อานิสงส์ที่ทำให้ สุเมธดาบส ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต

อานิสงส์ที่ทำให้ สุเมธดาบส ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต สุเมธดาบส เป็นอดีตพระชาติหนึ่งของพระสมณโคดมพุทธเจ้า ได้สร้างมหากุศลคือสละกายเป็นสะพานให้อดีตพระพุทธเจ้า ผู้มีพระนามว่า “ทีปังกรพุทธเจ้า” และพระสาวกทั้งหลายข้ามพ้นจากเปือกตม ครั้งพระโพธิสัตว์ถือกำเนิดในตระกูลพราหมณ์ มีชื่อว่า สุเมธบัณฑิต แม้ว่าจะเป็นพราหมณ์ที่มั่งคั่ง มีสมบัติสะสมอยู่มากมาย ทั้งยังเป็นผู้คงแก่เรืยน เชี่ยวชาญในพระเวท คัมภีร์ และศาสตร์ต่าง ๆ  เมืองอมรวดี ซึ่งเป็นบ้านเกิดของพระโพธิสัตว์มีความรื่นรมย์ไม่ต่างจากแดนสวรรค์ แต่พระโพธิสัตว์กลับเบื่อหน่ายทางโลก ปรารถนาพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด จึงออกจากเรือนไปบำเพ็ญภาวนาในป่าหิมพานต์ ท้าวสักกะเทวราชทรงทราบว่าพระดาบสตนนี้คือพระโพธิสัตว์บำเพ็ญบารมีมาหลายภพชาติ จึงมอบหมายให้พระวิษณุกรรมเนรมิตอาศรมถวาย สุเมธดาบสบำเพ็ญภาวนาจนบรรลุอภิญญา และมีความสุขจากการทำสมาบัติ     ในตอนนั้นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งได้ถืออุบัติขึ้นบนโลก พระองค์ทรงเป็นเจ้าชายแห่งรัมมนครมีพระนามว่า “ทีปังกร” เป็นพระราชโอรสแห่งพระเจ้าสุเทวะกับพระนางสุเมธา มีพระชายานามว่า พระนางปทุมา และพระโอรสนามว่า อุสภักขันธกุมาร พระองค์ทรงเห็นนิมิต 4 ประการ (เทวทูต 4) ทำให้ทรงเบื่อหน่ายทางโลก ปรารถนาแสวงหาความหลุดพ้นจึงเสด็จออกผนวช พระองค์ทรงใช้เวลาเพียง 10 เดือนจึงตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ภายใต้ต้นเลียบ (ต้นมะกอก) หลังจากทรงประกาศพระธรรมแล้ว ทรงมีพระอัครสาวกคือ พระสุมังคลเถระ และ พระติสสเถระ ทรงมีพระอัครสาวิกาคือ […]

สิงคาลมาณพ : ชายหนุ่มผู้ไหว้ทิศ 6 ตามคำสั่งของบิดา

สิงคาลมาณพ : ชายหนุ่มผู้ไหว้ ทิศ 6 ตามคำสั่งของบิดา   ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงส่งพระภิกษุ 60 รูป ไปเผยแผ่พระธรรมทั่วทุกสารทิศ ส่วนพระองค์เองเสด็จไปยังตำบลอุรุเวลา แคว้นมคธ เพื่อทรงโปรดชฏิล 3 พี่น้อง รวมทั้งบริวารอีก 1000 ตน ให้น้อมรับสัจธรรมที่พระองค์ทรงค้นพบ จึงได้พระภิกษุเพิ่มขึ้นมาอีกพันรูปเพื่อกลายเป็นกำลังสำคัญในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในสมัยพุทธกาล ทิศ 6  พระพุทธองค์เสด็จยังกรุงราชคฤห์ตามสัญญาที่ให้ไว้กับพระเจ้าพิมพิสารว่า หากตรัสรู้แล้วจะกลับมาโปรดพระองค์ พระเจ้าพิมพิสารทรงต้อนรับพระพุทธเจ้าเป็นอย่างดี ทั้งยังโปรดให้จัดเตรียมสถานที่ให้ชนทั้งหลายมาฟังธรรมในสวนตาลหนุ่ม เมื่อพระเจ้าพิมพิสารสดับธรรมแล้วทรงเกิดความเลื่อมใสแล้วน้อมรับพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง และถวายสวนเวฬุวัน (สวนไผ่) ของพระองค์ให้เป็นอารามแห่งแรกของพระพุทธศาสนา     เช้าวันหนึ่ง ขณะที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ พระองค์ทรงพบกับชายหนุ่มที่ร่างกายเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ ไม่ต่างจากคนที่เพิ่งขึ้นมาจากน้ำ เขาชือว่า “สิงคาลมาณพ” กำลังโน้มตัวกราบไปยังทิศต่าง ๆ อยู่บนถนน แล้วโปรยเมล็ดข้าวไปในทิศทั้ง 4 เบื้องบน และเบื้องล่าง พระพุทธองค์ทอดพระเนตรสังเกตกิริยาอันแปลกประหลาดของชายหนุ่มว่าเขากำลังประกอบพิธีกรรมอะไรอยู่ เมื่อเขาทำพิธีเสร็จพระพุทธเจ้าทรงถามเขาว่า “ทำไมเธอจึงทำเช่นนี้” สิงคาลมาณพตอบพระองค์ว่า ” ข้าพเจ้าทำเช่นนี้เพราะเป็นสิ่งที่บิดาได้สั่งไว้ก่อนสิ้นลมหายใจ ว่าต้องทำเช่นนี้ในทุกเช้า เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้สิ่งชั่วร้าย ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ […]

