ปัญหาธรรม : เราสามารถกำหนดภพภูมิได้หรือไม่ โดย พระอาจารย์ชาญชัย อธิปัญโญ

ปัญหาธรรม : เราสามารถ กำหนดภพภูมิ ได้หรือไม่ โดย พระอาจารย์ชาญชัย อธิปัญโญ เมื่อพูดถึงความตาย หลายคนอาจนึกถึง “จิตสุดท้าย” แต่เราจะสามารถ กำหนดภพภูมิ ของเราได้หรือไม่ เพื่อให้จิตสุดท้ายพาเราไปสู่ภพภูมิที่ดี พระอาจารย์ชาญชัย อธิปัญโญได้ไว้ดังนี้ หลักของการเกิดในชาติต่อไปพระพุทธองค์ตรัสเอาไว้ว่า ถ้าจิตเศร้าหมองในขณะที่จะขาดใจตาย ไปอบายภูมิ หรือทุคติภูมิ อันมีนรก เปรต อสูรกาย สัตว์เดรัจฉาน ไปตามคุณสมบัติของจิตในขณะจะขาดใจตายนั่นเอง แต่ถ้าจิตผ่องใสก็จะไปสุคติภูมิอันมีมนุษย์ เทวดา 6 ชั้น พรหม 20 ชั้น เพราะฉะนั้นเมื่อเรารู้อย่างนี้ ถ้าเราไม่อยากไปอบายภูมิซึ่งมันไม่มีใครอยากไป เวลาจะตาย เราก็ต้องพยายามประคับประคองจิตของเรา ในวาระสุดท้ายของชีวิตในชาตินี้ อย่าให้จิตมันเศร้าหมอง ให้จิตมีความผ่องใส จิตผ่องใสเป็นอย่างไร จิตมีความตั้งมั่นอยู่ในความสงบ นึกถึงความดีที่เราเคยทำไว้เป็นเครื่องหล่อเลี้ยง นึกถึงพระรัตนตรัยเอาเป็นเครื่องนำทาง หรือจิตมีความกล้าหาญ อาจจองไม่หวั่นไหวต่อสิ่งต่าง ๆ มีปัญญาเข้าใจว่าถึงวาระแล้วที่จิตดวงนี้จะต้องเดินทางต่อไป ละสิ่งทั้งหลาย ละแม้กระทั่งร่างกาย เพราะฉะนั้นโอกาสที่คนตายไปแล้ว จะกลับมาเกิดเป็นคนในชาติถัดไปนี่จึงมีน้อย ส่วนใหญ่มันจะไปอบายภูมิก่อน พ้นกรรมเมื่อใดจึงจะกลับมาเกิดเป็นคนอีก ก็คิดดูเอา […]

อย่าประมาทในการใช้ชีวิตว่าเราจะอยู่ได้นาน

อย่า ประมาทในการใช้ชีวิต ว่าเราจะอยู่ได้นาน หลายคนกลัวความตาย ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่ไม่ไกลตัวเราเลย ความตายก็ไม่ต่างจากฉากจบของชีวิต เพื่อให้เราได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ในอีกภพและภูมิหนึ่ง หากก่อนที่จะสิ้นลมหายใจ เรามีจิตที่เป็นกุศล อำนาจแห่งจิตก็จะนำพาเราไปสู่การเกิดในรูปลักษณ์ (ภพ) และสถานที่ (ภูมิ) ที่ดี คนส่วนใหญ่ที่มองข้ามเรื่องนี้จึงไม่ต่างจากคนที่ ประมาทในการใช้ชีวิต อย่างเรื่องที่จะนำมาเล่าต่อไปนี้ เป็นเรื่องของพ่อค้าคนหนึ่ง ซึ่งไม่แน่ใจว่าจะเป็นความโชคดีหรือความโชคร้ายกันแน่ เมื่อพ่อค้าคนนี้ได้ทราบว่าตนเองจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอีก 7 วันเท่านั้น ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ ณ พระเชตวัน ในกรุงสาวัตถี มีพ่อค้าชาวพาราณสีคนหนึ่งนำสินค้าจากแดนไกล คือ ผ้ามัดย้อยด้วยดอกคำบรรทุกบนเกวียน 500 เล่ม มาค้าขายยังกรุงสาวัตถี เมื่อเขามาถึงริมแม่น้ำสายหนึ่ง ซึ่งถ้าข้ามไปได้ก็จะถึงกรุงสาวัตถี แต่ตอนนั้นเป็นเวลาเย็นมากแล้ว เขาจึงตัดสินใจที่จะค้างแรมอยู่ริมแม่น้ำสายนี้ เพื่อเก็บแรงไว้พาเกวียนทั้ง 500 เล่มข้ามแม่น้ำไป แต่แล้วฝนก็ได้ตกลงมาตั้งแต่หัวค่ำอยู่อย่างนี้ตลอด 7 วัน จนกระทั่งปริมาณในแม่น้ำเอ่อล้น ยากที่จะพาเกวียนทั้ง 500 เล่มข้ามไปถึงอีกฝั่ง พ่อค้าจึงเปรยกับตนเองว่า “ข้าจะอยู่ที่นี่ตลอดฤดูร้อน ฤดูฝน และฤดูหนาว เพื่อขายผ้าให้หมด” เมื่อปริมาณน้ำในแม่น้ำลดลงแล้ว พ่อค้าจึงตัดสินใจพาเกวียนทั้ง 500 ข้ามแม่น้ำไปยังกรุงสาวัตถีทันที […]

