“อริยะ” เป็นอย่างไร เรื่องราวของพรานเบ็ดที่ชื่อว่า “อริยะ”

“อริยะ” เป็นอย่างไร เรื่องราวของ พรานเบ็ด ที่ชื่อว่า “อริยะ” ขณะที่พระพุทธเจ้าเสด็จเที่ยวบิณฑบาตในหมู่บ้านทางตอนเหนือของกรุงสาวัตถี โดยทรงแวดล้อมไปด้วยพระภิกษุ ในหมู่บ้านแห่งนั้น มี พรานเบ็ด คนหนึ่งชื่อว่า “อริยะ” เขาพึงพอใจในชื่อของเขามาก เพราะมีความหมายว่า “ผู้ประเสริฐ” เมื่อคณะสงฆ์โดยมีพระพุทธเจ้าเป็นประธานได้ผ่านมาถึงบริเวณที่พรานอริยะกำลังลงเบ็ดเพื่อจับปลาอยู่นั้น  พรานอริยะทราบว่าเป็นคณะพระสาวกของพระพุทธเจ้าจึงละทิ้งเบ็ดของตน แล้วเข้าไปกราบนมัสการ เขาได้ถามชื่อพระสาวกของพระพุทธเจ้าทีละรูป จนทราบว่ามีพระสาวกผู้สำเร็จเป็นพระอรหันต์อยู่หลายรูปด้วยกัน เช่น พระสารีบุตร พระมหาโมคคัลลานะ เป็นต้น แต่แปลกที่พระเถระไม่ถามชื่อของพรานเบ็ดกลับเลย พระพุทธเจ้าทรงทราบด้วยญาณทัศนะว่าพรานผู้ปลื้มในชื่อของตน ต้องการให้พระสาวกถามชื่อกลับ เพื่อที่จะได้บอกชื่ออันประเสริฐนี้ พระพุทธเจ้าจึงตรัสถามพรานว่า “พราน ท่านมีชื่อว่าอะไร” พรานเบ็ดจึงรีบตอบทันทีว่า “ชื่อของข้าพเจ้าคือ อริยะ พระเจ้าข้า” พระพุทธเจ้าตรัสต่อว่า “พราน เธอเป็นผู้ฆ่าและเบียดเบียนชีวิตผู้อื่น เธอจะเป็นอริยะไม่ได้ เพราะอริยะคือผู้ที่ไม่เบียดเบียนใคร”  เรื่องเล่าจบเพียงแค่นี้ ถึงจะเป็นเหตุการณ์สั้น ๆ ช่วงพระชนม์ชีพของพระพุทธเจ้า แต่สิ่งที่เป็นธรรมะที่ได้จากพระพุทธเจ้าในครั้งนั้นคือ การเป็นอริยะที่แท้จริงคือผู้ไม่เบียดเบียน ไม่ได้เบียดเบียนแค่ชีวิตของผู้อื่นเท่านั้น จะสังเกตได้ว่าพระอริยบุคคลในพระพุทธศาสนา ตั้งแต่พระโสดาบันจนถึงพระอรหันต์ ท่านจะไม่เบียดเบียนตนเอง เพราะได้กระทำให้ตนแจ้งในธรรม เมื่อแจ้งในธรรมแล้วยังไม่เบียดเบียนตนเองให้ตกอยู่ในวัฏสงสารอีกต่อไป   ที่มา […]

อานิสงส์แห่งการทำบุญกับพระอาพาธ

อานิสงส์แห่งการ ทำบุญกับพระอาพาธ พระพุทธเจ้าได้ตรัสถึงอานิสงส์แห่งการ ทำบุญกับพระอาพาธ นี้ไว้ในตอนที่พระองค์ทรงดูแลพระอาพาธรูปหนึ่งว่า ครั้งหนึ่งขณะที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวันวิหาร พระองค์ได้เสด็จไปตามเสนาสนะ อันเป็นที่พักอาศัยของพระภิกษุทั้งหลายพร้อมกับพระอานนท์ พระองค์ทอดพระเนตรเห็นพระภิกษุรูปหนึ่งนอนจมกองอุจจาระของตนอย่างน่าเวทนา พระองค์มีพระเมตตาต่อสรรพสัตว์อย่างเอ่อล้น พระองค์ตรัสถามพระภิกษุรูปนั้นว่า “เธออาพาธเป็นโรคอะไรหรือ” “ข้าพเจ้าอาพาธเป็นโรคท้องร่วง พระเจ้าข้า” พระภิกษุอาพาธตอบ “เธอมีใครพยาบาลดูแลเธอบ้างไหม” พระพุทธเจ้าทรงถามกลับ “ไม่มีเลยพระเจ้าข้า” พระพุทธเจ้าทรงถามต่อว่า “เพราะอะไร จึงไม่มีใครดูแลและพยาบาลเธอ” “เพราะข้าพเจ้าไม่เคยอุปการะพระรูปใดเลยในอารามแห่งนี้ จึงไม่มีพระรูปใดดูแลและพยาบาลข้าพเจ้า พระเจ้าข้า” เมื่อเป็นเช่นนี้ พระพุทธเจ้าตรัสต่อพระอานนท์ว่า “อานนท์ เธอไปตักน้ำมา เราจะสรงน้ำให้ภิกษุรูปนี้”     พระอานนท์น้อมรับพระพุทธบัญชา แล้วตักน้ำมาถวายพระพุทธเจ้า พระองค์รดน้ำลงบนร่างของพระภิกษุที่อาพาธ พระอานนท์เป็นผู้ขัดสีผิวให้พระภิกษุ จากนั้นพระพุทธเจ้าและพระอานนท์ประคับประคองร่างของพระภิกษุวางบนเตียง จากนั้นพระพุทธเจ้าทรงเรียกประชุมพระภิกษุถึงเรื่องพระภิกษุที่อาพาธเป็นโรคท้องร่วง  โดยพระองค์ตรัสว่า “ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอไม่มีครอบครัว แล้วใครจะคอยดูแลและพยาบาลพวกเธอ ถ้าพวกเธอไม่พยาบาลและดูแลกันเอง ภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดจะพึงอุปัฏฐากเรา ผู้นั้นพึงพยาบาลภิกษุที่อาพาธด้วย ถ้าพวกเธอมีพระอุปัชฌายะ พระอาจารย์ และภิกษุร่วมพระอุปัชฌายะและร่วมพระอาจารย์เดียวกัน พวกเธอพึงดูแลพวกเขาไปตลอดชีวิต หรือจนกว่าจะหายจากโรค หากไม่กระทำถือว่าอาบัติทุกกฎ” พระพุทธเจ้าทรงตั้งบัญญัตินี้ขึ้นมาเพื่อให้พระภิกษุได้ช่วยเหลือและดูแลกันและกัน […]

