“สมาธิแก้ได้ทุกปัญหา” ธรรมะจาก พระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย)

“สมาธิแก้ได้ทุกปัญหา” ธรรมะจาก พระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย) เมื่อสติมีพลังแก่กล้าขึ้น มีสัมปชัญญะ ความรู้พร้อมมันก็กลายเป็นปัญญา… ตัวอย่างเช่น ท่านอาจอง (ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา) ไปเรียนวิศวะระดับปริญญาเอก เขาให้วิจัยงานชนิดหนึ่ง ให้ทุนมา 30 ล้านต่อนักศึกษา 20 คน ใช้เงินเขาหมดไป 20 ล้าน มันยังไม่สำเร็จ ท่านอาจองก็ขึ้นไปบนภูเขา ไปนั่งสมาธิ พอนั่งสมาธิไปก็ได้นิมิตเห็นเครื่องมือที่จะสร้าง พอสร้างเสร็จแล้วไปติดเข้ากับจรวดจะไปลงดวงจันทร์ พอติดเครื่องเข้ามันระเบิด ใช้ไม่ได้ หนีไปอีก ทีนี้ก็ไปได้นิมิตขึ้นมา ทีนี้มีบทเรียนแล้วก็พิจารณาดูให้มันรอบคอบ เขียนแผนผังเอาไว้เรียบร้อย พอกลับลงมาก็สร้าง พอสร้างเสร็จ ไปติดเครื่องเข้า เปิดเครื่องเอาไว้ตลอด 24 ชั่วโมงมันก็ไม่ระเบิด พอเสร็จแล้ว เขาก็รับรองว่าใช้ได้ เขาสั่งให้สร้างให้เขา 5 อัน แต่ละอันราคาเป็นล้าน พอสร้างเสร็จแล้วเขาก็เขียนใบประกาศวุฒิให้เลย คุณเรียนจบแล้ว กลับบ้านได้ นี่! ตัวอย่างนักศึกษาที่ใช้สมาธิเพื่อประโยชน์แก่การศึกษา เมื่อรวมลงแล้ว เรื่องสมาธิเพื่อประโยชน์ชีวิตประจำวันนั่นแหละ ถ้าเราแก้ปัญหาอะไรไม่ตก […]

” การปล่อยวาง ” ไม่ใช่การปล่อยปละละเลย โดย พระอาจารย์ชยสาโร

” การปล่อยวาง ” ไม่ใช่การปล่อยปละละเลย ธรรมเตือนสติ โดย พระอาจารย์ชยสาโร การปล่อยวาง ในทางพระพุทธศาสนา คือไม่ใช่การปล่อยปละละเลย ด้วยการปล่อยวางการกระทำในขณะที่เรากำลังทำสิ่งที่ควรทำ ต้องทำด้วยการปล่อยวาง เราก็ปล่อยวางกิเลส ปล่อยวางอัตตาตัวตนที่จะเกิดขึ้นในระหว่างการทำสิ่งที่ควรทำ ไม่ว่าเราทำสิ่งใดก็ตาม เราต้องเจอ “โลกธรรม” เช่น สรรเสริญ นินทา คนเราส่วนใหญ่หรือว่าทุกคนก็ว่าได้ ชอบคำสรรเสริญ ไม่ชอบคำนินทา และมีแนวโน้มจะหลงอยู่กับคำชื่นชม และน้อยใจ เสียใจ หรือว่าหมดกำลังใจเพราะคำนินทา ถ้าอย่างนั้นเราต้องการคำสรรเสริญ หรือยินดีกับคำสรรเสริญ เราก็จะทุกข์กับคำนินทา การทำงานด้วยการปล่อยวางก็คือ เมื่อเรากำหนดว่าสิ่งไหนควรทำ เราก็เตรียมตัวพร้อม แล้วมันจะไม่ยึดมั่นถือมั่นกับคำพูดของใคร เขาชื่นชม เราก็ไม่มีอะไรดีขึ้น ก็เป็นสักแต่ว่าความรู้สึกของคนบางคน อาจจะเป็นด้วยความเข้าใจก็ได้ ไม่เข้าใจก็ได้ อาจจะพูดด้วยความจริงใจก็ได้ อาจจะพูดด้วยเจตนา ประจบประแจง  ก็เป็นเรื่องของโลก เราก็ทำ เรารู้ว่าถึงแม้ว่าทำด้วยความบริสุทธิ์ใจก็มีบางคนเขาจะนินทาเรา อาจจะเป็นด้วยเจตนาร้ายก็ดี หรือด้วยความหวังดีต่อเราก็ได้ สิ่งที่เขานินทาอาจจะมีส่วนถูกก็ได้ การปล่อยวางการคาดหวัง เพราะทำความดีทุกคนต้องยอมรับ หรือว่าไม่ ไม่มีใครน่าตำหนิเราได้ เพราะเราทำความดี อันนี้เราทำงานแบบไม่ ไม่รู้จักปล่อยวาง […]

