ฤาจะถึงกาล? 5 อนาคตภัยของ ศาสนาพุทธ ที่พระพุทธเจ้าทรงเตือนเอาไว้

พระพุทธองค์ทรงเตือนเอาไว้ว่า ในอนาคตศาสนาพุทธจะมี อนาคตภัย 5 ประการ หากเราทุกคนคิดว่าตัวเองเป็นชาวพุทธที่แท้ ก็ควรลุกขึ้นมาช่วยกันป้องกัน

พระพุทธเจ้า ทุกพระองค์ทรงสอนเหมือนกัน โดย พระกรภพ กิตติปญฺโญ

การที่เราจะทราบว่าแนวทางปฏิบัติที่ตำราหรืออาจารย์สอนถูกต้องหรือไม่นั้น ให้ยึดหลักง่าย ๆ ว่า สิ่งที่ท่านสอนนั้นสอดคล้องหรือไม่กับธรรม 3 ข้อที่ พระพุทธเจ้า ทุกพระองค์ทรงสอน คือ การไม่ทำบาปทั้งปวง การทำกุศลให้ถึงพร้อม และการชำระจิตให้บริสุทธิ์จากกิเลส หากแนวทางนั้นเน้นย้ำธรรม 3 ข้อนี้ อย่างน้อยก็สบายใจได้เปลาะหนึ่งว่า ตำราหรืออาจารย์ท่านนั้นพาเรามาในเส้นทางที่จะไปสู่สุคติ พาเราเข้าสู่เส้นทางแห่งพระนิพพานแล้ว อย่างไรก็ดี ธรรม 2 ข้อแรกไม่ค่อยมีปัญหาอะไรมาก ส่วนใหญ่ทุกตำรา ทุกอาจารย์จะสอนตรงกันหมด คือให้เราเลิกทำบาป และหมั่นสร้างบุญสร้าง แต่การชำระจิตให้บริสุทธิ์จากกิเลสหรือธรรมข้อที่ 3 นั้น มักจะเป็นเรื่องที่แตกต่างกันไป แม้ว่าทุกตำรา ทุกอาจารย์จะยึดหลักไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นแนวทางการสั่งสอนก็ตาม แต่ในทางปฏิบัติยังมีข้อปลีกย่อยที่ต่างกันมากมาย เช่น แบบอาณาปานสติ กำหนดลมหายใจ การบริกรรมพุทโธบ้าง สัมมาอะระหังบ้าง ยุบหนอพองหนอบ้าง หรือการเจริญสติปัฏฐาน 4 การแยกรูป แยกนาม การตามดูจิต เฝ้าดูเวทนา ตลอดจนการพิจารณาธาติ 4 ขันธ์ 5 […]

มากไปคือไม่รับ! บุคคล 3 จำพวกที่หันหลังให้ พระพุทธเจ้า เช็คเลยว่าใช่คุณไหม?