พระพุทธเจ้าตรัส อานิสงส์แห่งการรักษาศีล ไว้อย่างไรบ้าง

พระพุทธเจ้าตรัส อานิสงส์แห่งการรักษาศีล ไว้อย่างไรบ้าง อานิสงส์แห่งการรักษาศีล เป็นอานิสงส์หนึ่งที่ชาวพุทธให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ราชบัณฑิตสถานให้ความหมายของคำว่า “ศีล” ไว้ว่า ศีลมาจากคำว่า “สีล” (อ่านว่า สีละ) ในภาษาบาลี แปลว่า ปรกติ หมายถึง ความปรกติของกายและวาจา, ลักษณะที่เป็นปรกติของกายและวาจาคือการไม่ประพฤติผิด หรือ ใช้กายและวาจาเบียดเบียนผู้อื่น ทำความเดือดร้อนให้ผู้อื่น การรักษาศีลจึงไม่ต่างจากการรักษาความเป็นปกติทางกายและวาจาของมนุษย์ ศีลที่ต่ำที่สุดในพระพุทธศาสนาคือ ศีล 5 เชื่อว่าหลายท่านน่าจะทราบกันดี และสามารถอาราธนาศีล 5 ได้ การรักษาศีลนั้นดีอย่างไร ลองมาศึกษาอานิสงส์แห่งการรักษาศีลไปพร้อมกันค่ะ ครั้งหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรื่องอานิสงส์แห่งการรักษาต่อพระอานนท์ไว้ในพระสูตรชื่อ “กิมัตถิสูตร” มีความว่า ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวันวิหาร พระอานนท์ได้เข้าเฝ้าแล้วทูลถามพระองค์ว่า “ข้าแต่พระบรมศาสดาอะไรคืออานิสงส์แห่งการรักษาศีลที่เป็นกุศล (กุศลศีล) ”      สรุปพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าที่ทรงตอบพระอานนท์ได้เป็น 10 ประการ ว่า 1. อวิปปฏิสาร (ความไม่เดือดร้อนใจ) เป็นอานิสงส์ 2. อวิปปฏิสารมีความปราโมทย์เป็นอานิสงส์ 3. ความปราโมทย์มีปีติเป็นอานิสงส์ […]

ทำอย่างไรถึงจะบำเพ็ญบารมีได้สำเร็จอย่างพระพุทธเจ้า

ทำอย่างไรถึงจะ บำเพ็ญบารมี ได้สำเร็จอย่างพระพุทธเจ้า บำเพ็ญบารมี เป็นกิจของพระโพธิสัตว์ หรือ สัตว์ผู้ปรารถนาพระโพธิญาณ เพื่อที่จะได้มีพระปัญญาเข้าถึงความจริงของโลก เพื่อนำพาสรรพสัตว์ไปสู่ความหลุดพ้น หลายคนผู้ปรารถนาสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าก็หวังปฏิบัติเพื่อให้ได้สะสมบารมี แม้แต่คุณธรรมที่ประพฤติปฏิบัติกันโดยทั่วไปก็ต้องระลึกไว้ว่า ไม่ใช่ทำนิด ๆ หน่อย ๆ ก็จะเห็นผล บางคนพอปฏิบัติธรรมสักอย่างไปนิดหน่อยก็นึกแต่จะเอาผล ชอบเรียกร้องว่าทำไมจึงยังไม่ให้ผล บางทีก็เกิดความท้อใจ แต่ที่แท้ตัวเองมิได้ปฏิบัติอย่างจริงจัง ยกตัวอย่างเช่น คนบางคนตั้งร้านค้าขึ้นมาร้านหนึ่ง ทำการค้าขายโดยสุจริต แต่ไม่ค่อยได้กำไร เกิดความรู้สึกว่าเมื่อค้าขายตรงไปตรงมาไม่ค่อยได้ผล ก็ชักจะท้อใจ แต่ถ้าเขามีความมั่นคงในที่สุดคนรู้แพร่หลายกระจายกว้างขวางถึงระดับหนึ่ง คนทั่วไปก็เกิดมีความเชื่อถือ พอนึกถึงหรือพูดถึงคนนี้หรือร้านนี้แล้ว เขาก็รู้กันทั่วไปเข้าใจทันทีว่าเจ้านี้ละตรงไปตรงมา ซื่อสัตย์สุจริต จนกระทั่งถ้าเข้าร้านนี้แล้วไม่ต้องต่อราคาเลย อย่างนี้ก็เรียกว่าพอจะอยู่ในระดับเป็นบารมีได้ คือทำอย่างจริงจังและเป็นประจำสม่ำเสมอ มีความคงเส้นคงวาจนทำให้เกิดความเชื่อถือ พูดง่าย ๆ ว่า บุคคลบางคนบำเพ็ญคุณธรรมบางอย่างเป็นประจำจนกระทั่งคุณธรรมนั้นปรากฏออกมาในกิริยาอาการลักษณะทั่วไป คนไหนเห็นแล้วก็รู้จักคนนั้นในลักษณะของคุณธรรมข้อนั้นไปเลย นี่เรียกว่าการบำเพ็ญในระดับที่เรียกว่าบารมี       ฉะนั้นให้เรานึกถึงพระพุทธเจ้า จะได้ไม่ท้อใจ เพราะถ้าเราไม่มีตัวอย่าง เราก็จะท้อใจว่า ได้บำเพ็ญธรรมะข้อนี้ไปแล้ว ก็ยังไม่เห็นผลอะไร เลยท้อใจคิดว่าจะเลิก อย่าทำดีกว่า คนอื่นเขาไม่เห็นต้องลำบากอย่างนี้ บางคนทำไมไม่ดีกลับได้ผล ก็ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติก้าวหน้าไปได้ […]

ทำไม พระมหาโมคคัลลานะ จึงเป็นผู้มีฤทธิ์มาก

ทำไม พระมหาโมคคัลลานะ จึงเป็นผู้มีฤทธิ์มาก เชื่อว่าไม่มีใครที่ไม่รู้จักพระเถระรูปนี้ “ พระมหาโมคคัลลานะ ” พระอัครสาวกเบื้องซ้ายของพระผู้มีพระภาคเจ้า แต่จะมีใครบ้างไหมที่จะทราบว่า ทำไมพระมหาโมคคัลลานะจึงเป็นผู้มีฤทธิ์มาก ซีเคร็ตจะเผยสาเหตุที่พระเถระรูปนี้กลายเป็นผู้มีฤทธิ์มากให้ทุกคนได้ทราบ ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกับความหมายของคำว่า “ฤทธิ์” หรือ “อิทธิ” กันก่อน ฤทธิ์ มีความหมายว่า “ความสำเร็จ” สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ได้อธิบายว่า พระพุทธศาสนาแบ่งฤทธิ์ออกเป็น 2 ประเภท คือ อามิสฤทธิ์ และ ธรรมฤทธิ์ ฤทธิ์อย่างแรกจะเกิดขึ้นจากวัตถุ ส่วนธรรมฤทธิ์จะเกิดจากการสำเร็จธรรม หรือที่นิยมเรียกว่า การบรรลุธรรม ดังนั้นฤทธิ์นี้จึงเป็นฤทธิ์ของพระอริยบุคคล ตามจริงผู้สำเร็จเป็นพระอริยบุคคลย่อมสามารถแสดงฤทธิ์ได้ จึงสรุปได้ว่า ฤทธิ์ 2 ประเภทนี้จะเกิดขึ้นเฉพาะผู้ที่สำเร็จฌาน ในอิทธิกถาได้กล่าวถึงการแสดงฤทธิ์ในแบบต่าง ๆ เช่น การเดินทะลุกำแพง เหาะไปยังพรหมโลก จำแลงเป็นสิ่งต่าง ๆ เป็นต้น เมื่อมองย้อนกลับไปในประวัติของพระเถระบางรูปจะพบว่า พระเถระบางรูปเมื่อเข้าใจในธรรมแล้ว (บรรลุธรรม) กลับมีฤทธิ์ขึ้นมา เช่น พระจูฬปันถกเถระที่พระพี่ชายต่อว่าท่านว่าเป็นคนที่โง่เขลาจึงบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ได้ยาก จนกระทั่งพระบรมศาสดาทรงทราบว่าเมื่อในอดีตชาติ พระจูฬปันถกเคยเกิดเป็นพระราชา […]

