ใช้ทุกข์ดับความทุกข์ได้อย่างไร โดย พระอาจารย์มานพ อุปสโม

ใช้ ทุกข์ดับความทุกข์ ได้อย่างไร โดย พระอาจารย์มานพ อุปสโม ใช้ ทุกข์ดับความทุกข์ หมายถึง เราดับทุกข์ทางใจ ทุกข์ทางใจคือใจของเราที่กำลังเดือดร้อน ที่กำลังเป็นทุกข์ กำลังร้อนรุ่ม หรือกำลังเศร้าโศกเสียใจอะไรอย่างนี้ ในความหมายของคำว่าทุกข์ คือความไม่สบายทางกายและทางใจ ที่บอกว่าใช้ทุกข์ดับทุกข์ หมายถึงใช้ทุกข์เป็นอุปกรณ์ในการที่จะดับทุกข์ ทุกข์ในที่นี้คือทุกข์ใจ ทุกข์ใจคือความไม่สบายทางใจ ความเดือดร้อนทางใจ ความเศร้าโศกเสียใจ ความคับแค้นใจ ทุกข์เหล่านี้เราสามารถที่จะดับได้ เราสามารถที่จะขจัดได้ ทุกข์จะสามารถดับทุกข์ได้อย่างไร เวลาใจของคนเราในยามเป็นทุกข์ ใจของเรากำลังดำดิ่ง ใจของเรากำลังคิดถึงการพลัดพราก การจากไปของสิ่งอันเป็นที่รัก ที่ชอบใจ เราต้องสูญเสียทรัพย์สินเงินทอง สิ่งที่เราหวงแหน สิ่งของอันเป็นที่รักที่ชอบใจของเรามันอันตรธานไปหมด หรือสูญหายไปอย่างนี้ ใจของปุถุชนคนเราก็ย่อมทุกข์เป็นธรรมดา แล้วใจของเราที่กำลังเป็นทุกข์นี้นี่แหละ เราสามารถนำมาเป็นอุปกรณ์ อุปกรณ์ในการดับทุกข์ เอาใจมาเป็นอุปกรณ์ในการดับทุกข์ได้อย่างไรก็คือเอาใจที่กำลังเป็นทุกข์ มาดูให้รู้จัก คือเรามองเข้าไปในความรู้สึกที่เป็นทุกข์ทันทีนั้น มองเข้าไปในใจของเราที่กำลังเป็นทุกข์ มองเข้าไปในใจของเราที่กำลังเดือดร้อน มองเข้าไปในใจของเราที่กำลังร้อนรุ่ม มองเข้าไปในใจของเราที่กำลังคับแค้น กำลังขัดเคือง กำลังขุ่นข้อง มัวหมอง มองเข้าไปในความรู้สึกตรงนี้นี่แหละ ขณะที่เรามองเข้าไปในความรู้สึกตรงนี้จะทำให้ใจของเราหยุดคิด ที่เราเป็นทุกข์มันเกิดจากการคิด คิดเวลาใดก็ทุกข์ใจเวลานั้นคิดบ่อย ๆ ก็ทุกข์บ่อย […]

ความสุขที่แท้จริงเป็นอย่างไร ธรรมะสร้างสุขจากพระอาจารย์มานพ อุปสโม

ความสุขที่แท้จริง เป็นอย่างไร ธรรมะสร้างสุขจากพระอาจารย์มานพ อุปสโม ความสุขที่แท้จริง ก็คือ ต้องเป็นสุขข้างในใจ เป็นสุขที่เยือกเย็น เป็นสุขที่ใจของเรานั้นไม่เร่าร้อน เป็นสุขที่ใจของเราไม่ดิ้นรน ไม่กวัดแกว่ง ไม่ซัดสาด อันนี้เป็นความสุขที่แท้จริง เราไม่ต้องทำอะไรเลย ความสุขจะสามารถเกิดขึ้นได้ แก่ตัวเราได้ตลอดเวลาเลย เพียงแต่เรามองเข้าไปในใจของตัวเราทันเท่านั้น มองเข้าไปในความรู้สึกของตัวเราทัน พอเรามองเข้าไปในความรู้สึกแล้ว สิ่งที่เราจะได้รับก็คือ เราไปเห็นความเป็นจริงของความรู้สึกของเรา แต่ละความรู้สึก พอไปเห็นความเป็นจริง จิตของเรานั้นจะรู้สึกเฉย ๆ ถ้ามองหาใจตัวเองเจอ เราจะพบความสุขที่แท้จริง มองเข้าไปในใจของตัวเราได้ แล้วใจตรงนั้น ไม่จำกัดว่ามันจะเป็นใจประเภทไหน ใจประเภทบวกก็ได้ ใจปะเภทลบก็ได้ เพราะใจของคนเรามันมีทั้งบวก ทั้งลบ บวกภาษาธรรมะ เขาเรียกว่า กุศล ถ้าลบ เขาเรียกว่าอกุศล ฉะนั้นจิตกำลังเป็นกุศลอยู่เรามอง เราก็ทำให้เกิดความสงบนิ่ง แม้แต่จิตเป็นอกุศล เราเข้าไปมองมันก็สงบนิ่ง พอไปรอบรู้แล้วก็เกิดอาการสงบนิ่ง มันสงบนิ่งได้อย่างไร ที่เราเป็นทุกข์ ที่เราเร่าร้อนนั้น เพราะใจของเรามันไปเกาะอยู่กับเรื่อง มันมีเรื่องใดเรื่องหนึ่งเข้ามาเกี่ยวข้องกับตัวเรา แล้วเราก็คิดถึง ไม่หยุดไม่หย่อน วาระสุดท้ายเราก็ต้องได้รับความทุกข์ ทุกข์ก็เกิดขึ้นตามมา ฉะนนั้นถ้าเราต้องการที่จะแสวงหาสุขที่แท้จริง ก็จะต้องเลือกเอาสุขที่เป็นสันติสุข […]

