พุทธมนต์ปล่อยวาง สำหรับสวดมนต์ก่อนนอน เพื่อนอนหลับอย่างสบาย สุข สงบ และมีสติ

พุทธมนต์ปล่อยวาง สำหรับ สวดมนต์ก่อนนอน เพื่อนอนหลับอย่างสบาย สุข สงบ และมีสติ สวดมนต์ก่อนนอน ก่อนที่จะล้มตัวหลับบนหมอนนุ่ม ๆ สบาย ๆ เพื่อขับไล่ความเหนื่อยล้าจากการทำงานทั้งวัน การสวดมนต์ก่อนนอนก็เป็นอีกกิจกรรมก่อนนอนที่ไม่ต่างจากการชำระล้างสมอง ช่วยขับไล่ความเครียดที่สะสมมาทั้งวันได้เป็นอย่างดี สารพัดสิ่งที่เราเผชิญมาตลอดทั้งวัน ย่อมต้องมีทั้งวัน ย่อมต้องมีทั้งที่ถูกใจ และไม่ถูกใจ มีทั้งที่สมหวังและผิดหวัง แต่ไม่ว่าวันนั้นจะเป็นไปในทางใด สิ่งที่เราควรต้องมีไว้คู่ใจเสมอก็คือ “การปล่อยวาง” เพราะใด ๆ ในโลกล้วนอนิจจัง เป็นสิ่งสมมติ เมื่อหมดอายุขัยลงก็ต้องสิ้นสลายไป ไม่ว่าจะเป็นใครหรือเป็นอะไรก็หนีการเปลี่ยนแปลงและการเสื่อมสลายไปไม่พ้น บทสวดมนต์ที่ขอแนะนำก็คือ บทอภิณหปัจจเวกขณ์ หรือ ที่เรียกง่าย ๆ ว่า บทพิจารณาสังขาร โดยเลือกสวดเฉพาะพระคาถา บางบทที่มีใจความครอบคลุมถึงความเป็นจริงในธรรมชาติที่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ คือ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป   บทอภิณหปัจจเวกขณ์   ชราธัมโมมหิ  ชะรัง อะนะติโต พะยาธิธัมโมมหิ  พะยาธิง  อะนะตีโต มะระณะธัมโมมหิ  มะระณัง  อะนะตีโต สัพเพหิ […]

คาถาที่วิทวัสสวดเพื่อ ขับไล่ภูตผีปีศาจ ในละครเรื่อง แก้วขนเหล็ก คือ คาถาศักดิ์สิทธิ์บทนี้นี่เอง

คาถาที่วิทวัสสวดเพื่อขับไล่ภูตผีปีศาจในละครเรื่อง แก้วขนเหล็ก คือ คาถาศักดิ์สิทธิ์บทนี้นี่เอง แก้วขนเหล็ก นวนิยายสยองขวัญผลงานของตรี อภิรุม หรือที่หลายคนต่างขนานนามนิยายเรื่องนี้ว่า แดร็กคิวลาเมืองไทย สะท้อนเรื่องบาป-บุญ และภพ-ชาติ การเปลี่ยนจากมนุษย์ไปสู่อมนุษย์ของเมฆินทร์ที่เกิดมาจากพลังความแค้นที่มีต่อพ่อและคนรัก กับการกลับมาเกิดใหม่ของบุญชื่น หญิงที่เมฆินทร์รัก และเสือเที่ยง ที่กลับชาติมาเกิดเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยชื่อ วิทวัส     วิทวัสได้ทดลองคาถานี้หลังจากสอนหนังสือเสร็จ ผลปรากฏว่า วิญญาณร้ายที่สิงอยู่ในห้องเรียนกลับปรากฏตัวขึ้นแล้วเข้าจู่โจมทำร้ายเขา วิทวัสได้ใช้แก้วขนเหล็กชี้ไปยังกลุ่มวิญญาณร้าย แล้วมันก็สลายไปด้วยอานุภาพของแร่ธาตุศักดิ์สิทธิ์นี้     สำหรับความรู้จากละครเรื่องนี้ที่ซีเคร็ตอยากบอกต่อคือที่มาของคาถาศักดิ์สิทธิ์ที่วิทวัสสวดนั้น มิใช่คาถาธรรมดา ๆ เลย แต่เป็นคาถาที่แต่งขึ้นจากเหตุการณ์พระเถระในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชปราบยักษ์ ซึ่งมีปรากฏในคัมภีร์สมันตปาสาทิกา     สะมุทา ภูตุงคังกา นาเคนทะนาคี ทุนนิมิตตะโรคี ปิศาจจะ ภูตะกาลี สุกะระภุชง สีหะ สะทาสุชัยยา ฉัฏฐาระสะ ชัยยะกัง ชัยยะมัคะลัง ฉะยัง มารัสสะ จะ ปาปิมะโต ปะราชะโย สุปัณณะคนา นันทิ วัฑฒโน สุมิตา วิรุฬหา […]

ธชัคคปริตร (แปล)

ธชัคคปริตร เป็นพระสูตรที่นิยมใช้สวดสาธยายเพื่อป้องกันภัย โดย คำว่า ธชัคคะ แปลว่า ยอดธง ธชัคคสูตรคือพระสูตรที่แสดงถึงยอดธง

