ดับ “ตัวกู” ได้ย่อมหมดทุกข์ ธรรมะจาก พระไพศาล วิสาโล

ดับ “ตัวกู” ได้ย่อมหมดทุกข์ ธรรมะจาก พระไพศาล วิสาโล ท่านพุทธทาสภิกขุได้แนะนำวิธีปฏิบัติหลายประการเพื่อการละวางตัวตน วิธีหนึ่งก็คือฝึก ความดับไม่เหลือ กล่าวคือ ทุกเช้าหรือก่อนนอนให้สำรวจจิตเป็นสมาธิ แล้วพิจารณาให้เห็นว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นเราหรือของเราแม้แต่สักอย่างเดียว รวมทั้งพิจารณาว่าการเกิดเป็นอะไร ไม่ว่าเป็นแม่ เป็นลูก เป็นคนรวย เป็นคนจน เป็นคนดี เป็นคนชั่ว เป็นคนสวย เป็นคนขี้เหร่ ก็ล้วนแต่มีทุกข์ทั้งนั้น “เกิด” ในที่นี้ท่านเน้นที่ความสำคัญมั่นหมายหรือติดยึดว่าเป็นนั่นเป็นนี่ เมื่อเห็นแล้วให้ละวางความสำคัญมั่นหมายดังกล่าว เพื่อไม่ให้เกิด “ตัวกู” ว่าเป็นนั่นเป็นนี่ (แต่การทำหน้าที่ตามสถานะหรือบทบาทดังกล่าวก็ยังทำต่อไป) เป็นการน้อมจิตสู่ความดับไม่เหลือแห่งตัวตน เมื่อทำจนคุ้นเคยก็นำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวัน เมื่อใดที่ตาเห็นรูป หรือหูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รส กายได้สัมผัส หรือจิตนึกถึงเรื่องราวต่าง ๆ ขึ้นมา ก็ให้มีสติเท่าทันทุกคราวที่ตัวกูเกิดขึ้น นั่นคือเมื่อเห็นก็สักว่าเห็น ไม่มีตัวกูผู้เห็น เมื่อโกรธก็เห็นความโกรธเกิดขึ้น ไม่มีตัวกูผู้โกรธ เป็นต้น การปฏิบัติดังกล่าวเป็นไปเพื่อดับตัวกูไม่ให้เหลือ ซึ่งก็คือทำให้ตัวกูตายไปก่อนที่ร่างกายจะหมดลม   ที่มา – หนังสือ ระลึกถึงความตายสบายนัก โดย ชมรมกัลยาณธรรม นำมารวมอยู่ในหนังสือ […]

พบสุขเมื่ออยู่กับปัจจุบัน บทความธรรมะสร้างสุขจากข้างใน โดย พระไพศาล วิสาโล 

พบสุขเมื่อ อยู่กับปัจจุบัน บทความธรรมะสร้างสุขจากข้างใน โดย พระไพศาล วิสาโล  การ อยู่กับปัจจุบัน มันหมายถึงการที่ใจเราอยู่กับสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ เรากำลังกินข้าว อาบน้ำ ถูฟัน ทำงาน ใจเราก็อยู่กับสิ่งนั้น แม้แต่เวลาเราเดินทาง ใจเราก็อยู่กับแต่ละขณะ ใจเราไม่ได้ไปอยู่ที่จุดหมายปลายทาง เพราะถ้าไปอยู่ที่จุดหมายปลายทาง นี่เรียกว่าไปอยู่กับอนาคต จิตใจก็จะเครียดวิตกกังวล ขณะเดียวกันใจเราก็ไม่ไป ละห้อยหาในสิ่งที่ผ่านไปแล้ว การอยู่กับปัจจุบันหมายถึงการยอมรับปัจจุบัน เราอาจจะสูญเสียคนรัก สูญเสียทรัพย์สมบัติที่หวงแหน ปัจจุบันไม่มีสิ่งนั้นแล้ว ปัจจุบันไม่มีคนนั้นแล้ว เราก็ต้องยอมรับ เพื่อที่เราจะไม่ก้าวเดินต่อไป ถ้าเรายังไปคิดถึงอดีตสมัยที่สิ่งนั้นยังอยู่กับเรา สมัยที่คน ๆ นั้นยังอยู่กับเรา เราก็จะถูกอดีตนั้นล่ามหรือพันธนาการเอาไว้ แล้วเราจะไม่มีความสุขกับปัจจุบัน เราจะปฏิเสธปัจจุบัน เราจะไม่ยอมรับปัจจุบัน เพราะว่าไม่มีสิ่งนั้นแล้ว การอยู่กับปัจจุบันแปลว่ายอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งรวมไปถึงว่าตอนนี้เราเจ็บไข้ได้ป่วย แทนที่เราจะบ่นว่า ตีโพยตีพ่ายว่าทำไมต้องเป็นฉัน ทำไมต้องเป็นฉัน เราก็จะพิจารณาว่า ตอนนี้เราป่วยแล้ว มันไม่มีประโยชน์ที่จะตีโพยตีพาย เราก็ต้องถามต่อไปว่าแล้วเราจะทำยังไงต่อไป เราจะจัดการกับโรคภัยไข้เจ็บอย่างไร เราจะอยู่อย่างไร เราสูญเสียคนรักไปแล้ว จะอาลัยถึงเขาก็ไม่มีประโยชน์ เราต้องถามตัวเราเองว่า แล้วเราจะอยู่โดยที่ไม่มีเขาได้อย่างไร ซึ่งอาตมาเชื่อว่าอยู่ได้ อันนี้คือความหมายหนึ่งของการอยู่กับปัจจุบัน […]