อย่าประมาทในการใช้ชีวิตว่าเราจะอยู่ได้นาน

อย่า ประมาทในการใช้ชีวิต ว่าเราจะอยู่ได้นาน หลายคนกลัวความตาย ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่ไม่ไกลตัวเราเลย ความตายก็ไม่ต่างจากฉากจบของชีวิต เพื่อให้เราได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ในอีกภพและภูมิหนึ่ง หากก่อนที่จะสิ้นลมหายใจ เรามีจิตที่เป็นกุศล อำนาจแห่งจิตก็จะนำพาเราไปสู่การเกิดในรูปลักษณ์ (ภพ) และสถานที่ (ภูมิ) ที่ดี คนส่วนใหญ่ที่มองข้ามเรื่องนี้จึงไม่ต่างจากคนที่ ประมาทในการใช้ชีวิต อย่างเรื่องที่จะนำมาเล่าต่อไปนี้ เป็นเรื่องของพ่อค้าคนหนึ่ง ซึ่งไม่แน่ใจว่าจะเป็นความโชคดีหรือความโชคร้ายกันแน่ เมื่อพ่อค้าคนนี้ได้ทราบว่าตนเองจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอีก 7 วันเท่านั้น ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ ณ พระเชตวัน ในกรุงสาวัตถี มีพ่อค้าชาวพาราณสีคนหนึ่งนำสินค้าจากแดนไกล คือ ผ้ามัดย้อยด้วยดอกคำบรรทุกบนเกวียน 500 เล่ม มาค้าขายยังกรุงสาวัตถี เมื่อเขามาถึงริมแม่น้ำสายหนึ่ง ซึ่งถ้าข้ามไปได้ก็จะถึงกรุงสาวัตถี แต่ตอนนั้นเป็นเวลาเย็นมากแล้ว เขาจึงตัดสินใจที่จะค้างแรมอยู่ริมแม่น้ำสายนี้ เพื่อเก็บแรงไว้พาเกวียนทั้ง 500 เล่มข้ามแม่น้ำไป แต่แล้วฝนก็ได้ตกลงมาตั้งแต่หัวค่ำอยู่อย่างนี้ตลอด 7 วัน จนกระทั่งปริมาณในแม่น้ำเอ่อล้น ยากที่จะพาเกวียนทั้ง 500 เล่มข้ามไปถึงอีกฝั่ง พ่อค้าจึงเปรยกับตนเองว่า “ข้าจะอยู่ที่นี่ตลอดฤดูร้อน ฤดูฝน และฤดูหนาว เพื่อขายผ้าให้หมด” เมื่อปริมาณน้ำในแม่น้ำลดลงแล้ว พ่อค้าจึงตัดสินใจพาเกวียนทั้ง 500 ข้ามแม่น้ำไปยังกรุงสาวัตถีทันที […]

จูฬสุภัททา สตรีผู้ทำให้ครอบครัวของสามีกลายเป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิ

จูฬสุภัททา สตรีผู้ทำให้ครอบครัวของสามีกลายเป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิ จูฬสุภัททา เป็นแบบอย่างที่น่าชื่นชมของสตรีผู้ยึดมั่นในพระพุทธศาสนา นางเป็นธิดาของอนาถบิณฑิกเศรษฐี ก่อนที่จะออกเรือน นางมีหน้าที่ดูแลเรื่องอาหารและวัตถุทานตามคำขอของบิดา สำหรับจัดเตรียมไวhถวายพระพุทธเจ้าและพระสาวกทั้งหลาย แต่เมื่อนางไปอยู่ในครอบครัวฝ่ายสามี หน้าที่นี้จึงตกมาเป็นของนางสุมนาเทวี ซึ่งทำให้นางสำเร็จธรรมเป็นสกทาคามี สิ่งที่นางจูฬภัททาทำไว้ในพระพุทธศาสนา คงหนีไม่พ้นการที่นางทำให้ครอบครัวสามีหันมานับถือพระพุทธศาสนา โดยเรื่องมีอยู่ว่า อุคคเศรษฐี เป็นสหายเก่าแก่ของอนาถบิณฑิกเศรษฐีมาตั้งแต่สมัยยังหนุ่ม ๆ ทั้งสองเคยทำสัญญาต่อกันว่า หากฝ่ายใดมีลูกสาวและอีกฝ่ายมีลูกชายจะให้แต่งงานกัน เมื่อต่างฝ่ายต่างแยกย้ายไปช่วยกิจการครอบครัวของตน เมื่อบิดาได้สิ้นบุญลง จากบุตรเศรษฐีก็กลายเป็นเศรษฐี วันหนึ่งอุคคเศรษฐีเดินทางมาทำการค้าขายที่กรุงสาวัตถี จำได้ว่าอนาถบิณฑิตเศรษฐีพำนักอยู่ที่เมืองนี้จึงแวะเข้าไปเยี่ยมเยือน เมื่ออุคคเศรษฐีมาถึงเรือนของอนาถบิณฑิกเศรษฐีแล้ว อนาถบิณฑิกเศรษฐีให้นางจูฬสุภัททาออกมาดูแลสหายเก่าของพ่อ อุคคเศรษฐีสังเกตกิริยามารยาทของนางจูฬสุภัททาแล้วก็ชื่นชอบ จึงได้ทวงสัญญาที่เคยให้กันไว้ อนาถบิณฑิกเศรษฐีจึงเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าว่าควรจะยกธิดาแต่งงานไปกับลูกชายของอุคคเศรษฐีหรือไม่ เพราะพวกเขาไม่ได้นับถือพระพุทธศาสนา พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ธิดาของท่านเศรษฐีสามารถแต่งงานกับบุตรชายของอุคคเศรษฐีได้ไม่มีปัญหา” เมื่อทราบดังนั้นแล้วอนาถบิณฑิตเศรษฐีก็สบายใจ ทั้งสองครอบครัวได้ทำการปรึกษาหารือเพื่อตระเตรียมพิธีมงคลสมรส ก่อนถึงวันงานอนาถบิณฑิกเศรษฐีได้สอนให้ธิดาเป็นลูกสะใภ้และภรรยาที่ดี หลังจากนั้นอนาถบิณฑิกเศรษฐีได้ถวายมหาทานแด่พระพุทธเจ้าและพระสาวก ก่อนนางจูฬสุภัททาจะไปสู่ครอบครัวของสามี เมื่อนางจูฬสุภัททาไปอยู่ในเรือนของสามี อุคคเศรษฐีได้จัดเลี้ยงนิครนถ์ เขาบอกให้ลูกสะใภ้ออกมาไหว้นิครนถ์ นางจูฬสุภัททาตกใจที่ตนต้องไหว้ชีเปลือก นางก็ไม่ยอมออกมาทำการสักการะนักบวชนุ่งลมห่มฟ้าเหล่านั้น เพราะนางมองว่านักบวชเหล่านี้เป็นผู้ไม่มีความละอาย ทำให้อุคคเศรษฐีเกิดความไม่พอใจอย่างมาก เศรษฐีได้ถามลูกสะใภ้ว่า “ทำไมเจ้าไม่ทำความเคารพต่อนักบวชที่เราเคารพ แล้วนักบวชที่เจ้าจะเคารพพึงเป็นเช่นไหน” นางจูฬสุภัททาตอบว่า “นักบวชที่เราจะเคารพท่านต้องเป็นผู้มีกาย ใจ และสายตาที่สำรวม พูดพอประมาณ การกระทำทั้งทางกาย วาจา และใจสะอาดหมดจด เป็นผู้ไม่มีมลทินดุจสีของเปลือกสังข์และไข่มุก […]