เรื่องเล่าเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยจากเมืองสวรรค์ในพระพุทธศาสนา

เรื่องเล่าเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยจากเมือง สวรรค์ในพระพุทธศาสนา สวรรค์ในพระพุทธศาสนา เป็นดินแดนทิพย์อีกแห่งในกามาจร เป็นที่สถิตของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า “เทวดา” เป็นผู้ที่เกิดจากผลแห่งการทำความดีจากอดีตชาติ ไม่ว่าสัตว์ในภูมิใดเว้นแต่ นิพพานภูมิ สามารถมาเกิดยังโลกทิพย์นี้ได้ทั้งนั้น เช่น สุนัขที่คอยดูแลพระปัจเจกพุทธเจ้า พอสิ้นลมหายใจก็เกิดเป็นเทพบุตรมีนามว่า “โฆสกเทพบุตร” หรือนางเปรตมัตตาที่เคยเป็นเมียหลวงรังแกเมียน้อย ได้รับการช่วยเหลือจากเมียน้อยจนได้เกิดเป็นเทพธิดา เป็นต้น พระพุทธศาสนาเล่าถึงสวรรค์เป็นสถานที่รองรับผู้มีบุญ แต่ก็มีบางมุมที่เล่าเรื่องราวป่วน ๆ  ของชาวสวรรค์ ไว้อย่างน่าสนใจ อาทิเช่น   เทวรถบนสวรรค์ เทวรถคือพาหนะของเทวดาที่ขับเคลื่อนไปด้วยสารถี เช่น เวชยันตราชรถของท้าวสักกะเทวราชซึ่งมีมาตุลีเทพบุตรเป็นสารถี พระเนมิราชทรงเคยประทับเวชยันตราชรถนี้ไปท่องแดนนรกและสวรรค์ดังที่เล่าไว้ในเนมิราชชาดก เทวรถบนสวรรค์ ต้องมีขนาดใหญ่มาก เพื่อบรรทุกบริวารของเทวดาบางพระองค์ที่มีจำนวนนับพันนับหมื่นไปพร้อมกับเทวดาผู้เป็นเจ้าของวิมาน เทวรถเหล่านี้มักสร้างจากทองคำหรืออัญมณีต่าง ๆ เทวรถบางส่วนมีล้อ บางส่วนก็เป็นสัตว์ เช่น ช้าง หรือเทียมด้วยม้า ซึ่งเป็นสัตว์ที่เกิดจากบุญของเทวดาผู้เป็นเจ้าของวิมาน   วิมานและทิพยสมบัติ วิมานและสมบัติของเทวดาส่วนมากจะทำจากทองคำหรืออัญมณีต่าง ๆ แต่ล้วนเป็นของทิพย์ไม่มีวันสึกหรอตลอดอายุขัยของเทวดาผู้เป็นเจ้าของวิมาน จึงทำให้สมบัติของเทวดาอยู่ในสภาพที่ใหม่และสวยงามตลอดโดยไม่สกปรกและผุกร่อน เพราะสวรรค์ไร้ฝุ่นและปฏิกูลต่าง ๆ เรื่องราวเกี่ยวกับวิมานและสมบัติของเทวดาสามารถอ่านเสริมได้จาก วิมานวัตถุ   อาหารทิพย์ เทวดาจะบริโภคสิ่งที่เรียกว่า “อาหารทิพย์” อาหารประเภทนี้จะไม่มีกาก […]

