“อริยะ” เป็นอย่างไร เรื่องราวของพรานเบ็ดที่ชื่อว่า “อริยะ”

“อริยะ” เป็นอย่างไร เรื่องราวของ พรานเบ็ด ที่ชื่อว่า “อริยะ” ขณะที่พระพุทธเจ้าเสด็จเที่ยวบิณฑบาตในหมู่บ้านทางตอนเหนือของกรุงสาวัตถี โดยทรงแวดล้อมไปด้วยพระภิกษุ ในหมู่บ้านแห่งนั้น มี พรานเบ็ด คนหนึ่งชื่อว่า “อริยะ” เขาพึงพอใจในชื่อของเขามาก เพราะมีความหมายว่า “ผู้ประเสริฐ” เมื่อคณะสงฆ์โดยมีพระพุทธเจ้าเป็นประธานได้ผ่านมาถึงบริเวณที่พรานอริยะกำลังลงเบ็ดเพื่อจับปลาอยู่นั้น  พรานอริยะทราบว่าเป็นคณะพระสาวกของพระพุทธเจ้าจึงละทิ้งเบ็ดของตน แล้วเข้าไปกราบนมัสการ เขาได้ถามชื่อพระสาวกของพระพุทธเจ้าทีละรูป จนทราบว่ามีพระสาวกผู้สำเร็จเป็นพระอรหันต์อยู่หลายรูปด้วยกัน เช่น พระสารีบุตร พระมหาโมคคัลลานะ เป็นต้น แต่แปลกที่พระเถระไม่ถามชื่อของพรานเบ็ดกลับเลย พระพุทธเจ้าทรงทราบด้วยญาณทัศนะว่าพรานผู้ปลื้มในชื่อของตน ต้องการให้พระสาวกถามชื่อกลับ เพื่อที่จะได้บอกชื่ออันประเสริฐนี้ พระพุทธเจ้าจึงตรัสถามพรานว่า “พราน ท่านมีชื่อว่าอะไร” พรานเบ็ดจึงรีบตอบทันทีว่า “ชื่อของข้าพเจ้าคือ อริยะ พระเจ้าข้า” พระพุทธเจ้าตรัสต่อว่า “พราน เธอเป็นผู้ฆ่าและเบียดเบียนชีวิตผู้อื่น เธอจะเป็นอริยะไม่ได้ เพราะอริยะคือผู้ที่ไม่เบียดเบียนใคร”  เรื่องเล่าจบเพียงแค่นี้ ถึงจะเป็นเหตุการณ์สั้น ๆ ช่วงพระชนม์ชีพของพระพุทธเจ้า แต่สิ่งที่เป็นธรรมะที่ได้จากพระพุทธเจ้าในครั้งนั้นคือ การเป็นอริยะที่แท้จริงคือผู้ไม่เบียดเบียน ไม่ได้เบียดเบียนแค่ชีวิตของผู้อื่นเท่านั้น จะสังเกตได้ว่าพระอริยบุคคลในพระพุทธศาสนา ตั้งแต่พระโสดาบันจนถึงพระอรหันต์ ท่านจะไม่เบียดเบียนตนเอง เพราะได้กระทำให้ตนแจ้งในธรรม เมื่อแจ้งในธรรมแล้วยังไม่เบียดเบียนตนเองให้ตกอยู่ในวัฏสงสารอีกต่อไป   ที่มา […]

ที่จริงร่างกายนี้ไม่ใช่ของดี ธรรมะละ สักกายทิฏฐิ ของพระพุทธเจ้า

ที่จริงร่างกายนี้ไม่ใช่ของดี ธรรมะละ สักกายทิฏฐิ ของพระพุทธเจ้า สักกายทิฏฐิ คือ ความเห็นที่เป็นเหตุให้ถือว่าเป็นเรา เช่น การหลงใหลในรูปลักษณ์ของตนเอง ดังเช่น เจ้าหญิงอภิรูปนันทา และเจ้าหญิงสุนทรีนันทาที่ทรงหลงใหลในความงามของพระองค์ พระพุทธเจ้าทรงแสดงอสุภกรรมฐานทำให้เจ้าหญิงทั้งสองทรงสามารถละสักกายทิฏฐิได้ และบรรลุเป็นพระอรหันต์ได้ในที่สุด ผู้ที่ละจากสักกายทิฏฐิได้นั้นคือพระโสดาบัน และพระอริยบุคคล พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน สักกายทิฏฐิสูตรว่า “ผู้ที่จะละสักกายทิฏฐิได้คือผู้ที่เห็นขันธ์ 5 เป็นทุกข์” สอดคล้องกับกรณีของเจ้าหญิงทั้งสองพระองค์อยู่เหมือนกัน ขัตติยนารีในสมัยพุทธกาลมีหลายพระองค์ที่ทรงหลงในรูปโฉมอันงดงามของพระองค์เอง แต่พระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้ปราบพยศลงได้เช่นกัน และส่งเสริมให้พระนางทั้งหลายสำเร็จมรรคผลเป็นพระอรหันต์ อาทิเช่น พระนางเขมา พระมเหสีแห่งพระเจ้าพิมพิสาร เป็นต้น ครั้งหนึ่งพระพุทธองค์ประทับอยู่ ณ เภสกฬาวัน ซึ่งเป็นป่าที่มีนางยักษ์ชื่อว่า “เภสกฬา” อาศัยอยู่ เป็นเขตให้อภัยทานของกวาง อยู่ใกล้เมืองสุงสุมารคิระในภัคคชนบท นกุลคหบดีได้เดินทางไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าด้วยไม้เท้า เมื่อมาถึงเบื้องพระพักรตร์แล้วได้นั่งลงและกราบอภิวาทพระองค์อยู่ข้างหนึ่ง นกุลคหบดีผู้นี้เป็นเศรษฐีเฒ่า ครองรักกับภรรยามานานเป็นสิบปี ไม่มีบุตรด้วยกัน แต่เมื่อได้พบพระพุทธเจ้าเป็นครั้งกลับเรียกพระองค์ว่า “ลูก” สร้างความแตกตื่นให้กับพระภิกษุ และประชาชนที่กำลังใส่บาตรพระองค์อยู่  พระพุทธเจ้าได้ตรัสเฉลยว่า นกุลคหบดี และภรรยาเคยเป็นบิดาและมารดาของพระองค์มาหลายร้อยชาติ จึงไม่แปลกที่ทั้งสองจะจดจำพระองค์ในฐานะลูก แต่ที่จริงในภพชาตินี้พระบิดาและพระมารดาที่แท้จริงคือ พระเจ้าสุทโธทนะ และพระนางสิริมหามายา ผู้อธิษฐานเป็นพุทธบิดา และพุทธมารดา […]