ทำไม เอรกปัตตนาคราช จึงอยากทราบถึงการอุบัติขึ้นของพระพุทธเจ้า ?

ทำไม เอรกปัตตนาคราช จึงอยากทราบถึงการอุบัติขึ้นของพระพุทธเจ้า การอุบัติขึ้นของพระพุทธเจ้าเป็นคุณแก่โลกอย่างอเนกอนันต์ การมีโอกาสได้พบเจอกับพระองค์นับได้ว่าเป็นสิ่งประเสริฐที่สุดในชีวิต จึงมีไม่น้อยที่มักอธิษฐานขอให้ได้พบเจอพระศรีอาริยเมตไตรย พระพุทธเจ้าพระองค์ต่อไปที่จะมาตรัสรู้ในอนาคต แม้กระทั่งพญานาคราชตนหนึ่งมีนามว่า ” เอรกปัตตนาคราช ” ก็เป็นอีกโอปาติกะที่อยากพบพระพุทธเจ้ามาก เป็นเพราะอะไร และทำไมพญานาคตนนี้ถึงมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าถึงเพียงนี้ ลองมาติดตามกันค่ะ หลังจากเจ้าชายสิทธัตถะตรัสรู้สำเร็จเป็นพระพุทธองค์แล้ว ทรงประกาศสัจธรรมที่ทรงค้นพบประทานต่อเวไนยสัตว์ทั้งหลาย มีพญานาคตนหนึ่งมีร่างใหญ่โตจนเต็มแม่น้ำคงคา หากขยับตัวทีสามารถทำให้เกิดคลื่น ชายฝั่งริมแม่น้ำสามารถพังทลายลงได้ พญานาคตนนี้มีนามว่า “เอรกปัตตะ“ พญานาคตนนี้รอคอยการอุบัติขึ้นของพระพุทธเจ้ามานานหลายพุทธันดร จนกระทั่งวันหนึ่งเกิดความคิดขึ้นว่า ทำอย่างไรถึงจะรู้ได้ว่าพระพุทธเจ้าได้อุบัติขึ้นบนโลกแล้ว สุดท้ายเอรกปัตตนาคราชก็ใช้วิธีแต่งเพลงขึ้นมาบทหนึ่ง ซึ่งมีเนื้อร้องว่า “ผู้เป็นใหญ่อย่างไรจึงจะชื่อได้ว่าเป็นพระราชา พระราชาเปรียบเหมือนผงธุลีบนศีรษะได้อย่างไร และคนพาลขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ปราศจากผงธุลีอย่างไร”  พญานาคสอนให้พระธิดาขับร้องเพลงนี้จนสามารถจดจำเนื้อเพลงได้ จากนั้นพญานาคได้บอกอุบายแก่พระธิดาว่า “พ่อจะคืนร่างเป็นนาค (ตัวใหญ่) ขอให้ลูกขึ้นมาเต้นร่ายรำพร้อมกับขับร้องเพลงที่พ่อสอนนี้บนพังพานของพ่อเถิด” เมื่อพระธิดายินดีปฏิบัติตามที่พระบิดาขอร้องแล้ว ทั้งสองพระองค์ก็พากันขึ้นไปเหนือผิวน้ำ และทำเช่นนี้อยู่เป็นเวลานานถึงกึ่งเดือน (ครึ่งเดือน) พระพุทธองค์ทรงทราบด้วยทิพยญาณว่าเอรกปัตตนาคราชต้องการพบพระองค์ จึงได้แต่งเพลงนี้ขึ้นมา ขณะนั้นเองในทิพยญาณที่พระผู้มีพระภาคเจ้ากำลังตรวจตราสรรพสัตว์อยู่นั้น ได้ปรากฏภาพของอุตตรมาณพขึ้นมา พระบรมศาสดาทรงทราบด้วยพระญาณว่า มาณพผู้นี้สามารถสำเร็จเป็นพระโสดาบันได้ หากเขาได้ร้องเพลงแก้ที่พระองค์ทรงแต่ง เพื่อให้เอรกปัตตนาคราชได้ทราบว่าพระพุทธเจ้าได้อุบัติขึ้นบนโลกนี้แล้ว จากนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปประทับใต้ต้นซึก ซึ่งเป็นต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ไม่ไกลจากกรุงพาราณสีนัก พระองค์ทรงได้ยินคำกล่าวขานของชาวเมืองพาราณสี ต่างถกกันเรื่องเพลงที่พระธิดาของพญานาคร้องนั้นหมายถึงอะไร อุตตรมาณพได้เดินผ่านมาในบริเวณที่ประทับของพระบรมศาสดาพอดี พระองค์ทรงเรียกชื่อของเขา “อุตตระ เธอโปรดมาหาเรา” […]