พระพุทธเจ้า ทรงได้รับพระสมัญญาว่า “พระบรมครู” เพราะทรงมีพระอัจฉริยภาพในการสอนที่เหนือกว่าครูทั่วไป ครูทั่วไปอาจสอนคนให้มีศิลปวิทยาการสำหรับประกอบสัมมาอาชีพ หรือสอนคนให้รู้ดีรู้ชั่ว ตั้งเนื้อตั้งตัวในทางโลกได้ แต่ครูอย่างพระพุทธองค์นั้น เมื่อทรงสอนใครก็ตาม ทรงสามารถทำให้คนที่มีกิเลสอัดแน่นอยู่เต็มหัวใจ กลายเป็นคนที่กิเลสหลุดออกมาเป็นแถบๆ จนเหลือแต่จิตอันบริสุทธิ์ล้วนๆ… เรียกว่าจากคนธรรมดา พอผ่านมือ พระพุทธเจ้า เท่านั้น ก็สามารถยกระดับกลายเป็นพระอริยบุคคลขึ้นมาทันที ทว่าแม้พระพุทธองค์จะทรงเป็นครูชั้นยอดของโลก กระนั้นก็ยังมีคนบางประเภทที่ “หันหลัง” ให้พระองค์ คนชนิดนี้บางทีไม่ใช่คนโง่ แต่เป็นคนที่มีความ “มากไป” ซึ่งในสมัยพุทธกาลนั้น มีอยู่ด้วยกัน 3 บุคคล 3 จำพวก ดังนี้ 1.สัญชัยปริพาชก  ผู้มีความ “มิจฉาทิฐิมากไป” สัญชัยปริพาชก หรืออาจารย์สัญชัย มีชีวิตอยู่ร่วมสมัยเดียวกันกับพระพุทธองค์ เปิดสำนักศึกษาอยู่ในกรุงราชคฤห์ ท่านมีศิษย์เอกอยู่ 2 คน คนหนึ่งชื่อ “อุปติสสะ” อีกคนหนึ่งชื่อ ”โกลิตตะ” ซึ่งเป็นลูกเศรษฐีทั้งคู่ วันที่ทั้งคู่มาสมัครเรียนจึงมีบริวารติดตามมาด้วยเป็นจำนวนมาก แต่พอร่ำเรียนได้ 3 วัน อาจารย์สัญชัยก็แจ้งว่าสอนจบแล้ว ไม่มีอะไรจะสอนอีก ด้วยความเป็นผู้มีปัญญา สองมานพทบทวนสิ่งที่ได้เรียนมาแล้วจึงคุยกันว่าคงจะต้องแสวงหาอาจารย์อื่นๆ ต่อไป ต่อมาอุปติสสะไปเห็นสมณะรูปหนึ่งเดินบิณฑบาต มีกิริยางดงาม สำรวม จึงเข้าไปไต่ถามธรรม สมณะรูปนั้นคือพระอัสสชิ ได้กล่าวตอบในตอนแรกว่าเพิ่งบวชไม่นาน ยังไม่สามารถแสดงธรรมได้ แต่อุปติสสะก็ตื๊อว่า “ขอพระผู้เป็นเจ้ากล่าวตามสามารถเถิด จะมากหรือน้อยก็ตาม จงบอกแก่ข้าพเจ้าแต่ใจความเท่านั้น” พระอัสสชิจึงกล่าวคาถาว่า “ธรรมเหล่าใด มีเหตุเป็นแดนเกิด พระตถาคตตรัสเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น และเหตุแห่งความดับแห่งธรรมเหล่านั้น พระมหาสมณะมีปกติตรัสอย่างนี้” […]