3 คำถามชวนสงสัย สิ่งมหัศจรรย์ ที่เกิดขึ้นกับ พระพุทธเจ้า ในวันวิสาขบูชา

3 คำถามชวนสงสัย สิ่งมหัศจรรย์ ที่เกิดขึ้นกับ พระพุทธเจ้า ในวันวิสาขบูชา เชื่อว่า 3 คำถามชวนสงสัย นี้ เป็นสิ่งที่ค้างคาใจของชาวพุทธทั่วโลกอย่างแน่นอน ทำไมพระพุทธเจ้าทรงเดินได้หลังจากประสูติ แล้วทรงเดินได้ถึง 7 ก้าว แล้วทำไมพระพุทธเจ้าทรงใช้ตั้ง 6 ปีกว่าจะตรัสรู้ และทำไมพระองค์ทรงเลือกปรินิพพานที่กรุงกุสินาราทั้งที่เป็นเมืองเล็ก ๆ ซีเคร็ตลองหาคำตอบมาให้ทุกท่าน หวังว่าจะได้ความรู้จากคำตอบไม่มากก็น้อย ทำไมพระพุทธเจ้าทรงเดินได้ 7 ก้าวหลังประสูติ พุทธประวัติในตอนประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะที่เป็นที่รับรู้โดยทั่วไปในสังคมไทย ได้รับอิทธิพลจากคัมภีร์อรรถกถา และคัมภีร์ปฐมสมโพธิของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิต ชิโนรส กล่าวว่า พระสันดุสิตเทพบุตรหมดบุญจากสวรรค์ชั้นดุสิต ท้าวสักกะเทวราชและท้าวสหัมบดีพรหมเข้าเฝ้าเพื่อทูลเชิญพระโพธิสัตว์อุบัติยังพระครรภ์ของพระนางสิริมหามายา พระนางทรงสุบินนิมิตเห็นช้างเผือกแทรกเข้าในพระอุทร พระนางตั้งพระครรภ์ ตามธรรมเนียมของเทวทหะ (วงศ์ฝ่ายพระนางสิริมหามายา) ว่า ขัตติยนารีต้องกลับไปประสูติที่ราชสกุล เมื่อพระนางสิริมหามายาเสด็จมาได้ครึ่งทาง ทรงแวะชมสาลโนทยาน (สวนสาละ) ชื่อว่า “ลุมพินีวัน” และทรงให้ประสูติพระโพธิสัตว์ ณ ที่แห่งนั้น พระโพธิสัตว์เสด็จออกจากพระครรภ์ และทรงเดินได้ 7 ก้าว ในแต่ละก้าวก็มีดอกบัวผุดขึ้นมารองรับพระบาท แล้วตรัสว่า “เราคือเลิศที่สุดของโลก เราคือผู้เจริญที่สุดของโลก […]

ใครคือผู้เสนอให้ วันวิสาขบูชา เป็น วันสำคัญสากลของโลก

ใครคือผู้เสนอให้ วันวิสาขบูชา เป็น วันสำคัญสากลของโลก ความสำคัญของวันวิสาขบูชาเป็นที่รับรู้ในกลุ่มชาวพุทธทุกนิกายมาเนิ่นนาน แต่ทว่าวันวิสาขบูชกลายเป็นวันสำคัญสากลของโลกได้อย่างไร และใครเป็นผู้มีคูณูปการต่อชาวพุทธทั่วโลก ที่ทำให้สหประชาชาติได้มีมติให้วันวิสาขบูชาเป็น วันสำคัญสากลของโลก   วันวิสาขบูชาไม่ได้เพิ่งมาสำคัญเร็ว ๆ นี้ วันวิสาขบูชามีความสำคัญในฐานะวันประสูติของพระศาสดาของพระพุทธศาสนาคือ เจ้าชายสิทธัตถะ เมื่อพระพุทธศาสนาเผยแผ่ไปยังที่ต่าง ๆ จากหลักฐานที่ปรากฏคือสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช พระองค์ทรงส่งพระภิกษุไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในสถานที่ต่าง ๆ และการเกิดขึ้นของนิกายใหม่ ที่ตีความคำสอนของพระพุทธเจ้าในแบบใหม่ของตน ได้เผยแผ่ไปในส่วนต่าง ๆ ของโลกเช่นกัน ทำให้ผู้ที่นับถือพระพุทธศาสนาต่างยึดวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระพุทธเจ้าเป็นวันสำคัญ และจัดกิจกรรมเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์และคุณูปการที่พระองค์ทรงมีต่อพระสาวก     จึงเห็นได้ว่าในหลายประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาทั้งมหายานและเถรวาท มีประเพณีระลึกถึงเหตุการณ์ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระพุทธเจ้ามาช้านานแล้ว ในบางประเทศเรียกพิธีนี้ว่า “พุทธชยันตี” (Buddha Jayanti) เช่นใน ประเทศอินเดียและประเทศศรีลังกา หมายถึง ชัยชนะของพระพุทธเจ้า ที่ทรงชนะกิเลส (พญามาร) และตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าสำเร็จในค่ำคืนเดือนวิสาขะ ปัจจุบันมีหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เห็นความสำคัญของวันวิสาขบูชาแล้วประกาศเป็นวันหยุดราชการ เช่น ประเทศอินเดีย ประเทศไทย ประเทศพม่า ประเทศศรีลังกา สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย เป็นต้น […]