ทุกข์-สุขเกิดขึ้นจากอะไร ธรรมะคลายใจจาก พระอาจารย์มานพ อุปสโม

ทุกข์-สุขเกิดขึ้นจากอะไร ธรรมะคลายใจจาก พระอาจารย์มานพ อุปสโม ไม่มีใครที่ไม่รู้จักกับความทุกข์และความสุข แต่เหมือนว่าคนเราเลือกที่มีความสุขมากกว่าความทุกข์ หากเรารู้ว่า ทุกข์-สุขเกิดขึ้นจากอะไร เราอาจจะรู้วิธีการกำจัดความทุกข์ก็เป็นได้ พระอาจารย์มานพ อุปสโมได้แสดงธรรมเรื่องนี้ไว้ว่า สุขที่บอกว่ามันเป็นเพียงความรู้สึกที่เกิดขึ้นมาหนึ่งขณะจิต แล้วมันดับลงทันที สุขตรงนี้มันเกิดมาจากอะไร สุขหรือทุกข์ก็ได้ สุขก็ได้ ทุกข์ก็ได้ แต่ที่เกิดมันมีสาเหตุ เกิดมาจากอะไร เกิดมาจากความรู้สึก ความสุขมาจากความรู้สึก ความทุกข์ก็เหมือนกัน มันมาจากความรู้สึก คือมันเกิดจากการรับรู้ รับรู้เรื่อง การรับรู้เรื่องของคนเรามันมีกระบวนการรับรู้เรื่อง หรือมันมีทางรับรู้เรื่อง รับรู้เรื่องทางไหนบ้าง การรับรู้เรื่องก็คือ รับรู้เรื่องทางตา รับรู้เรื่องทางหู รับรู้เรื่องทางจมูก รับรู้เรื่องทางลิ้น รับรู้เรื่องทางกาย และรับรู้เรื่องทางใจ พอเข้าไปรับรู้เรื่องแล้ว คราวนี้ก็จะเกิดก็จะเกิดความรู้สึกตามมา อย่างใดอย่างหนึ่ง ในความรู้สึกสามประการ เป็นความรู้สึกสบายใจ หรือบางครั้งรับรู้เรื่องแล้วก็ไม่สบายใจ แต่บางครั้งไปรับรู้เรื่องแล้วเกิดความรู้สึกเฉย ๆ ตัวรู้สึกสบายใจ รู้สึกไม่สบายใจ รู้สึกเฉย ๆ ตรงนี้เขาเรียกว่า “เวทนา” สุขก็คือเวทนาตัวหนึ่ง ทุกข์ก็เป็นเวทนาตัวหนึ่ง ถ้าเฉย ๆ เขาก็เรียกว่า “อุเบกขาเวทนา” […]

อานิสงส์แห่งการเดินจงกรม มหัศจรรย์แห่งการเดินโดย พระอาจารย์มานพ อุปสโม

อานิสงส์แห่ง การเดินจงกรม มหัศจรรย์แห่งการเดินโดย พระอาจารย์มานพ อุปสโม การเดินจงกรม เป็นวิธีการปฏิบัติและการเจริญสติอย่างหนึ่งตามแนวทางของสติปัฏฐาน 4 ถ้าเราได้ทำความเข้าใจในการเดินจงกรมแล้ว ว่าเดินแล้วมีประโยชน์อย่างไร ก็จะทำให้ผู้ที่มาปฏิบัติธรรมเกิดกำลังใจในการที่จะเดิน มาพูดถึงเรื่องการเดินจงกรมเป็นวิธีการเจริญสติชนิดหนึ่ง การเจริญสติก็เป็นเรื่องของการปฏิบัติธรรม จุดมุ่งหมายของการเจริญสติคือเราต้องการให้มีสติว่องไว เมื่อสติว่องไวก็จะสามารถตามรู้ทันใจ ความรู้สึก ความนึกคิดของตนเอง พอเราตามความคิดทัน จิตของเราที่เคยวุ่นวายมันก็จะลดความวุ่นวายลง อานุภาพของการดูตามจิตตัวเองทัน มันมีอานุภาพมาก สามารถที่จะเข้าไปหยุด ยุติความรู้สึกที่เลวร้ายให้มันหยุดลงได้ทันที ในปัจจุบันทันทีเลยถ้าเรารู้ทัน ความรู้สึกเลวร้ายมันเป็นอย่างไร คือความรู้สึกเลวร้าย ความรู้สึกเสียใจ ความรู้สึกไม่สบายใจ ความรู้สึกคับแค้นใจ ความรู้สึกเป็นทุกข์ใจ ความรู้สึกระทมขมขื่น ถ้าเรามองความรู้สึกนั้นได้ มองความรู้สึกนั้นทัน แล้วเห็นความรู้สึกนั้นได้ อานุภาพของการเข้าไปมองทัน มองเห็น มันจะหยุดความรู้สึกนั้นให้หยุดลงทันที พอเรามองใจที่กำลังทุกข์ ใจมันโดนพรากออกจากการไปคิดถึงสิ่งที่ทำให้เราทุกข์ ถ้าเรากำลังคิดถึงใครคนใดคนหนึ่งและเราทุกข์เพราะเขา เรามองใจที่กำลังทุกข์ก็จะหยุดคิดถึงคนนั้นทันที พอหยุดคิดถึงคน ๆ นั้นแล้วมันก็จะหยุดทุกข์ทันที อานุภาพของการตามดูใจทัน ถ้าตามดูใจได้ทุกความรู้สึกเลย แบบนี้เป็นพระอรหันต์เลยนะ คือพระอรหันต์เป็นอย่างไร พระอรหันต์จะมีสติสมบูรณ์ สติสมบูรณ์คือท่านจะไม่หลงลืม เมื่อใจคิดท่านก็รู้ทัน มีความรู้สึกท่านก็รู้ทัน พอท่านเห็นความรู้ทัน และเห็นตามความเป็นจริง พอเราไปเห็นความรู้ทันก็ต้องเห็นตามความเป็นจริงอีก […]