เรื่องเล่าครั้งพุทธกาล … ชายยากจนผู้ยอมสละชีวิตเพื่อได้ถวายดอกมะลิแด่พระพุทธเจ้า

เรื่องเล่าครั้งพุทธกาล เรื่องของชายขายดอกไม้ผู้ยากจน ที่เห็นแสงฉัพณณรังสี(รัศมีหกสี) ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สมัยที่องค์สมเด็จพระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้ายังทรงพระชนมชีพอยู่นั้น มีชายยากจนคนหนึ่ง มีอาชีพขายดอกไม้ให้แก่สำนักพระราชวังแห่งกรุงราชคฤห์มหานคร โดยมีสัญญาผูกพันว่า เขาจะต้องส่งดอกมะลิ ๘ ทะนาน ให้แก่สำนักพระราชวังแต่เช้าตรู่ คิดเป็นมูลค่าทะนานละ ๑ กหาปณะ (คำเรียกเงินตราทำด้วยโลหะที่ใช้ในสมัยพุทธกาล เป็นเงินตราโลหะชนิดแรกของอนุทวีปอินเดีย เทียบคำว่า กษาปณ์ ในปัจจุบัน) เป็นประจำทุกวัน จักขาดเสียมิได้ ไม่ว่าจะกรณีใดๆ ทั้งสิ้น ชายยากจนอาศัยอาชีพขายดอกไม้นี้เลี้ยงดูบุตรและภรรยาให้ได้รับความสุขตามอัตภาพ กระทั่งเช้าวันหนึ่งขณะเดินทางออกจากบ้านเพื่อนำดอกมะลิไปส่งสำนักพระราชวังตามปกติ พอย่างเท้าเข้าเขตพระบรมมหาราชวังก็พลันได้พบกับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งแวดล้อมไปด้วยหมู่พระอริยสงฆ์สาวกเป็นจำนวนมาก กำลังเสด็จบิณฑบาตอยู่ด้วยพุทธลีลาอันงามเลิศเพริศแพร้วด้วยฉัพพัณณรังสีเข้าพอดี ตามธรรมดานั้นองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามักทรงปกปิดพระฉัพพัณณรังสีมิให้ซ่านออกจากพระวรกาย ไม่มีพุทธประสงค์จักให้ใครเห็น ทรงแสดงองค์เหมือนพระภิกษุธรรมดาทั่วไป แต่ในบางคราว พระองค์ผู้ทรงไว้ซึ่งพระรัศมีก็ทรงเปล่งฉัพพลัณณรังสี เฉกเช่นคราที่เสด็จไปสู่กรุงกบิลพัสดุ์ เพื่อโปรดพระญาติทั้งหลาย ซึ่งในเช้าวันนั้นก็เช่นกัน พระองค์ทรงเปล่งฉัพณณรังสีแผ่ซ่านอยู่ท่ามกลางเหล่าอริยสงฆ์หมู่ใหญ่เพื่อเสด็จเข้าไปบิณฑบาตในพระนครราชคฤห์ ด้วยพุทธานุภาพอันยิ่งใหญ่ เมื่อชายขายดอกไม้ได้เห็นรังสีแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อันงามบริสุทธิ์แพรวพราวด้วยรัศมีประกอบด้วยลักษณะมหาบุรุษ ๓๒ ประการ และด้วยพระอสีตยานุพยัญชนะ ๘๐ ประการเช่นนั้น ก็พลันงงแลตะลึงครุ่นคิดคำนึงอยู่ว่า “เราจักทำการบูชาพระพุทธองค์ด้วยอะไรดีหนอ จึงจักสมกับความเลื่อมใสอันเกิดขึ้นมากมายแก่เราในบัดนี้” เมื่อไม่เห็นสิ่งใดที่จะพึงหยิบฉวยเอาในขณะนั้นได้ทันเวลา จึงตัดสินใจว่า “เราจักทำการบูชาพระพุทธองค์ด้วยดอกมะลิที่เราถืออยู่ในมือนี้ ถูกแล้ว! ดอกไม้เหล่านี้ เป็นดอกไม้ที่เรามีสัญญาผูกพันต้องส่งให้สำนักพระราชวัง เพื่อนำขึ้นทูลเกล้าถวายพระเจ้าพิมพิสารเป็นประจำทุกวัน จะขาดเสียไม่ได้ แต่หากทรงไม่ได้ดอกไม้เหล่านี้ แล้วจักทรงพระพิโรธโกรธเคือง […]

8 อุบายระงับอาการ ง่วงนอนขณะนั่งสมาธิ คิดค้นโดยพระพุทธเจ้า

ง่วงนอนขณะนั่งสมาธิ น่าจะเป็นปัญหาคลาสสิคสำหรับผู้เข้าปฏิบัติธรรมใหม่ทุกคน  พระอาจารย์มานพ อุปสโม ได้เคยกรุณาบอกวิธีแก้ง่วงแก่ผู้เข้าคอร์สปฏิบัติธรรมว่า “ต้องฝืน มันง่วงก็ง่วงไป แต่เราไม่ง่วง บอกมันเลยว่าเอ็งง่วงก็ง่วงไป แต่ข้าไม่ง่วง เอ็งอยากหยุดก็หยุดไป แต่ข้าจะทำต่อ มันต้องขัดขืน ต้องฝืน ง่วงก็ออกเดินจงกรมต่อไป เดินไปทั้งๆ ที่ง่วงนี่แหละ ลองฝืนไป ไม่เกิน 30 นาทีก็หายง่วงแล้ว ถ้าไม่ไหวก็ไปล้างหน้าสักหน่อย สะบัดแรงๆ แล้วก็ใส่ใจให้ชัดเจน จะช่วยทำให้อาการง่วงลดน้อยลง “พระสงฆ์สมัยก่อนท่านแก้ง่วงด้วยการไปนั่งริมหน้าผา ถ้าอยากง่วงนักก็ให้มันตกหน้าผา หมดเรื่องหมดราวไป ปรากฏว่าพอไปนั่งริมหน้าผาก็กลัวว่าจะตกลงไปเลยไม่กล้าง่วง หรือเอาน้ำล้างหน้า ลูบเนื้อลูบตัว มองแสงสว่าง มนสิการบทธรรมะบทใดบทหนึ่ง หรือสาธยายมนต์บทใดบทหนึ่งก็เป็นวิธีแก้ง่วงเช่นกัน จะว่าไปปัญหา ง่วงนอนขณะนั่งสมาธิ ไม่ใช่ปัญหาใหม่ เพราะมีมาตั้งแต่ครั้งบรรพกาล ดังมีเรื่องเล่าพุทธกาลที่เล่าต่อๆ กันมาว่า  ครั้งที่พระมหาโมคคัลลานะอุปสมบทได้ 7 วัน ได้ไปทำความเพียรอยู่ที่ป่าใกล้บ้านกัลป์ลาวาลมุตตาคาม แขวงมคธ ครานั้นถูกถีนมิทธารมณ์ คือ ความง่วงเหงาเข้าครอบงำ ไม่สามารถจะทำความเพียรได้ พระพุทธเจ้าซึ่งขณะนั้นกำลังประทับอยู่ ณ สวนเภสกลาวัน ซึ่งเป็นสถานที่ให้เหยื่อแก่เนื้อ ใกล้เมืองสุงสุมารคิรี อันเป็นเมืองหลวงของแคว้นภัคคะ […]

