ทำอย่างไรไม่ให้เหตุการณ์ ลูกฆ่าพ่อแม่ เกิดขึ้น

ทำอย่างไรไม่ให้เหตุการณ์ ลูกฆ่าพ่อแม่ เกิดขึ้น เรื่อง ลูกฆ่าพ่อแม่ มีมานานแล้ว ซึ่งไม่ได้มีเพียงแค่ยุคสมัยนี้เท่านั้น อย่างในสมัยพุทธกาลก็มีเรื่องพระเจ้าอชาตศัตรูปองพระชนม์พระเจ้าพิมพิสารผู้เป็นพระบิดา ก่อนหน้านี้ในราชสกุลนี้ก็มีปิตุฆาตกันมานานแล้ว เป็นเรื่องของกงเกวียนกำเกวียน ในช่วงที่พระพุทธเจ้าทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ พระองค์ยังไม่สามารถห้ามไม่ให้พระเจ้าอชาตศัตรูปองพระชนม์พระบิดาได้ มันเป็นเรื่องของบุพกรรม ถ้าจะถามเรื่องการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น แต่สำหรับคนที่พลาดทำไปแล้ว เรื่องของเขาจะเป็นอุทาหรณ์สอนใจให้กับผู้ดูข่าว   ถ้าเราขาดสติ กิเลสจะเข้ามาครอบงำจิตใจ เราจะสามารถทำได้ทุกอย่าง แม้สิ่งที่ไม่เป็นธรรม   เราจะเห็นได้จากสื่อข่าวต่าง ๆ ที่ฆ่าพ่อแม่ ล้วนเกิดจากกิเลสเข้าครอบงำทั้งสิ้น ถ้าเราไม่อยากเป็นอย่างนั้น เราต้องกลับมาดูตัวเองว่าเรามีสติดีหรือยัง มีสติตั้งมั่นดีหรือยัง หรือสติเรายังอ่อนอยู่ไหม   ถ้าสติขาด สติยังไม่เกิด โอกาสที่จะเป็นเหมือนเขา ก็ยังมีอยู่ คิดได้อย่างนั้นเราก็จะไม่ประมาท    สำหรับคนที่ทำไปแล้วควรทำอย่างไรดี ตามหลักธรรมท่านว่า เวลาที่ทำในสิ่งที่ไม่ดีไม่งาม ทำบกพร่องไปแล้ว ท่านว่าให้กระทำคืน คือการขอขมา หรือขออโหสิกรรม ว่าเราจะไม่ทำอีก อันนี้ไม่เป็นการซ้ำเติมตัวเองให้ตราบาปค้างคาในจิตใจ ต่อไปก็จะสำรวมระวังในการกระทำ ถือว่าเป็นบทเรียนราคาแพง แต่ถ้าไม่เจริญสติ หรือฝึกสติก็มีสิทธิ์กลับไปทำอย่างนี้ได้อีก ซึ่งอาจไม่ใช่แค่คุณพ่อ หรือคุณแม่ อาจเป็นคุณคนนั้น คุณคนนี้ กลายเป็นกรรมที่ไม่มีที่สิ้นสุด […]

อานิสงส์แห่งการระลึกถึงพระพุทธเจ้าด้วยการเปล่ง “นะโม พุทธัสสะ”

