โลกิยนิพพาน แตกต่างกับโลกุตตรนิพพานอย่างไร โดย พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ

โลกิยนิพพาน แตกต่างกับโลกุตตรนิพพานอย่างไร ถาม: นิพพานชาวบ้าน (โลกิยนิพพาน) แตกต่างกับโลกุตตรนิพพานอย่างไร พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ ได้ไขปัญหาไว้ดังนี้ ตอบ: ตอบแบบเข้าใจง่าย ๆ ก็คือ โลกุตตรชำระอนุสัยกิเลสได้ ส่วนโลกิยะนี่ชำระอนุสัยกิเลสไม่ได้ เพียงแต่ชำระกิเลสในวิถีจิต ไม่ถูกกิเลสมาประกอบหรือครอบงำในความรู้สึก ทุกการคิด การพูด การกระทำ ไม่มีกิเลสปนเปื้อน แต่ว่าอนุสัยกิเลสยังมีอยู่เหมือนตะกอนที่นอนก้น ถ้ามีอะไรมากระทบก็พร้อมจะขุ่นขึ้นมา แต่ถ้าเป็นโลกุตตรนิพพานจะมีอานุภาพชำระอนุสัยที่สั่งสมมาหลายภพหลายชาติ เช่น กามราคะ (ความติดใจในกาม) ปฏิฆะ (ความหงุดหงิดขัดเคือง) ทิฐิ (ความเห็นผิด) วิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัยในกุศลธรรม) มานะ (ความอวดดื้อถือตัว) ภวราคะ (ความกำหนัดในภพ) อวิชชา (ความไม่รู้จริง) ผู้ชำระอนุสัยเหล่านี้ได้คือพระอริยบุคคล เช่น พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ แต่ก่อนจะเป็นพระอริยบุคคลได้ ท่านก็ภาวนาจนได้นิพพานระดับชาวบ้านช่วยเคลียร์พื้นที่ไปเรื่อย ๆ ในที่สุดโลกุตตรนิพพานก็หยั่งลง นิพพานชาวบ้านก็คือ นิพพานระดับกลาง ๆ ที่ปุถุชนคนธรรมดาก็สามารถสัมผัสได้…ที่นี่…เดี๋ยวนี้ ซึ่งง่ายกว่าการมุ่งมั่นจะให้ได้อริยบุคคลเป็นไหน ๆ […]

Dhamma Daily : แก้กรรมเรื่องความรักตามหลักพุทธศาสนาต้องทำอย่างไร

เมื่อ ความรัก มีปัญหา สิ่งที่ควรทำคือการหันหน้าเข้าหากันเพื่อปรับความเข้าใจ แต่ถ้ายังไม่มีอะไรดีขึ้น การใช้ธรรมะแก้ปัญหาน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด

วิธีรับมือลูกน้องเจ้าปัญหาด้วยธรรมะของพระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ

วิธีรับมือลูกน้องเจ้าปัญหา ด้วยธรรมะของพระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ เชื่อว่าหัวหน้าหรือเจ้านายต้องเจอกับลูกน้องสารพัด ที่ดีก็ดีไป ช่วยให้องค์กรก้าวไปข้างหน้า แต่ถ้าเจอลูกน้องไม่ดีล่ะ โดดงาน หนีงาน ไม่รับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมาย จะมี วิธีรับมือลูกน้องเจ้าปัญหา อย่างไร พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ ได้เมตตาพร้อมชี้แนะธรรมมาประยุกต์ใช้ดังนี้ค่ะ   พระอาจารย์คะ ถ้าลูกน้องชอบโดดงาน หรือหยุดงานบ่อย (เกินควร) ในฐานะเจ้านาย เราควรทําอย่างไรดีคะ ก็ต้องทําตามกติกาที่ตกลงกันไว้ บางคนที่ยังมีคุณธรรมไม่สูง มักเอาแน่เอานอนไม่ได้ ถ้าช่วงนั้นจิตมีกิเลสตัวดีมากก็มาทํางาน แต่ถ้าบังเอิญขณะนั้นกิเลสตัวไม่ดีดันเข้ามาเป็นส่วนผสม ก็อาจจะขี้เกียจและหาข้ออ้างไม่มาทํางาน แบบนี้ก็ต้องทําตามระเบียบข้อบังคับที่เราตั้งไว้   แสดงว่าการลงโทษด้วยการหักเงินเดือนเขานี่สามารถทําได้ไม่บาปใช่ไหมคะ ถ้าตกลงกันไว้แล้วเป็นความยินยอมพร้อมใจของทั้งสองฝ่ายก็ถือว่าเราทําตามหน้าที่ถูกตามหลักธรรม ไม่บาป เพราะยินยอมกันทั้งสองฝ่ายเมื่อตกลงกันไว้แล้วก็ว่าไปตามนั้น จะให้พนักงานทุกคนมาทํางานแบบอยากมาก็มา ไม่อยากมาก็ไม่ต้องมา บริษัทคงล่มจม จึงต้องมีกฎกติกามารยาท หรือว่าระเบียบปฏิบัติไว้ ถ้าทําผิดก็หักไปตามส่วน แต่สําหรับคนที่มีคุณธรรมสูง เขาจะไม่เคยขาดไม่เคยลา เพราะขี้เกียจ เขาจะมาก่อนเวลาและเลิกทีหลังแน่นอน แต่คนที่มีคุณธรรมสูงนั้นมีน้อยคน ทั่วๆไปมักต้องเฉโกงซิกแซ็กไปเรื่อย นิตินัยข้อบังคับจึงเป็นสิ่งที่ควรมี เมตตากับกฎระเบียบต้องแยกกันให้ออกนะ เมตตาก็เมตตามีความปรารถนาดีต่อพนักงานทุกคน แต่ถ้าคุณทําผิดกฎกติกาก็ต้องออกจากระบบบริษัทไป จบข่าว   ถ้าลูกน้องทํางานดีไม่มีที่ติ แต่นิสัยเหลือทน […]

อัตตาคือของหวาน ทว่าไส้ตรงกลางคือยาพิษ

อัตตา คือของหวาน ทว่าไส้ตรงกลางคือยาพิษ นี่คือฉันนี่คือของของฉันความคิดเหล่านี้ คือ อัตตา ตัวตนซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนล้วนมีแต่อาจมีปริมาณมากหรือน้อยต่างกันไป หลายท่านพึงพอใจในอัตตาของตน ในขณะที่อีกหลายๆท่านพยายามลดละซึ่งอัตตาตัวตนให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะทําได้ หากอัตตาเป็นสิ่งที่หลายท่านต้องการในขณะที่อีกหลายท่านพยายามสลัดทิ้งเช่นนี้ พระพุทธศาสนาจะมีคําตอบของทางออกแห่งอัตตาอย่างไร   มนุษย์ที่มีอัตตามักจะไม่ยอมแพ้ใคร และทะเยอทะยานกระทั่งประสบความสําเร็จในชีวิต หากอัตตาก่อให้เกิดสิ่งที่ดีขนาดนั้น เพราะเหตุใดพุทธศาสนาจึงสอนให้คนไม่ควรมีอัตตาล่ะคะ มนุษย์ที่อยู่ในโลกียะยังคงมีอัตตาได้ เพื่อจะไปสู่จุดมุ่งหมาย ในชีวิตโดยการใช้กิเลส ใช้อัตตาให้เป็นแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตให้ประสบความสําเร็จ แต่ทุกสิ่งล้วนเป็น อนิจจัง ไม่มีสิ่งใดอยู่คงทนถาวร คลื่นลูกใหม่ย่อมเร็ว และแรงกว่าคลื่นลูกเก่าเสมอ ถ้าคนที่มีอัตตาสูงแล้วรับ ไม่ได้ที่ถูกคลื่นลูกใหม่เบียดเข้ามาแทนที่ เขาจะทุกข์ทรมาน มาก บางรายอาจถึงขั้นฆ่าตัวตายก็เป็นได้ ในท้ายที่สุดแล้ว อัตตาคือตัวปัญหาที่ทําให้มนุษย์เกิดความทุกข์ ยิ่งขนาดของอัตตาใหญ่ขึ้นเท่าไร ความ ทุกข์ก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น เขาจะรู้สึกใจหนักๆเหมือนมี มวลมาถ่วง เกิดความหวาดระแวง ดิ้นรน ร้อนรุ่ม ไม่มีความสงบภายในจิตใจ แม้จะประสบความสําเร็จหรือมี เงินทองมากมายเพียงใดก็ไม่เพียงพอ เพราะยังมีความต้องการให้เป็นดังเดิมตลอดไป   มนุษย์จะมีวิธีหรือขั้นตอนในการลดละอัตตาได้อย่างไรคะ ขั้นแรก เราควรใช้อัตตาให้เป็นเสียก่อน ซึ่งวิธีใช้อัตตา ให้เป็นคือ การใช้ความมีตัวมีตนนี่แหละมาเป็นแรงผลักดัน ให้เรามีความพยายาม มุมานะ จวบจนประสบความสําเร็จในชีวิตในโลก ขั้นต่อมาคือ […]

