ผลจากการไม่รักษาศีลผลจากการไม่รักษาศีล

ผลจากการไม่รักษาศีล ที่ปรากฏได้ในชาติปัจจุบัน ซีเคร็ตเคยนำเสนอเรื่องอานิสงส์แห่งการรักษาศีลมาบ้างแล้ว อยากชวนทุกท่านมารู้จักกับ ผลจากการไม่รักษาศีล ที่จะปรากฏในชาติปัจจุบันกันบ้างค่ะ ในพาลบัณฑิตสูตร พระอานนท์ได้ฟังมาจากพระพุทธองค์แล้วเล่าว่า สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคจ้าประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี สมัยนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ” ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลักษณะเครื่องหมายเครื่องอ้างว่าเป็นพาลของคนพาลนี้มี 3 อย่าง สามอย่างเป็นไฉน ” ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนพาลในโลกนี้มักคิดความคิดที่ชั่ว มักพูดคำพูดที่ชั่ว มักทำการทำที่ชั่ว ถ้าคนพาลจักไม่เป็นผู้คิดความคิดที่ชั่ว พูดคำพูดที่ชั่ว และทำการทำที่ชั่ว ” บัณฑิตพวกไหนจะพึงรู้จักเขาได้ว่า ผู้นี้เป็นคนพาล เป็นอสัตบุรุษ เพราะคนพาลมักคิดความคิดที่ชั่ว มักพูดคำพูดที่ชั่ว และมักทำการทำที่ชั่ว ฉะนั้น พวกบัณฑิตจึงรู้ได้ว่านี้เป็นคนพาล เป็นอสัตบุรุษ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนพาลนั้นนั่นแลย่อมเสวยทุกข์โทมนัส 3 อย่างในปัจจุบัน ”    รู้สึกถึงความชั่วที่มีอยู่ในตน ทุกข์ประการแรกที่คนพาลจะได้รับในบัจจุบันชาตินั้น พระพุทธองค์ตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าคนพาลนั่งในสภาก็ดี ริมถนนก็ดี ริมทางสามแพร่งก็ดี ชนในที่นั้น ๆ จะพูดถ้อยคำที่พอเหมาะสมแก่เขา ถ้าคนพาลมักเป็นผู้ทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง มักถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้ มักประพฤติผิดในกาม […]

เทวดาตกนรกเพราะกรรมริษยา 

เทวดาตกนรก เพราะกรรมริษยา เคยสงสัยไหมว่า เทวดามีสิทธิ์ตกนรกเหมือนมนุษย์หรือไม่ ซีเคร็ตบอกได้ค่ะว่ามีสิทธิ์ไม่ต่างจากมนุษย์ ขอยกเรื่องเล่า เทวดาตกนรก มาเล่าสู่กันฟังจากหนังสือเรื่อง “เปลี่ยนเจ้ากรรมนายเวรให้เป็นมิตร” มาฝากค่ะ ในศาสนาของพระพุทธเจ้ากัสสปะ ซึ่งอุบัติก่อนหน้าศาสนาของพระพุทธจ้าองค์ปัจจุบัน มีพระสาวก 2 รูปอยู่จำพรรษาด้วยกัน รูปหนึ่งเป็นมหาถระ (พระผู้ใหญ่ที่บวชตั้งแต่ 20 พรรษาขึ้นไป) และอีกรูปหนึ่งเป็นพระอนุเถระ (พระผู้น้อย บวชได้ 10 พรรษา แต่ไม่ถึง ๒ พรรษา) ทั้งสองรูปต่างคุ้นเคยสนิทสนมเอื้ออาทรเหมือนพี่น้องท้องเดียวกัน แต่เมื่อทวดาองค์หนึ่งรู้เห็นวัตรปฏิบัติของท่านกลับเกิดจิตริษยา จึงหาโอกาสทำให้ท่านทั้งสองแตกกัน เจตนาร้ายของเทวดสำเร็จลงในวันอุโบสถหรือวันพระใหญ่ ขณะที่พระมหาเถระและพระอนุถระกำลังเดินทางไปยังวัตแห่งหนึ่ง เพื่อฟังการสวดพระปาติโมกข์ ซึ่งเป็นสังฆกรรมที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ให้พระสาวกทำร่วมกัน ระหว่างทางพระอนุเถระเกิดปวดปัสสาวะ ท่านจึงบอกพระมหาเถระให้คอยอยู่ข้างทางก่อน ส่วนตัวท่านเองหลบเข้าไปถ่ายปัสสาวะริมพุ่มไม้ เทวดาเจ้าริษยาติดตามพระเถระทั้งสองรูปมาตลอดทาง เมื่อเห็นโอกาสที่จะทำลายความสามัคคีได้ จึงเนรมิตกายทิพย์ให้เป็นกายหยาบ แล้วแปลงกายเป็นหญิงสาวเดินตามหลังพระอนุเถระออกมาจากริมพุ่มไม้ที่ท่านเข้ไปถ่ายปัสสาวะ พร้อมทั้งแสดงกิริยาอาการจัดมวยผมและจัดผ้านุ่ง ส่อไปในทางที่ทำให้พระมหาเถระที่คอยอยู่เข้าใจผิดว่พระอนุถระกับเธอได้ทำสิ่งบัดสีด้วยกัน จากนั้นเทวดาจอมริษยาก็หายวับไป ปล่อยให้พระเถระทั้งสองมีเรื่องขัดใจกันอย่างรุนแรง “ท่านศีลขาดแล้ว…” สิ้นเสียงต่อว่าของพระมหาเถระ พระอนุถระก็รู้สึกเหมือนถูกสายฟ้าฟาด จึงย้อนถามอย่างมึนงงว่า “ทำไมหลวงพี่พูดอย่างนั้นเล่าครับ” “ก็เห็นทนโท่ว่ามีหญิงสาวเดินตามท่านออกมาจากพุ่มไม้ แถมยังจัดผ้าจัดผมยุ่งเหยิงไปหมด” พระมหาเถระยังคงเสียงแข็ง แม้พระอนุเถระจะพยายามพูดชี้แจงอย่างไร แต่พระมหาเถระก็ไม่ยอมเข้าใจ […]