7 ขั้นตอนสู่ การนอนอย่างพระอรหันต์ เพื่อคุณภาพชีวิต คุณก็ทำได้

พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติเกี่ยวกับ การนอนอย่างพระอรหันต์ ไว้ว่า พระอรหันต์นอนเพียงวันละ 4 ชั่วโมงเท่านั้น เพราะท่านเป็นผู้ที่ละแล้วซึ่งกิเลส

ถ้าอยากอายุยืนขึ้น ควรทำอย่างไร ? เรื่องเล่าจากพระไตรปิฎก เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสถึงเรื่องอายุยืนกับพระอานนท์

ถ้าอยาก อายุยืนขึ้น ควรทำอย่างไร ? เรื่องเล่าจากพระไตรปิฎก เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสถึงเรื่องอายุยืนกับพระอานนท์   แม้ว่า…พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราจะเป็นผู้มีพระชนม์ชีพที่สั้นที่สุด เมื่อเปรียบกับพระชนมายุของพระพุทธเจ้าที่เคยตรัสรู้มาแล้วในอดีตก็ตาม แต่ในพระไตรปิฎกกลับปรากฏคำตรัสถึงการมีอายุยืนไว้อย่างน่าสนใจ เราอาจปฏิบัติตามคำตรัสของพระองค์เพื่อพัฒนาในมี อายุยืนขึ้น มหาปรินิพพานสูตรกล่าวถึงพระพุทธเจ้าตรัสต่อพระอานนท์ว่า “ดูก่อนอานนท์ ใครก็ตามที่เจริญอิทธิบาท 4 ทำให้มาก จนชำนาญว่าประหนึ่งเป็นยาน ว่าประหนึ่งเป็นวัตถุที่ตั้ง อย่างต่อเนื่อง  ผู้นั้นย่อมมีอายุยืนอยู่ได้ตลอดกัป หรือเกินกว่ากัป ดูก่อนอานนท์ ตถาคตเจริญอิทธิบาท 4 ได้จนชำนาญ แล้วได้ทำให้ประหนึ่งว่าเป็นยาน ทำให้ประหนึ่งว่าเป็นวัตถุที่ตั้งแล้ว ทำเช่นนี้เนือง ๆ  อบรม และปรารภด้วยดี โดยชอบแล้ว ดูก่อนอานนท์ ตถาคตนั้น เมื่อปรารถนา ก็พึงดำรง (ชนม์ชีพ) อยู่ได้ตลอดกัป หรือเกินกว่ากัปก็ได้” คำตรัสนี้เกิดในเหตุการณ์ที่พระพุทธเจ้าจะเสด็จไปยังปาวาลเจดีย์ โดยทรงให้พระอานนท์ถืออาสนะ (ที่รองนั่ง) ไปด้วย ครั้งนั้นพระองค์ตรัสต่อพระอานนท์ถึงเรื่อง ผู้ทรงอิทธิบาท 4 จนชำนาญอยู่ตลอด ผู้นั้นจะมีอายุยืนเป็น 100 ๆ ปี (กัป เท่ากับ 120 […]

