ทำไม พระมหาโมคคัลลานะ จึงเป็นผู้มีฤทธิ์มาก

ทำไม พระมหาโมคคัลลานะ จึงเป็นผู้มีฤทธิ์มาก เชื่อว่าไม่มีใครที่ไม่รู้จักพระเถระที่ชื่อว่า “ พระมหาโมคคัลลานะ ” ท่านเป็นพระอัครสาวกเบื้องซ้ายของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทั้งยังได้รับการยกย่องว่า เป็นผู้มีฤทธิ์มากอีกด้วย ลองมาหาคำตอบไปด้วยกันกับซีเคร็ตว่าทำไมท่านจึงได้รับการยกย่องเช่นนั้น ก่อนอื่นต้องมาทำความรู้จักกับความหมายของคำว่า “ฤทธิ์” หรือ “อิทธิ” กันก่อน ฤทธิ์ มีความหมายว่า “ความสำเร็จ” สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ได้อธิบายว่า พระพุทธศาสนาแบ่งฤทธิ์ออกเป็น 2 ประเภท คือ อามิสฤทธิ์ และ ธรรมฤทธิ์ ฤทธิ์อย่างแรกจะเกิดขึ้นจากวัตถุ ส่วนธรรมฤทธิ์จะเกิดจากการสำเร็จธรรม หรือที่นิยมเรียกกันว่า การบรรลุธรรม ดังนั้นธรรมฤทธิ์นี้จึงเป็นฤทธิ์ของพระอริยบุคคล ตามจริงแล้วผู้สำเร็จเป็นพระอริยบุคคลย่อมสามารถแสดงฤทธิ์ได้ จึงสรุปได้ว่า ฤทธิ์ 2 ประเภทนี้จะเกิดขึ้นเฉพาะผู้ปฏิบัติเท่านั้น     ในอิทธิกถาได้กล่าวถึงการแสดงฤทธิ์ในแบบต่าง ๆ เช่น การเดินทะลุกำแพง เหาะไปยังพรหมโลก จำแลงเป็นสิ่งต่าง ๆ เป็นต้น เมื่อมองย้อนกลับไปในประวัติพระเถระบางรูปจะพบว่า พระเถระบางรูปบรรลุธรรมแล้วจะสามารถมีฤทธิ์ได้ เช่น พระจูฬปันถกเถระ พี่ชายของท่านต่อว่าท่านว่าเป็นผู้โง่เขลาจึงสำเร็จเป็นพระอรหันต์ได้ยาก จนกระทั่งพระพุทธเจ้าทรงทราบว่า […]