ถ้ารู้สึกหวาดกลัวอันเนื่องมาจากเหตุการณ์รุนแรงที่โคราช เราควรวางใจอย่างไร

ถ้ารู้สึกหวาดกลัวอันเนื่องมาจาก เหตุการณ์รุนแรงที่โคราช เราควรวางใจอย่างไร โดย พระวรท ธมฺมธโร จากเหตุการณ์ดังกล่าวก็ถือว่าเป็นเหตุการณ์สะเทือนใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในที่เกิดเหตุ ซึ่งอาจจะเกิดความรู้สึกหวาดกลัวต่อเหตุการณ์อยู่ แม้ว่าจะกลับมาอยู่ในที่ปลอดภัยแล้วก็ตาม แต่เหตุการณ์นั้นก็ยังหลอกหลอนอยู่ในจิตใจของเรา ทำให้ใจเราเกิดความกลัวขึ้น เช่นกลัวสถานที่เกิดเหตุ ทำให้ไม่กล้าที่จะไปสถานที่นั้น ๆ อีกพักใหญ่ หรือกลัวคนที่กระทำความผิดแบบนี้อีก หากเรากลัวสถานที่นั้น ๆ ให้เราทำความเข้าใจว่า ความผิดหรือความชั่วร้ายที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้เกิดขึ้นที่สถานที่โดยตรง แต่เกิดขึ้นที่จิตใจคนต่างหาก ดังนั้นความชั่วร้ายไม่ได้เกิดขึ้นในสถานที่ สถานที่ก็อยู่ของมันอย่างนั้น ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ด้วย ในเมื่อความชั่วร้ายเกิดขึ้นที่จิตใจและจิตใจที่มีสภาพอย่างนั้นก็อยู่ในตัวบุคคลที่ชื่อว่าคนร้าย บัดนี้ คนที่ได้ชื่อว่าคนร้าย ก็ได้ตายจากโลกนี้ไปแล้ว เมื่อตัวบุคคลตายจากโลกนี้ไปแล้ว ความชั่วร้ายที่อยู่ในจิตใจคน ๆ นั้นก็สลายหายไปแล้วเช่นกัน และผู้ที่ได้รับวิบากกรรมจากเหตุการณ์นั้น คือผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตก็ได้รับไปหมดแล้ว  ไม่มีใครจะต้องได้รับวิบากจากความชั่วร้ายที่เกิดขึ้นในจิตใจของคนร้ายคนนั้นอีกต่อไป จึงเท่ากับว่าความโกรธแค้น การทำร้าย การฆ่า ที่มาจากคน ๆ นั้นจึงจบสิ้นไปแล้ว ความตายหรือความเจ็บจากเหตุการณ์นั้นจึงจบแล้วเช่นกัน ความจริงในปัจจุบันขณะจึงกลับเข้าสู่สภาวะปกติทันที เมื่อความจริงในปัจจุบันเป็นสภาพปกติแล้ว แต่ที่ยังไม่ปกติกลับกลายเป็นจิตใจของเราเองต่างหาก เมื่อเราไปคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งกลายเป็นอดีตไปแล้ว ใจเราก็เกิดความกลัว ผวา หลอกหลอน เพราะเราปรุงแต่งมันขึ้นมาเอง สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นที่ใจเรา ดังนั้นเราจึงต้องแก้​ที่ใจ วิธีแก้คือเราต้องมีสติอยู่กับความเป็นจริงในปัจจุบัน […]

