พระราหุล โอรสผู้คู่ควรแก่พระบิดาอย่างแท้จริง

เรื่องราวของกัณหาชาลีจากพระเวสสันดรชาดก ยังคงสร้างความสะเทือนใจแก่คนอ่านได้เสมอ หลายคนซาบซึ้งกับเหตุการณ์ที่พี่ชาลีพาน้องกัณหาลงไปซ่อนอยู่ในสระบัว เพราะกลัวว่าพระบิดาจะให้ไปอยู่รับใช้เฒ่าชูชก ยิ่งเหตุการณ์ที่พระกุมารชาลีตัดใจก้าวขึ้นมาจากสระบัวเพื่อช่วยให้พระบิดาได้บำเพ็ญบารมี ยอมอุทิศตนเป็นเสมือนเรือให้พระบิดาขี่ข้ามห้วงน้ำเพื่อบรรลุพระโพธิญาณนั้น…หลายคนอ่านแล้วถึงกับหลั่งน้ำตาให้แก่ความเสียสละครั้งนั้น “พระกุมารชาลีกับพระเวสสันดร”” ในชาตินั้น ก็ไม่ต่างอะไรกับเรื่องราวของ ““พระราหุลและเจ้าชายสิทธัตถะหรือพระพุทธเจ้าของเรา”” ในชาตินี้ เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงทราบว่าพระมเหสีทรงให้กำเนิดพระโอรส พระองค์ทรงรักและห่วงลูกยิ่งกว่าสิ่งใดในโลกนี้ จึงเปล่งคำอุทานออกมาว่า ““พันธะนัง ชาตัง ราหุลัง ชาตัง”” (ห่วงเกิดขึ้นเสียแล้ว) พระกุมารจึงมีนามว่า “”พระราหุล”” หลังจากนั้นไม่นาน เจ้าชายสิทธัตถะทรงตัดพระทัยจากพระมเหสีและพระกุมารเสด็จออกผนวชเพื่อแสวงหาหนทางพ้นทุกข์ในที่สุด หลังจากตรัสรู้ พระพุทธเจ้าเสด็จกลับไปโปรดพระประยูรญาติที่กรุงกบิลพัสดุ์ ขณะนั้นราหุลกุมารมีพระชนมายุ 7 พรรษา เมื่อได้เข้าเฝ้าพระพุทธองค์อย่างใกล้ชิด ราหุลกุมารจึงเกิดความรักในพระบิดาเป็นอย่างยิ่ง พระกุมารทูลขอกรรมสิทธิ์ในพระราชสมบัติจากพระบิดา แต่พระพุทธเจ้าทรงพิจารณาว่า ทรัพย์สมบัติทางโลกนั้นไม่เที่ยงแท้ยั่งยืน พระองค์จึงพระราชทานสมบัติทางธรรมให้แก่พระราหุล โดยมีรับสั่งให้พระสารีบุตรบวชให้พระกุมาร พระราหุลจึงเป็นสามเณรรูปแรกในพุทธศาสนา แม้จะเป็นถึงโอรสของพระศาสดา แต่ขณะที่ถือเพศบรรพชิตนั้น สามเณรราหุลก็มิได้ถืออภิสิทธิ์ใด ๆ ท่านดำรงตนอยู่ในวัตรปฏิบัติอย่างเคร่งครัด มิเคยสร้างความลำบากพระทัยใด ๆ ให้พระพุทธเจ้าเลย เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติว่า ภิกษุที่นอนร่วมกุฏิกับอนุปสัมบัน (ผู้ยังมิได้อุปสมบท ได้แก่ คฤหัสถ์และสามเณร) ต้องอาบัติ สามเณรราหุลก็เคารพในข้อบัญญัติดังกล่าว จากเดิมที่เข้า – ออกพระกุฏิของพระพุทธเจ้าและพระสาวกอยู่เป็นนิตย์ แต่เพราะเกรงว่าตนเองจะเป็นต้นเหตุทำให้พระพุทธเจ้าและพระสาวกต้องอาบัติ […]