ทำไม พระมหาโมคคัลลานะ จึงเป็นผู้มีฤทธิ์มาก

ทำไม พระมหาโมคคัลลานะ จึงเป็นผู้มีฤทธิ์มาก เชื่อว่าไม่มีใครที่ไม่รู้จักพระเถระรูปนี้ “ พระมหาโมคคัลลานะ ” พระอัครสาวกเบื้องซ้ายของพระผู้มีพระภาคเจ้า แต่จะมีใครบ้างไหมที่จะทราบว่า ทำไมพระมหาโมคคัลลานะจึงเป็นผู้มีฤทธิ์มาก ซีเคร็ตจะเผยสาเหตุที่พระเถระรูปนี้กลายเป็นผู้มีฤทธิ์มากให้ทุกคนได้ทราบ ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกับความหมายของคำว่า “ฤทธิ์” หรือ “อิทธิ” กันก่อน ฤทธิ์ มีความหมายว่า “ความสำเร็จ” สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ได้อธิบายว่า พระพุทธศาสนาแบ่งฤทธิ์ออกเป็น 2 ประเภท คือ อามิสฤทธิ์ และ ธรรมฤทธิ์ ฤทธิ์อย่างแรกจะเกิดขึ้นจากวัตถุ ส่วนธรรมฤทธิ์จะเกิดจากการสำเร็จธรรม หรือที่นิยมเรียกว่า การบรรลุธรรม ดังนั้นฤทธิ์นี้จึงเป็นฤทธิ์ของพระอริยบุคคล ตามจริงผู้สำเร็จเป็นพระอริยบุคคลย่อมสามารถแสดงฤทธิ์ได้ จึงสรุปได้ว่า ฤทธิ์ 2 ประเภทนี้จะเกิดขึ้นเฉพาะผู้ที่สำเร็จฌาน ในอิทธิกถาได้กล่าวถึงการแสดงฤทธิ์ในแบบต่าง ๆ เช่น การเดินทะลุกำแพง เหาะไปยังพรหมโลก จำแลงเป็นสิ่งต่าง ๆ เป็นต้น เมื่อมองย้อนกลับไปในประวัติของพระเถระบางรูปจะพบว่า พระเถระบางรูปเมื่อเข้าใจในธรรมแล้ว (บรรลุธรรม) กลับมีฤทธิ์ขึ้นมา เช่น พระจูฬปันถกเถระที่พระพี่ชายต่อว่าท่านว่าเป็นคนที่โง่เขลาจึงบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ได้ยาก จนกระทั่งพระบรมศาสดาทรงทราบว่าเมื่อในอดีตชาติ พระจูฬปันถกเคยเกิดเป็นพระราชา […]

เมื่ออนาถบิณฑิกเศรษฐีได้พบพระพุทธเจ้าเป็นครั้งแรก

เมื่อ อนาถบิณฑิกเศรษฐี ได้พบพระพุทธเจ้าเป็นครั้งแรก ก่อนที่ อนาถบิณฑิกเศรษฐี จะเลื่อมใสในพระพุทธศาสนานั้น พระวินัยปิฎก จุลวรรค ภาค 2 ได้กล่าวถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งอนาถบิณฑิกเศรษฐีได้พบองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นครั้งแรก นับว่าเป็นเหตุการณ์หนึ่งที่ได้พลิกชีวิตของเศรษฐีหนุ่มคนหนึ่ง ให้กลายเป็นมหาอุบาสกผู้ยิ่งใหญ่ในพระพุทธศาสนา อนาถบิณฑิกเศรษฐี เดิมทีชื่อว่า “สุทัตตเศรษฐี”  เป็นเศรษฐีหนุ่มแห่งกรุงสาวัตถี เมืองที่พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงเป็นผู้ปกครอง เขาได้แต่งงานกับน้องสาวของราชคฤหเศรษฐี เศรษฐีผู้มั่งคั่งแห่งกรุงราชคฤห์ จนขนาดนำชื่อเมืองมาตั้งเป็นชื่อของเศรษฐีท่านนี้เลยทีเดียว ครอบครัวของราชคฤหเศรษฐีนับถือพระพุทธศาสนาตามพระเจ้าพิมพิสารผู้เป็นพระราชาแห่งกรุงราชคฤห์ ท่านเศรษฐีอยากถวายภัตตาหารพระพุทธเจ้าและพระสาวกก็ให้บ่าวไพร่จัดเตรียมอาหารเป็นอย่างดี สุทัตตเศรษฐีเพิ่งเข้ามาเป็นเขยขวัญใหม่ ๆ ก็ไม่รู้ว่าครอบครัวของภรรยาทำการอะไรกันอยู่ดูวุ่นวาย เหมือนจะมีงานใหญ่โต สุทัตตะคิดว่าคงมีพิธีมงคลอะไรสักอย่างเกิดขึ้นในครอบครัวของภรรยาแน่นอน เขาคิดจนขนาดที่ว่าพระเจ้าพิมพิสารต้องเสด็จมาเป็นประธานในพิธีด้วยซ้ำ เพราะพี่ชายของภรรยาออกจากจะร่ำรวยและมีชื่อเสียงในกรุงราชคฤห์ถึงเพียงนี้ แต่คำตอบที่อนาถบิณฑิตเศรษฐีได้รับจากราชคฤหเศรษฐีคือ “เราไม่ได้จัดงานมงคล พระเจ้าพิมพิสารผู้ยิ่งใหญ่ก็หาได้เสด็จมาเป็นประธานไม่ แต่เราได้นิมนต์พระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยพระสาวกมาฉันภัตตาหารที่นี่ในวันพรุ่งนี้” เขยขวัญถึงกับประหลาดใจเมื่อทราบว่างานเลี้ยงที่ดูใหญ่โตนี้ กลับเป็นงานที่จัดขึ้นเพื่อถวายทานแก่บรรดานักบวช และชื่อหนึ่งที่สุทัตตะติดใจเมื่อพี่ชายของภรรยาเอ่ยถึงคือคำว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้า” ราชคฤหเศรษฐีบอกกับน้องเขยใหม่ว่า “แม้เสียงที่เรียกพระองค์ว่า ‘พุทธะ’ ก็หาฟังได้ยากบนโลกนี้” สุทัตตะเริ่มตื่นเต้นที่จะได้พบพระพุทธองค์ในวันพรุ่งนี้ จนทำให้เขานอนไม่หลับเลยทีเดียว เพราะอยากพบพระพุทธองค์มาก เขาบ่นกับตัวเองว่า“เราอยากเห็นพระบรมศาสดาในตอนนี้จังว่าพระองค์จะเป็นเช่นไร จะเหมือนดังที่ท่านพี่ราชคฤหเศรษฐีกล่าวหรือไม่” เศรษฐีหนุ่มข่มใจตนเองไม่ไหวจึงลุกขึ้นจากเตียง และแล้วแสงสว่างก็ส่องเข้ามาที่หน้าต่าง     สุทัตตะหลงคิดว่าตอนนี้เป็นเวลารุ่งสางแล้ว จึงเดินออกจากคฤหาส์นไปยังประตูเมืองที่มุ่งไปสู่ป่าสีตะวัน อมนุษย์พาช่วยเปิดประตูให้เศรษฐีหนุ่มออกไป ทั้งที่ประตูเมืองนี้ยังปิดอยู่ […]