ที่ใดมีรักที่นั่นมีทางพ้นทุกข์ บทความธรรมะที่จะทำให้เข้าใจความรักดียิ่งขึ้น

ที่ใดมีรักที่นั่นมีทางพ้นทุกข์ บทความธรรมะที่จะทำให้ เข้าใจความรัก ดียิ่งขึ้น ที่ใดมีรักที่นั่นมีทางพ้นทุกข์ ส่วนมากมักเข้าใจว่า ที่ใดมีรักที่นั่นมีทุกข์ แต่ทำไมคราวนี้กลับตรงกันข้าม ความรักพาให้พ้นทุกข์ได้จริงไหม ลองมาหาคำตอบเพื่อทำความ เข้าใจความรัก ให้ดียิ่งขึ้นกันเถอะ ขึ้นชื่อว่า“ความรัก”น้อยคนที่จะกล้าปฏิเสธว่า ไม่ต้องการรับรัก หรือไม่เคยมอบความรักให้แก่ใคร เพราะความสุขจากความรักนั้นช่างหอมหวาน ในขณะเดียวกันความทุกข์ที่เกิดจากความรักก็สุดแสนทรมานเช่นกัน เมื่อความรักเป็นดั่งดาบสองคมเช่นนี้ พุทธศาสนาจะมีวิธีการจัดการกับความรักอย่างไร   พระอาจารย์คะ พระพุทธศาสนาให้ความสําคัญกับความรักไหมคะ ให้ความสําคัญสิ พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งความรักที่บริสุทธิ์เชียวละ ความรักที่บริสุทธิ์ในที่นี้คือการให้ พระพุทธเจ้าทรงให้ในสิ่งที่ดีที่สุดแก่มนุษย์ เป็นการให้เพียงฝ่ายเดียว ให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน แม้กระทั่งคําขอบคุณหรือความรักตอบ สิ่งที่ดีที่สุดที่พระพุทธเจ้าทรงมอบให้มนุษย์ทุกคนไม่ใช่ทรัพย์สมบัติหรือแก้วแหวนเงินทองใดๆ แต่ท่านทรงให้ในสิ่งที่มนุษย์พึงได้รับเมื่อเกิดมาชาติหนึ่ง นั่นคือ การหลุดพ้นจากวัฏสงสาร การเวียนว่ายตายเกิด ท่านปรารถนาให้เราพ้นทุกข์เข้าสู่นิพพาน ซึ่งจะทําให้มนุษย์เกิดปัญญา ตื่น เบิกบาน มีอิสระปล่อยวาง ปลอดโปร่ง โล่ง เบาสบาย ไม่เวียนวน ไม่มีทุกข์และได้สัมผัสถึงความสงบร่มเย็น   ในสังคมปัจจุบันมีข่าวฆาตกรรมหรือคดีความสืบเนื่องจากความรักฉันท์หนุ่มสาวมากมาย พระอาจารย์มีข้อคิดเตือนใจอย่างไรบ้างคะ คดีความต่างๆโดยมากเกิดขึ้นเพราะคนส่วนใหญ่มีเจตนาในการมอบความรักในวงจํากัด เป็นต้นว่า ความสุขของเขาคนนั้นจะต้องเกิดจากฉันเท่านั้น ห้ามเกิดจากคนอื่น อย่างนี้เรียกว่าเป็นความรักที่มีราคะมาเจือปน มีอกุศล มีความเป็นเจ้าของ ยึดครองถือครอง […]

ดี ชั่ว เราเลือกได้ บทความธรรมะดี ๆ จากพระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ

ดี ชั่ว เราเลือกได้ บทความธรรมะดี ๆ จากพระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญจะมาไขข้อข้องใจเรื่องคนดี-คนชั่ว และเกณฑ์การตัดสินความดีและความชั่วว่าควรใช้อะไรตัดสิน เราอาจจะพบว่า ดี ชั่ว เราเลือกได้ ไม่ได้เป็นเรื่องชะตาฟ้าลิขิต แต่เป็นเราที่สามารถลิขิตเองได้ ” คนดีได้ดีมีที่ไหน คนชั่วได้ดีมีถมไป”เป็นคํากล่าวที่ทําให้คนใฝ่ดีรู้สึกกระอักกระอ่วนใจไม่มากก็น้อย ผนวกกับหลายเหตุการณ์ในปัจจุบันที่ทําให้คํากล่าวนี้ดูหนักแน่นขึ้นทุกที ถ้าเช่นนั้นเราควรเลือกยืนอยู่ฝ่ายใดกันแน่ ความดีหรือความชั่วร้าย..   คนที่ถูกสังคมตราหน้าว่าเป็นคนไม่ดี เช่น คนที่ครั้งหนึ่งเคยติดยา หรือพวกเด็กแว๊น เขาจะต้องทําอย่างไรคะ ถ้าต้องการกลับตัวเป็นคนดี ถ้าเขาอยากเป็นคนดีจริงๆ สิ่งแรกที่จะเปลี่ยนแปลงคือจิตใจแค่ความรู้สึกภายในใจเปลี่ยนเป็นใฝ่ดี เขาก็จะกลายเป็นคนดีทันทีเลย แม้ยังไม่ได้เริ่มทําอะไรเลยนะ เพราะจิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว ถ้ามีจิตตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองไปในทางที่ดีแล้วพฤติกรรมและวาจาก็จะเปลี่ยนไปในทางที่ดีด้วย เรียกได้ว่าแค่ใจคิดจะเปลี่ยนขณะนั้นก็ได้เป็นคนดีเรียบร้อยแล้ว   บางสังคมเรียกการกระทําแบบหนึ่งว่าเป็นความดี แต่อีกสังคมกลับมองว่าเป็นความชั่ว จริงๆแล้วเราจะใช้เกณฑ์อะไรมาวัดคะ ยุคสมัยนี้คนที่ร่ําเรียนสูง มีงานดี มีเงิน มียศฐาบรรดาศักดิ์มีบริวาร และมีชื่อเสียง มักจะถูกสังคมยกย่องว่าเป็นคนดีน่านับถือ แต่คนเหล่านี้อาจจะไม่ใช่คนดี ไม่ใช่คนที่น่านับถือในอีกหมื่นปีข้างหน้าก็ได้ ซึ่งหลักธรรมคําสอนได้อธิบายไว้ว่า ความจริงทุกสิ่งแบ่งออกเป็น2ชนิด คือ สมมุติสัจจะและปรมัตถสัจจะ สมมุติสัจจะ คือ […]