“ทำซ้ำ ย้ำให้ได้ดี” ข้อคิดสะกิดใจ โดย พระไพศาล วิสาโล

“ทำซ้ำ ย้ำให้ได้ดี” ข้อคิดสะกิดใจ โดย พระไพศาล วิสาโล กิจวัตรหรือการปฏิบัติที่ซ้ำ ๆ ทุกวัน (ทำซ้ำ) แม้เรารู้สึกว่าเป็นเรื่องน่าเบื่อ อย่างการเดินจงกรมก็เดินกันเป็นชั่วโมง สร้างจังหวะก็สร้างกันเป็นชั่วโมง ทั้งวันมีแต่การสร้างจังหวะเดินจงกรม สำหรับคนเริ่มต้นใหม่ ๆ ก็อาจรู้สึกว่ามันน่าเบื่อ มองว่ามันเป็นเรื่องซ้ำซาก แต่ถ้าพิจารณาให้ดีก็จะพบว่า ที่ชีวิตเราเจริญได้ก็เพราะการทำสิ่งซ้ำ ๆ อย่างการหายใจเข้า-ออก ก็ทำซ้ำอยู่แค่นี้แหละทั้งวันทั้งคืน เรามีชีวิตอยู่ได้ก็เพราะการหายใจเข้า-หายใจออกแค่สองจังหวะเท่านี้แหละ ในทำนองเดียวกัน หัวใจเราก็เต้นแล้วเต้นอีก ก็เต้นซ้ำ ๆ กันไม่รู้กี่ล้านครั้งแล้ว ทีนี้ลองมาคิดเล่น ๆ ดูว่า ถ้ามันเต้นผิดจังหวะ หรือเปลี่ยนจังหวะเพราะมันเบื่อ มันอยากจะเต้นจังหวะใหม่ ๆ บ้าง เรานั่นแหละที่จะเดือดร้อน แม้แต่การเรียนหนังสือของเรา เราจะเขียน ก ไก่ ข ไข่ ได้ ก็เพราะเราทำซ้ำ ๆ นับร้อย ๆ ครั้ง จะท่องศัพท์จะท่องอาขยานก็ต้องท่องซ้ำ ๆ ศัพท์บางตัวกว่าจะจำได้ต้องท่องจำนับร้อย ๆ ครั้ง […]

ฝึกใจอย่างไรให้เรารู้สึกพอใจในสิ่งที่มี ธรรมะสบายใจจากพระไพศาล วิสาโล

ฝึกใจอย่างไรให้เรารู้สึก พอใจ ในสิ่งที่มี ธรรมะสบายใจจากพระไพศาล วิสาโล เราจะฝึกจิตฝึกใจอย่างไรเมื่อทราบว่าคนอื่นได้ดีกว่าเรา เราจะสร้างความ พอใจ ขึ้นมาได้อย่างไร ลองเปรียบเทียบกับคนที่ยังไม่มีสิ สมมติเราได้โบนัสมาห้าหมื่น แต่เราถูกหวยมาหนึ่งแสนบางคนยังไม่ถูกเลย หรืออย่างมีเด็กคนหนึ่งเขาร้องไห้ที่ว่ารองเท้าเขาไม่สวย และแม่ไม่ยอมซื้อรองเท้าใหม่ให้ แต่พอเขาเห็นเด็กคนหนึ่งซึ่งขาขาดกำลังขอทานอยู่ เขาหยุดร้องเลย เขารู้สึกว่าเขายังโชคดีที่ยังมีรองเท้า และเขายังมีขา ปัญหาคนสมัยนี้ไม่ได้อยู่ที่ว่าตัวเองมีเท่าไร แต่อยู่ที่ว่าเพื่อนมีเท่าไร เรามีมากกว่าเขาหรือเปล่า มีน้อยก็จะเป็นทุกข์ เราอย่าไปมองเขา เราต้องรู้จักชื่นชมสิ่งที่เรามี พอใจในสิ่งที่มี ยินดีในสิ่งที่ได้ แล้วหยุดเปรียบเทียบกับคนอื่น ซึ่งอันนี้เรียกว่าสันโดษ ประการที่สองคือรู้จักปล่อยรู้จักวาง สิ่งที่เรายึด และทำให้เราทุกข์ ส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่ผ่านไปแล้ว และสองเป็นสิ่งที่ยังมาไม่ถึง เช่น เงินหาย โทรศัพท์มือถือหาย มันผ่านไปแล้ว ให้เงินเพื่อนยืมแล้วเพื่อโกงไป มันเป็นเรื่องที่ผ่านไปแล้ว เรายังไปยึดมัน เราจะไม่เสียแค่เงินแล้ว เราจะเสียใจ แล้วถ้าเราเสียใจมาก ๆ สุขภาพเราก็จะเสีย แล้วถ้าเราเสียใจมาก ๆ งานการเราก็จะเสีย แทนที่คนฉลาดจะเสียอย่างเดียวคือเสียเงิน หรือเสียโทรศัพท์มือถือ แต่ไม่ยอมเสียใจ ไม่ยอมเสียสุขภาพ ไม่เสียงานการ   ถอดความ […]

