สมถะ : แผนสำรองสู้ทุกข์ โดย พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ

สมถะ : แผนสำรองสู้ทุกข์ โดย พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ หลายท่านเคยอ่านหนังสือธรรมะ เคยได้ยินได้ฟังมามาก ก็ถูกต้องทั้งหมดไม่ผิดเพี้ยนเลยนะ แต่ไหนล่ะ ตอนภาวนาจิตมีกำลังพอไหม ไม่มี! รู้ทั้งรู้ก็ยังหายวูบไปหมดเลย แล้วจะซื่อบื้อเจริญปัญญาต่อไหมล่ะ  สมถะ ถ้าความตั้งมั่นไม่พอ สติยังเกิดเองไม่ได้ เมื่อเรารู้ทุกข์แล้วใจก็ย่อมยังไหลไป จมไป โดนดูดไป ใจยิ่งตกต่ำลงเรื่อย ๆ เราต้องทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ต้องใช้ แพลนบี (Plan B) คือใช้แผนสอง ใช้เทคนิคเข้าช่วย ด้วยการเปลี่ยนผัสสะเป็นอะไรก็ได้ หลีกเลี่ยงไปก่อน เพื่อไม่ให้ไหลไปกับสภาพที่เป็นอยู่ สมถะมีประโยชน์ตรงนี้ละ ถึงตอนนี้ให้เราเลือกบริกรรมอะไรสักอย่าง มีอะไรเป็นหลักให้ใจสักอย่าง จะคิดถึงเรื่องที่ดีงาม เรื่องที่ผ่อนคลาย สบาย ไม่ทุกข์ ไม่กดดัน ไม่บีบคั้น หรือจะส่งใจออกนอก เพื่อไปดูอะไรอย่างอื่นก่อนก็ได้ทั้งนั้น ไปรู้ไปดูอะไรที่ไม่ใช่ทุกข์ ส่วนทุกข์ไม่ต้องไปดู ไม่ต้องไปรู้ ไม่ต้องไปทน ไม่ต้องไปท้าชนกับทุกข์เลย ความรู้สึกทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นสุข ทุกข์ ฟุ้งซ่าน หงุดหงิด ง่วง หรือแม้แต่เบื่อ […]

เหตุให้ได้มาซึ่งสมาธิ โดย พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ

เหตุให้ได้มาซึ่ง สมาธิ โดย พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ เมื่อสมาธิเกิดขึ้น สมาธิ จะเป็นปัจจัยให้เกิดปัญญา คือการเห็นสภาพจริงตามความเป็นจริง แต่ เหตุที่จะให้ได้มาซึ่งสมาธินั้นมีวิธีการอยู่ 2 ลักษณะ คือ วิธีแรก ตั้งใจทำสมถกรรมฐานไปเลย คือตั้งใจทำสมาธิอย่างเดียวโดด ๆ โดยเอาอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งมาเป็นตัวตั้ง ไม่ว่าจะเป็นเพ่งเทียน เพ่งดิน เพ่งไฟ ใช้คำบริกรรมภาวนา ดูลมหายใจ ดูท้องพอง – ยุบ ยกไม้ยกมือ ฯลฯ ได้ทั้งนั้น ขอเพียงทำให้จดจ่อต่อเนื่อง เพ่งอยู่ที่นั่นที่เดียว ไม่คิดถึงเรื่องอื่นใด ไม่หวังสติ ไม่หวังปัญญา มุ่งหมายเพียงเพื่อให้เกิดความเป็นหนึ่งเดียว กระชับ แนบแน่นเป็นหนึ่งเดียวกับอารมณ์นั้น เมื่อจดจ่อต่อเนื่องนานเข้า บริกรรมถี่เข้า ๆ สมาธิก็จะค่อย ๆ รวมลง จิตก็ค่อย ๆ อ่อนสลวย อ่อนโยนลง ซ่านไปที่อื่นน้อยลง อยู่กับสิ่งนั้นมากขึ้น ใกล้ชิดมากขึ้น ท่านเรียกสมาธิแบบนี้ว่า “อุปจารสมาธิ” เทียบกับการตักน้ำใส่ขันแล้วนำไปใส่ช่องฟรีซ ตอนที่เป็นวุ้นยังไม่เป็นก้อนน้ำแข็ง […]

