ไม่นิพพานก็ไม่เดือดร้อน…จริงหรือ บทความธรรมะโดย พระอาจารย์ชาญชัย อธิปัญโญ

ไม่นิพพานก็ไม่เดือดร้อน…จริงหรือ – คนที่คิดว่าชีวิตทุกวันนี้ก็ดีอยู่แล้ว มีกินมีใช้ไม่เดือดร้อนอะไร และไม่เคยทำให้ใครเดือดร้อน ทำไมต้องปรารถนานิพพานด้วย ทัศนะอย่างนี้สวนทางกับพระพุทธศาสนา คนที่คิดอย่างนี้ถือว่า ยังเป็นคนที่หลง ไม่เข้าใจความเป็นจริงของชีวิต พระพุทธเจ้าสอนว่า ทุกข์เป็นพื้นฐานของชีวิต ทุก ๆ คนเกิดมามีทุกข์ติดมาด้วย ไม่ว่าทุกข์ทางร่างกายหรือจิตใจ ร่างกายหากหิวก็เป็นทุกข์ ไม่ขับถ่ายก็เป็นทุกข์ เหนื่อยหรือง่วงเกินไปก็เป็นทุกข์ ร้อนหรือหนาวมากเกินไปก็เป็นทุกข์ ทุกข์ที่ว่ามานี้มีให้เห็นในชีวิตประจำวัน ทุกข์บางอย่างเกิดขึ้นเป็นเวลาหรือมีอาการบ่งบอกก่อน เราจึงป้องกันเสียก่อนที่จะเกิดทุกข์ เช่น กินก่อนที่จะหิว ขับถ่ายก่อนจะปวดถ่าย พักก่อนจะเหนื่อย นอนก่อนจะง่วงมาก ร้อนก็หลบไปอยู่ในที่เย็น หนาวก็หาเครื่องกันหนาวมาปกคลุมร่างกาย การที่เราป้องกันหรือบำบัดอาการดังกล่าวได้ เราจึงไม่ค่อยตระหนักว่าเราเป็นทุกข์ แต่พอเราเจ็บป่วยแก่ชรา ร่างกายทรุดโทรมไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เหมือนเมื่อก่อน เราก็เห็นทุกข์ที่เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน ยิ่งเมื่อตอนจะตาย หากตายด้วยโรคร้ายแรงหรือได้รับอุบัติเหตุ เราจะได้เผชิญกับทุกข์อันใหญ่หลวงของชีวิตอย่างแน่นอน ส่วนจิตใจนั้นก็มีเหตุให้เกิดทุกข์ได้ไม่เลือกกาละเทศะ เพียงวางใจไม่ถูกที่หรือมีใจเห็นผิดสัจธรรม เราก็ทุกข์ใจได้ทุกเมื่อ เช่น มีความห่วงใยต่อบุคคลที่ตนรัก ต่อหน้าที่การงาน ต่อทรัพย์สิน แม้กระทั่งต่อสัตว์เลี้ยงและต้นไม้ที่ตนรัก นั่นก็ทำให้ใจมีความทุกข์ได้แล้ว โดยธรรมชาติแล้ว ทุกคนต่างก็มีความต้องการ มีความอยากได้ใคร่ดี มีเป้าหมายในชีวิต หากสมหวัง เราก็ยินดีพอใจ แต่ถ้าผิดหวังก็เสียใจทุกข์ใจ ยิ่งหวังมากแล้วผิดหวังก็จะยิ่งทุกข์มากขึ้นไปเท่านั้น […]

Dhamma Daily : เคยทำผิดพลาดมาก่อนแต่กลับตัวได้ จะมีโอกาสเข้าถึง พระนิพพาน หรือไม่