เหตุผลที่พระเทวทัตเกลียดพระพุทธเจ้าตั้งแต่แรกพบ

ในอดีต สมัยพระพุทธเจ้าเสวยชาติเป็นพระโพธิสัตว์ มีพ่อค้าเร่ขายเครื่องประดับอยู่สองคน คนหนึ่งเจ้าเล่ห์ คนหนึ่งซื่อสัตย์ อยู่มาคราวหนึ่งทั้งสองคนได้เดินทางข้ามแม่น้ำไปถึงตำบลหนึ่งพร้อมกัน พ่อค้าที่ซื่อสัตย์เข้าทางตะวันออก ส่วนพ่อค้าเจ้าเล่ห์เข้าทางตะวันตก ฝ่ายพ่อค้าเจ้าเล่ห์เดินทางไปถึงบ้านเศรษฐีตกยากคนหนึ่งก่อน เมื่อหลานสาวเศรษฐีเห็นเครื่องประดับก็อยากได้ จึงบอกให้ยายนำถาดเก่าสนิมเขรอะที่มีอยู่มาแลก พระเทวทัต ยายจึงนำถาดเก่านั้นมาให้พ่อค้า ฝ่ายพ่อค้าเจ้าเล่ห์ พอรับถาดมา เห็นหนักผิดปกติ จึงลองเอาเข็มมากรีดดู พบว่าถาดนั้นเป็นทองคำมูลค่า 100,000 กหาปณะ เห็นดังนั้นจึงคิดอยากได้เปล่า เลยแกล้งหลอกยายหลานคู่นั้นว่า ถาดนี้ราคาไม่ถึงสลึง แล้วทำทีเป็นโยนถาดลงกับพื้น ก่อนจะออกเดินเร่ต่อไป คิดในใจว่าจะย้อนกลับมาเอาภายหลังโดยไม่ต้องแลกเปลี่ยนกับสิ่งใด ต่อมาเมื่อฝ่ายพ่อค้าที่ซื่อสัตย์เดินมาถึงบ้านเศรษฐีตกยากหลังนี้ หลานสาวได้ชักชวนยายให้ขายถาดอีกครั้ง ยายจึงนำถาดเก่าเป็นสนิมใบนั้นมาขอแลกกับเครื่องประดับ พ่อค้าเร่คนนี้รู้สึกว่าถาดหนักผิดปกติ จึงเอาเข็มกรีดดู ก่อนจะบอกยายและหลานสาวว่า ถาดทองคำใบนี้มีราคาถึง 100,000 กหาปณะ เมื่อยายรู้ดังนั้น จึงบอกว่าจะยกถาดทองคำให้พ่อค้าผู้ซื่อสัตย์แลกกับเครื่องประดับเพียงเล็กน้อย พ่อค้าคนนี้จึงยกเงินทั้งหมดที่ขายได้และเครื่องประดับที่มีให้สองยายหลาน ก่อนจะจากไปเพื่อขึ้นเรือกลับเมือง ฝ่ายพ่อค้าเจ้าเล่ห์ เมื่อได้ย้อนกลับมาที่บ้านเศรษฐีตกยากอีกครั้งหนึ่ง ด้วยหวังว่าจะมาเอาถาดทองคำ แต่เมื่อรู้ว่ายายยกถาดทองคำนั้นให้คนอื่นไปแล้ว ก็รีบทิ้งข้าวของที่ติดตัวมาแล้ววิ่งตามเรือของพ่อค้าผู้ซื่อสัตย์ เขาตะโกนขู่ให้คนพายเรือกลับมารับ แต่เรือไม่กลับมา ด้วยความโกรธ พ่อค้าเจ้าเล่ห์จึงกอบทรายขึ้นมาแล้วอธิษฐานว่า “จะขอจองล้างจองผลาญพ่อค้าผู้ซื่อสัตย์เรื่อยไปเท่ากับจำนวนเม็ดทรายในมือ” ต่อมาในสมัยพุทธกาล พ่อค้าเจ้าเล่ห์เกิดเป็นพระเทวทัต ส่วนพ่อค้าผู้ซื่อสัตย์เกิดเป็นพระพุทธเจ้า และการผูกพยาบาทในชาติที่ผ่าน ๆ มาก็เป็นมูลเหตุที่ทำให้พระเทวทัตมีอาการ […]

พระปัจเจกพุทธเจ้า : พระพุทธเจ้าผู้สอนให้สาวกเข้าสู่พระนิพพานไม่ได้

พระปัจเจกพุทธเจ้า : พระพุทธเจ้าผู้สอนให้สาวกเข้าสู่พระนิพพานไม่ได้ โลกไม่เคยขาดช่วงของผู้บรรลุธรรมด้วยอริยสัจ 4 หากไม่มีการอุบัติขึ้นของพระอนุตรสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าอีกประเภทจะอุบัติขึ้นแทน เพื่อแสดงให้เห็นว่า การบรรลุธรรมด้วยความจริง 4 ประการนี้มีอยู่จริง นั่นคือ พระปัจเจกพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง แต่ไม่สามารถสอนให้สาวกเข้าสู่พระนิพพานได้   ทำไมพระปัจเจกพุทธเจ้าสอนให้เข้าถึงพระนิพพานไม่ได้ พระปัจเจกพุทธเจ้าเป็นพระพุทธเจ้าประเภทหนึ่งที่ตรัสรู้อริยสัจ 4 ด้วยตนเอง ปรมัตถโชติกา อรรถกถาสุตตนิบาตอธิบายลักษณะพระปัจเจกพุทธเจ้าไว้ว่า การเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้านั้นคล้ายกับ คนใบ้ที่ฝัน คนใบ้สามารถฝันได้แต่ไม่สามารถบอกเล่า หรือพรรณนาความฝันของตนได้ พระปัจเจกพุทธเจ้าเป็นผู้บรรลุอริยสัจ 4 จนสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าก็จริง แต่ไม่สามารถบอกวิธี หรือชี้แนะหนทางการบรรลุพระนิพพานแก่ใครได้ อาจกล่าวได้ว่าพระปัจเจกพุทธเจ้ามีวาสนาและศักยภาพพอที่จะสามารถบรรลุธรรม แต่ไม่มีศักยภาพพอที่จะสั่งสอนให้เวไนยสัตว์มีดวงตาเห็นธรรม หรือไปสู่ความหลุดพ้นได้   คุณสมบัติแห่งการเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า คัมภีร์ปรมัตถโชติกาอธิบายว่า บุคคลผู้ตั้งปณิธานเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าต้องมีคุณสมบัติดังนี้ มีความเป็นมนุษย์ เป็นเพศชายเท่านั้น ได้พบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือพระปัจเจกพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่ง ยอมมอบชีวิตของตนเองเพื่อความเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า มีความมุ่งมั่นที่จะสำเร็จเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า   คำสอนของพระปัจเจกพุทธเจ้า มานพ นักการเรียน กล่าวว่า พระปัจเจกพุทธเจ้าส่วนมากทรงสอนเรื่อง อภิสมาจาร คือข้อระเบียบการปฏิบัติ เช่น สุสีมมานพอยากทราบเรื่อง “เบื้องปลายของศิลปะ” […]

พระพุทธเจ้ากับบัลลังก์ทั้ง 3 พระองค์คือผู้ครอง บัลลังก์แห่งเทวดา พรหม และพระอริยะ