4 วิธีการอันไม่บริสุทธิ์ในการปฏิบัติธรรม โดย พระอาจารย์ นวลจันทร์ กิตติปัญโญ

4 วิธีการอันไม่บริสุทธิ์ในการปฏิบัติธรรม โดย พระอาจารย์ นวลจันทร์ กิตติปัญโญ สิ่งที่สะอาดเท่านั้นจึงจะสามารถไปทำให้สิ่งอื่นสะอาดได้  วิธีการอันไม่บริสุทธิ์ในการปฏิบัติธรรม สิ่งที่บริสุทธิ์เท่านั้นจึงจะทำให้สิ่งอื่นบริสุทธิ์ขึ้นได้ ถ้าตัวของตัวเองสกปรกเปรอะเปื้อนอยู่ แล้วจะไปทำให้สิ่งอื่นสะอาดหมดจดได้อย่างไร รังแต่จะเพิ่มความสกปรกเลอะเทอะให้กับสิ่งนั้น ๆ เท่านั้นเอง การปฏิบัติธรรมก็เหมือนกัน วิธีการ กระบวนการ หลักการ และปฏิบัติการในการปฏิบัติต้องขาวสะอาด ฉะนั้นการที่กิเลสเกิดขึ้น แล้วเราไปมีกิเลสกับกิเลส ไปมีอารมณ์กับอารมณ์ ไปมีเรื่องกับเรื่อง คือไปมีอะไรกับอะไร สุดแท้แต่ โดยเฉพาะวิธีการที่จะเข้าไปฆ่ากิเลส ไปดับอารมณ์ ไปทำอะไรให้เป็นอะไร เป็นต้น วิธีการอย่างนี้จัดได้ว่า เป็นวิธีการที่ “ไม่บริสุทธิ์” เรากำลังเล่นสกปรกเสียแล้ว ใช้วิชามารเสียแล้ว ไม่ Fair Play เสียแล้ว นี่คือสาวกของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ที่บริสุทธิ์หมดจดไปจากกิเลสเครื่องเศร้าหมองทั้งหลาย แต่เหตุไฉนเล่า เหล่าบรรดาสาวกสาวิกาทั้งหลายจึงมีสภาพจิตใจเป็นเช่นนี้ หรือเป็นแค่เพียง “มือถือสากปากถือศีล” เท่านั้น เป็นผู้ดีจอมปลอมเท่านั้น เบื้องหน้าดูเหมือนทำดีมีคุณธรรม แต่เบื้องหลังกลับทำไม่ดี เล่นสกปรก (กับกิเลส) และถ้าเราใช้วิธีการที่ไม่บริสุทธิ์ แล้วเราจะเข้าถึงความสะอาดบริสุทธิ์หมดจดได้อย่างไร เป็นไปไม่ได้หรอกท่าน เริ่มต้นก็ทำบาปทำอกุศลกรรมเสียแล้ว หลักคำสอนในโอวาทปาฏิโมกข์ที่พระศาสดาตรัสไว้ว่า […]

อย่าอยู่อย่างคนรกโลก ข้อคิดเตือนสติ โดย พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ

อย่าอยู่อย่าง คนรกโลก โดย พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ มีพระบาลีบทหนึ่งกล่าวไว้ว่า  คนรกโลก นะ สิยา โลกะ วัฑฒะโน อย่าเป็นคนรกโลก หรือจมโลก ติดข้องอยู่ในโลก ที่ว่า “คนรกโลก” นั้นก็หมายเอาคนที่มาอยู่ในโลกแล้ว เกิดมาบนโลกแล้วมีแต่จะมาเอา มากอบ มาโกย มาโกง มากิน มาเก็บ มากัก มากำ มากก มากอด รวมทั้งเกรี้ยวกราดและโกรธเกลียดโลกด้วย แต่ไม่เคยให้อะไร ๆ กับโลกเลย ไม่เคยแม้คิดที่จะทำประโยชน์ต่อโลกเลย หรือถ้าจะให้อะไร ๆ แก่โลกหรือแก่ใคร ๆ ก็ต้องมีเงื่อนไข มีผลประโยชน์ที่ตัวองจะได้รับเป็นการตอบแทน เสมือนเป็นการลงทุน การให้แบบนั้นแท้จริงแล้วจึงไม่เรียกว่าการให้ แต่เรียกว่าเป็นการเอารูปแบบหนึ่งนั่นเอง คนประเภทนี้มักจะมีคำพูดในทำนองที่ว่า “จะให้กันฟรี ๆ ได้อย่างไร” หรือ “ของฟรีไม่มีในโลก” ฯลฯ แต่ แท้ที่จริงแล้วทุกอย่างในโลกนั้นล้วนได้มาฟรี ๆ ทั้งสิ้น ทุกอย่างในโลกล้วนเป็นของฟรี โลกหรือธรรมชาติให้เรามาฟรี ๆ […]

เห็นไตรลักษณ์ = เห็นโทษ โดย พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ

เห็นไตรลักษณ์ = เห็นโทษ โดย พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ จิตมีความผูกพันกับกายและใจมากเพียงไร จึงทำให้การปล่อยวางกาย-ใจเป็นไปได้ยากยิ่งนัก เรื่องนี้พระอาจารย์นวลจันทร์เปรียบเทียบไว้อย่างน่าฟังว่า… เห็นไตรลักษณ์ เราอยู่กับกายใจนี้ก็เหมือนว่าเราได้แต่งงานกับกายกับใจแล้ว เรายึดว่ากายนี้เป็นของเรา ใจนี้เป็นของเรา เราจึงต้องดูแลรับผิดชอบเหมือนสามี-ภรรยาที่ต้องรับผิดชอบดูแลกันอย่างดีที่สุด เต็มที่ที่สุดจริงไหม แต่พออยู่มาอยู่ไป เมื่อเราเริ่มเห็นโทษ เห็นภัย เห็นความไม่ดีไม่งามของกาย-ใจ เช่น เห็นไตรลักษณ์ บ่อยขึ้น ๆ เราก็เริ่มรู้สึกว่าชักจะยังไง ๆ อยู่ สุดท้ายจึงเซ็นใบหย่าเสียเลย ไม่เอาแล้วสามีคนนี้ ไม่เอาแล้วภรรยาคนนี้ เมื่อเซ็นใบหย่าเสร็จก็คือเป็นอิสระแล้ว เป็นอิสระจากกาย-ใจ เป็นอิสระจากธาตุขันธ์ แต่จู่ ๆ จะให้จิตเซ็นใบหย่า วางธาตุขันธ์เลยย่อมเป็นไปไม่ได้ จิตต้องเห็นโทษเห็นภัยของขันธ์นี้ก่อน เห็นโทษเห็นภัยของการยึดก่อน เพราะธรรมชาติของการที่เราจะวางสิ่งไหนหรือจะไปจากสิ่งไหน กฎง่าย ๆ คือเราต้องเห็นโทษของสิ่งนั้นก่อน ถ้ายังไม่เห็นโทษก็จะยังไม่ไป ยังอยากจะกำเอาไว้อยู่อย่างนั้น คนเรามักจะกำสิ่งต่าง ๆ ไว้อย่างเหนียวแน่น เช่น ถ้าจะให้ไปจากสามี เราก็ต้องเห็นโทษของสามีก่อน ถ้าไม่เห็นโทษของสามี เราย่อมต้องการจะอยู่กับสามีไปตลอดกาลนานเทอญ อยู่กับสามีไปจนสามีอยู่กับเราไม่ได้ สามีทนไม่ได้ สามีก็ไปเสียเอง […]