พระจูฬปันถกเถระ วิบากกรรมของคนที่ชอบดูถูกผู้อื่น

พระจูฬปันถกเถระ วิบากกรรมของคนที่ชอบดูถูกผู้อื่น ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ กรุงราชคฤห์ มีเศรษฐีผู้มั่งคั่งคนหนึ่งชื่อว่า “ธนเศรษฐี” เป็นผู้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาก และมีบุตรีผู้เลอโฉมอยู่คนหนึ่ง แต่บุตรีกลับชอบพอกับหนุ่มรับใช้ จึงพากันหนีไปใช้ชีวิตคู่อยู่ด้วยกัน ณ ชนบทอันห่างไกล เมื่อบุตรีตั้งท้องก็อยากกลับไปคลอดลูกในวงศ์ตระกูลของตน สองสามี-ภรรยาพากันเดินทางกลับกรุงราชคฤห์ ปรากฏว่าภรรยาทนเจ็บท้องไม่ไหว จึงคลอดลูกชายคนโตระหว่างทาง และตั้งชื่อว่า “ปันถก” แปลว่า “เกิดในหนทาง” เมื่อคลอดลูกอย่างปลอดภัยแล้วจึงล้มเลิกความตั้งใจที่จะกลับไปสู่วงศ์ตระกูล ภรรยาเริ่มตั้งท้องลูกคนที่สอง ก็พยายามพากันเดินทางกลับไปกรุงราชคฤห์อีกครั้ง แต่แล้วก็คลอดลูกที่ระหว่างทางอีกครั้ง จึงตั้งชื่อลูกคนนี้ว่า “จูฬปันถก” แล้วเรียกว่า ลูกชายคนโตว่า “มหาจูฬปันถก” มหาจูฬปันถกเติบโตขึ้น ได้ยินเพื่อน ๆ รุ่นราวคราวเดียวกันเรียกคนโน้น คนนี้ ว่า ตา ปู่ ย่า ยาย จึงถามพ่อและแม่ของตนว่า คนที่จะเรียกแบบนี้อยู่ที่ไหนกันหมด แม่จึงตอบว่า “เจ้ามีญาติ แต่ญาติเหล่านั้นไม่ได้อยู่ที่นี่กับเรา พวกเขาอยู่ที่กรุงราชคฤห์” เด็กน้อยจึงขอร้องให้พ่อแม่พาไปพบญาติบ้าง พ่อแม่รู้อยู่เต็มอกว่าถ้ากลับไปมีหวังถูกธนเศรษฐีฉีกร่างเป็นชิ้น ๆ แน่ ๆ แต่ก็พยายามพาลูกทั้งสองไปหาธนเศรษฐีให้จนได้ เมื่อท่านเศรษฐีได้พบบุตรีที่จากกันไปนาน ก็ทำใจยอมเราไม่ได้ ทั้งขอไม่ให้บุตรีกลับสู่ครอบครัวอีก […]

แม่ไก่ฟังธรรม ได้เกิดเป็นธิดากษัตริย์

แม่ไก่ฟังธรรม ได้เกิดเป็นธิดากษัตริย์ อย่าได้คิดว่าสัตว์เดรัจฉานไม่เข้าใจในธรรมะของพระพุทธเจ้า มีเรื่องหนึ่งที่สามารถยืนยันได้ว่าสัตว์สามารถฟังธรรมได้จริง คือเรื่อง แม่ไก่ฟังธรรม  พระพุทธเจ้าเสด็จบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์พร้อมด้วยพระสาวกทั้งหลาย พระองค์ดำเนินผ่านเรือนแห่งหนึ่ง ซึ่งมีลูกหมูตัวเมียอยู่หน้าเรือน พระผู้มีพระภาคเจ้าทอดพระเนตรลูกหมูตัวเมียตัวนั้นแล้วแย้มพระสรวล พระอานนท์ทูลว่าพระองค์ถึงสาเหตุที่แย้มพระสรวล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า “อานนท์ เธอเห็นลูกหมูตัวเมียตัวนั้นไหม”  “เห็นพระเจ้าข้า” พระอานนท์ตอบ พระบรมศาสดาจึงตรัสถึงอดีตชาติของลูกหมูตัวเมียตัวนี้ให้พระอานนท์สดับว่า ครั้งสมัยของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งพระนามว่า “กกุสันธะ” มีแม่ไก่ตัวหนึ่งได้ฟังธรรมที่พระภิกษุสาธยายเรื่องการปฏิบัติวิปัสสนามาตลอดชีพ     เมื่อสิ้นบุญลง จิตที่เป็นกุศลจากการฟังธรรม ทำให้แม่ไก่หลุดพ้นจากภพภูมิของเดรัจฉาน เกิดเป็นพระธิดาของกษัตริย์ มีพระนามว่า “เจ้าหญิงอุพพรี” แม่ไก่ฟังธรรมเรื่องวิปัสสนามาเมื่อในอดีตชาติ ทำให้เจ้าหญิงอุพพรีพอระลึกถึงการทำสมาธิได้ เมื่อเจ้าหญิงทอดพระเนตรเห็นกลุ่มหนอมที่อาศัยอยู่ในอาจม เจ้าหญิงเพ่งพระเนตรจนเกิดสมาธิจนเกิดปฐมฌาน เมื่อเจ้าหญิงสิ้นพระชนม์ลง จิตที่มีปฐมฌานส่งผลให้พระองค์อุบัติเป็นพรหม แต่แล้วพรหมก็เกิดสับสนในการเกิด (คติ) ทำให้จิตเสื่อมจากฌานแล้วลงมาเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานคือลูกหมูตัวเมียตัวนี้นั้นเอง เหล่าพระภิกษุที่ติดตามพระพุทธเจ้ามาด้วย เกิดสลดและปลงว่าไม่มีสิ่งไหนคงทนและถาวร หลังจากลูกหมูตัวเมียตาย ก็เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏจนกว่าจะสำเร็จอรหัตตผล   ที่มา : อรรถกถา คาถาธรรมบท เรื่อง นางลูกสุกร  ภาพ : https://pixabay.com บทความน่าสนใจ ฟังธรรมด้วยความสุขกับ “ ธรรมะอารมณ์ดี […]

เจ้าหญิงกิสาโคตมี อีกหนึ่งสตรีผู้อยู่เบื้องหลังการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า