พระโกกาลิกะ ผู้ไปสู่ขุมนรกเพราะอาฆาตพระอัครสาวกของพระพุทธเจ้า

พระโกกาลิกะ ผู้ไปสู่ขุมนรกเพราะอาฆาต พระอัครสาวก ของพระพุทธเจ้า เหตุใดพระโกกาลิกะจึงอาฆาตพระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานะ ผู้เป็น พระอัครสาวก ของพระพุทธเจ้า ด้วยการกล่าวหาพระอรหันต์ผู้ประเสริฐที่ทำให้พระเถระรูปนี้ต้องตกมหานรกอย่างไม่ทันตั้งตัว เรื่องราวของพระภิกษุรูปหนึ่งมีชื่อว่า “โกกาลิกะ”  พระภิกษุรูปนี้กล่าวหาว่าพระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานะเป็นผู้กล่าวลามก พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตักเตือนไม่ให้พระโกกาลิกะกล่าวเช่นนั้นถึง 3 ครั้งด้วยกัน แต่ทันใดนั้นเองแผ่นดินได้แยกออก (ในอรรถกถา ธรรมบทใช้คำว่า “แผ่นดินได้ให้ช่องแล้ว” หมายถึงแผ่นดินได้แยกเป็นช่อง อาจตรงกับธรณีสูบ) พระโกกาลิกะจึงตกลงไปสู่มหานรกที่มีชื่อว่า “ปทุมนรก”  ทันที หลังจากนั้นบรรดาพระภิกษุที่อยู่ร่วมในเหตุการณ์พระโกกาลิกะตกนรกพากันจับกลุ่มสนทนาถึงเรื่องนี้ พระพุทธเจ้าเสด็จผ่านมาจึงตรัสถามบรรดาพระภิกษุว่า “พวกเธอทั้งหลายจับกลุ่มสนทนาด้วยเรื่องอะไรกัน” พระภิกษุตอบพระองค์ว่า “กำลังสนทนาถึงเรื่องกรรมของพระโกกาลิกะพระเจ้าข้า”     พระพุทธองค์จึงตรัสถึงอดีตชาติของพระโกกาลิกะว่า ครั้งพระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานะเกิดเป็นหงส์ทองอาศัยอยู่บนภูเขามีชื่อว่า “จิตตกูฎ” หงส์ทองสองตัวนี้มักไปหาอาหารที่สระน้ำแห่งหนึ่งในหิมวัตประเทศ (ป่าหิมพานต์) ซึ่งสระน้ำแห่งนั้นมีเต่าตัวหนึ่งอาศัยอยู่ หงส์ทั้งสองสนิทสนมกับเต่าตัวนี้มาตั้งแต่เด็กทำให้กลายเป็นเพื่อนกัน หงส์ทองทั้งสองอยากพาเต่าไปเที่ยวบ้านของตน จึงให้เต่าคาบกิ่งโดยหงส์ทั้งสองจะคาบกิ่งไม้คนละข้างแล้วบินพาเต่าไปยังเขาจิตตกูฎ เด็ก ๆ เห็นเต่าคาบกิ่งไม้โดยมีหงส์สองตัวคาบไม้ตัวละข้างก็พยายามตามคนอื่นมาดู เจ้าเต่าไม่พอใจจึงกล่าวว่าเด็ก ๆ ว่า “เจ้าเด็กเวร ไม่เคยเห็นเต่ากันหรืออย่างไร” ปรากฏว่าขณะที่เต่าต่อว่าเด็ก ๆ อยู่นั้น ปากก็ปล่อยออกจากกิ่งไม้ ทำให้มันร่วงตกลงมาตายในที่สุด     เรื่องของพระโกกาลิกะทำให้เห็นว่านอกจากพระเทวทัต […]