นางกาณา สตรีผู้ด่าพระภิกษุ แต่ได้เป็นพระธิดาบุญธรรมของพระราชา

นาง กาณา สตรีผู้ด่าพระภิกษุ แต่ได้เป็นพระธิดาบุญธรรมของพระราชา ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเชตวัน ได้เกิดเหตุการณ์ขึ้นกับสตรีนางหนึ่งที่มีชื่อว่า “ กาณา ” นางเกิดในครอบครัวที่อุปถัมภ์พระพุทธศาสนา ทำให้นางกลายเป็นคนที่ชอบทำบุญสุนทานมาตั้งแต่เด็กจนกระทั่งนางได้แต่งงานเข้าไปอยู่ในตระกูลของสามี มารดาของนางได้ทำขนมถั่วแล้วส่งมาให้ นางจึงเก็บขนมถั่วนี้ไว้ใส่บาตรในวันรุ่งขึ้น เมื่อพระภิกษุบิณฑบาตผ่านหน้าเรือน นางกาณาได้ลงมาใส่บาตร ขณะที่นางกำลังกล่าวคำจบของใส่บาตรอยู่นั่นเอง สามีขางนางพาเมียน้อยเข้ามาอยู้ในบ้าน ทำให้นางกาณาเกิดความโมโหจึงดุด่าพระภิกษุไปโดยไม่ได้ตั้งใจ ทำให้ไม่มีพระภิกษุรูปใดกล้าบิณฑบาตผ่านเรือนของนางอีกเลย ส่วนนางกาณาเองก็ย้ายกลับไปอยู่เรือนของมารดาดังเดิม พระพุทธองค์ทรงทราบด้วยพระญาณจึงเสด็จไปเรือนมารดาของนางกาณา เมื่อพระพุทธองค์มาถึง มารดาได้จัดเตรียมอาสนะอย่างดีมารับรองพระผู้มีพระภาคเจ้า พร้อมกับถวายข้าวยาคูแด่พระองค์ พระพุทธองค์ตรัสถามถึงนางกาณาว่าเวลานี้อยู่ที่ไหน มารดาจึงชี้ไปยังที่นางกาณายืนอยู่ ซึ่งนางกำลังร้องไห้ พระพุทธองค์ตรัสขึ้นว่า “กาณาร้องไห้ทำไม” มารดาตอบว่า “ลูกสาวจของดิฉันเสียใจที่ได้ด่าพระสาวกของพระองค์ เจ้าข้า” พระพุทธองค์ตรัสว่า “สาวกของเราทำผิดอะไรหรือกาณา”     นางกาณาได้ยินดังนั้นก็เข้ามากราบพระบาทพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วตอบว่า “พระสาวกของพระองค์ไม่มีความผิด มีเพียงดิฉันเท่านั้นที่ผิด เจ้าข้า” จากนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสเรื่องบุพกรรมของนางกาณา เมื่อนางได้ฟังก็บรรลุเป็นพระโสดาบัน จากนั้นพระบรมศาสดาเสด็จกลับพระเชตวัน พระเจ้าปเสนทิโกศลทอดพระเนตรเห็นพระพุทธองค์พอดีจึงเข้าทูลถามพระบรมศาสดาว่าพระองค์เสด็จมาจากที่ใด พระพุทธเจ้าตรัสเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่เรือนของมารดานางกาณาให้พระเจ้าปเสนทิโกศลสดับ พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงอยากทราบว่านางกาณาเป็นพระโสดาบันจริงหรือไม่ จึงทดสอบนางโดยการเชิญนางเข้าวัง แล้วแต่งตั้งให้นางเป็นพระธิดาบุญธรรม พระองค์ทรงบำรุงนางด้วยสมบัติต่าง ๆ นานา แล้วยังมอบหมายให้มหาอำมาตย์คนหนึ่งเป็นผู้รับเลี้ยงนางแทนพระองค์ […]

