ถ้ารู้สึกหวาดกลัวอันเนื่องมาจากเหตุการณ์รุนแรงที่โคราช เราควรวางใจอย่างไร

ถ้ารู้สึกหวาดกลัวอันเนื่องมาจาก เหตุการณ์รุนแรงที่โคราช เราควรวางใจอย่างไร โดย พระวรท ธมฺมธโร จากเหตุการณ์ดังกล่าวก็ถือว่าเป็นเหตุการณ์สะเทือนใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในที่เกิดเหตุ ซึ่งอาจจะเกิดความรู้สึกหวาดกลัวต่อเหตุการณ์อยู่ แม้ว่าจะกลับมาอยู่ในที่ปลอดภัยแล้วก็ตาม แต่เหตุการณ์นั้นก็ยังหลอกหลอนอยู่ในจิตใจของเรา ทำให้ใจเราเกิดความกลัวขึ้น เช่นกลัวสถานที่เกิดเหตุ ทำให้ไม่กล้าที่จะไปสถานที่นั้น ๆ อีกพักใหญ่ หรือกลัวคนที่กระทำความผิดแบบนี้อีก หากเรากลัวสถานที่นั้น ๆ ให้เราทำความเข้าใจว่า ความผิดหรือความชั่วร้ายที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้เกิดขึ้นที่สถานที่โดยตรง แต่เกิดขึ้นที่จิตใจคนต่างหาก ดังนั้นความชั่วร้ายไม่ได้เกิดขึ้นในสถานที่ สถานที่ก็อยู่ของมันอย่างนั้น ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ด้วย ในเมื่อความชั่วร้ายเกิดขึ้นที่จิตใจและจิตใจที่มีสภาพอย่างนั้นก็อยู่ในตัวบุคคลที่ชื่อว่าคนร้าย บัดนี้ คนที่ได้ชื่อว่าคนร้าย ก็ได้ตายจากโลกนี้ไปแล้ว เมื่อตัวบุคคลตายจากโลกนี้ไปแล้ว ความชั่วร้ายที่อยู่ในจิตใจคน ๆ นั้นก็สลายหายไปแล้วเช่นกัน และผู้ที่ได้รับวิบากกรรมจากเหตุการณ์นั้น คือผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตก็ได้รับไปหมดแล้ว  ไม่มีใครจะต้องได้รับวิบากจากความชั่วร้ายที่เกิดขึ้นในจิตใจของคนร้ายคนนั้นอีกต่อไป จึงเท่ากับว่าความโกรธแค้น การทำร้าย การฆ่า ที่มาจากคน ๆ นั้นจึงจบสิ้นไปแล้ว ความตายหรือความเจ็บจากเหตุการณ์นั้นจึงจบแล้วเช่นกัน ความจริงในปัจจุบันขณะจึงกลับเข้าสู่สภาวะปกติทันที เมื่อความจริงในปัจจุบันเป็นสภาพปกติแล้ว แต่ที่ยังไม่ปกติกลับกลายเป็นจิตใจของเราเองต่างหาก เมื่อเราไปคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งกลายเป็นอดีตไปแล้ว ใจเราก็เกิดความกลัว ผวา หลอกหลอน เพราะเราปรุงแต่งมันขึ้นมาเอง สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นที่ใจเรา ดังนั้นเราจึงต้องแก้​ที่ใจ วิธีแก้คือเราต้องมีสติอยู่กับความเป็นจริงในปัจจุบัน […]

