“จริงตามความเป็นจริง” ฝึกยอมรับความจริงตามวิถีชาวพุทธ

มีความจริงสองประเภทในโลกมนุษย์นี้ ความจริงประเภทแรกคือ ความจริงที่มนุษย์กำหนดขึ้นมาหรือบัญญัติขึ้นมา เรียกว่า จริงตามสมมุติ

” ของชั่วคราว ” บทความที่คนมีรัก แต่ไม่อยากมีทุกข์ ทุกคนควรอ่าน

สิ่งที่เราได้ เรามี เราเป็น เราสัมผัส สัมพันธ์อยู่ ล้วนเป็น ของชั่วคราว ทั้งสิ้น ไม่ว่าสิ่งนั้นเราจะรักใคร่ผูกพันและหวงแหนเพียงใดก็ตาม วันหนึ่งก็ต้องจากไป

เกิดมาทำไม บทความธรรมะจาก พระอาจารย์ชาญชัย อธิปญฺโญ

เมื่อยังไม่รู้ธรรมะ ผู้เขียนถามตนเองอยู่บ่อยครั้งว่า เกิดมาทำไม ทำไมต้องเกิด และ จะมีชีวิตอยู่เพื่ออะไรคำตอบที่ให้ตนเองนั้นดูจะไม่ชัดเจน

ปี (ไม่) ใหม่ – ธรรมะ จากพระอาจารย์ชาญชัย อธิปญฺโญ

ปี (ไม่) ใหม่ – ธรรมะ จากพระอาจารย์ชาญชัย อธิปญฺโญ บทความ ธรรมะ โดย พระอาจารย์ชาญชัย อธิปญฺโญ อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันที่ชาวโลกสมมุติกันว่า “ปีใหม่” ซึ่งโดยความจริงแล้วไม่มีวันใหม่ เดือนใหม่ หรือปีใหม่ แม้เทศกาสงกรานต์ ตรุษสารท ก็ไม่มี มีแต่กาลเวลาที่เคลื่อนผ่านไป ล่าต้อนสรรพสิ่งทั้งหลายไปสู่ความเก่า แก่ (ชรา)ชำรุดทรุดโทรม และแตกสลาย (มรณะ) ไปในที่สุด วันใหม่ เดือนใหม่ ปีใหม่ ตลอดจนเทศกาลต่างๆ เป็นเพียงสิ่งที่ชาวโลกสมมุติกันขึ้นมา โดยเป็นที่ยอมรับและถือปฏิบัติกันอย่างกว้างขวาง ถ้าจะนับทรัพยากรที่ชาวโลกใช้ในการฉลองปีใหม่กันแล้วมากมายมหาศาล หลายอย่างไม่ก่อให้เกิดคุณประโยชนใดๆ เลย และหลายคนต้องจบชีวิตไปกับการฉลองปีใหม่อย่างน่าอเนจอนาถ เมื่อพูดถึงเทศกาลปีใหม่ คนเราจะใช้เวลาช่วงดังกล่าวแตกต่างกัน สมัยที่ผู้เขียนเป็นฆราวาส ยังไม่รู้เรื่องธรรมะ บางปีฉลองวันขึ้นปีใหม่จนโต้รุ่งเพื่อความสนุกสนานบันเทิง ผลที่ได้ก็คือเมา เพลีย เสียเงินเสียสุขภาพ สมัยที่เป็นนักศึกษา เป็นนักกิจกรรม เป็นกรรมการจัดงานปีใหม่เมื่อสี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา งานสมัยนั้นมีฟลอร์เต้นรำใหญ่กลางสนามฟุตบอล วงดนตรียอดฮิตเพื่อการเต้นรำก็ต้องสุนทราภรณ์ มีคนมาร่วมงานกันมากมาย ในฐานะที่เป็นกรรมการจัดงานก็ต้องเหนื่อยก่อนวันงานหลายวัน แม้หลังเลิกงานแล้วก็ต้องเหนื่อยกับการสะสางงาน ผลที่ได้คือบันเทิงอารมณ์ แต่ไม่ประเทืองปัญญา […]

ทำลาย ความกดดัน ภายในใจ ด้วยธรรมะ จากพระอาจารย์ ชาญชัย อธิปญฺโญ

ความกดดัน มีอยู่ทั่วไปในธรรมชาติ แม้ในชีวิตของคนเรา ทุกๆ คนไม่ชอบความกดดัน เพราะความกดดันเป็นความทุกข์แต่ทุกคนก็ต้องอยู่กับความกดดัน จึงอยู่กับความทุกข์