บรรลุธรรมทั้งครอบครัว เรื่องเล่าจากพระเชตวัน

บรรลุธรรมทั้งครอบครัว เรื่องเล่าจาก พระเชตวัน ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่  ณ พระเชตวัน ในกรุงสาวัตถี  มีอุบาสกคนหนึ่งทราบถึงคุณอันประเสริฐของพระสมณโคดมจึงเข้าไปฟังธรรม เพราะอยากทราบว่าจะเป็นจริงตามที่ล่ำลือกันหรือไม่ หลังจากเขาได้ฟังธรรมก็เกิดอยากบวชเป็นพระภิกษุในสำนักของพระพุทธเจ้า เมื่อกลับมาถึงเรือนจึงบอกกับภรรยาว่าตนจะบวช เมื่อภรรยาสาวได้ยินก็ขอร้องว่า “ตอนนี้น้องกำลังท้อง ขอให้พี่อยู่กับน้องจนกว่าลูกโตได้ไหม” อุบาสกยอมอยู่กับภรรยาสาวจนกระทั่งลูกชายเดินได้ จากนั้นเขาอำลาภรรยาแล้วเดินทางไปสู่พระเชตวัน เมื่ออุบาสกผู้นี้ได้บวชเป็นพระภิกษุแล้วก็มุ่งมั่นปฏิบัติกรรมฐานตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอน จนสำเร็จเป็นพระอรหันต์ เมื่อเขาได้เห็นคุณแห่งการเป็นพระอริยบุคคล จะทำให้ผู้นั้นไม่ห่างไกลจากพระนิพพานอย่างแน่นอน จึงอยากให้ภรรยาและลูกชายได้พ้นทุกข์ด้วย จึงตัดสินใจเดินทางกลับไปยังเรือนที่ตนจากมา     พระอรหันต์ได้แสดงธรรมโปรดลูกชาย ลูกชายก็อยากบวชขอมารดาออกบวชตามอย่างบิดา เมื่อได้บวชเป็นพระภิกษุ และศึกษาธรรมอย่างมุ่นมั่นไม่นานนักก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ ฝ่ายมารดาที่ยังอยู่ทางโลกเมื่อทราบว่าพระลูกชายสำเร็จมรรคผล นางจึงตัดสินใจสละเรือนออกบวชในสำนักของภิกษุณี ซึ่งไม่นานนางก็สำเร็จเป็นพระอรหันต์เช่นกัน เรื่องนี้ทราบไปทั่วในพระเชตวัน ทำให้เหล่าพระภิกษุสนทนาถึงเรื่องของครอบครัวที่บรรลุเป็นพระอรหันต์กันทั้งบ้าน พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จผ่านมาก็ทรงถามว่าพวกเธอสนทนากันด้วยเรื่องอะไรกัน ภิกษุทั้งหลายจึงตอบว่า กำลังสรรเสริญครอบครัวหนึ่งที่บิดา มารดา และบุตรชายได้เข้ามาบวชในสำนักของพระองค์และสำเร็จเป็นพระอรหันต์กันทั้งหมด พระพุทธองค์จึงตรัสขึ้นว่า  “ภิกษุทั้งหลาย เป็นธรรมดาว่าบัณฑิตไม่พึงปรารถนาความสำเร็จเพราะเหตุแห่งตน (และ) ไม่พึงปรารถนาความสำเร็จเพราะเหตุแห่งคนอื่น แต่พึงเป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรม มีธรรมเป็นที่พึ่งโดยแท้”   ที่มา : อรรถกถา ธรรมบท เรื่อง เรื่องพระเถระผู้ตั้งอยู่ในธรรม ภาพ : https://pixabay.com […]