ข้อดีของความทุกข์ ธรรมะคลายทุกข์จาก พระไพศาล วิสาโล

ข้อดีของความทุกข์ ธรรมะคลายทุกข์จาก พระไพศาล วิสาโล หลายคนมักจะขยาดความทุกข์ แล้วคิดว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดี ไม่อยากจะเจอ แต่เชื่อว่า น่าจะมี ข้อดีของความทุกข์ อยู่บ้าง พระไพศาล วิสาโลได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ว่า ทุกข์นั้นเป็นสัญญาเตือนว่า มันมีอะไรที่ผิดปกติ ที่ไม่ถูกต้อง เราก็ต้องหาดูว่ามันคืออะไร สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร ท่านกล่าวไว้ดีมากว่า คนเราเวลามีความทุกข์ เดี๋ยวพอทุกข์ใจก็แสดงว่ากิเลสตัณหากำลังอาละวาด มันกำลังออกฤทธิ์ออกเดช เช่นเราอยากได้ อยากได้เยอะเลย แต่ไม่ได้เราก็ทุกข์ ความทุกข์อย่างนี้เกิดขึ้นเพราะความโลภ นี่เป็นตัวอย่างหนึ่ง   ความทุกข์ทำให้เราหันเข้าหาธรรมและเปลี่ยนแปลงชีวิต ความทุกข์นอกจากจะเปลี่ยนแปลงชีวิตแล้ว ความเจ็บป่วยที่เป็นทุกข์ก็ยังผลักดันให้เขาหันมาสนใจธรรมะ บางคนที่เป็นโรคมะเร็ง ก็บอกว่า ขอบคุณที่เป็นมะเร็ง โชคดีที่เป็นมะเร็ง เพราะมะเร็งทำให้เขาหันมาสนใจธรรมะ คือพอรู้ว่าเงินช่วยไม่ได้ เทคโนโลยีการแพทย์ช่วยไม่ได้ เขาก็หันไปหาธรรมะ แล้วพบว่าธรรมะทำให้เขามีความสงบมีความสุขใจ ค้นพบจุดมุ่งหมายของชีวิต ก็ทำให้เขาพบชีวิตใหม่ มองดูดี ๆ นะ ความทุกข์มันมีประโยชน์ในการที่จะสามารถผลักให้เราเข้าหาธรรมะได้ หรือทำให้เราเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตก็ได้   เวลามีเรื่องไม่ดี มักมีข้อดีซ่อนอยู่ มีคนหนึ่งเขาบอกว่า พอเขาตกงาน ทำให้เขาได้มีเวลาไปอยู่กับพ่อแม่ เขาแทบจะไม่ค่อยได้มีเวลา […]

“การรู้จักตัวเอง” ทำให้เราพ้นทุกข์ได้อย่างไร ธรรมะตื่นรู้จากพระไพศาล วิสาโล

” การ รู้จักตัวเอง ” ทำให้เราพ้นทุกข์ได้อย่างไร ธรรมะตื่นรู้จากพระไพศาล วิสาโล การ รู้จักตัวเอง ส่งผลดีต่อทางโลกและทางธรรมอย่างไร พระอาจารย์ไพศาล วิสาโลได้แสดงธรรมเรื่องนี้ไว้ดังนี้ มันมีความหมายหลายระดับ ระดับง่ายๆ คือว่า รู้ว่าเราถนัดอะไร ชอบอะไร  อันนี้เป็นปัญหาของคนสมัยนี้มาก ยกตัวอย่างเช่น เวลาจะเรียนหนังสือ เรียนจนจบ ม.6 แล้วก็ยังไม่รู้เลยว่าถนัดอะไร ชอบอะไร แล้วเวลาจะเลือกคณะ ก็เลือกไม่ได้ว่าตัวเองถนัดอะไร ชอบอะไร เลือกตามเพื่อน หรือว่าตามพ่อแม่ เรียนจบมาแล้วก็เคว้งนะ ไม่รู้ว่าจะทำอะไร หรือว่าทำงานในสิ่งที่ตัวเองไม่ถนัด แล้วก็ไม่สามารถจะปลุกใจให้ชอบได้ เพราะฉะนั้นก็กลายเป็นว่าทำงานแล้วมีความทุกข์ ทำงานแล้วก็ไม่ประสบความสำเร็จ อันนี้เจอเยอะเลย คือทุกข์ตั้งแต่เรียนหนังสือแล้ว เพราะว่าไม่รู้ว่าเรียนกันไปทำไม ไม่ชอบ ไม่ถนัดสักวิชาเลย มันเป็นปัญหาพื้นฐานของคนสมัยนี้เลย แม้กระทั่งว่าจะแต่งงานก็ยังไม่รู้เลยว่าเรารักเขา หรือว่ามันเป็นแค่ความใคร่กันแน่ คือถ้าเรารู้จักตัวเองเราก็ต้องรู้ว่าเรารักเขา หรือว่ามันเป็นแค่ความใคร่ แล้วเราจะพบว่าหลายคนพอแต่งงานไปแล้วอยู่ได้ไม่นาน 2-3 เดือน 1 ปีก็หย่ากัน เพราะว่าความใคร่มันจืดจาง แล้วมันไม่มีความรักเป็นตัวประสาน คนจำนวนมาก เลือกคู่ก็ไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่าเลือกไปเพราะจูงใจอะไร […]

ซีเคร็ตชวนอ่าน : “สิ่งเดียวที่จัดการได้คือใจของเรา” อย่าคร่ำครวญเมื่อปัญหามา แต่ควรใคร่ครวญให้ปัญหากลายเป็นปัญญา

ซีเคร็ตชวนอ่าน : “สิ่งเดียวที่จัดการได้คือใจของเรา” อย่าคร่ำครวญเมื่อปัญหามา แต่ควรใคร่ครวญให้ปัญหา กลายเป็นปัญญา หากธรรมะของพระพุทธเจ้าเปรียบเป็นยา หรือที่เรียกว่า “ธรรมโอสถ” ใช้รักษากิเลสโรคในจิตใจของมนุษย์ หนังสือธรรมะจากสำนักพิมพ์อมรินทร์ธรรมะ เล่มนี้ “สิ่งเดียวที่จัดการได้คือใจของเรา” เป็นหนังสือรวบรวมธรรมบรรยายของพระไพศาล วิสาโล ก็เปรียบเหมือนยาสามัญประจำใจ ที่จะทำให้ปัญหา กลายเป็นปัญญาในฉับพลัน   ถ้าที่บ้านมีตู้ยาสามัญประจำบ้าน หนังสือธรรมะเล่มนี้คือยาสามัญประจำใจ ทุกบ้านคงมีกล่องยาหรือตู้ยาสามัญประจำบ้าน ไว้ใช้ตอนฉุกเฉิน เวลาที่เรามีไข้ตัวร้อนก็จะกินยาพาราเซตามอล อาการตัวร้อนก็จะบรรเทาลง แต่สำหรับหนังสือธรรมะเล่มนี้ เวลาเราโกรธเคือง มีความทุกข์ เมื่อได้อ่านแล้วมันกลับช่วยบรรเทาความโกรธหรือความทุกข์ในปัญหานั้น ๆ เบาบางลงอย่างน่าประหลาด ธรรมะสั้น คม ตรง  สำหรับหนังสือธรรมะ หลายคนอาจส่ายหน้า เพราะเคยมีประสบการณ์ที่ว่า อ่านแล้วเข้าใจยาก อ่านไม่รู้เรื่อง อ่านแล้วง่วง แต่ขอบอกว่า “สิ่งเดียวที่จัดการได้คือใจของเรา” กลับดึงดูดให้เราจดจ่อกับธรรมะที่พระไพศาล วิสาโลบรรยายราวกับมีเวทมนต์ ด้วยคำพูดแสนเรียบง่าย และธรรมะในแต่ละบทของหนังสือเล่มนี้มียาวสุดไม่เกิน  2 หน้า ทำให้อ่านจบในนาทีสั้น ๆ บทที่สั้นสุดก็แค่หนึ่งย่อหน้าเท่านั้นเอง   ยิ่งอ่านยิ่งคลายทุกข์  ความทุกข์ที่แบกไว้เพราะเจอกับปัญหาคาใจกลับคลาย ยิ่งอ่าน […]