อุบายการพิจารณาด้วยปัญญา ธรรมะโดย หลวงพ่อทูล ขิปฺปปญฺโญ

อุบายการพิจารณาด้วยปัญญา ธรรมะโดย หลวงพ่อทูล ขิปฺปปญฺโญ – ขอทำความเข้าใจกับนักปฏิบัติดังนี้ การพิจารณาด้วยปัญญานั้น จะพิจารณาได้ทุกอิริยาบถ จะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอน ก็ใช้ปัญญาพิจารณาได้ทั้งนั้น และก็เป็นอุบายการพิจารณาอย่างเดียวกัน ส่วนอุบายที่นำมาพิจารณานั้นต้องอาศัยเหตุการณ์ที่เป็นหลักความจริงและพิจารณาให้ลงสู่ไตรลักษณ์ทุกครั้งไป การพิจารณากายต้องยกเอาธาตุ 4 ขันธ์ 5 มาเป็นต้นเหตุ และอาศัยสัญญา สมมติเป็นแนวทางของปัญญาไปก่อน ถ้าไม่อาศัยสัญญาและสมมติเป็นเหตุแล้ว การใช้ปัญญาก็จะขยายออกไปไม่ได้ เหมือนกันกับเด็ก ถ้าไม่มีที่เกาะพอพยุงตัวช่วยแล้ว การยืน การเดิน ก็จะล้มตัวได้ง่าย ถ้ามีที่เกาะพอพยุงช่วยตัวเองได้ เด็กก็จะค่อย ๆ ฝึกตัวเองให้ยืนเดินไปได้จนกว่ากำลังกายและความชำนาญพร้อมแล้ว ถึงจะไม่มีสิ่งอื่นช่วยก็ลุกเดินไปได้โดยกำลังตัวเองอย่างคล่องตัวนี้ฉันใด การฝึกปัญญาในช่วงแรกนั้น ก็ต้องอาศัยสัญญาและสมมติมาเป็นหลัก เพื่อเป็นสนามฝึกให้ปัญญาเกิดความเคยชินและชำนาญในการค้นคิดให้ถูกกับความเป็นจริง เรียกว่าจริงสมมติฉันนั้น ถึงจิตยังไม่ยอมรับความจริงตามปัญญาก็ตาม การพิจารณาก็ต้องค้นคิดกันไปอย่างต่อเนื่อง เหมือนเด็กที่เรียนหนังสือในขั้นต้น เด็กยังไม่เข้าใจในหลักการและยังไม่เข้าใจในการสอนของครู แต่ครูก็ต้องสอน อธิบายวิชาต่าง ๆ ให้เด็กฟังอย่างซ้ำ ๆ ซาก ๆ หลายครั้งหลายหนจนเด็กเกิดความเคยชิน ความรู้และวิชานั้น ๆ ครูสอนไปอย่างไร ความเข้าใจของเด็กก็จะค่อยซาบซึ้งเข้าไปในหัวใจเด็กได้นี้ฉันใด การใช้ปัญญาสอนจิตก็ต้องอาศัยความหมั่น […]

