ทำกรรมฐานพิจารณากามคุณให้ได้เป็นพระอนาคามี โดย พระอาจารย์ชานนท์ ชยนนฺโท 

ทำกรรมฐาน พิจารณากามคุณ ให้ได้เป็นพระอนาคามี โดย พระอาจารย์ชานนท์ ชยนนฺโท เมื่อเรา พิจารณากามคุณ ทั้ง 5 รูป เสียง กลิ่น รส แล้วเห็นเป็นโทษทั้งหมด ความพอใจก็เป็นโทษ ความไม่พอใจก็เป็นโทษ คือ เห็นโทษของราคะและโทสะพร้อมกันในตัวเดียวกัน วางพร้อมกันโดยไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด เรียกว่าทิ้งทั้งคู่นั่นเอง คือพอใจก็ไม่น่ายึด ไม่พอใจก็ไม่น่ายึด โทสะก็ไม่น่ายึด ราคะก็ไม่น่ายึด จึงปล่อยวางเสียได้ เมื่อเห็นโทษของความพอใจและไม่พอใจของรูป เสียง กลิ่น รส ที่เรายึดมั่นถือมั่น และปรุงแต่งโดยสัญญาอารมณ์ ปรุงถึงรูปสวยและรูปไม่สวย ปรุงถึงเสียงดีและเสียงไม่ดี เห็นโทษที่ทำให้เกิดความทุกข์ ความสุข เพราะหลงยึดมั่นถือมั่น ถ้าวางทุกข์เพราะรูป เสียง กลิ่น รสได้ ก็ไม่ทุกข์เพราะกามคุณทั้ง 5 อีก พระอนาคามีเกิดจากตรงนี้ เมื่อเป็นพระอนาคามีแล้วท่านจะไม่กลับมาเกิดแล้วโลกมนุษย์นี้ ชาติสุดท้ายก็คือพรหมโลก ไปเกิดพรหมโลก และสำเร็จเป็นพระอรหันต์บนพรหมโลกนั่นเอง เราปฏิบัติธรรมเพื่อความหลุดพ้น แต่เราไม่รู้จุดหมายปลายทางไม่รู้วิธีทำ เราจึงไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นที่อธิบายข้างต้นคือหลักและแผนที่ ชัยภูมิในการประพฤติปฏิบัติ เราจะเป็นนักรบก็ดี […]

นางมาคันทิยา สตรีผู้ตามจองล้างจองผลาญพระพุทธเจ้า

นางมาคันทิยา สตรีผู้ตามจองล้างจองผลาญพระพุทธเจ้า ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ กรุงโกสัมพี เชื่อว่าหลายท่านอาจจำได้ว่าครั้งที่พระองค์ตรัสรู้เป็นพระอนุตรสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว บิดาและมารดาของ นางมาคันทิยา ซึ่งอยู่ในวรรณะพราหมณ์ และมีความชำนาญในการดูนรลักษณ์ เมื่อได้เห็นพระวรกายของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วก็รู้ทันทีว่าพระองค์ทรงเป็นมหาบุรุษ จึงยกธิดาเพียงคนเดียวที่มีความงดงามให้เป็นภรรยา พระพุทธองค์ทรงปฏิเสธเพราะทรงมิข้องเกี่ยวกับกามคุณทั้งหลายแล้ว ทำให้นางมาคันทิยาเจ็บแค้นใจ เพราะการที่ผู้หญิงในสมัยนั้นถูกปฏิเสธเป็นเรื่องที่เสียเกียรติมาก นางจึงผูกอาฆาตพระพุทธองค์นับแต่นั้นมา     ต่อมานางมีวาสนาได้เป็นพระมเหสีอีกพระองค์ของพระเจ้าอุเทน นางค่อมชื่อว่า “ขุชชุตตรา” ได้ฟังธรรมจากพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนำมาเล่าถวายให้พระนางสามาวดีผู้เป็นพระอัครมเหสีแห่งพระเจ้าอุเทนสดับ ทำให้พระนางสามาวดีและบริวารอีก 500 นางบรรลุเป็นพระโสดาบัน เมื่อนางมาคันทิยารู้ว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในกรุงโกสัมพี และพระอัครมเหสีทรงเลื่อมใสในพระองค์มาก ทำให้ไฟแค้นของนางประทุขึ้นมาอีกครั้ง นางมาคันทิยาไม่สามารถทำอะไรพระอัครมเหสี รวมถึงบริวารอีก 500 นางที่เลื่อมใสในพระบรมศาสดาได้ จึงหันไปเล่นงานพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยการจ้างให้คนไปยืนด่าทอพระพุทธองค์ต่าง ๆ นานา     พระอานนท์ พุทธอนุชาทรงเห็นดังนั้นจึงทูลขอให้พระพุทธองค์เสด็จไปประทับที่เมืองอื่น พระองค์จึงตรัสตอบว่า “เราไปที่ไหนไม่ได้หรอกอานนท์ เพราะมีแต่คนว่ากล่าวเรา” พระอานนท์จึงทูลขอให้พระพุทธองค์เสด็จไปจากกรุงโกสัมพีอีกครั้ง แต่กลับไม่เป็นผล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสอนพระอานนท์ว่า “ผู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ย่อมไม่ต่างจากช้างศึกที่สามารถทนทานต่อลูกศรที่พุ่งมาจากทิศทั้งหลายได้ ตถาคตสามารถทนต่อคำว่ากล่าวอันหยาบคายเหล่านั้นได้ อานนท์”  ดังนั้นพระบรมศาสดาจึงไม่เสด็จไปประทับที่อื่น ยังคงประทับอยู่ที่เมืองแห่งนี้ต่อไป แต่เพลิงแค้นของนางมาคันทิยายังคงลุกโชติช่วงอยู่ และนับวันยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ  ทำให้นางทำการวางเพลิงสังหารหมู่พระอัครมเหสีและบริวารอีก […]

