โลกที่ไร้ความจนของ มุฮัมมัด ยูนัส ผู้ก่อตั้งธนาคารต้นแบบแก้ปัญหาความยากจน

โลกที่ไร้ความจนของ มุฮัมมัด ยูนัส Imagine there’s no heaven It’s easy if you try No hell below us Above us only sky Imagine all the people Living for today… จินตนาการว่าโลกนี้ไม่มีสวรรค์ นี่เป็นสิ่งที่ง่ายดายหากคุณจะลองจินตนาการดู โลกที่ไม่มีนรกอยู่เบื้องล่าง สิ่งที่อยู่เหนือเราคือท้องฟ้าเท่านั้น จินตนาการว่าคนทุกคน มีชีวิตอยู่เพื่อวันนี้… ช่วงเวลา 3.01 นาทีตลอดความยาวของเพลง อิแมจิ้น (Imagine) ทําให้คนส่วนใหญ่มองเห็นภาพโลกที่มีแต่สันติสุขได้อย่างชัดเจน โลกใบที่ว่าไม่มีสวรรค์ ไม่มีนรก ไม่มีประเทศ ไม่มีสงคราม ไม่มีความยากจน คนจํานวนไม่น้อยพากันหัวเราะเยาะโลกในจินตนาการของ จอห์น เลนนอน (John Lennon) ผู้แต่งและขับร้องเพลงนี้ ในขณะที่คนอีกจํานวนหนึ่งรู้สึกซาบซึ้งไปกับบทเพลง แต่ในใจลึกๆ แล้วกลับบอกตัวเองว่า “เป็นไปไม่ได้” อย่างไรก็ดี […]

คุณหมอผู้ยึดมั่นในความดี แม้ความตายก็ไม่อาจสั่นคลอนแรงศรัทธา

บรรพชนผู้รักสันติกล่าวไว้ว่า ต่อให้ชีวิตต้องเผชิญกับความทุกข์ยากหรือความรุนแรงมากมายเพียงใด ขอให้เราใช้ “ความอดทน” เป็นอาวุธฟันฝ่าไปให้ได้ เพราะนี่เป็นหนทางเพียงเส้นเดียวที่จะนําไปสู่ชัยชนะที่แท้จริง คุณหมอผู้ยึดมั่นในความดี แต่ทว่าการสงบนิ่งท่ามกลางความสูญเสียไม่ใช่สิ่งที่ทําได้ง่ายนัก     นายแพทย์เอซเซลดีน อาบู อัลออิช (Dr. Ezzeldeen Abual-Aish) เป็นแพทย์ซึ่งจบการศึกษาด้านสูตินรีแพทย์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University) แม้ว่าคุณหมอจะเป็นชาวปาเลสไตน์และนับถือศาสนาอิสลาม แต่ก็ได้เรียนภาษาฮีบรูจากแรบไบ (พระในศาสนายูดาห์) จนสามารถสื่อสารภาษาฮีบรูได้อย่างคล่องแคล่ว คุณหมอทํางานในโรงพยาบาลทั้งในประเทศอิสราเอลและฉนวนกาซา อันเป็นเหมือนกันชนระหว่างปาเลสไตน์กับอิสราเอล แม้พื้นที่เสี่ยงต่อภัยสงครามอย่างฉนวนกาซาจะไม่ใช่สถานที่ที่เหมาะต่อการอยู่อาศัยด้วยประการทั้งปวง แต่คุณหมออาบู อัลออิชก็ยังอาศัยอยู่ที่นี่เพื่อให้บริการทางการแพทย์แก่ผู้ป่วยโดยไม่เลือกเชื้อชาติ ครอบครัวของคุณหมอเป็นครอบครัวขนาดใหญ่ ภรรยาเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งไปเมื่อปี 2008 ทําให้คุณหมอวัย 55 ปี (ในเวลานั้น) ต้องดูแลลูกๆ ทั้งแปดคนตามลําพัง คุณหมอเลี้ยงดูลูกๆ ในพื้นที่อันตรายแห่งนี้มาโดยตลอด เพราะเชื่อว่าความดีจะช่วยปกป้องครอบครัวของเขาได้ “ผมเลี้ยงลูกๆ ให้ทํางานเป็นและเติบโตขึ้นเป็นทหารเพื่อสันติภาพ ผมเชื่อว่ายาจะสามารถเป็นสะพานมิตรภาพเชื่อมระหว่างชาวอิสราเอลและปาเลสไตน์ได้”     แต่ในช่วงต้นเดือนมกราคมปี 2009 ขณะที่ดินแดนแถบอื่นยังเฉลิมฉลองศักราชใหม่ ความรุนแรงในฉนวนกาซาได้ปะทุขึ้นมาอีกครั้ง กองทัพอิสราเอลเคลื่อนพลเข้าประชิดฉนวนกาซาเพื่อกวาดล้างกลุ่มกบฏฮามาส เสียงปืนดังขึ้นทั้งกลางวันและกลางคืน แม้แต่ตอนหยุดยิงหูก็ยังแว่วได้ยินเสียงปุ…ปุ…ปุ ก้องอยู่ในโสตประสาท สงครามขนาดย่อมดําเนินไปถึง 21 […]

