อานิ โลแซง ดอลมา จากดาราสาวสวยชื่อดังสู่ชีวิตภิกษุณีที่แสนสงบ

ยุคสมัยนี้คงไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่าเป็นยุคแห่ง ความหล่อความสวย ยิ่งถ้าหล่อสวยใกล้เคียงกับดารานางแบบด้วยแล้ว จะยิ่งได้รับความนิยมชมชอบจากคนรอบข้างมากยิ่งขึ้น จึงทำให้บรรดาร้านขายเครื่องสำอางและคลินิกศัลยกรรมผุดขึ้นมาใหม่มากมายราวกับดอกเห็ด และที่น่าแปลกใจคือ แทบทุกร้านล้วนมียอดการใช้บริการเพิ่มสูงขึ้นทุกวัน ในขณะที่เรามัวแต่สนใจเรื่องความงามของใบหน้าและพะวงกับการกระชับสัดส่วนอยู่นั้น กลับมีดารานางแบบสาวสวยคนหนึ่งของประเทศเนปาลยอมละทิ้งความงาม (ภายนอก) ทั้งชื่อเสียงและเงินตราทุกอย่างที่มี เดินทางเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยการบวชเป็น “ภิกษุณี” ภิกษุณีรูปนี้มีนามว่า อานิ โลแซง ดอลมา (Ani Losang Dolma) หรือนามเดิมคือ โคฮีนัว ซิงห์ (Kohinoor Singh) อดีตนักแสดงและนางแบบสาวชั้นแนวหน้าของประเทศเนปาล ซึ่งโลดแล่นอยู่ในวงการบันเทิงมานานนับสิบปี ในขณะที่ชีวิตในวงการบันเทิงกำลังดังถึงขีดสุดอยู่นั้น ดาราสาวผู้นี้กลับเลือกที่จะสละชีวิตทางโลกทั้งหมดโดยการบวชเป็นภิกษุณี ด้วยเหตุผลที่ว่า การบวชในพุทธศาสนาเหมาะกับวิถีชีวิตของเธอเองมากกว่าชีวิตทางโลก เพราะพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่เรียบง่ายและเป็นความจริง ภิกษุณีดอลมากล่าวถึงอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เธอตัดสินใจบวชในพุทธศาสนาว่า “ฉันรู้สึกชื่นชมการเป็นภิกษุณีมาตั้งแต่เด็กแล้ว เวลาที่พบเหล่าภิกษุณี ท่านดูมีความสุขและแต่งกายเหมือนเดิมเสมอ ดูเรียบง่าย ปราศจากสิ่งเหนี่ยวนำใจให้ตกต่ำ ต่างจากคนธรรมดาที่มักจะรักษาแต่ภาพลักษณ์ของตัวเอง มีกิเลสความอยากได้อยากมี จึงทำให้ชีวิตมีความสุขน้อยลง” สมัยที่ยังเป็นดารา ภิกษุณีดอลมามักรู้สึกว่างานที่ทำขัดต่อความเป็นตัวของตัวเองเสมอ อาจเป็นเพราะงานในวงการบันเทิงทำให้เธอหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องไปร่วมงานปาร์ตี้และดื่มสังสรรค์ อีกทั้งยังมีเรื่องให้คนเข้าใจผิดอยู่บ่อยครั้ง ทำให้เธอรู้สึกว่างานที่ทำอยู่กลายเป็นภาระอันหนักหนาสาหัส แต่บัดนี้เมื่อสละทุกสิ่งและได้บวชเป็นภิกษุณีแล้ว ชีวิตของเธอกลับมีแต่ความสงบ เรียบง่าย “ช่วงแรกที่บวชไม่มีใครจำฉันได้เลย วันหนึ่งขณะกำลังเดินอยู่ มีเด็กผู้ชายกลุ่มหนึ่งเล่นบาสเกตบอลกัน แล้วลูกบาสเกิดพลัดมาทางที่ฉันกำลังเดินอยู่พอดี พวกเขาคิดว่าฉันเป็นนักบวชชาย เลยขอให้ฉันช่วยโยนลูกบาสคืนให้” […]