เจ้าหญิงกิสาโคตมี อีกหนึ่งสตรีผู้อยู่เบื้องหลังการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เจ้าหญิงกิสาโคตมี ไม่มีปรากฏพระประวัติว่า พระนางได้ผนวชเป็นพระภิกษุณีหรือไม่ แต่พระนามของพระองค์จะซ้ำกับนางกีสาโคตมี สตรีที่สูญเสียลูกจนวิปลาส แต่น้อยคนนักที่จะทราบว่าเจ้าหญิงพระองค์นี้เป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจในการเสด็จออกผนวชของเจ้าชายสิทธัตถะ เจ้าชายสิทธัตถะหลังจากทอดพระเนตรเทวทูต 4 แล้วทรงเข้าพระทัยเรื่องสัจธรรมของชีวิตว่ามีเกิดก็ต้องมีตายเป็นธรรมดาของโลก ทรงปลงกับพระชนม์ชีพที่เหลืออยู่ แต่ภาพของบรรพชิตทำให้พระองค์ทรงตรึงพระทัย ปรารถนาที่จะแสวงหาความหลุดพ้น จึงดำริว่าการออกผนวชน่าจะเป็นหนทางที่ดีที่สุดสำหรับพระองค์ พระองค์ประทับในพระอุทยาน พระเวสสุกรรมเทพบุตรได้เนรมิตศาลาริมสระโบกขรณีขึ้นถวาย ระหว่างที่พระองค์กำลังสรงน้ำ ทหารองครักษ์ทูลเรื่องพระนางยโสธราให้ประสูติพระโอรส     เจ้าชายสิทธัตถะทรงโสมนัส และทรงรักพระโอรสมาก แต่แล้วพระองค์กลับทรงเศร้าหมองและตรัสขึ้นว่า “เราต้องตัดบ่วงที่ผูกเราไว้ให้ขาด” องครักษ์ได้ยินเจ้าชายตรัสคำว่า “บ่วง” จึงนำมาทูลพระนางยโสธรา พระนางจึงตั้งพระนามพระโอรสว่า “ราหุล” ซึ่งแปลว่า บ่วง นั่นเอง เจ้าชายเสด็จกลับพระนคร พระองค์ได้พบกับเจ้าหญิงแห่งศากยวงศ์พระองค์หนึ่งนามว่า “กิสาโคตมี” เจ้าหญิงตรัสขึ้นว่า “เจ้าชายพระองค์นี้ทรงเป็นพระโอรสแห่งผู้ใด หรือทรงเป็นพระสวามีของผู้ใด ผู้นั้นย่อมเย็นใจ” เจ้าชายติดที่คำว่า “ใจเย็น” ซึ่งตรงกับสภาวะของนิพพาน ทำให้เจ้าชายทรงมุ่งมั่นจะดำเนินไปในเส้นทางแห่งการแสวงหาความหลุดพ้น พระองค์ทรงถอดสายสร้อยจากพระศอประทานเจ้าหญิงกิสาโคตมี  เพียงคำตรัสของเจ้าหญิงที่ชื่นชมเจ้าชายสิทธัตถะกลับแรงบันดาลใจให้กับพระองค์ ดังว่า คำพูดเปลี่ยนแปลงชีวิต น่าจะเป็นเรื่องจริง เพราะในค่ำคืนนั้นเจ้าชายตัดสินพระทัยเสด็จออกผนวชทันที   ที่มา : อรรถกถา คาถาธรรมบท […]

เปิดบุพกรรม ทำไมพระนันทะต้องพลัดพรากจากคนรัก

เปิดบุพกรรม ทำไม พระนันทะ ต้องพลัดพรากจากคนรัก พระนันทะ เป็นพระโอรสของพระนางปชาบดีโคตมี พระน้านางของพระพุทธเจ้าที่ประสูติกับพระเจ้าสุทโธทนะ พระนันทะจึงเป็นพระอนุชาต่างพระมารดาของพระพุทธเจ้า ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเยือนกรุงกบิลพัสดุ์ และได้แสดงอิทธิปาฏิหาริย์จนเหล่าพระญาติเกิดความเลื่อมใส ในช่วงนั้นเจ้าชายนันทะกำลังจะเข้าพิธีสมรสกับเจ้าหญิงศากยวงศ์ผู้มีพระนามว่า “ชนบทกัลยาณี” เหล่าพระญาติอาราธนาพระพุทธองค์พร้อมด้วยพระสาวกมาฉันภัตตาหารในงานพิธีสมรส พระบรมศาสดาได้ฝากบาตรไว้กับเจ้าบ่าว (เจ้าชายนันทะ) แล้วทรงไม่ได้ทวงบาตรคืน เจ้าชายนันทะทูลถามว่า “พระองค์จะทรงรับบาตรหรือไม่” พระพุทธเจ้าตรัสว่า “เราจะรับบาตรที่หัวบันได ขอฝากไว้ที่เจ้าก่อน”      เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จถึงหัวบันได เจ้าชายนันทะก็ทูลถวายบาตรคืน พระพุทธเจ้าตรัสว่า “เราขอรับตรงพระลานหลวง ขอฝากบาตรไว้ก่อน” เมื่อพระองค์ดำเนินมาถึงพระลานหลวง เหล่านางกำนัลเห็นว่าเจ้าชายนันทะกำลังติดต่อพระพุทธเจ้าไป จึงทูลเรื่องนี้ให้เจ้าหญิงชนบทกัลยาณีทรงทราบ เจ้าหญิงเกรงว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าจะพาเจ้าชายนันทะไปบวช จึงเปล่งพระสุรเสียงว่า “ข้าแต่พระสวามี พระองค์ทิ้งหม่อมฉันไปไม่ได้นะเพคะ” เจ้าชายนันทะทรงได้ยินก็ทรงเสียพระทัย แต่ไม่สามารถขัดพระพุทธองค์ได้ถึงพระทัยจะอยากกลับไปหาพระชายาก็ตาม พระนันทะติดตามพระพุทธเจ้าจนถึงพระวิหาร พระพุทธเจ้าตรัสว่า “้เธอจักบวชไหมนันทะ” เจ้าชายนันทะทรงไม่กล้าขัดพระพุทธองค์จึงยินยอมบวช   คลิกเลข 2 ด้านล่าง เพื่ออ่านหน้าถัดไป >>> เพื่อทราบวิบากกรรมเรื่องความรักของพระนันทะ 

ฤาจะถึงกาล? 5 อนาคตภัยของ ศาสนาพุทธ ที่พระพุทธเจ้าทรงเตือนเอาไว้

พระพุทธองค์ทรงเตือนเอาไว้ว่า ในอนาคตศาสนาพุทธจะมี อนาคตภัย 5 ประการ หากเราทุกคนคิดว่าตัวเองเป็นชาวพุทธที่แท้ ก็ควรลุกขึ้นมาช่วยกันป้องกัน

ไม่ทำบุญก็เป็นเทวดาได้ ด้วยอานิสงส์แห่งการเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า