“กรวดน้ำ” หนทางแห่งกุศล …ไม่มีประมาณ

แม้คนตายจะตายไปแล้ว แต่การทำบุญกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลนั้นเป็นสิ่งที่ควรทำ เป็นคุณธรรมของคนที่ยังอยู่ ส่วนผู้รับจะได้รับหรือไม่นั้น ตามหลักพุทธศาสนาท่านไม่ได้ให้ความสำคัญเท่ากับคนที่อยู่ได้ทำบุญ แล้วมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว

ปัญหาธรรมประจำวันนี้: ภัยพิบัติ ป้องกันด้วยการแผ่เมตตาได้หรือไม่

ขณะนี้หลายจังหวัดในภาคใต้ของไทยกำลังประสบอุทกภัยครั้งใหญ่ ซีเคร็ตจึงขอนำข้อคิดเกี่ยวกับเรื่อง ภัยพิบัติ ทางธรรมชาติ จากพระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญมาฝาก

ทุกข์ของคนเป็นพ่อ เมื่อลูกชายทำให้เป็นทุกข์แสนสาหัส

เชื่อไหมครับ ก่อนที่จะมาพบพระอาจารย์ ผมทำทุกทางเพื่อแก้ไขปัญหาของลูกชาย ทุกข์ของคนเป็นพ่อ ไม่ว่าลูกชายจะทำเรื่องเลวร้ายสักเท่าไร ผมก็ทำใจตัดทิ้งเขาไปไม่ได้

ยุติ วงจรปฏิจจสมุปบาท เพื่อตัดภพให้สิ้นชาติ โดยพระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ

ยุติ วงจรปฏิจจสมุปบาท เพื่อตัดภพให้สิ้นชาติ โดยพระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ หากต้องการสิ้นสังสารวัฏ การเวียนว่ายตายเกิด ต้องเข้าใจในปฏิจจสมุปบาท แต่เข้าใจเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องทำลาย วงจรปฏิจจสมุปบาท ด้วย เพื่อให้กระจ่างในเรื่องนี้ พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญตอบปัญหาธรรมที่มีผู้สนใจส่งเข้ามาในหัวข้อปฏิจจสมุปบาท เพื่อเป็นประโยชน์สำหรับการปฏิบัติ และเข้าใจในหลักธรรมนี้มากขึ้น   ปฏิจจสมุปบาทและอิทัปปัจจยตาเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร ตามจริงแล้วเป็นหลักธรรมเดียวกัน ท่านเรียกว่า “อิทัปปัจจยตาปฏิจจสมุปบาท” เป็นกระบวนการของธรรมที่ส่งต่อกันเป็นลูกโซ่ หรือเป็นเหตุปัจจัยที่ส่งต่อให้เกิดสิ่งต่าง ๆ แต่เพราะเป็นหลักธรรมชื่อยาวเรียกยาก จึงนิยมแยกเรียกเป็นอิทัปปัจจยตาบ้าง ปฏิจจสมุปบาทบ้าง   ทำอย่างไรไม่ให้เกิดการยึดติด (อุปาทาน) การยึดติด หรือที่ท่านเรียกว่า “อุปาทาน” เกิดขึ้นจากตัณหา มันเป็นกระบวนการสืบทอด อุปาทานไม่สามารถเกิดขึ้นมาเองได้  ซึ่งในวงจรของปฏิจจสมุปบาทอธิบายไว้ชัดเจนว่า อุปาทานมาจากตัณหา ตัณหาก็มาจากเวทนา เวทนาก็มาจากผัสสะ ทีนี้ผัสสะหรือการกระทบ เมื่อผัสสะเกิดขาดสติ กิเลสก็มาจึงเกิดเป็นเวทนา หรือความรู้สึก มีความรู้สึกชอบ ไม่ชอบ จึงเกิดตัณหาตามมา ไม่ต่างจากวงจรชีวิตของหนอน ที่จะกลายเป็นผีเสื้อในวันข้างหน้า จากตัณหาก็เป็นอุปาทาน ทำอย่างไรไม่ให้เกิดอุปาทาน มีวิธีเดียวคือการมีสติในขณะเกิดผัสสะ เช่น เห็นก็รู้ว่าเห็น […]

Dhamma Talk : ชวน “พ่อ” เดินทางสายธรรม

Dhamma Talk : ชวน “พ่อ” เดินทางสายธรรม โดย พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ คุณพ่อไม่ค่อยสนใจเรื่องธรรมะเลยค่ะ  จะมีวิธีทำอย่างไรให้ท่านหันมาสนใจธรรมะดีคะ เรานี่แหละต้องเริ่มก่อน  ถ้าเราไม่สนใจแล้วพ่อจะสนใจมันก็เป็นไปได้ยาก  ถ้าเราสนใจ  เรามีธรรมะ  ปฏิบัติธรรมแล้ว  ธรรมะเหล่านี้จะซึมซับอยู่ในตัวเรา และติดตัวกลับมาที่บ้าน  พ่อแม่ก็จะได้เห็นธรรมะจากตัวเรา  เห็นเราก็เหมือนเห็นธรรม  สนทนากับเราก็เหมือนได้สนทนาธรรม พ่อแม่ได้ซึมซับธรรมจากตัวเรา  ต่อไปเราไปไหนพ่อแม่ก็อาจอยากตามไป  เราไปวัดท่านก็อาจจะตามไป  เพราะซึมซับเข้าเป็นเนื้อเดียวกันแล้ว แต่ถ้าเราไม่มีธรรมะ  ไม่ได้ซึมซับธรรมะ  ท่านก็ไม่ได้เห็นธรรมผ่านเรา  ไม่ได้สนทนาธรรมกับเรา  เราไปไหนท่านก็คงไม่ตามไปด้วยหรอก ฉะนั้นวิธีดึงพ่อแม่ให้เข้าสู่วงการนี้  ตอบโดยสรุป คือ  เริ่มต้นที่ตัวเรา  เราไปศึกษา  ไปปฏิบัติ เพื่อให้ธรรมเกิดขึ้นกับตัวเอง  แล้วพ่อแม่หรือคนในครอบครัวที่เราปรารถนาให้มาสนใจธรรมะ  ก็จะได้เห็นธรรมจากเราและซึมซับมาทางนี้ได้   พระอาจารย์คะ  ถ้าพ่อแม่ของเรามีศรัทธาในพุทธศาสนาแต่เป็นไปในแนวการสะเดาะเคราะห์  เราควรดึงท่านมาสนใจธรรมะอย่างแท้จริง  อย่างไรคะ ต้องค่อยเป็นค่อยไป  เราไม่ควรปฏิเสธท่านเสียทีเดียวหรอก  แต่ควรค่อย ๆ นำเสนอ ค่อย ๆ พูดเล่าสู่กันฟัง เพื่อปรับสมดุล  พอท่านได้ยินได้ฟังมากขึ้น  ท่านก็จะทำน้อยลง  ห่างลง  […]

เหนือกว่าศีล 5 คือ กุศลกรรมบถ 10 โดย พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ

เหนือกว่าศีล 5 คือ กุศลกรรมบถ 10 – อันที่จริงแล้วศีลห้านั้นไม่ใช่ข้อปฏิบัติที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติขึ้น แต่เป็นข้อปฏิบัติที่มีอยู่ก่อนแล้วในสังคมอินเดียโบราณ และเป็นธรรมประจำใจของมนุษยชาติทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าจะในยุคใดสมัยใด มีพระพุทธเจ้าหรือไม่ มนุษย์ก็มีศีลห้าเป็นธรรมประจำใจมาโดยตลอด เพื่อให้เกิดสันติภาพในการอยู่ร่วมกันเป็นสังคม ส่วนข้อปฏิบัติที่พระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้สอน เป็นผู้บัญญัติเพิ่มเติมขึ้นมาก็คือ หลักกุศลกรรมบถ 10 และ อกุศลกรรมบถ 10 โดยได้ระบุรายละเอียดของสิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำเอาไว้อย่างจำเพาะเจาะจงกว่าศีลห้าเล็กน้อย เพื่อให้ชัดเจนมากขึ้นสำหรับการนำไปปฏิบัติ แต่ทั้งนี้อาตมาอยากจะเน้นย้ำอีกครั้งว่า ธรรมะในพระพุทธศาสนาทุกข้อทุกประการ ไม่ว่าจะเป็นหัวข้อธรรมใด ๆ ก็ตาม ล้วนเป็นเพียงคำสอน ไม่ใช่คำสั่ง ไม่ใช่ข้อห้าม ไม่ใช่กฎหมาย ไม่ใช่ข้อบังคับ คำว่า “เวระมะณี” สำหรับคฤหัสถ์ ชาวบ้าน ฆราวาสทั้งหลายจึงหมายความว่า เครื่องเว้น ควรเว้น หรือเว้นเสียบ้างเท่านั้น เช่น วันโกน วันพระ วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา วันสำคัญของชาติ วันนักขัตฤกษ์ต่าง ๆ วันเกิดของตนเองหรือคนในครอบครัว ฯลฯ ก็ควรถือเป็นโอกาสอันดีที่จะละเว้นจากการทำความชั่วเสียบ้าง เป็นต้น ส่วนสิ่งใดที่ทำผิด ล่วงละเมิดไปแล้วก็ไม่ควรวิตกกังวลมากจนเกินไป หลัก กุศลกรรมบถ […]

ชาติหน้าดีแค่ไหน กำหนดได้ด้วย จิตดวงสุดท้าย โดย พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ

ชาติหน้าดีแค่ไหน กำหนดได้ด้วย จิตดวงสุดท้าย โดย พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ ดวงจิตที่มีสติมาบล็อกมากั้น ด้วยอำนาจของการตั้งสติกำหนดจิตให้ผ่องใส บริสุทธิ์ ปราศจากเชื้อของกิเลสมาแปดเปื้อนในช่วงจิตดวงสุดท้ายนั้น เมื่อจิตดับลงแล้วย่อมไปเกิดในสุคติภูมิ ถ้าไปเกิดเป็นมนุษย์ก็จะได้คุณสมบัติพิเศษ เรียกว่า “ติกขบุคคล” ซึ่งประกอบด้วยไตรเหตุ คือมีลักษณะ 3 ประการที่พิเศษกว่าคนธรรมดาทั่ว ๆ ไป ได้แก่ 1. รูปสวย 2. รวยทรัพย์ 3. ไม่อับปัญญา คุณลักษณะ 3 อย่างนี้ถือว่าเป็นมนุษย์สมบัติอันสมบูรณ์แบบที่ใคร ๆ ก็พึงปรารถนา เพราะถ้ารูปสวย เกิดมารูปร่างหน้าตาดี ตระกูลก็ดี แถมยังรวยด้วย แต่กลับเอ๋อ ติงต๊อง เบ๊อะบ๊ะ จับเจ่า จ๊กมก ซื่อบื้อ นี่ก็ไม่ไหวนะ ปัญญาไม่สัมปยุต แบบนี้หลายคนก็ไม่ปรารถนา หรือถ้าปัญญาดีและรวยด้วย แต่รูปร่างหน้าตากลับดูไม่ได้เลย แบบนี้ก็คงไม่ไหวเหมือนกัน คำว่า “รูปสวย” ก็คือ รูปร่างหน้าตาดี สมส่วนตั้งแต่หัวจรดเท้า ตัวอย่างเช่น เบญจกัลยาณี […]

กรรมของผู้ปฏิบัติธรรม โดย พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ

กรรมของผู้ปฏิบัติธรรม โดย พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ แม้การปฏิบัติธรรมจะเป็นสิ่งที่ควรทำเพื่อฝึกจิตให้พร้อมที่จะมีสติทุกเมื่อ แต่ก็มีนักปฏิบัติธรรมจำนวนมากที่ยังปฏิบัติผิดทาง ทำให้แทนที่จะได้สติ กลายเป็นขาดสติยิ่งขึ้น พวกที่หนึ่ง เป็นพวกชอบเผลอ เหม่อ เอ๋อ ใจลอย จับเจ่า จ๊กมก ซื่อบื้อ หลงดู หลงฟัง หลงกลิ่น หลงรส หลงสัมผัสทางกาย และหลงหรือไหลไปกับความคิด อยู่ในโลกแห่งความคิดจินตนาการเพ้อฝันต่าง ๆ การปฏิบัติแบบนี้จึงกลายเป็นทางไปสู่ภพภูมิของสัตว์เดรัจฉาน พวกที่สอง เป็นพวกชอบบังคับกาย บังคับใจ เกร็ง เพ่ง บังคับทั้งกายและใจ ต้องการเอาชนะ ต้องการจะควบคุมให้ทุกอย่างอยู่ในอำนาจของตัวเอง แต่เมื่อสิ่งต่าง ๆ ไม่เป็นตามที่ต้องการ ไม่อยู่ในอำนาจ ก็เกิดโทสะ หงุดหงิด โมโห อึดอัด ลนลาน ลุกลี้ลุกลน กระสับกระส่าย กระวนกระวาย จิตใจกลัดกลุ้มรุ่มร้อน และเมื่อรู้ว่าโทสะเกิดก็จะพยายามเข้าไปบังคับโทสะเพื่อให้โทสะดับไป หายไป กลายเป็นเกิดโทสะกับโทสะที่เกิดขึ้นอีกทีหนึ่ง โมโหกับความโมโห หงุดหงิดกับความหงุดหงิด อึดอัดกับความอึดอัด เป็นต้น การปฏิบัติแบบนี้จึงกลายเป็นทางสู่ภพภูมิสัตว์นรก พวกที่สาม […]

สนทนาธรรมร่วมสมัย ระหว่าง “พระนักเผยแผ่รุ่นใหม่” และ “ลูกศิษย์สุดแนว”