“สติมา…ปัญญาเกิด” – ดนัย จันทร์เจ้าฉาย

เคยมีคนมาตั้งข้อสังเกตว่าผมเคยโกรธบ้างไหม โดยเฉลี่ย 1 ปีผมจะโกรธจริง ๆ และแสดงออกไม่เกิน 5 ครั้ง แต่มีอยู่เหตุการณ์หนึ่งที่ผมจำได้ไม่ลืม ซึ่งทำให้ผมโกรธจนเกือบ “หลุด” ไปซะแล้ว สิบปีที่แล้วผมเห็นรถของตัวเองโดนกรีดยางจนแบนแต๋ทั้งสองล้อเพราะไปจอดรถทับที่ของคนอื่น ด้วยความที่เราเป็นคนรักรถจึงโกรธมาก…หากเป็นตัวผมเมื่อก่อนที่ยังไม่เคยปฏิบัติธรรมเจริญสติมาก่อนคงโวยวายและคิดหาวิธีการเอาคืน ผมพยายามปลอบใจตัวเองและห้ามความโกรธนั้น แต่ความโกรธไม่ยอมจากไปง่าย ๆ ระดับความโกรธยังคงพุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ …แต่เพียงไม่เกิน 2 นาที สติก็เข้าไปจัดการโทสะด้วยการเห็นอารมณ์โกรธนั้นวิ่งขึ้นมากลางหน้าอก ไม่นานความโกรธที่มีก็หายวับไป…กลายเป็นความเย็นอกเย็นใจขึ้นมาแทนที่ น่าแปลก…ที่อยู่ดี ๆ ผมเกิดปัญญาขึ้นมาว่า ควรจัดการกับเหตุการณ์นี้อย่างไร ผมฝากให้เลขาฯหาชื่อเจ้าของที่จอดรถตรงนั้นโดยบอกด้วยว่า “หาเจอเมื่อไร รบกวนช่วยหาดอกไม้ให้ผมด้วย ผมจะไปขอโทษเขา” ผมมาทราบทีหลังว่าคนที่กรีดรถผมเป็นคนเยอรมัน เจ้าของบริษัทท่องเที่ยวยักษ์ใหญ่ และทำงานอยู่ในตึกเดียวกับผม ด้วยความที่เยอรมันเป็นชาติที่มีระเบียบวินัยสูง เขาจึงใช้วิธีการกรีดยางเพื่อเป็นการสั่งสอนคนไทยให้รู้จักมีวินัย ไม่จอดรถทับที่เขาอีก พอคนในบริษัทรู้ว่าผมโดนแบบนี้ ทุกคนโกรธแทนผมทันทีพร้อมกับช่วยกันหาวิธีการเอาคืนให้ ยามของบริษัทถึงกับบอกว่า จะเอาไม้ไปทุบรถคันนั้นให้บุบ ผมรีบห้ามไว้ก่อนจะกลายเป็นเรื่องใหญ่โต ผมเอาดอกไม้ไปให้เขาเพื่อขอโทษด้วยตัวเอง แต่เขาไม่ออกมาพบกลับส่งผู้จัดการฝ่ายมาหาผมแทน ผมจึงฝากข้อความให้ไปบอกเจ้านายเขาว่า “เราอยู่ตึกเดียวกันน่าจะคุยกันได้” และอธิบายให้ฟังว่า สาเหตุที่ทำให้ผมต้องไปจอดรถในที่ของเขาก็เพราะผมต้องรีบไปงานศพ เมื่อคุยกันเรียบร้อย ผมก็ขอตัวกลับมาเคลียร์งาน ช่วงเที่ยงวันนั้นทั้งออฟฟิศกรี๊ดกร๊าดกันเกรียวกราว เพราะฝรั่งชาวเยอรมันคนนั้นส่งตะกร้าผลไม้ขนาดใหญ่มาให้พร้อมแชมเปญรวมแล้วราคาคงประมาณ 10,000 บาท […]