ไขข้อข้องใจ หากคู่รัก ปฏิบัติธรรม ชีวิตคู่มักจะไปไม่รอดจริงหรือ

หากสามีหรือภรรยาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งปฏิบัติธรรม ชีวิตคู่มักจะไปไม่รอดจริงหรือ พระอาจารย์นวลจันทร์  กิตติปัญโญ มีคำตอบดีๆ มาฝาก

Dhamma Daily : ไม่ทำบุญแต่ทำทาน จะสามารถอุทิศส่วนกุศลให้ญาติที่ล่วงลับได้ไหม

ถ้าไม่ค่อยได้ทำบุญใส่บาตร แต่มักให้ทานแก่ผู้ยากไร้หรือสัตว์สม่ำเสมอ จะสามารถนำบุญที่ได้ อุทิศส่วนกุศล ให้กับญาติที่ล่วงลับได้ไหมคะ

“ดี ชั่ว…เราเลือกได้” สนทนาธรรมกับ พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ

“คนดีได้ดีมีที่ไหน คนชั่วได้ดีมีถมไป” เป็นคำกล่าวที่ทำให้คนใฝ่ดีรู้สึกกระอักกระอ่วนใจไม่มากก็น้อย ผนวกกับหลายเหตุการณ์ในปัจจุบันที่ทำให้คำกล่าวนี้ดูหนักแน่นขึ้นทุกที ถ้าเช่นนั้นเราควรเลือกยืนอยู่ฝ่ายใดกันแน่ ความดีหรือความชั่วร้าย… ดี ชั่ว คนที่ถูกสังคมตราหน้าว่าเป็นคนไม่ดี เช่น คนที่ครั้งหนึ่งเคยติดยา หรือพวกเด็กแว๊น เขาจะต้องทำอย่างไรคะ ถ้าต้องการกลับตัวเป็นคนดี ถ้าเขาอยากเป็นคนดีจริงๆ สิ่งแรกที่จะเปลี่ยนแปลงคือจิตใจ แค่ความรู้สึกภายในใจเปลี่ยนเป็นใฝ่ดี เขาก็จะกลายเป็นคนดีทันทีเลย แม้ยังไม่ได้เริ่มทำอะไรเลยนะ เพราะจิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว ถ้ามีจิตตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองไปในทางที่ดีแล้ว พฤติกรรมและวาจาก็จะเปลี่ยนไปในทางที่ดีด้วย เรียกได้ว่าแค่ใจคิดจะเปลี่ยนขณะนั้นก็ได้เป็นคนดีเรียบร้อยแล้ว บางสังคมเรียกการกระทำแบบหนึ่งว่าเป็นความดี แต่อีกสังคมกลับมองว่าเป็นความชั่ว จริงๆ แล้วเราจะใช้เกณฑ์อะไรมาวัดคะ ยุคสมัยนี้คนที่ร่ำเรียนสูง มีงานดี มีเงิน มียศฐาบรรดาศักดิ์ มีบริวาร และมีชื่อเสียง มักจะถูกสังคมยกย่องว่าเป็นคนดีน่านับถือ แต่คนเหล่านี้อาจจะไม่ใช่คนดี ไม่ใช่คนที่น่านับถือในอีกหมื่นปีข้างหน้าก็ได้ ซึ่งหลักธรรมคำสอนได้อธิบายไว้ว่า ความจริงทุกสิ่งแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ สมมุติสัจจะและปรมัตถสัจจะ สมมุติสัจจะ คือ ความจริงโดยสมมุติ เป็นความจริงแบบชาวโลก แบบโลกียธรรม สามารถเกิดขึ้นได้ เปลี่ยนแปลงได้ ไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับกาลสมัย ค่านิยม และวัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น เช่น […]

วิธีป้องกันความเหงา สนทนาธรรมกับ พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ

วิธีป้องกัน ความเหงา สนทนาธรรมกับ พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ พระอาจารย์ขา ความเหงา เกิดจากอะไรหรือคะ ความเหงาเกิดจากกิเลสตัวสำคัญคือโมหะ เป็นอวิชชาตัวหนึ่งที่ทำให้คนไม่รู้สึกตัว คนที่มีโมหะประกอบจะมีอาการเหม่อ ๆ เหงา ๆ คิดโน่นคิดนี่ เปล่าเปลี่ยว อ้างว้าง เหมือนเราอยู่คนเดียวในจักรวาล จิตใจจะหดหู่ลง ๆ โดยเฉพาะเวลานั่งดูพระอาทิตย์ตกดิน จิตจะตกไปกับพระอาทิตย์ เพราะมองด้วยความเหม่อ ไม่มีสติ พอมีโมหะแล้ว ตัวอื่น ๆ ก็จะเข้ามาร่วมแจมด้วย เป็นราคะบ้าง โทสะบ้าง ทำให้เกิดความขุ่นใจ คิดโน่นคิดนี่ บางครั้งก็อยากฆ่าตัวตาย เป็นความคิดปน ๆ เข้ามาโดยที่เราไม่รู้ตัว มีคำกล่าวว่า “มนุษย์เป็นสัตว์สังคม” แสดงว่ามนุษย์เกิดมาเพื่อเหงา ต้องอยู่กับกลุ่มกับพวกหรือเปล่าคะ คำกล่าวนี้เป็นศัพท์สมมติเฉย ๆ ว่ามนุษย์ไม่สามารถอยู่คนเดียวได้ ต้องอยู่กับกลุ่มกับพวก เพราะมนุษย์ยังมีกิเลส ยังเป็นผู้ที่มีสัญชาตญาณแห่งความหวาดกลัว จึงไม่สามารถอยู่ด้วยตัวเองได้ กลัว…แต่ไม่รู้ว่ากลัวอะไร รู้แต่ว่ากลัว…“ไม่รู้” จึงกลัว เพราะมีอวิชชาคลุมจิตอยู่ บางครั้งอาจารย์ถามว่า “กลัวความมืดหรือ” ไม่ใช่ “กลัวผีหรือ” […]

อโหสิกรรม…ทำอย่างไรหนอ – สนทนาธรมกับ พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ

อโหสิกรรม …ทำอย่างไรหนอ – สนทนาธรมกับ พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ “เจ็บแค้นเคืองโกรธโทษฉันไย ฉันทำอะไรให้เธอเคืองขุ่น” เคยมีสักช่วงเวลาในชีวิตไหมคะที่รู้สึกว่ากำลังโดนกระทำซ้ำเติมจากบุคคลรอบข้างเหลือเกิน ในทางพุทธเชื่อกันว่า ผู้ที่กระทำเรานั้นมักเป็นผู้ที่มีกรรมเกี่ยวข้องกันมา หรือเป็นเจ้ากรรมนายเวรของเรา ถามใครต่อใครว่าควรจะทำอย่างไร ส่วนใหญ่มักตอบว่าให้ไปขออโหสิกรรมเขาซะ…ฟังแล้วหลายคนอาจจะงง ขออโหสิกรรมคืออะไรกันหนอ…จึงรีบรี่ไปถามพระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ เพื่อให้หายข้องใจ การขอ อโหสิกรรม ต่างจากการขอโทษอย่างไรคะ ไม่ต่างกัน ความหมายเหมือนขอโทษนั่นแหละ แต่สาระของคำนี้คือ เมื่อเราพลาดพลั้งทำไม่ดีลงไปและสำนึกได้แล้วจะทำอย่างไรให้อีกฝ่ายเขาให้อภัยหรือยกโทษให้ เราจะต้องกล้ารับผิดชอบต่อการกระทำที่ตัวเองเคยทำมาทั้งหมด ไม่ว่ากับใครที่ไหน ด้วยการแสดงออกทางกาย วาจา หรือจิตอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อขอขมาบรรดาทุกสรรพสิ่งที่เราได้ล่วงเกินในสังสารวัฏ โดยบอกเขาว่า เราจะไม่ทำผิดอีกแล้ว ขอเป็นชาติสุดท้าย และจะอยู่ในเส้นทางของคุณงามความดีจากนี้เป็นต้นไป คนส่วนมากเวลาเกิดอะไรขึ้นในชีวิต มักคิดว่าเป็นเพราะเจ้ากรรมนายเวร ดังนั้นถ้าเราขออโหสิกรรมเขาแล้ว เท่ากับขอโทษแล้ว ถือว่าจบได้ไหมคะ ก็ต้องลองถามเขาดูนะ อย่ามาถามอาจารย์…สมมุติเราไปตบหน้านาย ข. แล้วมาถามอาจารย์ว่านาย ข.จะยกโทษให้หนูไหม อาจารย์คงตอบให้ไม่ได้หรอก (หัวเราะ) สาระไม่ได้อยู่ที่ว่าเขายกโทษให้หรือไม่ยกโทษให้ สาระคือเราได้ขออโหสิขอโทษเขาแล้ว เราได้ทำในสิ่งที่สมควรทำคือขอขมา คุณธรรมที่เกิดขึ้นในใจบ่งบอกว่าสิ่งที่กระทำล่วงไปนั้นไม่ดี แต่ดันทำไปแล้ว สิ่งที่ทำได้ดีที่สุด ณ ปัจจุบันคือ “ขอโทษ” […]