ฉบับนี้นับเป็นโอกาสอันดีที่ พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ พระวิปัสสนาจารย์ผู้มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย ได้มาให้ความรู้ทางธรรมและตอบข้อสงสัยที่หลายคนอยากรู้โดยมีลูกศิษย์สุดแนว ป๊อด – ธนชัย อุชชิน เป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ ตั้งคำถามสุดจี๊ด พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทั้งทางโลกและทางธรรมกับพระอาจารย์ ก่อนการสนทนาธรรม Secret ได้ซักถามถึงความเป็นมาในการทำงานร่วมกันทั้งทางโลกและทางธรรมระหว่างพระอาจารย์และลูกศิษย์ ย้อนไปเมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว คุณป๊อดและพระอาจารย์พบกันได้อย่างไรคะ พระอาจารย์นวลจันทร์ : เจอกันครั้งแรกที่สถานที่ประสูติพระพุทธเจ้า ประเทศเนปาล เมื่อก่อนอาจารย์ก็แทบไม่รู้จักป๊อดเลย แต่เคยได้ยินชื่อบ้าง เพราะเราเป็นพระสายปฏิบัติความเคลื่อนไหวทางโลกหายไป ช่วงที่อาจารย์พาคณะลูกศิษย์ไปอินเดีย และเดินทางไปที่เมืองลุมพินี ในประเทศเนปาลได้มาเจอป๊อดที่ที่พักโดยบังเอิญ หนึ่งในลูกศิษย์ที่ไปด้วยกันเป็นรุ่นพี่ของป๊อดที่โรงเรียนสวนกุหลาบฯ จึงชวนป๊อดมารู้จักพระอาจารย์ ป๊อด : ครับ รุ่นพี่คนนั้นชื่อ พี่ใหญ่ เจอกันโดยบังเอิญที่ที่พัก พี่เขาชวนมากราบพระอาจารย์ ผมก็เข้าไปกราบท่านพอได้เจอท่าน ท่านก็ชวนคุย แล้วพี่ใหญ่ก็แนะนำว่า “คนนี้ชื่อป๊อด เป็นนักร้องที่เรานำเพลงเขามาใช้ในคอร์สปฏิบัติธรรมครับ” ผมดีใจมาก ไม่น่าเชื่อว่าเพลงของเรานำไปใช้ในสถาน-ปฏิบัติธรรมได้ด้วย จากนั้นท่านได้มอบหนังสือที่ท่านเขียนให้ผมนี่เป็นครั้งแรกที่พบท่านครับ วันนั้นคุณป๊อดก็ได้รู้ว่าตัวเองเกิดวันเดียวกับพระอาจารย์ด้วย ป๊อด : วันนั้นอยู่ ๆ พระอาจารย์ก็ถามว่าผมเกิดวันที่เท่าไหร่เดือนอะไร ปีอะไร ผมตอบไปว่า 24 พฤษภาคม 2514 ท่านก็ว่า “อ้าว ตรงกับอาตมาเลย” เลยได้รู้ว่าเกิดวันเดียวกับท่าน คุณป๊อดเข้ามาช่วยงานพระอาจารย์ได้อย่างไรคะ ป๊อด : หลังจากนั้น คุณจอม (ปรียวิศว์ โยธีพิทักษ์) ลูกศิษย์ท่านก็โทร.มาหา บอกว่าพระอาจารย์เชิญไปแลกเปลี่ยนมุมมองในคอร์สปฏิบัติธรรมของท่าน และให้เอากีตาร์มาเล่นดนตรีด้วยปกติผมเล่นคอนเสิร์ตให้คนสนุก กระโดดตัวลอย เฮฮาครั้งนั้นเล่นให้ผู้ชมที่ใส่ชุดขาว นั่งกับพื้นดู และทุกคนดูสงบถือเป็นมิติใหม่ในการแสดงดนตรีของผมมาก (หัวเราะ) พระอาจารย์ให้คุณป๊อดมาช่วยงานด้านไหนคะ พระอาจารย์นวลจันทร์ : จริง ๆ แล้วเขาก็เหมือนเทศน์กัณฑ์บทเพลง บทธรรม ถ้าฟังดี ๆ ก็เหมือนเทศน์กัณฑ์หนึ่งเลยนะคนทั่วไปอาจไม่ได้สนใจหรือตรึกตรองตรงนี้เท่าไร แต่พอทีมงานนำเพลงมาใช้ในหลักสูตรปฏิบัติธรรม เราเอาเพลงเขามาทำเป็นสื่อการสอน เช่น เพลง “มา” ที่มีเนื้อร้องว่า “ทุกอย่างแล้วก็ว่างเปล่า ทุกสิ่งเพียงแค่ชั่วคราว เมื่อเห็นทุกข์ในเรื่องราวและรู้ว่าทุกสิ่งต้องปวดร้าว” นี่เป็นหลักธรรมตั้งแต่ไตรลักษณ์หลักอริยสัจ เชื่อมโยงไปถึงวงจรปฏิจจสมุปบาท จึงมองว่าน่าจะมาทำงานเผยแผ่ธรรมะร่วมกันได้ เพื่อเสริมให้คนทั่วไปเห็นว่าธรรมะแฝงอยู่ทั่วไป ทั่วทุกอณูในชีวิต และทุกอย่างในโลก ในฐานะศิลปินเขาก็แฝงบทธรรมเหล่านี้ไว้ จึงขอให้เขามาเป็นพรีเซ็นเตอร์ทางธรรมด้วยกัน เพราะฉะนั้นเวลามีคอร์สปฏิบัติธรรมจึงเชิญเขามาเสริมด้านเนื้อธรรม แก่นธรรม โดยเฉพาะหลัง ๆ มีคนรุ่นใหม่มาเข้าคอร์สกันมาก ถ้าเขาได้ฟังบทเพลงธรรมะประกอบก็จะปรุงจิตให้อ่อนโยน นี่แค่เพลงเดียวเองนะ เพลง “มา” ที่พระอาจารย์พูดถึงนี้ คุณป๊อดได้แรงบันดาลใจในการเขียนมาจากไหนคะ ป๊อด : หลังจากผมบวชประมาณ 4 เดือนครึ่ง เมื่อกลับมาเป็นฆราวาสก็ตรึกตรองดูว่าเราเข้าใจอะไรที่พระพุทธเจ้าทรงสอนบ้าง จึงได้เขียนเพลง “มา” ซึ่งผมซ่อนความหมายในเนื้อเพลงไว้ว่า “(พระพุทธเจ้า) มาทำให้ฉันมีความสุข ในโลกที่ไม่เคยหยุด และไม่เคยรู้มาก่อน มาทำให้ฉันมองดูใหม่ ลึกลงไปในจิตใจ ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน” ผมซ่อนความหมายนี้เอาไว้เนียน ๆ เพราะจริง ๆ แล้วเราแต่งเพื่อบอกตัวเอง ยังไม่ได้อยู่ในจุดที่จะไปสอนใคร เราแค่เข้าใจอะไรก็เขียนเป็นเพลง เพื่อสอนใจตัวเองทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเพลง “มา” “ตาสว่าง” หรือเพลงอื่น ๆ ผมเพียงคิดว่าหากเพลงนี้ไปตรงกับชีวิตใคร แล้วทำให้เขาตาสว่างขึ้นด้วยนับเป็นเรื่องดี จนกระทั่งลูกศิษย์พระอาจารย์มาถอดรหัสและนำไปใช้ ซึ่งผมก็ดีใจที่สุดท้ายแล้วมันเป็นประโยชน์ต่อคนที่มาปฏิบัติธรรม การสนทนาธรรม ป๊อด : ในฐานะที่ผมเป็นคนทำงานในวงการบันเทิงมักได้ยินคำถามที่ว่า คนที่ทำอาชีพแบบนี้ คือในวงการบันเทิง ทั้งนักร้อง นักแสดง ทำให้คนเกิดกิเลส ผิดศีล พระอาจารย์เห็นอย่างไรครับ พระอาจารย์นวลจันทร์ : ลองตัดคำว่า “อาชีพแบบนี้” ออกไปก่อน และมองว่าอกุศล กาม หรือแม้แต่โทสะ หรือกิเลสอื่น ๆ ล้วนเกิดขึ้นที่ ใจเรา ไม่ได้เกิดขึ้นที่การเป็นนักร้องนักแสดง สิ่งสวยงามในโลกนี้ไม่ใช่กาม ทุกอย่างเป็นกลาง ๆและเป็นอยู่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าจึงให้เราเน้นดูที่ “ข้างใน”เพราะเรายังต้องอยู่กับโลก ต้องเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านี้ คนส่วนมากมองว่า การละเล่น การแสดง การละครทำให้คนเกิดกิเลส เกิดอกุศล ถ้าตอบว่า “ใช่” แล้วอาชีพอื่นและสิ่งอื่น ๆ ในโลกนี้ล่ะ ไม่เป็นปัจจัยให้เกิดกิเลส เกิดอกุศลเลยหรือ นอกจากนักร้อง นักดนตรี และนักแสดงแล้วสิ่งอื่น ๆ คุณไม่เคยมองเห็นโทษเลยใช่ไหม เช่น การช็อปปิ้งการกิน ไม่เป็นกิเลสเลยหรือ จริง ๆ แล้วทุกอย่างเหมือนกันหมด พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้เราดูเจตนาข้างใน แม้แต่ผู้ที่ทำอาชีพบันเทิงก็ต้องดูว่ามีจุดมุ่งหมาย ความตั้งใจจะสื่ออะไรให้ผู้ชม ผู้ฟัง มีเจตนาที่จะมอมเมาหรือยั่วให้คนที่ยังไม่เกิดโลภะให้มีโลภะ หรือที่ยังไม่เกิดโทสะก็ทำให้เกิดโทสะ ถ้าเป็นเช่นนี้ก็ชัดเจนว่าเป็นอกุศล ในทางตรงกันข้าม ถ้าเรามีเจตจำนงสนับสนุนให้เกิดการตื่น ตาสว่าง เกิดปัญญา เข้าใจชีวิต เข้าใจสัจธรรมว่า ทุกสิ่งเพียงชั่วคราว ทุกอย่างแล้วว่างเปล่า หากเป็นเช่นนี้ตอบได้เลยว่าไม่ผิดศีล เพราะเรารู้อยู่แก่ใจว่าเรามีเจตนาเช่นไร   ป๊อด : พระอาจารย์มีคำแนะนำในการปฏิบัติธรรมสำหรับคนในวงการบันเทิงหรือทำงานกลางคืนอย่างไรบ้างครับ พระอาจารย์นวลจันทร์ : อาจารย์พูดเสมอว่า การปฏิบัติธรรมไม่มีกลางวัน ไม่มีกลางคืน ทำอะไรก็ทำไป แต่ไม่ไปจากธรรม ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่าทำอะไร แต่อยู่ที่ว่ามีธรรมอยู่หรือเปล่าถ้าธรรมไม่อยู่แล้วก็ไม่น่าทำ เพราะธรรมไม่อยู่แล้วจะเป็นกรรม ถ้ายังเลิกทำอาชีพแบบนี้ไม่ได้ก็ให้มีธรรมประจำใจ เช่นสมาธิ สติ หรือกุศลอื่น ๆ โดยเฉพาะธรรมภาคปฏิบัติ เช่นการกลับมาดูลมหายใจเป็นช่วง ๆ ในระหว่างการทำงาน ทั้งกลางวันและกลางคืน หรือทำอาชีพอะไรก็ตาม แม้จะไม่ได้บริสุทธิ์ทั้งหมด แต่ช่วงเวลาที่กลับมาอยู่กับลมหายใจ จิตก็มีที่ตั้ง มีสติ มีสมาธิ เรียกว่า ธรรมยังประกบอยู่กับโลก ต่อให้อาชีพนั้นเป็นบาป เป็นอกุศล แต่ถ้าคุณไม่ได้เอาจิตไปอยู่กับงานตรงนั้นทุกวินาที ทุกนาที หรือทุกชั่วโมง โดยมีบางช่วงที่ถอนจิต ถอนความรู้สึกให้มาอยู่กับกุศล ให้ใจสงบ ร่มเย็นธรรมก็ยังมีส่วนร่วมกับโลก เมื่อธรรมอยู่กับโลก ธรรมก็คุ้มครองโลก ป๊อด : การปฏิบัติเช่นนี้น่าจะเหมาะกับทุกคนทุกอาชีพใช่ไหมครับ พระอาจารย์นวลจันทร์ : ส่วนมากจะเน้นอาชีพที่ล่อแหลมเมื่อเรายังไม่หลุดพ้นและยังต้องอยู่ในโลก ก็ไม่ควรหนีไปจากโลก แต่ขอแค่ให้ธรรมได้มีส่วนร่วมอยู่ในชีวิตของคุณ ขอให้ธรรมมีส่วนแทรก แหวก เจาะ ทะลุทะลวง แทรกเข้าไปในเวลาที่คุณประกอบกิจนั้น ๆ ให้ธรรมะภาคปฏิบัติ เช่น การดูลมหายใจชะแว้บเข้ามา ในช่วงที่อยู่กับลมหายใจจะไม่มีความคิดคำนึงถึงใคร ไม่มีเหตุการณ์ ไม่มีเวลา ไม่มีสถานที่จิตจะว่าง ว่างจากอารมณ์ ว่างจากโลภะ โทสะ โมหะ ว่างจากอกุศล ว่างจากกิเลส เมื่อจิตกลับมาอยู่กับกุศลได้มากเท่าไหร่ ก็จะลดปริมาณของการเกิดอกุศลได้มากขึ้นเท่านั้น ป๊อด : ถ้ายกตัวอย่างคนทำอาชีพโฆษณาล่ะครับบางครั้งต้องโกหก อวดอ้างสรรพคุณสินค้าการกระทำแบบนี้เป็นบาปหรือเปล่า พระอาจารย์นวลจันทร์ : แค่ “บางครั้ง” ดีแล้ว น่าอนุโมทนาแต่ถ้าไม่ใช่บางครั้ง แล้วเป็นทุกครั้ง อันนี้ไม่น่าอนุโมทนาเมื่อเรายังอยู่ในโลกิยะ อยู่ในวงการธุรกิจ วงการตลาดที่ต้องใช้กิเลสมาปรุงแต่งย้อมจิต ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้าถามว่าบาปไหม ก็ตอบว่าเป็นบาปแน่นอน แต่ไหน ๆ จะบาปแล้วก็ต้องมีความฉลาด หรือเรียกว่าการบริหารจัดการ ต้องฉลาดในการทำบาป คือนาน ๆ ทำที ไม่ได้ทำถี่ ๆ หากทำเพียงบางครั้งก็ถูกต้องแล้ว น่าอนุโมทนา ป๊อด : การทำบาปที่พระอาจารย์กล่าวถึงนี้ คือผิดศีลข้อ 4 ใช่ไหมครับ พระอาจารย์นวลจันทร์ : ถ้าทำงานอยู่ในวงการโฆษณา รักษาศีลข้อ 4 หรือข้อมุสายากมาก คุณก็ไม่ต้องสมาทานศีลข้อนี้เลยแต่อีกสี่ข้อก็ต้องรักษาอย่าให้ขาด ต้องรักษาไว้ให้ได้มากที่สุดความผิดพลาด ความบกพร่องมีอยู่หนึ่ง แต่ส่วนที่ดีมีประโยชน์มีอีกสี่ เราควรมามองที่สี่ข้อที่เหลืออยู่ ต้องรักษาไว้ให้ดี ป๊อด : ตอนนี้ผู้ใหญ่จำนวนไม่น้อยห่วงว่าวัยรุ่นส่วนใหญ่มองว่าธรรมะเป็นเรื่องของคนสูงอายุเป็นเรื่องเชย พระอาจารย์มีกลยุทธ์อย่างไรให้เด็กวัยรุ่นหันมาสนใจธรรมะ พระอาจารย์นวลจันทร์ : ง่ายนิดเดียว กลยุทธ์อยู่ที่ “การนำเสนอ” ต้องให้เหมาะกับคนรุ่นใหม่ ธรรมะเป็นสิ่งที่ดีอยู่แล้วแต่หลายคนไม่เข้าหาธรรมะเพราะรูปแบบการนำเสนอไม่น่าสนใจ ไม่ถูกจริต ไม่เร้าใจ จึงไม่มีโอกาสเรียนรู้แก่นธรรมถ้าเราหวังให้คนรุ่นใหม่หันมาสนใจธรรมะ อาจลองเปลี่ยนจากฟังพระเทศน์มาฟังเพลงธรรมะบ้างก็ได้ ป๊อด : พระอาจารย์ใช้วิธีการไหนในการนำเสนอธรรมะครับ พระอาจารย์นวลจันทร์ : หลักของอาจารย์อยู่ที่กลุ่มผู้ฟังหรือผู้รับ สมมุตินั่งฟังกันอยู่ แล้วเริ่มเห็นว่าบรรยากาศไม่ไหวแล้วก็พาเขาเปลี่ยนกิจกรรมไปทำอย่างอื่นบ้าง จริง ๆ แล้วอาจารย์ก็ดำเนินตามรอยพุทธจริยา พระพุทธเจ้าทรงมองดูกลุ่มผู้รับเป็นหลักเสมอ เพื่อให้เกิดประโยชน์กับเขาเอง ไม่ใช่ว่าเราให้ในสิ่งที่เราอยากจะให้ แต่ควรคำนึงว่าเขาต้องการอะไรต้องมีศิลปะในการให้ คนรุ่นใหม่ไม่อยากเข้าวัด ต้องถามว่าวัดน่าเข้าไหมมีอะไรที่เด็กสนใจไหม จะไปโทษเด็กฝ่ายเดียวไม่ได้ เราต้องมองตัวเองด้วย