พระนางธัมมทินนาเทวี สตรีผู้ได้รับความเคารพจากรุกขเทวดา

พระนางธัมมทินนาเทวี สตรีผู้ได้รับความเคารพจากรุกขเทวดา พระเจ้าพรหมทัตทรงเข้าพระทัยผิดคิดว่าสิ่งที่พระองค์บนบานไว้กับรุกขเทวดาได้สัมฤทธิ์ผล จึงจับคนมาบูชายัญ แต่แล้วก็มีสตรีนางหนึ่งช่วยให้ทุกคนพ้นจากการถูกบูชายัญ สตรีนางนั้นคือ พระนางธัมมทินนาเทวี  ครั้งพระเจ้าปเสนทิโกศลทรงได้ยินเสียงประหลาดในยามวิกาล ทรงตกพระทัยมากจึงโปรดให้ปุโรหิตทำนายว่าจะเป็นลางบอกเหตุร้ายหรือไม่ ปุโรหิตเห็นเป็นช่องทางหาลาภสักการะจึงทูลพระองค์ว่า “เป็นลางบอกเหตุว่าจะเกิดภัยขึ้นกับมหาราช แต่วิธีแก้ยังพอมีคือพระองค์ต้องประกอบพิธีบูชายัญด้วยคนและสัตว์อย่างละ 100 ชีวิต” เมื่อพระนางมัลลิกาเทวีทรงทราบจึงตรัสโน้มน้าวพระสวามีไม่ให้ทรงประกอบพิธีบูชายัญ เพราะการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเป็นหนทางไปสู่ทุคติภูมิ พระนางทรงชักชวนพระเจ้าปเสนทิโกศลไปเข้าเฝ้าพระบรมศาสดาเพื่อทูลถามที่มาของเสียงประหลาดที่แท้จริงว่าเป็นตามที่ปุโรหิตทำนายหรือไม่ พระบรมศาสดาทรงเฉลยว่าเป็นเสียงของสัตว์นรก 3 ตนจากโลหกุมภีนรก สัตว์นรกเหล่านี้ต้องการให้ชนทั้งหลายทราบว่านรกมีอยู่จริง ไม่อยากให้ใครต้องทำอกุศลกรรมอีกเลย จากนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสรรเสริญพระนางมัลลิกาเทวีที่ได้ช่วยเหลือชีวิตผู้คนและสัตว์ทั้งหลายที่จะตกเป็นเหยื่อให้พิธีกรรมนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าเมื่อในอดีตชาติ พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงจะสังหารชนหมู่มากเพื่อสังเวยรุกขเทวดา แต่มีสตรีนางหนึ่งเตือนสติพระองค์ไว้ ครั้งสมัยพระเจ้าปเสนทิโกศลเสวยพระชาติเป็นเจ้าชายแห่งกรุงพาราณสี เจ้าชายได้ตรัสบนบานต่อรุกขเทวดาว่า หากตนได้ครองราชย์ต่อจากพระราชบิดา จะนำเลือดของพระราชาและพระราชินีจาก 101 เมืองในชมพูทวีปมาถวายเป็นเครื่องสังเวย วันเวลาผ่านไปพระเจ้ากรุงพาราณสีสวรรคตลง เจ้าชายได้ขึ้นครองราชสมบัติและสถาปนาเป็นพระเจ้าพรหมทัต พระองค์ทรงจำคำตรัสบนบานได้จึงทำสงครามจับพระราชาและพระราชินีทั้ง 101 พระองค์มาบูชายัญ รุกขเทวดาไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์นองเลือดขึ้นในบริเวณต้นไทรที่ตนสถิต จึงไปขอความช่วยเหลือจากเทวดาทั้งหลายทั่วจักรวาล แต่ก็ไม่มีเทวดาองค์ใดทำลายพิธีบูชายัญของพระเจ้าพรหมทัตได้ จนกระทั่งท้าวสักกะเทวราชทรงชี้แนะว่า ในบรรดาพระราชาและพระราชินีทั้งหลายในชมพูทวีป มีพระนางธัมมทินนาเทวีเพียงพระองค์เดียวเท่านั้นที่สามารถต่อกรกับพระเจ้าพรหมทัตได้     ในขณะที่พระเจ้าพรหมทัตกำลังจะสังหารพระนางธัมมทินนาเทวี รุกขเทวดาได้ปรากฏกายขึ้น พระเจ้าพรหมทัตทรงปีติหลงคิดว่ารุกขเทวดาแสดงตนเพื่อรับเครื่องสังเวย พระราชาตรัสให้พระนางธัมมทินนาเทวีกราบรุกขเทวดา แต่พระนางทรงไม่แสดงความเคารพ รุกขเทวดาทราบว่ามีเพียงพระราชินีพระองค์นี้เท่านั้นที่จะยุติพิธีกรรมอันเลวร้ายนี้ได้ จึงแสดงความเคารพต่อพระนางแทน ทำให้พระเจ้าพรหมทัตกริ้วที่เทวดาที่พระองค์ทรงบูชาต้องแสดงความเคารพต่อคนธรรมดา พระนางธัมมทินนาเทวีกรรแสง พระเจ้าพรหมทัตตรัสถามว่า […]

