10 วิธีรักษา แผลเป็นหลังผ่าตัด

วิธีรักษา แผลเป็นหลังผ่าตัด คุณหมอชัญวลี ศรีสุโข สูติ-นรีแพทย์ โรงพยาบาลประจำจังหวัดพิจิตร มีวิธีรักษา แผลเป็นหลังผ่าตัด มาบอก สาเหตุการเกิดแผลเป็น จากงานวิจัยพบว่า หลังผ่าตัดหรือหลังได้รับบาดเจ็บจะทำให้เกิดแผลเป็นในคนร้อยละ 5 – 16 โดยหญิงและชายเท่ากัน สาเหตุที่เป็นแผลเป็นนั้นเพราะร่างกายตอบสนองหลังการบาดเจ็บมากกว่าคนอื่นๆ โดยมีการผลิตสารสมานแผล ได้แก่ เส้นเลือดใหม่ๆ คอลลาเจน (Collagen) ไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast) ไมโอไฟโบรบลาสต์ (Myofibroblast) ปริมาณมากกว่าคนที่ไม่เป็นแผลเป็น แม้แผลสมานแล้ว แต่ร่างกายยังผลิตสารสมานแผลเพิ่มอีกจนเกิดแผลเป็นนูนและแดงกว่าผิวหนังปกติ   แผลเป็นแบ่งได้ 2 แบบ คือ 1. แผลเป็นธรรมดา (Hypertrophic scar) เป็นแผลนูนแต่ไม่ล้ำขอบการผ่าตัดหรือการบาดเจ็บ แผลเป็นแบบนี้อาจไม่ต้องรักษา เพราะจะโตเฉพาะ 6 เดือนแรก หลังจาก 12 – 18 เดือนก็สามารถยุบเองได้ 2. แผลเป็นชนิดคีลอยด์ (Keloid) แผลเป็นชนิดนี้มักมีลักษณะนูนใหญ่ ล้ำขอบการผ่าตัดหรือการบาดเจ็บ เช่น จากรอยเข็มแทงกลับโตเป็นก้อนแผลเป็นนูนใหญ่มักพบที่หน้าอก แผ่นหลัง ไหล่ ใบหูใบหน้า และคอ บางคนเกิดหลังผ่าตัดหรือบาดเจ็บ 1 เดือน บางคนเกิดหลังจากนั้น 1 ปี ส่วนใหญ่ไม่ยุบเอง มักต้องได้รับการรักษา         << อ่านต่อหน้าที่ 2 ปัจจัยที่ทำให้เกิดแผลเป็น >>

ฟื้นฟูร่างกายหลังผ่าตัด เรื่องสำคัญชี้อนาคตสุขภาพ

ฟื้นฟูร่างกายหลังผ่าตัด เรื่องสำคัญชี้อนาคตสุขภาพ ฟื้นฟูร่างกายหลังผ่าตัด ต้องทำอย่างไร… ทันทีที่ลืมตาสะลึมสะลือฟื้นจากฤทธิ์ยาสลบ ทุกคนบนเตียงผ่าตัดที่เพิ่งผ่านมีดหมอกันมาสดๆ ร้อนๆ มักหายใจโล่งอกที่สามารถผ่านนาทีเป็นนาทีตาย และวาดหวังถึงสุขภาพที่จะดีวันดีคืน ทว่าความจริงการจะได้สุขภาพที่ดีกลับคืนมานั้นไม่ได้สิ้นสุดลง เมื่อออกจากห้องผ่าตัด เพราะในระยะยาว อนาคตสุขภาพจะดีร้าย หรือกลายเป็นปัญหาเรื้อรังกลับอยู่ที่การฟื้นฟูกายใจหลังผ่าตัดของตัวเราเองเป็นสำคัญ แพทย์หญิงรพีพร โรจน์แสงเรือง แพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า          “การผ่าตัดใหญ่ (Major Operation) เป็นการผ่าตัดที่ต้องใช้ยาสลบหรือฉีดยาชาเข้าไขสันหลัง (Spinal Block) หรือนอกไขสันหลัง (Epidural Block) หรือบล็อกหลัง ต้องมีการวางยาสลบและจำเป็นต้องทำในห้องผ่าตัดใหญ่ เมื่อผ่าแล้วอยู่ในห้องสังเกตอาการรอให้ฟื้นตัวไม่ต่ำกว่าสองชั่วโมง ก่อนที่จะส่งตัวออกมาอยู่ในหอผู้ป่วยปกติ คนไข้จะยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ต้องนอนอยู่กับเตียงเป็นเวลานาน”         << การผ่าตัดใหญ่ประเภทยอดฮิต มีอะไรบ้าง อ่านต่อหน้าที่ 2 >>