ชาวพุทธใฝ่ธรรมหมั่นสวดมนต์ต้องรู้ … 4 หลักการอ่าน ภาษาบาลี ให้คล่องปรื๊ด

ภาษาบาลี หรือ Pali เป็นภาษาที่เก่าแก่ภาษาหนึ่งในตระกูลอินเดีย-ยุโรป (อินโด-ยูโรเปียน) โดยนักปราชญ์ทางภาษาและนักการศาสนาให้ความเห็นว่า คือ ภาษาท้องถิ่นของชาวมคธ ในชมพูทวีป คำว่า “บาลี” มีความหมายว่า “ภาษาอันรักษาไว้ซึ่งพุทธพจน์” เนื่องจากเป็นภาษาที่ใช้ทรงจำและจารึกรักษาพุทธพจน์มาแต่ดั้งเดิม โดยใช้บันทึกเป็นคัมภีร์ในพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท จึงนับว่ามีความสำคัญมาก  แม้แต่เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ยังเคยประทานพระโอวาทเมื่อครั้งเสด็จไปวัดอาวุธวิกสิตาราม เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ในการที่คณะธรรมยุต แสดงมุทิตาต่อพระภิกษุสามเณรผู้สอบไล่ได้เปรียญธรรม ๙ ประโยค ประจำพุทธศักราช ๒๕๖๑  ความว่า “ความเข้าใจกระจ่างใน ‘พระไตรปิฎก’ ที่โบราณาจารย์เรียกว่า ‘พระบาลี’ นั้นคือการรักษาพระบวรพุทธศาสนาให้ดำรงอยู่คู่โลก “สาเหตุที่บูรพาจารย์ท่านใช้คำว่าพระบาลี เสมอแทนด้วยคำว่าพระไตรปิฎก ก็เพราะภาษาบาลีคือภาษาที่รักษาอรรถธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไว้ได้อย่างไม่แปรผันบิดเบือน ความรู้พระไตรปิฎกฉบับภาษาอื่นย่อมมีประโยชน์ก็จริงอยู่ แต่ก็เสมือนเรียนรู้เพียงข้อมูลระดับทุติยภูมิ ซึ่งถูกแปลผ่านบริบทถ้อยคำและวัฒนธรรมทางภาษาออกมาแล้วชั้นหนึ่ง จึงเป็นหน้าที่ของพระภิกษุสามเณรที่ตั้งใจบวชเรียนทุกรูป ที่จะต้องทำความเข้าใจพระไตรปิฎกภาษาบาลี อันเป็นข้อมูลระดับปฐมภูมิด้วยตนเองให้ได้ การเล่าเรียนพระปริยัติธรรมแผนกบาลี จึงอยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ มีความสำคัญคู่สังคมไทยมานับแต่โบราณกาลตราบจนปัจจุบัน” จริงอยู่ว่าทุกวันนี้ยังไม่มีบทบัญญัติว่าพุทธศานิกชนทั้งหลายต้องลุกขึ้นมาศึกษาภาษาบาลีเหมือนพระสงฆ์ ทว่าสำหรับผู้ที่ต้องการลึกซึ้งใน ‘ธรรม’ ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า การรู้หลักการอ่าน ภาษาบาลี ให้คล่อง ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลย แต่ก่อนจะอ่านให้คล่อง ต้องรู้ก่อนว่าภาษาบาลีมีตัวอักษรทั้งสิ้น […]

ที่มาของนะโม ตัสสะ ไม่ธรรมดา

ที่มาของ นะโม ตัสสะ ไม่ธรรมดา นะโม ตัสสะ บทสวดที่ชาวพุทธตั้งแต่เด็กเล็กยังผู้สูงอายุต่างสวดเป็น “ นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ ” แปลว่า “ขอนอบน้อม แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้น ซึ่งเป็นผู้ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง” คุ้นกันไหม เชื่อว่าคุ้น แต่มีใครบ้างที่จะทราบว่า กว่าจะเป็นบทสวดสรรเสริญพระพุทธเจ้าบทนี้ได้ ไม่ใช่เรื่องธรรมดาเลย ในคัมภีร์ฎีกานะโม เรียกง่าย ๆว่า คัมภีร์อธิบายความหมายของนะโม เล่าถึงความเป็นมาของบทสวดนี้ไว้ว่า ครั้งสมัยพุทธกาล มีเทพเจ้า 5 พระองค์เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าตามลำดับ เทพเจ้าพระองค์แรกคือ “สาตาคิรียักษ์” เป็นเทวดาประเภทภุมมเทวดา (พระภูมิ) สถิตอยู่ที่เขาสาตาคีรี ในหิมวันตประเทศ มีหน้าที่เฝ้าประตูของป่าหิมพานต์ทางทิศเหนือ เป็นหนึ่งในคณะบริวารของพระเวสสุวัณ สาตาคิรียักษ์เมื่อได้ฟังพระธรรมของพระพุทธเจ้าแล้วบังเกิดจิตเลื่อมใสจึงเปล่งวาจาขึ้นว่า “นะโม” (ขอนอบน้อม) ต่อมาพระอสุรินทราหูทราบว่าพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งของโลก ทรงโปรดให้มนุษย์และเทวดาบรรลุธรรมเป็นจำนวนมาก จึงปรารถนาจะเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อฟังธรรม แต่ด้วยพระองค์มีรูปร่างใหญ่โต หากเข้าใกล้พระพุทธเจ้าจะไม่สมควร พระพุทธเจ้าทรงทราบจึงเนรมิตร่างของพระองค์ให้ใหญ่โตกว่าพระอสุรินทราหูในท่าไสยาสน์ เมื่อพระอสุรินทราหูเห็นดังนั้นจึงมีจิตเลื่อมใส ยอมเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อฟังธรรม พอฟังจบแล้วจึงเปล่งวาจาด้วยความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าว่า “ตัสสะ” […]

keyboard_arrow_up