ถาม : ถ้าคนหนึ่งเคยทำผิดพลาด ผิดศีลมาก่อน ปัจจุบันเลิกแล้วและปฏิบัติศีล 5 อยากทราบว่าคนคนนี้จะมีโอกาสเข้าถึง พระนิพพาน ได้หรือไม่ พระพรพล ปสันโน ได้ไขปัญหาไว้ดังนี้ ตอบ : คนที่ต้นคดแต่ปลายตรงมีตัวอย่างให้เห็นอยู่เยอะ ถ้าลองศึกษาประวัติในสมัยพุทธกาล ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ “องคุลีมาล” ซึ่งฆ่าคนมากถึง 999 คน เพราะเชื่อว่าหากฆ่าครบ 1,000 คน ชีวิตจะเป็นอมตะ ดังนั้นแม้แต่มารดาตัวเองก็ไม่ละเว้น พระพุทธเจ้าจึงเสด็จไปให้องคุลีมาลเห็นก่อนที่เขาจะทำร้ายมารดา เมื่อองคุลีมาลเห็นจึงวิ่งไล่ตามพระพุทธเจ้า แต่ด้วยอภิญญาของพระองค์ทำให้องคุลีมาลไม่สามารถจะวิ่งไล่ทัน เขาจึงร้องบอกว่า “หยุดเดี๋ยวนี้ หยุดก่อน” พอพระพุทธเจ้าได้ยินดังนั้นก็ตอบว่า “เราหยุดแล้ว” แต่องคุลีมาลหาว่าพระองค์ตรัสมุสาวาท พระพุทธเจ้าจึงตรัสอีกว่า “เราหยุดการเข่นฆ่า หยุดการจองเวรแล้ว แต่ท่านยังไม่หยุด” เมื่อองคุลีมาลได้ยินคำนี้ก็หยุดยืนอึ้งเลย เพราะเป็นคำที่แทงเข้าไปในใจ จึงทำให้ใจอ่อนและสำนึกผิดได้ทันที จากนั้นจึงวางดาบ ทิ้งธนู สลัดแล่งโยนทิ้งลงเหวแล้วเข้าไปกราบทูลขอบวชในพระพุทธศาสนา ซึ่งพระพุทธเจ้าก็ทรงเมตตาบวชให้ หลังจากนั้นองคุลีมาลก็ได้ศึกษาธรรมจนบรรลุอรหันต์ ดังนั้นจะเห็นได้ว่า แม้ต้นคดแต่ปลายตรงก็ทำให้บั้นปลายชีวิตสามารถบรรลุธรรมได้ การฝึกและทำความดีในปัจจุบันจะมีกำลังช่วยบดบังสิ่งที่ไม่ดีได้ ยกตัวอย่างง่าย ๆ โดยเปรียบเทียบจากสิ่งที่เรามองเห็น ถ้าสิ่งนั้นมีขนาดใหญ่กว่าก็จะสามารถบังสิ่งที่เล็กกว่าได้ฉะนั้นถ้ากรรมไม่ดีมีกำลังมากกว่า ใหญ่กว่า […]