มองใจให้ถูก ใจจึงจะดับทุกข์ได้ ธรรมะโดย พระอาจารย์มานพ อุปสโม

มองใจต้องมองให้ถูกตัว ใจจึงจะดับทุกข์ได้ หากมองไม่ถูกก็ไม่หายทุกข์ เวลามีคนมาตำหนิแล้วเราทุกข์ นั่นเป็นเพราะเราไม่ได้มองความรู้สึกที่กำลังทุกข์ขณะนั้น แต่เราไปมองคนที่ตำหนิเราแทน เราก็เลยทุกข์ไม่หยุด เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นเป็นประจำ คนที่ทำให้เราทุกข์อยู่ข้างนอก ใจที่ทุกข์อยู่ข้างใน ดูใจทุกข์ต้องดูข้างใน ถ้าดูถูก ตัวทุกข์ก็ดับ แต่ถ้าเราส่งใจออกข้างนอกไปดูคนนั้นต่อ ความทุกข์ก็จะดำเนินต่อไปเช่นกัน แบบนี้เขาเรียกว่าดูผิดตัว  (มองใจให้ถูก) อาการดูผิดตัวเกิดขึ้นเพราะเรามองไม่เห็นความเป็นจริง ความเป็นจริงถูกซ่อนไว้ด้วยสิ่งที่เรียกว่า “อวิชชา” อวิชชา คือ สิ่งปิดบังใจ ไม่ให้ใจของเราได้รับรู้ความจริง พูดง่าย ๆ ว่า อวิชชาคือความไม่รู้  เพราะเราไม่รู้ความจริง จึงเข้าใจผิดว่า สิ่งต่าง ๆ ไม่ได้หมดไปไหน ยังมีอยู่ตลอดไปชั่วกาลนาน ตรงนี้เองเป็นสาเหตุทำให้เกิดปัญหา ทำให้เกิดความยินดียินร้ายตามมา ที่สำคัญก็คือ เป็นการยินดียินร้ายที่ผิดฝาผิดตัวเสียด้วย ที่เราทุกข์ใจจึงไม่ใช่อื่นไกลเลย แต่ทุกข์เพราะรักผิดตัว เกลียดผิดตัว สิ่งที่เราเห็นเราไม่ชอบ แต่เราไปชอบใจในสิ่งที่เราไม่ได้เห็น ปัญหาใจจึงเกิดขึ้นง่าย ๆ เท่านี้เอง ฟังดูไม่น่าเป็นไปได้ แต่ก็เป็นไปแล้ว ผิดตัวอย่างไร ตาเป็นอายตนะภายใน รูปเป็นอายตนะภายนอก ตากับรูปต้องกระทบกัน จากนั้นใจก็รับรู้ เมื่อกระบวนการนี้เกิดขึ้นมาแล้ว รูปที่กระทบตานั้นก็จบไป […]

“เห็นคนไม่เป็นคน” ธรรมะดี ๆ โดย พระอาจารย์มานพ อุปสโม

พระพุทธองค์จะทรงสอนอยู่บ่อย ๆ ไม่ให้เรามองสิ่งต่าง ๆ เป็นสมมติบัญญัติ แต่ให้เห็นเป็นปรมัตถธรรม คำว่า ปรมัตถ์ หมายถึง ของจริง จริงแท้ เห็นตามความเป็นจริง เห็นด้วยความรู้สึก เห็นด้วยใจของตัวเราเอง มีความรู้สึกชนิดใดก็ขอให้มองกันตรง ๆ เลยว่าเกิดขึ้นในใจเราแล้วเป็นอย่างไร ถ้าเห็นแบบนี้ได้จะไม่มีปัญหาเพราะสมมติบัญญัติหรือกิเลสต่าง ๆ ที่คอยปรุงแต่งใจเลย ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเราพบเจอนาฬิกาที่สวยสะดุดตาเข้าสักเรือน ตอนนั้นหากเราเอาใจเข้าไปมอง เราจะเห็นว่าทันทีที่เรามองเห็นนาฬิกา สีสันและความมันวาวที่เปล่งประกายออกมาจากนาฬิกาเรือนนั้นจะมากระทบตา ให้ใจของเราได้รู้สึกตื่นเต้นวูบหนึ่ง แล้วความรู้สึกนั้นก็จะผ่านไป ตรงนี้หากเราดูใจทัน เราจะรู้สึกได้ว่าความตื่นเต้นในตอนที่มองเห็นนาฬิกาครั้งแรกนั้นหมดไปทันที เมื่อรู้ว่าใจของเราไม่ได้ตื่นเต้นเท่าเดิมแล้ว เราจะมองว่านาฬิกาเรือนนั้นสวยสะดุดตาเหมือนเดิมได้อีกหรือ เมื่อเรามองสิ่งต่าง ๆ โดยไม่ต่อเติมเสริมแต่งใด ๆ รู้อะไรก็มองไปตรง ๆ ตามนั้น เราจะรู้ว่าจริง ๆ แล้วใจของเรารู้สึกต่อสมมติบัญญัติต่าง ๆ เพียงแวบเดียวเท่านั้น สมมติบัญญัติมากระทบตาเพียงครั้งเดียวแล้วก็จบไป หากเรารู้เท่าทันและไม่นำสิ่งกระทบนั้นมาปรุงแต่งต่อ กิเลสและปัญหาต่าง ๆ ก็จะไม่เกิดขึ้นเลย นี่เองที่เรียกว่าการดูใจทัน นับว่า วิปัสสนา ได้เกิดขึ้นแล้ว วิปัสสนาคือการเห็นแบบพิเศษ เป็นการเห็นที่แตกต่างไปจากที่คนอื่นเขาเห็น คนทั่วไปเขาเห็นสิ่งต่าง […]