อุบายการพิจารณาด้วยปัญญา ธรรมะโดย หลวงพ่อทูล ขิปฺปปญฺโญ

อุบายการพิจารณาด้วยปัญญา ธรรมะโดย หลวงพ่อทูล ขิปฺปปญฺโญ – ขอทำความเข้าใจกับนักปฏิบัติดังนี้ การพิจารณาด้วยปัญญานั้น จะพิจารณาได้ทุกอิริยาบถ จะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอน ก็ใช้ปัญญาพิจารณาได้ทั้งนั้น และก็เป็นอุบายการพิจารณาอย่างเดียวกัน ส่วนอุบายที่นำมาพิจารณานั้นต้องอาศัยเหตุการณ์ที่เป็นหลักความจริงและพิจารณาให้ลงสู่ไตรลักษณ์ทุกครั้งไป การพิจารณากายต้องยกเอาธาตุ 4 ขันธ์ 5 มาเป็นต้นเหตุ และอาศัยสัญญา สมมติเป็นแนวทางของปัญญาไปก่อน ถ้าไม่อาศัยสัญญาและสมมติเป็นเหตุแล้ว การใช้ปัญญาก็จะขยายออกไปไม่ได้ เหมือนกันกับเด็ก ถ้าไม่มีที่เกาะพอพยุงตัวช่วยแล้ว การยืน การเดิน ก็จะล้มตัวได้ง่าย ถ้ามีที่เกาะพอพยุงช่วยตัวเองได้ เด็กก็จะค่อย ๆ ฝึกตัวเองให้ยืนเดินไปได้จนกว่ากำลังกายและความชำนาญพร้อมแล้ว ถึงจะไม่มีสิ่งอื่นช่วยก็ลุกเดินไปได้โดยกำลังตัวเองอย่างคล่องตัวนี้ฉันใด การฝึกปัญญาในช่วงแรกนั้น ก็ต้องอาศัยสัญญาและสมมติมาเป็นหลัก เพื่อเป็นสนามฝึกให้ปัญญาเกิดความเคยชินและชำนาญในการค้นคิดให้ถูกกับความเป็นจริง เรียกว่าจริงสมมติฉันนั้น ถึงจิตยังไม่ยอมรับความจริงตามปัญญาก็ตาม การพิจารณาก็ต้องค้นคิดกันไปอย่างต่อเนื่อง เหมือนเด็กที่เรียนหนังสือในขั้นต้น เด็กยังไม่เข้าใจในหลักการและยังไม่เข้าใจในการสอนของครู แต่ครูก็ต้องสอน อธิบายวิชาต่าง ๆ ให้เด็กฟังอย่างซ้ำ ๆ ซาก ๆ หลายครั้งหลายหนจนเด็กเกิดความเคยชิน ความรู้และวิชานั้น ๆ ครูสอนไปอย่างไร ความเข้าใจของเด็กก็จะค่อยซาบซึ้งเข้าไปในหัวใจเด็กได้นี้ฉันใด การใช้ปัญญาสอนจิตก็ต้องอาศัยความหมั่น […]