Q&A เทคโนโลยีผ่าตัดผ่านกล้อง ในโรคผู้หญิง

เทคโนโลยีผ่าตัดผ่านกล้อง  กับ 5 คำถาม ที่คุณควรรู้ เทคโนโลยีผ่าตัดผ่านกล้อง “แผลเล็ก  เจ็บนิดเดียว  ฟื้นตัวไว” คือคุณสมบัติที่โรงพยาบาลชั้นนำกล่าวถึง เทคโนโลยีผ่าตัดผ่านกล้อง โดยเฉพาะการผ่าตัดผ่านกล้องที่เกี่ยวข้องกับโรคผู้หญิง วันนี้จึงเกาะกระแสเทคโนโลยีการแพทย์ดังกล่าวมาฝากเพื่อให้ทราบถึงวิธีการ ประโยชน์ ผลข้างเคียง รวมถึงสนนราคาในการเข้ารับการรักษา โดยได้รับเกียรติจาก รองศาสตราจารย์ นายแพทย์อัมพัน  เฉลิมโชคเจริญกิจ ภาควิชาสูติศาสตร์นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เป็นผู้มาตอบคำถามข้อสงสัยให้ฟัง Q: การผ่าตัดผ่านกล้อง แผลเล็กจริงหรือ A : จริง เพราะ เทคโนโยีผ่าตัดผ่านกล้อง (Laparoscopic Surgery) โดยเฉพาะทางนรีเวชเป็นการเจาะรูขนาดเล็ก ประมาณ 5-8 มิลลิเมตร  จำนวน 1 - 4 แผล  แต่ที่เป็นการยอมรับว่าเป็นมาตรฐานการผ่าตัดผ่านกล้องคือ ต้องมีจำนวน 3 - 4 แผล โดยเจาะที่สะดือหรือบริเวณหน้าท้องเพื่อสอดกล้องกำลังขยายสูงและเครื่องมือผ่าตัดขนาดเล็กลงไป โดยกล้องนี้สามารถซอกซอนลงไปในช่องท้องเพื่อดูอวัยวะต่างๆ ได้ละเอียดกว่าการผ่าตัดเปิดหน้าท้อง ซึ่งบางครั้งไม่สามารถเห็นอวัยวะที่อยู่ด้านหลังได้ จากนั้นจะส่งภาพอวัยวะกลับมายังจอมอนิเตอร์ ซึ่งยิ่งจอมอนิเตอร์มีขนาดใหญ่มากเท่าไร  หมอจะยิ่งเห็นรอยโรคหรือความผิดปกติชัดเจนยิ่งขึ้น จึงสามารถทำการผ่าตัดได้แม่นยำมากขึ้นนอกจากนี้การผ่าตัดผ่านกล้องไม่ว่าจะเป็นทางนรีเวช ระบบทางเดินอาหารหรือระบบอื่นๆ จะมีการสอดเครื่องมือผ่านทางช่องธรรมชาติ เช่น ช่องคลอดลำคอ ทวารหนัก เพื่อเข้าไปตรวจหรือรักษาอวัยวะที่อยู่ใกล้ช่องตามธรรมชาติด้วย จึงไม่จำเป็นต้องเจาะรูเปิดหน้าท้อง ซึ่งจะทำให้เกิดบาดแผลด้านนอก สำหรับ เทคโนโลยีผ่าตัดผ่านกล้อง ช่องธรรมชาติที่ใช้รักษาโรคทางนรีเวชจะใช้การสอดเครื่องมือผ่าตัดผ่านทางช่องคลอดเข้าไปตรวจหรือรักษาโรคที่อยู่บริเวณโพรงมดลูกเช่น เนื้องอก ติ่งเนื้อ พังผืดในโพรงมดลูก แต่หากก้อนเนื้อมีขนาดใหญ่กว่า 3 เซนติเมตรอาจไม่สามารถผ่าตัดวิธีนี้ได้ Q: ปัจจุบันการผ่าตัดผ่านกล้องใช้รักษาโรคอะไรของผู้หญิงมากที่สุด A: จากสถิติที่ผ่านมาโรคที่เราทำการผ่าตัดมากที่สุดคือ ช็อกโกแลตซีสต์หรือเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่และเนื้องอกมดลูก ซึ่งทั้งสองโรครวมกันพบถึงร้อยละ 80 ของการผ่าตัดผ่านกล้องทั้งหมด