“จากตาย” เรื่องที่ไม่มีใครในโลกหนีพ้น โดย พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ

Secret สนทนาถึงเรื่อง “จากตาย” กับพระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ ได้แง่คิดเตือนสติมากมายดังนี้ค่ะ คำกล่าวที่ว่า “จิตดวงสุดท้ายไม่ควรเข้าไปรบกวน” เป็นเรื่องจริงหรือไม่คะ แล้วถ้าคนที่เรารักกำลังจะจากไป แต่ทุกคนในบ้านยังคงทำหน้าที่ของตัวตามปกติ เช่น ไปเรียน ไปทำงาน และถ้าวินาทีสุดท้ายไม่มีใครอยู่กับเขา แบบนี้จะถือว่าเห็นแก่ตัวหรือเปล่าคะ เวลาใครจะจากไป เราควรปล่อยให้เขาได้อยู่ส่วนตัว มีบรรยากาศสงบ ๆ ตามสมควร เพราะจิตทุกดวงมีความสามารถในการช่วยตัวเองได้อยู่แล้ว ยิ่งถ้าเป็นชาวพุทธ เราคงเคยได้ยินได้ฟังคำสอนการปฏิบัติมาบ้าง ส่วนใหญ่มีร่องจิตกันมาอยู่แล้ว ถ้าเราพูดมากไป เขาจะรำคาญเปล่า ๆ ถ้ามั่นใจว่าเราทำดีที่สุดแล้วก็ไม่ต้องคร่ำครวญ เพราะการคร่ำครวญทำให้ใจเขาพลอยเศร้าหมองไปด้วย ลึก ๆ เรารู้คำตอบในใจอยู่แล้วว่าเราทำดีพอแล้วหรือยัง ไม่ต้องไปแคร์ความคิดคนภายนอกว่าจะคิดอย่างไร หันมาเช็กที่ใจของเราเองดีกว่า พระอาจารย์คิดอย่างไรกับคำพูดที่ว่า “สิ่งที่เจ็บกว่าการจากลาคือการจากทั้งที่ยังไม่ได้ลา” ก็ลาสิ…ลาเลย เจอใครก็บอก “ลาแล้วนะ ซาโยนาระ” (หัวเราะ) ไม่อย่างนั้นจะมาเสียดายทีหลังว่าไม่ได้ลา อาจารย์ไม่ได้พูดเล่นนะ เราทุกคนควรลากันให้เป็นปกติในชีวิตประจำวัน คนส่วนใหญ่มองว่าการพูดเรื่องการจากลาไม่เป็นมงคล ทั้งที่บางทีจากกันวันนี้ ยังไม่รู้ว่าจะได้กลับมาเจอกันหรือเปล่า เช่น ไปทำงาน ต้องฟันฝ่ามาก ขึ้นทางด่วนเจอรถปาดไปมา ระหว่างทำงานเจอเพื่อนร่วมงานร้อยแปด ทะเลาะกันตีกันจนบาดเจ็บ ขับรถกลับบ้านเจอรถจี้ตูด…ออกจากบ้านทีเหมือนออกสงคราม […]

ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทางพ้นทุกข์ โดย พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ

ขึ้นชื่อว่า “ความรัก” น้อยคนที่จะกล้าปฏิเสธว่า ไม่ต้องการรับรัก หรือไม่เคยมอบความรักให้แก่ใคร เพราะความสุขจากความรักนั้นช่างหอมหวาน ในขณะเดียวกันความทุกข์ที่เกิดจากความรักก็สุดแสนทรมานเช่นกัน เมื่อความรักเป็นดั่งดาบสองคมเช่นนี้ พุทธศาสนาจะมีวิธีการจัดการกับความรักอย่างไร พ้นทุกข์ พระอาจารย์คะ พระพุทธศาสนาให้ความสำคัญกับความรักไหมคะ ให้ความสำคัญสิ พุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งความรักที่บริสุทธิ์เชียวละ ความรักที่บริสุทธิ์ในที่นี้คือการให้ พระพุทธเจ้าทรงให้ในสิ่งที่ดีที่สุดแก่มนุษย์ เป็นการให้เพียงฝ่ายเดียว ให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน แม้กระทั่งคำขอบคุณหรือความรักตอบ สิ่งที่ดีที่สุดที่พระพุทธเจ้าทรงมอบให้มนุษย์ทุกคนไม่ใช่ทรัพย์สมบัติหรือแก้วแหวนเงินทองใดๆ แต่ ท่านทรงให้ในสิ่งที่มนุษย์พึงได้รับเมื่อเกิดมาชาติหนึ่ง นั่นคือ การหลุดพ้นจากวัฏสงสาร การเวียนว่ายตายเกิด ท่านปรารถนาให้เราพ้นทุกข์เข้าสู่นิพพาน ซึ่งจะทำให้มนุษย์เกิดปัญญา ตื่น เบิกบาน มีอิสระ ปล่อยวาง ปลอดโปร่ง โล่ง เบาสบาย ไม่เวียนวน ไม่มีทุกข์ และได้สัมผัสถึงความสงบร่มเย็น ในสังคมปัจจุบันมีข่าวฆาตกรรมหรือคดีความสืบเนื่องจากความรักฉันท์หนุ่มสาวมากมาย พระอาจารย์มีข้อคิดเตือนใจอย่างไรบ้างคะ คดีความต่างๆ โดยมากเกิดขึ้นเพราะคนส่วนใหญ่มีเจตนาในการมอบความรักในวงจำกัด เป็นต้นว่า ความสุขของเขาคนนั้นจะต้องเกิดจากฉันเท่านั้น ห้ามเกิดจากคนอื่น อย่างนี้เรียกว่าเป็นความรักที่มีราคะมาเจือปน มีอกุศล มีความเป็นเจ้าของ ยึดครองถือครอง หวงแหน ยึดมั่นถือมั่นให้เป็นของเรา พอเห็นเขาไปควงกับคนอื่นก็ทนไม่ได้ เพราะความสุขนั้นไม่ได้เกิดจากฉัน แต่ในทางพุทธศาสนา ความรักที่มีอานุภาพมากเกิดประโยชน์สูงสุดคือ ความรักอย่างมีเมตตา […]

