“เพราะมีสติ งานจึงสตรอง” โศรดา ศรประสิทธิ์

“เพราะมีสติ งานจึงสตรอง” โศรดา ศรประสิทธิ์ ด้วย เพราะมีสติ ภายในระยะเวลาไม่ถึงสิบปี คุณ โศรดา ศรประสิทธิ์ คือผู้นำที่ทำให้บริษัทบริลเลียน แอนด์ มิลเลียน จำกัด ประสบความสำเร็จในธุรกิจการให้บริการการสื่อสารออนไลน์ทั้งในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก่อนจะมาถึงวันนี้ เธอเล่าถึงจุดเริ่มต้นในอาชีพการงานให้ฟังว่า “เป็นคนชอบงานด้านบริการ หลังเรียนจบเราก็มองว่าแอร์โฮสเตสตอบโจทย์ตรงนี้ และทำให้เราเรียนรู้โลกกว้าง ตอนอายุ 20 มันคือความฝันที่เราอยากทำ แล้วก็ได้ทำ เนื่องจากเราเป็นคนที่วางแผนอนาคตทุก 5 ปี พอเป็นแอร์โฮสเตสครบ 5 ปีก็มองถึงงานที่จะทำต่อไป จึงตัดสินใจลาออกไปเรียนต่อด้านการตลาดที่ต่างประเทศ” หลังจากเรียนจบเธอมีโอกาสทำงานด้านการตลาดที่บริษัทบัตรเครดิตใหญ่สองแห่งก่อนจะลาออกมาเปิดบริษัทเอเจนซี่ของตัวเอง “เราเป็นเอเจนซี่โฆษณาออนไลน์และกิจกรรมทางการตลาดทุกประเภททั้งในประเทศและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลังจากเปิดบริษัทไปได้ 2 ปี พนักงานบัญชีซึ่งเราจ้างแบบฟรีแลนซ์มาทำให้มีปัญหาชีวิตส่วนตัว วันหนึ่งเขาหายตัวไปโดยไม่มีใครสามารถติดต่อได้ ปรากฏว่าเอกสารทางภาษีทั้งหมดที่อยู่ที่เขาจึงหายไปด้วย ตอนนั้นท้อมาก หมดกำลังใจไปชั่วขณะหนึ่ง กังวลว่าต้องทำอย่างไร ก็พยายามคิดบวกว่าปัญหาทุกอย่างแก้ได้ สุดท้ายก็มีคนแนะนำให้รู้จักกับคนทำบัญชีที่เก่งมาก แล้วก็กลายเป็นว่าเราได้ทีมที่เก่งไปเลย ทำงานกันมาจนบริษัทก้าวหน้าถึงทุกวันนี้ ทำให้เห็นว่าจุดที่แย่ที่สุดบางครั้งอาจเปลี่ยนเป็นจุดที่ดีที่สุดก็ได้ “เมื่อบริษัทขยายใหญ่ขึ้น ปัญหาก็ไม่ได้มีเพียงเท่านี้ ครั้งหนึ่งเราเคยใช้บริการฟรีแลนซ์ พอใกล้วันส่งงาน เขาหนี เราแก้ปัญหาโดยการบอกพนักงานตามตรงว่าฟรีแลนซ์ทิ้งงาน ทุกคนก็พร้อมใจกันกลับไปเอาเสื้อผ้าแล้วมานอนที่บริษัทเพื่อทำงานที่ฟรีแลนซ์ทิ้งไว้ให้เสร็จทันส่งลูกค้า สุดท้ายก็ผ่านไปได้ด้วยดี […]

พญาวานรยอดผู้นำ นิทานธรรมะสอนใจผู้บริหาร

พญาวานรยอดผู้นำ นิทานธรรมะสอนใจ ผู้บริหาร ทำไมนิทานธรรมะเรื่องนี้จึงเป็นนิทานธรรมะสอนใจผู้บริหาร ตามจริงน่าจะเป็นเตือนใจท่านผู้บริหารเสียมากกว่า หากได้ลองอ่านดูแล้วจะเห็นอะไรมากกว่าบทบาทของ ผู้บริหาร กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ เมืองพาราณสี คนดูพระอุทยานพบผลไม้ประหลาดสีทองมีกลิ่นหอมลอยมาในสระน้ำของพระอุทยาน จึงนำขึ้นถวายพระราชา พระราชาเห็นผลไม้นั้นก็ประหลาดใจ จึงประกาศหาผู้รู้มาแถลงว่านี้มันคือผลไม้อะไร นายพรานคนหนึ่งรู้จักผลไม้นี้เป็นอย่างดีจึงเข้าเฝ้าพระราชา “ผลไม้ที่มีเปลือกสีทองอร่ามส่งกลิ่นหอมในถาดทองเบื้องหน้านี้คือ มะม่วง