สุนทรีนันทา พระขนิษฐาแห่งพระพุทธเจ้า ผู้หลงใหลในความงามว่าเป็นสิ่งที่เที่ยง

สุนทรีนันทา พระขนิษฐาแห่งพระพุทธเจ้า ผู้หลงใหลในความงามว่าเป็นสิ่งที่เที่ยง สุนทรีนันทา เป็นเจ้าหญิงในวงศ์ศากยะ มีศักดิ์เป็นพระขนิษฐาต่างพระมารดาของพระพุทธเจ้า ครั้งพระนางเจริญวัยมีความงามเป็นที่เลืองลือ จนได้ตำแหน่งเป็นชนบทกัลยาณี ครั้งพระนันทะ ผู้เป็นพระเชษฐาเสด็จออกผนวชและบรรลุเป็นพระอรหันต์ ต่อมาพระเจ้าสุทโธทนะสวรรคตลง พระนางปชาบดีโคตมีเสด็จออกผนวชเป็นพระเถรี พร้อมด้วยขัตตยนารีในศากยวงศ์พระองค์อื่นอีกมาก พระปชาโคตมีเถรีทรงเป็นห่วงเจ้าหญิงสุนทรีนันทา ผู้รักในโฉมอันงดงามของตน หากยังประทับในราชสำนักแห่งกรุงกบิลพัดสุ์อาจเป็นอันตราย เพราะพระญาติใกล้ชิด แม้กระทั่งพระนางยโสธราพิมพายังเสด็จออกผนวชเช่นกัน จึงขอร้องให้เจ้าหญิงเสด็จออกผนวชด้วย เจ้าหญิงสุนทรีนันทาแม้จะทรงถือเพศเป็นพระเถรีแล้ว ก็ไม่ละนิสัยปุถุชน ยังคงแต่งพระพักตร์และหลงใหลในรูปโฉมอันงดงามอยู่ พระพุทธเจ้าทรงต้องการโปรดให้เจ้าหญิงทราบถึงความจริงว่ารูปนั้นเป็นสิ่งไม่เที่ยงแท้ วันหนึ่งวันใดในภายภาคหน้า ความงามนี้จะต้องเสื่อมสลาย พระพุทธเจ้าโปรดให้จัดเวรให้พระภิกษุณีเข้าเฝ้าเพื่อฟังธรรม เจ้าหญิงสุนทรีนันทาทรงทราบว่าคำสอนของพระพุทธเจ้ามักติเตียนเรื่องความงามว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดี พระนางไม่ชอบจึงพยายามหนีเวรอยู่บ่อยครั้ง จนกระทั่งวันหนึ่ง ได้ยินเหล่าพระภิกษุณีที่ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า พากันชื่นชมและยกย่องว่าธรรมะของพระพุทธเจ้านั้น ไพเราะและประเสริฐเหนือสิ่งอื่นใด เมื่อเจ้าหญิงสุนทรีนันทาทรงได้ยินดังนั้นจึงปรารถนาอยากรู้ว่าจะเป็นจริงตามที่พระภิกษุณีกล่าวหรือไม่ จึงเสด็จแฝงกายเข้าไปในกลุ่มพระเถรีที่กำลังเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าอยู่ พระพุทธองค์ทราบว่าเจ้าหญิงสุนทรีนันทาเข้ามาประทับอยู่ในที่แห่งนี้แล้ว พระองค์ได้เนรมิตหญิงงามขึ้นมานางหนึ่ง ซึ่งมีเพียงเจ้าหญิงสุนทรีนันทาพระองค์เดียวเท่านั้นที่ทรงเห็น เมื่อเจ้าหญิงทรงเห็นดังนั้นถึงกับมีพระดำริว่า สตรีนางนี้ช่างงามยิ่งกว่าเราเสียอีก นางคือใครหนอ ถึงได้เข้ามารับใช้พระเชษฐาแห่งเรา ไม่นานนักร่างของสตรีนางนั้นก็ค่อยๆ แก่กลายเป็นหญิงชราหน้าตาอัปลักษณ์ จากนั้นนางก็ล้มตัวลงกับพื้น นางนอนเป็นอัมพาตจมกองอุจจาระและปัสสาวะของตนเอง และนางก็สิ้นใจลง ร่างของนางค่อย ๆ เน่ามีหนอนไต่ขึ้นเต็มไปหมด สุดท้ายก็เหลือเพียงโครงกระดูกสีขาว เจ้าหญิงทรงเห็นภาพปรากฏทั้งหมด จึงบังเกิดพระปัญญาเข้าพระทัยในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงต้องการสอนพระองค์ และในที่สุดเจ้าหญิงสุนทรีนันทาทรงรู้ซึ้งแล้วว่าความงามเป็นสิ่งไม่เที่ยง พระนางสามารถละจากความหลงใหลในความงามได้อย่างเด็ดขาด และสำเร็จอรหัตตผลในที่สุด […]