เคนซาบุโร โอเอะ พ่อผู้เห็นแสงสว่างท่ามกลางความมืด

แม้ชื่อของ เคนซาบุโร โอเอะ จะเป็นที่รู้จักไม่แพร่หลายนักในบ้านเรา…แต่ในญี่ปุ่น นักเขียนผู้นี้เปรียบเสมือน “”พระเจ้า”” รางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม ปี พ.ศ. 2537 คือเครื่องการันตีความสามารถและอิทธิพลที่ชายผู้นี้มีต่อสังคมโลก   งานเขียนส่วนใหญ่ของเคนซาบุโรรังสรรค์ขึ้นเพื่อสะท้อนความจริงของชีวิต ผลงานของเขาแม้จะหนักหน่วงไปด้วยความจริงอันไม่สวยงาม ทว่ากลับมอบพลังและสร้างกำลังใจให้แก่ผู้อ่านอย่างประหลาด อย่างไรก็ดี เคนซาบุโรจะยิ่งใหญ่อย่างที่เขาเป็นทุกวันนี้ไม่ได้เลย หากขาดฮิคาริ ลูกชายผู้ที่แม้จะได้ใช้ชื่อที่แปลว่า “แสงสว่าง” แต่กลับได้สร้างความมืดมนอันใหญ่หลวงให้ชีวิตของผู้เป็นพ่อ ลูกชายคนแรกของเขาถือกำเนิดขึ้นพร้อมสมองที่ผิดปกติ และอาจต้องใช้ชีวิตเยี่ยง “”ผัก”” ไปทั้งชีวิต ความผิดหวังและสับสนเรื่องลูกทำให้เคนซาบุโรเกือบโยนความเป็นพ่อทิ้งไปพร้อมกับชีวิตของลูกชาย     วันหนึ่งเคนซาบุโรได้รับเชิญให้ไปที่ฮิโระชิมะหลังการทิ้งระเบิดปรมาณู เพื่อเยี่ยมเยียนคนเจ็บและผู้รอดชีวิต นายแพทย์คนหนึ่งกล่าวกับเขาว่า “”แม้ว่าจะมีคนตายเพิ่มขึ้นเป็นพันคนทุกๆ วัน แต่ผมก็ยังคงทำหน้าที่ของผมต่อไป เพราะนอกจากนั้นแล้ว ผมจะทำอะไรได้อีกเล่า …ในเมื่อพวกเขาต้องการความช่วยเหลือของเรา และตอนนี้ลูกชายของคุณก็กำลังต้องการความช่วยเหลือจากคุณอยู่ รู้ไหมว่าในโลกนี้ไม่มีใครต้องการคุณเท่ากับลูกชายของคุณอีกแล้ว” ” คำพูดนั้นทำให้เคนซาบุโรรุดกลับมาโตเกียวเพื่อเผชิญหน้ากับความจริง     ““เหตุการณ์ครั้งนั้นนับเป็นจุดพลิกผันของชีวิตผม”” นับแต่นั้น เคนซาบุโรได้ใช้การเขียนเป็นเครื่องมือในการปลดปล่อยความทุกข์ รวมทั้งปลุกจิตสำนึกแห่งความเป็นพ่อของตนเองให้ตื่นขึ้นทีละน้อย ผลงานเรื่องแล้วเรื่องเล่าที่เขาเขียนจึงมีชีวิตของฮิคาริเป็นจุดศูนย์กลางของเรื่อง ความผิดปกติทางสมองทำให้ฮิคาริไม่ยอมรับรู้สิ่งรอบตัวใดๆ นอกจากเสียงนกร้องเท่านั้น เคนซาบุโรและภรรยาจึงกว้านซื้อเทปบันทึกเสียงนกมาเปิดให้ฮิคาริฟัง ด้วยหวังว่าวันหนึ่งเด็กน้อยจะหันมาสื่อสารกับพ่อแม่ของตนบ้าง แล้ววันหนึ่งขณะที่เคนซาบุโรกำลังเดินเล่นอยู่ในป่าละเมาะ จู่ๆ ฮิคาริวัยหกขวบที่นั่งอยู่บนไหล่ของผู้เป็นพ่อ […]