3 ข้อดีของโควิด-19 จากพระไพศาล วิสาโล

3 ข้อดีของโควิด-19 จากพระไพศาล วิสาโล ล้อมวงธรรม ณ สวนทำ เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นโดย We Oneness หรือ โครงการขับเคลื่อนสังคมแห่งการตื่นรู้สู่หนึ่งเดียวกัน โดยมูลนิธิสหธรรมิกชน ภายใต้การสนับสนุนของ สํานักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ในแผนระบบสื่อและวิถีสุขภาวะทางปัญญา ที่นำพา ธนญชัย ศรศรีวิชัย หรือ ต่อ ฟีโนมีน่า ผู้กำกับโฆษณาชื่อดัง กับ พระไพศาล วิสาโล มาพบปะเพื่อสนทนาพูดคุย ตอบข้อสงสัยของทางโลกด้วยทางธรรม ส่งต่อข้อคิดดีๆแก่สังคมไทยในวันที่ต้องเผชิญการแพร่ระบาดของโรคทางเดินหายใจโควิด-19 ข้อคิดสำคัญของการสนทนาธรรมครั้งนี้ คือการแสดงให้เห็นถึงข้อดีของโควิด-19 อีกด้านหนึ่งของสถานการณ์อันวิกฤต ที่หลายคนอาจไม่เคยนึกถึง 1. โอกาสเรียนรู้…ยอมรับความเป็นจริง “ข้อดีของโควิด-19 คืออะไรครับ?” ธนญชัย เปิดบทสนทนา พระไพศาล วิสาโล ตอบว่า “แต่ก่อนเราคิดว่าเราเอาชนะโรคติดเชื้อได้แล้ว เพราะเรามียาปฏิชีวนะ เรามีวัคซีน ไข้ทรพิษก็สูญพันธุ์ไปแล้ว ต่อไปโรคอื่นก็จะสูญพันธุ์ไปด้วย เช่น โปลิโอ วัณโรค มาลาเรีย ตอนนี้เราไม่มีความทะเยอทะยานอย่างนั้นแล้ว เรายอมรับความเป็นจริงว่าโรคติดเชื้อมันจะอยู่คู่กับมนุษย์ไปตลอด เพียงแต่ว่ามันจะมาในรูปแบบไหนเท่านั้นเอง” […]

นิ่งสงบสยบปัญหา ธรรมะเตือนสติโดย พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล

นิ่งสงบสยบปัญหา ธรรมะเตือนสติโดย พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล มีพุทธประวัติตอนหนึ่ง ทำให้เราเข้าใจสำนวนที่ว่า ‘พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง’ ครั้งหนึ่งกลุ่มปริพาชกหรือนักบวชนอกศาสนาพุทธ มีความคิดอยากทำลายชื่อเสียงพระพุทธเจ้า จึงส่งนางจิญจมาณวิกา ไปที่วัดเชตวันตอนรุ่งเช้าบ่อยๆ จากนั้นก็ให้นางสรรหาผ้ามาพันท้อง แกล้งว่าท้องทีละนิด เมื่อเวลาผ่านไปท้องของนางก็ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนมีคนทักถามว่าเธอท้องกับใคร นางจิญจมาณวิกาจึงตอบไปว่าท้องกับพระพุทธเจ้า เรื่องนี้พระองค์ทรงทราบความจริงดี แต่พระองค์ทรงเงียบเฉย ไม่ชี้แจงอะไร กระทั่งท้องของนางจิญจมาณวิกาขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนครบ 9 เดือน นางจิญจมาณวิกา จึงทูลต่อพระพุทธเจ้าหน้าที่ธารกำนัลว่า ทำไมพระพุทธเจ้าทำเธอท้องแล้วไม่ทรงรับผิดชอบ พระพุทธเจ้าทรงได้ยินดังนั้นก็แย้มพระสรวล ก่อนตรัสสั้นๆ ว่า เรื่องนี้มีแค่เธอกับเราเท่านั้นแหละที่รู้ความจริง จากนั้นพระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงอธิบายขยายความต่อ นั่นทำให้นางจิญจมาณวิกา โกรธมาก และพยายามโต้เถียงจนผ้าที่พันท้องของนางอยู่หลุดออกมา ความจริงจึงเปิดเผยในที่สุด จากนั้น กรณีเช่นนี้ก็ยังคงเกิดขึ้นอีก เมื่อครั้งที่กลุ่มปริพาชกได้สังหารนางสุนทรีแล้วเอาศพไปทิ้งไว้ใกล้กุฏิของพระพุทธเจ้า เมื่อมีคนมาพบศพนางสุนทรีเข้า ข่าวลือว่าพระพุทธเจ้าทรงอยู่เบื้องหลังการตายของนางก็แพร่สะพัดออกไป พระสงฆ์ทั้งหลายร้อนใจมากจึงได้ทูลให้พระพุทธเจ้าทรงหนีออกจากเมืองนั้นไปเสีย แต่พระองค์ตรัสตอบว่า ขอทุกท่านจงนิ่งสัก 7 วัน เดี๋ยวเรื่องนี้จักเงียบสงบไปเอง เจ็ดวันผ่านไปปรากฏว่าข่าวลือนั้นก็เงียบสงบไปจริงๆ ความจริงปรากฏว่า ฆาตกรที่ฆ่านางสุนทรีเกิดเมาแล้วทะเลาะกับเพื่อน เลยเปิดเผยว่าตนเองเป็นคนฆ่านางสุนทรี จากนั้นเขาถูกจับได้และโดนสำเร็จโทษถึงชีวิต ในบางสถานการณ์ การพูดหรือชี้แจงอาจจะไม่เป็นประโยชน์ เพราะว่าคนส่วนใหญ่ยังอยู่ในอารมณ์ที่รุ่มร้อน […]