พระพุทธเจ้ากับบัลลังก์ทั้ง 3 พระองค์คือผู้ครอง บัลลังก์แห่งเทวดา พรหม และพระอริยะ หลังจากพระพุทธเจ้าทรงครอบครองโพธิบัลลังก์ ที่นั่งแห่งพระอนุตรสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว หากพระองค์เสด็จหรือพำนักที่ใด ด้วยจริยวัตรที่งดงามของพระองค์ผู้เป็นวิสุทธิเทพ สถานที่แห่งนี้ย่อมเป็น บัลลังก์แห่งเทวดา พรหม และพระอริยเจ้า ครั้งหนึ่งพระผู้มีพระพุทธเจ้าเสด็จพร้อมด้วยพระภิกษุทั้งหลาย มุ่งสู่หมู่บ้านพราหมณ์แห่งหนึ่งที่มีชื่อว่า “เวนาคปุระ” ในแคว้นโกศล เมื่อพระองค์เสด็จมาถึงทรงนั่งบนพื้นอย่างปุถุชนสามัญ ท่ามกลางหมู่ภิกษุทั้งหลาย ชาวบ้านเวนาคปุระทั้งที่เป็นคฤหบดีและพราหมณ์ เมื่อทราบว่าพระสมณโคดมพุทธเจ้าผู้สำเร็จอรหัตตผลเสด็จมาที่แห่งนี้ก็พากันมาเข้าเฝ้า โดยนั่งลงในที่ ๆ สมควรเพื่อชมพระบารมี พราหมณ์คนหนึ่งนามว่า “พราหมณ์วัจฉโคตร” (อาจหมายถึงพราหมณ์ที่มาจากตระกูลวัจฉะ เพราะคำว่า โคตร แปลว่า ครอบครัวหรือตระกูล)  ได้กล่าวสรรเสริญผิวพรรณอันงดงามของพระพุทธเจ้าว่า “พระฉวีวรรณ (ผิว) ของพระองค์ช่างบริสุทธิ์ผุดผ่อง ดุจผลพุทธาและผลตาลที่สุกในฤดูสารท เหมือนดังแท่งทองชมพูนุทที่ถูกวางอยู่บนผ้ากัมพล พระองค์งดงามถึงเพียงนี้พึงประทับบนบัลลังก์หรืออาสนะที่ดีกว่านี้พระเจ้าค่ะ” ในเวนาคสูตรกล่าวว่า พราหมณ์วัจฉโคตรกล่าวถึงลักษณะของบัลลังก์มามากมาย เช่น บัลลังก์ที่ตกแต่งด้วยรูปสัตว์ ได้แก่ สิงห์ และเสือ มีเบาะหรือเครื่องลาดที่ทำจากขนสัตว์ เช่น ขนแกะ หนังสัตว์ เช่น  หนังชะมด และประดับประดาด้วยอัญมณีต่าง ๆ พระพุทธเจ้าตรัสตอบพราหมณ์ผู้นี้ไปว่า […]

เรื่องเล่าวัน พระพุทธเจ้าลอยถาด ลงในแม่น้ำก่อนตรัสรู้

บทความเตือนสติ จากหนังสือพุทธประวัติสำหรับเด็ก เล่าเหตุการณ์ไว้ตอนหนึ่งว่า ก่อนที่พระโพธิสัตว์สิทธัตถะจะได้ตรัสรู้นั้น พระองค์ทรงกลับมาเสวยพระกระยาหาร

“เราเป็นเพียงผู้บอกทางเท่านั้น” พระพุทธเจ้าเป็นเพียงผู้บอกทาง ไปสู่พระนิพพาน

“เราเป็นเพียงผู้บอกทางเท่านั้น” พระพุทธเจ้าเป็นเพียงผู้บอกทาง ไปสู่พระนิพพาน การอุบัติขึ้นของพระพุทธเจ้า ทำให้โลกใบนี้สว่างไสว เพราะได้รู้ถึงความจริงของโลก การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าก็เป็นไปเพื่อเป็นผู้บอกทาง ไปสู่พระนิพพาน แก่โลกนี้เช่นกัน ครั้งพระพุทธเจ้าทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ พราหมณ์คนหนึ่งเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้วทูลถามว่า “การที่พระองค์ทรงสอนบรรดาเหล่าสาวกอยู่เช่นนี้ สาวกของพระองค์บรรลุพระนิพพานทุกคนหรือไม่” พระพุทธเจ้าทรงตอบว่า “ถึงแม้เราจะสอนสาวกทั้งหลายถึงเรื่องพระนิพพาน ก็มีคนจำนวนน้อยที่จะเข้าถึงพระนิพพาน” พราหมณ์ทูลถามต่อว่า “เป็นเพราะเหตุใดสาวกที่พระองค์ทรงสอนถึงไม่บรรลุพระนิพพานกันหมด ทั้งที่พระนิพพานก็มีอยู่ เส้นทางหรือวิธีก็มีอยู่ ผู้สอนก็มีอยู่” พระพุทธเจ้าทรงตอบว่า “หากมีคนถามพราหมณ์ว่า กรุงราชคฤห์ไปทางไหน พราหมณ์อธิบายเส้นทางอย่างละเอียด แต่เขากลับเดินทางไปไม่ถูก ไปไม่ถึงกรุงราชคฤห์นั้น แล้วเป็นเพราะเหตุใดที่คน ๆ นั้นถึงไปกรุงราชคฤห์ไม่ถูก” พราหมณ์จึงอุทานขึ้นว่า “จะทำอย่างไรได้ ข้าก็เป็นเพียงผู้บอกทางเท่านั้น” พระพุทธเจ้าจึงตรัสขึ้นว่า “พราหมณ์ การมีอยู่ของพระนิพพาน ไม่ต่างจากกรุงราชคฤห์ที่ใคร ๆ ก็รู้ว่าเมืองนี้มีอยู่จริง เส้นทางที่ไปถึงเมืองนี้ก็มีอยู่ ผู้รู้เส้นทางก็มีอยู่จริง แต่น้อยคนนักที่จะเข้าใจในการอธิบายเส้นทาง สาวกของเราก็ไม่ต่างจากนักเดินทาง เราสอนพระนิพพาน บอกวิธีการไปถึงพระนิพพาน แต่ก็ยังไปถึงได้น้อย เราจะทำให้พวกเขาไปถึงพระนิพพา่นทั้งหมดได้อย่างไร เมื่อเราเป็นเพียงผู้บอกทาง” การเข้าถึงพระนิพพานนั้น ขึ้นอยู่กับปัญญาของสาวก พระพุทธเจ้าทรงสอนเรื่องพระนิพพาน บอกเส้นทางไปสู่พระนิพพานแก่สาวกทั้งหลาย แต่ที่ไม่สามารถไปถึงได้เพราะยังไม่ได้ละซึ่งอวิชชา หากละได้ซึ่งอวิชชาแล้ว ปัญญาที่จะนำไปสู่พระนิพพานก็จะเกิดขึ้น […]