มาร์ตติ อาห์ติซารี พ่อผู้ให้สันติภาพแก่โลก

มาร์ตติ อาห์ติซารี พ่อผู้ให้สันติภาพแก่โลก สันติภาพเป็นสิ่งสวยงาม ที่ใดไม่มีสันติภาพ ที่นั้นย่อมมีแต่ความเศร้าโศกและความเดือดร้อนกระจายอยู่ทั่วทุกหย่อมหญ้า มาร์ตติ อาห์ติซารี (Martti Ahtisaari) อดีตประธานาธิบดีคนที่ 10 ของฟินแลนด์ วัย 81 ปี เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปี 2008 คือผู้ทำหน้าที่สลายความขัดแย้งทางการเมือง ยุติสงครามและความรุนแรงในดินแดนสามทวีป คือ แอฟริกา เอเชียและยุโรป ได้สำเร็จ เขาเป็นผู้ที่ทำให้กรณีพิพาทในเรื่อง เอกราชของโคโซโว ซึ่งยืดเยื้อมานานเกือบ 20 ปียุติลง นับเป็นเพียงไม่กี่ตัวอย่างจากอีกหลายสิบผลงานการสร้างสันติภาพของบุรุษผู้นี้ ชีวิตนับล้าน หลากหลายเชื้อชาติ ต่างศาสนา กลับมามีรอยยิ้มสดใสได้ในวันนี้ ด้วยเพราะปณิธานที่อาห์ติซารียึดมั่นมากว่าสี่ทศวรรษว่า “เขาจะ“ทำงานเพื่อลดความขัดแย้งและสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างกัน”” อาห์ติซารีกล่าวถึงจุดเริ่มต้นของการเป็น “นักรณรงค์เพื่อสร้างสันติภาพ” ว่ามีที่มาจากช่วงชีวิตในวัยเด็ก ซึ่งเขาได้เรียนรู้การใช้ชีวิตในฐานะพลเมืองของดินแดนปกครองตนเอง (ฟินแลนด์) ภายใต้จักรวรรดิโซเวียต และประสบกับพิษภัยสงครามที่ทำให้พ่อต้องจากบ้านไปเพื่อรับใช้ชาติ แม่ต้องพาเขาระหกระเหินอพยพไปยังเมืองเอาลู (Oulu) ทางตะวันออกของฟินแลนด์ เพื่อโอกาสทางอาชีพและการศึกษาที่ดีกว่า     อาห์ติซารีสำเร็จการศึกษาด้านศึกษาศาสตร์ และเดินทางไปเป็นครูเพื่อช่วยพัฒนาระบบการศึกษาในปากีสถานอยู่ถึง 3 ปี แต่กระนั้นเขาก็ยังรู้สึกว่า ““นี่ยังไม่ใช่สิ่งที่ต้องการอย่างแท้จริง”” […]

วังการี มาทาอี นักปลูกต้นไม้เพื่อสันติภาพ

วังการี มาทาอี นักปลูกต้นไม้เพื่อสันติภาพ – ในประเทศเคนยา ต้นไม้เป็นสัญลักษณ์ของการยุติความขัดแย้งมาแต่โบราณ ตอนเด็กๆ วังการี มูตา มาทาอี (Wangari Muta Maathai) เคยได้ยินบรรดาผู้ใหญ่เล่านิทานเก่าแก่เรื่องหนึ่ง ความว่า “เวลาที่พระอาทิตย์สาดแสงที่รุนแรงและยาวนานจนผิดปกติ ความแห้งแล้งก็จะมาเยือน สัตว์น้อยใหญ่ต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก ต้นไม้พากันเหี่ยวแห้ง และผู้คนต้องสู้กันเพื่อแย่งชิงน้ำและอาหาร เมื่อเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น ชาวบ้านจะจัดงานเฉลิมฉลองใต้ต้น “มูกูโม” (Mugumo) ซึ่งเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ของเผ่าคิคุยุ (Kikuyu – ชนเผ่าที่มีมากที่สุดในเคนยา และวังการีเป็นคนเผ่านี้) หลังจากทำพิธี ท้องฟ้าจะอวยพรด้วยการโปรยปรายสายฝน ยังความชุ่มฉ่ำแก่ผู้คนและผืนดิน ผู้เฒ่าในหมู่บ้านจะนำต้นอ่อนของต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ไปปลูกไว้ตรงกลางระหว่างคนสองคนที่กำลังโกรธกัน เมื่อนั้นจากคนที่เป็นศัตรูก็จะกลายเป็นมิตร” อย่างไรก็ดี เมื่อโตขึ้น วังการีรู้ดีว่าการปลูกต้นไม้เพื่อสร้างสันติภาพระหว่างคนที่คิดเห็นต่างกันกลับไม่ใช่เรื่องที่ทำได้อย่างง่ายดายเหมือนในนิทาน วังการีเกิดเมื่อวันที่ 1 เมษายน ค.ศ. 1940 ในปีที่วังการีถือกำเนิด ต้นไม้ไม่ได้มีความศักดิ์สิทธิ์อย่างที่ชาวเคนยาสมัยโบราณเคยนับถือ ทว่าธรรมชาติยังคงความสมบูรณ์และงดงามอย่างน่าอัศจรรย์ วังการีเล่าว่า เธอสามารถวักน้ำจากลำธารขึ้นมาดื่มได้โดยตรง เธอชอบใช้ใบไม้ช้อนไข่กบที่ลอยเป็นแพ และเมื่อลองใช้นิ้วเขี่ยไข่กบ ลูกอ๊อดก็จะว่ายออกจากไข่ ภาพที่เห็นนี้ติดตรึงใจเธอมาตลอดชีวิต วังการีเชื่อว่า ธรรมชาติเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ตัวเธอเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่รักอิสรเสรีและมองโลกในแง่ดีอยู่เสมอ ความโชคดีอีกอย่างคือ ทั้งๆ […]

keyboard_arrow_up