เส้นทางสู่อรหัตตผลของพระอุบลวรรณาเถรี : สตรีผู้ทำบุญด้วยดอกบัวมาหลายชาติ

เส้นทางสู่อรหัตตผลของพระ อุบลวรรณาเถรี : สตรีผู้ทำบุญด้วยดอกบัวมาหลายชาติ อุบลวรรณาเถรี เป็นหนึ่งในภิกษุณีที่มีความสำคัญต่อพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าทรงยกย่องเป็นเอตทัคคะผู้มีฤทธิ์ฝ่ายพระสาวิกา ซึ่งเป็นสิ่งที่พระเถรีรูปหนึ่งปรารถนามานานตั้งแต่สมัยพระกัสสปพุทธเจ้า เท้าความกลับไปก่อนสมัยเจ้าชายสิทธัตถะจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ครั้งพระองค์เสวยพระชาติเป็นพระเวสสันดร พระองค์ทรงมีพระธิดานามว่า “กัณหา” เพราะตอนประสูติ พระญาตินำหนังหมีมารับพระกุมารี (คำว่า “รับ” ในที่นี่อาจหมายถึง ของขวัญ หรือ ห่มทารกด้วยหนังหมีก็ได้)   ทำไมพระกัณหาไม่ได้เกิดร่วมวงศ์กับพระพุทธเจ้า หลังจากพระเวสสันดรทรงถูกเนรเทศออกจากเมือง พระองค์พร้อมด้วยพระนางมัทรี พระชาลีและพระกัณหาเดินทางไปเขาวงกต ชูชกเข้าเฝ้าพระเวสสันดรเพื่อทูลขอทาส พระองค์จึงประทานสองกุมารให้ พระชาลี-พระกัณหาพากันไปซ่อนที่สระบัว พระเวสสันดรทรงขอร้องให้สองกุมารช่วยให้ปุตตทาน (การยกลูกเป็นทาน) ครั้งนี้สำเร็จ พระกัณหาต่อว่าพระบิดาว่าไม่รักตนแล้วจึงยกให้เป็นทาส วิบากกรรมแห่งวจีทุจริตนี้ ทำให้พระกัณหาไม่ได้เกิดร่วมวงศ์กับพระเวสสันดร (เจ้าชายสิทธัตถะ) พระมัทรี (เจ้าหญิงยโสธราพิมพา) และ พระชาลี (พระราหุล) อีกต่อไป     สตรีผู้มีผิวพรรณเหมือนดอกบัวขาบ พระกัณหาได้มาเกิดเป็นสตรีงามที่มีผิวเหมือนดอกบัวขาบ (ดอกบัวสีเขียว) บิดาจึงตั้งชื่อว่า “อุบลวรรณา” เมื่อเติบโตเป็นสาว ก็กลายเป็นหมายปองของบรรดาชายหนุ่ม แม้กระทั่งพระราชาจากทั่วชมพูทวีปส่งทูตมาสู่ขอ บิดาเล็งเห็นแล้วว่าไม่อาจทำตามใจทุกคนได้ จึงขอให้นางอุบลวรรณาออกบวช ด้วยอานิสงส์แห่งกุศลที่สั่งสมมา ทั้งเคยเกื้อกูลพระโพธิสัตว์ […]

พระธัมมทินนาเถรี ภิกษุณีที่พระพุทธเจ้าทรงชมเชยว่าเป็นนักปราชญ์

พระธัมมทินนาเถรี ภิกษุณีที่พระพุทธเจ้าทรงชมเชยว่าเป็นนักปราชญ์  พระธัมมทินนาเถรี เดิมเป็นภรรยาของเศรษฐีในกรุงราชคฤห์มีชื่อว่า “วิสาขเศรษฐี” ในสมัยพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งมีพระนามว่า “พระปทุมุตตรพุทธเจ้า” นางเกิดในตระกูลที่ประกอบอาชีพรับจ้างในกรุงหังสาวดี ถวายขนมแก่พระอัครสาวกที่ออกจากนิโรธสมาบัติ คือ  พระสุชาตเถระ นายจ้างพอใจในการทำทานของนาง จึงจัดพิธีแต่งงานระหว่างนางกับบุตรชายขึ้น วันหนึ่งนางกับแม่สามีไปกราบพระปทุมุตตรพุทธเจ้า นางเห็นพระพุทธเจ้าทรงตั้งพระภิกษุณีรูปหนึ่งเป็นเอตทัคคะด้านธรรมกถึก นางปรารถนาจะเป็นพระภิกษุณีผู้เป็นเอตทัคคะด้านนี้ พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ว่านางจะได้เป็นในสมัยของพระสมณโคดมพุทธเจ้า หลังจากนั้นนางก็เวียนว่ายตายเกิดในสุคติคือโลกมนุษย์และสวรรค์ ต่อมาในสมัยของพระปุสสพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าตรัสแก่เธอว่า เธอจงให้หนึ่งส่วน แต่นางกลับทำบุญเป็นสองเท่า ต่อมาสมัยพระกัสสปพุทธเจ้า เกิดเป็นพระราชธิดา พระองค์ที่ 6 แห่งพระเจ้ากิงกิราช มีพระนามว่า “สุธรรมา” ได้สดับธรรมจากพระพุทธเจ้าแล้วเกิดเลื่อมใสอยากบวชเป็นภิกษุณี แต่พระบิดาไม่อนุญาต นางจึงประพฤติพรหมจรรย์ตลอดชีวิต พอสิ้นอายุขัยก็เวียนว่ายตายเกิดเป็นมนุษย์และเทวดา พอถึงสมัยพระสมณโคดมพุทธเจ้า นางเกิดในครอบครัวที่มีตระกูล พอเจริญวัยเป็นสาวก็แต่งงานกับวิสาขเศรษฐี สามีของนางธัมมทินนาเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า ได้ฟังเทศนาธรรมก็บรรลุเป็นพระอนาคามี พอกลับถึงบ้าน นางธัมมทินนาออกมาต้อนรับอยู่ที่หัวบันได แล้วทุกครั้งวิสาขเศรษฐีจะจับมือภรรยาเพื่อขึ้นบันได แต่ครั้งนี้เศรษฐีกลับไม่สนใจนาง ทำตัวเฉยเมยต่อนางจนผิดปกติ นางจึงตอบสามีว่า “ทำไมท่านจึงเปลี่ยนไปเช่นนี้ ข้าทำอะไรให้ท่านไม่พอใจหรือ” เศรษฐีตอบทันทีว่า “เธอไม่ได้ทำอะไรผิด และข้าขอประการว่านับตั้งแต่วันนี้ไป จะไม่ถูกต้องกายผู้หญิงและไม่สนใจในอาหารเลิศรสอีกต่อไป เพราะตอนนี้ข้าเข้าใจในทุกสรรพสิ่งแล้ว ถ้าเธอพอใจจะอยู่ที่นี้ต่อก็ได้ หรือจะกลับไปอยู่ที่บ้านของเธอก็ได้” นางธัมมทินนาตอบกลับว่า “ข้าแต่ท่านเศรษฐีขอให้ข้าบวชเถิด” […]