นั่งสมาธิเป็นเพราะอยากกินเงาะ : หลวงปู่ขาว อนาลโย 

นั่งสมาธิเป็นเพราะอยากกินเงาะ : หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงปู่ขาว อนาลโย เป็นวิปัสสนาจารย์สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ที่มีลูกศิษย์ลูกหานับถือมาก โดยเฉพาะในภาคอีสานท่านเป็นพระที่เด็ดเดี่ยวมั่นคงในสมาธิภาวนาจนเป็นที่เลื่องลือ ขณะเดียวกันท่านก็เปี่ยมไปด้วยเมตตาอย่างมาก มีเรื่องเล่าว่า คราวหนึ่งแม่พาเด็กสามขวบมาถวายอาหารเช้าให้หลวงปู่ขาว ในฝาบาตรของหลวงปู่นั้นมีเงาะซึ่งปอกเปลือกเรียบร้อยวางอยู่ใกล้ ๆ เด็กไม่เคยเห็นเงาะก็สนใจ เพราะมันขาวน่ากินดี หลวงปู่จึงถามเด็กน้อยว่าอยากกินหรือเปล่า ถ้าอยากกินต้องแลกกันนะ เด็กตอบประสาซื่อว่าอยากกิน แล้วถามว่าอยากกินต้องทำอย่างไร     หลวงปู่บอกให้นั่งสมาธิ เด็กถามว่านั่งสมาธิทำอย่างไร หลวงปู่จึงแนะนำว่า ให้นั่งขัดสมาธิ ขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย หลับตา แล้วภาวนาไปด้วย เด็กน้อยถามต่อว่าภาวนาอย่างไร หลวงปู่ขาวก็บอกว่าให้ภาวนา “หมากเงาะ” (ภาษาอีสานเรียกลูกเงาะว่าหมากเงาะ) เด็กก็ทำตาม ทีแรกเด็กนั่งไปก็เลียริมฝีปากไปด้วยเพราะอยากกินมาก แต่พอนั่งสมาธิไปสักพัก จิตก็รวมเป็นหนึ่ง รู้สึกสบาย เพราะว่าจิตไปอยู่ที่คำว่าหมากเงาะ ๆ เด็กรู้สึกสงบเป็นอย่างยิ่ง ไม่นานเด็กก็ได้ยินเสียงระฆัง พอเปิดตาขึ้นมาปรากฏว่า ไม่มีใครอยู่ในศาลาแล้ว มีแต่หลวงปู่ขาวกำลังนั่งสมาธิอยู่ด้วยปรากฏว่าตอนนั้นเป็นเวลาบ่ายสามแล้ว เป็นเวลาที่พระจะต้องออกมาทำกิจส่วนรวม     วันนั้นเด็กน้อยนั่งสมาธินานถึงเจ็ดชั่วโมง ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยนั่งสมาธิมาก่อน และไม่ได้สนใจสมาธิด้วย […]

เลิกเหล้าเพราะนั่งสมาธิ ธรรมะจากหลวงปู่ดู่ พรหมปญฺโญ

เลิกเหล้าเพราะนั่งสมาธิ ธรรมะจาก หลวงปู่ดู่ พรหมปญฺโญ หลวงปู่ดู่ พรหมปญโญ เป็นพระมหาเถระที่มีลูกศิษย์ลูกหาทั่วประเทศ ไม่จำเพาะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา อันเป็นบ้านเกิดและที่ตั้งของวัดสะแก อันเป็นสถานพำนักของท่านเท่านั้น ตอนที่ท่านแรกบวช ท่านมิได้ปรารถนามรรคผลนิพพานแต่อย่างใด หากต้องการเรียนรู้วิชาคงกะพันชาตรีและเวทมนตร์ คาถา เพื่อสึกออกไปแก้แค้นโจรที่ปล้นบ้านโยมพ่อโยมแม่ของท่าน ถึงสองครั้งสองครา แต่ต่อมาท่านได้คิด นึกสลดสังเวชใจที่ปล่อยให้ความอาฆาตพยาบาทครอบงำจิตใจนานนับสิบปี ในที่สุดท่านได้ตั้งอโหสิกรรมแก่คนเหล่านั้น แล้วมุ่งเจริญสมณธรรมอย่างจริงจัง ในวัยฉกรรจ์ท่านได้เดินธุดงค์ติดต่อกันเป็นเวลาหลายปี จนในที่สุดได้มาพำนักที่วัดสะแก นับแต่นั้นก็ได้เป็นที่พึ่งทางใจแก่ญาติโยมมาโดยตลอด ต่อมาราว ๆ ปี พ.ศ. 2490 คือเมื่ออายุได้ 43 ปี ท่านตัดสินใจไม่รับกิจนิมนต์นอกวัด ใครที่ตั้งใจมากราบนมัสการหรือฟังธรรมจากท่าน แม้จะเดินทางไกลเพียงใดก็ไม่ผิดหวังเลย เพราะเมื่อมาถึงวัดสะแก จะเห็นท่านนั่งรับแขกหน้ากุฏิตั้งแต่เช้าจรดค่ำ แม้กระทั่งเมื่อท่านชราภาพมากแล้ว มีลูกศิษย์จัดทำป้ายกำหนดเวลารับแขกเพื่อถนอมสุขภาพของท่าน แต่ไม่นานท่านก็ให้นำป้ายออกไป ด้วยความเมตตาที่ท่านมีต่อญาติโยมทัังหลายนั้นเอง ท่านมีวิธีสอนธรรมะแก่ญาติโยมอย่างแยบคาย คราวหนึ่งมีศิษย์มากราบท่านโดยพาเพื่อนซึ่งเป็นนักเลงเหล้าตามมาด้วย เมื่อสนทนากับหลวงปู่ได้พักหนึ่ง ศิษย์ผู้นั้นได้ชักชวนเพื่อนให้สมาทานศีล 5 พร้อมกับทำสมาธิภาวนา นักเลงเหล้าผู้นั้นแย้งต่อหน้าหลวงปู่ว่า “จะให้ผมสมาทานศีลและปฏิบัติยังไง ก็ผมยังกินเหล้าเมายาอยู่นี่ครับ” หลวงปู่ดู่แทนที่จะคาดคั้นหรือคะยั้นคะยอเขา กลับตอบว่า “เอ็งจะกินก็กินไปสิ ข้าไม่ว่า แต่ให้เอ็งปฏิบัติให้ข้าวันละห้านาทีก็พอ” ชายผู้นั้นเห็นว่านั่งสมาธิแค่วันละห้านาทีไม่ใช่เรื่องยาก […]