ทุกการฆ่าล้วนเป็นบาป บทความธรรมะดี ๆ โดย ท่านว.วชิรเมธี

การทำเมตตาฆาตเป็นบุญหรือบาป เพราะในการเป็นสัตวแพทย์มีการทำ เมตตาฆาต คือ การทำให้สัตว์ตายโดยสงบอย่างไม่ทรมาน เนื่องจากสัตว์ป่วยเป็นโรคที่รักษาไม่หาย อาการหนัก ระบาดติดสู่คนและสัตว์อื่นได้ เช่น การฆ่า ไก่เพื่อป้องกันโรคไข้หวัดนก การฆ่า วัวเพื่อป้องกันโรควัวบ้า ซึ่งการฆ่าสัตว์เลี้ยงที่ป่วยหนักและไม่มีเจ้าของดูแลนั้นในต่างประเทศถือว่าเป็นเรื่องปกติ การค้าขายสัตว์เพื่อบริโภค เพื่อเลี้ยงดู เพื่อใช้แรงงาน เหล่านี้เป็นอาชีพที่พระพุทธเจ้าทรงห้ามไว้หรือไม่ เพราะเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งกล่าวว่า อาชีพที่พระพุทธเจ้าทรงห้ามค้าขายสิ่งมีชีวิตนั้นหมายถึงมนุษย์เท่านั้น การฆ่าด้วยเมตตา เรียกว่า “การุณยฆาต” (Mercy Killing) หรือจะเรียกว่าเมตตาฆาตก็ไม่ผิด ทั้งสองคำนี้แปลว่า “การฆ่าด้วยเมตตา” หรือ “การฆ่าด้วยความกรุณา” ตามลำดับ แต่ถ้าจะให้เลือกเอาสักคำหนึ่งก็ควรเป็น “การุณยฆาต” หรือ “การฆ่าด้วยความกรุณา” ในวงการแพทย์หรือวงการชีวจริยธรรม ซึ่งมักตั้งคำถามต่อเรื่องทำนองนี้ก็ใช้คำว่า “การุณยฆาต” มากกว่าเมตตาฆาต เพราะเมตตาเป็นเพียงคุณภาพของจิตที่ปรารถนาจะให้สรรพสัตว์เป็นสุข หรือเป็นการวางจิตให้มีความเป็นมิตรต่อสรรพสัตว์ทั้งโลกในยามปกติ ส่วนกรุณานั้นหมายเอาคุณภาพของจิตที่มุ่งเน้นการ“ช่วยเหลือ” ให้สรรพสัตว์พ้นจากทุกข์ในยามถูกความทุกข์ครอบงำเป็นสำคัญ การฆ่าด้วยความกรุณานั้นมุ่งเน้นการช่วยให้พ้นทุกข์ ดังนั้นการุณยฆาตจึงน่าจะเหมาะสมกว่าเมตตาฆาต แต่เมื่อเราพูดถึงการุณยฆาต ก็หมายรวมถึงเมตตาด้วยเช่นเดียวกัน เพราะทั้งเมตตาและกรุณาเป็นคุณภาพจิตด้านบวกด้วยกันทั้งคู่ มีอยู่ในจิตของใครคนคนนั้นก็เป็นคนดีที่น่าคบทั้งนั้น ในคัมภีร์พระไตรปิฎกมีเรื่องเล่าว่า คราวหนึ่งพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมเรื่องความเป็นปฏิกูลของร่างกาย ภิกษุกลุ่มหนึ่งฟังเทศนาเรื่องนี้แล้วเกิดเบื่อหน่ายในชีวิตและร่างกาย จึงจ้างให้เพชฌฆาตสมัครเล่นคนหนึ่งมาปลงชีวิตของตัวเอง ปรากฏว่าคราวนั้นมีภิกษุเต็มใจฆ่าตัวตายจำนวนมาก ความทราบถึงพระพุทธเจ้า […]