เข้าใจความหมายของคำว่า “ภูมิ” ผ่านไตรภูมิพระร่วง

เข้าใจความหมายของคำว่า “ภูมิ” ผ่าน ไตรภูมิพระร่วง น้อยคนนักที่จะไม่รู้จักวรรณคดีไทยน้ำเอกอย่างเรื่อง ” ไตรภูมิพระร่วง ” เป็นพระนิพนธ์แห่งพระยาลิไท มีพระประสงค์เพื่อเทศนาโปรดพระราชมารดา และศึกษาพระอภิธรรม ซึ่งพระอภิธรรม หรืออภิธรรมปิฎกเป็นหนึ่งในคัมภีร์พระพุทธศาสนาที่เรียกว่า พระไตรปิฎก (พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก และพระอภิธรรมปิฎก) ไตรภูมิไม่ใช่เรื่องโลกมนุษย์ นรก และสวรรค์ ไตรภูมิพระร่วง หรืออีกชื่อหนึ่งว่า เตภูมิกถา เต และ ไตร แปลว่า สาม เหมือนกัน แต่ เต เป็นคำบาลี ส่วน ไตร เป็นคำสันสกฤต จะสังเกตว่าเรามีศัพท์สันสกฤตใช้ในงานเขียนทางพระพุทธศาสนาหลายคำ เช่น ธรรม หรือที่นิยมอ่านว่า “ธรรมะ” เป็นสันสกฤต แต่คำว่าธรรมในบาลี เขียนเป็น “ธัมม” เป็นต้น คงเพราะความไพเราะในการเขียนและอ่านจึงนิยมเรียกว่า “ไตรภูมิ” แทน “เตภูมิ”และพบว่าเป็นพระนิพนธ์พระมหากษัตริย์สมัยสุโขทัย จึงเรียกว่าต่อท้ายด้วยว่า “พระร่วง” ซึ่งเป็นคำเรียกพระมหากษัตริย์ในสมัยนั้น คนส่วนมากเข้าใจว่า วรรณคดีไทยเรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับนรกและสวรรค์ ซึ่งถ้าอิงตามชื่อของวรรณคดีจะพบว่าไม่ได้อิงหรือเน้นแต่เรื่องของโลก […]