ไม่ทำบุญก็เป็นเทวดาได้ ด้วยอานิสงส์แห่งการเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า หากถามว่าคนเกิดเป็นเทวดาเพราะอะไร คำตอบของคนส่วนใหญ่มักจะตอบว่า ทำบุญ สร้างวัด ถวายสังฆทาน และอื่น ๆ แต่เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้เชื่อว่าหลายคนอาจประหลาดใจ หรืออาจจะปลื้มปีติที่ได้ฟัง เพราะเป็นเรื่องของคน ไม่ทำบุญก็เป็นเทวดาได้ ครั้งสมัยพุทธกาลมีพราหมณ์คนหนึ่งชื่อว่า “อทินนปุพพกะ” เป็นพราหมณ์ที่มีทรัพย์สินมากแต่ขี้ตระหนี่ ตรงตามชื่อของเขา ซึ่งมีความหมายว่า “ผู้ไม่เคยให้อะไรแก่ใคร” เว้นแต่ตุ้มหูทองคำที่ทำให้ลูกชาย เด็กชายคนนั้นจึงมีชื่อว่า “มัฏฐกุณฑลี” (กุณฑลี แปลว่า ตุ้มหู) จนกระทั่งมัฏฐกุณฑลีเติบโตเป็นหนุ่ม แต่ไม่นานความโชคร้ายก็มาเยือนเพราะอยู่ ๆ เกิดป่วยหนัก พราหมณ์ผู้เป็นพ่อก็ไม่กล้าให้หมอมารักษา เกรงว่าทรัพย์สินเงินทองจะหมดไปกับการรักษา จึงนำบุตรชายไปนอนนอกชานของเรือน     ขณะนั้นเองพระพุทธเจ้าทรงแผ่พระญาณไปทั่วทั้งจักรวาล ภาพของมัฏฐกุณฑลีซึ่งกำลังนอนป่วยอย่างน่าเวทนา พระองค์ทรงตรวจด้วยทิพยญาณแล้วว่า อีกไม่นานมาณพผู้นี้จะต้องตาย พระองค์ปรารถนาอนุเคราะห์มัฏฐกุณฑลีจึงเสด็จไปยังเรือนของอทินนปุพพกพราหมณ์ พระองค์ดำริว่าหากมาณพได้เห็นรัศมีของพระองค์ แล้วเกิดจิตเลื่อมใสในขณะนั้น หลังจากสิ้นลมก็จะไปเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ พระพุทธองค์ทรงแผ่พระรัศมีให้มาณพเห็น มัฏฐกุณฑลีเห็นก็อยากพนมมือขึ้นบูชา แต่ด้วยอาการป่วยทำให้ร่างกายอ่อนล้า ไม่สามารกยกขึ้นพนมมือได้ ทำได้แต่เพียงใช้จิตใจน้อมรำลึกถึงคุณของพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างเลื่อมใส เมื่อมาณพลืมตาขึ้นก็พบว่าตนเองนอนอยู่ในวิมานทองคำเสียแล้ว มัฏฐกุณฑลีเทพบุตร สงสัยว่าตนเองมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ได้หยิบจับสมบัติทิพย์ที่สวยงาม กลับทำให้เทพบุตรระลึกถึงตอนที่พระพุทธเจ้าเสด็จมาแล้วทรงแผ่รัศมีได้ เพราะกุศลจิตที่ได้เลื่อมใสในพระพุทธเจ้านั่นเองทำให้ได้เกิดเป็นเทวดา และจดจำที่เรื่องราวต่าง ๆ […]

จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อมาร รบกวนเวลา บรรทมของพระพุทธเจ้า และเทวดาเข้าเฝ้าเยี่ยมพระอาการ

จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อมาร รบกวนเวลา บรรทมของพระพุทธเจ้า และเทวดาเข้าเฝ้าเยี่ยมพระอาการ ทราบกันดีว่า เวลาที่พระพุทธเจ้าทรงประสบกับภัย มารมักมาเข้าเฝ้าพระองค์ แต่คราวนี้หลังจากพระบาทของพระองค์ต้องสะเก็ดหิน มารก็มา รบกวนเวลา บรรทมของพระองค์ เพราะอะไร และมีเหล่าเทวดามาร่วมด้วยอีก ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ ณ มฤคทายวัน อันเป็นสถานที่พระเจ้าพิมพิสารพระราชทานอภัยแก่กวาง (เขตอภัยทานสัตว์ประเภทกวาง) พระบาทของพระองค์กระทบกับสะเก็ดหิน แต่พระองค์ทรงระงับความรู้สึก (เวทนา) เจ็บปวดไว้ พระองค์ทรงรับสั่งให้พระภิกษุปูผ้าสังฆาฏิสี่ชั้น แล้วพระองค์บรรทมด้วยท่าสีหไสยาส และทรงกำหนดมีสติสัมปชัญญะอยู่ตลอดเวลา ในทันใดนั้นเอง มารผู้มีบาปได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า และทูลถามพระองค์ว่า “พระองค์บรรทมด้วยความซึมเซา (ง่วง) หรือมัวเมาคิดกาพย์กลอนอะไรอยู่ (นอนนึกบทกวีแบบนักปราชญ์ และนักกวีทั้งหลาย) ประโยชน์ของพระองค์มีไม่มาก (ไม่ได้สำเร็จธรรม) ท่านประทับอยู่ ณ ที่บรรทมอันเงียบสงัดแต่เพียงผู้เดียว ตั้งพระทัยที่จะบรรทม แต่ไฉนทรงไม่หลับ” พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบมารผู้มีบาปว่า “เราไม่ได้นอนด้วยความซึมเซา และไม่ได้มัวเมาคิดกาพย์กลอนอะไร เราสำเร็จในประโยชน์แล้ว (บรรลุธรรม) ปราศจากความเศร้าโศกทั้งปวง (หยุดวงจรปฏิจสมุปบาท) การที่เรานอนอยู่ที่นี่เพียงผู้เดียว เรานอนคำนึงถึงสรรพสัตว์ด้วยความเมตตา ชนเหล่านั้นมีลูกศรเสียบอยู่ที่อกแล้วร้อยที่หัวใจให้ลุ่มหลง (ลูกศรในที่นี่หมายถึงกิเลส) ชนเหล่านั้นยังนอนหลับได้โดยไม่รู้สึก (เจ็บ)อะไร ทำไมเราผู้ปราศจากลูกศรนั้นแล้ว […]

อานิสงส์ที่ทำให้ สุเมธดาบส ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต

อานิสงส์ที่ทำให้ สุเมธดาบส ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต สุเมธดาบส เป็นอดีตพระชาติหนึ่งของพระสมณโคดมพุทธเจ้า ได้สร้างมหากุศลคือสละกายเป็นสะพานให้อดีตพระพุทธเจ้า ผู้มีพระนามว่า “ทีปังกรพุทธเจ้า” และพระสาวกทั้งหลายข้ามพ้นจากเปือกตม ครั้งพระโพธิสัตว์ถือกำเนิดในตระกูลพราหมณ์ มีชื่อว่า สุเมธบัณฑิต แม้ว่าจะเป็นพราหมณ์ที่มั่งคั่ง มีสมบัติสะสมอยู่มากมาย ทั้งยังเป็นผู้คงแก่เรืยน เชี่ยวชาญในพระเวท คัมภีร์ และศาสตร์ต่าง ๆ  เมืองอมรวดี ซึ่งเป็นบ้านเกิดของพระโพธิสัตว์มีความรื่นรมย์ไม่ต่างจากแดนสวรรค์ แต่พระโพธิสัตว์กลับเบื่อหน่ายทางโลก ปรารถนาพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด จึงออกจากเรือนไปบำเพ็ญภาวนาในป่าหิมพานต์ ท้าวสักกะเทวราชทรงทราบว่าพระดาบสตนนี้คือพระโพธิสัตว์บำเพ็ญบารมีมาหลายภพชาติ จึงมอบหมายให้พระวิษณุกรรมเนรมิตอาศรมถวาย สุเมธดาบสบำเพ็ญภาวนาจนบรรลุอภิญญา และมีความสุขจากการทำสมาบัติ     ในตอนนั้นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งได้ถืออุบัติขึ้นบนโลก พระองค์ทรงเป็นเจ้าชายแห่งรัมมนครมีพระนามว่า “ทีปังกร” เป็นพระราชโอรสแห่งพระเจ้าสุเทวะกับพระนางสุเมธา มีพระชายานามว่า พระนางปทุมา และพระโอรสนามว่า อุสภักขันธกุมาร พระองค์ทรงเห็นนิมิต 4 ประการ (เทวทูต 4) ทำให้ทรงเบื่อหน่ายทางโลก ปรารถนาแสวงหาความหลุดพ้นจึงเสด็จออกผนวช พระองค์ทรงใช้เวลาเพียง 10 เดือนจึงตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ภายใต้ต้นเลียบ (ต้นมะกอก) หลังจากทรงประกาศพระธรรมแล้ว ทรงมีพระอัครสาวกคือ พระสุมังคลเถระ และ พระติสสเถระ ทรงมีพระอัครสาวิกาคือ […]