ฤาจะถึงกาล? 5 อนาคตภัยของ ศาสนาพุทธ ที่พระพุทธเจ้าทรงเตือนเอาไว้

พระพุทธองค์ทรงเตือนเอาไว้ว่า ในอนาคตศาสนาพุทธจะมี อนาคตภัย 5 ประการ หากเราทุกคนคิดว่าตัวเองเป็นชาวพุทธที่แท้ ก็ควรลุกขึ้นมาช่วยกันป้องกัน

พระพุทธเจ้า ทุกพระองค์ทรงสอนเหมือนกัน โดย พระกรภพ กิตติปญฺโญ

การที่เราจะทราบว่าแนวทางปฏิบัติที่ตำราหรืออาจารย์สอนถูกต้องหรือไม่นั้น ให้ยึดหลักง่าย ๆ ว่า สิ่งที่ท่านสอนนั้นสอดคล้องหรือไม่กับธรรม 3 ข้อที่ พระพุทธเจ้า ทุกพระองค์ทรงสอน คือ การไม่ทำบาปทั้งปวง การทำกุศลให้ถึงพร้อม และการชำระจิตให้บริสุทธิ์จากกิเลส หากแนวทางนั้นเน้นย้ำธรรม 3 ข้อนี้ อย่างน้อยก็สบายใจได้เปลาะหนึ่งว่า ตำราหรืออาจารย์ท่านนั้นพาเรามาในเส้นทางที่จะไปสู่สุคติ พาเราเข้าสู่เส้นทางแห่งพระนิพพานแล้ว อย่างไรก็ดี ธรรม 2 ข้อแรกไม่ค่อยมีปัญหาอะไรมาก ส่วนใหญ่ทุกตำรา ทุกอาจารย์จะสอนตรงกันหมด คือให้เราเลิกทำบาป และหมั่นสร้างบุญสร้าง แต่การชำระจิตให้บริสุทธิ์จากกิเลสหรือธรรมข้อที่ 3 นั้น มักจะเป็นเรื่องที่แตกต่างกันไป แม้ว่าทุกตำรา ทุกอาจารย์จะยึดหลักไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นแนวทางการสั่งสอนก็ตาม แต่ในทางปฏิบัติยังมีข้อปลีกย่อยที่ต่างกันมากมาย เช่น แบบอาณาปานสติ กำหนดลมหายใจ การบริกรรมพุทโธบ้าง สัมมาอะระหังบ้าง ยุบหนอพองหนอบ้าง หรือการเจริญสติปัฏฐาน 4 การแยกรูป แยกนาม การตามดูจิต เฝ้าดูเวทนา ตลอดจนการพิจารณาธาติ 4 ขันธ์ 5 […]

มากไปคือไม่รับ! บุคคล 3 จำพวกที่หันหลังให้ พระพุทธเจ้า เช็คเลยว่าใช่คุณไหม?

พระพุทธเจ้า ทรงได้รับพระสมัญญาว่า “พระบรมครู” เพราะทรงมีพระอัจฉริยภาพในการสอนที่เหนือกว่าครูทั่วไป ครูทั่วไปอาจสอนคนให้มีศิลปวิทยาการสำหรับประกอบสัมมาอาชีพ หรือสอนคนให้รู้ดีรู้ชั่ว ตั้งเนื้อตั้งตัวในทางโลกได้ แต่ครูอย่างพระพุทธองค์นั้น เมื่อทรงสอนใครก็ตาม ทรงสามารถทำให้คนที่มีกิเลสอัดแน่นอยู่เต็มหัวใจ กลายเป็นคนที่กิเลสหลุดออกมาเป็นแถบๆ จนเหลือแต่จิตอันบริสุทธิ์ล้วนๆ… เรียกว่าจากคนธรรมดา พอผ่านมือ พระพุทธเจ้า เท่านั้น ก็สามารถยกระดับกลายเป็นพระอริยบุคคลขึ้นมาทันที ทว่าแม้พระพุทธองค์จะทรงเป็นครูชั้นยอดของโลก กระนั้นก็ยังมีคนบางประเภทที่ “หันหลัง” ให้พระองค์ คนชนิดนี้บางทีไม่ใช่คนโง่ แต่เป็นคนที่มีความ “มากไป” ซึ่งในสมัยพุทธกาลนั้น มีอยู่ด้วยกัน 3 บุคคล 3 จำพวก ดังนี้ 1.สัญชัยปริพาชก  ผู้มีความ “มิจฉาทิฐิมากไป” สัญชัยปริพาชก หรืออาจารย์สัญชัย มีชีวิตอยู่ร่วมสมัยเดียวกันกับพระพุทธองค์ เปิดสำนักศึกษาอยู่ในกรุงราชคฤห์ ท่านมีศิษย์เอกอยู่ 2 คน คนหนึ่งชื่อ “อุปติสสะ” อีกคนหนึ่งชื่อ ”โกลิตตะ” ซึ่งเป็นลูกเศรษฐีทั้งคู่ วันที่ทั้งคู่มาสมัครเรียนจึงมีบริวารติดตามมาด้วยเป็นจำนวนมาก แต่พอร่ำเรียนได้ 3 วัน อาจารย์สัญชัยก็แจ้งว่าสอนจบแล้ว ไม่มีอะไรจะสอนอีก ด้วยความเป็นผู้มีปัญญา สองมานพทบทวนสิ่งที่ได้เรียนมาแล้วจึงคุยกันว่าคงจะต้องแสวงหาอาจารย์อื่นๆ ต่อไป ต่อมาอุปติสสะไปเห็นสมณะรูปหนึ่งเดินบิณฑบาต มีกิริยางดงาม สำรวม จึงเข้าไปไต่ถามธรรม สมณะรูปนั้นคือพระอัสสชิ ได้กล่าวตอบในตอนแรกว่าเพิ่งบวชไม่นาน ยังไม่สามารถแสดงธรรมได้ แต่อุปติสสะก็ตื๊อว่า “ขอพระผู้เป็นเจ้ากล่าวตามสามารถเถิด จะมากหรือน้อยก็ตาม จงบอกแก่ข้าพเจ้าแต่ใจความเท่านั้น” พระอัสสชิจึงกล่าวคาถาว่า “ธรรมเหล่าใด มีเหตุเป็นแดนเกิด พระตถาคตตรัสเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น และเหตุแห่งความดับแห่งธรรมเหล่านั้น พระมหาสมณะมีปกติตรัสอย่างนี้” […]