แต่ตอนนี้ก็มีนิมิตหมายอันดี น่าอนุโมทนาที่มีนักเผยแผ่รุ่นใหม่หลายท่านปรุงวิธีการนำเสนอธรรมะได้อย่างลงตัว หากเขาไม่ได้สนใจพระ ไม่เข้าหาพระ เราก็ไม่ต้องเอาพระไปหาเขา หรือถ้าไม่อยากไปวัด ก็ไม่ต้องไปวัด สมัยนี้จึงมีสวนธรรม มีบ้านปฏิบัติธรรม อย่างน้อยคนที่รู้สึกไม่ดีกับวัดและพระก็ไปปฏิบัติธรรมได้ ตอนนี้ก็มีประยุกต์จัดบ้านจัดสวน จัดบรรยากาศโรงหนัง โรงละครในการเสนอธรรมะอย่างการจัดงานวัดลอยฟ้าที่สยามพารากอนที่ผ่านมา ทำให้คนได้ความรู้ทั้งทางโลกทางธรรม โลกไม่ช้ำ ธรรมไม่เสียตอนหลังก็มีการนำเสนอช็อปปิ้งบุญ ธนาคารออมศีล กิจกรรมเหล่านี้ต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ทั้งสิ้น ป๊อด : เรื่องวัยรุ่นชอบยกพวกตีกันก็เป็นประเด็นที่น่าเป็นห่วง เรื่องนี้พระอาจารย์มีคำแนะนำอย่างไรครับ และทำไมเรื่องแบบนี้ถึงเกิดทุกยุคทุกสมัย พระอาจารย์นวลจันทร์ : จริง ๆ แล้วเกิดจากการปลูกฝังจากผู้ใหญ่และการเห็นชอบตามกันรุ่นต่อรุ่น เรียกได้ว่าเป็นวงจรที่สืบต่อกันมา เช่น เด็กรุ่นใหม่เห็นว่ารุ่นพี่ทำอะไรกันมาก็โอ้โห ฮีโร่ สุดยอด ซึ่งที่จริงแล้วการนำเสนอและการป้อนข้อมูลก็สำคัญ หากมีการให้ข้อมูลที่ไม่ดี แต่นำเสนอว่าดี เด็กรุ่นใหม่ไปเห็นก็กลายเป็นว่าข้อมูลที่ไม่ดีกลับเป็นสิ่งที่ดี เป็นสิ่งที่พึงกระทำ น่าเอาเป็นเยี่ยงอย่าง เช่น ถ้าเข้าอาชีวศึกษา ไม่ยกพวกตีกันเป็นไปไม่ได้ กลายเป็นว่าเขามองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องดี ป๊อด : ผมเคยพูดในคอนเสิร์ตเวลาที่มีการตีกันว่า “ยุคนี้ยังตีกันอีกเหรอ เชยมาก” เขาจะรู้สึกอายว่าสิ่งที่เขาทำมันเชยเพราะอาจเคยคิดว่าทำแล้วเท่ แต่พอเราบอกไปว่ามันไม่ใช่ของเท่เลยนะ เขาเลยหยุดตีกัน พระอาจารย์นวลจันทร์ : วิธีที่ป๊อดพูดคือการป้อนข้อมูลใหม่ซึ่งเป็นคำตอบของปัญหานี้ได้ เราต้องสร้างค่านิยมใหม่ ซึ่งอาจต้องใช้เวลาเป็นสิบปี ยี่สิบปี หรืออาจเป็นร้อยปี แต่เราต้องสร้างค่านิยมที่ว่าอย่าตีกันเลย เชยแล้ว ซึ่งเราต้องหาทางออกให้เขาด้วย ถ้าเราไม่บอกทางออก ไม่บอกวิธีทำ แต่ไปโทษเขาว่าไม่ดี ๆ แล้วดีคืออย่างไรล่ะ มีใครบอกไหมว่าดีคืออย่างไร ทำแบบไหน ไม่เห็นมีใครบอกเลย ป๊อด : อีกคำถามที่น่าสนใจคือ การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่เรียกร้องและไม่คาดหวังกับความสัมพันธ์บาปไหม ในเมื่อใคร ๆ ก็ทำกัน พระอาจารย์นวลจันทร์ : ประเด็นนี้ดี ที่ว่า “เมื่อใคร ๆ ก็ทำกัน”ถามว่า เมื่อใคร ๆ ทำกัน แล้วเราต้องทำตามหรือ ไฉนเราต้องทำตามใคร ๆ เพราะเห็นใคร ๆ เขาทำ เราจึงต้องทำหรือ ทำไมไม่เป็นตัวของตัวเองบ้าง ถ้าสิ่งที่ใคร ๆ ทำกันไม่ใช่สิ่งที่เป็นธรรม จะทำอย่างไร กลายเป็นว่าเราต้องทำในสิ่งที่ไม่เป็นธรรมเหมือนที่ใครเขาทำกันน่ะสิ ฉลาดนักเหรอ เช่นเราเห็นคนโดดลงนรกไปเป็นหมื่นเป็นล้าน เรายังจะกระโดดลงไป อย่างนี้ฉลาดนักหรือ ป๊อด : พระอาจารย์มีคำแนะนำสำหรับคนที่กิเลสหนา ทั้งโลภ โกรธ หลง ให้มีดวงตาเห็นธรรมได้อย่างไรครับ พระอาจารย์นวลจันทร์ : คนเรามีกิเลสเท่ากันหมดนั่นแหละทุกคนกิเลสหนา ปัญญาทึบ ที่เรากลับมาเกิดเป็นปุถุชนอีกเพราะไม่มีใครกิเลสบางกว่าใครหรอก ตามพุทธวิธี ท่านจึงประทานหลักปฏิบัติมาให้ คือ มรรคมีองค์ 8 เป็นธรรมนูญชีวิต เอามรรคทั้ง 8 ไปใช้ ไปสวมชีวิต แจกแจงและน้อมนำมาใช้ทีละข้อ เอามาใช้จริงในชีวิตประจำวัน น้อมนำมาใช้เท่าที่จะใช้ได้ บางวันอาจไม่ครบทั้ง 8 องค์ บางครั้งอาจนำมาใช้แค่ข้อใดข้อหนึ่ง แต่อย่างน้อยก็ถือว่าได้ปฏิบัติตามพระศาสดา เพราะเมื่อปฏิบัติตามหลักมรรคแล้ว จะกลายเป็นผู้บริสุทธิ์หมดจด พ้นจากกิเลส หากบางคนไม่เข้าใจเรื่องมรรคมีองค์ 8 ก็ลองฟังแบบเป็นคีตะก็ได้ ลองให้ป๊อดเล่าประสบการณ์ที่ถ่ายทอดเรื่องมรรคมีองค์ 8 ออกมาเป็นเพลงให้ฟัง ป๊อด : พอดี พี่เอก – ธเนศ วรากุลนุเคราะห์ ทำโปรเจ็กต์“ด้วงแมงแสดงธรรม” โดยน้อมนำธรรมะ เช่น บทปฏิจจสมุปบาทและมรรคมีองค์ 8 มาแจกแจงให้อยู่ในท่วงทำนองเพลง ผมในฐานะนักร้องก็ต้องอ่านบทมรรคมีองค์ 8 ทั้งหมด ต้องทำความเข้าใจแต่ละประโยค เรียกว่าเริ่มจากผู้ส่งสารต้องซึมซับความหมายก่อนเลย และเชื่อว่าสารนี้จะเข้าไปแทรกอยู่ในสมองของคนฟัง หลังจากดูโชว์แล้วบางคนอาจนำมรรคไปใช้ อย่างน้อยถือเป็นการซึมซับโดยใช้ดนตรีเป็นพาหนะในการสื่อสาร โดยนำโอวาทของพระพุทธเจ้ามาสื่อถึงปุถุชน โปรเจ็กต์ด้วงแมงแสดงธรรมถือเป็นไอเดียหนึ่งในการนำเสนออย่างที่พระอาจารย์กล่าวมาครับ เมื่อผมได้มาถ่ายทอดเพลงนี้ ทำให้คิดถึงมรรคมีองค์ 8ได้คล่องขึ้น และได้เห็นความสัมพันธ์ของศีล 5 และมรรคมีองค์ 8 ว่ามีความทับซ้อนกันอยู่ ก่อนหน้านี้เราอาจมองแยกกันแต่เมื่อเข้าใจแล้วจะรู้ว่ามรรคมีองค์ 8 ก็คือศีล 5 ที่นำมาขยายความอีก เช่น ข้อมุสาของศีล 5 ขยายได้ไปถึงการไม่พูดส่อเสียด พูดเพ้อเจ้อ ซึ่งทำให้เราเข้าใจละเอียดยิ่งขึ้น ป๊อด : โปรเจ็กต์ด้วงแมงแสดงธรรม อาจารย์คิดไว้นานหรือยังครับ พระอาจารย์นวลจันทร์ : ไม่ได้คิดอะไรเลย (หัวเราะ) ไม่ได้คิดอะไรล่วงหน้าไว้ก่อนเลยนะ ทุกอย่างมาตามเหตุ ตามปัจจัย ตามความลงตัวเป็นธรรมะจัดสรร แม้แต่คนที่มาร่วมก็ไม่ได้คิดว่าวันนี้จะไปเจอใคร ที่ไหนทุกอย่างเป็นความประจวบเหมาะพอดี […]