อานิสงส์แห่งการระลึกถึงพระพุทธเจ้า ด้วยการเปล่ง “นะโม พุทธัสสะ” พุทธานุสสติ หรือการระลึกถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า ถือเป็นหนึ่งในพระกรรมฐานที่เรียกกันว่า “อนุสสติ” อานิสงส์แห่งการระลึกถึงพระพุทธเจ้า ได้เกิดขึ้นกับเด็กชายชาวราชคฤห์คนหนึ่ง ทำให้เด็กน้อยตนนี้รอดพ้นมาจากภัยอันตรายของภูต ผี ปีศาจ โดยเรื่องมี่อยู่ว่า ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ ณ พระเวฬุวัน ในกรุงราชคฤห์ นายทารุสากฏิกะเป็นอุบาสกผู้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา จึงพลอยทำให้ภรรยาและลูกชายซึ่งยังเด็กน้อยเลื่อมใสและนับถือพระพุทธคุณเป็นสรณะไปด้วย เขามีอาชีพเลี้ยงวัว มักจะพาวัวออกไปหาหญ้ากินนอกประตูเมืองกรุงราชคฤห์ ใกล้บริเวณป่าช้าอยู่เสมอ ภรรยาและลูกชายก็อยู่ในเรือนภายในประตูเมือง ภรรยาได้ปล่อยให้ลูกชายไปเล่นกับเด็กข้างบ้าน ซึ่งครอบครัวของเด็กคนนี้นับถือนิครนถ์ ขณะที่เด็กชายทั้งสองกำลังทอดขลุบ (การละเล่นประเภทหนึ่ง) ลูกชายของนายทารุสากฏิกะเป็นฝ่ายทอด ขณะที่กำลังทอดขลุบ เด็กน้อยได้เปล่ง “นะโม พุทธัสสะ” ปรากฎว่าตานั้นทอดขลุบชนะ พอเป็นฝ่ายเด็กข้างบ้านทอดขลุบ เขาก็เปล่งว่า “นะโม อรหัตานัง” ผลออกมาว่าทอดขลุบแพ้ลูกชายนายทารุสากฏิกะ เด็กน้อยสังเกตได้ว่าทุกครั้งที่เพื่อนเปล่งคำว่า “นะโม พุทธัสสะ” ในตานั้นจะทอดขลุบชนะ ตนจึงเปลี่ยนมาเปล่งตามอย่างเพื่อนบ้างปรากฏว่าเล่นชนะเช่นกัน กลายเป็นว่าเด็กคนนั้นพอจะชนะขึ้นมาบ้าง แต่แล้วการเจริญพุทธานุสสติได้หยั่งรากลงในจิตใจของเด็กน้อยผู้เป็นเพื่อนเสียแล้ว ลูกชายของนายทารุสากฏิกะมักเปล่ง “นะโม พุทธัสสะ” อยู่บ่อยครั้งจนเป็นนิสัย ซึ่งแต่ละครั้งก็มีจิตระลึกถึงพระพุทธเจ้าอยู่เสมอ จนกระทั่งวันหนึ่งนายทารุสากฏิกะพาวัวไปกินหญ้านอกประตูเมือง แล้วพาลูกชายไปด้วยโดยให้เด็กน้อยนั่งอยู่บนเกวียน วัวก็กินหญ้าไปเรื่อย แต่ครั้งนี้นานกว่าทุกครั้ง […]

เมื่ออนาถบิณฑิกเศรษฐีได้พบพระพุทธเจ้าเป็นครั้งแรก

เมื่อ อนาถบิณฑิกเศรษฐี ได้พบพระพุทธเจ้าเป็นครั้งแรก ก่อนที่ อนาถบิณฑิกเศรษฐี จะเลื่อมใสในพระพุทธศาสนานั้น พระวินัยปิฎก จุลวรรค ภาค 2 ได้กล่าวถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งอนาถบิณฑิกเศรษฐีได้พบองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นครั้งแรก นับว่าเป็นเหตุการณ์หนึ่งที่ได้พลิกชีวิตของเศรษฐีหนุ่มคนหนึ่ง ให้กลายเป็นมหาอุบาสกผู้ยิ่งใหญ่ในพระพุทธศาสนา อนาถบิณฑิกเศรษฐี เดิมทีชื่อว่า “สุทัตตเศรษฐี”  เป็นเศรษฐีหนุ่มแห่งกรุงสาวัตถี เมืองที่พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงเป็นผู้ปกครอง เขาได้แต่งงานกับน้องสาวของราชคฤหเศรษฐี เศรษฐีผู้มั่งคั่งแห่งกรุงราชคฤห์ จนขนาดนำชื่อเมืองมาตั้งเป็นชื่อของเศรษฐีท่านนี้เลยทีเดียว ครอบครัวของราชคฤหเศรษฐีนับถือพระพุทธศาสนาตามพระเจ้าพิมพิสารผู้เป็นพระราชาแห่งกรุงราชคฤห์ ท่านเศรษฐีอยากถวายภัตตาหารพระพุทธเจ้าและพระสาวกก็ให้บ่าวไพร่จัดเตรียมอาหารเป็นอย่างดี สุทัตตเศรษฐีเพิ่งเข้ามาเป็นเขยขวัญใหม่ ๆ ก็ไม่รู้ว่าครอบครัวของภรรยาทำการอะไรกันอยู่ดูวุ่นวาย เหมือนจะมีงานใหญ่โต สุทัตตะคิดว่าคงมีพิธีมงคลอะไรสักอย่างเกิดขึ้นในครอบครัวของภรรยาแน่นอน เขาคิดจนขนาดที่ว่าพระเจ้าพิมพิสารต้องเสด็จมาเป็นประธานในพิธีด้วยซ้ำ เพราะพี่ชายของภรรยาออกจากจะร่ำรวยและมีชื่อเสียงในกรุงราชคฤห์ถึงเพียงนี้ แต่คำตอบที่อนาถบิณฑิตเศรษฐีได้รับจากราชคฤหเศรษฐีคือ “เราไม่ได้จัดงานมงคล พระเจ้าพิมพิสารผู้ยิ่งใหญ่ก็หาได้เสด็จมาเป็นประธานไม่ แต่เราได้นิมนต์พระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยพระสาวกมาฉันภัตตาหารที่นี่ในวันพรุ่งนี้” เขยขวัญถึงกับประหลาดใจเมื่อทราบว่างานเลี้ยงที่ดูใหญ่โตนี้ กลับเป็นงานที่จัดขึ้นเพื่อถวายทานแก่บรรดานักบวช และชื่อหนึ่งที่สุทัตตะติดใจเมื่อพี่ชายของภรรยาเอ่ยถึงคือคำว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้า” ราชคฤหเศรษฐีบอกกับน้องเขยใหม่ว่า “แม้เสียงที่เรียกพระองค์ว่า ‘พุทธะ’ ก็หาฟังได้ยากบนโลกนี้” สุทัตตะเริ่มตื่นเต้นที่จะได้พบพระพุทธองค์ในวันพรุ่งนี้ จนทำให้เขานอนไม่หลับเลยทีเดียว เพราะอยากพบพระพุทธองค์มาก เขาบ่นกับตัวเองว่า“เราอยากเห็นพระบรมศาสดาในตอนนี้จังว่าพระองค์จะเป็นเช่นไร จะเหมือนดังที่ท่านพี่ราชคฤหเศรษฐีกล่าวหรือไม่” เศรษฐีหนุ่มข่มใจตนเองไม่ไหวจึงลุกขึ้นจากเตียง และแล้วแสงสว่างก็ส่องเข้ามาที่หน้าต่าง     สุทัตตะหลงคิดว่าตอนนี้เป็นเวลารุ่งสางแล้ว จึงเดินออกจากคฤหาส์นไปยังประตูเมืองที่มุ่งไปสู่ป่าสีตะวัน อมนุษย์พาช่วยเปิดประตูให้เศรษฐีหนุ่มออกไป ทั้งที่ประตูเมืองนี้ยังปิดอยู่ […]