ทำไมเธอต้องถูกถ่วงน้ำทั้งเป็น วิบากกรรมของหญิงกาลกิณี

ทำไมเธอต้องถูกถ่วงน้ำทั้งเป็น วิบากกรรม ของหญิงกาลกิณี วิบากกรรม หมายถึง ผลของการกระทำ อาจเป็นผลที่เกิดจากการทำกรรมดี หรือ กรรมชั่วก็ได้ แต่ในปัจจุบันมักใช้คำนี้ไปในแง่ลบ คือผลของบาป หรือ กรรมชั่ว เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้ เป็นเรื่องที่สร้างความสงสัยให้กับพระเถระรูปหนึ่ง จนต้องทูลถามพระพุทธเจ้าว่า ทำไมหญิงคนนั้นต้องถูกถ่วงน้ำทั้งเป็น ครั้งสมัยพุทธกาลมีนายเรือคนหนึ่ง ต้องนำผู้คนและสินค้าบนเรือเดินสมุทรลำนี้ไปส่งยังจุดหมาย จนกระทั่งวันหนึ่ง เรืออยู่ ๆ กลับนิ่ง ไม่ยอมแล่นไปเหมือนทุกครั้ง ทุกคนบนเรือพยายามหาทางให้เรือแล่นต่อไป ถ้าเรือไม่แล่นมีหวังเรือล่ม ทุกคนจะจมน้ำตายกันหมด จนกระทั่งมีคนหนึ่งเสนอว่าเหตุที่เรือไม่แล่นเพราะมีตัวกาลกิณีอยู่บนเรือ เขาจึงเขียนฉลากแล้วให้ทุกคนบนเรือเสี่ยง ปรากฏว่าภรรยาของนายเรือซึ่งกำลังอยู่ในวัยสาวแรกรุ่นจับได้คำว่า “กาลกิณี” คนบนเรือไม่เชื่อ จึงเริ่มเสี่ยงทายใหม่อีกครั้ง ภรรยานายเรือก็จับได้คำนี้อีก ทุกคนเริ่มไม่แน่ใจจึงขอเสี่ยงอีกเป็นครั้งที่สาม ปรากฏว่ารอบนี้นางก็จับได้คำนี้อีก     นายเรือเห็นถึงความปลอดภัยของทุกชีวิต เขาผูกคอนางด้วยกระออมที่บรรจุทรายจนเต็ม และถ่วงภรรยาสาวลงสู่ก้นทะเล จากนั้นเรือกลับแล่นเร็วราวกับปาฏิหาริย์ มาถึงฝั่งอย่างปลอดภัย พระเถระซึ่งโดยสารเรือเดินสมุทรมาด้วยได้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด เกิดความสงสัยว่าทำไมพอถ่วงหญิงสาวคนนั้นแล้ว เรือกลับแล่นได้เร็วจนมาถึงฝั่ง หากมีโอกาสได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าจะทูลถามเรื่องนี้   คลิกเลข 2 ด้านล่าง เพื่อทราบวิบากกรรมของภรรยานายเรือ 

