9 ปี บนเส้นทางการขับเคลื่อนงานธรรมที่ไม่เคยหยุดนิ่งของสวนโมกข์กรุงเทพ

9 ปี บนเส้นทางการขับเคลื่อนงานธรรมที่ไม่เคยหยุดนิ่งของ สวนโมกข์กรุงเทพ จากจุดเริ่มต้นที่คุณหมอบัญชา พงษ์พานิช ตั้งใจเผยแพร่เรื่องราวและผลงานของท่านอาจารย์พุทธทาสในรูป “หอจดหมายเหตุพุทธทาส” ณ สวนโมกข์ไชยา แต่ด้วยผลงานที่มากด้วยคุณค่าและเป็นที่ยอมรับในระดับโลก จึงเกิดแรงสนับสนุนมากมายผลักดันให้หลายฝ่าย โดยเฉพาะสวนโมกขพลารามและคณะธรรมทานเห็นควรให้จัดตั้งหอจดหมายเหตุฯ ขึ้นที่กรุงเทพ และนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ เมื่อได้รับพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในหลวงรัชกาลที่ 9 ให้ใช้พื้นที่ “สวนวชิรเบญจทัศ” เป็นที่ตั้ง และสวนสาธารณะแห่งนี้เป็นพื้นที่มีศักยภาพดึงดูดคนกรุงเทพฯ ให้เข้าร่วมกิจกรรม จึงขยายขอบเขตงานไม่จำกัดเพียงสร้างหอจดหมายเหตุฯ แต่พัฒนาเป็น “ สวนโมกข์กรุงเทพ ” ที่เป็นหนึ่งในเสาหลักขับเคลื่อนงานธรรมเพื่อนำธรรมะกลับสู่ใจคน Secret ได้รับเกียรติจากคุณหมอบัญชา พงษ์พานิช มาร่วมพูดคุยถึง “9 ปี บนเส้นทางการขับเคลื่อนงานธรรมของสวนโมกข์กรุงเทพและทิศทางการเผยแผ่งานธรรมในบริบทโลกปัจจุบัน”   0 เหลียวหลัง: ท่านอาจารย์พุทธทาสกับการวางรากฐานการขับเคลื่อนงานธรรม ท่านอาจารย์พุทธทาสเป็นพระที่มีวิสัยทัศน์และแสวงหาช่องทางเพื่อสื่อสารธรรมะมากที่สุดรูปหนึ่ง โดยท่านใช้สารพัดสื่อมาเผยแผ่งานธรรมของท่าน กล่าวคือ ตั้งแต่ปี 2475 ท่านตั้งโรงพิมพ์ สำหรับพิมพ์หนังสือพิมพ์ราย 3 เดือน เพื่อเผยแผ่ธรรมะ และในการบรรยายธรรม ท่านใช้สื่อโสตทัศน์ที่ทันสมัยที่สุดในยุคท่าน เมื่อมีโอกาสท่านก็ขยายช่องทางไม่ว่าจะเป็นวิทยุ โทรทัศน์ และมีกลยุทธ์ในการออกหนังสือเป็นเล่มเล็ก […]

บทสวดปฏิจจสมุปบาท คาถาขับไล่อวิชชา

บทสวดปฏิจจสมุปบาท คาถาขับไล่อวิชชา ปฏิจจสมุปบาทเป็นคำสอนที่สำคัญคำสอนหนึ่งของพระพุทธเจ้า ทำให้เราได้ทราบถึงจุดเริ่มของวัฏฏะว่ามาจาก “อวิชชา” (ความไม่รู้) สิ่งที่จะทำให้วัฏฏะหยุดคือการมี “วิชชา” (รู้) บทสวดปฏิจจสมุปบาท บทนี้ เมื่อสวดหรือภาวนาแล้วจะทำให้เกิดความเข้าใจถึงเหตุที่ทำให้ต้องเวียนว่าย ช่วยทำให้จิตเป็นกุศล และได้บุญจากการบรรยายธรรมของพระพุทธเจ้าให้ตนเองและเทวดาฟังอีกด้วย   (นำ) หันทะ มะยัง ปะฏิจจะสะมุปปาทะธัมมะปาฐัง ภะณามะ เส ฯ   (รับ) อิธะ ภิกขะเว อะริยะสาวะโก ปะฏิจจะสะมุปปาทัญเญวะ สาธุกัง โยนิโส มะนะสิกะโรติ – ภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ย่อมกระทำไว้ในใจ โดยแยบคายเป็นอย่างดี ซึ่งปฏิจจสมุปบาทนั่นเทียว ดังนี้ว่า   อิมัส๎มิง สะติ อิทัง โหติ – เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้ย่อมมี   อิมัสสุปปาทา อิทัง อุปปัชชะติ – เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น   อิมัส๎มิง […]