อภัยราชกุมาร : เจ้าชายผู้ได้พบกับวิธีระงับความเศร้า

อภัยราชกุมาร : เจ้าชายผู้ได้พบกับวิธีระงับความเศร้า ครั้งพระเจ้าพิมพิสารทรงมีบัญชาให้พระโอรสมีพระนามว่า ” อภัยราชกุมาร ” ไปทำสงครามในปัจจันทชนบท (เมืองชายแดน) ของแคว้นมคธ ปรากฎว่าเจ้าชายอภัยทรงชนะสงคราม พระเจ้าพิมพิสารประทานรางวัลแก่พระโอรสเป็นนางรำนางหนึ่งที่มีความชำนาญในการร่ายรำที่สุดในกรุงราชคฤห์ ซึ่งเป็นนางรำของสันตติมหาอำมาตย์ให้นางร่ายรำถวายอภัยราชกุมารเป็นเวลา 7 วัน อภัยราชกุมารหลงใหลในนางรำนางนี้มาก และมีความสุขกับการทอดพระเนตรระบำรำฟ้อนเป็นเวลา 7 วันเต็ม โดยไม่ออกไหนนอกพระตำหนัก งานราชการก็ไม่ทรงทำ พระองค์ทรงสำราญกับการร่ายรำของนาง จนถึงวันที่ 8 พระองค์จึงเสด็จไปสรงน้ำที่แม่น้ำ หลังจากพระองค์ทรงอาภรณ์อย่างงดงามหมายจะได้ชมการร่ายรำของนางรำนางนั้นอีกครั้ง ขณะที่นางรำกำลังร่ายรำ อยู่ ๆ ก็สิ้นล้มลงต่อหน้าธารกำนัลที่ชมการแสดงของนาง ทำให้เจ้าชายโทมนัสเป็นอย่างยิ่ง เหมือนพลาดจากของอันที่เป็นรักไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ เมื่อเจ้าชายทรงมีพระสติจึงระลึกได้ว่า ผู้เดียวที่สามารถช่วยเหลือให้พระองค์หายจากความเศร้านี้ได้มีเพียงพระผู้มีพระภาคเจ้าเพียงพระองค์เดียว พระองค์เสด็จไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าที่พระเวฬุวันทันที และตรัสทูลพระพุทธองค์ว่า “ขอพระองค์โปรดช่วยดับความเศร้าของหม่อมฉันด้วยเถิดพระเจ้าข้า” พระบรมศาสดาตรัสขึ้นว่า “เจ้าชาย ปริมาณของหยาดน้ำพระเนตรของพระองค์ที่ทรงเสียให้กับสตรีนางนั้น เป็นปกติของสัตว์ที่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏที่หาที่สิ้นสุดไม่ได้” หลังจากนั้นเจ้าชายทรงคลายความเศร้าลงได้ประมาณหนึ่ง พระพุทธองค์ตรัสต่อว่า “เจ้าชาย อย่าได้โศกเศร้าไปเลย เพราะความเศร้านั้นเป็นสิ่งที่ผู้ที่จมปลักอยู่ในความไม่รู้  (อวิชชา) เท่านั้นที่ยังทำอยู่” อภัยราชกุมารสดับดังนั้นก็ทรงคลายความเศร้า เพราะมันเป็นเรื่องธรรมดาของปุถุชนที่จะมีความรู้สึก แล้วทรงเข้าพระทัยแล้วว่าการเศร้าโศกเสียใจไปก็ไม่มีประโยชน์ ความเศร้าของพระองค์ได้ระงับลงแล้วด้วยคำตรัสของพระพุทธองค์ จากนั้นเจ้าชายทรงสำเร็จเป็นพระโสดาบันทันที     […]