พระนางธัมมทินนาเทวี สตรีผู้ได้รับความเคารพจากรุกขเทวดา

พระนางธัมมทินนาเทวี สตรีผู้ได้รับความเคารพจากรุกขเทวดา พระเจ้าพรหมทัตทรงเข้าพระทัยผิดคิดว่าสิ่งที่พระองค์บนบานไว้กับรุกขเทวดาได้สัมฤทธิ์ผล จึงจับคนมาบูชายัญ แต่แล้วก็มีสตรีนางหนึ่งช่วยให้ทุกคนพ้นจากการถูกบูชายัญ สตรีนางนั้นคือ พระนางธัมมทินนาเทวี  ครั้งพระเจ้าปเสนทิโกศลทรงได้ยินเสียงประหลาดในยามวิกาล ทรงตกพระทัยมากจึงโปรดให้ปุโรหิตทำนายว่าจะเป็นลางบอกเหตุร้ายหรือไม่ ปุโรหิตเห็นเป็นช่องทางหาลาภสักการะจึงทูลพระองค์ว่า “เป็นลางบอกเหตุว่าจะเกิดภัยขึ้นกับมหาราช แต่วิธีแก้ยังพอมีคือพระองค์ต้องประกอบพิธีบูชายัญด้วยคนและสัตว์อย่างละ 100 ชีวิต” เมื่อพระนางมัลลิกาเทวีทรงทราบจึงตรัสโน้มน้าวพระสวามีไม่ให้ทรงประกอบพิธีบูชายัญ เพราะการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเป็นหนทางไปสู่ทุคติภูมิ พระนางทรงชักชวนพระเจ้าปเสนทิโกศลไปเข้าเฝ้าพระบรมศาสดาเพื่อทูลถามที่มาของเสียงประหลาดที่แท้จริงว่าเป็นตามที่ปุโรหิตทำนายหรือไม่ พระบรมศาสดาทรงเฉลยว่าเป็นเสียงของสัตว์นรก 3 ตนจากโลหกุมภีนรก สัตว์นรกเหล่านี้ต้องการให้ชนทั้งหลายทราบว่านรกมีอยู่จริง ไม่อยากให้ใครต้องทำอกุศลกรรมอีกเลย จากนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสรรเสริญพระนางมัลลิกาเทวีที่ได้ช่วยเหลือชีวิตผู้คนและสัตว์ทั้งหลายที่จะตกเป็นเหยื่อให้พิธีกรรมนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าเมื่อในอดีตชาติ พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงจะสังหารชนหมู่มากเพื่อสังเวยรุกขเทวดา แต่มีสตรีนางหนึ่งเตือนสติพระองค์ไว้ ครั้งสมัยพระเจ้าปเสนทิโกศลเสวยพระชาติเป็นเจ้าชายแห่งกรุงพาราณสี เจ้าชายได้ตรัสบนบานต่อรุกขเทวดาว่า หากตนได้ครองราชย์ต่อจากพระราชบิดา จะนำเลือดของพระราชาและพระราชินีจาก 101 เมืองในชมพูทวีปมาถวายเป็นเครื่องสังเวย วันเวลาผ่านไปพระเจ้ากรุงพาราณสีสวรรคตลง เจ้าชายได้ขึ้นครองราชสมบัติและสถาปนาเป็นพระเจ้าพรหมทัต พระองค์ทรงจำคำตรัสบนบานได้จึงทำสงครามจับพระราชาและพระราชินีทั้ง 101 พระองค์มาบูชายัญ รุกขเทวดาไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์นองเลือดขึ้นในบริเวณต้นไทรที่ตนสถิต จึงไปขอความช่วยเหลือจากเทวดาทั้งหลายทั่วจักรวาล แต่ก็ไม่มีเทวดาองค์ใดทำลายพิธีบูชายัญของพระเจ้าพรหมทัตได้ จนกระทั่งท้าวสักกะเทวราชทรงชี้แนะว่า ในบรรดาพระราชาและพระราชินีทั้งหลายในชมพูทวีป มีพระนางธัมมทินนาเทวีเพียงพระองค์เดียวเท่านั้นที่สามารถต่อกรกับพระเจ้าพรหมทัตได้     ในขณะที่พระเจ้าพรหมทัตกำลังจะสังหารพระนางธัมมทินนาเทวี รุกขเทวดาได้ปรากฏกายขึ้น พระเจ้าพรหมทัตทรงปีติหลงคิดว่ารุกขเทวดาแสดงตนเพื่อรับเครื่องสังเวย พระราชาตรัสให้พระนางธัมมทินนาเทวีกราบรุกขเทวดา แต่พระนางทรงไม่แสดงความเคารพ รุกขเทวดาทราบว่ามีเพียงพระราชินีพระองค์นี้เท่านั้นที่จะยุติพิธีกรรมอันเลวร้ายนี้ได้ จึงแสดงความเคารพต่อพระนางแทน ทำให้พระเจ้าพรหมทัตกริ้วที่เทวดาที่พระองค์ทรงบูชาต้องแสดงความเคารพต่อคนธรรมดา พระนางธัมมทินนาเทวีกรรแสง พระเจ้าพรหมทัตตรัสถามว่า […]

ธรรม (ชาติ) พาบรรลุธรรม เรื่องเล่าประสบการณ์ของพระนักปฏิบัติครั้งสมัยพุทธกาล

ธรรม (ชาติ) พา บรรลุธรรม เรื่องเล่าประสบการณ์ของพระธุดงค์ครั้งสมัยพุทธกาล คัมภีร์อรรถกถาธรรมบท มีเรื่องราวของพระอริยบุคคล บรรลุธรรม อยู่หลายเรื่อง แต่เรื่องที่อ่านแล้วทำให้หัวใจผ่องใสมากคงหนีไปไม่พ้นเรื่องการบรรลุธรรมที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติ ครั้งสมัยพุทธกาลมีพระภิกษุรูปหนึ่งอบรมกรรมฐานจากพระบรมศาสดาแล้วก็ออกธุดงค์ไปทำความเพียรในป่า แต่ปฏิบัตินานหลายปีก็ไม่สำเร็จอรหัตตผลอย่างที่ตั้งใจไว้เสียที จึงคิดว่าเราจะไปทูลถามพระพุทธองค์ว่าเราปฏิบัติติดข้องตรงไหนจึงยังไม่ได้มรรค ผล นิพพาน เสียที ขณะที่ท่านกำลังเดินทางออกจากป่าเพื่อกลับไปยังพระเชตวัน แสดงว่าป่าแห่งนี้ไม่ไกลจากกรุงสาวัตถีนัก ระหว่างทางได้เห็นไฟป่า จึงปีนขึ้นไปบนภูเขาลูกหนึ่ง ปรากฏว่าเส้นทางข้างหน้าที่กำลังมุ่งหน้าไปพระเชตวันเกิดไฟป่า พระภิกษุรูปนี้ได้เพ่งเปลวไฟเหล่านั้นเป็นอารมณ์ และกล่าวขึ้นว่า “ไฟเหล่านี้เผาผลาญมากน้อยเพียงใด ก็ไม่ต่างจากพระอริยมรรคที่ผลาญสังโยชน์ให้สิ้นไป”  การที่พระภิกษุรูปนี้กล่าวถึงสังโยชน์ แสดงว่าท่านยังไม่สำเร็จขั้นไหนเลย เพราะขนาดพระโสดาบันยังต้องละสังโยชน์ 3 ขั้นต่ำได้ก่อน พระพุทธเจ้าทรงทราบถึงความคิดของพระภิกษุรูปนี้จึงจำแลงพระวรกายไปปรากฏเบื้องหน้าพร้อมทั้งพระรัศมีแล้วตรัสต่อพระภิกษุว่า “ที่เธอเข้าใจนั้นถูกต้องแล้ว เธอจงเผาผลาญสังโยชน์นั้นด้วยไฟคือญาณเถิด”      ไม่นานพระภิกษุก็ได้กำลังใจและปฏิบัติจนสำเร็ตญาณ และญาณนั้นก็ขจัดสังโยชน์ไปจนสิ้น เมื่อละสังโยชน์ได้แล้ว ซึ่งสังโยชน์ในที่นี้หมายถึง กิเลส แต่อย่างไรก็ตามผู้ปราศจากกิเลสก็คือพระอรหันต์ ซึ่งพระภิกษุรูปนี้ได้สำเร็จอรหัตตผลตามที่ตั้งใจไว้แล้ว เรื่องของพระภิกษุรูปนี้เห็นแสดงให้เห็นว่า ท่านสังเกตุการณ์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในธรรมชาติ เพราะธรรม (ชาติ) ได้พาท่านไปพบกับธรรม อย่างแท้จริง อีกเหตุการณ์หนึ่งคล้ายกับพระภิกษุรูปแรกที่บรรลุธรรมจากการพิจารณาไฟที่กำลังเผาไหม้ป่า แต่จะมีความแตกต่างกันอย่างไรลองมาติดตามเรื่องราวของพระภิกษุอีกรูปกัน พระภิกษุรูปหนึ่งหลังจากอบรมกรรมฐานจากพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วก็ตัดสินใจไปทำความเพียรอยู่ในป่า แต่แล้วหลายวันผ่านไปก็ไม่มีอะไรที่บ่งบอกว่าตนเองได้มรรคผล เกิดข้อสงสัยว่าเป็นเพราะอะไรจึงมุ่งเดินทางไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าทันที แต่ยังไม่ทันพ้นออกจากเขตป่า ได้มองแดดที่สาดส่องมาที่พื้น […]