พ่ะย่ะค่ะ เป็นผลไม้ที่อยู่ในป่าหิมพานต์” พระราชาสดับดังนั้นจึงโปรดให้ผ่าผลมันออกแล้วเสวยผลมะม่วงนั้น “ช่างเป็นผลไม้ที่อร่อยจริง ๆ ข้าอยากได้พันธุ์ของมันมาปลูกไว้ในเมืองของเรา พราน เจ้าพอจะนำทางเราและเหล่าเสนาไปนำต้นมะม่วงมาได้หรือไม่” “ยินดีพ่ะย่ะค่ะ” จากนำพระราชาทรงเรือพร้อมด้วยเหล่าเสนา และมีนายพรานเป็นผู้นำทางมุ่งหน้าเดินทางไปยังป่าหิมพานต์ พอถึงจุดที่มีต้นมะม่วงผลสีทองส่งกลิ่นหอม พระราชาทรงอยากเสวยผลมะม่วง จึงทรงให้เหล่าเสนารอบต้นเพื่อสอยผลมะม่วงเหล่านั้น ฝูงลิงที่กินมะม่วงเป็นอาหารอยู่แล้วก็กระโดดปีนป่ายมา พระราชาทอดพระเนตรดังนั้นก็ให้เหล่าเสนายิงธนูสังหารเสีย พญาวานร ลิงเผือกที่ตัวใหญ่ผิดลิงธรรมดาเกรงว่าบริวารจะเป็นอันตราย จึงเรียกบริวารให้กระโดดข้ามไปยังต้นไม้อีกต้นเพื่อหนีธนู แต่ด้วยต้นไม้นั้นมันไกลเกินกว่าที่จะกระโดดไปถึงทันที พญาวานรจึงผูกเถาวัลย์ไว้กับเอวแล้วสละตนกระโดดพุ่งไปอีกต้นไม้ แล้วตะโกนให้บริวารปีนเถาวัลย์นั้นมา พระราชาทอดพระเนตรเห็นดังนั้น ทรงประทับพระทัยในการกระทำของพญาวานร จึงทรงสั่งห้ามเหล่าเสนายิงธนู พระองค์ทอดพระเนตรจึงถึงลิงตัวสุดท้าย ลิงตัวนี้มีอาฆาตแค้นต่อพญาวานรจึงคิดเห็นเป็นโอกาสที่จะสังหารพญาวานร มันจึงกระโดดลงบนหลังของพญาวานรหลายครั้ง จนพญาวานรร่วงลงมาบนพื้นได้รับบาดเจ็บสาหัส พระราชารีบเข้าไปดูอาการของพญาวานรด้วยพระเมตตา พระองค์โปรดให้พยาบาลพญาวานร แต่ร่างกายอันระบมของพญาวานรไม่สามารถทนต่อบาดแผลที่ได้รับ พระราชาตรัสถามพญาวานรว่า “ทำไมพ่อลิง ไม่หนีเอาตัวรอดไป มาห่วงใยคนอื่น จนตนเองต้องเดือดร้อนเช่นนี้” “ข้าเป็นหัวหน้าของพวกเขา […]

เบื้องหลังความสำเร็จของ ระเฑียร ศรีมงคล ผู้บริหารบริษัทบัตรกรุงไทย

เบื้องหลังความสำเร็จของ ระเฑียร ศรีมงคล ผู้บริหารบริษัทบัตรกรุงไทย คงไม่ผิดนักหากจะบอกว่าการพลิกฟื้นของบริษัทบัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ “เคทีซี” จากการขาดทุนอย่างหนักให้กลับมามีกำไรได้ภายในปีเดียวคุณ ระเฑียร ศรีมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนปัจจุบันมีส่วนสำคัญอย่างมากในความเปลี่ยนแปลงนี้ ก่อนจะก้าวเข้าสู่ธุรกิจการเงิน เขาเคยเป็นแพทย์มาก่อน และมองว่าทั้งสองอาชีพมีหลักการไม่ต่างกัน “เป็นหมอต้องวินิจฉัยโรค แล้วหาวิธีแก้ไปทีละโรคเช่นเดียวกับการทำธุรกิจที่ต้องพิจารณาปัญหาที่เกิดขึ้น แล้วแก้ไปทีละปม” คุณระเฑียรเริ่มทำงานที่บริษัทหลักทรัพย์ทิสโก้ จำกัดเป็นที่แรก โดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าบริษัททำธุรกิจอะไร ทุกอย่างจึงเป็นการเริ่มต้นเรียนรู้ใหม่ทั้งหมด “เมื่อได้เข้าไปทำงาน ผมพยายามศึกษาทุกอย่าง เรียนรู้ให้มากกว่าคนอื่น ปกติเริ่มทำงานเวลา 