พระนางปชาบดีโคตมี สตรีผู้อภิบาลพระพุทธเจ้ามาตั้งแต่ทรงพระเยาว์

พระนางปชาบดีโคตมี สตรีผู้อภิบาลพระพุทธเจ้ามาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ พระนางปชาบดีโคตมี ทรงเป็นเจ้าหญิงแห่งกรุงเทวทหะ พระขนิษฐาในพระนางสิริมหามายา แล้วทรงเป็นพระมเหสีอีกพระองค์แห่งพระเจ้าสุทโธทนะ พระนางทรงเป็นผู้อภิบาลพระพุทธเจ้ามาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ หลังจากพระเชษฐภคินีสวรรคต หลังจากพระนางสิริมหามายาเสด็จสวรรคตหลังจากทรงให้ประสูติพระราชโอรส พระนางปชาบดีโคตมีทรงรับเจ้าชายสิทธัตถะเป็นพระราชโอรส เจ้าชายน้อยเจริญพระชนม์วัยมาพร้อมกับพระโอรสและพระธิดาของพระน้านาง คือ เจ้าชายนันทะและเจ้าหญิงสุนทรีนันทา ถึงแม้ว่าพระนางน้าปชาบดีโคตมีเป็นผู้ถวายน้ำนมแด่เจ้าชายสิทธัตถะ แล้วยังทรงรักทะนุถนอมเจ้าชายไม่ต่างจากบุตรแท้ของพระนาง หลังจากเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกผนวช แล้วตรัสรู้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า ได้เสด็จกลับมาโปรดพระประยูรญาติที่กรุงกบิลพัสดุ์ ธรรมะที่พระองค์ทรงแสดงในครั้งนั้นกลายเป็นน้ำนมให้พระนางปชาบดีโคตมีเจริญในทางธรรม พระนางปรารถนาแสวงหาทางหลุดพ้น ซึ่งมีเพียงธรรมะของพระพุทธเจ้าเท่านั้นที่จะช่วยเหลือพระนางได้ หลังจากพระเจ้าสุทโธทนะเสด็จสวรรคต พระนางน้าปชาบดีโคตมีผู้เลื่อมใสในธรรมะของพระพุทธเจ้า มีพระปณิธานอย่างแรงกล้าที่จะศึกษาธรรมะในสำนักของพระพุทธเจ้า แต่พระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธ “อย่าเลย พระนางอย่าทรงชอบใจในการบวชในสำนักของเราเลย” พระนางจึงไม่ได้ผนวชจนกระทั่งเกิดเหตุการวิวาทขึ้นในหมู่พระญาติระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์และเทวทหะ เรื่องการชักน้ำเข้าไร่นาของตนเอง (ศึกชิงแม่น้ำโรหิณี) พระพุทธเจ้าเสด็จมาโปรดเพื่อให้ยุติการวิวาทในหมู่พระญาติ พระนางปชาบดีโคตมีได้ฟังธรรมของพระองค์อีกครั้ง ความปรารถนาของพระนางได้ปะทุขึ้นอีกครั้ง เมื่อพระนางทราบว่า พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่เมืองเวสาลี พระนางปลงพระเกศาแล้วฉลองพระองค์ด้วยผ้าย้อมสีฝาด (จีวร) เสด็จไปหาพระพุทธเจ้ายังเมืองเวสาลีพร้อมกับเหล่าสตรีชนชั้นสูง ด้วยระยะทางที่แสนไกล พระบาทของพระนางระบม พระวรกายเต็มไปด้วยฝุ่นผง พอเสด็จมาถึงที่ประทับของพระผู้มีพระภาคแล้ว พระนางกรรแสงด้วยความเจ็บพระบาท พระอานนท์ทรงเห็นคณะของพระนางปชาบดีโคตมียืนอยู่ด้านนอก จึงตรัสถามคณะของพระนางน้าว่า ทำไมพวกท่านจึงมีสภาพเช่นนี้ พระนางปชาบดีโคตมีตรัสตอบทันทีว่า เป็นเพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่อนุญาตให้สตรีเพศบวช พระอานนท์จึงเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าทันที พระอานนท์ทูลขออนุญาตให้พระน้านางและสตรีทั้งหลายบวชเป็นพระภิกษุณีได้ถึง 3 ครั้ง พระพุทธเจ้าก็ทรงปฏิเสธทุกครั้ง พระอานนท์ทรงถามพระองค์ว่า ผู้หญิงสามารถบรรลุธรรมได้เช่นเดียวกับผู้ชายหรือไม่ […]