“ปวดกาย แต่ไม่ปวดใจ” ธรรมะให้ใจวางเฉย โดย พระอาจารย์มานพ อุปสโม

หากกายมีทุกข์ ทุกข์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นกับกายนั้นต้องแก้ไขด้วยการบำบัด แก้ไขกันไปตามสถานการณ์ เช่น ความทุกข์จากดินฟ้าอากาศ หนาวไปบ้าง ร้อนไปบ้าง เราก็ต้องบำบัดทุกข์ด้วยการใช้เครื่องคลายหนาวคลายร้อนอย่างพัดลม ผ้าห่ม เสื้อกันหนาว ฯลฯ หรือถ้าปวดเมื่อยตรงไหน เราก็เปลี่ยนอิริยาบถที่ตรงนั้น หากท้องหิวขึ้นมาก็ต้องกินในปริมาณที่ไม่ทำให้อิ่มจนเกินไป ทุกข์ทางร่างกายทุก ๆ แบบล้วนต้องว่ากันไปตามสถานการณ์  (ปวดกาย) ส่วนความทุกข์ที่เกิดจากการเจ็บไข้ได้ป่วย ต้องดูสาเหตุว่าความเจ็บป่วยนั้นเกิดจากอะไร พระพุทธเจ้าท่านแสดงธรรมไม่ใช่ต้องการที่จะขจัดโรคภัยไข้เจ็บแข่งกับอาชีพแพทย์ ดังนั้น หากปวดหัวเนื่องจากอาการของโรคชนิดใดชนิดหนึ่ง ก็ต้องกินยาหรือไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล แต่ถ้าปวดหัวเพราะความเครียด ความเครียดนั้นเกิดจากใจและสามารถแก้ไขที่ใจได้ หากเราดูใจได้ทัน เราจะไม่เครียด จะหายปวดหัว ที่พิเศษไปกว่านั้นก็คือ แม้อาการปวดหัวจะมีสาเหตุมาจากโรคภัยไข้เจ็บที่ไม่ใช่โรคเครียดก็ตาม อาการอย่างนี้แม้จะไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการมองใจก็จริง แต่หากดูใจทัน ก็จะปวดเฉพาะที่กาย ใจไม่ปวดไปด้วย ใจจะไม่กังวล ว้าวุ่น และไม่มีปัญหา ขอให้เข้าใจตรงกันว่า การดูใจไม่สามารถรักษาร่างกายได้ โรคภัยไข้เจ็บไม่ได้หายไป แต่ใจที่ผ่านการฝึกมาดีแล้วจะมั่นคงไม่เดือดร้อน ไม่ว่ากายจะเจ็บปวดแค่ไหน หรือแม้กระทั่งในเวลาที่ใจจะต้องจากร่างกายนี้ไปก็ตาม เพราะอะไรใจจึงไม่เดือดร้อน เราเคยโดนมีดบาดแล้วรู้สึกเจ็บปวดหรือเปล่า เวลาที่เรารู้สึกเจ็บปวด ถ้าเราสังเกตดูใจ เราจะพบว่าใจของเราจะไปจดจ่ออยู่ที่แผล แต่ถ้าถามว่า ใจของเราจดจ่ออยู่ที่แผลตลอดเวลาหรือไม่ คำตอบคือ “ไม่” ถ้าเราติดตามดูความรู้สึกภายในกาย จะเห็นว่า […]

วิธีสังเกตลมหายใจ โดย พระอาจารย์มานพ อุปสโม

วิธีสังเกตลมหายใจ ทำอย่างไร พระอาจารย์มานพ อุปสโม ได้แนะนำแนวทางไว้ดังนี้ ตอนนี้หากมีคนถามว่ากำลังหายใจเข้าหรือออกอยู่ ตอบได้ทันทีหรือไม่ ตอบได้ไหมว่าขณะนี้หายใจเข้าหรือหายใจออก หาก ณ ขณะที่อ่านประโยคแรก เรายังไม่รู้ว่าตัวเองกำลังหายใจเข้าหรือออก นั่นเป็นเพราะเรายังไม่รู้สึกตัวทั่วพร้อม ยังไม่ทันได้สังเกต หากอ่านคำถามจบแล้วสังเกตต่อทันที เราจะรู้เลยว่าตัวเองกำลังหายใจอย่างไรอยู่ นั่นแสดงว่าเรารู้สึกตัวแล้ว ความแตกต่างระหว่างคนที่ฝึกสังเกตกายกับคนไม่ได้ฝึกก็คือ คนกลุ่มแรกจะสามารถตอบคำถามนี้ได้ตลอดเวลา การตามดูลมหายใจเข้าออกนั้นให้ดูอย่างสบาย ๆ สังเกตลมหายใจที่มีอยู่แล้วตามปกติในชีวิตประจำวัน เป็นลมหายใจที่เข้าออกตามความเป็นจริง สังเกตโดยไม่มีการฝืน ไม่มีการบังคับ หรือเข้าไปจดจ้อง หากเข้าไปจดจ้องหรือตั้งท่าว่าจะดูให้ได้ ส่วนมากมักไม่ค่อยได้ผล ต้องปล่อยให้ทุกลมหายใจเป็นไปตามธรรมชาติ จะสั้นบ้างยาวบ้าง หรือหนักเบาไม่เท่ากันก็ไม่เป็นไร เราเพียงแต่สังเกตไว้เฉย ๆ ก็พอ การสังเกตลมหายใจไม่จำเป็นต้องดูทันทั้งหมด จะรู้ทันบ้างไม่ทันบ้างก็ปล่อยมันไป แต่ให้อาศัยความพยายามสักนิดที่จะระวังตัวพอไม่ให้หลับ เพียงเท่านี้ก็จะช่วยเพิ่มความชำนาญให้แก่การรู้สึกตัวทั่วพร้อมได้เป็นอย่างดี อีกวิธีหนึ่งในการดูลมหายใจเข้าออกก็คือ ให้ดูที่ปอดซึ่งอยู่บริเวณทรวงอก ซึ่งจะมีอาการขยับขึ้น ๆ ลง ๆ อยู่ตลอดเวลา ให้เราลองสังเกตดูให้ดี ๆ จะพบว่าเมื่อเราหายใจเข้า บริเวณทรวงอกจะขยับขึ้น และเมื่อเราหายใจออก ทรวงอกจะขยับลง การสังเกตอาการขยับขึ้นลงของทรวงอกจะทำให้เรารู้ลมหายใจเข้าออกของตนเองได้อย่างชัดเจน การสังเกตลมหายใจเข้าออกนั้น ให้เราหายใจเข้าออกตามปกติแล้วแค่เราสังเกตไปเฉย ๆ […]

