีว่าไม่ได้คิดอย่างนั้นแม้แต่น้อยทั้งยังให้กำลังใจว่าเราต้องช่วยกันเลี้ยงดูลูก ได้ยินอย่างนั้นฉันก็รู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก ความเครียดหายไปครึ่งหนึ่ง แต่ที่ต้องรู้สึกทรมานหลังจากนั้นคือ การเฝ้ารอผลตรวจโครโมโซมของลูกเพื่อยืนยันให้แน่ชัดว่าลูกเป็นดาวน์ซินโดรม ช่วงเวลานี้บีบคั้นหัวใจของฉันที่สุด ฉันเฝ้าภาวนาให้ผลตรวจออกมาว่าลูกของฉันปกติ ทั้งที่ในใจรู้ดีว่าคงไม่มีหวัง ฉันได้แต่เศร้าซึม กินไม่ได้ นอนไม่หลับ ไม่มีจิตใจอยากจะทำอะไร คิดกลัวไปสารพัดว่าคนอื่นจะรังเกียจลูกเราไหม ลูกเราจะอยู่ในสังคมได้อย่างไร และแวบหนึ่งฉันก็รู้สึกโกรธคุณหมอที่ไปฝากครรภ์จนอยากจะฟ้องร้องให้เป็นเรื่องเป็นราว แต่อีกใจก็คิดว่าจะทำแบบนั้นไปทำไม ทำไปก็เป็นบาปกรรม หลังจากนั้นเมื่อผลตรวจออกมาว่าลูกชายตัวน้อยเป็นดาวน์ซินโดรมจริง ๆ จิตใจของฉันก็จมดิ่งอยู่ในความเศร้าโศกนานนับเดือน แต่หลังจากสลัดความเศร้าท้อแท้ออกไปได้ ฉันก็คิดจะตั้งหลักให้ตัวเอง จึงไปนุ่งขาวห่มขาวปฏิบัติธรรมกับแม่ที่สวนโมกขพลาราม จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นเวลา 1 สัปดาห์ ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงบของที่นี่ช่วยหล่อหลอมจิตใจของฉันให้สงบนิ่ง หยุดคิดฟุ้งซ่าน อีกทั้งได้กำลังใจจากคู่ชีวิตและพ่อแม่ ฉันจึงกลับมาตั้งหลักได้เร็ว และตั้งใจเดินหน้ากลับมาทำหน้าที่แม่ที่ดีของลูก จากนั้นฉันจึงเข้าไปพบหัวหน้างานเพื่อขอลาออกมาดูแลลูก ท่านกลับให้ข้อคิดและกำลังใจ อีกทั้งยังอนุญาตให้ฉันลางานมาดูแลลูกได้ 1 ปี พร้อมแนะนำโรงพยาบาลที่เชี่ยวชาญด้านนี้เพื่อพาลูกไปเสริมพัฒนาการอีกด้วย […]

“แม่ไม่รักผม!” วิธีวางใจ กับประโยคที่แม่คนไหนก็ไม่อยากได้ยิน บทความจากแม่ชีศันสนีย์

แม่ไม่รักผม เชื่อว่า คำนี้คงเคยทำให้คนเป็นแม่ปวดใจหรือแอบเสียน้ำตากันมาบ้างแล้ว แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต มีคำแนะนำดีๆ มาฝากว่าคนเป็นแม่ควรทำอย่างไร

keyboard_arrow_up