ไม่นิพพานก็ไม่เดือดร้อน…จริงหรือ บทความธรรมะโดย พระอาจารย์ชาญชัย อธิปัญโญ

ไม่นิพพานก็ไม่เดือดร้อน…จริงหรือ – คนที่คิดว่าชีวิตทุกวันนี้ก็ดีอยู่แล้ว มีกินมีใช้ไม่เดือดร้อนอะไร และไม่เคยทำให้ใครเดือดร้อน ทำไมต้องปรารถนานิพพานด้วย ทัศนะอย่างนี้สวนทางกับพระพุทธศาสนา คนที่คิดอย่างนี้ถือว่า ยังเป็นคนที่หลง ไม่เข้าใจความเป็นจริงของชีวิต พระพุทธเจ้าสอนว่า ทุกข์เป็นพื้นฐานของชีวิต ทุก ๆ คนเกิดมามีทุกข์ติดมาด้วย ไม่ว่าทุกข์ทางร่างกายหรือจิตใจ ร่างกายหากหิวก็เป็นทุกข์ ไม่ขับถ่ายก็เป็นทุกข์ เหนื่อยหรือง่วงเกินไปก็เป็นทุกข์ ร้อนหรือหนาวมากเกินไปก็เป็นทุกข์ ทุกข์ที่ว่ามานี้มีให้เห็นในชีวิตประจำวัน ทุกข์บางอย่างเกิดขึ้นเป็นเวลาหรือมีอาการบ่งบอกก่อน เราจึงป้องกันเสียก่อนที่จะเกิดทุกข์ เช่น กินก่อนที่จะหิว ขับถ่ายก่อนจะปวดถ่าย พักก่อนจะเหนื่อย นอนก่อนจะง่วงมาก ร้อนก็หลบไปอยู่ในที่เย็น หนาวก็หาเครื่องกันหนาวมาปกคลุมร่างกาย การที่เราป้องกันหรือบำบัดอาการดังกล่าวได้ เราจึงไม่ค่อยตระหนักว่าเราเป็นทุกข์ แต่พอเราเจ็บป่วยแก่ชรา ร่างกายทรุดโทรมไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เหมือนเมื่อก่อน เราก็เห็นทุกข์ที่เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน ยิ่งเมื่อตอนจะตาย หากตายด้วยโรคร้ายแรงหรือได้รับอุบัติเหตุ เราจะได้เผชิญกับทุกข์อันใหญ่หลวงของชีวิตอย่างแน่นอน ส่วนจิตใจนั้นก็มีเหตุให้เกิดทุกข์ได้ไม่เลือกกาละเทศะ เพียงวางใจไม่ถูกที่หรือมีใจเห็นผิดสัจธรรม เราก็ทุกข์ใจได้ทุกเมื่อ เช่น มีความห่วงใยต่อบุคคลที่ตนรัก ต่อหน้าที่การงาน ต่อทรัพย์สิน แม้กระทั่งต่อสัตว์เลี้ยงและต้นไม้ที่ตนรัก นั่นก็ทำให้ใจมีความทุกข์ได้แล้ว โดยธรรมชาติแล้ว ทุกคนต่างก็มีความต้องการ มีความอยากได้ใคร่ดี มีเป้าหมายในชีวิต หากสมหวัง เราก็ยินดีพอใจ แต่ถ้าผิดหวังก็เสียใจทุกข์ใจ ยิ่งหวังมากแล้วผิดหวังก็จะยิ่งทุกข์มากขึ้นไปเท่านั้น […]

” บัญชีชีวิต ” ที่ติดตัวมายามเกิด บทความจาก พระอาจารย์ชาญชัย อธิปญฺโญ

” บัญชีชีวิต ” ที่ติดตัวมายามเกิด บทความจาก พระอาจารย์ชาญชัย อธิปญฺโญ – คนเราเกิดมามีบัญชีติดตัวมาด้วย

อาจเรียกได้ว่า บัญชีชีวิต มีอยู่ 2 ประเภท คือ บัญชีทางโลกและบัญชีทางธรรม บัญชีทางโลก ได้แก่ ทรัพย์สมบัติ อาหารการกิน สิ่งของและเครื่องใช้ต่างๆ ที่มีผู้ให้เราและที่เราหามาด้วยตนเองเพื่อใช้ยังชีพและดำเนินกิจกรรมต่างๆ ไม่เพียงแต่ทรัพย์ดังกล่าวเท่านั้น แม้ร่างกายของเราก็จัดอยู่ในบัญชีทางโลกด้วย

รู้หรือไม่ เหรียญมีสามด้าน – พระอาจารย์ชาญชัย อธิปญฺโญ

คนส่วนใหญ่มักจะเชื่อกันว่า เหรียญ มีสองด้าน คือด้านหัวกับด้านก้อย จึงคุ้นอยู่กับการมองเหรียญ เพียงสองด้านจนเป็นนิสัย ไม่เห็นด้านหัวก็เห็นด้านก้อย

keyboard_arrow_up