“สติมา…ปัญญาเกิด” – ดนัย จันทร์เจ้าฉาย

เคยมีคนมาตั้งข้อสังเกตว่าผมเคยโกรธบ้างไหม โดยเฉลี่ย 1 ปีผมจะโกรธจริง ๆ และแสดงออกไม่เกิน 5 ครั้ง แต่มีอยู่เหตุการณ์หนึ่งที่ผมจำได้ไม่ลืม ซึ่งทำให้ผมโกรธจนเกือบ “หลุด” ไปซะแล้ว สิบปีที่แล้วผมเห็นรถของตัวเองโดนกรีดยางจนแบนแต๋ทั้งสองล้อเพราะไปจอดรถทับที่ของคนอื่น ด้วยความที่เราเป็นคนรักรถจึงโกรธมาก…หากเป็นตัวผมเมื่อก่อนที่ยังไม่เคยปฏิบัติธรรมเจริญสติมาก่อนคงโวยวายและคิดหาวิธีการเอาคืน ผมพยายามปลอบใจตัวเองและห้ามความโกรธนั้น แต่ความโกรธไม่ยอมจากไปง่าย ๆ ระดับความโกรธยังคงพุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ …แต่เพียงไม่เกิน 2 นาที สติก็เข้าไปจัดการโทสะด้วยการเห็นอารมณ์โกรธนั้นวิ่งขึ้นมากลางหน้าอก ไม่นานความโกรธที่มีก็หายวับไป…กลายเป็นความเย็นอกเย็นใจขึ้นมาแทนที่ น่าแปลก…ที่อยู่ดี ๆ ผมเกิดปัญญาขึ้นมาว่า ควรจัดการกับเหตุการณ์นี้อย่างไร ผมฝากให้เลขาฯหาชื่อเจ้าของที่จอดรถตรงนั้นโดยบอกด้วยว่า “หาเจอเมื่อไร รบกวนช่วยหาดอกไม้ให้ผมด้วย ผมจะไปขอโทษเขา” ผมมาทราบทีหลังว่าคนที่กรีดรถผมเป็นคนเยอรมัน เจ้าของบริษัทท่องเที่ยวยักษ์ใหญ่ และทำงานอยู่ในตึกเดียวกับผม ด้วยความที่เยอรมันเป็นชาติที่มีระเบียบวินัยสูง เขาจึงใช้วิธีการกรีดยางเพื่อเป็นการสั่งสอนคนไทยให้รู้จักมีวินัย ไม่จอดรถทับที่เขาอีก พอคนในบริษัทรู้ว่าผมโดนแบบนี้ ทุกคนโกรธแทนผมทันทีพร้อมกับช่วยกันหาวิธีการเอาคืนให้ ยามของบริษัทถึงกับบอกว่า จะเอาไม้ไปทุบรถคันนั้นให้บุบ ผมรีบห้ามไว้ก่อนจะกลายเป็นเรื่องใหญ่โต ผมเอาดอกไม้ไปให้เขาเพื่อขอโทษด้วยตัวเอง แต่เขาไม่ออกมาพบกลับส่งผู้จัดการฝ่ายมาหาผมแทน ผมจึงฝากข้อความให้ไปบอกเจ้านายเขาว่า “เราอยู่ตึกเดียวกันน่าจะคุยกันได้” และอธิบายให้ฟังว่า สาเหตุที่ทำให้ผมต้องไปจอดรถในที่ของเขาก็เพราะผมต้องรีบไปงานศพ เมื่อคุยกันเรียบร้อย ผมก็ขอตัวกลับมาเคลียร์งาน ช่วงเที่ยงวันนั้นทั้งออฟฟิศกรี๊ดกร๊าดกันเกรียวกราว เพราะฝรั่งชาวเยอรมันคนนั้นส่งตะกร้าผลไม้ขนาดใหญ่มาให้พร้อมแชมเปญรวมแล้วราคาคงประมาณ 10,000 บาท […]

