รัชกาลที่ 5 ทรงสงสัย ความหมายของพระนิพพาน

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงสงสัยความหมายของพระนิพพานจึงทรงมีพระราชปุจฉา (คำถาม) นี้ถึงพระราชาคณะหลายรูป พระภิกษุชั้นผู้ใหญ่หลายรูปถวายวิสัชชนา (ตอบ) พระองค์ถึงความหมายของพระนิพพานไว้น่าสนใจ จึงขอคัดวิสัชชนาของพระราชาคณะบางรูปที่วิสัชชนาได้อย่างลึกซึ้งและทำให้เข้าใจ ความหมายของพระนิพพาน มากขึ้น     สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ครั้งยังดำรงพระยศเป็นกรมพระ นิพพานนั้น คือ ความดับไม่เหลือแห่งอวิชชาแลตัณหา ความไม่รู้และความทะยานอยาก จนขันธ์ทั้งห้าไม่มีไม่เป็นต่อไป ความที่อวิชชาแลตัณหาดับไม่เหลือ ด้วยอริยมรรคสมุจเฉทปหานนี้แลชื่อว่านิพพาน 1   หม่อมเจ้าพระสมเด็จพระพุฒาจารย์ ครั้งยังเป็นหม่อมเจ้าพระพุทธบาทปีลันทน์ แห่งวัดระฆังโฆษิตาราม วานยโต นิกฺขนฺติ นิพฺพานํ อถวา วานสงฺขาตาย ตณฺหาย นิกฺขนฺติ นิพฺพานํ นิพฺพาติ เอเตนาติ นิพฺพานํ แปลว่า ธรรมชาติออกจากธรรมร้อยไว้ซึ่งสัตว์ ชื่อว่านิพพานนัยหนึ่งว่า ธรรมชาติออกจากตัณหา อันกล่าวคือวานะชื่อนิพพาน อีกนัยหนึ่ง นิพพานํ แปลว่า ธรรมเป็นเครื่องดับแห่งเพลิง คือราคะ เป็นต้น 11   สมเด็จพระวันรัต (ทับ) […]

บันได 3 ขั้นสู่การ บรรลุนิพพาน ด้วยตัวเอง

บันได 3 ขั้นสู่การ บรรลุนิพพาน ด้วยตัวเอง นิพพานคือประโยชร์สูงสุดของพระพุทธศาสนา หลายคนก็เกิดแรงบันดาลใจขวนขวายปฏิบัติธรรมหวังจะ บรรลุนิพพาน ด้วยตัวเอง โดยคิดว่าไม่อยากรอชาติหน้าแล้ว อยากได้ประโยชน์จากนิพพานตอนนี้ ที่นี่ เดี๋ยวนี้ แต่ไม่รู้วิธีปฏิบัติเพื่อมุ่งสู่นิพพานโดยแท้จริงอย่างถูกวิธี ลองมาดูกันว่าหนทางบรรลุนิพพานด้วยตัวเอง ต้องทำอย่างไรบ้าง     ศีล ทำใจให้สะอาด เรารักษาศีลเพื่อลดความเห็นแก่ตัว และไม่สร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น สำหรับฆราวาสอาจเริ่มตัวด้วยศีล 5 หรือศีล 8 เป็นเครื่องมือทำให้ชีวิตสงบเย็นและเรียบง่าย แต่ถึงแม้ศีลจะไม่สมบูรณ์ เราก็ไม่ควรเป็นทุกข์กับมัน สมมติเราบังเอิญทำมดตายตัวหนึ่งก็อย่ามัวเสียอกเสียใจจนไม่เป็นอันทำอะไร ให้วางความเสียใจลงแล้วตั้งใจว่าจะระวังให้มากขึ้น เราอาจเคยโกหกด้วยความเผลอ ก็ไม่ควรตำหนิตัวเองซำแล้วซ้ำเล่าแต่ควรตั้งสติให้ดีทุกครั้งที่พูด คนที่รักษาศีลไม่เป็นมี 2 ลักษณะ คือ พวกหนึ่งถ้าศีลพร่องจะรู้สึกผิดตลอดเวลา อีกพวกหนึ่งถ้าศีลครบก็เกิดความหลงตน ซึ่งไม่ดีทั้งสองอย่าง การรักษาศีลที่ถูกต้องย่อมประกอบไปด้วยปัญญา คือเข้าใจจุดมุ่งหมายของศีล ถ้าเรารักษาศีลได้ถูกต้องก็เรียกว่าปฏิบัติธรรมได้สมควรแก่ธรรม การถือศีลแล้วยกตนข่มผู้อื่นเป็นสิ่งที่ควรละ คือคิดว่าถ้าถือศีลได้เป๊ะๆ แล้วจะทำให้ตนบริสุทธิ์หรือวิเศษ สวดมนต์ต้องไม่พลาดแม้แต่คำเดียวเพราะจะทำให้ขาดความศักดิ์สิทธิ์ เช่นนี้เรียกว่าเข้าไม่ถึงแก่นของศีล แทนที่จะปฏิบัติเพื่อขัดเกลา กลับไปยึดติดลูบคลำอยู่แต่เปลือกภายนอกเท่านั้น โดยแก่นแท้แล้ว ศีลเป็นแบบฝึกหัดเพื่อขัดเกลาตัวเองให้มีความเห็นแก่ตัวน้อยลง   สมาธิ ทำจิตใจให้สงบ […]

