ปวดท้องประจำเดือน อย่าละเลย! อาจเป็นเรื่องใหญ่กว่าที่คิด

ปวดประจำเดือน เป็นอาการที่พบได้บ่อยในวัยเจริญพันธุ์ โดยแต่ละช่วงอายุก็พบมากน้อยต่างกันไป ซึ่งผู้หญิงส่วนใหญ่ต่างเคยมีอาการปวดประจำเดือน

สาวๆ ปวดท้องประจำเดือนบ่อยๆ โปรดระวัง ‘โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่’ 

ปวดท้องประจำเดือนบ่อยๆ ควรระวัง “ปวดท้องประจำเดือน” เป็นอาการที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งกับผู้หญิงหลายคน แต่ส่วนมากมักจะมองข้าม โดยคิดว่าเป็นเรื่องปกติของการมีประจำเดือน แต่อาการปวดท้องประจำเดือนแบบเรื้อรังและรุนแรง คือสัญญาณเตือนภัยว่าคุณอาจจะเป็นโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (endometriosis) สำหรับหลายคนแล้ว เมื่อเกิดอาการปวดท้องประจำเดือน มักใช้ถุงน้ำร้อนประคบ หรือใช้ยาแก้ปวดบรรเทาอาการ แต่ไม่หายขาด ต่อมาเมื่อปวดท้องมากขึ้นก็ต้องใช้ยาปริมาณมากขึ้น อาการที่เคยคิดว่าเล็กน้อย กลับส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน หน้าที่การงาน สังคม และครอบครัว ทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลง เว็ปไซต์ endometriosis-uk เปิดเผยผลสำรวจพบว่า ผู้หญิง 10% เป็นผู้ป่วยโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ โดย 50% ของผู้ป่วยมีอาการปวดประจำเดือนร่วมกับปัญหาการมีบุตรยาก ช่วงอายุของผู้ป่วย โดยเฉลี่ยอยู่ในช่วง 20-40 ปี เริ่มตั้งแต่มีประจำเดือนอายุ 10 ปี จนหมดประจำเดือนหรือ “วัยทอง” นอกจากนั้นการสำรวจยังพบอีกว่า กลุ่มผู้ป่วยโรคนี้ 82% ไม่สามารถทำงานได้ตลอดทั้งวันในช่วงที่มีประจำเดือน ผศ.นพ.ศรีเธียร เลิศวิกูล ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ เป็นโรคเรื้อรังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ไม่ว่าจะใช้ยาหรือการผ่าตัด ตราบใดที่ผู้หญิงยังมีประจำเดือน มีฮอร์โมนเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดโรค และมีความเสี่ยงเป็นโรคซ้ำไปจนถึงช่วงวัยทอง อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันคือการวินิจฉัยโรคที่ล่าช้า ตามรายงานของ www.endometriosis-uk.org ระบุว่าแพทย์ใช้เวลาวินิจฉัยโรคนี้เฉลี่ย 7-8 ปี ส่งผลให้อาการของโรครุนแรงขึ้นและการรักษาทำได้ยากลำบากมากกว่าเดิม ผู้ป่วยที่หยุดการรักษาแล้วกลับมาเป็นซ้ำอีกครั้งสูงถึง 40% ภายใน 5 ปี ดังนั้นการรักษาต้องกินยาระยะยาว เพื่อควบคุมฮอร์โมนไม่ให้กระตุ้นการเกิดโรคไปจนถึงช่วงวัยทองหรือหยุดยาในช่วงที่ต้องการมีบุตร   วิธีการรักษา 3 แนวทาง การรักษาโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ทำได้ 3 วิธี แนวทางแรก คือรักษาด้วยยา ได้แก่ 1. ยาแก้ปวดและยาต้านการอักเสบกลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) กรณีที่มีอาการปวดไม่มาก 2. ยาคุมกำเนิด รวมถึงยาเม็ด ยาฉีด ยาฝัง แผ่นแปะคุมกำเนิด และวงแหวนคุมกำเนิดทางช่องคลอด 3. ยาฮอร์โมนกลุ่มโปรเจนติน มักใช้ในกรณีที่อาการปวดไม่ดีขึ้นหรือมีข้อห้ามจากยาคุมกำเนิด 4. ยาฮอร์โมนกลุ่มแอนโดรเจน เป็นยาฮอร์โมนกระตุ้นลักษณะเพศชาย และ 5. ยากลุ่ม Gonadotropin releasing hormone agonist (GnRHa) เป็นยาที่ช่วยหยุดการทำงานของรังไข่ชั่วคราว ทำให้ไม่มีการผลิตฮอร์โมนเพศมากระตุ้นโรค แนวทางที่สอง คือรักษาด้วยการผ่าตัดสำหรับผู้ป่วยมีอาการปวดประจำเดือนมาก มีถุงน้ำช็อคโกแลต (chocolate cyst) ขนาดใหญ่ หรือทานยาแล้วไม่ได้ผล และ แนวทางที่สาม คือการรักษาร่วมกันระหว่างการใช้ยาและการผ่าตัด เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำอีก หลังผ่าตัดแล้วควรเลือกใช้ยาที่ปลอดภัยและมีผลข้างเคียงต่ำ เนื่องจากต้องใช้ยาเป็นเวลานาน “ยาแต่ละชนิดล้วนมีประสิทธิภาพบรรเทาปวดใกล้เคียงกัน แต่ผลข้างเคียงอาจแตกต่างกันไป อย่างไรก็ตามปัจจุบันมีการวิจัยและพัฒนาการผลิตยาดีขึ้น ปลอดภัยสำหรับการรักษาในระยะยาว”   อันตราย หากปล่อยไว้อาจลุกลามไปอวัยวะสำคัญ ผศ.นพ.ศรีเธียร กล่าวว่า ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ แต่ทางทฤษฎีเชื่อว่าเกิดจากการที่เลือดระดูหรือประจำเดือนไหลย้อนกลับเข้าไปในอุ้งเชิงกราน ผ่านทางท่อนำไข่ โดยเลือดประจำเดือนจะมีเซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกอยู่ ซึ่งปกติแล้วร่างกายมีกลไกในการกำจัดเซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกเหล่านี้ แต่กรณีผู้หญิงบางคนมีความผิดปกติของกลไกในการกำจัดเซลล์ ทำให้เซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกที่หลุดออกมานั้นไปฝังตัวและเจริญเติบโตตามจุดต่างๆ ทั้งในตัวมดลูก (Endometriosis internal) และนอกมดลูก (Endometriosis external) […]