Dhamma Daily :คนธรรมดาที่ ยังมีห่วง อย่างเรา ๆ จะถึงนิพพานกันได้อย่างไรคะ

Dhamma Daily :คนธรรมดาที่ ยังมีห่วง อย่างเรา ๆ จะถึงนิพพานกันได้อย่างไรคะ ถาม: คนธรรมดาที่ยังมีห่วงอย่างเรา ๆ จะถึงนิพพานกันได้อย่างไรคะ ตอบ: คนธรรมดาที่เป็นฆราวาสถึงนิพพานเยอะแยะไป อย่างพระเจ้าสุทโธทนะเองไม่ได้บวช แต่ก็ถึงพระอรหันต์ หรือฝรั่งบางคนแม้จะไม่ได้อยู่ในศาสนาพุทธ แต่ถ้าปฏิบัติได้ถูกทางก็หลุดพ้นได้ คนที่อยากจะถึงนิพพานจริงๆ จำต้องอาศัยการปรารภความเพียร และความพยายามเป็นตัวช่วยนะ ไม่งั้นคงถึงได้ยาก ถ้าหากอยากเริ่มต้นปูทางไปนิพพานตั้งแต่วันนี้ ก็ลองเริ่มทำนิพพานน้อยๆ ที่เรียกว่า ตทังคนิพพาน หรือ นิพพานชั่วขณะ (ภาวะของกิเลสเกิดขึ้นและดับไปชั่วขณะด้วยอำนาจของฌาน) ดูก่อนก็ได้ เช่นเวลาใจเร่าร้อนแล้วเรารู้เท่าทันตัวเองจนเห็นความเร่าร้อนที่ดับไป ก็ถือว่าเป็นนิพพานน้อยๆ ได้เหมือนกัน ไฟไหม้เราใช้น้ำดับได้ แต่เวลาใจของเราถูกแผดเผาให้เร่าร้อน ทุรนทุราย จากไฟพิเศษที่เรียกกันว่าไฟบรรลัยกัลป์จะนั่งที่ไหนก็ร้อน…ในน้ำก็ร้อน ห้องแอร์ก็ไม่เย็น…จะใช้อะไรดับก็ไม่ได้ ต้องมีอุปกรณ์ในการดับ คือใจของผู้ถูกเผาเองนั่นละ ในตัวของเรามีไฟอยู่สามกองที่เรียกว่าไฟกิเลส กองแรกคือราคะ ตั้งแต่เช้าถูกไฟกองนี้เผามาบ้างไหม อยากทานอะไรสักอย่าง อยากดูหนัง ดูละคร ซื้อนั่นนู่นนี่ กองที่สองคือโทสะความขัดใจ จากบ้านมาถึงที่ทำงาน ขัดใจคนที่บ้าน เพื่อนที่ทำงาน เจ้านาย ลูกน้องบ้างหรือเปล่า หรือที่โรงเรียนมีเพื่อนมาขัดใจเราบ้างไหม กองสุดท้ายคือโมหะ ความลุ่มหลง […]

ท่านพ่อลี ธัมมธโร สอนเรื่องนิพพาน

ครั้งหนึ่ง ท่านพ่อลี กล่าวข้อธรรมเรื่องนิพพาน ด้วยหวังประโยชน์ต่อชนหมู่มากไว้ว่า “…ที่ว่านิพพาน ๆ นั้นมิใช่อื่น ก็คือดวงจิตใจธรรมดาของเรานี่เอง แต่พ้นไปจากอาสวะทั้งปวงได้แล้ว คือถึงธรรมชาติจิตเดิมธรรมชาติของเขา ย่อมเป็นของไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย… “พระอรหันต์ที่เป็นผู้รู้แจ้งโลก ละโลกขาดเป็นสมุจเฉทปหานได้แล้วนั้น ถ้าขันธ์ยังปรากฏแก่โลกอยู่ก็เป็นขันธวิสุทธิ หมดบุญหมดบาป เพราะดวงจิตมิได้เข้ายึดมาเป็นกรรมสิทธิ์ จิตพ้นแล้วจากอาการของขันธ์คือสังโยชน์ 10 ดับสนิท มิได้มาพัวพันดวงจิตได้อีกแล้ว “ที่เรียกว่า’พระนิพพานธรรม’ คือ จิตผ่องใส ไม่มีราคะ โทสะ โมหะ มาปกปิดอีก ได้ถึงธรรมชาติจิตเดิมอันสว่างไม่มีสิ่งที่จะเปรียบได้ เมื่อความสว่างอันนั้นเกิดขึ้นแล้ว ย่อมทำลายความสว่างของโลกทั้ง 3 ให้หายไปหมด ไม่ปรากฏว่ามีภพนั้นภพนี้อีกเลย เมื่อจิตของตนยังไม่พ้นไปจากกิเลสแล้ว ย่อมเห็นว่าทั้ง 3 ภพมีความว่างอยู่หรือเป็นสุขอยู่ “เมื่อใดใจของตนเข้าถึงโสดาบัน ขั้นแรก แลเห็นความสว่างของโลกทั้ง 3 มืดไปบ้างหรือให้ปรากฏมีสีแดงไปบ้าง ถ้าเข้าถึงสกิทาคามี ขั้นที่สองจะปรากฏความสว่างของโลก 3 ให้สีแดงหรี่ลงทุกที ถ้าเข้าถึงอนาคามีขั้นที่สาม จะปรากฏความสว่างของโลก 3 ให้มืดมัวลงหรี่ลงทุกทีแต่ยังเหลืออยู่ ถ้าเข้าถึงอรหัตตมรรคในขั้นที่สี่ จะปรากฏความสว่างของโลก […]

keyboard_arrow_up