พระนางมัลลิกาเทวี พระราชเทวีผู้เรียนธรรมะโดยเคารพ

พระนางมัลลิกาเทวี พระราชเทวีผู้เรียนธรรมะโดยเคารพ พระนางมัลลิกาเทวี เป็นหญิงชาวบ้านที่ได้ถวายขนมถั่วแด่พระบรมศาสดา แล้วพระองค์ตรัสต่อพระอานนท์ว่า “กุลธิดานางนี้จะได้เป็นพระมเหสี” ไม่นานนักพระเจ้าปเสนทิโกศลได้พบรักกับกุลธิดานางนี้ และสถาปนาไว้ในตำแหน่งพระมเหสี กุลธิดานางนี้ยึดมั่นในพระรัตนตรัย ประกอบทานกุศลอยู่เนืองนิจ แม้สุขสบายได้เป็นพระมเหสีพระราชาผู้ยิ่งใหญ่ในชมพูทวีปก็ไม่ละทิ้งการทำทานทำกุศล กุลธิดาแห่งนายมาลาการนางหนึ่งมีชื่อว่า “มัลลิกา” (มัลลิกา แปลว่า ดอกมะลิ) มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาตั้งแต่เด็ก เพราะบิดามักพานางไปฟังธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้าอยู่บ่อยครั้ง พลอยให้กุลธิดานางนี้ได้เป็นพระอริยบุคคลตั้งแต่เยาว์วัย (สำเร็จโสดาปัตติผล) นางมัลลิกาได้ถวายขนมแด่พระบรมศาสดา พระองค์แย้มพระสรวล พระอานนท์จึงทูลถามว่า “พระองค์ทรงหัวเราะด้วยเหตุใด” พระองค์ตรัสตอบว่า “กุลธิดานางนี้จะได้เป็นพระอัครมเหสีแห่งพระราชา” หลังนั้นนางมัลลิกากำลังเก็บดอกไม้ให้บิดาอยู่นั้น นางได้ร้องเพลงไปด้วย ชายรุ่นราวคราวกับบิดาปรากฏกายขึ้น เขาได้ชมเพลงของกุลธิดา และชื่นชมเสียงของนาง แต่หญิงสาวกลับไม่พอใจที่มีคนมาแอบเพลงเธอร้องเพลง ชายนิรนามจึงทำการขอโทษเธอจนเธอพอใจ เขาบอกว่าเขาเหนื่อยล้ามากจึงพาม้าที่ตนขี่มาพักอยู่ใต้ร่มไม้ของต้นไม้ในสวนแห่งนี้ ทั้งสองได้สนทนากันไม่เท่าไรนางมัลลิกากลับรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก และชายนิรนามก็จากนางไป     หลายวันต่อมา ทางราชสำนักส่งคนมาเชิญนางมัลลิกาเข้าเฝ้าพระเจ้าปเสนทิโกศล พระราชาผู้อยู่เบื้องหน้าของนางมัลลิกาคือชายนิรนามผู้นั้นนั่นเอง และพระองค์ได้สถาปนานางเป็นพระมเหสี ในอรรถกถาเล่าถึงบทบาทของพระนางมัลลิกาเทวีที่คอยเป็นที่ปรึกษาของพระสวามี และเป็นผู้ที่จะโน้มน้าวพระสวามีเข้าสู่เส้นทางแห่งพุทธธรรมเสมอ เช่น ครั้งหนึ่งพระเจ้าปเสนทิโกศลทรงฝันประหลาดต่อเนื่องกันถึง 16 เรื่อง พระองค์ให้ปุโรหิตพยากรณ์ความฝัน ปรากฏว่าพระราชาต้องประกอบพิธีบูชายัญเพื่อเป็นการแก้จากร้ายให้กลายเป็นดี พระนางมัลลิกาเทวีทรงทราบว่าการพิธีบูชายัญจะทำให้พระสวามีต้องมีรับสั่งฆ่าสัตว์ เดี๋ยวพระสวามีจะเป็นบาปจึงได้แนะนำให้พระองค์เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อทูลถามถึงเรื่องความฝันประหลาดนี้แทน (สามารถศึกษาเรื่องพระสุบินของพระเจ้าปเสนทิโกศลเพิ่มเติมได้ที่ >>> อรรถกถามหาสุบินชาดก) […]

มาติกมาตา อุบาสิกาผู้บรรลุธรรมก่อนพระภิกษุ

มาติกมาตา อุบาสิกา ผู้บรรลุธรรมก่อนพระภิกษุ อุบาสิกา หมายถึงผู้หญิงผู้เข้าใกล้พระรัตนตรัย ซึ่งอุบาสิกาคนแรกในพระพุทธศาสนาคือนางสุชาดา บุตรีเศรษฐีผู้ถวายข้าวมธุปายาสแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า (ศึกษาเรื่องราวของนางสุชาดาได้ที่ >>> นางสุชาดา : อุบาสิกาคนแรกในพระพุทธศาสนา) เรื่องที่นำมาฝากต่อไปนี้เป็นเรื่องราวของอุบาสิกานางหนึ่งในสมัยพุทธกาล ซึ่งสำเร็จมรรคและผลอย่างรวดเร็ว ลองมาหาคำตอบคลายข้อสงสัยนี้กันว่า อุบาสิกานางนี้บรรลุธรรมได้ด้วยวิธีไหน ครั้งพระบรมศาสดาประทับอยู่ ณ พระเชตวัน ในกรุงสาวัตถี ได้ทรงปรารถเรื่องอุบาสิกาบรรลุธรรม เพื่อให้เป็นเรื่องที่สร้างแรงบันดาลใจให้แก่พระภิกษุทั้งหลายในพระเชตวัน โดยเรื่องมีอยู่ว่า ครั้งหนึ่งมีพระภิกษุ 60 รูปเดินทางไปยังหมู่บ้านแห่งหนึ่งในแคว้นโกศล ในอรรถกถา ธรรมบท ระบุชื่อของหมู่บ้านแห่งนี้ว่า “มาติกคาม” เพื่อหาสถานที่จำพรรษาเป็นเวลา 3 เดือน และใช้สถานที่นั้นปฏิบัติกรรมฐานที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนด้วย พระภิกษุทั้ง 60 รูป เมื่อมาถึงมาติกคาม ได้รับการต้อนรับจากอุบาสิกาที่มีชื่อว่า “มาติกมาตา” (ชื่อเดียวกับหมู่บ้านเลย  ดีไม่ดีหมู่บ้านแห่งนี้อาจเรียกตามชื่อของอุบาสิกาท่านนี้ก็เป็นได้ เพราะมาติกคามมีความหมายว่า บ้าน หรือ  หมู่บ้านของนางมาติกะนั่นเอง) นางมาติกมาตาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาก นิมนต์ให้พระภิกษุจำพรรษาอยู่ที่วิหารในหมู่บ้านแห่งนี้ นางรับอาสาจัดเตรียมสถานที่ รวมทั้งเป็นผู้เตรียมอาหารและเครื่องดื่มต่าง ๆ ไว้รับรอง รุ่งเช้าก็เตรียมอาหารสำหรับใส่บาตรไว้ใส่บาตรพระภิกษุทั้ง  60 รูป […]