ชาวพุทธควรรู้ … เหตุใด วันวิสาขบูชา จึงมีคำเรียกสากลว่า Vesak Day

หลายคงทราบกันดีอยู่แล้วว่า วันวิสาขบูชา ที่ปีนี้ตรงกับวันอังคารที่ 29 พฤษภาคม (2561) นอกจากเป็นวันสำคัญของชาวพุทธไทยแล้ว ยังถือเป็นวันสำคัญของชาวพุทธทั่วโลก หรือที่เรียกว่า “International Day of Vesak” อีกด้วย  ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2542 องค์การสหประชาชาติได้มีมติกำหนดให้วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญสากลของโลก ตามการเสนอของประเทศศรีลังกาที่ว่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นมหาบุรุษผู้ให้ความเมตตาต่อหมู่มวลมนุษย์ เปิดโอกาสให้ทุกศาสนาสามารถเข้ามาศึกษา เพื่อพิสูจน์หาข้อเท็จจริงได้โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธ โดยวันวิสาขบูชาถือเป็นวันสำคัญของพุทธศาสนิกชน เพราะเป็นวันที่ พระพุทธเจ้า ทรงประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ซึ่งพระพุทธองค์ทรงสั่งสอนให้มวลมนุษย์มีเมตตาธรรมและขันติธรรมต่อเพื่อนมนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลาย และถือเป็นศาสนาที่เก่าแก่ที่สุดศาสนาหนึ่งของโลก ที่ได้หล่อหลอมจิตวิญญาณของมนุษยชาติมานาน สมควรที่จะยกย่องกันทั่วโลก เป็นที่น่ายินดีว่าที่ประชุมในวันนั้นซึ่งมีผู้แทนไทย พม่า สิงคโปร์ บังคลาเทศ ภูฐาน เนปาล ปากีสถาน และอินเดีย รวมอยู่ด้วย ต่างพร้อมใจกันขอให้ที่ประชุมรับรองข้อมตินี้ ซึ่งเท่ากับเป็นการรับรองความสำคัญของพุทธศาสนาในองค์การสหประชาชาติอีกด้วย คำว่า “วิสาขะ” เป็นภาษาบาลีแปลว่า เดือน  6 ส่วนในภาษาสันสกฤตเรียกว่า “ ไวศาขะ”  ซึ่งในประเทศไทยเรียกขานตามแบบภาษาบาลีว่า “วิสาขบูชา” มีความหมายถึง “การบูชาในเดือน 6” […]