ทัวร์พรหมโลก ดินแดนแห่งผู้สร้างบุญด้วยสมาธิ

ทัวร์ พรหมโลก ดินแดนแห่งผู้สร้างบุญด้วยสมาธิ วันนี้จพาทุกท่านท่องไปในภูมิแห่งผู้สร้างบุญจากสมาธิ คือ พรหมโลก หรือพรหมภูมิ ที่สถิตของพรหมทั้งที่มีรูปและไม่มีรูป พรหมโลกหรือพรหมภูมิเป็นภูมิของพรหมที่มีรูปเป็นทิพย์ ซึ่งเสวยสุขอันเกิดจากฌานอยู่ในปราสาทแก้ว แตกต่างกันตามกำลังฌาน โดยรูปพรหมชั้นที่ 1 ถึงชั้นที่ 11 เป็นผลจากสมถภาวนา ส่วนชั้นที่ 12 ถึงชั้นที่ 16 เป็นผลจากวิปัสสนาภาวนา ลักษณะของพรหมเป็นบุรุษเพศทั้งสิ้น หน้าตางดงาม รัศมีกายส่องสว่างยิ่งนัก อิ่มทิพย์ด้วยฌานสมาบัติ จึงไม่ต้องกินอาหาร พรหมโลก3 ชั้นแรกนี้เป็นพรหมผู้เจริญสมถภาวนาระดับปฐมฌาน ตั้งอยู่ในระดับพื้นเดียวกัน แต่แยกอาณาเขตตามกำลังฌาน   พรหมปาริสัชชา พรหมโลกชั้นนี้มีอายุ 1 ใน 3 มหากัป พรหมโลกชั้นที่ 1 อยู่ห่างไกลจากโลกมนุษย์มากนัก เป็นที่อยู่แห่งพระพรหมผู้เป็นบริวารของท้าวมหาพรหม   พรหมปุโรหิตา พรหมโลกชั้นนี้มีอายุครึ่งมหากัป เป็นที่อยู่แห่งพรหมซึ่งประเสริฐกว่า มีพรหมสมบัติ ปราสาทวิมาน และรูปร่างที่ใหญ่กว่าพรหมชั้นแรก   มหาพรหมา พรหมโลกชั้นนี้มีอายุ 1 มหากัป เป็นที่อยู่แห่งท้าวมหาพรหม มีพรหมสมบัติและรูปสมบัติอันประณีตกว่าพรหมโลกสองชั้นแรก […]

พระพุทธเจ้ากับบัลลังก์ทั้ง 3 พระองค์คือผู้ครอง บัลลังก์แห่งเทวดา พรหม และพระอริยะ

พระพุทธเจ้ากับบัลลังก์ทั้ง 3 พระองค์คือผู้ครอง บัลลังก์แห่งเทวดา พรหม และพระอริยะ หลังจากพระพุทธเจ้าทรงครอบครองโพธิบัลลังก์ ที่นั่งแห่งพระอนุตรสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว หากพระองค์เสด็จหรือพำนักที่ใด ด้วยจริยวัตรที่งดงามของพระองค์ผู้เป็นวิสุทธิเทพ สถานที่แห่งนี้ย่อมเป็น บัลลังก์แห่งเทวดา พรหม และพระอริยเจ้า ครั้งหนึ่งพระผู้มีพระพุทธเจ้าเสด็จพร้อมด้วยพระภิกษุทั้งหลาย มุ่งสู่หมู่บ้านพราหมณ์แห่งหนึ่งที่มีชื่อว่า “เวนาคปุระ” ในแคว้นโกศล เมื่อพระองค์เสด็จมาถึงทรงนั่งบนพื้นอย่างปุถุชนสามัญ ท่ามกลางหมู่ภิกษุทั้งหลาย ชาวบ้านเวนาคปุระทั้งที่เป็นคฤหบดีและพราหมณ์ เมื่อทราบว่าพระสมณโคดมพุทธเจ้าผู้สำเร็จอรหัตตผลเสด็จมาที่แห่งนี้ก็พากันมาเข้าเฝ้า โดยนั่งลงในที่ ๆ สมควรเพื่อชมพระบารมี พราหมณ์คนหนึ่งนามว่า “พราหมณ์วัจฉโคตร” (อาจหมายถึงพราหมณ์ที่มาจากตระกูลวัจฉะ เพราะคำว่า โคตร แปลว่า ครอบครัวหรือตระกูล)  ได้กล่าวสรรเสริญผิวพรรณอันงดงามของพระพุทธเจ้าว่า “พระฉวีวรรณ (ผิว) ของพระองค์ช่างบริสุทธิ์ผุดผ่อง ดุจผลพุทธาและผลตาลที่สุกในฤดูสารท เหมือนดังแท่งทองชมพูนุทที่ถูกวางอยู่บนผ้ากัมพล พระองค์งดงามถึงเพียงนี้พึงประทับบนบัลลังก์หรืออาสนะที่ดีกว่านี้พระเจ้าค่ะ” ในเวนาคสูตรกล่าวว่า พราหมณ์วัจฉโคตรกล่าวถึงลักษณะของบัลลังก์มามากมาย เช่น บัลลังก์ที่ตกแต่งด้วยรูปสัตว์ ได้แก่ สิงห์ และเสือ มีเบาะหรือเครื่องลาดที่ทำจากขนสัตว์ เช่น ขนแกะ หนังสัตว์ เช่น  หนังชะมด และประดับประดาด้วยอัญมณีต่าง ๆ พระพุทธเจ้าตรัสตอบพราหมณ์ผู้นี้ไปว่า […]

keyboard_arrow_up