ถอยหลังเพื่อก้าวไปข้างหน้า นิทานธรรมสอนใจให้มีปัญญา

ถอยหลังเพื่อก้าวไปข้างหน้า นิทานธรรมสอนใจให้มีปัญญา โดย พระมหาวีระพันธ์ ชุติปัญโญ ชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังซ่อมกำแพงรอบ ๆ บ้านของตนที่ทรุดตัวลงเพราะฝนตกหนัก ขณะที่กำลังขุดข้าง ๆ กำแพง เสียมก็ไปกระทบเข้ากับวัตถุอย่างหนึ่ง พอเปิดออกดูจึงรู้ว่าเป็นห่อเงินที่บรรพบุรุษได้ฝังเอาไว้ ครั้นได้เงินมา ชายหนุ่มกลับรู้สึกกังวลที่จะนำเงินเหล่านั้นไปใช้จ่าย กระทั่งเกิดความรู้สึกกลัวที่จะมีเงินไว้ในครอบครอง เกรงว่าจะมีคนรู้แล้วมาปล้นชิง ทำให้เขาถึงกับนอนไม่หลับติดต่อกันหลายคืน เมื่อเป็นเช่นนี้เขาจึงตัดสินใจนำเงินที่มีอยู่ไปหาอาจารย์ที่ตนเองนับถือที่วัดในหมู่บ้านเพื่อขอคำปรึกษา เมื่อพบอาจารย์แล้วจึงได้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ท่านฟัง แทนที่อาจารย์จะให้คำปรึกษากลับกล่าวเหมือนตำหนิว่า “นี่แหละที่เขาเรียกว่ามีเงินแต่ขาดปัญญา นั่นก็เท่ากับว่ายังเป็นคนจนอยู่เหมือนเดิม” “หมายความว่าอย่างไรครับอาจารย์” ชายหนุ่มถามด้วยความสงสัย “ช่างไม่รู้อะไรเลย เงินที่เธอมีอยู่นั้น แม้จะมากมายสักเพียงใด แต่หากขาดปัญญารักษาและใช้จ่ายอย่างถูกทาง ไม่ช้านานเงินเหล่านี้ก็จะหมด หนำซ้ำเจ้าของเงินอาจต้องเคราะห์ร้ายเพราะเงินเหล่านี้” “แล้วผมควรทำอย่างไรดีครับ” ชายหนุ่มถามเพื่อต้องการทางออกที่ดีกว่า “ง่ายนิดเดียว เธอไปหาปัญญาให้เจอเสียก่อน แล้วทุกอย่างก็จะดีขึ้นเอง” อาจารย์กล่าวเพียงเท่านี้ก็ลุกจากที่นั่งเพื่อไปทำธุระอย่างอื่น โดยไม่สนใจว่าคนที่มาหาจะคิดอย่างไรกับคำตอบที่ท่านมอบให้ เมื่อชายหนุ่มได้ฟังเช่นนั้นก็สรุปเอาเองว่า “ปัญญา” คงจะมีขายตามท้องตลาดทั่วไป จึงเดินเข้าไปในตลาดแล้วถามหาซื้อปัญญาจากคนที่อยู่ในตลาดทั้งหมด แต่ก็ไม่มีใครขายให้เขาแม้แต่คนเดียว ในขณะที่กำลังอับจนหนทาง ชายหนุ่มเห็นพระรูปหนึ่งที่ดูน่าเลื่อมใส เขาคิดว่านักบวชท่านนี้คงจะมีปัญญาขายให้แน่นอน จึงเดินตรงเข้าไปหาพร้อมกับกล่าวว่า “อาจารย์ครับ ผมขอซื้อปัญญาหน่อย ท่านมีปัญญาขายให้กับผมไหม” ฝ่ายภิกษุเมื่อได้รับฟังคำถามของชายหนุ่ม ก็รู้ได้ทันทีว่าชายคนนี้ไม่รู้จักคิดด้วยตนเอง และด้วยความเมตตาของท่านที่ต้องการจะชี้ทางสว่างแก่เขา นักบวชผู้ใจดีจึงกล่าวขึ้นว่า “สิ่งที่เธอต้องการนั้นฉันมีอยู่แล้ว […]

การทำงานของไตรสิกขา โดย พระราชญาณกวี (ท่านปิยโสภณ)

การทำงานของไตรสิกขา โดย พระราชญาณกวี (ท่านปิยโสภณ) ไตรสิกขา ประกอบด้วยองค์ธรรม 3 ประการคือ ศีล สมาธิ และปัญญา การปฏิบัติตามคำสอนนี้ต้องเริ่มต้นจากศีล ไปสมาธิ และปัญญาหรือไม่ วันนี้พระราชญาณกวีจะมาไขความกระจ่างเรื่อง การทำงานของไตรสิกขา ปุจฉา : ไตรสิกขา ประกอบด้วย ศีล สมาธิ และปัญญา องค์ธรรมที่ 2 และ 3 (สมาธิและปัญญา) เป็นองค์ธรรมที่มีความเกี่ยวเนื่องกัน เพราะทำสมาธิย่อมทำให้เกิดปัญญา แต่ทำไมศีลจึงเป็นองค์ธรรมแรก หรือบันไดขั้นแรกของไตรสิกขา ซึ่งศีลไม่น่าจะทำให้เกิดสมาธิและปัญญาได้เลย วิสัชชนา : สังคมไทยเป็นเมืองพุทธ ศึกษาและรู้จักไตรสิกขามาอย่างยาวนาน พระพุทธศาสนายกย่องไตรสิกขาว่าเป็นคำสอนที่มีความสำคัญมาก ไตรสิกขาเริ่มต้นที่ ศีล สมาธิ และปัญญา จึงทำให้หลายคนเข้าใจว่าไตรสิกขานี้ทำงานแบบขั้นบันได เริ่มจากศีล กลายเป็นสมาธิ พอเป็นสมาธิแล้วจึงเกิดปัญญาตามมา   แต่ที่จริงแล้วองค์ธรรมทั้ง 3 นี้ทำงานพร้อมกัน ไม่มีอะไรเริ่มก่อนกัน แต่เป็นการทำงานที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ขาดอันใดอันหนึ่งไปก็จะทำงานไม่ได้ จะเปรียบก็เหมือนคอมพิวเตอร์ที่จะต้องมีฮาร์ดแวร์และซอฟแวร์ หรือโทรศัพท์มือถือที่ต้องมีซิมการ์ด […]