ภพภูมิหลังความตาย ที่สัตว์โลกทั้งหลายต้องเวียนว่ายตายเกิด

ภพภูมิหลังความตาย ที่สัตว์โลกทั้งหลายต้องเวียนว่ายตายเกิด เมื่อตายแล้วในชาตินี้ สัตว์โลกทั้งหลายย่อมไปสู่ภพภูมิใหม่ตามอำนาจของกรรมที่เคยทำไว้ ซึ่ง ภพภูมิหลังความตาย ที่สัตว์โลกทั้งหลายต้องเวียนว่ายตายเกิดกันนั้น ในทางพระพุทธศาสนาแสดงไว้ 31 ภพภูมิด้วยกัน ได้แก่ สัตว์นรก สัตว์เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย และมนุษย์ อย่างละ 1 ภพภูมิ เทวดา 6 ภพภูมิ และพรหม 20 ภพภูมิ ทั้ง 31 ภพภูมินี้สามารถแบ่งออกเป็นสภาพความเป็นอยู่ได้เป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มที่ 1 ทุคติภูมิ หรืออบายภูมิ เป็นภพภูมิที่มีชีวิตอยู่โดยมีความทุกข์เป็นส่วนมาก มีความสุขน้อย ได้แก่ สัตว์นรก สัตว์เดรัจฉาน เปรต และอสุรกาย กลุ่มที่ 2 สุคติภูมิ  เป็นภพภูมิที่มีชีวิตอยู่โดยมีความสุขเป็นส่วนมาก ได้แก่ มนุสสภูมิ สวรรค์ และพรหมโลก หนทางไปของจิตหลังความตายนั้นมีด้วยกัน 5 สาย ได้แก่   ทางสายที่ […]