สิงคาลมาณพ : ชายหนุ่มผู้ไหว้ทิศ 6 ตามคำสั่งของบิดา

สิงคาลมาณพ : ชายหนุ่มผู้ไหว้ ทิศ 6 ตามคำสั่งของบิดา   ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงส่งพระภิกษุ 60 รูป ไปเผยแผ่พระธรรมทั่วทุกสารทิศ ส่วนพระองค์เองเสด็จไปยังตำบลอุรุเวลา แคว้นมคธ เพื่อทรงโปรดชฏิล 3 พี่น้อง รวมทั้งบริวารอีก 1000 ตน ให้น้อมรับสัจธรรมที่พระองค์ทรงค้นพบ จึงได้พระภิกษุเพิ่มขึ้นมาอีกพันรูปเพื่อกลายเป็นกำลังสำคัญในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในสมัยพุทธกาล ทิศ 6  พระพุทธองค์เสด็จยังกรุงราชคฤห์ตามสัญญาที่ให้ไว้กับพระเจ้าพิมพิสารว่า หากตรัสรู้แล้วจะกลับมาโปรดพระองค์ พระเจ้าพิมพิสารทรงต้อนรับพระพุทธเจ้าเป็นอย่างดี ทั้งยังโปรดให้จัดเตรียมสถานที่ให้ชนทั้งหลายมาฟังธรรมในสวนตาลหนุ่ม เมื่อพระเจ้าพิมพิสารสดับธรรมแล้วทรงเกิดความเลื่อมใสแล้วน้อมรับพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง และถวายสวนเวฬุวัน (สวนไผ่) ของพระองค์ให้เป็นอารามแห่งแรกของพระพุทธศาสนา     เช้าวันหนึ่ง ขณะที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ พระองค์ทรงพบกับชายหนุ่มที่ร่างกายเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ ไม่ต่างจากคนที่เพิ่งขึ้นมาจากน้ำ เขาชือว่า “สิงคาลมาณพ” กำลังโน้มตัวกราบไปยังทิศต่าง ๆ อยู่บนถนน แล้วโปรยเมล็ดข้าวไปในทิศทั้ง 4 เบื้องบน และเบื้องล่าง พระพุทธองค์ทอดพระเนตรสังเกตกิริยาอันแปลกประหลาดของชายหนุ่มว่าเขากำลังประกอบพิธีกรรมอะไรอยู่ เมื่อเขาทำพิธีเสร็จพระพุทธเจ้าทรงถามเขาว่า “ทำไมเธอจึงทำเช่นนี้” สิงคาลมาณพตอบพระองค์ว่า ” ข้าพเจ้าทำเช่นนี้เพราะเป็นสิ่งที่บิดาได้สั่งไว้ก่อนสิ้นลมหายใจ ว่าต้องทำเช่นนี้ในทุกเช้า เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้สิ่งชั่วร้าย ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ […]

3 คำถามชวนสงสัย สิ่งมหัศจรรย์ ที่เกิดขึ้นกับ พระพุทธเจ้า ในวันวิสาขบูชา

3 คำถามชวนสงสัย สิ่งมหัศจรรย์ ที่เกิดขึ้นกับ พระพุทธเจ้า ในวันวิสาขบูชา เชื่อว่า 3 คำถามชวนสงสัย นี้ เป็นสิ่งที่ค้างคาใจของชาวพุทธทั่วโลกอย่างแน่นอน ทำไมพระพุทธเจ้าทรงเดินได้หลังจากประสูติ แล้วทรงเดินได้ถึง 7 ก้าว แล้วทำไมพระพุทธเจ้าทรงใช้ตั้ง 6 ปีกว่าจะตรัสรู้ และทำไมพระองค์ทรงเลือกปรินิพพานที่กรุงกุสินาราทั้งที่เป็นเมืองเล็ก ๆ ซีเคร็ตลองหาคำตอบมาให้ทุกท่าน หวังว่าจะได้ความรู้จากคำตอบไม่มากก็น้อย ทำไมพระพุทธเจ้าทรงเดินได้ 7 ก้าวหลังประสูติ พุทธประวัติในตอนประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะที่เป็นที่รับรู้โดยทั่วไปในสังคมไทย ได้รับอิทธิพลจากคัมภีร์อรรถกถา และคัมภีร์ปฐมสมโพธิของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิต ชิโนรส กล่าวว่า พระสันดุสิตเทพบุตรหมดบุญจากสวรรค์ชั้นดุสิต ท้าวสักกะเทวราชและท้าวสหัมบดีพรหมเข้าเฝ้าเพื่อทูลเชิญพระโพธิสัตว์อุบัติยังพระครรภ์ของพระนางสิริมหามายา พระนางทรงสุบินนิมิตเห็นช้างเผือกแทรกเข้าในพระอุทร พระนางตั้งพระครรภ์ ตามธรรมเนียมของเทวทหะ (วงศ์ฝ่ายพระนางสิริมหามายา) ว่า ขัตติยนารีต้องกลับไปประสูติที่ราชสกุล เมื่อพระนางสิริมหามายาเสด็จมาได้ครึ่งทาง ทรงแวะชมสาลโนทยาน (สวนสาละ) ชื่อว่า “ลุมพินีวัน” และทรงให้ประสูติพระโพธิสัตว์ ณ ที่แห่งนั้น พระโพธิสัตว์เสด็จออกจากพระครรภ์ และทรงเดินได้ 7 ก้าว ในแต่ละก้าวก็มีดอกบัวผุดขึ้นมารองรับพระบาท แล้วตรัสว่า “เราคือเลิศที่สุดของโลก เราคือผู้เจริญที่สุดของโลก […]

keyboard_arrow_up