หมอพื้นบ้านชวนจิบยาไทย แก้ปวดประจำเดือน

ปวดประจำเดือนมาก ลองจิบยาไทยสูตรหมอพื้นบ้าน สาวๆ ที่เวลามีประจำเดือนแล้วปวดท้องจนหน้าซีด วันนี้ หมอน้อย หรือ หมอบุญยืน ผ่องแผ้ว นักเขียนประจำนิตยสารชีวจิตในคอลัมน์ สูตรยาหมอน้อยบอก มาแนะนำสูตรยาไทยสำหรับจิบลดอาการ ปวดประจำเดือนมาก สำหรับสาวๆ ลองมาดูว่ามีรายละเอียดอะไรบ้าง อาการปวดประจำเดือนเป็นมาอย่างไร วันนี้พูดถึงอาการปวดระดูหรือประจำเดือนของสตรีให้ฟัง ทางแพทย์แผนไทยแบ่งวัยของสตรีเป็น 3 ช่วงวัย คือ ปฐมวัยเริ่มตั้งแต่ 1 - 16 ปี มัชฌิมวัย 16 - 36 ปี และตั้งแต่ 36 ปีขึ้นไปเรียกว่า ปัจฉิมวัย ระดูของสตรีจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือมีปัญหามากในช่วงมัชฌิมวัยอายุ 13 - 14 นี้จะเริ่มแสดงอาการ บางคนระดูมาไม่ปวดท้อง แต่บางคนปวดท้องมาก เป็นไข้ ถึงขั้นละเมอเพ้อก็มี อาการนี้จะเป็นอยู่สองสามวัน อาการนี้เรียกว่า “ไข้ทับระดู” หรือ “ระดูทับไข้” ก็ได้ ฉันอยากเล่าเหตุ 5 ประการที่ระดูทำให้เกิดความผิดปกติ คือ หนึ่ง ระดูทำกับหัวใจ จะทำให้หัวใจเต้นผิดปกติ ผิวคล้ำ ขอบตาเขียว ปากซีดเซียว และโกรธง่าย สอง ระดูทำกับดีและตับ ทำให้ละเมอเพ้อคลั่ง สะดุ้งผวา สาม ระดูทำกับเนื้อ ทำให้ผิวแสบร้อน เกิดผื่นคัน หรือจ้ำแดง ๆ คล้ายลูกตำลึงสุก ทั่วตัว สี่ ระดูทำกับเส้นเอ็น ทำให้สะบัดร้อนสะบัดหนาว ปวดหัว ห้า ระดูทำกับกระดูก ทำให้ปวดตามข้อ ปวดกระดูกหลัง แต่เดี๋ยวนี้สตรีปวดประจำเดือนกันแทบทุกวัย ถึงจะอยู่ในปัจฉิมวัยฉันก็ยังเจอ เพราะคนทุกวันนี้อาศัยอยู่อาศัยกินกันผิด คนที่ขยันกินน้ำแข็งนะตัวดีเลย และยิ่งทำงานอยู่แต่ในห้องแอร์ทั้งวันด้วยยิ่งไปใหญ่ เพราะความเย็นจะทำให้เลือดหนืดตัวมากขึ้น เวลามีประจำเดือนก็ปวดไงล่ะ เรื่องอาหารเกี่ยวกับพวกเนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ด้วย ยิ่งบางคนเลือดเสียอยู่แล้ว (สังเกตจากดวงตาจะมีแขนงเส้นเลือดสีดำเล็ก ๆ ปรากฏอยู่) กินอาหารแสลงพวกนี้เข้าไป จะทำให้มดลูกเกิดการบีบตัวรุนแรงมากขึ้น ก็ปวดท้องประจำเดือนอีกเหมือนกัน วิธีง่าย ๆ ที่ฉันแนะนำคนไข้ที่มาหาคือ ให้เขากินน้ำร้อนแก้กัน จิบไปเรื่อย ๆ จะทำให้เลือดไหลเวียนดี แก้อาการปวดประจำเดือนได้ แต่ถ้าใครอาการหนักจริง ๆ ลองสูตรยาที่ฉันจะบอกนี้ไปต้มกินก็ได้นะ สูตรยาไทย จิบแก้ปวดประจำเดือน อ่านหน้าต่อไป

ปวดท้อง ตรงไหน เป็นอะไรกันแน่

อาการ ปวดท้อง มักจะเกิดขึ้นอยู่เสมอแต่ส่วนมากเราจะไม่ค่อยรู้สาเหตุว่าปวดเพราะอะไร ทนได้ก็ทน แค่ถ้าทนไม่ได้ถึงจะกินยาแก้ปวด

keyboard_arrow_up