ปัญหาธรรมประจำวันนี้: คำว่า บุญก็ไม่เอา บาปก็ไม่เอา หมายความว่าอะไร

คำว่า บุญก็ไม่เอา บาปก็ไม่เอา หมายความว่าอะไร ถาม: คำว่า “บุญก็ไม่เอา บาปก็ไม่เอา” หมายความว่าอย่างไรคะ แล้วคนที่ทำบุญจะนิพพานได้อย่างไ

บาป ! ของคน ตาเบา นิ้วเบา หูเบา บทความดีๆ จากณัฐพบธรรม

การทำ บาป แบบนี้ ทำให้เรามีโอกาสจะเป็นเปรต หรือตกนรกได้ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในยุคที่การสื่อสารของมนุษย์เราใช้การสนทนาผ่านปาก และรับรู้ผ่านหู

กรรมไม่เคยละเว้นใคร ไม่ว่ากรรมนั้นจะเป็น “ บุญหรือบาป ”

เราอาจจะไม่เคยมองเห็น “กรรม”แต่สิ่งที่เราควรตระหนักรู้ก็คือ กฎแห่งกรรม มีจริง กรรมไม่เคยละเว้นใคร  ไม่ว่ากรรมนั้นจะเป็น “ บุญหรือบาป ” 

Dhamma Daily: เคยพลาดทำแท้งมาครั้งหนึ่ง จะ ลดวิบากกรรม นี้ได้อย่างไรคะ

Dhamma Daily: เคยพลาด ทำแท้ง มาครั้งหนึ่ง จะลดกรรมนี้ได้อย่างไรคะ – ถาม: ดิฉันเคยพลาดทำแท้งมาครั้งหนึ่ง จะลดกรรมนี้ได้อย่างไรคะ พระอาจารย์ชาญชัย อธิปญฺโญ ตอบคำถามเรื่องนี้ไว้ว่า

Dhamma Daily : วันไนท์สแตนด์ หรือความสัมพันธ์ชั่วคืน ถือเป็นบาปไหมครับ

Dhamma Daily : วันไนท์สแตนด์ หรือความสัมพันธ์ชั่วคืน ถือเป็นบาปไหมครับ วันไนท์สแตนด์ (one-night stand) เรื่องนี้เป็นการตอบสนองทางกามารมณ์ล้วน ๆ ไม่ได้เกิดขึ้นจากความรักเลย เป็นเพียงการตอบสนองตัณหา ความใคร่ หรืออาจเรียกว่าเป็นการตอบสนองความเอร็ดอร่อย ทางกาย ตา หู จมูก ลิ้น นั่นแหละ 1 สังเกตไหมว่าสุขทุกข์ของคนมักเกิดขึ้นจากการตอบสนองความใคร่หรือความอยากทั้งนั้น ถ้าอยากแล้วได้รับการตอบสนองสมอยาก เราก็เรียกสิ่งนั้นว่าความสุข แต่ถ้าไม่ได้รับการตอบสนองให้สมอยาก เราก็เรียกว่าความทุกข์ 2 ส่วนวันไนท์สแตนด์นั้นเกิดจากการไม่ได้ตั้งความอยากในปริมาณที่มากหรือยาวนานเพียงพอ เจอกันเพียงชั่วครู่ชั่วยาม เห็นว่าเขาเท่ดีหล่อดีบ้าง น่ารักดีสวยดีบ้าง แล้วต่างฝ่ายต่างก็ลุยเลย เมื่อความใคร่ไม่ได้ถูกสั่งสมให้ยาวนานเพียงพอแล้วได้รับการตอบสนอง จิตใจของเราก็จะคิดว่า “อ๋อ! แค่นี้เองเหรอ ไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจเลยไปดีกว่า” นี่แหละที่เขาเรียกว่ากามารมณ์ 3 ถือว่าบาปไหม ก็ต้องดูที่เงื่อนไขของสังคมด้วย เดิมวันไนท์สแตนด์มาจากสังคมฝรั่งที่เขาถือกันว่าทุกคนเป็นอิสรชน ซึ่งหมายรวมถึงอิสระในการเสพเพศรสด้วย แต่ถึงอย่างนั้นบ้านเขาก็มีกฎเกณฑ์ว่า ถ้าเขาค้นหาตัวจริงเจอและตัดสินใจจัดพิธีแต่งงานอันศักดิ์สิทธิ์ภายใต้สายพระเนตร พระกรรณของพระผู้เป็นเจ้าของเขาเมื่อไหร่ เขาก็พร้อมจะรักกันชั่วฟ้าดินสลาย ไม่มีการนอกใจซึ่งถือเป็นเรื่องคอขาดบาดตายที่สังคมประณามหยามเหยียดรุนแรง 4 ย้อนกลับมาดูบ้านเราบ้าง สังคมเราเป็นสังคมรอยต่อที่รับวัฒนธรรมฝรั่งเข้ามามากโดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ด้วยสภาพสังคมซับซ้อนมากขึ้นและเครื่องตรวจสอบของสังคมก็กําลังถดถอยลง จึงทําให้มีนักเรียนนักศึกษาบางกลุ่มคิดว่าการอยู่ร่วมห้องกับแฟนหรือคนรักไม่ใช่เรื่องแปลกผิดอะไร ใคร […]