ถอยหลังเพื่อก้าวไปข้างหน้า นิทานธรรมสอนใจให้มีปัญญา

ถอยหลังเพื่อก้าวไปข้างหน้า นิทานธรรมสอนใจให้มีปัญญา โดย พระมหาวีระพันธ์ ชุติปัญโญ ชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังซ่อมกำแพงรอบ ๆ บ้านของตนที่ทรุดตัวลงเพราะฝนตกหนัก ขณะที่กำลังขุดข้าง ๆ กำแพง เสียมก็ไปกระทบเข้ากับวัตถุอย่างหนึ่ง พอเปิดออกดูจึงรู้ว่าเป็นห่อเงินที่บรรพบุรุษได้ฝังเอาไว้ ครั้นได้เงินมา ชายหนุ่มกลับรู้สึกกังวลที่จะนำเงินเหล่านั้นไปใช้จ่าย กระทั่งเกิดความรู้สึกกลัวที่จะมีเงินไว้ในครอบครอง เกรงว่าจะมีคนรู้แล้วมาปล้นชิง ทำให้เขาถึงกับนอนไม่หลับติดต่อกันหลายคืน เมื่อเป็นเช่นนี้เขาจึงตัดสินใจนำเงินที่มีอยู่ไปหาอาจารย์ที่ตนเองนับถือที่วัดในหมู่บ้านเพื่อขอคำปรึกษา เมื่อพบอาจารย์แล้วจึงได้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ท่านฟัง แทนที่อาจารย์จะให้คำปรึกษากลับกล่าวเหมือนตำหนิว่า “นี่แหละที่เขาเรียกว่ามีเงินแต่ขาดปัญญา นั่นก็เท่ากับว่ายังเป็นคนจนอยู่เหมือนเดิม” “หมายความว่าอย่างไรครับอาจารย์” ชายหนุ่มถามด้วยความสงสัย “ช่างไม่รู้อะไรเลย เงินที่เธอมีอยู่นั้น แม้จะมากมายสักเพียงใด แต่หากขาดปัญญารักษาและใช้จ่ายอย่างถูกทาง ไม่ช้านานเงินเหล่านี้ก็จะหมด หนำซ้ำเจ้าของเงินอาจต้องเคราะห์ร้ายเพราะเงินเหล่านี้” “แล้วผมควรทำอย่างไรดีครับ” ชายหนุ่มถามเพื่อต้องการทางออกที่ดีกว่า “ง่ายนิดเดียว เธอไปหาปัญญาให้เจอเสียก่อน แล้วทุกอย่างก็จะดีขึ้นเอง” อาจารย์กล่าวเพียงเท่านี้ก็ลุกจากที่นั่งเพื่อไปทำธุระอย่างอื่น โดยไม่สนใจว่าคนที่มาหาจะคิดอย่างไรกับคำตอบที่ท่านมอบให้ เมื่อชายหนุ่มได้ฟังเช่นนั้นก็สรุปเอาเองว่า “ปัญญา” คงจะมีขายตามท้องตลาดทั่วไป จึงเดินเข้าไปในตลาดแล้วถามหาซื้อปัญญาจากคนที่อยู่ในตลาดทั้งหมด แต่ก็ไม่มีใครขายให้เขาแม้แต่คนเดียว ในขณะที่กำลังอับจนหนทาง ชายหนุ่มเห็นพระรูปหนึ่งที่ดูน่าเลื่อมใส เขาคิดว่านักบวชท่านนี้คงจะมีปัญญาขายให้แน่นอน จึงเดินตรงเข้าไปหาพร้อมกับกล่าวว่า “อาจารย์ครับ ผมขอซื้อปัญญาหน่อย ท่านมีปัญญาขายให้กับผมไหม” ฝ่ายภิกษุเมื่อได้รับฟังคำถามของชายหนุ่ม ก็รู้ได้ทันทีว่าชายคนนี้ไม่รู้จักคิดด้วยตนเอง และด้วยความเมตตาของท่านที่ต้องการจะชี้ทางสว่างแก่เขา นักบวชผู้ใจดีจึงกล่าวขึ้นว่า “สิ่งที่เธอต้องการนั้นฉันมีอยู่แล้ว […]

การทำงานของไตรสิกขา โดย พระราชญาณกวี (ท่านปิยโสภณ)

การทำงานของไตรสิกขา โดย พระราชญาณกวี (ท่านปิยโสภณ) ไตรสิกขา ประกอบด้วยองค์ธรรม 3 ประการคือ ศีล สมาธิ และปัญญา การปฏิบัติตามคำสอนนี้ต้องเริ่มต้นจากศีล ไปสมาธิ และปัญญาหรือไม่ วันนี้พระราชญาณกวีจะมาไขความกระจ่างเรื่อง การทำงานของไตรสิกขา ปุจฉา : ไตรสิกขา ประกอบด้วย ศีล สมาธิ และปัญญา องค์ธรรมที่ 2 และ 3 (สมาธิและปัญญา) เป็นองค์ธรรมที่มีความเกี่ยวเนื่องกัน เพราะทำสมาธิย่อมทำให้เกิดปัญญา แต่ทำไมศีลจึงเป็นองค์ธรรมแรก หรือบันไดขั้นแรกของไตรสิกขา ซึ่งศีลไม่น่าจะทำให้เกิดสมาธิและปัญญาได้เลย วิสัชชนา : สังคมไทยเป็นเมืองพุทธ ศึกษาและรู้จักไตรสิกขามาอย่างยาวนาน พระพุทธศาสนายกย่องไตรสิกขาว่าเป็นคำสอนที่มีความสำคัญมาก ไตรสิกขาเริ่มต้นที่ ศีล สมาธิ และปัญญา จึงทำให้หลายคนเข้าใจว่าไตรสิกขานี้ทำงานแบบขั้นบันได เริ่มจากศีล กลายเป็นสมาธิ พอเป็นสมาธิแล้วจึงเกิดปัญญาตามมา   แต่ที่จริงแล้วองค์ธรรมทั้ง 3 นี้ทำงานพร้อมกัน ไม่มีอะไรเริ่มก่อนกัน แต่เป็นการทำงานที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ขาดอันใดอันหนึ่งไปก็จะทำงานไม่ได้ จะเปรียบก็เหมือนคอมพิวเตอร์ที่จะต้องมีฮาร์ดแวร์และซอฟแวร์ หรือโทรศัพท์มือถือที่ต้องมีซิมการ์ด […]