8.30 น. แต่ผมไปถึงออฟฟิศ 6.30 น. ซึ่งจะมีเวลา 2 ชั่วโมงเพื่อเรียนรู้งานต่าง ๆ รวมทั้งคอมพิวเตอร์ เพราะช่วงนั้นบริษัทเริ่มมีคอมพิวเตอร์ผมไม่เคยใช้มาก่อน ตื่นเต้นมาก เมื่อยังไม่มีใครมาทำงานเราก็มีโอกาสได้ลองใช้คอมพิวเตอร์มากกว่าคนอื่น “ทิสโก้คือโรงเรียนที่ดีที่สุดสำหรับผม เจ้านายของผมคือคุณสถิตย์ อ๋องมณี เป็นคนเก่งมาก ท่านสอนผมว่า ก่อนที่เราจะทำความเข้าใจเรื่องธุรกิจ ต้องเข้าใจกฎหมายก่อน ท่านให้หนังสือมาเล่มหนึ่ง ผมก็มานั่งศึกษา ถ้ามีอะไรที่เราไม่เข้าใจหรือไม่รู้ ผมก็เดินเข้าไปถามท่าน นอกจากนี้คุณสถิตย์ยังสอนผมเรื่องให้ความสำคัญกับเรื่องอื่น ๆ นอกเหนือจากงานด้านการตลาด ทั้งเรื่องของระบบปฏิบัติการต่าง ๆ การทวงหนี้เรื่องของไอที ฯลฯ คือให้ใส่ใจกับทุก ๆ เรื่อง” หลังจากนั้นเขาทำงานในแวดวงการเงินการธนาคารมาโดยตลอด โดยเป็นอดีตรองกรรมการผู้จัดการสนับสนุนธุรกิจ บมจ.ธนาคารธนชาต, อดีตรองกรรมการผู้จัดการ กลุ่มปฏิบัติการ บมจ.ธนาคารนครหลวงไทย, อดีตประธานกรรมการตรวจสอบ บริษัทอินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) ก่อนจะเข้ามาบริหารบริษัทบัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน)เมื่อปี พ.ศ. 2555     “ช่วงที่ คุณนิวัตต์ จิตตาลาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทบัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เกษียณอายุ เคทีซีเปิดรับประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ ผมจึงลองมาสมัครสุดท้ายก็ได้รับโอกาสที่ดีในการทำงาน” เมื่อถามถึงวิธีพลิกฟื้นบริษัทที่กำลังขาดทุนอย่างหนักให้กลับมามีกำไร เขาเล่าว่า “ตอนเข้ามาเคทีซีใหม่ ๆ ผมตั้งโจทย์ง่าย ๆ คือดูว่าบริษัทมีโครงสร้างรายได้ โครงสร้างรายจ่ายอย่างไร ธุรกิจบัตรเครดิตจะมี 3 ส่วนใหญ่ ๆ ส่วนแรกคือ ที่มาของผู้สมัครบัตร ส่วนที่ 2 Execution คือการประสานงานให้การใช้บัตรซื้อสินค้าและเบิกเงินสดเป็นไปอย่างราบรื่น และสุดท้ายคือส่วนของ Collection คือส่วนติดตามทวงหนี้ ผมให้ความสำคัญกับ 3 ส่วนนี้เท่า ๆ กัน “หลังจากนั้นต้องมาดูว่าส่วนไหนที่เป็นจุดอ่อน ส่วนไหนที่ให้ผลตอบแทนสูงสุด ส่วนไหนที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วนก็ไปแก้จุดนั้นก่อน ในเวลานั้นส่วนที่สำคัญที่สุดคือ Collectionก็ค่อย ๆ แก้ไปทีละส่วน จนสามารถพลิกสถานการณ์ที่ย่ำแย่ให้กลับมาดีได้ในที่สุด “ผมโชคดีที่ได้ความร่วมมือจากพนักงานที่ช่วยขับเคลื่อนให้ธุรกิจเดินไปข้างหน้าอย่างไม่สะดุด ผมเชื่อว่าการที่องค์กรประสบความสำเร็จไม่ได้เกิดจากผมเพียงคนเดียว แต่เกิดจากความร่วมมือร่วมใจกันของทีมงานทุกคน” ในฐานะที่เป็นผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จคนหนึ่ง