พระสารีบุตร พระอรหันต์ผู้ อ่อนน้อมถ่อมตน

พระสารีบุตร พระอรหันต์ผู้ อ่อนน้อมถ่อมตน แม้พระสารีบุตรจะเป็นผู้มีปัญญามาก แต่พระสารีบุตรก็ยังคงประกอบด้วยความ อ่อนน้อมถ่อมตน พระสารีบุตรเคารพนอบน้อมต่อพระอัสสชิเป็นอย่างมาก ด้วยท่านถือว่าได้บรรลุธรรมจากการสอนของพระอัสสชิ พระสารีบุตรจึงยกย่องท่านเป็นอาจารย์ จนมีอยู่ครั้งหนึ่งที่ภิกษุท้้งหลายเห็นว่าพระสารีบุตรสลับสับเปลี่ยนหัวนอนไปทางทิศต่าง ๆ ก็คิดว่าพระอัครสาวกเบื้องขวากลับเป็นคนเคารพนอบน้อมต่อทิศทั้งหลาย อันไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของประชาชนเอาเสียเลย จึงนำความขึ้นกราบทูลพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์จึงตรัสว่า ที่พระสารีบุตรยังหันศีรษะไปยังทิศต่าง ๆ ก็เพราะว่าทิศนั้นเป็นทิศที่พระอัสสชิอยู่ พระสารีบุตรจึงหันหัวนอนไปทางทิศนั้น ๆ เพื่อแสดงความเคารพยกย่องพระเถระ ผู้เป็นหนึ่งในปัญจวัคคีย์ผู้นี้เป็นอย่างมาก     อีกครั้งคือเมื่อครั้งที่พระสารีบุตรกับพระมหาโมคคัลลานะอยู่กันที่กโปตกันทราวิหาร มียักษ์สองสหายเดินผ่านมาพบพระเถระทั้งสองพอดี ครั้นหันมาบอกเพื่อนว่าจะประหารศีรษะของสมณะผู้นี้เสียเลย แต่เพื่อนไม่เห็นด้วยบอกห้ามถึง 3 ครั้ง แต่ยักษ์ก็ไม่ฟัง ทุบลงไปที่ศีรษะของพระสารีบุตรด้วยกำลังที่รุนแรงขนาดสมารถทุบพญาช้างสูง 7 ศอกให้จมลงไปในดินได้ หรือทำลายยอดภูเขาใหญ่ได้ แต่พระเถระก็ไม่เป็นอะไรเลย แต่ปรากฏว่าแผ่นดินได้แยกออกและสูบยักษ์ผู้ประทุษร้ายพระสารีบุตรลงนรกไปเสีย ฝ่ายพระมหาโมคคัลลานะเห็นยักษ์ทุบศีรษะพระสารีบุตรด้วยตาทิพย์ก็เข้ามาถามไถ่อาการ แต่พระสารีบุตรกลับบอกว่าไม่เป็นอะไร มีแค่รู้สึกศีรษะมึนนิด ๆ เมื่อได้ยินดังนั้นพระมหาโมคคัลลานะก็ชื่นชมในพระสารีบุตรว่า แม้แต่ยักษ์ก็ทำอะไรไม่ได้ พระมหาโมคคัลลานะได้เล่าเรื่องที่ท่านเจอให้พระสารีบุตรฟัง พระสารีบุตรก็ชื่นชมพระมหาโมคคัลลานะกลับเช่นกันว่าเป็นผู้วิเศษที่มีตาทิพย์   ที่มา : พระสารีบุตร มหาสาวกผู้เป็นเลิศด้านปัญญา โดย นทธัญ แสงไชย ภาพ : […]

อย่าริอาจคิดจองเวร วิบากกรรมจะติดตามคุณไปทุกชาติ

อย่าริอาจคิด จองเวร วิบากกรรมจะติดตามคุณไปทุกชาติ เมื่อพูดถึงเรื่องการ จองเวร หลายคนคงจะสันหลังวาบ หรือขนลุกพอง ชวนสยองเกล้า อารมณ์เหมือนความเชื่อเรื่องเจ้ากรรมนายเวร ที่มักมีภาพแทนเป็นผีเหมือนในภาพยนตร์เรื่องชัตเตอร์ที่อนันดาแสดงเป็นพระเอก ทำให้เราไม่เจริญรุ่งเรือง แต่เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้ จะทำให้เห็นถึงโทษของการคิดจองเวรต่อกัน เพราะมันจะทำให้ต้องจองเวรข้ามภพข้ามชาติอย่างไม่รู้ที่สิ้นสุด มีนางยักษ์ตนหนึ่งชื่อ “กาลี” ในอรรถกถาคาถาธรรมบทเรียกนางยักษ์ว่า “กาลียักษิณี” อาจหมายถึงนางยักษ์ที่มีผิวดำก็เป็นได้ นางยักษ์ตนนี้เป็นบริวารของท้าวเวสสุวรรณ เทวดาผู้เป็นเจ้าแห่งยักษ์และภูตผีทั้งปวง เป็นหนึ่งในเจ้าสวรรค์ชั้นจาตุงมหาราชิกา     ครั้งนางมีหน้าที่ตักน้ำจากสระอโนดาตในป่าหิมพานต์ไปถวายท้าวเวสสุวรรณ เมื่อนางว่างก็จะออกจับมนุษย์กินเป็นอาหาร จนวันหนึ่งนางได้กินทารกซึ่งเป็นบุตรของกุลธิดานางหนึ่งในกรุงสาวัตถี เมื่อใดที่กุลธิดาคลอดบุตร นางยักษ์ก็จะจำแลงร่างเป็นเพื่อนสนิทของกุลธิดา แสดงว่ามามาเยี่ยมแล้วจับทารกกินทันทีเป็นครั้งที่สอง พอกุลธิดาท้องลูกครั้งที่สามจึงขอสามีกลับไปคลอดที่บ้านเกิด เพื่อเป็นการรักษาชีวิตของบุตรไว้ นางยักษ์ก็ตามไปที่บ้านของกุลธิดาเพื่อจะจับทารกกินเป็นอาหาร กุลธิดาทราบว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นที่พึ่งเดียวของนางและลูกในเวลานี้ เพราะพระองค์ทรงเป็นครูแห่งมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย นางจึงพาบุตรไปยังพระเชตวันมหาวิหารของอนาถบิณฑิกเศรษฐี และถวายบุตรของเธอแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า “พระองค์ผู้เจริญโปรดรับบุตรของดิฉันและคุ้มครองบุตรของดิฉันด้วยเถิด” เมื่อนางยักษ์ติดตามมาถึงพระเชตวันมหาวิหาร เทวดานามว่า “สุมนเทพบุตร” ขว้างไม่ให้นางยักษ์เข้าพระวิหาร พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้พระอานนท์พานางยักษ์เข้ามา พระองค์ทรงแสดงธรรมต่อนางยักษ์ จนนางเข้าใจแล้วว่าหากนางทำเช่นนี้ต่อไป ในชาติต่อไปกุลธิดาก็จะมากินลูกของนางอีก ชาติต่อไปนางยักษ์ก็จะตามกินลูกของกุลธิดาเป็นแบบไปอย่างไม่มีจุดสิ้นสุด จากนั้นนางก็สำเร็จเป็นพระโสดาบัน จากนั้นนางก็ร้องไห้ แล้วทูลถามว่าหากนางมีจิตเลื่อมใสในพระรัตนตรัยและถือศีล ไม่อาจจับมนุษย์กินได้อีกต่อไป แล้วนางจะกินอาหารเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิต   คลิกเลข 2 […]

keyboard_arrow_up