สิงคาลมาณพ : ชายหนุ่มผู้ไหว้ทิศ 6 ตามคำสั่งของบิดา

สิงคาลมาณพ : ชายหนุ่มผู้ไหว้ ทิศ 6 ตามคำสั่งของบิดา   ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงส่งพระภิกษุ 60 รูป ไปเผยแผ่พระธรรมทั่วทุกสารทิศ ส่วนพระองค์เองเสด็จไปยังตำบลอุรุเวลา แคว้นมคธ เพื่อทรงโปรดชฏิล 3 พี่น้อง รวมทั้งบริวารอีก 1000 ตน ให้น้อมรับสัจธรรมที่พระองค์ทรงค้นพบ จึงได้พระภิกษุเพิ่มขึ้นมาอีกพันรูปเพื่อกลายเป็นกำลังสำคัญในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในสมัยพุทธกาล ทิศ 6  พระพุทธองค์เสด็จยังกรุงราชคฤห์ตามสัญญาที่ให้ไว้กับพระเจ้าพิมพิสารว่า หากตรัสรู้แล้วจะกลับมาโปรดพระองค์ พระเจ้าพิมพิสารทรงต้อนรับพระพุทธเจ้าเป็นอย่างดี ทั้งยังโปรดให้จัดเตรียมสถานที่ให้ชนทั้งหลายมาฟังธรรมในสวนตาลหนุ่ม เมื่อพระเจ้าพิมพิสารสดับธรรมแล้วทรงเกิดความเลื่อมใสแล้วน้อมรับพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง และถวายสวนเวฬุวัน (สวนไผ่) ของพระองค์ให้เป็นอารามแห่งแรกของพระพุทธศาสนา     เช้าวันหนึ่ง ขณะที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ พระองค์ทรงพบกับชายหนุ่มที่ร่างกายเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ ไม่ต่างจากคนที่เพิ่งขึ้นมาจากน้ำ เขาชือว่า “สิงคาลมาณพ” กำลังโน้มตัวกราบไปยังทิศต่าง ๆ อยู่บนถนน แล้วโปรยเมล็ดข้าวไปในทิศทั้ง 4 เบื้องบน และเบื้องล่าง พระพุทธองค์ทอดพระเนตรสังเกตกิริยาอันแปลกประหลาดของชายหนุ่มว่าเขากำลังประกอบพิธีกรรมอะไรอยู่ เมื่อเขาทำพิธีเสร็จพระพุทธเจ้าทรงถามเขาว่า “ทำไมเธอจึงทำเช่นนี้” สิงคาลมาณพตอบพระองค์ว่า ” ข้าพเจ้าทำเช่นนี้เพราะเป็นสิ่งที่บิดาได้สั่งไว้ก่อนสิ้นลมหายใจ ว่าต้องทำเช่นนี้ในทุกเช้า เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้สิ่งชั่วร้าย ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ […]

