วาระสุดท้ายของพระมหากัสสปะ

วาระสุดท้ายของพระมหากัสสปะ พระมหากัสสปะเป็นพระเถระผู้เป็นเลิศในด้านถือธุดงควัตร และยังเป็นพระมหาสาวกที่มีความสำคัญอีกรูปหนึ่งในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา แต่น้อยคนนักที่จะทราบว่า วาระสุดท้ายของพระมหากัสสปะ เป็นอย่างไร หลังจากใช้เวลาร่วม 7 เดือน ณ ถ้ำสัตตบรรณคูหาทำการสังคายนา รวบรวมคำสอนของพระพุทธเจ้าไว้เป็รหมวดหมู่ชัดเจนแล้ว พระมหากัสสปะได้พำนักอยู่ ณ พระเวฬุวันมหาวิหาร โดยยังคงสมาทานธุดงควัตรอย่างเคร่งครัด แม้อายุขัยของท่านจะล่วงเข้าสู่วัยชรา ท่านก็ยังยินดีในการอยู่ป่า ฉันอาหารที่ได้จากการบิณฑบาต และห่มผ้าบังสุกุลเป็นประจำ จวบจนอายุของท่านดำเนินมาถึง 120 ปี พระมหากัสสปะได้ตรวจดูสังขารของตน ทราบว่าเหลือเวลาอีกเพียงหนึ่งวันก็จะถึงคราวที่ต้องสละทิ้งธาตุขันธ์เสียแล้ว ท่านจึงประชุมบรรดาภิกษุผู้เป็นศิษย์เพื่อให้โอวาทเป็นครั้งสุดท้าย โดยเทศนาสั่งสอนภิกษุผู้ยังเป็นปุถุชนมิให้เสียใจกับการจากไปของท่าน ให้พยายามกระทำความเพียรมิให้ขาด ดำรงตนอยู่บนความไม่ประมาท และปฏิบัติตามคำสอนของพระศาสดาอยู่เสมอ     พระมหากัสสปะเข้าไปถวายพระพรลาพระเจ้าอชาตศัตรูจากนั้นท่านพาหมู่ภิกษุไปยังภูเขากุกฏสัมปาตบรรพต ท่านเข้าผลสมาบัติ ก่อนจะแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ อธิษฐานจิตขอให้ภูเขาเวภาระสถานที่ทำปฐมสังคายนารวมอยู่ด้วย ด้วยอานุภาพแห่งคุณธรรมที่ท่านน้อมนำปฏิบัติมาชั่วชีวิต พระมหากัสสปะอธิษฐานจิตขอให้สรีระร่างกายของท่านคงอยู่จนถึงศาสนาพระศรีอริยเมตไตรย เมื่อกาลนั้นมาถึง พระพุทธเจ้าศรีอริยเมตไตรยจะทรงพาหมู่ภิกษุมายังภูเขากุกกกุฏสัมปาตบรรพตนี้ เพื่อประกาศสรรเสริญว่า พระมหากัสสปะเป็นผู้สมาทานธุดงค์เป็นเลิศ แล้วเตโชธาตุก็จะบังเกิดขึ้นเผาสรีระของท่าน ณ บัดนั้น ครั้นสิ้นการอธิษฐานจิต พระมหากัสสปะก็ดับขันธ์เข้าสู่พระนิพพาน คงเหลือเพียงคุณูปการที่ท่านทำให้แก่พระศาสนา พระมหากัสสปะเป็นบุคคลที่มีจิตใจเด็ดเดี่ยว ละทิ้งความสุขทางกาย ใช้ชีวิตมักน้อย สมถะ เรียนรู้ความจริงอันสูงสุด กระทั่งหลุดพ้นจากวัฏวังวนแห่งทุกข์ ศาสนิกชนชาวพุทธจึงมีท่านเป็นแบบอย่างที่ดีด้านการใช้ชีวิตอย่างสุขสงบ […]