บุพกรรมของพระอรหันต์ สำเร็จมรรคผลแต่หนีกฎแห่งกรรมไม่พ้น

บุพกรรม ของพระอรหันต์ สำเร็จมรรคผลแต่หนีกฎแห่งกรรมไม่พ้น บุพกรรม หมายถึงกรรมหรือการกระทำที่ได้ทำมานานมากแล้ว อาจหมายถึงสิ่งที่เคยทำไว้เมื่อในอดีตชาติ ดังเรื่องของพระอรหันต์รูปหนึ่งที่ได้สร้างบุพกรรมที่ไม่ดี แม้ท่านจะเป็นบรรลุธรรมแล้วก็ตาม แต่ยังไม่สามารถหนีกฎแห่งกรรมพ้น ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน ได้ตรัสถึงเรื่องบุพกรรมของพระอรหันต์รูปหนึ่งว่า พระภิกษุผู้สำเร็จมรรคผลแล้ว เป็นผู้ที่ได้รับการยกย่องจากพระบรมศาสดาว่าเป็นผู้มีฤทธิ์ มาก ได้ทราบด้วยญาณว่าวิบากกรรมในอดีตชาติจะตามมาทันในวันนี้ ตนจะชดใช้ผลกรรมที่ได้ก่อขึ้นไว้ เหล่าเดียรถีย์ที่เสียลาภสักการะ เพราะประชาชนหันไปเลื่อมใสในคำสอนของพระพุทธเจ้ากันเป็นจำนวนมาก ก็คิดจะโจมตีพระสาวกของพระบรมศาสดา จึงจ้างโจรลงมือทำร้ายพระเถระรูปหนึ่งจนปานตาย แต่หารู้ไหมว่าพระเถระรูปนั้นเป็นพระอรหันต์ ผู้ที่ทำร้ายพระอรหันต์ย่อมได้รับผลกรรมหนัก (ครุกรรม) คือตกอเวจีมหานรก บุพกรรมที่พระเถระรูปนี้ก่อไว้คือ เมื่อครั้งพระเถระเกิดเป็นบุตรชายที่มีบิดามารดาแก่ชราภาพมาก เมื่อเติบใหญ่ก็หลงใหลภรรยาสาว นางพูดอะไรตนก็เชื่อฟังหมด นางเป่าหูให้ฆ่าบิดามารดาเสีย เขาเชื่อจึงพาบิดามารดานั่งเกวียนไปยังที่แห่งหนึ่ง เขาดำเนินตามแผนไว้จึงกล่าวว่ามีโจรซุมอยู่ เมื่อลูกชายลงจากเกวียนก็แสดงทำเป็นว่าโจรบุกมา บิดามารดาคิดว่าเป็นโจรบุกจริงจึงตะโกนบอกให้บุตรชายหนีไป บุตรชายที่ปลอมตัวเป็นโจรก็ทุบตีบิดามารดาจนเสียชีวิต การทุบตีบุพการีจนกระดูกแตกละเอียด ทำให้บิดามารดาตายอย่างน่าเวทนาได้ย้อนกลับไปหาพระอรหันต์รูปแล้ว ท่านเข้าใจดีว่าไม่มีใครหนีผลกรรมที่ก่อไว้พ้นได้ ท่านจึงยินดียอมรับโทษทัณฑ์ หลังจากนั้นพระเถระก็ประสานกระดูกด้วยฤทธิ์แล้วเหาะไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อทูลลาปรินิพพาน พระอรหันต์รูปนี้ก็คือ พระมหาโมคคัลลานะนั่นเอง นอกจากพระมหาโมคคัลลานะแล้วยังมีพระองคุลิมาลเถระอีกรูปที่ได้รับเคราะห์กรรมหนัก ในขณะที่กำลังศึกษาธรรมเพื่อไปสู่ความหลุดพ้น เพราะตนได้สังหารให้ครบหนึ่งพ้นคน แต่สุดท้ายพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบด้วยพระญาณว่า โจรที่มีนิ้วมือรอยเป็นสร้อยคอนั้นมีกุศลที่บำเพ็ญมาระดับหนึ่ง สามารถสำเร็จเป็นพระอริยบุคคลได้จึงเสด็จมาโปรดองคุลิมาลจนสุดท้ายก็กลับใจเข้าสู่ทางธรรม และสำเร็จเป็นพระอรหันต์ในที่สุด พระองคุลิมาลได้รับทุกขเวทนาจากการถูกชาวบ้านรังเกียจ และการถูกทำร้ายร่างกายต่าง ๆ นานา แต่พระบรมศาสดาทรงสอนว่า […]