เจ้าหญิงกิสาโคตมี อีกหนึ่งสตรีผู้อยู่เบื้องหลังการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า

เจ้าหญิงกิสาโคตมี อีกหนึ่งสตรีผู้อยู่เบื้องหลังการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เจ้าหญิงกิสาโคตมี ไม่มีปรากฏพระประวัติว่า พระนางได้ผนวชเป็นพระภิกษุณีหรือไม่ แต่พระนามของพระองค์จะซ้ำกับนางกีสาโคตมี สตรีที่สูญเสียลูกจนวิปลาส แต่น้อยคนนักที่จะทราบว่าเจ้าหญิงพระองค์นี้เป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจในการเสด็จออกผนวชของเจ้าชายสิทธัตถะ เจ้าชายสิทธัตถะหลังจากทอดพระเนตรเทวทูต 4 แล้วทรงเข้าพระทัยเรื่องสัจธรรมของชีวิตว่ามีเกิดก็ต้องมีตายเป็นธรรมดาของโลก ทรงปลงกับพระชนม์ชีพที่เหลืออยู่ แต่ภาพของบรรพชิตทำให้พระองค์ทรงตรึงพระทัย ปรารถนาที่จะแสวงหาความหลุดพ้น จึงดำริว่าการออกผนวชน่าจะเป็นหนทางที่ดีที่สุดสำหรับพระองค์ พระองค์ประทับในพระอุทยาน พระเวสสุกรรมเทพบุตรได้เนรมิตศาลาริมสระโบกขรณีขึ้นถวาย ระหว่างที่พระองค์กำลังสรงน้ำ ทหารองครักษ์ทูลเรื่องพระนางยโสธราให้ประสูติพระโอรส     เจ้าชายสิทธัตถะทรงโสมนัส และทรงรักพระโอรสมาก แต่แล้วพระองค์กลับทรงเศร้าหมองและตรัสขึ้นว่า “เราต้องตัดบ่วงที่ผูกเราไว้ให้ขาด” องครักษ์ได้ยินเจ้าชายตรัสคำว่า “บ่วง” จึงนำมาทูลพระนางยโสธรา พระนางจึงตั้งพระนามพระโอรสว่า “ราหุล” ซึ่งแปลว่า บ่วง นั่นเอง เจ้าชายเสด็จกลับพระนคร พระองค์ได้พบกับเจ้าหญิงแห่งศากยวงศ์พระองค์หนึ่งนามว่า “กิสาโคตมี” เจ้าหญิงตรัสขึ้นว่า “เจ้าชายพระองค์นี้ทรงเป็นพระโอรสแห่งผู้ใด หรือทรงเป็นพระสวามีของผู้ใด ผู้นั้นย่อมเย็นใจ” เจ้าชายติดที่คำว่า “ใจเย็น” ซึ่งตรงกับสภาวะของนิพพาน ทำให้เจ้าชายทรงมุ่งมั่นจะดำเนินไปในเส้นทางแห่งการแสวงหาความหลุดพ้น พระองค์ทรงถอดสายสร้อยจากพระศอประทานเจ้าหญิงกิสาโคตมี  เพียงคำตรัสของเจ้าหญิงที่ชื่นชมเจ้าชายสิทธัตถะกลับแรงบันดาลใจให้กับพระองค์ ดังว่า คำพูดเปลี่ยนแปลงชีวิต น่าจะเป็นเรื่องจริง เพราะในค่ำคืนนั้นเจ้าชายตัดสินพระทัยเสด็จออกผนวชทันที   ที่มา : อรรถกถา คาถาธรรมบท […]

พระราหุล บุตรผู้คู่ควรแก่บิดา

เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงทราบว่าพระมเหสีทรงให้กำเนิดพระโอรส พระองค์ทรงรักและห่วงลูกยิ่งกว่าสิ่งใดในโลก จึงเปล่งคำอุทานออกมาว่า ห่วงเกิดขึ้นเสียแล้ว พระกุมารจึงมีนามว่า “ พระราหุล ”

keyboard_arrow_up