เวรไม่อาจระงับด้วยการจองเวรก็เพราะเหตุนี้ – พระไพศาล วิสาโล

เวรไม่อาจระงับด้วย การจองเวร ก็เพราะเหตุนี้ – พระไพศาล วิสาโล การจองเวร เกิดขึ้นจากความแค้นผูกพยาบาท ดังพระชาติหนึ่งของพระพุทธเจ้า พระองค์เคยเคียดแค้นคนที่สังหารบิดาและมารดาของท่าน จึงคิดที่จะจองเวรคือฆ่าคนผู้นั้นเพื่อให้สาแก่ใจ แต่คำสอนของบิดาเรื่องการให้เลิกจองเวรผู้อื่นกังวาลขึ้นในใจของพระองค์ ทำให้เกิดสติระงับความคิดที่จะจองเวรผู้นั้นไป พระอาจารย์ไพศาล วิสาโลได้เล่าเรื่องหนึ่งซึ่งน่าจะเป็นอุทาหรณ์เตือนสติในเรื่องของการให้อภัย และไม่คิดจองเวรต่อกันได้เป็นอย่างดี นักธุรกิจไทยผู้หนึ่ง ได้เล่าถึงประสบการณ์ เมื่อครั้งไปเรียนหนังสือในเมืองบอสตันว่า เธอเคยถูกคนผิวดำล็อกคอ และเอามีดจี้ขณะรอสัญญาณไฟเขียว บนเกาะหน้ามหาวิทยาลัย เมื่อโจรพบว่าในกระเป๋าของเธอมีเงินแค่ 20 ดอลลาร์ ก็ไม่พอใจ เขาขุ่นเคืองหนักขึ้น เมื่อพบว่าเธอไม่มีนาฬิกาแหวน และกำไลเลยสักอย่าง เขาจึงถามเธอว่า “เป็นคนเอเชียมาเรียนที่นี่ได้ ก็ต้องรวยไม่ใช่หรือ ?” เธอตอบว่า “สำหรับฉันน่ะไม่ใช่ เพราะได้ทุนมา” แล้วโจรก็ย้อนกลับมาถามถึงเงิน 20 ดอลลาร์ ว่าจะเอาไปทำอะไร เธอตอบว่า “เอาไปซื้อไข่ “ เขาถามเธอว่า “เอาไข่ไปทำอะไร” “เอาไปต้มกินได้ทั้งอาทิตย์” เธอตอบตามความจริง เพราะตอนนั้นการเงินฝืดเคือง ระหว่างที่โต้ตอบกันอยู่นั้น ยามหน้ามหาวิทยาลัยเห็นผิดสังเกต จึงยกหูโทรศัพท์เรียกตำรวจ เธอมองเห็นพอดีก็เลยโบกมือว่า “ไม่ต้อง ๆ เราเป็นเพื่อนกัน” โจรได้ยินเช่นนั้นก็งง […]