วิธีกำจัดกิเลสออกจากใจ บทความธรรมะสอนให้รู้เท่าทันกิเลส โดย พระอาจารย์ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 

วิธีกำจัดกิเลส ออกจากใจ บทความธรรมะสอนให้รู้เท่าทันกิเลส โดย พระอาจารย์ปราโมทย์ ปาโมชฺโช กิเลสเกิดขึ้นที่ใจ วิธีกำจัดกิเลส ให้ออกไปจากใจได้นั้น คือการฝึกให้สติและสมาธิเข้มแข็ง หากกิเลสหมดไปจากใจ เส้นทางแห่งอริยะและมรรคผลก็ไม่ง่ายเกินความเพียรพยายาม สมัยก่อนคนที่รู้สึกตัว (สติสัมปชัญญะ) มีอยู่มาก มาเดี๋ยวนี้ผู้ที่รู้สึกตัวมีบ้าง แต่ยังน้อยกว่าเมื่อก่อน ผู้ที่เจริญปัญญาเป็น ต้องสามารถแยกรูป-นามได้ หลวงตามหาบัวท่านเคยกล่าวว่า “ผู้ใดบอกว่าตัวเองเจริญปัญญาแต่ไม่สามารถแยกขันธ์ 5 ได้ ผู้นั้นอย่ามาพูดกับเราว่าเจริญปัญญาเป็น ”  เราต้องเห็นว่าจิตกับกายเป็นคนละส่วนกัน ร่างกายเป็นสิ่งถูกรู้ ส่วนจิตเป็นผู้รู้ เรารู้ว่าร่างกายยืน เดิน นั่ง นอน นี้คือร่างกายถูกจิตรู้ อันนี้เป็นการเจริญกายานุปัสสนาด้วย บางคนเห็นความรู้สึก (เวทนา) เป็นของถูกรู้ อันนี้เป็นการเจริญเวทนานุปัสสนา บางคนเห็นกุศลและอกุศลเป็นของถูกรู้ อันนี้เป็นการเจริญจิตตานุปัสสนา บางคนเห็นจิตเคลื่อนไปตามอายตนะหรือเห็นอริยสัจ อันนี้เป็นการเจริญที่ยากและละเอียดเรียกว่า ธรรมานุปัสสนา หากเราเจริญในกายานุปัสสนา ซึ่งเป็นก้าวแรกของสติปัฏฐานบ่อยครั้ง ย่อมรู้แจ้งแทงตลอดได้ สิ่งที่จะกำจัดกิเลสให้ออกจากใจไปได้ต้องอาศัยสัมมา 2 ประการคือ สัมมาสติ และ สัมมาสมาธิ หรือเรียกง่าย ๆ ว่า […]

ไขความกระจ่าง ความหมายที่แท้จริงของคำว่าภพ

ไขความกระจ่าง ความหมายที่แท้จริงของคำว่าภพ คำว่า “ภพ” มักใช้คู่กับคำว่า “ภูมิ” ซึ่งตามจริงแล้วสองคำนี้มีความหมายเดียวกันหรือเปล่า และ ความหมายที่แท้จริงของคำว่าภพ คืออะไร เพื่อความกระจ่างจึงยกคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ตรัสถึงเรื่องของภพมาเพื่อให้ทราบถึงความหมายที่แท้จริงว่า “ภพ” คืออะไร และตรงตามที่เราเข้าใจหรือไม่ พระพุทธเจ้าตรัสอธิบายเรื่องภพไว้ในวิภังคสูตรว่า “ภิกษุทั้งหลาย ภพ เป็นอย่างไร ภพมีด้วยกัน 3 อย่างคือ กามภพ รูปภพ และอรูปภพ ภพมีขึ้นจากอุปาทาน (ความยึดติด) ” พระอานนท์เคยทูลถามพระพุทธเจ้าถึงเรื่องการเกิดขึ้นของภพซึ่งปรากฎในปฐมภวสูตรว่า พระอานนท์ทูลถามว่า : ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ภพเกิดขึ้นได้อย่างไร พระพุทธเจ้าตรัสว่า : ถ้ากรรมมีกามธาตุ (ดิน น้ำ ลม ไฟ) เป็นผล กามภพก็เกิดขึ้น ด้วยเหตุนี้ กรรมจึงเปรียบเป็นเนื้อนาของ วิญญาณ (จิต) เป็นเมล็ดพืช ตัณหา (ความอยาก) เป็นยางช่วยหล่อเลี้ยงเชื้อของพืช วิญญาณของสัตว์ทั้งหลายมีอวิชชาเป็นเครื่องกีดขวาง ตัณหาเป็นเครื่องผูกพันธนาการ ตั้งอยู่ด้วยธาตุชั้นทราม (ดิน น้ำ ลม […]

ยุติ วงจรปฏิจจสมุปบาท เพื่อตัดภพให้สิ้นชาติ โดยพระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ

ยุติ วงจรปฏิจจสมุปบาท เพื่อตัดภพให้สิ้นชาติ โดยพระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ หากต้องการสิ้นสังสารวัฏ การเวียนว่ายตายเกิด ต้องเข้าใจในปฏิจจสมุปบาท แต่เข้าใจเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องทำลาย วงจรปฏิจจสมุปบาท ด้วย เพื่อให้กระจ่างในเรื่องนี้ พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญตอบปัญหาธรรมที่มีผู้สนใจส่งเข้ามาในหัวข้อปฏิจจสมุปบาท เพื่อเป็นประโยชน์สำหรับการปฏิบัติ และเข้าใจในหลักธรรมนี้มากขึ้น   ปฏิจจสมุปบาทและอิทัปปัจจยตาเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร ตามจริงแล้วเป็นหลักธรรมเดียวกัน ท่านเรียกว่า “อิทัปปัจจยตาปฏิจจสมุปบาท” เป็นกระบวนการของธรรมที่ส่งต่อกันเป็นลูกโซ่ หรือเป็นเหตุปัจจัยที่ส่งต่อให้เกิดสิ่งต่าง ๆ แต่เพราะเป็นหลักธรรมชื่อยาวเรียกยาก จึงนิยมแยกเรียกเป็นอิทัปปัจจยตาบ้าง ปฏิจจสมุปบาทบ้าง   ทำอย่างไรไม่ให้เกิดการยึดติด (อุปาทาน) การยึดติด หรือที่ท่านเรียกว่า “อุปาทาน” เกิดขึ้นจากตัณหา มันเป็นกระบวนการสืบทอด อุปาทานไม่สามารถเกิดขึ้นมาเองได้  ซึ่งในวงจรของปฏิจจสมุปบาทอธิบายไว้ชัดเจนว่า อุปาทานมาจากตัณหา ตัณหาก็มาจากเวทนา เวทนาก็มาจากผัสสะ ทีนี้ผัสสะหรือการกระทบ เมื่อผัสสะเกิดขาดสติ กิเลสก็มาจึงเกิดเป็นเวทนา หรือความรู้สึก มีความรู้สึกชอบ ไม่ชอบ จึงเกิดตัณหาตามมา ไม่ต่างจากวงจรชีวิตของหนอน ที่จะกลายเป็นผีเสื้อในวันข้างหน้า จากตัณหาก็เป็นอุปาทาน ทำอย่างไรไม่ให้เกิดอุปาทาน มีวิธีเดียวคือการมีสติในขณะเกิดผัสสะ เช่น เห็นก็รู้ว่าเห็น […]

ตัดภพ สิ้นชาติ เพราะเข้าใจ ปฏิจจสมุปบาท

ตัดภพ สิ้นชาติ เพราะเข้าใจ ปฏิจจสมุปบาท  ปฏิจจสมุปบาท เป็นคำสอนหนึ่งของพระพุทธเจ้าที่มีความลึกซึ้ง ลุ่มลึก ทำให้เข้าใจถึงการกำจัดอวิชชา และเข้าใจว่าเพราะความไม่รู้นี่เองที่ทำให้สัตว์ทั้งหลายยังคงเวียนว่ายตายเกิดในทะเลแห่งวัฏฏะสงสาร การที่จะตัดภพ สิ้นชาติให้ได้นั่นต้องมีความเข้าใจในคำสอนเรื่องนี้เสียก่อน คำสอนที่มีชื่อเรียกยากนี้ หากใครได้ยินเป็นครั้งแรก ต้องขอให้ผู้พูด พูดชื่อนั้นซ้ำอีกครั้ง พร้อมกับเอ่ยคำถามเชิงอุทานว่า “ปฏิจจสมุปบาทคืออะไร” ปฏิจจสมุปบาทคือองค์ธรรมที่อาศัยกันและกันให้เกิดขึ้น มีด้วยกันทั้งหมด 12 องค์ธรรม ได้แก่ อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรามรณะ หากจะอธิบายคำสอนนี้ได้ให้เกิดความเข้าใจ ต้องอิงตามพระพุทธพจน์ของพระ ในพระสูตรหนึ่งมีชื่อว่า ” ปัจจัยสูตร ” ยกส่วนที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนเรื่องปฏิจจสมุปบาทพอสังเขปมาดังนี้ องค์ธรรมที่อิงอาศัยกันและกันให้เกิดขึ้น (ปฏิจจสมุปบาท) เริ่มจากการเกิด (ชาติ) ทุกชีวิตจึงต้องแก่และตาย (ชรามรณะ) ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา เป็นองค์ธรรมที่อิงอาศัยกัน หากไม่มีชาติก็ไม่มีชรามรณะ เพราะเรา (ตถาคต) เข้าใจในการอิงอาศัยขององค์ธรรมนี้ เราจึงได้บรรลุธรรม   […]

keyboard_arrow_up