เรื่องเล่าครั้งพุทธกาล … ชายยากจนผู้ยอมสละชีวิตเพื่อได้ถวายดอกมะลิแด่พระพุทธเจ้า

เรื่องเล่าครั้งพุทธกาล เรื่องของชายขายดอกไม้ผู้ยากจน ที่เห็นแสงฉัพณณรังสี(รัศมีหกสี) ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สมัยที่องค์สมเด็จพระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้ายังทรงพระชนมชีพอยู่นั้น มีชายยากจนคนหนึ่ง มีอาชีพขายดอกไม้ให้แก่สำนักพระราชวังแห่งกรุงราชคฤห์มหานคร โดยมีสัญญาผูกพันว่า เขาจะต้องส่งดอกมะลิ ๘ ทะนาน ให้แก่สำนักพระราชวังแต่เช้าตรู่ คิดเป็นมูลค่าทะนานละ ๑ กหาปณะ (คำเรียกเงินตราทำด้วยโลหะที่ใช้ในสมัยพุทธกาล เป็นเงินตราโลหะชนิดแรกของอนุทวีปอินเดีย เทียบคำว่า กษาปณ์ ในปัจจุบัน) เป็นประจำทุกวัน จักขาดเสียมิได้ ไม่ว่าจะกรณีใดๆ ทั้งสิ้น ชายยากจนอาศัยอาชีพขายดอกไม้นี้เลี้ยงดูบุตรและภรรยาให้ได้รับความสุขตามอัตภาพ กระทั่งเช้าวันหนึ่งขณะเดินทางออกจากบ้านเพื่อนำดอกมะลิไปส่งสำนักพระราชวังตามปกติ พอย่างเท้าเข้าเขตพระบรมมหาราชวังก็พลันได้พบกับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งแวดล้อมไปด้วยหมู่พระอริยสงฆ์สาวกเป็นจำนวนมาก กำลังเสด็จบิณฑบาตอยู่ด้วยพุทธลีลาอันงามเลิศเพริศแพร้วด้วยฉัพพัณณรังสีเข้าพอดี ตามธรรมดานั้นองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามักทรงปกปิดพระฉัพพัณณรังสีมิให้ซ่านออกจากพระวรกาย ไม่มีพุทธประสงค์จักให้ใครเห็น ทรงแสดงองค์เหมือนพระภิกษุธรรมดาทั่วไป แต่ในบางคราว พระองค์ผู้ทรงไว้ซึ่งพระรัศมีก็ทรงเปล่งฉัพพลัณณรังสี เฉกเช่นคราที่เสด็จไปสู่กรุงกบิลพัสดุ์ เพื่อโปรดพระญาติทั้งหลาย ซึ่งในเช้าวันนั้นก็เช่นกัน พระองค์ทรงเปล่งฉัพณณรังสีแผ่ซ่านอยู่ท่ามกลางเหล่าอริยสงฆ์หมู่ใหญ่เพื่อเสด็จเข้าไปบิณฑบาตในพระนครราชคฤห์ ด้วยพุทธานุภาพอันยิ่งใหญ่ เมื่อชายขายดอกไม้ได้เห็นรังสีแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อันงามบริสุทธิ์แพรวพราวด้วยรัศมีประกอบด้วยลักษณะมหาบุรุษ ๓๒ ประการ และด้วยพระอสีตยานุพยัญชนะ ๘๐ ประการเช่นนั้น ก็พลันงงแลตะลึงครุ่นคิดคำนึงอยู่ว่า “เราจักทำการบูชาพระพุทธองค์ด้วยอะไรดีหนอ จึงจักสมกับความเลื่อมใสอันเกิดขึ้นมากมายแก่เราในบัดนี้” เมื่อไม่เห็นสิ่งใดที่จะพึงหยิบฉวยเอาในขณะนั้นได้ทันเวลา จึงตัดสินใจว่า “เราจักทำการบูชาพระพุทธองค์ด้วยดอกมะลิที่เราถืออยู่ในมือนี้ ถูกแล้ว! ดอกไม้เหล่านี้ เป็นดอกไม้ที่เรามีสัญญาผูกพันต้องส่งให้สำนักพระราชวัง เพื่อนำขึ้นทูลเกล้าถวายพระเจ้าพิมพิสารเป็นประจำทุกวัน จะขาดเสียไม่ได้ แต่หากทรงไม่ได้ดอกไม้เหล่านี้ แล้วจักทรงพระพิโรธโกรธเคือง […]