Dhamma Daily : ปัญญาคืออะไรและทำอย่างไรให้เกิดปัญญา

ถาม : คำว่า นัตถิ ปัญญาสมา อาภา แสงสว่างเสมอด้วย ปัญญา ไม่มี ถ้าเช่นนั้น กระผมอยากทราบว่า ปัญญา คืออะไรจะทำอย่างไรให้ เกิดปัญญา และการอบรมปัญญาหมายถึงอะไร

ปฏิบัติธรรมอย่างไรให้ เกิดปัญญา

คำสอนของพระพุทธองค์ 84,000 พระธรรมขันธ์มีจุดมุ่งหมายเดียวกันทั้งหมด คือ เพื่อความดับทุกข์ ถ้าคนคนหนึ่งบอกว่าศึกษาและปฏิบัติธรรมมานานหลายสิบปี และยังคงปฏิบัติอยู่ทุกวันอย่างเคร่งครัดไม่เคยขาด แต่ยังดูถูกคนยังมีปัญหากับลูกกับผัวอยู่แทบทุกวัน คนคนนั้นสมควรต้องกลับมานั่งทบทวนดูแล้วว่า…การปฏิบัติธรรมที่ผ่านมานั้นผิดพลาดที่ตรงไหน

นิทานธรรมะสอนใจให้ใช้ไหวพริบ: ปูทองรู้คุณ กับอีกาเจ้าเล่ห์

นิทานธรรมะสอนใจให้ใช้ไหวพริบ: ปูทองรู้คุณ กับอีกาเจ้าเล่ห์   นิทานธรรมะ เรื่องของ ปูทองรู้คุณ ใช้ปัญญาช่วยผู้มีพระคุณจนรอดชีวิต จากอีกาเจ้าเล่ห์ และงูเห่าที่เล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวพอกัน กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิ์สัตว์เกิดเป็นพราหมณ์ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีอาชีพทำนา วันหนึ่งเขาไปนาพร้อมบริวาร พอไปถึงก็บอกลูกน้องให้ทำงาน แล้วตนเองไปล้างหน้าที่หนองน้ำปลายนา ในหนองน้ำนั้นมีปูตัวหนึ่งอาศัยอยู่ มีสีเหลืองอร่ามราวกับทอง พอพราหมณ์ถึงหนองน้ำเขาก็แปรงฟัน แล้วลงไปล้างหน้า ขณะนั้นปูทองก็เดินมาอยู่ใกล้ ๆ เขาเห็นปูก็เกิดความเอ็นดูจึงจับปูทองขึ้นมาวางไว้บนผ้าห่มของเขา พอจะกลับไปทำนาต่อก็ปล่อยมันลงน้ำไป วันต่อมา พอเขามาถึงนาก็จะแวะไปที่หนองน้ำ จับปูขึ้นมานอนบนผ้าห่มก่อนแล้วไปทำนาทั้งวัน ตกเย็นก็ปล่อยปูลงน้ำแล้วจึงกลับบ้าน เหตุการณ์ดำเนินไปเช่นนี้ทุกวัน พราหมณ์กับปูทองจึงเกิดความคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี อย่างไรก็ตามพราหมณ์ผู้นี้มีลักษณะพิเศษอย่างหนึ่งคือ ดวงตาของพราหมณ์จะเป็นวงกลม 3 ชั้นใสแจ๋ว ซึ่งแปลกจากคนทั่วไป ในเวลานั้นที่ปลายนามีกาผัวเมียคู่หนึ่งอาศัยอยู่ที่ต้นตาลต้นหนึ่ง นางกาเกิดแพ้ท้องอยากกินดวงตาของพราหมณ์เจ้าของนา “ถ้าไม่ได้กินฉันคงตายแน่ ๆ เลยล่ะ” สามีเอ่ยตอบด้วยความเซ็งว่า “น้องจะบ้าเหรอ ใครจะไปบังอาจเอาดวงตาของคนมาได้ อย่าหวังเลยน้อง” นางกาจึงเสนออุบายว่า “พี่จ้ะ ใต้ต้นตาลนี้มีงูเห่าตัวหนึ่งอาศัยอยู่ ถ้าเราใช้งูเห่าให้ไปกัดเขาตายแล้วค่อยเจาะดวงตาของเขา ความหวังฉันก็เป็นจริงได้นะ” กาสามีเห็นดีด้วย นับแต่วันนั้นเป็นต้นมา กาทั้งสองก็เริ่มปรนนิบัติงูเห่าด้วยการนำอาหารมาให้เป็นประจำ     พอข้าวในนาเริ่มตั้งท้อง […]