Dhamma Daily : ปัญญาคืออะไรและทำอย่างไรให้เกิดปัญญา

ถาม : คำว่า นัตถิ ปัญญาสมา อาภา แสงสว่างเสมอด้วย ปัญญา ไม่มี ถ้าเช่นนั้น กระผมอยากทราบว่า ปัญญา คืออะไรจะทำอย่างไรให้ เกิดปัญญา และการอบรมปัญญาหมายถึงอะไร

ปฏิบัติธรรมอย่างไรให้ เกิดปัญญา

คำสอนของพระพุทธองค์ 84,000 พระธรรมขันธ์มีจุดมุ่งหมายเดียวกันทั้งหมด คือ เพื่อความดับทุกข์ ถ้าคนคนหนึ่งบอกว่าศึกษาและปฏิบัติธรรมมานานหลายสิบปี และยังคงปฏิบัติอยู่ทุกวันอย่างเคร่งครัดไม่เคยขาด แต่ยังดูถูกคนยังมีปัญหากับลูกกับผัวอยู่แทบทุกวัน คนคนนั้นสมควรต้องกลับมานั่งทบทวนดูแล้วว่า…การปฏิบัติธรรมที่ผ่านมานั้นผิดพลาดที่ตรงไหน

นิทานธรรมะสอนใจให้ใช้ไหวพริบ: ปูทองรู้คุณ กับอีกาเจ้าเล่ห์

นิทานธรรมะสอนใจให้ใช้ไหวพริบ: ปูทองรู้คุณ กับอีกาเจ้าเล่ห์   นิทานธรรมะ เรื่องของ ปูทองรู้คุณ ใช้ปัญญาช่วยผู้มีพระคุณจนรอดชีวิต จากอีกาเจ้าเล่ห์ และงูเห่าที่เล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวพอกัน กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิ์สัตว์เกิดเป็นพราหมณ์ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีอาชีพทำนา วันหนึ่งเขาไปนาพร้อมบริวาร พอไปถึงก็บอกลูกน้องให้ทำงาน แล้วตนเองไปล้างหน้าที่หนองน้ำปลายนา ในหนองน้ำนั้นมีปูตัวหนึ่งอาศัยอยู่ มีสีเหลืองอร่ามราวกับทอง พอพราหมณ์ถึงหนองน้ำเขาก็แปรงฟัน แล้วลงไปล้างหน้า ขณะนั้นปูทองก็เดินมาอยู่ใกล้ ๆ เขาเห็นปูก็เกิดความเอ็นดูจึงจับปูทองขึ้นมาวางไว้บนผ้าห่มของเขา พอจะกลับไปทำนาต่อก็ปล่อยมันลงน้ำไป วันต่อมา พอเขามาถึงนาก็จะแวะไปที่หนองน้ำ จับปูขึ้นมานอนบนผ้าห่มก่อนแล้วไปทำนาทั้งวัน ตกเย็นก็ปล่อยปูลงน้ำแล้วจึงกลับบ้าน เหตุการณ์ดำเนินไปเช่นนี้ทุกวัน พราหมณ์กับปูทองจึงเกิดความคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี อย่างไรก็ตามพราหมณ์ผู้นี้มีลักษณะพิเศษอย่างหนึ่งคือ ดวงตาของพราหมณ์จะเป็นวงกลม 3 ชั้นใสแจ๋ว ซึ่งแปลกจากคนทั่วไป ในเวลานั้นที่ปลายนามีกาผัวเมียคู่หนึ่งอาศัยอยู่ที่ต้นตาลต้นหนึ่ง นางกาเกิดแพ้ท้องอยากกินดวงตาของพราหมณ์เจ้าของนา “ถ้าไม่ได้กินฉันคงตายแน่ ๆ เลยล่ะ” สามีเอ่ยตอบด้วยความเซ็งว่า “น้องจะบ้าเหรอ ใครจะไปบังอาจเอาดวงตาของคนมาได้ อย่าหวังเลยน้อง” นางกาจึงเสนออุบายว่า “พี่จ้ะ ใต้ต้นตาลนี้มีงูเห่าตัวหนึ่งอาศัยอยู่ ถ้าเราใช้งูเห่าให้ไปกัดเขาตายแล้วค่อยเจาะดวงตาของเขา ความหวังฉันก็เป็นจริงได้นะ” กาสามีเห็นดีด้วย นับแต่วันนั้นเป็นต้นมา กาทั้งสองก็เริ่มปรนนิบัติงูเห่าด้วยการนำอาหารมาให้เป็นประจำ     พอข้าวในนาเริ่มตั้งท้อง […]