8 อุบายระงับอาการ ง่วงนอนขณะนั่งสมาธิ คิดค้นโดยพระพุทธเจ้า

ง่วงนอนขณะนั่งสมาธิ น่าจะเป็นปัญหาคลาสสิคสำหรับผู้เข้าปฏิบัติธรรมใหม่ทุกคน  พระอาจารย์มานพ อุปสโม ได้เคยกรุณาบอกวิธีแก้ง่วงแก่ผู้เข้าคอร์สปฏิบัติธรรมว่า “ต้องฝืน มันง่วงก็ง่วงไป แต่เราไม่ง่วง บอกมันเลยว่าเอ็งง่วงก็ง่วงไป แต่ข้าไม่ง่วง เอ็งอยากหยุดก็หยุดไป แต่ข้าจะทำต่อ มันต้องขัดขืน ต้องฝืน ง่วงก็ออกเดินจงกรมต่อไป เดินไปทั้งๆ ที่ง่วงนี่แหละ ลองฝืนไป ไม่เกิน 30 นาทีก็หายง่วงแล้ว ถ้าไม่ไหวก็ไปล้างหน้าสักหน่อย สะบัดแรงๆ แล้วก็ใส่ใจให้ชัดเจน จะช่วยทำให้อาการง่วงลดน้อยลง “พระสงฆ์สมัยก่อนท่านแก้ง่วงด้วยการไปนั่งริมหน้าผา ถ้าอยากง่วงนักก็ให้มันตกหน้าผา หมดเรื่องหมดราวไป ปรากฏว่าพอไปนั่งริมหน้าผาก็กลัวว่าจะตกลงไปเลยไม่กล้าง่วง หรือเอาน้ำล้างหน้า ลูบเนื้อลูบตัว มองแสงสว่าง มนสิการบทธรรมะบทใดบทหนึ่ง หรือสาธยายมนต์บทใดบทหนึ่งก็เป็นวิธีแก้ง่วงเช่นกัน จะว่าไปปัญหา ง่วงนอนขณะนั่งสมาธิ ไม่ใช่ปัญหาใหม่ เพราะมีมาตั้งแต่ครั้งบรรพกาล ดังมีเรื่องเล่าพุทธกาลที่เล่าต่อๆ กันมาว่า  ครั้งที่พระมหาโมคคัลลานะอุปสมบทได้ 7 วัน ได้ไปทำความเพียรอยู่ที่ป่าใกล้บ้านกัลป์ลาวาลมุตตาคาม แขวงมคธ ครานั้นถูกถีนมิทธารมณ์ คือ ความง่วงเหงาเข้าครอบงำ ไม่สามารถจะทำความเพียรได้ พระพุทธเจ้าซึ่งขณะนั้นกำลังประทับอยู่ ณ สวนเภสกลาวัน ซึ่งเป็นสถานที่ให้เหยื่อแก่เนื้อ ใกล้เมืองสุงสุมารคิรี อันเป็นเมืองหลวงของแคว้นภัคคะ […]

7 ขั้นตอนสู่ การนอนอย่างพระอรหันต์ เพื่อคุณภาพชีวิต คุณก็ทำได้

พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติเกี่ยวกับ การนอนอย่างพระอรหันต์ ไว้ว่า พระอรหันต์นอนเพียงวันละ 4 ชั่วโมงเท่านั้น เพราะท่านเป็นผู้ที่ละแล้วซึ่งกิเลส

ถ้าอยากอายุยืนขึ้น ควรทำอย่างไร ? เรื่องเล่าจากพระไตรปิฎก เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสถึงเรื่องอายุยืนกับพระอานนท์

ถ้าอยาก อายุยืนขึ้น ควรทำอย่างไร ? เรื่องเล่าจากพระไตรปิฎก เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสถึงเรื่องอายุยืนกับพระอานนท์   แม้ว่า…พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราจะเป็นผู้มีพระชนม์ชีพที่สั้นที่สุด เมื่อเปรียบกับพระชนมายุของพระพุทธเจ้าที่เคยตรัสรู้มาแล้วในอดีตก็ตาม แต่ในพระไตรปิฎกกลับปรากฏคำตรัสถึงการมีอายุยืนไว้อย่างน่าสนใจ เราอาจปฏิบัติตามคำตรัสของพระองค์เพื่อพัฒนาในมี อายุยืนขึ้น มหาปรินิพพานสูตรกล่าวถึงพระพุทธเจ้าตรัสต่อพระอานนท์ว่า “ดูก่อนอานนท์ ใครก็ตามที่เจริญอิทธิบาท 4 ทำให้มาก จนชำนาญว่าประหนึ่งเป็นยาน ว่าประหนึ่งเป็นวัตถุที่ตั้ง อย่างต่อเนื่อง  ผู้นั้นย่อมมีอายุยืนอยู่ได้ตลอดกัป หรือเกินกว่ากัป ดูก่อนอานนท์ ตถาคตเจริญอิทธิบาท 4 ได้จนชำนาญ แล้วได้ทำให้ประหนึ่งว่าเป็นยาน ทำให้ประหนึ่งว่าเป็นวัตถุที่ตั้งแล้ว ทำเช่นนี้เนือง ๆ  อบรม และปรารภด้วยดี โดยชอบแล้ว ดูก่อนอานนท์ ตถาคตนั้น เมื่อปรารถนา ก็พึงดำรง (ชนม์ชีพ) อยู่ได้ตลอดกัป หรือเกินกว่ากัปก็ได้” คำตรัสนี้เกิดในเหตุการณ์ที่พระพุทธเจ้าจะเสด็จไปยังปาวาลเจดีย์ โดยทรงให้พระอานนท์ถืออาสนะ (ที่รองนั่ง) ไปด้วย ครั้งนั้นพระองค์ตรัสต่อพระอานนท์ถึงเรื่อง ผู้ทรงอิทธิบาท 4 จนชำนาญอยู่ตลอด ผู้นั้นจะมีอายุยืนเป็น 100 ๆ ปี (กัป เท่ากับ 120 […]