พระนางเถริกาผู้บรรลุธรรมจากการทำครัว

 พระนางเถริกา ผู้บรรลุธรรม จากการทำครัว  พระนางเถริกา ผู้บรรลุธรรม ก่อนบวชเป็นภิกษุณี จากการพิจารณาผักดองต้มในขณะทำครัว ทำไมเพียงการพิจารณาผักดองต้มจึงสามารถทำให้สตรีนางหนึ่งบรรลุธรรม   สตรีนางหนึ่งกำเนิดในตระกูลกษัตริย์แห่งเมืองเวสาลี นางคือ “พระนางเถริกา” พอนางเจริญวัย พระบิดาและพระมารดายกให้อภิเษกกับเจ้าชายพระองค์หนึ่ง ผู้มีศักดิ์เสมอกัน   ต่อมาพระนางเถริกาได้ฟังธรรมของพระปชาบดีโคตมีเถรี ว่าด้วยเรื่องการพิจารณาธรรม แล้วบังเกิดปัญญาและมีจิตเลื่อมใส พระนางมีความปรารถนาออกผนวช พระนางจึงทูลขออนุญาตพระสวามีให้พระนางออกผนวช แต่พระสวามีไม่ยินยอม พระนางใช้ความรู้ที่ได้มาจากการฟังธรรมในครั้งนั้น มาปฏิบัติควบคู่ไปกับกิจวัตรประจำวัน จนกระทั่งบรรลุอนาคามิผล   พระนางเกิดความเบื่อหน่าย ความปรารถนาผนวชก็ทวีขึ้นทุกวัน จนพระนางเบื่อหน่ายผ้าอาภรณ์อันประณีตงดงามที่เคยสวมใส่ เบื่อหน่ายเครื่องประดับต่าง ๆ ที่ทำขึ้นจากทองและอัญมณี     วันหนึ่งขณะที่พระนางทรงทำครัวอยู่ในห้องเครื่อง พระนางตั้งหม้อที่บรรจุต้มผักดองไว้บนเตา พระนางพิจารณาการเปลี่ยนแปลงของผักดองนั้น จนน้ำที่นิ่ง กลายเป็นที่เดือดจนแห้งระเหยไปจนหมดหม้อ ผักดองที่แหวกว่ายไปตามแรงพองอากาศผุดขึ้นเพราะความร้อนของเปลวไฟจากเตา กลายเป็นผักดองที่นิ่งสงบ เพราะปราศจากน้ำแล้ว   พระนางพิจารณาการเปลี่ยนแปลงของผักดองนั้น กิเลสของพระนางได้รับการเผาพลาญด้วยฌานที่พระนางปฏิบัติมา ดุจผักดองที่เดือดจนแห้งคาหม้อนั้นเอง   พระสวามีเห็นอาการของพระชายาเป็นเช่นนี้แล้ว จึงตัดสินพระทัยว่า คงต้องให้พระชายาเสด็จออกผนวช พระองค์ส่งพระนางเถริกาไปยังสำนักพระเถรีอันมีพระปชาบดีโคตมีเถรีเป็นประธาน   พระปชาบดีโคตมีทรงผนวชให้พระนางเถริกา จากนั้นพาพระเถริกาเถรีไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงพิจารณาด้วยญาณจนทราบว่า […]

วัดเทพธิดารามวรวิหาร …อารามแห่งพลังใจ

วัดเทพธิดารามวรวิหาร …อารามแห่งพลังใจ 0หากพูดถึง วัดเทพธิดารามวรวิหาร สิ่งที่อยู่ในความคิดของฉันมีอยู่เพียงสองอย่าง อย่างแรกคือเป็นวัดที่พระสุนทรโวหาร (ภู่) หรือที่เรามักเรียกกันว่า “สุนทรภู่” (26 มิถุนายน พ.ศ. 2329 – พ.ศ. 2398) เคยมาจําพรรษาอยู่ และสองคือตรงข้ามวัดมีร้านอาหารเจ้าอร่อยอยู่หลายร้าน 0 0 เป็นเรื่องปกติของคนเราที่มักจะนึกถึงการท่องเที่ยวในสถานที่ไกลบ้าน เพราะคิดว่าที่ที่อยู่ใกล้บ้านจะไปเมื่อไรก็ได้ (และในที่สุดก็ไม่ได้ไป) ฉันเองก็ไม่ต่างจากคนทั่วไปวัดนี้อยู่ใกล้บ้านขนาดใช้เวลาเดินเพียง 15 นาทีถึง ฉันต้องใช้เส้นทางผ่านวัดนี้มาเป็นสิบๆ ปี แต่ก็ไม่มีอะไร “แวบ” เข้ามาในความคิด ให้ฉันอยากเข้าไปเที่ยวชมเลยสักครั้ง จนกระทั่งเมื่อคราวน้ําท่วมใหญ่กรุงเทพฯ ช่วงปลายปี 2554 0 วันที่ฉันรู้สึกเบื่อและเครียดจากการติดตามลุ้นข่าวว่าน้ําจะท่วมบ้านหรือไม่ ทําให้คิดว่าต้องออกนอกบ้านไปหาที่เที่ยวเพื่อบรรเทาอาการต่างๆ ในจิตใจของตัวเองบ้างแล้ว 0 อย่างไรก็ตาม วัดเทพธิดารามก็ยังไม่ใช่เป้าหมายในการเป็นสถานที่คลายเครียดของฉันอยู่ดี เพียงแค่อยู่ในเส้นทางที่จะผ่านไปยังจุดหมายในใจ แต่ไหนๆ จะต้องเดินผ่านแล้ว แวะหน่อยคงไม่เสียเวลา 0 0 พลันเมื่อเดินเข้าไปในวัดและมองขึ้นไปยังหน้าบัน ความคิดของฉันที่ว่าเป็นวัดเล็กๆ ดูไม่มีอะไรน่าสนใจก็เปลี่ยนไปทันที กลายเป็นความรู้สึกว่าวัดนี้ไม่ได้เป็นวัดธรรมดาเสียแล้ว ด้วยความที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 3 (ทรงสร้างวัดนี้เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระราชทานแก่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระองค์เจ้าหญิงวิลาส […]