นิพพานชั่วขณะ…ละวางตัวตน ธรรมะโดย พระไพศาล วิสาโล

นิพพานคือภาวะสงบเย็นที่เกิดจากการหยุดปรุงแต่ง ไม่มีความสำคัญมั่นหมายในตัวตน นิพพานมีหลายระดับ ถ้าเป็นนิพพานที่สมบูรณ์ หรือ สมุจเฉทนิโรธ เกิดขึ้นได้เมื่อหมดกิเลสสิ้นเชิง เพราะมีปัญญาแจ่มแจ้งในพระไตรลักษณ์ จนไม่มีความยึดติดถือมั่นอีกต่อไป ส่วนนิพพานชั่วขณะ หรือ ตทังคนิโรธ จะเกิดขึ้นได้เมื่อเรามีธรรมะมาระงับดับกิเลสเป็นคราว ๆ ไป เช่น มีสติเมื่อผัสสะเกิดขึ้น ก็ไม่ปรุงเป็นตัวตน ไม่เกิดกิเลสขึ้นมา สภาวะเช่นนั้นท่านพุทธทาสเรียกว่า “จิตว่าง” จิตว่างในที่นี้คือว่างจากตัวตน ถือว่าเป็นนิพพานชั่วขณะ นี่แหละคือนิพพาน…ที่นี่…เดี๋ยวนี้ คำว่า “นิพพาน…ที่นี่…เดี๋ยวนี้” ยังหมายความได้อีกว่า ที่นี่และเดี๋ยวนี้ มนุษย์ทุกคนสามารถจะนิพพานได้ เช่น พระสาวกบางรูปบรรลุนิพพานขณะกำลังแสดงกายกรรมอยู่บนเชือก บางท่านบรรลุธรรมตอนจะหมดลมหายใจ บางท่านเกิดดวงตาเห็นธรรมขณะที่กำลังเชือดคอตนเองเพราะผิดหวังในการบวช บางท่านเป็นคนแก่เดินถือไม้เท้าแล้วล้มลง พอเห็นทุกขเวทนาเกิดขึ้นก็บรรลุธรรมเดี๋ยวนั้น บางท่านบรรลุธรรมขณะที่กำลังแสดงธรรมให้คนอื่นฟังอยู่ นี่คือตัวอย่างในสมัยพุทธกาลที่แสดงว่าทุกที่ทุกเวลาเราสามารถบรรลุนิพพานได้ เพราะนิพพานมีอยู่แล้ว นี่เรียกว่า “สมุจเฉทนิโรธ” เป็นนิพพานแบบหมดกิเลสอย่างสิ้นเชิง ซึ่งเป็นนิพพานของพระอรหันต์ แต่นิพพานที่ปุถุชนอย่างเราสามารถสัมผัสได้คือ นิพพานชั่วขณะ เราสัมผัสได้เมื่อมีสติในทุกผัสสะที่เกิดขึ้น เมื่อจิตว่างจากการปรุงแต่งเป็นตัวตนขณะใด ก็ถือว่านิพพานเป็นขณะ ๆ ไป…ซึ่งเกิดได้ทุกที่ทุกเวลาเช่นกัน   ที่มา  นิพพาน…ที่นี่…เดี๋ยวนี้ โดย 4 พระผู้นำทางปัญญาแห่งยุคสมัย […]

ซีเคร็ตรีวิว : 4 หนังสือธรรมะน่าอ่าน ที่คุณไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงใน งานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 24

ซีเคร็ตรีวิว : 4 หนังสือธรรมะน่าอ่าน ที่คุณไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงในงาน มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 24 เชื่อว่าตอนนี้บรรดาหนอนหนังสือคงกำลังตรวจตราเงินในกระเป๋าสตางค์ของตนเองกันอยู่แน่นอน แถมยังครุ่นคิดอยู่ด้วยว่า งาน มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 24  ปีนี้ ฉันต้องหมดตัวไปเท่าไหร่กับหนังสือเล่มโปรด ซีเคร็ตอยากให้ลองมาสัมผัสกับหนังสือธรรมะน่าอ่าน 4 เล่ม ที่คุณไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง ในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งนี้ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในสติสูตรว่า “คนมีสติเท่ากับมีสิ่งนำโชคอยู่ตลอดเวลา” ซีเคร็ตเห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะการที่เรามีสติอยู่กับตัว สามารถช่วยให้เราผ่านพ้นเหตุการณ์ที่เลวร้ายไปได้ด้วยดี สำนักพิมพ์อมรินทร์ธรรมะ ได้ตีพิมพ์หนังสือธรรมะเกี่ยวกับการเจริญสติออกมาด้วยกัน 2 เล่ม มั่นใจว่าถูกใจวัยรุ่นอย่างแน่นอนด้วยการออกแบบปกและรูปเล่มที่ดูน่ารัก ในขนาดกะทัดรัด     มาเริ่มกันที่เล่มแรก ฝึกสติ 10 วินาที ชีวิตดีขึ้นแน่ เป็นผลงานของจิตแพทย์ชาวญี่ปุ่นที่มีชื่อว่า “ฟุจิอิ ฮิเดะโอะ” คุณหมอท่านนี้เป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านการเจริญสติ เขานำประสบการณ์ของตนเองมาแชร์ และกลายเป็นหนังสือเล่มนี้ เขาบอกว่าตนเองอยู่กับการเจริญสติมาร่วม 40 ปี เขามาจากศาสตร์ตะวันตก (จิตวิทยา) เมื่อมาศึกษาและปฏิบัติการเจริญสติ ซึ่งเป็นศาสตร์ตะวันออก (พระพุทธศาสนา) ทำให้เห็นว่าการเจริญสติช่วยเรื่องของจิตใจได้หลายอย่าง หนังสือเล่มนี้ได้บอกอย่างละเอียด […]