พญาลิงเจ้าปัญญา นิทานธรรมะสอนใจให้ใช้ปัญญาไหวพริบ

พญาลิงเจ้าปัญญา นิทานธรรมะสอนใจให้ใช้ปัญญาไหวพริบ   เมื่อถึงคราวคับขัน สิ่งที่ควรทำอย่างแรกคือตั้งสติ แล้วตรึกตรองด้วยปัญญาไหวพริบ เพื่อให้สามารถผ่านพ้นวิกฤตไปได้ เกิดเป็นคนอย่าให้อายลิง ควรใช้ปัญญาดังเช่น พญาลิงเจ้าปัญญา ที่สามารถเอาชีวิตรอดจากคมเขี้ยวของจระเข้ได้   กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นพญาลิงมีรูปร่างใหญ่โตพละกำลังมหาศาล อาศัยอยู่ในราวป่าตรงคุ้งน้ำแห่งหนึ่ง ในแม่น้ำแห่งนั้นมีจระเข้สองผัวเมียอาศัยอยู่ วันหนึ่งจระเข้ตัวเมียซึ่งกำลังตั้งท้อง มองเห็นพญาลิงแล้วเกิดแพ้ท้องอยากกินหัวใจพญาลิง จึงขอร้องสามีว่า “พี่ช่วยจับลิงตัวนั้นมาให้น้องหน่อยนะจ๊ะ” สามีตอบว่า “เราเป็นสัตว์ในน้ำ ลิงเป็นสัตว์บนบก พี่จะจับลิงได้อย่างไรเล่า” เมียพูดด้วยความน้อยใจว่า “พี่ต้องหาวิธีจับมันมาให้ได้ ไม่เช่นนั้นน้องขอตายดีกว่า” สามีจึงพูดปลอบใจว่า “น้องจ๋า อย่างเพิ่งตาย พี่จะไปจับมาเดี๋ยวนี้” ว่าแล้วก็ไปหาพญาลิงที่กำลังลงมาดื่มน้ำที่ฝั่งพอดี พลางถามขึ้นว่า “ท่านลิง ท่านกินแต่กล้วยที่ฝั่งนี้ไม่เบื่อรึไง ไม่คิดอยากจะข้ามไปกินผลไม้ฝั่งโน้นบ้างหรือ” ลิงตอบว่า “ท่านจระเข้ แม่น้ำนี้กว้างใหญ่ไพศาล เราจะข้ามไปได้อย่างไร” จระเข้รีบเสนอตัวทันทีว่า “ถ้าท่านจะไปจริง ๆ ก็ขึ้นหลังของเราไปได้ เราอาสาจะไปส่ง” พญาลิงเชื่อคำพูดของจระเข้จึงกระโดดขึ้นหลังจระเข้ไป พอว่ายไปถึงกลางแม่น้ำจระเข้ก็ตั้งท่าจะมุดดำน้ำลงไป ลิงจึงร้องถามว่า “ท่านแกล้งเรางั้นหรือ จะให้เราจมน้ำตายใช่ไหม” จระเข้ตอบว่า “เรามิได้คิดจะพาท่านไปฝั่งโน้นจริง ๆ หรอก เมียเราแพ้ท้องอยากกินหัวใจท่าน […]

5 วิธี เรียกสติ แบบเร่งรัดทันใจ ที่ขอแนะนำให้ทดลองใช้!