ภิกษุณีนิรามิสา ภิกษุณีชาวไทย รูปแรกที่บวชกับ หลวงปู่ติช นัท ฮันห์

ภิกษุณีนิรามิสา ภิกษุณีชาวไทย รูปแรกที่บวชกับ หลวงปู่ติช นัท ฮันห์ ภิกษุณีนิรามิสา เล่าถึงชีวิตในวัยเยาว์ที่แตกต่างจากเพื่อนในวัยเดียวกัน เมื่ออายุ 16 ปี ท่านได้อ่านหนังสือของหลวงปู่เป็นครั้งแรก และรู้สึกประทับใจอย่างยิ่ง “เราอาจมีเมล็ดพันธุ์บางอย่างที่ทำให้สนใจเรื่องจิตวิญญาณ ตอนเป็นวัยรุ่น เพื่อนชอบอ่านนิยาย แต่เรากลับสนใจหนังสือด้านสารคดี ปรัชญา และโตมาในแบบที่ชอบเรียนรู้ชีวิตจริงจากหนังสือ “พี่สาวเอาหนังสือ ปาฏิหาริย์แห่งการตื่นอยู่เสมอ ของหลวงปู่มาให้ พอได้อ่านก็รู้สึกว่าหนังสือเล่มนี้ขลังมาก เป็นปรัชญาที่น่าสนใจ น่าจะเป็นหนังสือเก่าแก่หรือคัมภีร์ พอดูชื่อผู้เขียนเป็นภาษาเวียดนามว่า ติช นัท ฮันห์ ก็ไม่รู้ว่าท่านเป็นพระ แต่ประทับใจกับคำสอนของท่านมาก ประกอบกับในวัยนั้นไปฝึกปฏิบัติที่สวนโมกข์ ได้สัมผัสกับวิธีการฝึกสติทที่ ำให้เราเปลี่ยนมุมมองว่า พุทธศาสนาไม่ใช่เรื่องงมงาย ไม่ใช่เรื่องที่แก่แล้วค่อยมาเข้าวัดเพื่อปฏิบัติ แต่เป็นวิทยาศาสตร์ และคิดว่าเราจะนำพุทธศาสนาเป็นพื้นฐานทางจิตวิญญาณ” หลังเรียนจบ ท่านทำงานเป็นพยาบาล จากนั้นได้ไปเรียนต่อปริญญาโทด้านการศึกษาเด็กปฐมวัยที่สหรัฐอเมริกา และได้ทำงานเป็นผู้อำนวยการองค์กรที่ช่วยเหลือเด็ก ผู้หญิงและคนยากจน ในสาธารณประชาธิปไตยประชาชนลาว ต่อมาเป็นที่ปรึกษาให้ยูนิเซฟที่ลาวเช่นกัน เมื่อเงื่อนไขปัจจัยลงตัว ท่านจึงได้เดินทางไปภาวนากับหลวงปู่เป็นครั้งแรก “เคยได้ยินคนพูดกันว่า ต่อไปพุทธศาสนาจะมาจากทางตะวันตก พอมีโอกาสเดินทางไปทำงานที่เยอรมนีจึงอยากไปที่หมู่บ้านพลัม เพราะเคยเห็นใบปลิวที่สวนโมกข์ช่วงที่เข้าร่วม International Course จึงโทร.ไปที่หมู่บ้านพลัม โชคดีมากที่หลวงแม่เจิงคอมเป็นผู้รับสาย […]