เจริญมรณสติ วิถีสู่นิพพาน โดย พระไพศาล วิสาโล

เจริญมรณสติ วิถีสู่นิพพาน โดย พระไพศาล วิสาโล ภาษิตทิเบตบทหนึ่งกล่าวไว้ว่า “ระหว่างวันพรุ่งนี้กับชาติหน้า ไม่มีใครรู้หรอกว่าอะไรจะมาถึงก่อน” นี่คือความจริงที่เราต้องตระหนักว่า เราต้องตายอย่างแน่นอน อาจจะเป็นคืนนี้ วันนี้ หรือเดี๋ยวนี้…ชีวิตเราอาจจะไม่มีวันพรุ่งนี้ก็ได้  เจริญมรณสติ การเจริญมรณสติอยู่เสมอมีส่วนเกื้อกูลให้บรรลุนิพพานได้ทางหนึ่ง เพราะการเจริญมรณสติทำให้เราไม่ประมาท แทนที่จะเพลิดเพลินในความสุข ลุ่มหลงในการทำงานหาเงินหาทอง ยึดติดในทรัพย์สมบัติ ชื่อเสียงเกียรติยศ ก็จะหันมาใส่ใจสิ่งอื่นที่สำคัญกับชีวิตมากกว่า คำว่าสิ่งอื่นในที่นี้หมายถึงการทำบุญกุศล การทำความดี การทำหน้าที่ต่อคนที่เรารักและผูกพัน เช่น พ่อแม่ ลูกหลาน ตลอดจนผู้คนในชีวิต ที่เรามักละเลยเพราะมัวแต่คิดว่าตอนนี้ฉันขอทำงานก่อน ขอหาเงินก่อน ขอสนุกก่อน มรณสติจะทำให้เราหันมาสนใจคนเหล่านี้ ใส่ใจในหน้าที่ของเรา รวมทั้งหันมาใส่ใจกับการภาวนาเพื่อฝึกฝนจิตใจให้พร้อมรับความตายที่จะต้องมาถึงอย่างแน่นอน ในแง่หนึ่งหมายถึงความพร้อมที่จะปล่อยวางทุกสิ่ง เพราะนอกจากจะเอาอะไรไปไม่ได้สักอย่างแล้ว มันยังสามารถหน่วงเหนี่ยวจิตใจให้เป็นทุกข์จนอาจทำให้ตายอย่างทุรนทุรายหากยึดติดถือมั่นจนปล่อยวางไม่ได้ สำหรับคนที่มุ่งปฏิบัติธรรมเพื่อการพ้นทุกข์ มรณสติจะช่วยให้เราจดจ่อแน่วแน่อยู่กับการปฏิบัติ ไม่มัวสาละวนกับสิ่งอื่นจนลืมตัว เช่น พระบางรูปอาจวุ่นอยู่กับการสร้างวัดสร้างโบสถ์จนไม่มีเวลาปฏิบัติธรรม พอเจริญมรณสติก็คิดขึ้นมาได้ว่า “เอ…เราจะตายเมื่อไรก็ไม่รู้ ฉะนั้นต้องหันมาขวนขวายปฏิบัติธรรมเพื่อความพ้นทุกข์ให้จริงจังมากขึ้น” มรณสติจะคอยเตือนสติไม่ให้เราเพลินกับสิ่งอื่น ช่วยให้เราแน่วแน่และตั้งมั่นในความเพียรพยายาม พระพุทธเจ้าทรงเตือนพระสาวกอยู่เนือง ๆ ว่าให้หมั่นพิจารณามรณสติเพื่อความไม่ประมาท เพราะโลกมีสิ่งดึงดูดความสนใจให้เผลอไผลได้มากมายเหลือเกิน ฉะนั้นจึงต้องหมั่นเจริญมรณสติเตือนตนอยู่เสมอ ให้ตระหนักว่า ความตายนั้นอยู่ใกล้ตัวมาก ชนิดที่ว่าเราเคี้ยวอาหารอีกเพียง […]

เมื่อเกิด ” รักสามเส้า ” เราจะก้าวต่อไปอย่างไร ธรรมะดับทุกข์โดย พระไพศาล

ปัญหานอกใจ รักสามเส้า จัดเป็นปัญหาใหญ่ที่หลายคนกำลังพบเจอ หลายครั้งปัญหานี้จบลงด้วยน้ำตา อีกหลายคราจบลงด้วยชีวิต พระไพศาล มีคำแนะนำดีๆ มาฝาก

” เป็นสุขเมื่อมองสิ่งที่มี ” บทความดี ๆ จาก พระไพศาล วิสาโล

หวาง เหม่ยเหลียน เป็นโรคสมองพิการแต่กำเนิดนอกจากมีปัญหาในการเคลื่อนไหวแล้ว เธอยังพูดไม่ได้ แต่เธอก็ไม่ย่อท้อ…บทความดี ๆ จากพระไพศาล

5 วิธีอินกับความตาย เข้าใกล้นิพพาน โดย พระไพศาล วิสาโล

5 วิธีอินกับความตาย เข้าใกล้นิพพาน โดย พระไพศาล วิสาโล พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล ได้แนะนำ วิธีอินกับความตาย ซึ่งเป็นการซ้อมตายในโอกาสต่าง ๆ ฝึกใจให้ละวางตัวตน หลุดพ้นจากความหลง ไว้ดังนี้ 1. ซ้อมตายก่อนนอน ก่อนนอนทุกคืนทำใจให้ผ่อนคลาย จินตนาการว่าคืนนี้อาจเป็นคืนสุดท้ายในชีวิตของเรา ลมหายใจของเรากำลังจะหมด ร่างกายแน่นิ่งขยับเขยื้อนไม่ได้ ตัวเริ่มเย็นและแข็ง ใช่แต่เท่านั้น เรายังต้องสูญเสียทุกอย่าง ไม่ว่าคนรัก พ่อแม่ ลูกหลาน ชื่อเสียง ทรัพย์สมบัติ ฯลฯ จากนั้นถามตัวเองว่า “เราพร้อมไหมที่จะไปในคืนนี้…ถ้าไม่พร้อมแล้วทำอย่างไรถึงจะพร้อม” การพิจารณาดังกล่าวจะทำให้เราตื่นขึ้นมาในวันรุ่งขึ้นด้วยความไม่ประมาท และไม่รีรอที่จะสะสางเรื่องราวที่คั่งค้าง เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมตายในทุกวินาทีของชีวิต 2. ซ้อมตายก่อนเดินทาง เวลาเดินทางหรือนั่งอยู่ในยวดยานพาหนะ ให้นึกว่าเราอาจประสบอุบัติเหตุกลางทาง ออกจากบ้านแล้วอาจจะไม่ได้กลับเข้ามาอีกก็เป็นได้ นี่อาจเป็นการเดินทางครั้งสุดท้ายของเรา จากนั้นถามใจตัวเองว่า ถ้าเกิดเหตุเครื่องบินตก รถชน หรือพลิกคว่ำ ในช่วงเวลาไม่กี่วินาทีสุดท้ายของชีวิต เราจะรู้สึกอย่างไร จะวางใจอย่างไร จะตระหนกตกใจไหม จะกังวลถึงคนข้างหลังหรือไม่… ถ้าคำตอบคือ ตระหนกตกใจ ห่วงหน้าพะวงหลังและยังไม่พร้อมจะตาย เราต้องให้ความสำคัญกับการเตรียมตัวเตรียมใจ เพื่อเผชิญความตายอย่างสงบให้จริงจังมากขึ้น […]

keyboard_arrow_up