จงเห็นทุกข์แต่อย่าเป็นทุกข์ ธรรมะโดย พระอาจารย์มานพ อุปสโม

นิพพานน้อย ๆ สามารถเข้าถึงได้ด้วยการที่เอาใจที่กำลังเป็นทุกข์มามองดูจนรู้เท่าทัน แล้วใจของเราจะเกิดการปล่อยวาง พระพุทธเจ้าทรงอธิบายไว้ในหลักอริยสัจธรรมอันประกอบด้วย ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรคไว้ว่า เมื่อเรารู้ทุกข์เห็นทุกข์ เราจะละสมุทัย สมุทัยคือเหตุแห่งทุกข์ที่เกิดจากตัณหานานาประการ เช่น กามตัณกา ภวตัณหา วิภวตัณหา เพื่อมุ่งไปสู่ความดับทุกข์คือนิโรธหรือนิพพาน โดยนิพพานนี้เกิดจากการปฏิบัติมรรค การปฏิบัติตามหลักมรรคมีองค์ 8 อันประกอบด้วย สัมมาทิฐิ (มีความเห็นชอบ) สัมมาสังกัปปะ (ดำริชอบ) สัมมาวาจา (มีวาจาชอบ) สัมมาอาชีวะ (ประกอบอาชีพชอบ) สัมมากัมมันตะ (การกระทำชอบ) สัมมาวายามะ (มีความเพียร) สัมมาสติ (ระลึกชอบ) สัมมาสมาธิ (ตั้งมั่นชอบ) เกิดขึ้นเวลาใด การประหัตประหารกิเลสก็เกิดขึ้นเวลานั้น เมื่อกิเลสดับ เราก็พบกับนิโรธหรือนิพพานเท่านั้นเอง ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่า ทุกข์นี้ไม่ใช่ธรรมที่ควรละ แต่ทุกข์เป็นสิ่งที่ควรเข้าไปกำหนดรู้ ทุกข์เป็นปริญญาตัพพกิจ คือกิจที่ควรรู้ ไม่ใช่กิจที่ควรละ ส่วนสมุทัยเป็นปหาตัพพธรรม เป็นธรรมที่บุคคลจะต้องละให้ได้ ทุกข์ที่เรานำมาพูดถึงเป็นทุกข์ธรรมดาสามัญ คือใจที่เป็นทุกข์ ใจเป็นทุกข์ก็เกิดมาจากการดำริคิดถึง เช่น ดำริว่าเขาจากเราไป ทิ้งเราไป […]

บ่อเกิดแห่งความทุกข์ ธรรมะโดย พระอาจารย์มานพ อุปสโม

ปัญหานานัปการในชีวิตของเรานั้นล้วนเกิดมาจากความรู้สึกภายในใจ ปัญหาของคนอื่นยังไม่เป็นปัญหาเท่าไหร่ จนกระทั่งมาสู่ใจของเรานั่นเองจึงกลายเป็นปัญหา คำว่าปัญหานั้น หมายเอาเฉพาะปัญหาที่เกิดแก่ตัวเราเท่านั้น ปัญหาทั่วไปไม่ต้องพูดถึง เพราะปัญหาทั้งหลายบนโลกใบนี้ ตราบใดที่ยังไม่เข้าสู่ใจของเรา ก็ยังไม่สำคัญเพราะไม่ก่อให้เกิดทุกข์ ดังนั้น หากเราต้องการจะดับทุกข์ทางใจ ก็ต้องเข้าใจเรื่องของเราเองให้ถ่องแท้เสียก่อน ทุกข์ใจคืออะไร ทุกข์ใจคือความไม่สบายใจ ซึ่งเกิดขึ้นได้กับมนุษย์ทุกคน ลองทบทวนดูสิว่าขณะที่เราไม่สบายใจ ใจของเราคิดถึงอะไร ถ้านึกย้อนกลับไปจะเห็นว่า ใจของเรากำลังคิดถึงใครหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่ แสดงว่าเราเป็นทุกข์เพราะคิดถึงสิ่งที่ทำให้ใจทุกข์นั่นเอง พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ว่า ทุกข์เกิดจากการดำริ ตัวดำริคิดถึงเป็นสาเหตุทำให้ใจทุกข์ คิดถึงอะไร ประการแรกคือ คิดถึงสิ่งที่ทำให้เราชอบ เมื่อคิดไปถึงสิ่งที่ชอบแล้วใจจะเกิดความพอใจ เมื่อพอใจแล้วก็จะเกิดความอยากได้ เมื่ออยากได้เราก็เริ่มเดือดร้อนกับการเสาะหาวิธีที่จะช่วยให้ได้สิ่งนั้น ไม่นานนักความหวาดกลัวก็จะเกิดตามมา ความหวาดกลัวอันดับหนึ่งก็คือกลัวว่าจะไม่ได้ กลายเป็นความระแวงจนต้องใช้เล่ห์เพทุบายเข้าช่วยให้สมใจ แม้ว่าจะต้องทำความผิดหรือทำร้ายใครคนใดคนหนึ่งก็ตาม ในที่สุดก็เป็นทุกข์เพราะโดนความผิดนั้นคอยทิ่มแทงใจไม่หยุดหย่อน อีกหนึ่งประการที่ทำให้เป็นทุกข์ก็คือการคิดถึงสิ่งที่ทำให้เราชัง คิดถึงเรื่องแย่ ๆ เรื่องในเชิงลบ เรื่องที่เลวร้าย จนทำให้ใจต้องหมองมัว เช่น การคิดถึงคนที่กำลังทำให้เรารู้สึกขัดใจ ถ้าเรารู้สึกขัดใจใครแล้ว เราก็จะเริ่มกังวลว่า เขาจะพูดหรือทำอะไรไม่ดีที่จะส่งผลเสียมาถึงเราหรือเปล่า บางครั้งทุกข์ทางใจที่เกิดขึ้นจึงมิได้เกี่ยวกับตัวเราโดยตรงด้วยซ้ำ แต่เพียงแค่คิดขึ้นมาว่าจะมีคนทำเรื่องไม่ดีกับคนที่เรารักเราชอบ เราก็เดือดร้อนใจแล้ว แม้แต่เวลาที่มีใครไปทำดีกับคนที่เราเกลียดก็ตาม เราก็ขัดใจได้อีกเหมือนกัน ตอนนี้มีหนึ่งคำถามให้ช่วยตอบ คือ “ถ้ามีใครสักคนมาทำให้เราไม่สบายใจ อะไรเป็นตัวปัญหา” การที่ใครสักคนมายืนต่อว่าเราอยู่ปาว […]