“เราเป็นเพียงผู้บอกทางเท่านั้น” พระพุทธเจ้าเป็นเพียงผู้บอกทาง ไปสู่พระนิพพาน

“เราเป็นเพียงผู้บอกทางเท่านั้น” พระพุทธเจ้าเป็นเพียงผู้บอกทาง ไปสู่พระนิพพาน การอุบัติขึ้นของพระพุทธเจ้า ทำให้โลกใบนี้สว่างไสว เพราะได้รู้ถึงความจริงของโลก การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าก็เป็นไปเพื่อเป็นผู้บอกทาง ไปสู่พระนิพพาน แก่โลกนี้เช่นกัน ครั้งพระพุทธเจ้าทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ พราหมณ์คนหนึ่งเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้วทูลถามว่า “การที่พระองค์ทรงสอนบรรดาเหล่าสาวกอยู่เช่นนี้ สาวกของพระองค์บรรลุพระนิพพานทุกคนหรือไม่” พระพุทธเจ้าทรงตอบว่า “ถึงแม้เราจะสอนสาวกทั้งหลายถึงเรื่องพระนิพพาน ก็มีคนจำนวนน้อยที่จะเข้าถึงพระนิพพาน” พราหมณ์ทูลถามต่อว่า “เป็นเพราะเหตุใดสาวกที่พระองค์ทรงสอนถึงไม่บรรลุพระนิพพานกันหมด ทั้งที่พระนิพพานก็มีอยู่ เส้นทางหรือวิธีก็มีอยู่ ผู้สอนก็มีอยู่” พระพุทธเจ้าทรงตอบว่า “หากมีคนถามพราหมณ์ว่า กรุงราชคฤห์ไปทางไหน พราหมณ์อธิบายเส้นทางอย่างละเอียด แต่เขากลับเดินทางไปไม่ถูก ไปไม่ถึงกรุงราชคฤห์นั้น แล้วเป็นเพราะเหตุใดที่คน ๆ นั้นถึงไปกรุงราชคฤห์ไม่ถูก” พราหมณ์จึงอุทานขึ้นว่า “จะทำอย่างไรได้ ข้าก็เป็นเพียงผู้บอกทางเท่านั้น” พระพุทธเจ้าจึงตรัสขึ้นว่า “พราหมณ์ การมีอยู่ของพระนิพพาน ไม่ต่างจากกรุงราชคฤห์ที่ใคร ๆ ก็รู้ว่าเมืองนี้มีอยู่จริง เส้นทางที่ไปถึงเมืองนี้ก็มีอยู่ ผู้รู้เส้นทางก็มีอยู่จริง แต่น้อยคนนักที่จะเข้าใจในการอธิบายเส้นทาง สาวกของเราก็ไม่ต่างจากนักเดินทาง เราสอนพระนิพพาน บอกวิธีการไปถึงพระนิพพาน แต่ก็ยังไปถึงได้น้อย เราจะทำให้พวกเขาไปถึงพระนิพพา่นทั้งหมดได้อย่างไร เมื่อเราเป็นเพียงผู้บอกทาง” การเข้าถึงพระนิพพานนั้น ขึ้นอยู่กับปัญญาของสาวก พระพุทธเจ้าทรงสอนเรื่องพระนิพพาน บอกเส้นทางไปสู่พระนิพพานแก่สาวกทั้งหลาย แต่ที่ไม่สามารถไปถึงได้เพราะยังไม่ได้ละซึ่งอวิชชา หากละได้ซึ่งอวิชชาแล้ว ปัญญาที่จะนำไปสู่พระนิพพานก็จะเกิดขึ้น […]