ภพชาติและการพลัดพราก | เรื่องมหัศจรรย์และสิ่งลี้ลับ

ภพชาติและการพลัดพราก | เรื่องมหัศจรรย์และสิ่งลี้ลับ มันเป็นเรื่องของ ภพชาติ สมัยหนุ่มๆ ผมเคยคิดว่า  ผู้ชายที่สูงวัยแต่ยังไม่แต่งงานไม่มีครอบครัว  น่าจะเป็นผู้ชายที่มีความเบี่ยงเบนทางเพศหรือพูดภาษาชาวบ้านคือเป็นเกย์  เป็นตุ๊ด อะไรทำนองนี้แต่แล้วปัญหาก็กลับเกิดกับตัวผมเอง  ทั้งๆ ที่ผมเป็นชายแท้ 100 เปอร์เซ็นต์ ถามว่า  ผมเคยผ่านการมีครอบครัวมาหรือไม่  ถ้าหากยึดองค์ประกอบของความเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์  ผมไม่น่าจะจัดอยู่ในกลุ่มนี้ได้  เพราะมันเป็นเพียงแค่การคบหากันในระยะเวลาสั้น ๆ แล้วก็แยกกันไปทางใครทางมัน  ครั้งสุดท้ายที่ได้คบหากันก็เป็นเวลา 22 ปีมาแล้ว  คิดดูว่านานแค่ไหน สำหรับผู้ชายคนหนึ่งที่ “ไม่มีใคร” จนเมื่อความเหงาเข้ามาครอบงำมากขึ้นทำให้ผมคิดหาทางว่า ทำอย่างไรชีวิตถึงจะมี “ใครสักคน”  ผมพยายามค้นหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตเกี่ยวกับวิธีการหาคู่  ซึ่งผมทำหลายวิถีทาง  ทั้งไปบนบานศาลกล่าวไว้หลายต่อหลายแห่ง  จนตอนนี้จำไม่ได้แล้วว่าบนไว้ที่ไหนบ้าง  ถ้าหากมีใครสักคนขึ้นมาจริง ๆ  ผมก็ยังไม่รู้เลยว่าจะแก้บนที่ไหนยังไงบ้าง กระทั่งวันหนึ่งผมไปปรึกษาเพื่อนสนิทเพื่อนได้แนะนำให้ผมท่องคาถาที่มันบอกว่าได้ผลมาหลายรายแล้ว  ทีแรกผมก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง  แต่ความที่ผมลองมาหลายทางแล้ว  ลองดูอีกสักทีก็ไม่น่าจะเสียหายอะไร วันนั้นหลังจากปฏิบัติภารกิจประจำวันเสร็จแล้ว  ตกค่ำผมก็นำคาถานี้มาท่องตามที่เพื่อนบอก สัพพัง  อะปะราธัง ขะมะถะเม………………..หากข้าพเจ้าจงใจหรือประมาท พลาดพลั้ง  ล่วงเกินบิดา  มารดา  ครูอาจารย์…ข้าพเจ้าขอถอนคำสาบานที่จะติดตามคู่ในอดีต  ขอให้ต่างฝ่ายต่างเป็นอิสระต่อกัน… ผมค่อย ๆ บริกรรมคาถาด้วยความละเอียด  รอบคอบ  และทำด้วยความตั้งใจจริงอย่างที่สุด  จากนั้นก็เข้านอนด้วยความหวังว่าอะไร ๆ ในชีวิตจะดีขึ้น  ผมอาจได้เจอใครสักคน  ถึงแม้มันอาจจะนานไปหน่อย  แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีใครเลย คืนแรกผ่านไปอย่างเงียบสงบ  ผมใช้ชีวิตในวันรุ่งขึ้นด้วยความคาดหวังว่าจะมีความเปลี่ยนแปลงในชีวิต  ได้พบเจอใครสักคนจริง ๆ  และไม่ว่าใครเข้ามาพูดคุยหรือผมได้รู้จักคนใหม่ ๆ  ผมก็คาดว่า  นั่นคือคนที่ใช่สำหรับผม  แต่นั่นก็เป็นเพียงวิมานในอากาศ  ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง  จนกระทั่งอีก 2 – 3 วันต่อมา  คืนหนึ่งผมฝันแปลกมาก  ซึ่งไม่น่าเชื่อว่านี่คือตัวเองในวันนี้ ในความฝัน  ผมได้พบกับผู้ชายสูงอายุคนหนึ่ง  ผมถามเขาว่า  “คุณรู้มั้ย…ทำอย่างไรผมจึงจะมีคู่เหมือนกับคนอื่น ๆ เขา”  ชายคนนั้นจ้องผมตาเขม็ง  แล้วบอกว่า… “ท่านรู้มั้ย  ทำไมฉันจึงได้มาเกิดเป็นคนในชาตินี้  ฉันจะบอกให้ หลายสิบปีก่อนฉันเกิดเป็นกบ  ฉันมีครอบครัว  มีลูก  มีเมีย  และเป็นครอบครัวใหญ่  เราไปไหนมาไหนด้วยกัน  ออกหากินกันตามสัญชาต-ญาณของความเป็นกบ  อยู่มาวันหนึ่งฝนตกหนัก  พวกเราก็ออกไปเล่นน้ำฝนออกไปหาสัตว์เล็ก ๆ กินตามธรรมชาติพวกเรามีความสุขมาก… “…แต่ความสุขนั้นอยู่ได้ไม่นาน  ฉันก็รู้สึกว่ามีมือของมนุษย์มาจับที่ตัวฉันอย่างแรง  ฉันพยายามดิ้นให้หลุด  แต่ก็ทำไม่ได้มือนั้นยิ่งบีบแรงขึ้น  ทันใดนั้นฉันก็รู้สึกได้ถึงความเจ็บปวด  ขาของฉันถูกฉีกออกทีละข้าง  ฉันเจ็บปวดทุกข์ทรมานแสนสาหัสมนุษย์คนนั้นฉีกขาฉันทีละข้าง  แล้วโยนฉันลงพื้น  มันยิ่งเจ็บปวดทุรนทุราย  แต่ที่เจ็บปวดยิ่งกว่าคือ ฉันเห็นภาพแห่งความทรมาน  เมียฉัน  ลูก