” จากเป็นหรือจากตาย หากรู้วิธีก็ไม่เจ็บ” – เยียวยาปัญหารักด้วยธรรม

ทำไมคนเราต้องมีการจากลา การพลัดพรากคะ เป็นหลักธรรมชาติ มีพบต้องมีจาก สิ่งนี้เป็นของคู่โลก ของประจำโลก พลังงานมีแรงขับเคลื่อนอยู่ตลอด 

ชีวิตสุดกู่ของหนุ่มขี้เหงา โดย พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ

เมื่อ หนุ่มขี้เหงา อาชีพพริตตี้บอย สนทนากับ พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ   ผมเป็นคนชอบคิดฟุ้งซ่านครับ ต้องหาคนมาอยู่ด้วยตลอด ไม่อย่างนั้นก็จะคิดมาก คิดโน่นคิดนี่ บางครั้งถ้านอนไม่หลับก็จะกินเหล้ากินเบียร์เพื่อให้หลับ ทำอย่างนี้ระบบประสาทจะเสียเอานะ…จริง ๆ แล้วไม่ได้อยากให้เป็นอย่างนี้ แต่ก็ห้ามไม่ได้ใช่ไหม ตามหลักธรรมท่านบอกไว้ว่า ให้จิตเรามีที่ตั้ง มีหลักผูกไว้เสมอ ท่านเรียกว่ากรรมฐาน อาจจะฟังดูน่าเบื่อ บางครั้งการทำบริกรรมหรือการสวดมนต์มันเป็นอุบายที่ทำให้จิตเรามีสมาธิ ไม่ต้องซ่านออกไปเหมือนว่าวขาดป่าน ไม่มีความสงบ หยุดคิดไม่ได้ ทำให้ต้องกินยาระงับประสาท กินเหล้าให้มันหาย แต่พอฤทธิ์ของสิ่งเหล่านี้หายไป เราก็จะกลับมาคิดใหม่ บางครั้งมันห้ามไม่ได้นะความคิด มันต้องมีสิ่งให้คิด ฉะนั้นถ้าจะคิดก็ให้เลือกคิดบวก เจาะจงคิดแต่สิ่งดี ๆ เช่น เรื่องบุญกุศล ใช้ความคิดล้างระบบความคิดว่าเราเคยทำสิ่งดีให้ใคร ที่ไหนบ้าง   บางทีเหงามาก ๆ ก็จะโทร.เรียกให้ผู้หญิงมาหา… ปัญหาโลกแตกของคนทั่วไป…มนุษย์ทั้งหลาย เมื่อจิตไม่มีที่พึ่ง ก็เลยหันไปหาสิ่งอื่นรอบตัว เช่น สุรา นารี ดูหนัง ฟังเพลง แต่ว่าสิ่งเหล่านั้นไม่ได้อยู่กับเราแบบเสถียร มันมีความสุขขึ้นชั่วแวบเดียวที่ใจ พอสิ่งนั้นหรือคนนั้นผ่านไปเราก็จะกลับมาจุดเดิม การที่เรานำความสุขไปฝากไว้กับปัจจัยภายนอก ท่านบอกว่าดีอยู่ระดับหนึ่ง […]