รักษาจิตอย่างเดียวพ้นทุกข์ได้  

รักษาจิต อย่างเดียวพ้นทุกข์ได้ ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ ณ กรุงสาวัตถี ทรงยกตัวอย่างเรื่องพระภิกษุที่กระสัน (อยาก) สึก ให้บรรดาพระภิกษุทั้งหลายในพระเชตวันมหาวิหารแห่งนี้ฟัง โดยเรื่องมีอยู่ว่า มีบุตรเศรษฐีคนหนึ่งแวะมาเยี่ยมญาติซึ่งบวชเป็นพระภิกษุอยู่ บุตรเศรษฐีถามพระภิกษุผู้เป็นญาติว่า “ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่านช่วยแนะนำวิธีพ้นทุกข์ให้กระผมเสียหน่อยเถิดขอรับ” พระภิกษุตอบว่า “เธอจงถวายสลากภัต ปักขิกภัต วัสสาวาสิกภัต ถวายปัจจัยต่าง ๆ อันมีจีวรเป็นต้น แล้วแบ่งทรัพย์สินที่มาหาได้ออกป็น 3 ส่วน ได้แก่ ทรัพย์ที่ใช้ในการทำการงาน ทรัพย์สำหรับเลี้ยงดูบุตรและภรรยา  และทรัพย์สำหรับบริจาคไว้ในพระศาสนา” บุตรเศรษฐียินดีปรีดาในคำชี้แนะนำของพระภิกษุ และน้อมรับคำสอนมาปฏิบัติ หลายวันต่อมา บุตรเศรษฐีแวะมาเยี่ยมพระภิกษุผู้เป็นญาติอีก คราวนี้ได้ถามพระภิกษุท่านว่า “พระคุณเจ้าช่วยแนะนำกระผมหน่อยขอรับว่า กระผมควรทำบุญใดที่ได้บุญยิ่งกว่าครั้งก่อนขอรับ” พระภิกษุตอบว่า “เธอจงอาราธนาและถือศีล 10 เถิด” บุตรเศรษฐีน้อมรับทันทีแล้วจากไป     บุตรเศรษฐีห่างหายไปหลายวัน ก็หวนกลับมาอีกครั้ง  และถามพระภิกษุผู้เป็นญาติว่า “บุญที่ยิ่งกว่าบุญครั้งก่อนมีอีกหรือไม่ขอรับ” พระภิกษุตอบว่า “เช่นนั้นเธอจงบวชเถิด” บุตรเศรษฐีน้อมรับและบวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา เมื่อบุตรเศรษฐีบวชแล้ว กลับมีอาการซูบผอม บุตรเศรษฐีถึงกับเอ่ยว่า “เราตั้งใจบวชเพื่อให้พ้นทุกข์ แต่กลับไม่เป็นอย่างที่คิดเสียแล้ว เราพบว่าแบบนี้ทำตอนเป็นฆราวาสก็ได้ […]

พระจูฬปันถกเถระ วิบากกรรมของคนที่ชอบดูถูกผู้อื่น

พระจูฬปันถกเถระ วิบากกรรมของคนที่ชอบดูถูกผู้อื่น ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ กรุงราชคฤห์ มีเศรษฐีผู้มั่งคั่งคนหนึ่งชื่อว่า “ธนเศรษฐี” เป็นผู้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาก และมีบุตรีผู้เลอโฉมอยู่คนหนึ่ง แต่บุตรีกลับชอบพอกับหนุ่มรับใช้ จึงพากันหนีไปใช้ชีวิตคู่อยู่ด้วยกัน ณ ชนบทอันห่างไกล เมื่อบุตรีตั้งท้องก็อยากกลับไปคลอดลูกในวงศ์ตระกูลของตน สองสามี-ภรรยาพากันเดินทางกลับกรุงราชคฤห์ ปรากฏว่าภรรยาทนเจ็บท้องไม่ไหว จึงคลอดลูกชายคนโตระหว่างทาง และตั้งชื่อว่า “ปันถก” แปลว่า “เกิดในหนทาง” เมื่อคลอดลูกอย่างปลอดภัยแล้วจึงล้มเลิกความตั้งใจที่จะกลับไปสู่วงศ์ตระกูล ภรรยาเริ่มตั้งท้องลูกคนที่สอง ก็พยายามพากันเดินทางกลับไปกรุงราชคฤห์อีกครั้ง แต่แล้วก็คลอดลูกที่ระหว่างทางอีกครั้ง จึงตั้งชื่อลูกคนนี้ว่า “จูฬปันถก” แล้วเรียกว่า ลูกชายคนโตว่า “มหาจูฬปันถก” มหาจูฬปันถกเติบโตขึ้น ได้ยินเพื่อน ๆ รุ่นราวคราวเดียวกันเรียกคนโน้น คนนี้ ว่า ตา ปู่ ย่า ยาย จึงถามพ่อและแม่ของตนว่า คนที่จะเรียกแบบนี้อยู่ที่ไหนกันหมด แม่จึงตอบว่า “เจ้ามีญาติ แต่ญาติเหล่านั้นไม่ได้อยู่ที่นี่กับเรา พวกเขาอยู่ที่กรุงราชคฤห์” เด็กน้อยจึงขอร้องให้พ่อแม่พาไปพบญาติบ้าง พ่อแม่รู้อยู่เต็มอกว่าถ้ากลับไปมีหวังถูกธนเศรษฐีฉีกร่างเป็นชิ้น ๆ แน่ ๆ แต่ก็พยายามพาลูกทั้งสองไปหาธนเศรษฐีให้จนได้ เมื่อท่านเศรษฐีได้พบบุตรีที่จากกันไปนาน ก็ทำใจยอมเราไม่ได้ ทั้งขอไม่ให้บุตรีกลับสู่ครอบครัวอีก […]