ทำงานด้วย จิตว่าง ทำอย่างไร พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ มีคำตอบ

ถ้าอาชีพที่เราทำบังเอิญขัดกับหลักพระพุทธศาสนา เราจะ ทำงานด้วยจิตว่าง หรือทำงานไปด้วยเจริญสติไปด้วย โดยไม่สุข ไม่ทุกข์ ได้อย่างไรกันคะ

จอมมารกลับใจ! จักรกฤษณ์ ศิริมณฑา อดีตทหารเลวที่กลับตัวเพราะ พระธรรม

จักรกฤษณ์ ศิริมณฑา อดีตทหารชั้นนายสิบที่ทำเลวทุกอย่างเพราะเงิน แต่แล้ววันหนึ่งเขาก็ยอมกลับตัวกลับใจ เพราะได้ลิ้มรส พระธรรม จากพระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ ชีวิตที่ผกผันของผม… จักรกฤษณ์ ศิริมณฑา เริ่มต้นขึ้นเมื่อไปเป็นทหาร ในช่วงแรก ชีวิตการเป็นทหารของผมรุ่งโรจน์มาก ผมได้รางวัลนายสิบดีเด่นถึง 2 ครั้ง จนกระทั่งเมื่อผมขอย้ายไปรับราชการที่จังหวัดกาญจนบุรีเพื่อเป็นทหารป้องกันชายแดน ตั้งแต่สังขละบุรีถึงสวนผึ้ง ชีวิตของผมก็เปลี่ยนไป เนื่องจากพื้นที่ที่ผมควบคุมดูแลเป็นของศูนย์สงครามพิเศษ ซึ่งมีด่านทหารประจำการอยู่บริเวณทางขึ้นลงระหว่างชายแดนไทยกับพม่า จึงมีการลักลอบนำ “ของเถื่อน” เข้ามาในประเทศไทยผ่านทางพื้นที่นี้เป็นจำนวนมาก ทหารที่ทำงานตรงจุดดังกล่าวถูกผู้ประกอบการซื้อตัวไปหมด ทำให้การขนถ่ายของเถื่อนจากฝั่งพม่ามายังไทยกลายเป็นเรื่องง่ายดายราวกับปอกกล้วยเข้าปาก เพียงแค่จ่ายเงินค่าผ่านทางเป็นค่าปิดปากเท่านั้น เมื่อนายทหารยศนายพลคนหนึ่งที่ผมเคารพนับถือทราบถึงความจริงที่น่าอดสูนี้ ท่านถึงกับส่ายหน้า และพูดกับผมว่า “ที่นี่…ไม่มีใครอีกแล้วที่จะซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ ไม่มีใครที่จะไม่เห็นเงินเป็นใหญ่…เงินซื้อได้หมดทุกคน” วันนั้นผมยืนยันอย่างหนักแน่นกับท่านและกับตัวผมเองว่า “ยังไงผมก็จะไม่ทำอย่างพวกเขาแน่นอน…ผมขอสาบาน” ผมและลูกน้องเป็นคนกลุ่มเดียวที่ยังไม่ถูกซื้อตัว เราทำหน้าที่อย่างแข็งขัน “จับดะ” พวกลักลอบขนของเถื่อนทั้งหมด จนของเถื่อนที่เก็บไว้เป็นหลักฐานมีมากมายถึงขนาดเต็มสนามฟุตบอล ตามปกติเมื่อเข้าเมืองตาหลิ่ว ก็ต้องหลิ่วตาตาม แต่ในเมื่อผมทำสิ่งที่ตรงกันข้าม พฤติกรรมของผมจึงเป็นที่จับตามองของใครบางคน แล้ววันหนึ่งก็เกิด”เรื่อง”ขึ้น! “หัวหน้าๆ มันไม่จอด!” ลูกน้องของผมซึ่งประจำอยู่ด่านแรกและด่านสองวอมาบอก เมื่อมีรถกระบะคันหนึ่งฝ่าด่านทหารเข้ามาในเขตประเทศไทยพร้อมกับไม้ (เถื่อน) เต็มคันรถ! เมื่อรถแล่นผ่านเข้ามาบริเวณที่ผมประจำอยุ่ ผมจึงต้องเตรียมตั้งรับอย่างเต็มที่ ด้วยการใช้ปืนยิงสกัดคนขับ แต่กระสุนกลับพลาดไปโดนคนในรถตายเกือบหมด […]

พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ ฝากถึงคนที่ไม่เคยมีแฟน ไม่เคยมีความรัก (ชมคลิป)

พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ ฝากถึงคนที่ไม่เคยมีแฟน ไม่เคยมีความรัก (ชมคลิป) รักให้เป็น ไม่เป็นทุกข์ ต้องเริ่มที่รักตัวเองก่อน

keyboard_arrow_up