ชาวพุทธควรรู้ … เหตุใด วันวิสาขบูชา จึงมีคำเรียกสากลว่า Vesak Day

หลายคงทราบกันดีอยู่แล้วว่า วันวิสาขบูชา ที่ปีนี้ตรงกับวันอังคารที่ 29 พฤษภาคม (2561) นอกจากเป็นวันสำคัญของชาวพุทธไทยแล้ว ยังถือเป็นวันสำคัญของชาวพุทธทั่วโลก หรือที่เรียกว่า “International Day of Vesak” อีกด้วย  ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2542 องค์การสหประชาชาติได้มีมติกำหนดให้วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญสากลของโลก ตามการเสนอของประเทศศรีลังกาที่ว่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นมหาบุรุษผู้ให้ความเมตตาต่อหมู่มวลมนุษย์ เปิดโอกาสให้ทุกศาสนาสามารถเข้ามาศึกษา เพื่อพิสูจน์หาข้อเท็จจริงได้โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธ โดยวันวิสาขบูชาถือเป็นวันสำคัญของพุทธศาสนิกชน เพราะเป็นวันที่ พระพุทธเจ้า ทรงประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ซึ่งพระพุทธองค์ทรงสั่งสอนให้มวลมนุษย์มีเมตตาธรรมและขันติธรรมต่อเพื่อนมนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลาย และถือเป็นศาสนาที่เก่าแก่ที่สุดศาสนาหนึ่งของโลก ที่ได้หล่อหลอมจิตวิญญาณของมนุษยชาติมานาน สมควรที่จะยกย่องกันทั่วโลก เป็นที่น่ายินดีว่าที่ประชุมในวันนั้นซึ่งมีผู้แทนไทย พม่า สิงคโปร์ บังคลาเทศ ภูฐาน เนปาล ปากีสถาน และอินเดีย รวมอยู่ด้วย ต่างพร้อมใจกันขอให้ที่ประชุมรับรองข้อมตินี้ ซึ่งเท่ากับเป็นการรับรองความสำคัญของพุทธศาสนาในองค์การสหประชาชาติอีกด้วย คำว่า “วิสาขะ” เป็นภาษาบาลีแปลว่า เดือน  6 ส่วนในภาษาสันสกฤตเรียกว่า “ ไวศาขะ”  ซึ่งในประเทศไทยเรียกขานตามแบบภาษาบาลีว่า “วิสาขบูชา” มีความหมายถึง “การบูชาในเดือน 6” […]

หนทางพระพุทธเจ้า หนทางของมหาบุรุษ

หนทาง พระพุทธเจ้า หนทางของ มหาบุรุษ ขึ้นชื่อว่า“ชีวิต”การเดินทางสู่จุดหมายปลายทางย่อมไม่มีวันราบเรียบเป็นเส้นตรง และยิ่งเป็นการเดินทางสู่เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ด้วยแล้ว หนทางของ มหาบุรุษ นามว่า“เจ้าชายสิทธัตถะ”ก็เช่นเดียวกัน ก่อนที่พระองค์จะทรงสั่งสมพระบารมีจนตรัสรู้เป็น พระพุทธเจ้า นามว่า“สมณโคดม”นั้น หนทางของพระองค์ต้องปูลาดด้วยความพากเพียรพยายามอย่างถึงที่สุด ในอดีตชาติก่อนหน้าพระพุทธเจ้าของเรานั้นมีพระพุทธเจ้ามาบังเกิดขึ้นแล้วหลายพระองค์ หนึ่งในนั้นมีพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งนามว่า“พระทีปังกร”  หลังจากที่พระทีปังกรครองผ้าไตรบำเพ็ญเพียรจนบรรลุสัมโพธิญาณแล้ว พระองค์ทรงเทศนาสั่งสอนธรรมแก่ชาวโลก ด้วยความเมตตาโลกมนุษย์ที่เคยวิบัติอัตคัดกลับคืนเป็นปกติสุขได้ ก็ด้วยพระบารมีของพระองค์ ก้าวย่างที่สำคัญก้าวหนึ่งของ“พระสมณโคดม”หรือพระพุทธเจ้าของเราเกิดขึ้นในพุทธสมัยของพระทีปังกรนี้เอง เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าของเราเสวยพระชาติเป็นสุเมธดาบสดาบส ผู้นี้ได้มีโอกาสแสดงศรัทธาอันยิ่งใหญ่ต่อพระทีปังกรพุทธเจ้า “ขออาราธนาพระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยพระสาวกทั้งหลาย ทรงพระดำเนินเหยียบไปบนกายข้าพระองค์ ที่จักทอดเป็นสะพานนี้อย่าได้ทรงย่างพระบาทหลีกหนีลงลุยเลนเหลวนี้เลย” นี่คือคำอธิษฐานของสุเมธดาบสเพื่อให้พระทีปังกร พุทธเจ้าทรงพระดำเนินเหยียบย่างบนร่างของท่าน เมื่อเห็นว่าหนทางเสด็จพระดำเนินของพระทีปังกรนั้นถูกคั่นขวางด้วยเลนตม สุเมธดาบสทอดกายเป็นสะพานอย่างมั่นคงเพื่อให้พระทีปังกรและพระสาวกเหยียบย่างข้ามไป โดยมิให้พระบาทของพระพุทธองค์ต้องแปดเปื้อนโคลนตม เหตุการณ์ครั้งนั้นพระทีปังกรได้มีพุทธทำนายไว้ว่าในอนาคตสุเมธดาบสจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า“สมเด็จพระศรีศากยมุนีโคดมบรมครู”ซึ่งก็คือพระพุทธเจ้าของเราพระองค์นี้นั่นเอง พระพุทธเจ้าของเราต้องเดินทางไกลหลายอสงไขย กว่าจะถึงซึ่งจุดหมายแห่งชีวิต?คือการตรัสรู้สู่นิพพาน หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด แม้พระองค์จะยุติการเดินทางไปสองพันห้าร้อยกว่าปีแล้ว แต่หลักธรรมคำสอนที่พระองค์ทรงค้นพบยังคงดำรงอยู่ เป็นหมุดหมายให้แก่ศาสนิกชนชาวพุทธที่ยังคงต้องเดินเวียนวนไปบนเส้นทางของชีวิตอย่างไม่เสื่อมคลาย  เรื่อง อิสระพร บวรเกิด Photo by Mattia Faloretti on Unsplash บทความน่าสนใจ เรื่องเล่าวันพระพุทธเจ้าลอยถาดลงในแม่น้ำก่อนตรัสรู้ บทความเตือนสติ จากท่าน ว.วชิรเมธี พระพุทธเจ้าผู้ทลาย ชนชั้นวรรณะ 3 […]

keyboard_arrow_up