วิบากกรรมที่ทำให้ อัมพปาลี เกิดเป็นหญิงงามเมือง – Secret

วิบากกรรมที่ทำให้ อัมพปาลี เกิดเป็นหญิงงามเมือง – Secret “โอปปาติก” (โอป-ปา-ติ-กะ) หมายถึงผู้ที่เกิดเองโดยไม่มีพ่อแม่ ส่วนมากมักเป็นอมนุษย์ เช่น เทวดา สัตว์นรก เปรต อสุรกาย แต่มีมนุษย์นางหนึ่งที่เกิดเองโดยไม่ได้ผ่านครรภ์ของมารดา นางมีชื่อว่า อัมพปาลี สมัยอดีตพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งมีพระนามว่า พระสิขีพุทธเจ้า มีพระเถรีรูปหนึ่งบูชาพระเจดีย์ด้วยการเดินประทักษิณเวียนขวา เมื่อพระเถรีผู้เป็นพระอรหันต์เดินประทักษิณอยู่ก่อนแล้ว พระเถรีผู้มาใหม่พลันถ่มน้ำลายลงบนลานพระเจดีย์โดยไม่ตั้งใจ พอเดินประทักษิณเข้าสู่รอบถัดไปกลับเหยียบก้อนน้ำลายของตนเอง จึงคิดเคืองหาว่าก้อนน้ำลายที่ตนเหยียบเป็นน้ำลายของพระเถรีผู้เป็นพระอรหันต์ พระเถรีโกรธเคืองจึงด่าทอพระเถรีรูปนั้นไปว่า “นางแพศยา“ สมัยพระกัสสปพุทธเจ้า ได้บวชเป็นพระเถรี รักษาศีลภิกษุณีอย่างเคร่งครัด และอธิษฐานขอไม่เกิดในครรภ์ของสัตว์ใดใด ขอเกิดแบบอุปปาติกะ คือเกิดเองโดยอาศัยพ่อแม่ เมื่อพระเถรีสิ้นบุญก็เกิดเป็นหญิงงาม เพราะอานิสงส์จากการถือศีลอย่างเคร่งครัดในอดีตชาติ เมื่อปฏิเสธการเกิดในครรภ์ จึงเกิดที่โคนต้นมะม่วงในพระราชอุทยาน กรุงเวสาลี     พนักงานเฝ้าอุทยานเห็นหญิงสาวที่เกิดจากโคนต้นมะม่วงแล้วเกิดความเอ็นดูรักใคร่ จึงตั้งชื่อให้นางว่า “อัมพปาลี” บรรดาเจ้าชายลิจฉวีเมื่อเห็นนางอัมพปาลีต่างหลงรักอยากได้นางเป็นชายา ทำให้เกิดการทะเลาะวิวาทกัน เรื่องรู้ถึงเหล่ากษัตริย์ลิจฉวี จึงนำคดีนี้ขึ้นพิพากษา ศาลตัดสินว่าต้องยกให้นางอัมพปาลีเป็นหญิงงามเมือง ไม่สามารถยกให้เจ้าชายพระองค์ใดพระองค์หนึ่งได้ นางต้องรับใช้ปรนนิบัติเจ้าชายทุกพระองค์ สันนิษฐานว่า สาเหตุที่ศาลตัดสินเช่นนี้คงเนื่องมาจากกรณีของเจ้าหญิงอภิรูปนันทา ความงามของพระนางทำให้บรรดาจ้าชายวงศ์ศากยะทะเลาะวิวาทกันเอง เพื่อแย่งชิงพระนางเป็นชายา แม้จะมีพระคู่หมั้น ก็ถูกเจ้าชายศากยะพระองค์ใดพระองค์หนึ่งลอบสังหารจนสิ้นพระชนม์ […]

นางวิสาขา มหาอุบาสิกา ผู้ให้กำเนิดการถวาย ผ้าอาบน้ำฝน

นางวิสาขา มหาอุบาสิกา ผู้ให้กำเนิดการถวาย ผ้าอาบน้ำฝน ใกล้จะเข้าสู่เทศกาลเข้าพรรษาแล้ว เหล่าพุทธศาสนิกชนตระเตรียมจัดหา ผ้าอาบน้ำฝน ไปถวายพระภิกษุสงฆ์ เป็นประเพณีที่สืบทอดกันมา โดยมีเรื่องเล่ามาแต่ครั้งสมัยพุทธกาล ผ้าอาบน้ำฝนคืออะไร ผ้าผืนสีส้มที่เราคุ้นเคยกัน รู้จักกันในชื่อว่าผ้าอาบน้ำฝน และเห็นกันบ่อยครั้งช่วงเข้าพรรษา ที่ชาวพุทธนำถวายพระสงฆ์ เคยสงสัยไหมว่า ทำไมต้องถวายสิ่งนี้ในช่วงเข้าพรรษา     สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ อธิบายความหมายของผ้าอาบน้ำฝนไว้ว่า เป็นผ้าอธิษฐานที่พระภิกษุใช้นุ่งอาบน้ำฝนตลอด 4 เดือนที่เป็นฤดูฝน ท่านพูดถึงในอดีตว่าพระภิกษุจะหาผ้าอาบน้ำฝนภายในระยะเวลา 1 เดือน ตั้งแต่แรม 1 ค่ำ เดือน 7 ถึง ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 และใช้นุ่งในเวลากึ่งเดือน ตั้งแต่ 1 ถึง 15 ค่ำ เดือน 8 ปัจจุบันพุทธศาสนิกชนจะถวายเพื่อเป็นการทำบุญในเทศกาลเข้าพรรษา ผ้าอาบน้ำฝน ยังมีอีกชื่อว่า “วัสสิกสาฏิกา” หรือ “วัสสิกสาฏก”     ตำนานผ้าอาบน้ำฝนครั้งพุทธกาล […]