Dhamma Daily : เมื่อพระสงฆ์บริจาค ร่างกาย แต่นักศึกษาที่เรียนจากร่างท่านไปเป็นแพทย์ไร้จรรยาบรรณ

Dhamma Daily : เมื่อพระสงฆ์บริจาค ร่างกาย แต่นักศึกษาที่เรียนจากร่างท่านไปเป็นแพทย์ไร้จรรยาบรรณ ถาม : เมื่อพระสงฆ์บริจาค ร่างกาย (ตัวอย่างเช่น หลวงพ่อคูณ) แล้วนักศึกษาที่ไปเรียนจากร่างท่านกลับนำความรู้ที่ได้ไปเป็นแพทย์ที่ไร้จรรยาบรรณ เป็นแพทย์พาณิชย์ เห็นแก่เงินมากกว่าชีวิตคนไข้ นักศึกษาเหล่านั้นจะบาปกว่าที่ศึกษาจากร่างคนธรรมดาที่ไม่ใช่พระสงฆ์หรือไม่ ตอบ : คนตายไปแล้วไม่ว่าจะเป็นพระสงฆ์หรือเป็นฆราวาสล้วนเป็นซากศพทั้งนั้น เป็นสภาพขันธ์ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟที่แตกสลายไปเหมือนกันหมด ร่างกายของอาจารย์ใหญ่ทั้งหมดถือว่ามีคุณค่าทางจิตใจของผู้บริจาคที่มีแต่ความสุขในการสร้างทานบารมีและน้ำใจอันงดงาม อันประกอบไปด้วยกรุณาธรรมในการช่วยเหลือชีวิตของเพื่อนมนุษย์ ส่วนนักศึกษาแพทย์อาศัยร่างของอาจารย์ใหญ่ในการศึกษาเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นร่างของพระสงฆ์หรือฆราวาสก็ตาม แล้วนำความรู้นั้นไปใช้ในทางเอารัดเอาเปรียบคนไข้ซึ่งตกอยู่ในสภาพที่ต้องทนทุกข์กับอาการป่วยไข้นั้น ถือว่าไม่สมควรอย่างยิ่ง เพราะแพทย์เป็นความหวังของคนไข้ เป็นประดุจดังเทวดาผู้มีฤทธิ์ที่สามารถขจัดปัดเป่าโรคภัย หากจะมีแพทย์แบบนี้อยู่ในสังคมซึ่งคิดว่ามีเพียงนิดหน่อยเท่านั้น ก็คงต้องอยู่ที่จิตสำนึกหรือจรรยาบรรณของแพทย์เอง ดังนั้นที่ถามว่า การอาศัยร่างของพระจะบาปมากกว่าร่างของฆราวาสหรือไม่ คำตอบก็คือ ล้วนเป็นบาปกรรมทั้งสิ้น จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับเจตนาของผู้ศึกษาเองว่า จะสำนึกในบุญคุณแล้วนำความรู้นั้นไปทำประโยชน์ให้แก่เพื่อนมนุษย์ด้วยกันด้วยน้ำใสใจจริง มุ่งผลแห่งการรักษาให้หายจากโรคนั้น ๆ เป็นประเด็นหลัก ส่วนค่าจ้างหรือผลตอบแทนภายนอกนั้นให้ถือว่าเป็นผลพลอยได้   ดร.พระมหาบวรวิทย์ รตนโชโต : พระอาจารย์ผู้ไขปัญหา ภาพ : palungjit Secret Magazine (Thailand) หากผู้อ่านมีปัญหาหนักใจ ต้องการคำแนะนำแฝงด้วยแนวคิดทางธรรม สามารถส่งคำถามมาได้ที่ นิตยสาร Secret คอลัมน์ Dhamma Daily หรือ [email protected] บทความน่าสนใจ Dhamma Daily : พยายาม ช่วยแมว โดนยาเบื่อ แต่ไม่สำเร็จแมวตาย อย่างนี้บาปไหม อุทาหรณ์บาป! เมื่อหมดเวลาของ “บุญ”  ก็คือเวลาของ “กรรม” บุญ-บาปในทรรศนะของ 3 ดาราดัง Dhamma […]