พญาลิงเจ้าปัญญา นิทานธรรมะสอนใจให้ใช้ปัญญาไหวพริบ

พญาลิงเจ้าปัญญา นิทานธรรมะสอนใจให้ใช้ปัญญาไหวพริบ   เมื่อถึงคราวคับขัน สิ่งที่ควรทำอย่างแรกคือตั้งสติ แล้วตรึกตรองด้วยปัญญาไหวพริบ เพื่อให้สามารถผ่านพ้นวิกฤตไปได้ เกิดเป็นคนอย่าให้อายลิง ควรใช้ปัญญาดังเช่น พญาลิงเจ้าปัญญา ที่สามารถเอาชีวิตรอดจากคมเขี้ยวของจระเข้ได้   กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นพญาลิงมีรูปร่างใหญ่โตพละกำลังมหาศาล อาศัยอยู่ในราวป่าตรงคุ้งน้ำแห่งหนึ่ง ในแม่น้ำแห่งนั้นมีจระเข้สองผัวเมียอาศัยอยู่ วันหนึ่งจระเข้ตัวเมียซึ่งกำลังตั้งท้อง มองเห็นพญาลิงแล้วเกิดแพ้ท้องอยากกินหัวใจพญาลิง จึงขอร้องสามีว่า “พี่ช่วยจับลิงตัวนั้นมาให้น้องหน่อยนะจ๊ะ” สามีตอบว่า “เราเป็นสัตว์ในน้ำ ลิงเป็นสัตว์บนบก พี่จะจับลิงได้อย่างไรเล่า” เมียพูดด้วยความน้อยใจว่า “พี่ต้องหาวิธีจับมันมาให้ได้ ไม่เช่นนั้นน้องขอตายดีกว่า” สามีจึงพูดปลอบใจว่า “น้องจ๋า อย่างเพิ่งตาย พี่จะไปจับมาเดี๋ยวนี้” ว่าแล้วก็ไปหาพญาลิงที่กำลังลงมาดื่มน้ำที่ฝั่งพอดี พลางถามขึ้นว่า “ท่านลิง ท่านกินแต่กล้วยที่ฝั่งนี้ไม่เบื่อรึไง ไม่คิดอยากจะข้ามไปกินผลไม้ฝั่งโน้นบ้างหรือ” ลิงตอบว่า “ท่านจระเข้ แม่น้ำนี้กว้างใหญ่ไพศาล เราจะข้ามไปได้อย่างไร” จระเข้รีบเสนอตัวทันทีว่า “ถ้าท่านจะไปจริง ๆ ก็ขึ้นหลังของเราไปได้ เราอาสาจะไปส่ง” พญาลิงเชื่อคำพูดของจระเข้จึงกระโดดขึ้นหลังจระเข้ไป พอว่ายไปถึงกลางแม่น้ำจระเข้ก็ตั้งท่าจะมุดดำน้ำลงไป ลิงจึงร้องถามว่า “ท่านแกล้งเรางั้นหรือ จะให้เราจมน้ำตายใช่ไหม” จระเข้ตอบว่า “เรามิได้คิดจะพาท่านไปฝั่งโน้นจริง ๆ หรอก เมียเราแพ้ท้องอยากกินหัวใจท่าน […]

5 วิธี เรียกสติ แบบเร่งรัดทันใจ ที่ขอแนะนำให้ทดลองใช้!