ทำไมเทวดาถึงอยากใส่บาตรพระมหากัสสปะ

ทำไมเทวดาถึงอยากใส่บาตร พระมหากัสสปะ พระมหากัสสปะ เป็นพระสาวกที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงยกย่องว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญ (เอตทัคคะ) ในด้านทรงธุดงควัตรและสรรเสริญการธุดงค์ เดิมทีท่านเป็นกุลบุตรในตระกูลพราหมณ์ผู้มั่งคั่งแคว้นมคธ หลังจากได้รับมรดกจากครอบครัวจึงคิดได้ว่าบาปในสมบัติเหล่านี้ย่อมตกแก่ตนจึงสละเรือนออกบวชในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้งพระมหากัสสปะออกจากนิโรธสมาบัติ ได้คิดว่าจะบิณฑบาตโปรดสัตว์ผู้ตกทุกข์ได้ยาก จึงภิกขาจารไปยังตรอกในกรุงราชคฤห์ เทพธิดาทั้ง 500 นาง ซึ่งเป็นข้าบาทบริจาริกาแห่งท้าวสักกะเทวราชได้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาตามจอมเทพแห่งสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เกิดอยากใส่บาตรพระมหากัสสปะ พระเถระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติในธุดงควัตร เพราะได้กลิ่นหอมจากกายของพระเถระฟุ้งไปถึงสรวงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เหล่านางเทพธิดาลงมายังโลกมนุษย์พร้อมกับอาหารทิพย์ที่ประณีตบรรจง รอพระมหากัสสปะผ่านมาตรงที่พวกตนรออยู่ เมื่อพระเถระภิกขาจารมาถึงเหล่าเทพธิดาพากันขอร้องให้พระเถระได้อนุเคราะห์รับอาหารทิพย์ที่พวกนางนำมาถวาย พระมหากัสสปะกล่าวต่อเหล่าเทพธิดาว่า “พวกท่านโปรดกลับไปเถิด บาตรนี้มีไว้สำหรับผู้ที่เข็ญใจเท่านั้น”  เทพธิดาตอบพระเถระว่า “ขอพระคุณเจ้าได้โปรดเห็นถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจของพวกดิฉันด้วยเถิดเจ้าคะ”  พระมหากัสสปะดีดนิ้วขึ้นพร้อมกับกล่าวว่า “พวกท่านเป็นถึงเทวดา โปรดประมาณตนเถิดว่าสมควรแล้วหรือที่จะทำเช่นนี้ พวกท่านอย่าได้รบกวนเราอีกเลย”  เทพธิดาได้ยินดังนั้นก็พากันกลับสวรรค์ ท้าวสักกะเทวราชทรงเห็นเหล่าเทพธิดาก็ทรงแปลกพระทัยจึงตรัสถามว่า “พวกเธอไปไหนกันมา” เทพธิดาทูลว่า “พวกหม่อมฉันตั้งใจนำอาหารทิพย์ไปใส่บาตรพระมหากัสสปะ ซึ่งท่านเพิ่งออกจากนิโรธสมาบัติมา แต่กลับถูกท่านปฏิเสธเพคะ ท่านไม่รับอาหารทิพย์จากพวกเรา เพราะท่านต้องการที่จะโปรดทุกข์ผู้เข็ญใจเท่านั้น” ท้าวสักกะเทวราชทรงถามต่อว่า “แล้วพวกเธอลงไปใส่บาตรท่านด้วยอากัปกิริยาอย่างไร” เทพธิดาตอบว่า “ในรูปลักษณ์นี้เพคะ”  ท้าวสักกะเทวราชตรัสขึ้นว่า “พวกเธอต้องไปในรูปลักษณ์นี้” จากนั้นท้าวสักกเทวราชได้จำแลงกายเป็นชายชรา และเนรมิตพระนางสุชาดา พระมเหสีเป็นหญิงชรา จากนั้นก็ทรงชักชวนพระนางสุชาดาลงไปใส่บาตรพระมหากัสสปะ     พระมหากัสสปะภิกขาจารมาจนถึงกระท่อมหลังหนึ่งซึ่งมีตายายอยู่ 2 คนกำลังนั่งเย็บและทอผ้าอยู่ภายใน พระเถระกล่าวขึ้นว่า […]

พระมหากัสสปะ ผู้เลือกเดินบนหนทางสมถะ

เมื่อพบว่าทรัพย์สมบัติ ยศถาบรรดาศักดิ์ มิใช่ปัจจัยที่จะเกื้อหนุนให้ชีวิตเดินทางถึงฝั่ง พระมหากัสสปะ จึงขอตัดส่วนเกินเหล่านั้นทิ้ง

สักการะพระปางอัฏฐมีบูชา วัดอินทาราม สันติสถานแห่งสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี

สักการะพระปางอัฏฐมีบูชา วัดอินทาราม สันติสถานแห่งสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี พระพุทธรูปปางอัฏฐมีบูชา สร้างเพื่อเป็นการระลึกถึงเหตุการณ์กราบพระสรีระของพระพุทธเจ้าของพระมหากัสสปะและพระภิกษุอีก 500 รูป ที่ไปปฏิบัติกิจธุดงภ์ที่กรุงปาวามา พระพุทธรูปปางนี้ที่วัดอินทารามนี้มีความงดงามมากอีกแห่งหนึงในประเทศไทย     วัดแห่งนี้เป็นวัดเก่าแก่มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมเรียกกันว่า “วัดบางยี่เรือนอก” เป็นวัดคู่กับวัดราชคฤห์ ที่เรียกว่า “วัดบางยี่เรือใน” ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้สร้างวัดแห่งนี้ แต่ครั้งสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชปราดาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์แห่งกรุงธนบุรี พระองค์ทรงบูรณะปฏิสังขรณ์วัดอินทารามแห่งนี้ และทรงโปรดให้วัดแห่งนี้เป็นสถานที่เผาพระศพของพระราชชนนี   สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ทรงรับวัดอินทารามเป็นวัดพระอารามหลวง ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 พระยาศรีสหเทพ (ทองเพ็ง) ต้นตระกูล “ศรีเพ็ญ” ได้ปฏิสังขรณ์วัดแห่งนี้ แล้วอัญเชิญพระพุทธรูปศิลปะสุโขทัยมาเป็นพระประธาน คือ พระพุทธชินวร   พระยาศรีสหเทพทูลเกล้าถวายพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร จึงเรียกวัดแห่งนี้ว่า “วัดอินทารามวรวิหาร” และได้รับบูรณะอีกครั้งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โดยพระทักษิณสร อดีตเจ้าอาวาสวัดโพธินิมิตร และมีการบูรณะวัดแห่งนี้สืบต่อมาจนเป็นวัดที่มีความงดงามอย่างในปัจจุบัน   วัดอินทารามแห่งนี้มีสิ่งน่าสนใจหลายอย่าง เช่น   พระเจดีย์คู่กู้ชาติ ซึ่งเป็นพระเจดีย์ที่บรรลุพระบรมอัฐิของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชกับพระมเหสี […]