โดยปีหนึ่งๆ ทางโรงพยาบาลศิริราช เฉพาะโรคทางนรีเวชจะมีผู้เข้ารับการผ่าตัดผ่านกล้องประมาณ 1,000 คน เฉลี่ยแล้ววันละประมาณ 5 คน ถามว่าเพราะเหตุใดจึงพบโรคช็อกโกแลตซีสต์หรือเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่และเนื้องอกมดลูกกันมากที่สุด ตอบได้ว่า การเกิดช็อกโกแลตซีสต์นั้นเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย เช่น ไลฟ์สไตล์การกินอยู่ พันธุกรรม  ที่สำคัญ  การแต่งงานช้า  เนื่องจากพบว่า การแต่งงานมีลูกจะช่วยให้อาการช็อกโกแล็ตซีสต์ดีขึ้น บางคนจากที่เคยปวดท้อง เมื่อตั้งครรภ์คลอดลูกแล้วอาการปวดก็หายไป รวมถึงเมื่อผู้หญิงเหล่านี้กินยาคุมจะช่วยทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกที่เจริญผิดที่แห้งลงด้วย นอกจากนี้โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ยังเป็นโรคที่มีการตรวจพบค่อนข้างช้า งานวิจัยในประเทศแถบสแกนดิเนเวียพบว่า กว่าผู้หญิงคนหนึ่งจะตรวจพบว่าตนเองเป็นโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่นับตั้งแต่มีอาการต้องใช้เวลาเฉลี่ยถึง 10 ปี  เช่นเดียวกับผู้หญิงในประเทศไทย เนื่องจากการตรวจหาโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่จำเป็นต้องใช้วิธีตรวจคัดกรองที่ละเอียดบางครั้งการทำอัลตราซาวนด์ไม่สามารถทำให้เห็นรอยโรคต้องทำการตรวจภายในหรือตรวจผ่านทวารหนักเพื่อเข้าไปคลำอวัยวะภายในโพรงมดลูกว่า กดเจ็บหรือไม่ มีความนุ่มหรือแข็ง หากนุ่มถือว่าปกติ แต่หากแข็งหรือไม่เรียบลื่นแสดงว่าอาจมีการกระจายของเยื่อบุโพรงมดลูกผิดที่ความอันตรายของโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่คือ หากกระจายเข้าไปอยู่ในอุ้งเชิงกรานจะทำให้เกิดพังผืดที่อาจไปเชื่อมติดกับมดลูก อาจกินลึกเข้าไปในลำไส้ ทะลุกระเพาะปัสสาวะเบียดท่อไต บางรายทำให้ไตเสื่อมโดยไม่รู้ตัว หรือกระจายไปเกิดพังผืดที่ปอด บางครั้งพบผู้หญิงมีภาวะปอดแตกขณะมีประจำเดือนเนื่องมาจากโรคนี้ เนื่องจากโรคนี้จะทำให้มีการเจริญของเยื่อบุในส่วนต่างๆ ของช่องท้อง ดังนั้นการผ่าตัดผ่านกล้องจึงสามารถเข้าไปจัดการเลาะพังผืดที่กระจายอยู่ในส่วนต่างๆ ได้ดี แต่ต้องอาศัยความละเอียดอ่อน […]

สุดยอด อาหารฟื้นฟู อาการ โรคยอดฮิต

อาหารฟื้นฟู อาการ โรค ขณะรับการรักษา ร่างกายกำลังกรำศึกหนัก ทุกเนื้อเยื่อทุกเซลล์ต่างเค้นพลังงาน สารอาหาร และสรรพกำลังต่างๆ เพื่อปกป้องร่างกาย

keyboard_arrow_up