เคยขาดสติบ้างไหม เวลาที่ปรอทวัดอารมณ์พุ่งสูงปรี๊ดขึ้นฉับพลัน เช่น ลืมตัวตวาดเสียงหลงทั้งที่รู้ว่าไม่ดี หรือพบว่า ตัวเองเคร่งเครียด มา เรียกสติ กันดีกว่า

เคล็ดลับเปลี่ยนปัญหาเป็นปัญญา ง่าย ๆ ทำได้ไม่ยาก

เคล็ดลับเปลี่ยนปัญหาเป็นปัญญา ง่าย ๆ ทำได้ไม่ยาก ธรรมชาติของปัญหาในโลกมักประกอบไปด้วย 2 ส่วนหลักๆ คือ ปัญหาภายในและปัญหาภายนอก

ผู้มีปัญญา แม้เจอทุกข์ ใจก็ไม่ตกต่ำย่ำแย่ บทความดีๆ จาก พระไพศาล วิสาโล

ความทุกข์ไม่ได้มีแต่ด้านลบยังมีด้านบวกที่ปัญญาเท่านั้นจะช่วยให้มองเห็น บทความดีๆ จาก พระไพศาล วิสาโล ที่อยากแนะนำให้คนกำลังทุกข์ได้อ่าน

ปัญหาธรรมประจำวันนี้ : ปัญญา คืออะไร จะทำอย่างไรให้เกิดปัญญา 

ปัญญา คืออะไร มีท่านผู้อ่านถามว่า  “นัตถิ  ปัญญาสมา  อาภา  แสงสว่างเสมอด้วยปัญญาไม่มี”  ถ้าเช่นนั้น  กระผมอยากทราบว่าปัญญา คืออะไร จะทำอย่างไรให้เกิดปัญญา 

Q: เราจะทำให้จิตของเราเกิดความรอบรู้หรือปัญญาได้อย่างไรคะ

ถาม:  เราจะทำให้จิตของเราเกิดความรอบรู้หรือปัญญาได้อย่างไรคะ ตอบ: วิธีง่าย ๆ ก็คือ นำสติของเราไปตามดู ตามรู้…อย่างแรกคือเอาสติไปตามดูตามรู้ร่างกาย ต่อไปคือเอาสติไปตามดูตามรู้จิตใจ การตามดูตามรู้ร่างกาย คือ การรู้เท่าทันกาย อย่างการยืน เดิน นอน นั่ง คู้ เหยียด เคลื่อนไหว หรืออิริยาบถอื่น ๆ กายทำอะไร เราต้องเข้าไปใส่ใจดูอากัปกิริยาต่าง ๆ ของร่างกาย เมื่อตามดูไปบ่อย ๆ ใจของเราก็จะเริ่มมีสติสัมปชัญญะคือเริ่มรู้สึกตัวเองมากขึ้นว่าตอนนี้กำลังทำอะไรอยู่ เพราะบางครั้งเวลาทำอะไร เรามักไม่มีสติหรือไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำว่ากำลังทำอะไรอยู่ ต่อมาคือ การตามดูตามรู้จิตใจ คือ การใส่ใจตามดูความรู้สึก มองให้เห็นความรู้สึกของเราว่า ตอนนี้เรารู้สึกอย่างไร โกรธ เกลียด รัก ฯลฯ พอเรามองความรู้สึกบ่อย ๆ ก็จะเห็นว่าความรู้สึกเป็นการเกิด – ดับ อธิบายแบบเข้าใจง่าย ๆ คือ ความรู้สึกของเราเกิดขึ้นมาทีละความรู้สึกไม่ซ้อนกัน สมมุติว่าเรากำลังโกรธอยู่ แต่พอมีใครโทรศัพท์เข้ามา เราจะคิดถึงบุคคลคนนั้นทันทีเลยนะ ความรู้สึกโกรธจะดับไป การที่เรามองเห็นความรู้สึกเกิด – […]

keyboard_arrow_up