พระสารีบุตร พระอรหันต์ผู้ อ่อนน้อมถ่อมตน

พระสารีบุตร พระอรหันต์ผู้ อ่อนน้อมถ่อมตน แม้พระสารีบุตรจะเป็นผู้มีปัญญามาก แต่พระสารีบุตรก็ยังคงประกอบด้วยความ อ่อนน้อมถ่อมตน พระสารีบุตรเคารพนอบน้อมต่อพระอัสสชิเป็นอย่างมาก ด้วยท่านถือว่าได้บรรลุธรรมจากการสอนของพระอัสสชิ พระสารีบุตรจึงยกย่องท่านเป็นอาจารย์ จนมีอยู่ครั้งหนึ่งที่ภิกษุท้้งหลายเห็นว่าพระสารีบุตรสลับสับเปลี่ยนหัวนอนไปทางทิศต่าง ๆ ก็คิดว่าพระอัครสาวกเบื้องขวากลับเป็นคนเคารพนอบน้อมต่อทิศทั้งหลาย อันไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของประชาชนเอาเสียเลย จึงนำความขึ้นกราบทูลพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์จึงตรัสว่า ที่พระสารีบุตรยังหันศีรษะไปยังทิศต่าง ๆ ก็เพราะว่าทิศนั้นเป็นทิศที่พระอัสสชิอยู่ พระสารีบุตรจึงหันหัวนอนไปทางทิศนั้น ๆ เพื่อแสดงความเคารพยกย่องพระเถระ ผู้เป็นหนึ่งในปัญจวัคคีย์ผู้นี้เป็นอย่างมาก     อีกครั้งคือเมื่อครั้งที่พระสารีบุตรกับพระมหาโมคคัลลานะอยู่กันที่กโปตกันทราวิหาร มียักษ์สองสหายเดินผ่านมาพบพระเถระทั้งสองพอดี ครั้นหันมาบอกเพื่อนว่าจะประหารศีรษะของสมณะผู้นี้เสียเลย แต่เพื่อนไม่เห็นด้วยบอกห้ามถึง 3 ครั้ง แต่ยักษ์ก็ไม่ฟัง ทุบลงไปที่ศีรษะของพระสารีบุตรด้วยกำลังที่รุนแรงขนาดสมารถทุบพญาช้างสูง 7 ศอกให้จมลงไปในดินได้ หรือทำลายยอดภูเขาใหญ่ได้ แต่พระเถระก็ไม่เป็นอะไรเลย แต่ปรากฏว่าแผ่นดินได้แยกออกและสูบยักษ์ผู้ประทุษร้ายพระสารีบุตรลงนรกไปเสีย ฝ่ายพระมหาโมคคัลลานะเห็นยักษ์ทุบศีรษะพระสารีบุตรด้วยตาทิพย์ก็เข้ามาถามไถ่อาการ แต่พระสารีบุตรกลับบอกว่าไม่เป็นอะไร มีแค่รู้สึกศีรษะมึนนิด ๆ เมื่อได้ยินดังนั้นพระมหาโมคคัลลานะก็ชื่นชมในพระสารีบุตรว่า แม้แต่ยักษ์ก็ทำอะไรไม่ได้ พระมหาโมคคัลลานะได้เล่าเรื่องที่ท่านเจอให้พระสารีบุตรฟัง พระสารีบุตรก็ชื่นชมพระมหาโมคคัลลานะกลับเช่นกันว่าเป็นผู้วิเศษที่มีตาทิพย์   ที่มา : พระสารีบุตร มหาสาวกผู้เป็นเลิศด้านปัญญา โดย นทธัญ แสงไชย ภาพ : […]

“พระบุญหนัก แต่บาปหนา” เรื่องราวของ พระมหาโมคคัลลานะ ที่หนีกรรมชั่วของตนไม่พ้น

“พระอรหันต์อยู่เหนือบุญเหนือบาป อยู่เหนือกรรมดีและกรรมชั่วได้แล้ว ท่านยังหนีไม่พ้นกฎแห่งกรรมได้อีกหรือ” นี่คือคำถามที่สงสัยกันอยู่เสมอ บางคนเชื่อว่า “พระอรหันต์คงหนีพ้นกรรมได้แล้ว กรรมคงเข้าตามสนองท่านไม่ได้อีกต่อไป” แต่เรื่องราวของ พระมหาโมคคัลลานะ พระอัครสาวกเบื้องซ้ายของพระศาสดา แสดงให้เราเห็นว่า “พระอรหันต์ก็ยังต้องรับกรรม หนีกรรมชั่วที่ตนเคยทำไม่พ้น” นักพรตกลุ่มหนึ่งกำลังปรึกษากันอย่างเคร่งเครียดถึงวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นแก่พวกตน ตั้งแต่พระสมณโคดมเข้ามาสอนคนในเมือง ชาวเมืองต่างหลั่งไหลเข้าเป็นศิษย์ของพระองค์มิได้ขาด คนที่เคยอุปถัมภ์ค้ำชูพวกตนต่างร่อยหรอลงทุกวัน หากปล่อยให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้อย่างต่อเนื่อง มิช้านัก พวกตนจะต้องไส้แห้งหมดตัวอย่างแน่นอน “พวกเราจะจัดการเรื่องนี้กันอย่างไรดี” กลุ่มนักพรตต่างระดมสมองขบคิดหาแนวทางกอบกู้สถานการณ์ “ผมคิดว่า ปัญหาต่าง ๆ ที่พวกเรากำลังเผชิญเกิดจากสมณะเพียงรูปเดียวเท่านั้น” นักพรตรูปหนึ่งเสนอความคิดเห็นขึ้นกลางที่ประชุม “มันคือใคร !” กลุ่มนักพรตต่างถามด้วยสายตาที่จ้องเขม็ง “สมณะชื่อ ‘มหาโมคคัลลานะ’ น่ะสิคุณ” “อืม…ทำไมคุณจึงคิดเช่นนี้” กลุ่มนักพรตถามด้วยความสงสัย “พวกคุณไม่รู้หรือไงว่า ตั้งแต่สมณะรูปนี้นำเรื่องนรก – สวรรค์มาบอกแก่มนุษย์ ชาวบ้านต่างหลงเชื่อคำพูดของสมณะรูปนี้อย่างหัวปักหัวปำ ผู้คนได้หลั่งไหลเข้าหาสมณะรูปนี้ไม่เว้นแต่ละวัน ลาภสักการะของพระสมณโคดมและเหล่าสาวกจึงเพิ่มพูนขึ้นทุกวัน ส่วนรายได้ที่พวกเราเคยมีกลับหดตัวลงเรื่อยมา หากปล่อยสมณะรูปนี้ไว้ พวกเราจะต้องฉิบหายอย่างแน่นอน” “พวกเราจะทำอย่างไรกันดี” กลุ่มนักพรตปรึกษากันในที่ประชุม “ฆ่ามันทิ้งซะ !” นักพรตรูปหนึ่งเสนอแผนตัดไฟเสียแต่ต้นลม เมื่อได้ฟังแผนของนักพรตรูปนี้ กลุ่มนักพรตต่างลงมติเห็นด้วย นักพรตแต่ละคนได้ช่วยกันหาทุนรอนจนได้เงินถึง 1,000 กหาปณะ […]