ๆ ของฉัน  รวมทั้งพี่น้องกบของฉันอีกหลายตัวต้องตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกัน  พวกเขาร้องด้วยความเจ็บปวด  โดยที่ฉันไม่สามารถทำอะไรได้เลย “นี่เป็นโศกนาฏกรรมแห่งชีวิตของพวกเรา  ความเจ็บปวด  ความทุกข์ทรมานที่พวกเราไม่เคยลืม  ฉันคิดว่า  พวกเราทั้งหมดคงจะตายเพราะความเจ็บปวดทรมานท่ามกลางสายฝนนั่น  แต่กว่าจะตาย  พวกเราต้องทนทรมานอยู่นาน  แต่ด้วยอานิสงส์ของความดีที่ฉันทำมาในอดีตชาติ  ทำให้ชาตินี้ฉันได้มาเกิดเป็นมนุษย์  ฉันไม่ได้คิดจะแก้แค้นใครในสิ่งที่ฉันกับพี่น้องและครอบครัวได้รับ “เพียงแต่สิ่งที่ฉันจะบอกกับท่านก็คือเหตุที่ท่านไม่มีคู่เป็นเพราะท่านได้ก่อกรรมกับพวกเราไว้ในอดีตชาติของพวกเรา  แต่เป็นภพชาติปัจจุบันของท่าน  ทำให้ท่านต้องรับกรรม  กรรมที่ท่านพรากลูก  พรากเมียพรากพี่น้องของพวกเรา  ทำให้ท่านต้องพลัดพรากจากคู่ในชาตินี้  แม้ฟ้าจะลิขิตให้ท่านมีคู่ครอง  แต่กรรมที่ท่านก่อไว้ทำให้คู่ครองของท่านไม่มีโอกาสโคจรมาพบกันได้ในชาตินี้  ท่านจะต้องอยู่คนเดียวไปจนสิ้นอายุขัย  และยังตอบไม่ได้ว่า  หากชาติหน้าท่านได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก  ท่านจะมีโอกาสได้มีคู่ครองหรือไม่  เพราะเคราะห์กรรมที่ท่านทำไว้กับพวกเรานั้นมันหนักหนาสาหัสจริง ๆ”  หลังจบประโยคนี้  ภาพของชายสูงอายุก็ค่อย ๆ เลือนหายไป เมื่อตื่นขึ้นมาผมเฝ้าทบทวนเหตุการณ์ในความฝัน  ซึ่งทำให้ผมนึกไปถึงเมื่อสมัยผมเป็นเด็ก  อายุประมาณ 5 - 6 ขวบ  ตอนนั้นด้วยความซุกซน  ทุกครั้งที่ฝนตกผมจะออกไปเล่นน้ำฝน  และด้วยความคะนองผมจะจับกบที่ออกมาเล่นน้ำฝน แล้วจับขาพวกมันฉีกด้วยความสนุกสนาน เป็นอย่างนี้หลายครั้งและทุกครั้งก็จะถูกพ่อตีด้วยสายยาง  จำได้ว่ามันเจ็บมาก  แต่ก็ไม่เคยเข็ด  เป็นอย่างนี้เป็นเวลานานมาก… นี่หรือคือผลกรรมที่ผมพรากลูกพรากเมียพวกเขา  ทำให้ผมต้องถูกพรากจากคู่ครองในชาตินี้ หลังจากนั้นหากมีโอกาสผมจะซื้อกบจากตลาดสดไปปล่อยครั้งละ 5 - 10 ตัว  เพราะกบพวกนี้รอคอยความตาย  ผมปล่อยกบไปจำนวนมาก  จำไม่ได้ว่าเท่าไร  แต่รู้ว่ามากทีเดียว  ถึงกระนั้นผมคิดว่าจำนวนชีวิตที่ผมปล่อยคงไม่เท่ากับชีวิตที่ผมทำลายไป  จึงทำให้อานิสงส์นั้นยังไม่ส่งให้ผมได้พบกับคู่ครองในชาตินี้  ซึ่งก็ยังไม่รู้เลยว่า จะอีกกี่ชาติถึงจะได้พบ นี่เป็นบทเรียนอันยิ่งใหญ่ที่ผมทำลายชีวิตหลายชีวิต  ก่อกรรมทำเข็ญกับสัตว์ตัวเล็ก ๆ  แต่กลับส่งผลเป็นความทุกข์อันยิ่งใหญ่ที่ผมต้องได้รับในชาตินี้  ไม่ต้องรอถึงชาติหน้า  แต่ผมก็จะขอทำทาน ด้วยการซื้อกบมาปล่อยให้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้ เผื่อว่าจะได้ไถ่บาปกรรมที่ผมทำเอาไว้ในภพนี้  ไม่ต้องตามไปถึงภพหน้า เรื่อง จิระ  ณ ราษฎร์บูรณะ   ภาพ รุจิกร  ธงชัยขาวสอาด หมายเหตุ : ขอเชิญร่วมแบ่งปันเรื่องลี้ลับมหัศจรรย์และเรื่องผลของกรรมเช่นนี้ได้ โดยส่งมาที่ [email protected] บทความน่าสนใจ ภพชาติมีจริง บทความจากพระราชญาณกวี (ท่านปิยโสภณ)  Dhamma Daily : กฏแรงดึงดูด ในทางพระพุทธศาสนาทำงานอย่างไร บุพเพสันนิวาสเป็นอะไรที่มากกว่า…เรื่องของคู่ครอง พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต กล่าวถึงบุพเพสันนิวาสในทางพระพุทธศาสนา ตั้งโปรแกรมจิต เลือกภพก่อนตาย ทำได้จริงหรือไม่?      

ตั้งโปรแกรมจิต เลือกภพก่อนตาย…ทำได้จริงหรือไม่?

พระพุทธองค์ตรัสว่า เมื่อเวลาขณะจะสิ้นใจตาย จิตของบุคคลจะยึดอยู่ในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง หากอยาก ตั้งโปรแกรมจิต เลือกภพก่อนตาย ทำได้ไหม พระอาจารย์มีคำตอบ

keyboard_arrow_up