เสลา พระเถรีน้อยผจญมาร

เสลา พระเถรีน้อยผจญมาร เสลา พระเถรี น้อย แต่ก่อนเป็นเจ้าหญิงแห่งเมืองอาฬวี พระธิดาแห่งพระเจ้าอาฬิกะ ครั้งหนึ่งมียักษ์ตนหนึ่งนามว่า “อาฬวกยักษ์” สิงสถิตในต้นไทรใกล้เมืองอาฬวี พระพุทธเจ้าทรงทราบว่ายักษ์ตนนี้สามารถเป็นพระโสดาบันได้ จึงเสด็จมาโปรดยักษ์ตนนี้ เจ้าหญิงเสลามีโอกาสได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า แล้วได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า บรรลุธรรมตอนอายุ 7 ขวบ หลังจากนั้นเจ้าหญิงทูลขอพระพุทธเจ้าผนวช พระพุทธเจ้าเห็นถึงการบรรลุธรรมอย่างรวดเร็วของเจ้าหญิงเสลา พระองค์อนุญาตให้เจ้าหญิงผนวชเป็นภิกษุณี ซึ่งถือว่าเป็นภิกษุณีที่อายุน้อยมาก เจ้าหญิงเสลาเข้าไปในป่าอันธวัน ซึ่งเป็นป่าที่อยู่นอกเมืองสาวัตถี แล้วทรงนั่งเล่นบนโคนต้นไม้แห่งหนึ่ง ขณะที่กำลังเพลิดเพลินกับความสงบของป่า มารตนหนึ่งจำแลงตนเป็นคนป่าเข้ามาหาเจ้าหญิงแล้วกล่าวว่า “ในโลกนี้ ไม่มีทางแห่งความพ้นทุกข์ เจ้าจะเอาความสงบนี้ไปเพื่ออะไร เจ้าจงแสวงหาความสุขสำราญในกามคุณทั้งหลายจะดีกว่า” เจ้าหญิงเสลาตรัสว่า “กามคือสิ่งที่น่าใคร่ก็จริงอยู่ ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส และสิ่งสัมผัสทางกาย เป็นที่ตั้งให้ยึดถือหลงใหลในกามเหล่านั้น ความยินดีในกามจึงเกิดขึ้น ซึ่งตอนนี้เราไม่ได้ยินดีและไม่เพลิดเพลินในกามอีกต่อไป เราละแล้วจากความลุ่มหลง เราทำลายมันได้แล้ว เจ้ามารผู้ต่ำช้า เจ้าจงรู้ไว้เถิดว่าเจ้าทำอะไรเราไม่ได้อีกต่อไป” มารได้ยินดังนั้นก็อันตธานหายไป เพราะไม่สามารถลวงให้เจ้าหญิงหวนกลับสู่ความเป็นปุถุชนได้อีกต่อไป ที่มา : 84000.org Photo by Dan Otis on […]

อภิรูปนันทา บรรลุอรหันต์เพราะละจากความหลงใหลในความงาม

อภิรูปนันทา บรรลุอรหันต์เพราะละจากความหลงใหลในความงาม   อภิรูปนันทา เป็นเจ้าหญิงในวงศ์ศากยะ เป็นพระญาติกับพระพุทธเจ้า ครั้งพระนางเจริญวัยมีความงามเป็นที่เลืองลือ เป็นที่หมายปองของเจ้าชายศากยะทั้งหลาย จนนำไปสู่การลอบสังหารกันในหมู่เจ้าชาย พระบิดาและพระมารดาของเจ้าหญิงเกรงว่าจะมีเจ้าชายมาสวรรคตเช่นนี้อีก จึงจัดพิธีหมั้นหมายระหว่างเจ้าหญิงอภิรูปนันทากับเจ้าชายพระองค์หนึ่ง แต่ไม่นานเจ้าชายพระองค์นั้นก็สวรรคตลง พระบิดาและพระมารดาเกรงว่าความบาดหมางในหมู่เจ้าชายจะไม่จบสิ้น เห็นพระพุทธเจ้าผู้เป็นพระญาติคือที่พึ่งสุดท้าย จึงพาเจ้าหญิงอภิรูปนันทาผนวชเป็นภิกษุณี พระนางแม้จะถือเพศเป็นนักบวชแล้ว ก็ไม่ละนิสัยปุถุชนยังคงแต่งพระพักตร์และหลงใหลในรูปโฉมอยู่ พระพุทธเจ้าทรงต้องการโปรดให้เจ้าหญิงทราบถึงความจริงว่ารูปนั้นเป็นสิ่งไม่เที่ยงแท้ วันหนึ่งวันใดในภายภาคหน้า ความงามนี้จะต้องเสื่อมหาย พระพุทธเจ้าโปรดให้จัดเวรภิกษุณีเข้าเฝ้าพระองค์เพื่อฟังธรรม เจ้าหญิงอภิรูปนันทาทราบว่าคำสอนของพระพุทธเจ้า ติเตียนความงามว่าเป็นสิ่งไม่ดี พระนางไม่ชอบจึงพยายามหนีเวรเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า จนกระทั่งวันหนึ่ง ได้ยินเหล่าภิกษุณีที่มีโอกาสเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า พากันชมและยกย่องว่าธรรมะของพระพุทธเจ้านั้น ไพเราะและประเสริฐเหนือสิ่งอื่นใด เจ้าหญิงอภิรูปนันทาได้ยินดังนั้นก็เกิดอยากรู้ว่าจะเป็นจริงตามที่ภิกษุณีเหล่านั้นกล่าวหรือไม่ จึงแฝงกายไปในกลุ่มภิกษุณีที่ต้องเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าในวันนี้ พระพุทธเจ้าทราบว่าเจ้าหญิงอภิรูปนันทาเข้าร่วมฟังธรรมในครั้งนี้ด้วย พระองค์เนรมิตหญิงงามขึ้นมานางหนึ่ง ซึ่งมีแต่เจ้าหญิงอภิรูปนันทาเท่านั้นที่เห็น เจ้าหญิงเห็นดังนั้นถึงกับเปรยว่า นางผู้นั้นงามยิ่งกว่าเราเสียอีก นางคือใครหนอ ถึงได้เข้ามารับใช้พระพุทธเจ้า ไม่นานร่างของหญิงสาวที่งดงามราวเทพธิดาก็ค่อยๆ แก่ลง กลายเป็นหญิงชรา แล้วนางก็ล้มตัวเรา นางเป็นอัมพาตนอนจมกองอุจจาระและปัสสาวะของนางเอง แล้วนางก็สิ้นใจ ร่างของนางก็เน่ามีหนอนขึ้นเต็มไปหมด จนเหลือแต่กระดูกขาว เจ้าหญิงอภิรูปนันทาเห็นดังนั้นถึงกับบังเกิดปัญญาเข้าใจในสิ่งที่พระพุทธเจ้าต้องการสอน และในที่สุดพระนางก็ทราบแล้วว่าทำไมความงามจึงเป็นสิ่งไม่เที่ยง พระนางสามารถละจากความหลงใหลในความงามได้อย่างเด็ดขาด เจ้าหญิงอภิรูปนันทาจึงสำเร็จอรหันตผลทันที ที่มา : 84000.org Photo by Galen […]