วิบากกรรมของโจรเผาวัด

วิบากกรรมของ โจรเผาวัด พระมหาโมคคัลลานะยิ้มขึ้น พระลักขณะสงสัยว่า พระมหาโมคคัลลานะยิ้มเพราะเหตุใด พระพุทธเจ้าจึงตรัสตอบว่า เพราะพระโมคคัลลานะเห็น อชครเปรต ผีเปรต โจรเผาวัด เพื่อคลายความสงสัยในรอยยิ้มแห่งพระอรหันต์ พระมหาโมคคัลลานะผู้มีทิพยจักษุ เห็น เปรตที่มีไฟลุกท่วมตัว เป็นเพราะวิบากกรรมจากครั้งก่อนที่สร้างไว้ในสมัยของอดีตพระพุทธเจ้ามีพระนามว่า “พระกัสสปพุทธเจ้า” กาลครั้งสมัยอดีตพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งมีพระนามว่า “พระกัสสปพุทธเจ้า” มี เศรษฐีใจบุญ อยู่คนหนึ่งนามว่า “สุมงคล”  ท่านมีจิตเลื่อมใสในพระศาสนาของพระกัสสปพุทธเจ้าเป็นอย่างมาก สร้างวัดให้พระพุทธองค์และพระสาวกพำนักอย่างใหญ่โต วันหนึ่งขณะที่โจรคนหนึ่งกำลังหลับใต้พุ่มไม้ด้วยความเหน็ดเหนื่อย หลังจากเดินทางมาหลายวัน เศรษฐีผ่านมาเห็นเท้าของโจรเปื้อนโคลนตมจึงทักไป “เท้าเปื้อนดินโคลนขนาดนี้ สงสัยจะไปเที่ยวมาซิท่า” โจรได้ยินดังนั้นก็เกิดความไม่พอใจ เก็บเอามาคิดมาแค้น จนคิดจะทำทุกอย่างที่เป็นของเศรษฐีให้พินาศไป โจรทราบว่า เศรษฐีได้สร้างวัดอย่างใหญ่โตถวายพระกัสสปพุทธเจ้า โจรคิดว่าวัดแห่งนี้คือของรักของตรึงใจเศรษฐี จึงลอบเผาวัด แต่โชคที่พระภิกษุยังไม่กลับมาจากการบิณฑบาต ส่วนพระพุทธเจ้าทรงไปพำนักยังวัดอื่น จึงไม่มีใครได้รับอันตรายจากอัคคีภัยครั้งนี้ เศรษฐีมาถึงวัดที่ไฟกำลังลุกโชติช่วง โจรซึ่งค่อยสังเกตการณ์อยู่คิดว่า ต้องได้เห็นเศรษฐีดิ้นทุรนทุราย เพราะวัดอันเป็นของรักได้ถูกไฟไหม้ จนไม่เหลือชิ้นดีไปเสียแล้ว แต่แล้ว…..   “ ไฟไหม้ก็ไหม้ไป ข้าจะได้สร้างวัด บูรณะวัดขึ้นมาใหม่ ครั้งนี้ข้าจะทำให้ใหญ่กว่าเดิม ”   โจรถึงกับอึ้งอ้าปากค้าง ทำอะไรไม่ถูก […]