เคยขาดสติบ้างไหม เวลาที่ปรอทวัดอารมณ์พุ่งสูงปรี๊ดขึ้นฉับพลัน เช่น ลืมตัวตวาดเสียงหลงทั้งที่รู้ว่าไม่ดี หรือพบว่า ตัวเองเคร่งเครียด มา เรียกสติ กันดีกว่า

เคล็ดลับเปลี่ยนปัญหาเป็นปัญญา ง่าย ๆ ทำได้ไม่ยาก

เคล็ดลับเปลี่ยนปัญหาเป็นปัญญา ง่าย ๆ ทำได้ไม่ยาก ธรรมชาติของปัญหาในโลกมักประกอบไปด้วย 2 ส่วนหลักๆ คือ ปัญหาภายในและปัญหาภายนอก

ผู้มีปัญญา แม้เจอทุกข์ ใจก็ไม่ตกต่ำย่ำแย่ บทความดีๆ จาก พระไพศาล วิสาโล

ความทุกข์ไม่ได้มีแต่ด้านลบยังมีด้านบวกที่ปัญญาเท่านั้นจะช่วยให้มองเห็น บทความดีๆ จาก พระไพศาล วิสาโล ที่อยากแนะนำให้คนกำลังทุกข์ได้อ่าน

ปัญหาธรรมประจำวันนี้ : ปัญญา คืออะไร จะทำอย่างไรให้เกิดปัญญา 

ปัญญา คืออะไร มีท่านผู้อ่านถามว่า  “นัตถิ  ปัญญาสมา  อาภา  แสงสว่างเสมอด้วยปัญญาไม่มี”  ถ้าเช่นนั้น  กระผมอยากทราบว่าปัญญา คืออะไร จะทำอย่างไรให้เกิดปัญญา 

Q: เราจะทำให้จิตของเราเกิดความรอบรู้หรือปัญญาได้อย่างไรคะ

ถาม:  เราจะทำให้จิตของเราเกิดความรอบรู้หรือปัญญาได้อย่างไรคะ ตอบ: วิธีง่าย ๆ ก็คือ นำสติของเราไปตามดู ตามรู้…อย่างแรกคือเอาสติไปตามดูตามรู้ร่างกาย ต่อไปคือเอาสติไปตามดูตามรู้จิตใจ การตามดูตามรู้ร่างกาย คือ การรู้เท่าทันกาย อย่างการยืน เดิน นอน นั่ง คู้ เหยียด เคลื่อนไหว หรืออิริยาบถอื่น ๆ กายทำอะไร เราต้องเข้าไปใส่ใจดูอากัปกิริยาต่าง ๆ ของร่างกาย เมื่อตามดูไปบ่อย ๆ ใจของเราก็จะเริ่มมีสติสัมปชัญญะคือเริ่มรู้สึกตัวเองมากขึ้นว่าตอนนี้กำลังทำอะไรอยู่ เพราะบางครั้งเวลาทำอะไร เรามักไม่มีสติหรือไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำว่ากำลังทำอะไรอยู่ ต่อมาคือ การตามดูตามรู้จิตใจ คือ การใส่ใจตามดูความรู้สึก มองให้เห็นความรู้สึกของเราว่า ตอนนี้เรารู้สึกอย่างไร โกรธ เกลียด รัก ฯลฯ พอเรามองความรู้สึกบ่อย ๆ ก็จะเห็นว่าความรู้สึกเป็นการเกิด – ดับ อธิบายแบบเข้าใจง่าย ๆ คือ ความรู้สึกของเราเกิดขึ้นมาทีละความรู้สึกไม่ซ้อนกัน สมมุติว่าเรากำลังโกรธอยู่ แต่พอมีใครโทรศัพท์เข้ามา เราจะคิดถึงบุคคลคนนั้นทันทีเลยนะ ความรู้สึกโกรธจะดับไป การที่เรามองเห็นความรู้สึกเกิด – […]

keyboard_arrow_up