การตั้งเป้าไว้ที่นิพพานจะทำให้ขัดแย้งหรือสวนทางกับการใช้ชีวิตทางโลกหรือไม่

การตั้งเป้าไว้ที่นิพพาน จะทำให้ขัดแย้งหรือสวนทางกับการใช้ชีวิตทางโลกหรือไม่ โดย พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ ปุจฉา: แต่ทำไมเรามักเห็นคนที่เข้าวัดแล้วกลับออกมาทำท่าซึม ๆ เบื่อโลก แล้วการตั้งเป้าไว้ที่นิพพานจะทำให้ขัดแย้งหรือสวนทางกับการใช้ชีวิตทางโลกหรือไม่ วิสัชนา: นั่นไม่ใช่ชาวพุทธ ผู้ภาวนาตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าจะเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ไม่ใช่ผู้เซื่องซึม ไม่ใช่ผู้ไม่รู้ ไม่ใช่ผู้คิดมาก ไม่ใช่ผู้ซึมเศร้าเหงาเซ็ง ที่นุ่งขาวห่มขาว นั่งสมาธิ เดินจงกรม มันบอกไม่ได้หรอก เพราะบางคนทำไปโดยไม่รู้อะไรเลย ทำเพื่อสร้างภาพลักษณ์หรือสะสมแต้มบางอย่าง สมัยนี้มีเยอะที่ไปเข้าวัดแล้วกลับออกมาทำท่าเบื่อลูกเบื่อผัว จะธุดงค์ท่าเดียว หลวงปู่พุทธทาสจึงเทศน์ว่าธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่ที่ทำอยู่ปกติธรรมดาก็ต้องทำให้ดีที่สุด ถ้าหน้าที่ยังไม่รับผิดชอบ ยังเป็นลูกที่ดีไม่ได้ ยังเป็นพนักงานที่ไม่ดี แล้วจะไปวิมุตติหลุดพ้นได้อย่างไร ถ้าเข้าวัดถูก ปฏิบัติถูก ก็จะเป็นอิสระทางใจ รู้ตื่นเบิกบาน ปฏิบัติหน้าที่การงานที่มีอยู่ธรรมดา ๆ อย่างดีที่สุด เรียกว่าปฏิบัติหน้าที่โดยธรรม มีแรงกำลังอย่างเหลือเฟือ ทำหน้าที่แล้วก็จบไปในหน้าที่ ไม่ยึดติด ไม่ถือมั่น ไม่แบกความวิตกกังวล ไม่ว่าจะเป็นพ่อค้า เป็นผู้บริหาร เป็นครู เป็นพ่อแม่ ก็จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลาย เมื่อเข้าสู่นิพพานธาตุแล้ว ท่านก็ทำงานจนลมหายใจสุดท้าย ท่านไม่ได้ละทิ้งหน้าที่แต่อย่างใด […]

เมื่อลูกชายเกรงกลัวต่อบาปขั้นรุนแรง จนต้องหาวิธีเยียวยา

พบกับทางออกของปัญหา ด้วยคำสอนของพระพุทธเจ้าผ่านเรื่องราวของคุณแม่ท่านหนึ่งที่มีลูกชาย เกรงกลัวต่อบาปขั้นรุนแรง ถึงขนาดเฝ้าครุ่นคิดถึงเรื่องนี้ตลอดเวลา เธอจะหาวิธีช่วยลูกได้อย่างไร และตัวเธอเองจะคลายจากทุกข์ได้หรือไม่ โปรดติดตาม ลูกชายของดิฉันเป็นเด็กขี้กลัวมาตั้งแต่เด็ก เขามักกลัวเรื่องบาปกรรม กลัวการตกนรก กลัวการทำผิด ไปจนถึงกลัวความคิดที่ไม่ดีของตัวเอง หากว่าความกลัวเหล่านี้มีเพียงเล็กน้อย คนที่เป็นแม่คงไม่กังวลใจ แต่ลูกของดิฉันซึ่งปัจจุบันอายุ 12 ปี กลับคิดเรื่องเหล่านี้ตลอดเวลาแม้กระทั่งตอนเข้าห้องสอบ เช่น วันนี้ผมทำผิด ผมคงต้องตกนรก วันนี้ผมคิดไม่ดีกับอาจารย์ ผมจะทำยังไงดี หรือบางครั้งเขาก็มาร้องห่มร้องไห้สารภาพผิดกับดิฉันว่า เขาคิดฆ่าพ่อแม่ คิดฆ่าพระ ฆ่าเทพเจ้า ฯลฯ และสุดท้ายความคิดของเขาก็จะวกกลับมาที่การคิดโทษตัวเองทั้งวันทั้งคืน ลูกมาสารภาพบาปให้ดิฉันฟังทุกวัน ดิฉันจึงสอนเขาด้วยธรรมะที่ศึกษามากว่าค่อนชีวิต เช่น สอนให้เขาให้อภัยตัวเอง กลับมารักตัวเองให้เป็น และอยู่กับปัจจุบัน แต่ไม่ว่าจะพูดอย่างไรก็ไม่เป็นผล สุดท้ายดิฉันจึงพาเขาไปสารภาพบาปกับพระพุทธเจ้า ต่อหน้าพระพุทธรูป เพื่อให้ลูกลดความรู้สึกผิดบาปในใจ แต่ผ่านไปนานวัน ลูกกลับมีอาการแปลก ๆ มากขึ้น ดิฉันจึงส่งลูกไปคุยกับจิตแพทย์ แพทย์วินิจฉัยว่า อาการของเขาเกิดจากความผิดปกติของการหลั่งฮอร์โมนในสมอง ส่งผลให้มีความไฮเปอร์ที่แสดงออกมาด้วยอาการวิตกจริตและขี้กังวลมากกว่าคนปกติ ครั้งนั้นแพทย์สั่งยาให้ลูก แต่แม้จะกินยาแล้วก็ตาม อาการของลูกก็ไม่ดีขึ้นเลย ยังคงนึกถึงความผิดเล็ก ๆ น้อย ๆ ในอดีตซ้ำ […]