พระอรหันต์ฉุดช่วยให้พ้นจากการตกนรก

พระอรหันต์รูปนี้สมแล้วที่เป็นเนื้อหาบุญแห่งโลก ท่านเมตตาโปรดหญิงสาวนางหนึ่ง เพราะนางมีวิบากกรรมรุนแรงติดตามมา หากสิ้นบุญก็ไม่พ้น ตกนรก

เทพธิดาข้าวตอก

 เทพธิดา ข้าวตอก จิตอันเป็นกุศลก่อนตายนั้นสำคัญนัก สตรีนางหนึ่งก่อนสิ้นลม ได้มีจิตระลึกถึงบุญกุศลที่ถวาย ข้าวตอก แด่พระมหากัสสปะ แล้วนางก็เกิดเป็นเทพธิดาบนสรวงสวรรค์ มีหญิงสาวนางหนึ่งเลื่อมใสในจริยวัตรของพระมหากัสสปะ จึงนำข้าวตอกที่นางคั่วเองมาถวาย  หลังจากนั้นหญิงสาวเดินไปยังนาไม่ทันระวังตัวก็ถูกงูฉก พิษของงูแล่นเข้าสู่หัวใจ แต่เธอกลับไม่ทรมานจากพิษงูเลย เธอปีติและความสุขเพราะเธอระลึกถึงบุญที่เธอใส่ข้าวตอกแด่พระมหาเถระ นางไปบังเกิดยังสรวงสวรรค์ สถิตในวิมานที่ประดับประดาด้วยแก้ว 7 ประการ เธอมีทิพยสมบัติและเทพบริวารมากมาย อันเกิดขึ้นจากอานิสงส์ที่เธอถวายข้าวตอก เมื่อเทพธิดาระลึกถึงกรรมแต่หนหลัง ก็ปีติถึงภาพที่นางถวายข้าวตอกแด่พระมหากัสสปะ นางปรารถกับตนว่า การถวายข้าวตอกอันน้อยนิดแก่พระมหาเถระอันได้ผลานิสงส์แห่งบุญถึงเพียงนี้ เราต้องต่อยอดผลบุญให้นานโข จะได้สถิตอยู่บนแดนสวรรค์นี้ไปได้นาน เทพธิดาคิดได้ดังนั้นก็ลงจากสวรรค์มายังกุฎิของพระมหากัสสปะ นางกวาดใบไม้ทำความสะอาด แล้วถังน้ำอาบใส่ถังไว้ พระมหากัสสปะไม่ทันสงสัย คิดว่าเป็นพระภิกษุและสามเณรในกุฏิใกล้ๆทำให้ จนกระทั่งวันหนึ่งพระมหากัสสปะได้ยินเสียงกวาดใบไม้ จึงแอบมอง พระเถระทราบทันทีว่า มีเทพธิดามากวาดใบไม้ทำความสะอาดบริเวณรอบนอกของกุฏิให้ พระมหาเถระจึงออกไปแล้วกล่าวต่อเทพธิดาว่า เป็นสิ่งไม่สมควร เดี๋ยวชนทั้งหลายจะพาหาว่า เรามีนางฟ้าคอยรับใช้ ขอเจ้าจงกลับไปยังวิมานของเจ้าเถิด เทพธิดาได้ยินดังนั้นก็บังเกิดความน้อยเนื้อต่ำใจ เสียร่ำไห้ได้ยินไปถึงพระพุทธเจ้า พระองค์จึงตรัสแก่เทพธิดาว่า พระมหากัสสปะกระทำเช่นนี้เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว เพราะเป็นหน้าที่ของเขา ส่วนเจ้าที่มุ่งแต่ผลของบุญ ก็เป็นอุปนิสัยของผู้ทำบุญ เทพธิดาฟังดังนั้นก็เข้าใจแล้วว่า การกระทำของนางเป็นการรบกวนให้พระมหาเถระเสื่อมเสีย เพราะเนื่องมาจากความกระหายใคร่ในบุญของนาง หลังจากนั้นนางจึงบรรลุโสดาบัน แล้วกราบลาพระพุทธเจ้าและพระมหากัสสปะกลับสู่วิมานตามเดิม   ที่มา : […]

keyboard_arrow_up