5 ภิกษุณี ผู้ประเสริฐ แห่งพุทธกาล

5 ภิกษุณี ผู้ประเสริฐ แห่งพุทธกาล หากพูดถึงบทบาทของผู้หญิง ย้อนไปถึงในสมัยพุทธกาลก็มีอยู่เป็นจำนวนมาก ผู้หญิงหลายคนในเวลานั้นได้บวชเป็น ภิกษุณี ภิกษุณี หลายรูปที่เราไม่ค่อยคุ้นชื่อกันนัก แต่ประวัติของท่านสะท้อนถึงการต่อสู้กับอุปสรรคต่าง ๆ กว่าจะบรรลุอรหันต์ และสุดท้ายได้รับยกย่องเป็น “เอตทัคคะ” หรือผู้ที่ได้รับยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่าเป็นผู้ยอดเยี่ยมในทางใดทางหนึ่ง ซึ่ง ซีเคร็ต ขอหยิบยกมาเป็นตัวอย่าง 5 รูป พระปฏาจาราเถรี นางเกิดในตระกูลเศรษฐีในกรุงสาวัตถี เมื่อบิดามารดาจัดหาชายหนุ่มชนชั้นเสมอกันให้แต่งงานด้วย นางก็หนีไปกับคนรักที่เป็นลูกจ้างในบ้าน หลังจากนั้นไม่นาน เมื่อนางมีบุตรคนแรกก็คิดจะกลับไปหาแม่ แต่สามีไม่ให้ไป พอตั้งครรภ์ลูกคนที่สองนางจึงแอบสามีไปหาแม่ แต่สามีตามมาทันกลางทาง ระหว่างนั้นเกิดฝนตกหนัก สามีออกไปหาที่กำบังฝนแต่ถูกงูกัดตาย และคืนนั้นเองที่นางคลอดบุตรคนที่สอง รุ่งเช้านางออกตามหาสามี เมื่อมาพบศพนางเสียใจมาก โทษตัวเองว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้สามีเสียชีวิต แต่นางต้องหักใจพาลูกสองคนเดินทางต่อไปยังกรุงสาวัตถี เมื่อถึงฝั่งแม่น้ำอจิรวดี แม่น้ำไหลเชี่ยวกราก นางให้ลูกคนโตรออยู่ที่ฝั่ง อุ้มลูกคนเล็กข้ามไปก่อน ระหว่างข้ามกลับมารับลูกคนโตได้ครึ่งทาง ก็หันไปเห็นเหยี่ยวกำลังจะโฉบลูกคนเล็กไป นางส่งเสียงโบกมือไล่เหยี่ยว แต่ลูกคนโตที่ยืนรออยู่อีกฝั่งเห็นแม่ส่งสัญญาณแบบนั้นคิดว่าแม่เรียกจึงเดินลงน้ำไปหา แล้วถูกแม่น้ำพัดหายไป นางเสียใจมากรำพึงรำพันกับตัวเองว่า “บุตรของเราคนหนึ่งถูกเหยี่ยวเฉี่ยวไป คนหนึ่งถูกน้ำพัดไป สามีก็ตายเสียในที่เปลี่ยว” ถึงอย่างนั้นนางก็ยังมุ่งหน้าต่อไปยังบ้านของพ่อแม่ แต่สิ่งที่พบคือ ชาวบ้านเล่าให้ฟังว่า ฝนตกหนักเมื่อคืนทำให้บ้านพังถล่มทับพี่ชายและพ่อแม่เสียชีวิตทั้งหมด เมื่อรู้เรื่องนางเสียใจจนเสียสติ […]

keyboard_arrow_up