หนทางพระพุทธเจ้า หนทางของมหาบุรุษ

หนทาง พระพุทธเจ้า หนทางของ มหาบุรุษ ขึ้นชื่อว่า“ชีวิต”การเดินทางสู่จุดหมายปลายทางย่อมไม่มีวันราบเรียบเป็นเส้นตรง และยิ่งเป็นการเดินทางสู่เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ด้วยแล้ว หนทางของ มหาบุรุษ นามว่า“เจ้าชายสิทธัตถะ”ก็เช่นเดียวกัน ก่อนที่พระองค์จะทรงสั่งสมพระบารมีจนตรัสรู้เป็น พระพุทธเจ้า นามว่า“สมณโคดม”นั้น หนทางของพระองค์ต้องปูลาดด้วยความพากเพียรพยายามอย่างถึงที่สุด ในอดีตชาติก่อนหน้าพระพุทธเจ้าของเรานั้นมีพระพุทธเจ้ามาบังเกิดขึ้นแล้วหลายพระองค์ หนึ่งในนั้นมีพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งนามว่า“พระทีปังกร”  หลังจากที่พระทีปังกรครองผ้าไตรบำเพ็ญเพียรจนบรรลุสัมโพธิญาณแล้ว พระองค์ทรงเทศนาสั่งสอนธรรมแก่ชาวโลก ด้วยความเมตตาโลกมนุษย์ที่เคยวิบัติอัตคัดกลับคืนเป็นปกติสุขได้ ก็ด้วยพระบารมีของพระองค์ ก้าวย่างที่สำคัญก้าวหนึ่งของ“พระสมณโคดม”หรือพระพุทธเจ้าของเราเกิดขึ้นในพุทธสมัยของพระทีปังกรนี้เอง เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าของเราเสวยพระชาติเป็นสุเมธดาบสดาบส ผู้นี้ได้มีโอกาสแสดงศรัทธาอันยิ่งใหญ่ต่อพระทีปังกรพุทธเจ้า “ขออาราธนาพระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยพระสาวกทั้งหลาย ทรงพระดำเนินเหยียบไปบนกายข้าพระองค์ ที่จักทอดเป็นสะพานนี้อย่าได้ทรงย่างพระบาทหลีกหนีลงลุยเลนเหลวนี้เลย” นี่คือคำอธิษฐานของสุเมธดาบสเพื่อให้พระทีปังกร พุทธเจ้าทรงพระดำเนินเหยียบย่างบนร่างของท่าน เมื่อเห็นว่าหนทางเสด็จพระดำเนินของพระทีปังกรนั้นถูกคั่นขวางด้วยเลนตม สุเมธดาบสทอดกายเป็นสะพานอย่างมั่นคงเพื่อให้พระทีปังกรและพระสาวกเหยียบย่างข้ามไป โดยมิให้พระบาทของพระพุทธองค์ต้องแปดเปื้อนโคลนตม เหตุการณ์ครั้งนั้นพระทีปังกรได้มีพุทธทำนายไว้ว่าในอนาคตสุเมธดาบสจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า“สมเด็จพระศรีศากยมุนีโคดมบรมครู”ซึ่งก็คือพระพุทธเจ้าของเราพระองค์นี้นั่นเอง พระพุทธเจ้าของเราต้องเดินทางไกลหลายอสงไขย กว่าจะถึงซึ่งจุดหมายแห่งชีวิต?คือการตรัสรู้สู่นิพพาน หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด แม้พระองค์จะยุติการเดินทางไปสองพันห้าร้อยกว่าปีแล้ว แต่หลักธรรมคำสอนที่พระองค์ทรงค้นพบยังคงดำรงอยู่ เป็นหมุดหมายให้แก่ศาสนิกชนชาวพุทธที่ยังคงต้องเดินเวียนวนไปบนเส้นทางของชีวิตอย่างไม่เสื่อมคลาย  เรื่อง อิสระพร บวรเกิด Photo by Mattia Faloretti on Unsplash บทความน่าสนใจ เรื่องเล่าวันพระพุทธเจ้าลอยถาดลงในแม่น้ำก่อนตรัสรู้ บทความเตือนสติ จากท่าน ว.วชิรเมธี พระพุทธเจ้าผู้ทลาย ชนชั้นวรรณะ 3 […]

พร 8 ข้อที่ พระอานนท์ ทูลขอพระพุทธเจ้า

ความเสียสละในรูปของการกล้าปิดทองหลังองค์พระปฏิมา มิไยว่าผู้คนจะรับรู้หรือไม่ คือความเสียสละในแบบฉบับที่ พระอานนท์ เคยปฏิบัติเมื่อสองพันห้าร้อยกว่าปีที่แล้ว

เรื่องเล่าวันพระพุทธเจ้าลอยถาดลงในแม่น้ำก่อนตรัสรู้ บทความเตือนสติ จากท่าน ว.วชิรเมธี

บทความเตือนสติ จากหนังสือพุทธประวัติสำหรับเด็ก เล่าเหตุการณ์ไว้ตอนหนึ่งว่า ก่อนที่พระโพธิสัตว์สิทธัตถะจะได้ตรัสรู้นั้น พระองค์ทรงกลับมาเสวยพระกระยาหาร

พระพุทธเจ้าผู้ทลาย ชนชั้นวรรณะ

พระพุทธเจ้า เป็นบุรุษผู้ประเสริฐ ประทานหนทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) นอกจากคำสอนของพระองค์จะเป็นกลาง ไม่ให้ผู้ใดสุดโต่งไปทางทุกข์หรือทางสุขจนเกินไป การอยู่ร่วมกันทางสังคมยังเสมอหรือเป็นกลางด้วย พระองค์ทรงเป็นผู้ทลาย ชนชั้นวรรณะ เพราะเป็นการแบ่งแยกและยึดความมีอัตตา

“คาถาเรียกความผอม…!” สูตรลดความอ้วน จากพระพุทธเจ้า

ใครๆก็อยากมีใบหน้าที่เรียว…วีเชฟ… หุ่นเพรียวบาง…. แต่ก็ไม่มีใครที่จะโชคดีอย่างเกศสุรางค์ที่อยู่ๆก็ได้ร่างที่ผอมสวยของแม่นายการะเกดมาครอบครองโดยที่ไม่ต้องเหนื่อยกับการลดความอ้วน – สูตรลดความอ้วน จากพระพุทธเจ้า

keyboard_arrow_up