ท่านพุทธทาสภิกขุสอนเรื่องครอบครัวในแง่มุมที่คิดไม่ถึงสำหรับ คนเกลียดวัด

ท่านพุทธทาสภิกขุสอนเรื่องครอบครัวในแง่มุมที่คิดไม่ถึงสำหรับ คนเกลียดวัด ท่านพุทธทาสภิกขุสอนเรื่องครอบครัวได้อย่างกินใจ เห็นธรรมะลึกซึ้ง จนตระหนักว่าหากยึดตามคำสอนของท่าน คนเกลียดวัด ที่มองเรื่องครอบครัวเป็นเรื่องทางโลก จะเข้าใจในทันทีว่า หากปฏิบัติตามคำสอนนี้ เรื่องของการมีครอบครัวเป็นเรื่องเดียวกับทางธรรม เรื่องของครอบครัวเป็นกิจของฆราวาส แต่ภิกษุสมัยนี้ก็อยู่กันไม่ต่างจากครอบครัว ผิดกับภิกษุในสมัยพุทธกาลที่ไม่สนใจเรื่องครอบครัว เพราะภิกษุในปัจจุบันยังสนใจกับบุพการี ต้องเลี้ยงดูพ่อแม่ คือยังห่วงเรื่องทางโลกอยู่ทั้งที่ตนมาเป็นภิกษุผู้ละทางโลกแล้ว คำพูดโดยสังเขปของท่านพุทธทาสที่ยกมานี้ แม้ท่านจะกล่าวมานานมากแล้ว ในปัจจุบันก็ยังพบเห็นพระภิกษุมีความกตัญญูกตเวที ดูแลโยมพ่อโยมแม่อย่างที่เห็นตามข่าว ฆราวาสอย่างเรามองว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะพุทธศาสนสุภาษิตบทนี้ที่ว่า “ความกตัญญูกตเวทีเป็นเครื่องหมายของคนดี” แต่ท่านพุทธทาสภิกขุกล่าวว่า ภิกษุผู้ละทางโลกแล้วต้องละให้ได้ เหมือนอย่างภิกษุในสมัยพุทธกาลที่ไม่เลี้ยวหลังไปสนใจครอบครัวอีกเลยหลังจากออกบวช  ทั้งนี้ท่านพุทธทาสภิกขุกล่าวถึงเรื่องการมีครอบครัวของฆราวาสไว้อย่างน่าสนใจว่า     ทำไมฆราวาสมีครอบครัว แต่เราจะพูดกันถึงครอบครัวธรรมดาสามัญของฆราวาสทั้งหลายว่า เขามีครอบครัวกันทำไม ? โดยขนบธรรมเนียมประเพณี เขาจัดให้มีครอบครัวอย่างเป็นระเบียบ เพื่อว่าคนอย่าต้องเบียดเบียนกัน เพราะปัญหาเกี่ยวกับเรื่องนี้ ครั้นมีครอบครัวแล้ว ก็หลงใหลอย่างหลับหูหลับตา ในความหมายของคำว่า “ครอบครัว” มีความรักอย่างโง่เขลาในเรื่องอันเกี่ยวกับครอบครัว จนได้เป็นทุกข์อันเนื่องมาจากครอบครัวนั้นเอง สมน้ำหน้าคนโง่ สมน้ำหน้าคนเกลียดวัด ที่ไม่รู้จักว่าครอบครัวนั้นคือใคร ? และจะต้องมีทำไม ?     ครอบครัวที่แท้จริงคือเพื่อนร่วมเดินทางไปสู่พระนิพพาน ถ้ามองดูด้วยสติปัญญาในเรื่องทางจิตวิญญาณ ควรจะมองเห็นได้ว่า ครอบครัวนั้นคือเพื่อนเดินทางไปนิพพาน […]

keyboard_arrow_up