อย่าหวังอะไรในความสงบ ธรรมะโดย พระอาจารย์มานพ อุปสโม

เมื่อครั้งที่เจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกบรรพชาเพื่อค้นหาความสุขที่แท้จริงของชีวิตนั้น ในช่วงที่ท่านยังไม่ได้ตรัสรู้ธรรม ขณะนั้นแนวทางของวิปัสสนายังไม่เกิด มีแต่แนวทางของสมถะ เมื่อมีแต่แนวทางของการปฏิบัติฌาน นักบวช นักพรต และดาบสต่าง ๆ จึงต้องมุ่งหน้าเข้าป่ากันหมด เพื่อหวังจะทำฌานให้เกิด (ความสงบ) องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเองก็ทรงดำเนินรอยตามผู้คนเหล่านั้น มีครูบาอาจารย์อยู่ที่ไหน ท่านก็เสด็จไปศึกษาเพื่อแสวงหาความหงุดพ้นที่นั่น กระทั่งได้พบกับคณาจารย์สองท่านที่กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ อันได้แก่ อาฬารดาบส กาลามโคตร และ อุททกดาบส รามบุตร เมื่อคณาจารย์ทั้งสองได้เสนอแนวทางการเจริญอรูปฌานให้เพียงแค่พระองค์น้อมใจพิจารณาตามคำสอนนั้น ก็ทรงบรรลุอรูปฌานขั้นอากิญจัญญายตนฌานได้ ณ สำนักของท่านอุททกดาบส รามบุตร โดยฉับไว คณาจารย์เห็นดังนั้นก็ปลาบปลื้ม เพราะไม่เคยมีใครบรรลุสิ่งที่ยากเย็นได้รวดเร็วขนาดนี้ จึงขอให้พระองค์อยู่ร่วมเป็นอาจารย์สั่งสอนศิษย์ด้วยกันเสียที่สำนัก โดยจะมอบตำแหน่งอาจารย์ที่มีศักดิ์ศรีทัดเทียมกับดาบสทั้งสองให้ทันที แต่พระพุทธองค์ทรงพิจารณาแล้วพบว่ายังไม่ใช่ทางแห่งความหลุดพ้นที่แท้จริง จึงดำรัสถามต่อท่านอาจรย์ทั้งสองว่า วิชาการที่นอกเหนือจากนี้ยังมีอีกไหม อาจารย์ทั้งสองได้ตอบว่า วิชาการที่เหนือกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว พระองค์จึงลาอาจารย์ทั้งสองไปแสวงหาทางหลุดพ้นด้วยพระองค์เอง การปฏิบัติสมถะด้วยการทำสมาธิเพื่อให้ใจสงบนั้น ไม่สามารถขจัดทุกข์ได้อย่างถาวร เป็นแต่เพียง การแก้ทุกข์แบบกลบฝัง เท่านั้น เหมือนการเอาหินทับหญ้า ในขณะที่หินทับอยู่ หญ้าก็จะยังไม่งอก แต่ถ้ายกหินออกเมื่อใด หญ้าจะค่อย ๆ งอกขึ้นอีกครั้ง สมาธิก็เช่นกัน เป็นการกลบทุกข์ไว้ชั่วครั้งคราว คือช่วยให้เราหยุดคิดเรื่องที่ทำให้ทุกข์ได้ก็จริง แต่เมื่อออกจากสมาธิแล้วก็มีโอกาสเป็นทุกข์ได้อีก […]

ใช้ทุกข์ดับทุกข์ สัมผัสนิพพานสุข…ที่นี่และเดี๋ยวนี้ โดย พระอาจารย์มานพ อุปสโม

ใจของเรานั้นมีหน้าที่ดำริไปเรื่อย ๆ ดำริไปดำริมาไม่รู้จักหยุดนิ่ง ในที่สุดไม่ว่าดำริไปเจอเรื่องที่สบายใจหรือไม่สบายใจ ก็ย่อมก่อให้เกิดทุกข์ได้ทั้งนั้น (ใช้ทุกข์ดับทุกข์) เช่น ดำริไปเจอเรื่องสบายใจ มีความสุข ตัณหาก็ปรุงแต่งว่าอยากพบเจอเรื่องนั้นบ่อย ๆ อยากให้เรื่องนั้นหรือสิ่งนั้นคงอยู่ตลอดไป คนที่คิดอย่างนี้ สุดท้ายก็เป็นทุกข์ เมื่อใจดำริไปเจอเรื่องไม่สบายใจ ตัณหาก็ปรุงแต่งว่าไม่อยากเจอเรื่องนี้เลย ไม่อยากให้เรื่องนี้เกิดขึ้นกับเราเลย…ก็เป็นทุกข์อีกเช่นกัน วิธีดับทุกข์เพื่อสัมผัสภาวะนิพพาน…ที่นี่…เดี๋ยวนี้ มีอยู่ 2 วิธีง่าย ๆ ดังนี้ 1. รู้ทันกาย ใช้กายดับทุกข์ วิธีนี้คือให้ใจเกาะกายไว้เป็นที่พึ่ง กายเป็นเกราะกำบังทุกข์ ไม่ว่ากายจะทำหรือไม่ทำอะไรก็เอาใจตามกายไป เกาะติดอาการนั้นไปตลอด ยกตัวอย่างเช่น – ถ้ากายยกแก้วน้ำขึ้นดื่ม ใจก็เกาะอยู่ที่การยกนั้น – ถ้ากายวางแก้วน้ำลง ใจก็เกาะอยู่ที่การวางนั้น – ถ้ากายนั่งอยู่ ใจก็รู้ว่านั่ง – ถ้ากายยืนอยู่ ใจก็เกาะอยู่ที่อาการยืน – ถ้ากายเดินอยู่ ใจก็เกาะอยู่ที่อาการก้าวเดิน – ถ้ากายนอนอยู่ ใจก็เกาะอยู่ที่อาการเอนตัวนอนนั้น – ถ้ากายหายใจอยู่ ใจก็เกาะอยู่ที่ลมหายใจเข้า – ลมหายใจออก พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ […]

ปัญหาธรรมประจำวันนี้: โกหก เพราะหน้าที่ การงาน ผิดศีลหรือไม่

สำหรับชาวพุทธ โกหก ถือเป็นการผิดศีล แต่จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม แทบทุกคนไม่มีใครที่ตลอดชีวิตไม่เคยโกหกเลย แม้เราทุกคนได้รับการสั่งสอนจากผู้ใหญ่ให้พูดแต่ความจริง

