มงกุฎดอกไม้ทิพย์ของเทวดากับปุโรหิตขี้โกหก

มงกุฎดอกไม้ทิพย์ของ เทวดา กับปุโรหิตขี้โกหก เทวดา ลงมาเที่ยวเมืองมนุษย์ แต่ด้วยความหอมของดอกไม้ทิพย์บนมงกุฎเป็นเหตุ จึงเกิดเรื่องวุ่น ๆ ขึ้น กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเทวดาอยู่พระองค์หนึ่ง เป็นผู้ครองครอบมงกุฎดอกไม้ทิพย์ที่งดงามที่สุดบนสรวงสวรรค์ เพราะอานิสงส์แห่งบุญที่สร้างไว้ตอนเป็นมนุษย์ วันหนึ่งพระราชาพระองค์หนึ่งโปรดให้จัดการแสดงขึ้นเพื่อให้ชาวเมืองชมเพื่อสร้างความรื่นเริง เทวดาพระองค์หนึ่งได้ยินเสียงดนตรีบรรเลงชวนเพลินเพลิดจึงลงจากวิมานมายังโลกมนุษย์ เทวดาชมการแสดงอยู่ท่ามกลางพูดคน แต่ไม่ปรากฏกายให้ใครเห็น สิ่งหนึ่งที่เทวดาไม่สามารถอำพรางได้คือกลิ่นหอมของดอกไม้ทิพย์บนมงกุฎของตน ปุโรหิตได้กลิ่นดอกไม้ทิพย์ก็อยากครอบครอง จึงตามหาที่มาของกลิ่น เทวดาปรากฏกายให้ปุโรหิตเห็น ปุโรหิตขอมงกุฎดอกไม้ทิพย์ เทวดาจึงถามปุโรหิตว่า “มงกุฎนี้ผู้ที่สามารถสวมใส่มันได้ ต้องเป็นผู้ที่ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่พูดปด ไม่ลักขโมย ไม่ประพฤติผิดในกาม และไม่ดื่มสุราของมึนเมาต่าง ๆ ” ปุโรหิตผู้นี้เป็นคนเจ้าเล่ห์ ชอบพูดเอาดีเข้าตัว ใส่ร้ายป้ายสีคนอื่น ฉ้อราษฎร์บังหลวง ผิดลูกผิดเมียคนอื่น ชอบดื่มสุรา แต่ด้วยความที่อยากได้ดอกไม้ทิพย์บนมงกุฎจึงกล่าวเท็จว่า “ข้าแต่เทวดาผู้ทรงฤทธิ์ ข้านี้มีคุณสมบัติตามนี้ทุกประการ” เทวดาจึงถอดมงกุฎแล้วมอบให้แก่ปุโรหิต เทวดาหายตัวไป ปุโรหิตสวมมงกุฎนั้นก็ได้รับทุกขเวทนา ดอกไม้ทิพย์กลายเป็นใบมีดบาดศีรษะจนเลือดอาบ พระราชาเห็นดังนั้นก็พยายามให้องครักษ์หาทางเกาะมงกุฎนี้ออก แต่ก็ไม่เป็นผล จนกระทั่งทราบว่ามงกุฎใบมีดนี้เป็นของเทวดาที่ลงมาชมการแสดงในวันก่อน พระราชาจึงโปรดให้จัดการแสดงขึ้นอีก ปรากฏว่าเทวดาลงมาดูจริง ๆ พระราชาทูลขอร้องเทวดาให้ช่วยแก้มงกุฎนี้ออก เทวดานำมงกุฎดอกไม้ทิพย์มาสวมอีกครั้ง แล้วกลับสู่สวรรค์ไม่ลงมาที่โลกมนุษย์อีกเลย ที่มา : […]