อุทาหรณ์บาป! เมื่อหมดเวลาของ “บุญ” ก็คือเวลาของ “กรรม”

เวลาของ บุญ บาป ไม่มีใครสามารถห้ามปรามได้ เมื่อเวลาของมันมาถึง จากคนที่เคยมีความสุขสบายมาค่อนชีวิต กลับต้องมาเผชิญกับวิบากกรรมในยามชรา

ทำแท้ง แก้กรรมได้ จริงหรือ?! ทางออกของความไม่พร้อมอยู่ตรงไหน

ทำแท้ง แก้กรรมได้ จริงหรือ ?! การถือกำเนิดของ “ชีวิตใหม่” มักเป็นเรื่องน่ายินดีและสวยงามเสมอเพราะนั่นหมายความว่าครอบครัวจะได้รับการเติมเต็มให้สมบูรณ์ มีพ่อ แม่ และลูกแต่เมื่อไรก็ตามที่มีคำว่า “ไม่พร้อม” เข้ามาเกี่ยวข้อง เรื่องน่ายินดีก็อาจกลายเป็นเรื่องเศร้าได้ในพริบตา…แถมยังมีเรื่องวุ่นๆตามมาไม่จบสิ้น

Dhamma Daily : บาปของคนโสด รู้สึกดีกับผู้ชายสองคน แล้วคุยกับเขาพร้อมกัน

ปัญหาธรรมประจำวันนี้:หากเป็นโสด รู้สึกดีกับผู้ชาย2คนพร้อมกัน และคุยกับทั้ง2คนแบบพิเศษแต่ไม่ใช่แฟนผิดศีลไหมคะ

คำถาม: หากเป็นโสด รู้สึกดีกับผู้ชายสองคนพร้อมกั

ปัญหาธรรมประจำวันนี้: ดื่มเหล้าที่บ้าน บาปหรือไม่

ดื่มเหล้า แก้วสองแก้วอยู่ที่บ้าน แม้ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน แต่เป็นการประทุษร้ายตัวเอง การดื่มของหมักดองแม้เพียงเล็กน้อยก็ถือเป็นการประทุษร้ายตัวเอง

ปัญหาธรรมประจำวันนี้: พ่อทำร้ายแม่ เป็นประจำ เราเข้าไปปกป้องแม่ จะบาปไหม

อยากรู้ว่า พ่อทำร้ายแม่ ซึ่งเรารักแม่มาก เมื่อเห็นแล้วทนไม่ได้ เข้าไปปกป้อง ในขณะเดียวกันเราก็ทำไม่ดีต่อคนที่ได้ชื่อว่าเป็นพ่อ เราจะบาปไหมคะ

Dhamma Daily: ขับรถชนสุนัขตาย โดยไม่ได้ตั้งใจ บาปหรือไม่

Dhamma Daily: ขับรถชนสุนัขตาย โดยไม่ได้ตั้งใจ บาปหรือไม่ ถาม: ขับรถไป ชนสุนัขตาย โดยไม่ได้ตั้งใจเพราะมองไม่เห็น บาปหรือไม่ พระอาจารย์มานพ อุปสโม

keyboard_arrow_up