เขาเล่าถึงหลักในการบริหารงานบริหารคนว่า “เรื่องของการบริหารงาน ผมจะไม่ใส่ใจอดีตมากนักเพราะกลับไปแก้ไขไม่ได้ ถึงมันจะผิดพลาด ก็เรียนรู้จากความผิดพลาด เพราะเสียใจก็ไม่ช่วยอะไร มันไม่เปลี่ยนสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วให้ดีขึ้นได้ แล้วก็จะไม่กังวลกับอนาคตมากนักเพราะยังมาไม่ถึง ผมจะทำวันนี้ให้ดีที่สุด การบอกว่าไม่กังวลกับอนาคต ไม่ได้หมายความว่าประมาท เราต้องมีการตั้งรับกับปัญหาอันอาจจะเกิดขึ้นในอนาคต หรือทิศทางธุรกิจที่จะเป็นไป ว่าในอนาคตจะไปในทิศทางไหน การเตรียมการที่ทำในวันนี้ไม่ใช่ความกังวล แต่คือสิ่งที่ต้องทำ ถ้าวันข้างหน้าเป็นไปตามที่เราพยากรณ์ ก็แก้กันไปตามที่เตรียมตั้งรับไว้ แต่ถ้าไม่เป็นไปตามที่พยากรณ์ก็ไม่ต้องแก้อะไร แค่นั้นเอง “ส่วนเรื่องของการบริหารคน ผมเป็นคนให้คนอื่นเต็มร้อยก่อน เวลาเขาทำไม่ดีก็ค่อย ๆ ตัดคะแนนลง เมื่อให้คะแนนเต็มร้อยไว้ก่อน ผมก็จะพยายามช่วยให้เขาทำงานให้ได้ ถ้าเขาทำงานไม่ได้เพราะไม่มีความรู้ ผมจะพยายามใส่ความรู้ให้เขาจัดทำเทรนนิ่งให้เป็นเรื่องเป็นราว แต่ถ้าเขาทำไม่ได้เพราะไม่อยากทำ ก็ต้องดูว่ามีสาเหตุมาจากอะไร จากนั้นก็พยายามหาทางสร้างแรงจูงใจให้เขา คนเรามีที่มาต่างกัน ผมจะคอยเสริมส่วนที่เขาขาด ที่สำคัญคือ พยายามมองคนบวกไว้ก่อนจะไม่มองลบ และเน้นที่การให้โอกาส “ชีวิตผมทำอะไรผิดพลาดเยอะ แต่ผมเป็นคนไม่ค่อยจำอะไรที่ผิดพลาด ผมคิดว่าถ้าผิดพลาด ต้องไปดูว่าผมพลาดเพราะอะไร แล้วต้องทำอย่างไรจึงจะไม่เกิดขึ้นอีก ผมเชื่อว่าคนที่ทำงานแล้วไม่ผิดพลาด คือคนที่ไม่ได้ทำอะไรเลย ถ้าให้ผมเลือกรับคนเข้าทำงาน ระหว่างคนที่ไม่เคยทำอะไรผิดพลาด กับคนที่ทำอะไรผิดพลาดแล้วรู้ว่าตัวเองผิดพลาดตรงไหน ต้องแก้ไขอย่างไร ผมเลือกคนที่เคยทำงานผิดพลาดมากกว่าเลือกคนที่ไม่เคยทำงานผิดเลย” อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่าวิธีคิดในวันนี้แตกต่างจากในอดีตอย่างสิ้นเชิง “เมื่อก่อนผมเป็นคนหยิ่ง ทะนง และจองหอง เพราะเป็นคนทำอะไรประสบความสำเร็จมาตลอด ไม่เคยทำอะไรไม่ได้สามารถหาเงินล้านได้ง่ายมาก จนเมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจปี พ.ศ. 2540 การเงินของผมเสียหายหนักมาก นั่นเป็นสิ่งที่ในชีวิตนี้ผมไม่เคยคิดว่ามันจะเกิดขึ้น ผมไม่เคยเข้าใจในเรื่องอนิจจัง จนกระทั่งเจอกับเหตุการณ์ดังกล่าว “มาถึงวันนี้ผมดีใจที่เกิดวิกฤติครั้งนั้น เพราะทำให้ผมเข้าใจชีวิตมากขึ้น ก่อนเกิดเหตุการณ์นี้ ผมเป็นคนที่ตั้งอยู่บนความประมาทมากเกินไป ถึงวิกฤติเศรษฐกิจปี 40 จะทำให้ชีวิตติดลบ แต่มันก็ช่วยพลิกชีวิต พลิกมุมมองในการมองโลกของผมใหม่หมด ผมรู้สึกว่ามันเป็นการกลับด้านที่ดีมาก ๆทำให้ทุกวันนี้ผมใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท ใช้ชีวิตโดยมีสติเป็นที่ตั้ง และรู้สึกว่าชีวิตมีคุณภาพมากกว่าเดิม” เมื่อเข้าใจสัจธรรมเรื่องนี้ เขาจึงต้องการปลูกฝังพนักงานให้ตระหนักเรื่องการมีสติ เพราะมีประโยชน์ทั้งในการทำงานและชีวิตส่วนตัว ในองค์กรเคทีซีช่วงนั้นจึงนิมนต์พระมาเทศน์ให้พนักงานฟังเป็นประจำ “คนไทยส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ นับถือและศรัทธาพระสงฆ์ ผมคิดว่าการนิมนต์พระดี ๆ มาพูดเพื่อเตือนสติเรื่องการใช้ชีวิตเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญมาก เพราะสติเป็นเรื่องสำคัญในการดำรงชีวิต เป็นตัวควบคุมทุกอย่าง รวมทั้งช่วยให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยิ่งองค์กรของเรามีคนทำงานที่อายุน้อยเป็นจำนวนมาก เป็นวัยที่หลงระเริงและขาดสติได้ง่าย ผมในฐานะที่เคยผ่านชีวิตที่ประมาทมาก่อน จึงคิดว่าการนำธรรมะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรเป็นเรื่องที่ควรทำเป็นอย่างมาก และอีกหนึ่งเจตนาคือต้องการให้คนในองค์กรเข้าใจในหลักคำสอน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของไตรลักษณ์หรือมรรค 8 เพื่อนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันและกำจัดทุกข์ได้ด้วยตัวเอง” แม้จะพยายามสนับสนุนให้พนักงานนำธรรมะไปใช้ในชีวิตประจำวัน แต่ในแง่ของการทำธุรกิจ หลายคนอาจมองว่าการให้บริการบัตรเครดิตเป็นการกระตุ้นกิเลสประเภทหนึ่ง เขามีมุมมองในเรื่องนี้ว่า “เราไม่เคยกระตุ้นความโลภของใคร เพราะเราไม่ยัดเยียดสิ่งที่คนไม่ต้องการ เราให้บริการคนที่มีความต้องการอยู่แล้วคนที่มีความจำเป็นต้องใช้จ่าย “ส่วนเรื่องของการติดตาม ผมขอชี้แจงว่า ถ้าเป็นลูกค้าที่ดี ปฏิบัติตามกฎทุกอย่าง แล้วพนักงานทำอะไรไม่ถูกบอกได้เลย เราจะจัดการทันที เพราะพนักงานติดตามของเราผ่านการอบรมให้พูดจาสุภาพ เคารพลูกค้า ไม่มีการพูดข่มขู่กรรโชกอย่างแน่นอน แต่ก็อยากให้เข้าใจว่าการติดตามหนี้เป็นหน้าที่ของพนักงานของเราที่มีต่อบริษัท เขาไม่รู้ว่าเรื่องที่ลูกค้าเล่าเพื่อขอผ่อนปรนหนี้เป็นเรื่องจริงหรือเท็จ คนไม่จ่ายหนี้มีเหตุผลทุกคน พนักงานต้องทำเพราะเป็นหน้าที่พอหมดหน้าที่ คนเหล่านี้ก็เข้าวัดทำบุญตามปกติ”                 นับเป็นแนวคิดของผู้บริหารที่สามารถประสานทั้งทางโลกและทางธรรมให้เดินควบคู่กันไปได้เป็นอย่างดี  เรื่อง อุรัชษฎา ขุนขำ ภาพ วรวุฒิ วิชาธร สไตลิสต์ ณัฏฐิตา เกษตระชนม์   บทความน่าสนใจ ยืดหยุ่นให้กับนิยามความสำเร็จของตัวเอง แล้วจะประสบความสำเร็จ หยุดทำ 10 สิ่งนี้หากคุณ อยากประสบความสำเร็จ กฎ 3 ข้อของ การสื่อสาร ให้ประสบความสำเร็จ 6 เคล็ดลับ ประสบความสำเร็จสำหรับ คนทำงาน 5 เทคนิค พูดให้ประสบความสำเร็จ […]

keyboard_arrow_up