เรื่องรัก ๆ ฉบับพุทธกาลของ นางสามาวดี เอตทัคคะผู้อยู่ด้วยความเมตตา

รักมีแต่ให้ : นางสามาวดี เอตทัคคะผู้อยู่ด้วยความเมตตา 1 นางสามาวดีเป็นธิดาของเศรษฐีนามว่า ภัททวดีย์ ต่อมาบิดามารดาถึงแก่กรรม โฆสกเศรษฐีผู้เป็นสหายของบิดาจึงรับอุปการะนางดุจลูกสาวแท้ ๆ หลังจากนั้นจึงได้อภิเษกสมรสเป็นอัครมเหสีของพระเจ้าอุเทนแห่งเมืองโกสัมพี 2 วันหนึ่งนางสามาวดีให้หญิงบริวารไปซื้อดอกไม้ โดยหญิงผู้นั้นมีโอกาสฟังพระธรรมเทศนาจากพระพุทธเจ้าที่ร้านขายดอกไม้จนบรรลุเป็นพระโสดาบัน แล้วกลับมาแสดงธรรมให้แก่นางสามาวดีพร้อมหญิงบริวารอื่น ๆ ฟัง จนบรรลุโสดาบันด้วยกันทั้งหมด หลังจากนั้นนางสามาวดีก็มีจิตศรัทธาเลื่อมใสตั้งมั่นอยู่ในพระรัตนตรัย สนใจธรรม ปฏิบัติธรรม และสมาทานรักษาศีลอุโบสถอยู่เป็นประจํา 3 ต่อมาพระเจ้าอุเทนได้อภิเษกสมรสกับนางมาคันทิยา สาวงามแห่งแคว้นกุรุ เพื่อเป็นมเหสีอีกองค์หนึ่ง โดยบิดาและมารดาของนางมาคันทิยาเคยตั้งใจจะยกนางให้กับพระพุทธเจ้า แต่พระองค์ทรงปฏิเสธ และทรงแสดงธรรมโปรดสองสามีภรรยาจนบรรลุเป็นพระอรหันต์ แต่นางมาคันทิยากลับโกรธเคืองพระพุทธองค์อย่างมาก 4 ด้วยความแค้นเคืองในพระพุทธเจ้า และเห็นว่านางสามาวดีเป็นมเหสีคู่แข่ง จึงใส่ร้ายนางสามาวดีหลายเรื่อง เช่น ออกอุบายให้พระเจ้าอุเทนเข้าใจว่านางสามาวดีปันใจให้พระพุทธเจ้า นํางูที่ถอดเขี้ยวแล้วไปปล่อยในพิณที่พระเจ้าอุเทนทรงเล่นประจําและใส่ร้ายว่านางสามาวดีจะลอบปลงพระชนม์ เหตุการณ์ข้อหลังนี้เองทําให้พระเจ้าอุเทนลงโทษนางสามาวดีด้วยการเล็งธนูไปยังหัวใจของนาง แต่ก่อนที่ลูกศรจะแล่นไปนั้น นางสามาวดีให้โอวาทแก่บริวารว่า “แม่หญิงสหายทั้งหลาย ที่พึ่งอื่นของเราไม่มี เธอทั้งหลายจงเจริญเมตตาจิตให้สม่ําเสมอส่งไปให้แก่พระราชา แก่พระเทวีมาคันทิยา และแก่ตนเอง อย่าถือโทษโกรธต่อใคร ๆ เลย” 5 ครั้นโอวาทจบลง พระเจ้าอุเทนก็ปล่อยลูกศรออกไป แต่แทนที่ลูกศรจะพุ่งเข้าสู่หัวใจของนางสามาวดี กลับหวนพุ่งใส่พระองค์เสียเอง จึงทรงคิดว่า 6 […]

5 ภิกษุณี ผู้ประเสริฐ แห่งพุทธกาล

5 ภิกษุณี ผู้ประเสริฐ แห่งพุทธกาล หากพูดถึงบทบาทของผู้หญิง ย้อนไปถึงในสมัยพุทธกาลก็มีอยู่เป็นจำนวนมาก ผู้หญิงหลายคนในเวลานั้นได้บวชเป็น ภิกษุณี ภิกษุณี หลายรูปที่เราไม่ค่อยคุ้นชื่อกันนัก แต่ประวัติของท่านสะท้อนถึงการต่อสู้กับอุปสรรคต่าง ๆ กว่าจะบรรลุอรหันต์ และสุดท้ายได้รับยกย่องเป็น “เอตทัคคะ” หรือผู้ที่ได้รับยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่าเป็นผู้ยอดเยี่ยมในทางใดทางหนึ่ง ซึ่ง ซีเคร็ต ขอหยิบยกมาเป็นตัวอย่าง 5 รูป พระปฏาจาราเถรี นางเกิดในตระกูลเศรษฐีในกรุงสาวัตถี เมื่อบิดามารดาจัดหาชายหนุ่มชนชั้นเสมอกันให้แต่งงานด้วย นางก็หนีไปกับคนรักที่เป็นลูกจ้างในบ้าน หลังจากนั้นไม่นาน เมื่อนางมีบุตรคนแรกก็คิดจะกลับไปหาแม่ แต่สามีไม่ให้ไป พอตั้งครรภ์ลูกคนที่สองนางจึงแอบสามีไปหาแม่ แต่สามีตามมาทันกลางทาง ระหว่างนั้นเกิดฝนตกหนัก สามีออกไปหาที่กำบังฝนแต่ถูกงูกัดตาย และคืนนั้นเองที่นางคลอดบุตรคนที่สอง รุ่งเช้านางออกตามหาสามี เมื่อมาพบศพนางเสียใจมาก โทษตัวเองว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้สามีเสียชีวิต แต่นางต้องหักใจพาลูกสองคนเดินทางต่อไปยังกรุงสาวัตถี เมื่อถึงฝั่งแม่น้ำอจิรวดี แม่น้ำไหลเชี่ยวกราก นางให้ลูกคนโตรออยู่ที่ฝั่ง อุ้มลูกคนเล็กข้ามไปก่อน ระหว่างข้ามกลับมารับลูกคนโตได้ครึ่งทาง ก็หันไปเห็นเหยี่ยวกำลังจะโฉบลูกคนเล็กไป นางส่งเสียงโบกมือไล่เหยี่ยว แต่ลูกคนโตที่ยืนรออยู่อีกฝั่งเห็นแม่ส่งสัญญาณแบบนั้นคิดว่าแม่เรียกจึงเดินลงน้ำไปหา แล้วถูกแม่น้ำพัดหายไป นางเสียใจมากรำพึงรำพันกับตัวเองว่า “บุตรของเราคนหนึ่งถูกเหยี่ยวเฉี่ยวไป คนหนึ่งถูกน้ำพัดไป สามีก็ตายเสียในที่เปลี่ยว” ถึงอย่างนั้นนางก็ยังมุ่งหน้าต่อไปยังบ้านของพ่อแม่ แต่สิ่งที่พบคือ ชาวบ้านเล่าให้ฟังว่า ฝนตกหนักเมื่อคืนทำให้บ้านพังถล่มทับพี่ชายและพ่อแม่เสียชีวิตทั้งหมด เมื่อรู้เรื่องนางเสียใจจนเสียสติ […]

keyboard_arrow_up