พระราชากับนกแก้วสองพี่น้อง

พระราชา กับนกแก้วสองพี่น้อง นกแก้วพี่สองท้องเดียวกัน แต่มีความแตกต่างกันราวฟ้ากับดินจน พระราชา ยังตกพระทัย นิทานธรรมะสอนใจเรื่องนิสัใจคอบุตรหลาน มีนิสัยเช่นนั้นเพราะการเลี้ยงดู กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีพระราชาหนุ่มพระองค์หนึ่งโปรดการล่าสัตว์ ข้าราชบริพารก็ต้อนกวางมาให้พระองค์ล่า แต่กวางก็หลุดหนีจากพระองค์ไปได้ พระราชาจึงให้สารถีขับราชรถติดตามกวางไป พระราชาทรงหากวางไม่พบ สารถียิ่งขับราชรถเข้ามาในป่าลึกทุกที ๆ จนมาถึงหมู่บ้านโจรป่า พอพวกโจรทราบว่าพระราชาเสด็จมา ก็กลัวพระราชอาญา จึงพากันหลบหนีไป เหลือแต่นกแก้วตัวหนึ่ง นกนั้นเห็นพระราชาจึงกล่าวว่า “ดูซิ เครื่องทรงอลังการ เพชรพลอยขนาดนี้ น่าฆ่ามันเพื่อเอาของเหล่านี้มาเป็นของเราจริง ๆ ” พระราชาสดับดังนั้นถึงกับตกพระทัยให้สารถีรับขับราชรถออกไปจากบริเวณนี้ จนมาถึงอาศรมของพระฤษี พระราชาทรงกระหายน้ำมากจึงเสด็จเข้าไปในอาศรม พระฤษีไม่อยู่อาศรมจะมีแต่นกแก้วอยู่หนึ่งตัว นกตัวนั้นเห็นพระราชาเข้ามาก็กล่าวว่า “ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่พระราชาเสด็จมาที่แห่งนี้ พระราชาทรงกระหายน้ำหรือไม่ เชิญพระองค์ตักน้ำเสวยจากโอ่งดินได้เลยพระเจ้าค่ะ หม่อมฉันไม่มีมือที่จะตักน้ำถวาย ” พระองค์สดับแล้วรู้สึกดีพระทัยและทรงสัมผัสได้ถึงความเป็นมิตร พระราชาสนทนากับนกแก้วอยู่นานจนทราบว่า นกแก้วตัวนี้กับนกแก้วที่อยู่ที่หมู่บ้านโจรเป็นพี่น้องกัน แต่เมื่อหลายปีก่อนมีพายุพัดรัง ให้นกทั้งสองพรากจากกัน นกผู้พี่มาตกที่อาศรมของฤษี ฤษีจึงชุบเลี้ยงทั้งยังสอนการพูดวาจาอ่อนหวาน และไม่ละเมิดในวจีกรรม มโนกรรม และกายกรรม ส่วนนกผู้น้องไปตกที่บ้านโจร ได้ยินคำสบถหยาบคาย และแผนการฆ่าคนเพื่อชิงทรัพย์จนเคยชิน จึงกลายเป็นนกแขกเต้าที่คิดจะเอาของผู้อื่นด้วยการฆ่าดังที่พระราชาสดับมา พระราชาประทับพระทัยในนกแก้วตัวนี้มาก จึงทรงปฏิญาณเลิกล่าสัตว์ แล้วประกาศให้ป่าแห่งนี้เป็นเขตอภัยทาน […]

ความรักของกินนรและกินรี รักนี้สุดจะทนเมื่อต้องพรากจาก

ความรักของกินนรและ กินรี รักนี้สุดจะทนเมื่อต้องพรากจาก ไฉนกินนรและ กินรี คู่นี้ต่างร่ำไห้อย่างเวทนาเมื่อพบกัน ทั้งที่ทั้งสองรักปานจะกลืนกิน นิทานธรรมะเรื่องนี้ต้องสอนอะไร ความรัก หรือความเมตตาต่อสัตว์เพื่อนร่วมโลก กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระราชาพระองค์หนึ่งทรงสำราญกับการล่าสัตว์อยู่ในป่าหิมพานต์ เมื่อพระองค์สังหารสัตว์นั้นมาได้ ก็จะทำสัตว์นั้นเป็นอาหารด้วยการย่างไฟแล้วเสวยอย่างเอร็ดอร่อย พระราชาประทับบนหินอย่างรำคาญพระทัย ชมธรรมชาติอันงดงามของป่าหิมพานต์ พระองค์เห็นกินนรและกินรีคู่หนึ่งบินมาเริงร่าท่ามกลางพุ่มดอกไม้ ขณะที่ทั้งสองกำลังสวมกอดแล้วกล่าววาจาหวานต่อกัน ก็กลายมาเป็นร้องไห้คร่ำครวญจะเป็นจะตาย พระราชาทรงสงสัยจึงดำเนินไปใกล้ๆแล้วตรัสว่า “เมื่อสักครู่ เจ้าทั้งสองยังรักมีความสุขกันดีจนเรายังอิจฉา แต่ทำไมตอนนี้ เจ้าทั้งสองต่างร้องไห้เศร้าสร้อยเช่นนี้” กินนรกล่าวตอบพระราชาว่า “ตอนแรกเรารักกันดี เพราะเรารักกันมาก แต่เมื่อครู่เราร้องไห้คร่ำครวญ เพราะเมื่อวานขณะที่เราทั้งสองกำลังวิ่งเล่นกันอย่างบนพื้นทรายริมลำธาร อยู่ๆก็มีน้ำป่าไหลหลากเข้ามาจนจะถึงตัวเราทั้งสอง จึงต่างฝ่ายต่างบินขึ้นที่สูงเพื่อเอาตัวรอด แต่กระแสน้ำก็ได้กั้นเราทั้งสองอยู่กันคนละฝั่ง เราต้องรอจนถึงเมื่อเช้าเพื่อให้กระแสน้ำนั้นมันลดลง เราจึงข้ามมาหากัน เราเศร้าโศกเพราะเราทั้งสองกลัวว่าต้องมีเหตุการณ์ที่พรากเราทั้งสองจากกันอีก เราจึงร่ำไห้เพราะไม่อยากให้มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นเลย” พระราชาสดับดังนั้นก็ทรงหวนคิดถึงพระมเหสี พระองค์ตรัสขึ้นว่า “เจ้าทั้งสองเป็นสัตว์เดรัจฉายังรักคู่ของตนเองถึงเพียงนี้ เราสังหารชีวิตสัตว์ด้วยความสนุกมานาน ไม่รู้ว่าต้องพรากผัว พรากเมีย พรากพ่อ พรากแม่ พรากลูกใครมามากต่อมา เราขอปฏิญาณต่อเจ้าทั้งสองว่า นับต่อแต่นี้ไปเราจะเลิกล่าสัตว์ เพราะในวันนี้เราได้ทราบแล้วว่า สัตว์เดรัจฉาก็มีหัวใจและความรู้สึกเหมือนมนุษย์” ที่มา  : 84000.org Photo by Colin […]

keyboard_arrow_up