เมื่อครั้งพระมหาโมคคัลลานะเกิดเป็นมาร

เมื่อครั้ง พระมหาโมคคัลลานะ เกิดเป็นมาร พระมหาโมคคัลลานะ บำเพ็ญบารมีมาหลายกัปป์จนได้เป็นพระอัครสาวกแห่งพระพุทธเจ้า แต่นอกจากการบำเพ็ญความดี ในบางอดีตชาติแล้ว บางชาติยังกระทำความชั่วไว้อีกด้วย พระมหาโมคคัลลานะ พระอัครสาวกเบื้องซ้ายของพระพุทธเจ้า บำเพ็ญบารมีมาหลายภพหลายชาติกว่าจะได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ในยุคของพระสมณโคดมพุทธเจ้า ท่านได้กระทำกรรมหนักไว้หลายครั้ง เช่น สังหารบิดามารดา และครั้งที่เกิดเป็นมาร เรื่องอดีตชาติที่เคยเกิดเป็นมาร ไม่ค่อยเป็นที่แพร่หลายนัก จึงขอนำมาเล่าสู่กันฟัง เพื่อให้ทุกท่านเห็นถึงความจริงของกฎแห่งกรรม ครั้งพระมหาโมคคัลลานะเกิดเป็นมารมีนามว่า “ทูสี” ตรงกับสมัยของอดีตพระพุทธเจ้ามีพระนามว่า ” กกุสันธะ” ทูสีมารชอบดลใจให้คนพูดจาเสียดสีกัน ดุด่าว่าพระสงฆ์ เมื่อคนเหล่านั้นถึงแก่กรรม ก็ตกนรกชดใช้ผลกรรมจากการเบียดเบียนพระสงฆ์ทางวาจา พระพุทธเจ้าทรงทราบว่า คนเหล่านั้นไม่ได้ตกใจกระทำวจีกรรมต่อพระสงฆ์ จึงทรงขอร้องให้พระสงฆ์ทั้งหลายแผ่เมตตาไปถึงคนเหล่านั้น ทูสีมารจึงดลใจมนุษย์ทั้งหลายให้กราบไหว้ เคารพพระสงฆ์ด้วยเครื่องสักการะต่าง ๆ คนเหล่านั้นพอสิ้นบุญก็ไปเกิดบนสวรรค์ พระพุทธเจ้าทรงเกรงว่าพระสงฆ์จะติดในเครื่องลาภสักการะจึงทรงสอนให้พระสงฆ์ไม่ยินดีในโลก และพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงของทุกสรรพสิ่ง เพื่อให้พระสงฆ์ไม่ยึดมั่นในลาภสักการะ เมื่อทูสีมารไม่สามารถทำให้พระสงฆ์หลงไหลในลาภสักการะได้ จึงเข้าสิงเด็กชายคนหนึ่ง แล้วขว้างหินใส่พระอัครสาวกของพระพุทธเจ้ามีนามว่า “วิธุระ” จนศีรษะแตก ผลกรรมที่ทูลสีมารได้รับคือการตกนรกอเวจี เนื่องจากก่อกรรมหนักคือทำร้ายพระอรหันต์   ที่มา : หนังสือพระโมคคัลลานะ มหาสาวกผู้เป็นเลิศทางฤทธิ์  เรียบเรียงโดย ธรรมจักร ฟักสุวรรณ์ Photo by […]

keyboard_arrow_up