หลับอย่างไร ตายอย่างนั้น ธรรมะตื่นรู้ โดย พระอาจารย์มานพ อุปสโม

หลับอย่างไร ตายอย่างนั้น ธรรมะตื่นรู้ โดย พระอาจารย์มานพ อุปสโม การตายนั้นเหมือนกับการนอนหลับ เรานอน หลับอย่างไร ตายอย่างนั้น เพราะอะไร มาทำความเข้าใจเรื่องนี้เพื่อได้ตื่นรู้กับบทความธรรมะของพระอาจารย์มานพ อุปสโมกันค่ะ ก่อนจะหลับถ้าเราสังเกตเห็นจิตเราวูบดับไป อาการตายก็เป็นอย่างนั้นเอง ภาวะทางจิตตอนจะตายก็เหมือนกับตอนจะหลับนั่นเอง ไม่มีอะไรน่าหวาดกลัว แล้วก็ไม่มีอะไรเจ็บปวด ไม่ว่าจะตายด้วยอุบัติเหตุ ตายด้วยอาการเจ็บไข้ได้ป่วย ท่านให้เราหมั่นทำคุณงามความดีเอาไว้ ถึงเวลาตอนที่ใกล้จะตาย เราจะได้หลับสบาย หลักการพุทธศาสนาให้เราทำความเข้าใจว่า การตายก็เหมือนกับการเปลี่ยนภาชนะ เหมือนเปลี่ยนของใช้ คือทิ้งภาชนะดินเผาแล้วเปลี่ยนเอาภาชนะทองคำมาแทน สังขารร่างกายของเราปัจจุบันนี้มันเจ็บมันปวด พอตายแล้วเราก็เปลี่ยนใหม่หมด ถ้าเราทำบุญทำกุศลไว้ดีพอ บุญกุศลจะส่งผลให้เราไปเกิดในสุคติ คือเปลี่ยนไปเป็นภาชนะที่ดีขึ้น การตายเปรียบเหมือนกับการย้ายบ้าน บ้านที่เราอยู่อาศัยในปัจจุบันเป็นบ้านเช่าหลังเก่า ๆ พัง ๆ เราใช้ชีวิตอยู่ในบ้านหลังนี้มานานมากแล้ว วันหนึ่งเราทำงานเก็บเงินได้ส่วนหนึ่ง เราก็เริ่มซื้อที่ดินแล้วก็เริ่มสร้างบ้านใหม่ พอบ้านหลังใหม่เสร็จเรียบร้อยแล้ว เราก็ย้ายจากบ้านหลังเก่าไปอยู่บ้านหลังใหม่เท่านั้นเอง ถามว่าเราควรอาลัยอาวรณ์บ้านหลังเก่าหรือเปล่าทั้งที่บ้านหลังเก่าก็ผุ ๆ พัง ๆ ฝนตกลงมาหลังคาก็รั่ว เปียกจนเรานอนหลับไม่สบาย แต่บ้านหลังใหม่เป็นบ้านที่เราปลูกอย่างดี เราพักผ่อนได้อย่างสะดวกสบาย     หากสร้างบ้านใหม่ไว้ดีแล้ว การย้ายออกจากบ้านหลังเก่าก็ไม่น่าอาลัยอาวรณ์ ไม่น่าหวาดกลัว […]

ปัญหาธรรมประจำวันนี้: การ ปิดวาจา ขณะปฏิบัติธรรม คืออะไร

การปิดวาจาก็คืองดพูดเพราะว่าพูดแล้วอาจเกิดปัญหา คนเราเวลาพูดกันไม่ได้คุยกันแต่เรื่องของสองคน มักจะพาดพิงถึงคนอื่น ไม่ใช่เรื่องของเรา ถือเป็นการส่งจิตออก

เหตุเกิดเพราะอยากช่วยชาติ สนทนาธรรมกับ พระอาจารย์มานพ อุปสโม

มีคำกล่าวว่า “การเมืองเป็นเรื่องของทุกคน” แล้วคนธรรมดาๆ ที่ยามว่างนอกจากจะชอบเข้าวัดแล้วยังชอบเข้าคอร์ส (ปฏิบัติธรรม) อย่างชาว Secret ล่ะ จะสามารถทำอะไรเพื่อชาติบ้านเมืองได้บ้าง… เราควรจะต้องเลือกสีเลือกข้างหรือจะอยู่แบบไร้สังกัดต่อไป ช่วยชาติ พระอาจารย์คะ ในฐานะที่เป็นคนธรรมดาๆ เราจะทำอะไรเพื่อชาติบ้านเมืองได้บ้างคะ ถ้าพูดถึงชาติบ้านเมือง “ความสามัคคี” ต้องมาก่อน ที่จริงสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับประเทศชาติคือประชาชน ถ้าประชาชนมีความสุข ประเทศก็แข็งแรงและเข้มแข็ง ถ้าประชาชนมีความทุกข์ ประเทศก็สั่นคลอนอ่อนแอ เพราะฉะนั้นการช่วยชาติวิธีหนึ่งก็คือ การทำให้ตัวเองมีความสุขและสามัคคีกัน ซึ่งการที่บุคคลจะมีความสุขได้นั้นต้องเริ่มต้นด้วยการปฏิบัติธรรม ปฏิบัติธรรมในที่นี้ หมายถึงการเจริญสติเหรอคะ อันนั้นก็ใช่ แต่เราควรหาโอกาสนั่งสมาธิ ดูกายดูจิตเป็นประจำด้วย การนั่งสมาธิคือการทำจิตให้นิ่ง อาจเริ่มจากการสวดมนต์ไหว้พระ แผ่เมตตาก็ได้ ความสามัคคีปรองดองเป็นสิ่งที่คนในชาติทุกคนต้องร่วมกันสร้าง ซึ่งเดี๋ยวนี้อาจสร้างยากกว่าสมัยก่อน ถ้าเป็นเมื่อก่อนการทะเลาะเบาะแว้งมักเป็นเรื่องของตัวบุคคล มีผู้นำไม่กี่คนที่แตกแยก แต่ทุกวันนี้เหตุปัจจัยของบ้านเมืองต่างออกไป ผู้นำที่มีความคิดไม่ลงรอยกัน ต่างฝ่ายต่างพยายามดึงประชาชนมาเป็นฐานเสียง ใช้จำนวนประชาชนในการต่อรองเรียกร้องผลประโยชน์ คนในสังคมจึงแตกแยกกันมาก เพราะฉะนั้นในฐานะประชาชน ขอเพียงเรารับผิดชอบหน้าที่ของตนให้ดี และรักษาความเป็นกลางให้มากๆ ไม่เข้าข้างนั้น ออกข้างนี้ ไม่เข้าไปแก่งแย่งอะไรกับใครทั้งสิ้น สักวันผู้ที่ขัดแย้งกันก็ต้องล้มหายตายจากไป แล้วความมั่นคงของชาติก็จะกลับมาเหมือนเดิม แต่คนที่เขายอมตัวไปเป็นฐานเสียงของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เขาก็มั่นใจแล้วว่าสิ่งที่เขาทำคือสิ่งที่ถูกต้องนี่คะ คนเลือกเขาก็เลือกตามที่ใจชอบ ซึ่งเลือกแล้วอาจจะไม่สุขก็ได้หรือสิ่งที่คิดว่าถูกอาจไม่ถูกก็ได้ มันไม่แน่นอนและไม่ใช่สุขที่แท้จริง […]