เมื่อฉันพลั้งเผลอฆ่าแมวตัวเอง เสียใจมาก ทำใจอย่างไรดี

บ้านของฉันมีเจ้าเหมียวแสนรู้อยู่ตัวหนึ่งซึ่งทุกคนในบ้าน คือ แม่ แฟน ฉัน และลูกรักมันมากถึงขนาดเอามานอนกอดบนเตียงด้วยทุกคืน เสียใจมาก อยู่มาวันหนึ่งฉันตั้งใจจะแวะไปซื้อยากำจัดเห็บหมัดจากร้าน Pet Shop ใกล้บ้าน เพราะเกรงว่าเจ้าเหมียวจะเอาเห็บหมัดมาปล่อยให้คนในครอบครัว เจ้าของร้านแนะนำยาตัวหนึ่งให้ พร้อมคำรับรองว่า “ปลอดภัยกับสัตว์เลี้ยง 100 เปอร์เซ็นต์” เมื่อกลับมาบ้าน ฉันจึงหยอดยากำจัดเห็บให้เจ้าเหมียวที่กลางหลัง แล้วออกไปทำงาน คืนนั้นแฟนของฉันโทร.มาบอกว่าเจ้าเหมียวอาการไม่ดี นอนน้ำลายฟูมปาก ฉันและแฟนจึงรีบพามันไปโรงพยาบาลโดยด่วน ตอนนั้นฉันได้แต่คิดว่า มันคงกินอะไรผิดสำแดงเข้าไปในร่างกายกระมัง แต่แล้ว…ราวกับโลกถล่มลงมาตรงหน้า เมื่อหมอแจ้งว่า เจ้าเหมียวจากเราไปแล้ว พร้อมกับบอกสาเหตุ…และสาเหตุนั้นเกิดจากฉันเอง! หมอบอกว่า จริง ๆ แล้วไม่ควรซื้อยาจากร้านขายสัตว์เลี้ยง เพราะแมวเป็นสัตว์ที่ต้องใช้ความละเอียดอ่อนในการดูแล และคนขายมักไม่รู้จริงในเรื่องยา ยาที่ฉันซื้อมาใช้ จึงส่งผลทำให้ตับของแมวพัง ช่วงเวลานั้นฉันร้องไห้ทุกวัน เพราะฉันเป็นคนฆ่าแมวที่ฉันและทุกคนในบ้านรักด้วยตัวฉันเอง ลูกถามฉันทั้งน้ำตาว่า “…มันเกิดขึ้นได้ยังไง…ใครทำเหมียว” แต่ฉันก็ไม่กล้าตอบว่าเป็นฉันเอง แม่และแฟนฉันก็รักแมวแสนรู้ตัวนั้นมากจนทำใจไม่ได้ที่มันจากไป หากเห็นแมวตัวอื่น ก็มักเปรยออกมาว่า จะไม่เลี้ยงอีกแล้ว ไม่มีใครแทนที่เจ้าเหมียวได้ บางครั้งแม่ก็ซื้ออาหารไปให้เจ้าแมวที่หลุมศพ ไปพูดคุยกับมันบ่อย ๆ ถึงกระนั้นทั้งคู่ก็ยังคงกอดและกระซิบบอกฉันว่า ไม่เป็นไรนะ ทุกคนให้อภัย เมื่อเห็นฉันร้องไห้ไม่หยุด แต่เป็นตัวฉันเองที่ไม่สามารถให้อภัยตัวเองได้ […]

โลกสวย?…ด้วยการ (หนี) ทุกข์ โดย พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ

คำถามจากนักปฏิบัติหน้าใหม่ ผู้ที่เพิ่งค้นพบว่าตัวเองเป็นคน “โลกสวย” คือ ชอบมองโลกแต่ในด้านสวยงามของชีวิตโดยไม่มองถึงความเป็นจริง และแสนจะเกลียดความทุกข์ แต่ศาสนาพุทธสอนว่า ถ้าไม่เห็น ทุกข์ ก็ไม่เห็นธรรม แล้วคนไม่ชอบยุ่งกับความทุกข์อย่างเธอจะทำอย่างไรดี… พระอาจารย์คะ หนูเกลียดความทุกข์มาก ไม่ชอบเผชิญหน้ากับมันเลย เช่น ถ้ารู้ว่ามีความรักแล้ว ทุกข์ ก็เลือกที่จะไม่มีความรักดีกว่า แต่พระพุทธศาสนาสอนว่า “ไม่เห็นทุกข์ ไม่เห็นธรรม” หนูอยากเห็นธรรม แต่ไม่อยากเห็นทุกข์…จะได้ไหมคะ ไม่ชอบทุกข์ ไม่ปรารถนาทุกข์ใช่ไหม…แต่ถ้าทุกข์แล้วได้ธรรม มันคุ้มนะ ถ้ามีผัว 4 – 5 คน มีลูก 7 – 8 คน แล้วทำให้ทุกข์จนถึงที่สุด จนได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบันก็น่ามี ลองนึกถึงสมการ “เจอทุกข์ = เจอธรรม” สิ ใจเราจะได้เปลี่ยนมุมมอง เปลี่ยนทิฏฐิ ปรับจิตให้เข้าใจ ไม่หลบ ไม่หลีก ไม่หนี ปล่อยไปตามวิถี ถ้าไม่อย่างนั้นเราก็ต้องเป็นจิตวิญญาณที่ระหกระเหิน เร่ร่อนในวัฏสงสารอีกหลายชาติ เพราะไม่รู้จักทุกข์เลย ฟังเผิน ๆ […]

keyboard_arrow_up