เรื่องเล่าครั้งพุทธกาล … ชายยากจนผู้ยอมสละชีวิตเพื่อได้ถวายดอกมะลิแด่พระพุทธเจ้า

เรื่องเล่าครั้งพุทธกาล เรื่องของชายขายดอกไม้ผู้ยากจน ที่เห็นแสงฉัพณณรังสี(รัศมีหกสี) ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สมัยที่องค์สมเด็จพระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้ายังทรงพระชนมชีพอยู่นั้น มีชายยากจนคนหนึ่ง มีอาชีพขายดอกไม้ให้แก่สำนักพระราชวังแห่งกรุงราชคฤห์มหานคร โดยมีสัญญาผูกพันว่า เขาจะต้องส่งดอกมะลิ ๘ ทะนาน ให้แก่สำนักพระราชวังแต่เช้าตรู่ คิดเป็นมูลค่าทะนานละ ๑ กหาปณะ (คำเรียกเงินตราทำด้วยโลหะที่ใช้ในสมัยพุทธกาล เป็นเงินตราโลหะชนิดแรกของอนุทวีปอินเดีย เทียบคำว่า กษาปณ์ ในปัจจุบัน) เป็นประจำทุกวัน จักขาดเสียมิได้ ไม่ว่าจะกรณีใดๆ ทั้งสิ้น ชายยากจนอาศัยอาชีพขายดอกไม้นี้เลี้ยงดูบุตรและภรรยาให้ได้รับความสุขตามอัตภาพ กระทั่งเช้าวันหนึ่งขณะเดินทางออกจากบ้านเพื่อนำดอกมะลิไปส่งสำนักพระราชวังตามปกติ พอย่างเท้าเข้าเขตพระบรมมหาราชวังก็พลันได้พบกับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งแวดล้อมไปด้วยหมู่พระอริยสงฆ์สาวกเป็นจำนวนมาก กำลังเสด็จบิณฑบาตอยู่ด้วยพุทธลีลาอันงามเลิศเพริศแพร้วด้วยฉัพพัณณรังสีเข้าพอดี ตามธรรมดานั้นองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามักทรงปกปิดพระฉัพพัณณรังสีมิให้ซ่านออกจากพระวรกาย ไม่มีพุทธประสงค์จักให้ใครเห็น ทรงแสดงองค์เหมือนพระภิกษุธรรมดาทั่วไป แต่ในบางคราว พระองค์ผู้ทรงไว้ซึ่งพระรัศมีก็ทรงเปล่งฉัพพลัณณรังสี เฉกเช่นคราที่เสด็จไปสู่กรุงกบิลพัสดุ์ เพื่อโปรดพระญาติทั้งหลาย ซึ่งในเช้าวันนั้นก็เช่นกัน พระองค์ทรงเปล่งฉัพณณรังสีแผ่ซ่านอยู่ท่ามกลางเหล่าอริยสงฆ์หมู่ใหญ่เพื่อเสด็จเข้าไปบิณฑบาตในพระนครราชคฤห์ ด้วยพุทธานุภาพอันยิ่งใหญ่ เมื่อชายขายดอกไม้ได้เห็นรังสีแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อันงามบริสุทธิ์แพรวพราวด้วยรัศมีประกอบด้วยลักษณะมหาบุรุษ ๓๒ ประการ และด้วยพระอสีตยานุพยัญชนะ ๘๐ ประการเช่นนั้น ก็พลันงงแลตะลึงครุ่นคิดคำนึงอยู่ว่า “เราจักทำการบูชาพระพุทธองค์ด้วยอะไรดีหนอ จึงจักสมกับความเลื่อมใสอันเกิดขึ้นมากมายแก่เราในบัดนี้” เมื่อไม่เห็นสิ่งใดที่จะพึงหยิบฉวยเอาในขณะนั้นได้ทันเวลา จึงตัดสินใจว่า “เราจักทำการบูชาพระพุทธองค์ด้วยดอกมะลิที่เราถืออยู่ในมือนี้ ถูกแล้ว! ดอกไม้เหล่านี้ เป็นดอกไม้ที่เรามีสัญญาผูกพันต้องส่งให้สำนักพระราชวัง เพื่อนำขึ้นทูลเกล้าถวายพระเจ้าพิมพิสารเป็นประจำทุกวัน จะขาดเสียไม่ได้ แต่หากทรงไม่ได้ดอกไม้เหล่านี้ แล้วจักทรงพระพิโรธโกรธเคือง […]

พระเจ้าอชาตศัตรู ผู้พลั้งพลาดเพราะเพื่อนพาล

พระเจ้าอชาตศัตรู พลั้งพลาดก่อกรรมทำเข็ญอันหนักหนา เพราะหลงเชื่อคำยุยงของพระเทวทัตต์ เหมือนสำนวนคบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล

keyboard_arrow_up