Dhamma Daily : การฆ่าตัวตาย ถือเป็นบาปกว่าฆ่าคนอื่นเป็นเรื่องจริงไหมขอรับ

Dhamma Daily : การฆ่าตัวตาย ถือเป็นบาปกว่าฆ่าคนอื่นเป็นเรื่องจริงไหมขอรับ ถาม : เคยมีบางแนวคิดที่กล่าวว่า การฆ่าตัวตาย ถือเป็นบาปกว่าฆ่าคนอื่นเป็นเรื่องจริงไหมขอรับ ตอบ : แนวคิดนี้คงนำมาเป็นบรรทัดฐานไม่ได้นะ เพราะการวัดว่าบาปมากบาปน้อยต้องดูที่เจตนาของจิตที่คิดจะฆ่าว่ามีความตั้งใจมากหรือตั้งใจน้อย พยายามมากหรือพยายามน้อย ถ้าตั้งใจมากพยายามมาก ก็ถือเป็นบาปมาก แต่ถ้าตั้งใจน้อย พยายามน้อยเกิดจากความคิดเพียงชั่ววูบ ก็ย่อมบาปน้อยกว่าคนที่มีการวางแผนมานานแล้ว     ถาม : มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับพระฉันนะที่ฆ่าตัวตายเพราะทนโรคภัยไข้เจ็บไม่ไหว ทว่าสามารถบรรลุเป็นพระอรหันต์ได้ในช่วงก่อนจะสิ้นลมแบบนี้ถือเป็นบาปไหมขอรับ ตอบ : ไม่ถือว่าเป็นบาป เพราะท่านบรรลุเป็นพระอรหันต์แล้ว ซึ่งหมายความว่าท่านเข้าถึงนิพพาน ไม่ต้องวนเวียนมาให้เป็นทุกข์อีกแล้ว จึงแตกต่างจากคนธรรมดาทั่วไปที่ยังไม่หลุดพ้นจากความทุกข์ เหตุที่ยังมีคนฆ่าตัวตายอยู่เพราะหลงคิดไปว่าเมื่อตายแล้วจะสามารถหลีกหนีจากความทุกข์ไปได้ ซึ่งไม่จริงเลยเพราะการไปเกิดในอบายจะยิ่งต้องทนทุกข์หนักกว่าเดิมหลายเท่า   ธรรมะจากพระอาจารย์มานพ อุปสโม : พระอาจารย์ผู้ไขปัญหา หากผู้อ่านมีปัญหาหนักใจ ต้องการคำแนะนำแฝงด้วยแนวคิดทางธรรม สามารถส่งคำถามมาได้ที่ นิตยสาร Secret คอลัมน์ Dhamma Daily หรือ inbox มาที่ เพจ secret magazine (thailand) […]

Dhamma Daily : ศีลข้อที่สาม ที่ให้ละเว้นการประพฤติผิดทางกามครอบคลุมเรื่องใดบ้าง

Dhamma Daily : ศีลข้อที่สาม ที่ให้ละเว้นการประพฤติผิดทางกามครอบคลุมเรื่องใดบ้าง ถาม: ศีลข้อที่สาม ที่ให้ละเว้นการประพฤติผิดทางกามครอบคลุมเรื่องใดบ้างขอรับพระอาจารย์ ตอบ: ศีลข้อกาเมฯนั้น พระพุทธเจ้าท่านทรงแสดงเรื่องการล่วงละเมิดกับเพศตรงข้ามที่มีเจ้าของ คือเรื่องสามีกับภรรยาโดยตรงเลย เพราะว่าการผิดลูกผิดเมียทำให้คู่ครองต้องเป็นทุกข์ พ่อแม่และลูกก็พลอยเป็นทุกข์ โดยการล่วงกรรมบถที่ครบองค์ ๔ ของกาเมสุมิจฉาจารนั้นประกอบไปด้วย หนึ่ง อคมนิยวตฺถุ มีคนที่เราจะล่วงละเมิดคือผัวเมียคนอื่น สอง ตสฺมึ เสวนจิตฺตํ เรามีจิตคิดจะผิดลูกเมียเขา สาม ปโยโค เรามีความพยายามที่จะประพฤติผิดกับลูกเมียเขา และสี่ มคฺเคน มคฺคปฏิปตฺติอธิวาสนํ เรามีความยินดีที่ได้ทำอย่างนั้น   ธรรมะจากพระอาจารย์มานพ อุปสโม : พระอาจารย์ผู้ไขปัญหา Photo by Zoltan Kovacs on Unsplash หากผู้อ่านมีปัญหาหนักใจ ต้องการคำแนะนำแฝงด้วยแนวคิดทางธรรม สามารถส่งคำถามมาได้ที่ นิตยสาร Secret คอลัมน์ Dhamma Daily หรือ [email protected] บทความน่าสนใจ Dhamma Daily: […]

keyboard_arrow_up