โชติปาลกุมาร

กาลครั้งหนึ่งมีนายทหารหนุ่มผู้องอาจคนหนึ่งนามว่า “โชติปาลกุมาร” เป็นผู้ที่มีความสามารถในเรื่องยิงธนูชนิดที่ไม่มีใครสู้ได้ในชมพูทวีป ชื่อเสียงของเขาเป็นที่เลื่องลือไปทั่ว วันหนึ่งเขาเปิดการแสดงศิลปะการใช้ธนูให้ประชาชนชม ปรากฏว่าได้เงินเป็นจำนวนมหาศาล แม้แต่พระราชาก็ยังชื่นชมจนพระราชทานทรัพย์ให้เป็นอันมาก และตรัสกับเขาว่า พรุ่งนี้จะให้รับตำแหน่งเสนาบดี ฝ่ายนายทหารหนุ่มโชติปาลกุมาร เมื่อได้ทรัพย์จากประชาชนผู้นิยมชมชื่นเขาแล้ว กลับคิดว่า บรรดาคนที่มอบทรัพย์ให้เขามานั้นล้วนยากจนกว่าเขา และด้วยความที่มีจิตเมตตา ไม่อยากให้คนเหล่านั้นต้องลำบาก เขาจึงคืนเงินให้คนที่มาดูไปทั้งหมด คืนนั้นนายทหารหนุ่มนอนคิดถึงเรื่องการเข้ารับตำแหน่งเสนาบดี และคิดทบทวนว่า ศิลปะการยิงธนูมีประโยชน์อะไรบ้าง คิดแล้วก็พบคำตอบว่า ยิงไปแล้วทำให้คนอื่นตาย เมื่อสู้ชนะก็ได้รางวัล ซึ่งทำให้เขาหลงใหลอยู่ในกิเลส และสุดท้ายผลของการทำให้ผู้อื่นตายนั้นเองจะทำให้เขาต้องตกนรก เมื่อคิดแล้วเห็นแต่ผลเสีย เขาจึงรีบหนีออกจากบ้านเข้าป่าแล้วบวชเป็นฤๅษี บำเพ็ญฌานอย่างตั้งอกตั้งใจจนได้ชื่อว่า “โชติปาลดาบส” ในเวลาต่อมาพระราชาและข้าราชบริพารเป็นอันมากก็ได้ออกบวชตาม อยู่มาวันหนึ่ง กีสวัจฉดาบส ซึ่งเป็นลูกศิษย์คนหนึ่งของโชติปาลดาบสได้เข้าไปพักในอุทยานของ พระเจ้าทัณฑกี วันนั้นหญิงงามเมืองคนหนึ่งถูกปลดออกจากตำแหน่ง นางรู้สึกเศร้าเสียใจมากจึงเดินวนเวียนร้องไห้อยู่ในอุทยาน และได้มาพบดาบสเข้า นางคิดว่า นี่คงจะเป็นคนกาลกิณีเข้ามาในอุทยาน และคิดว่านี่คงจะเป็นต้นเหตุให้นางถูกปลดจากตำแหน่ง จึงถ่มน้ำลายรดศีรษะของดาบสนั้นแล้วจากไป ต่อมาพระราชาทรงระลึกถึงความดีบางอย่างของนาง จึงแต่งตั้งนางกลับขึ้นมาใหม่ ทำให้นางเข้าใจผิดคิดว่า ผลของการถ่มน้ำลายรดศีรษะดาบสทำให้ได้ตำแหน่งคืนมา ครั้นเมื่อพระราชาทรงถอดปุโรหิตออกจากตำแหน่ง เขาจึงไปถามนางว่าทำอย่างไรจึงได้ตำแหน่งคืนมา นางก็เล่าเรื่องที่นางถ่มน้ำลายรดดาบสให้ฟัง เขาจึงทำอย่างนั้นบ้าง คิดว่าเป็นการสะเดาะเคราะห์ให้ตนเอง ต่อมาพระราชาทรงระลึกถึงความดีบางอย่างของเขา จึงแต่งตั้งเขากลับมาเป็นปุโรหิตดังเดิม เขาก็เข้าใจผิดว่าคงเป็นผลมาจากการถ่มน้ำลายรดดาบส หลังจากนั้นได้เกิดจลาจลขึ้นที่ชายแดน พระราชาทรงเตรียมยกกองทหารไปปราบ ปุโรหิตจึงแนะนำว่า […]

พระโสณกุฏิกัณณะ เทศนาให้โจรกลับใจ

พระโสณกุฏิกัณณะ เทศนาให้โจรกลับใจ สมัยหนึ่งเมื่อพระกัจจายนะพักอยู่ที่ภูเขาชื่อปวัตตะใกล้นครกุรุรฆระ เขตอวันตีชนบท มีอุบาสกคนหนึ่งชื่อ โสณกุฏิกัณณะ เลื่อมใสในการเทศน์ของท่าน จนคิดอยากจะบวชในสำนักของท่านจึงอ้อนวอนขอบวช แต่พระกัจจายนะห้ามถึงสองครั้งว่า “โสณะ พรหมจรรย์นี้บริโภคอาหารวันละครั้ง นอนผู้เดียวตลอดชีวิต เป็นสิ่งที่บุคคลทำได้ยาก” พระเถระพยายามบรรยายความยากลำบากของผู้บวชให้ฟังอย่างชัดเจน แต่โสณกุฏิกัณณะกลับมีอุตสาหะมากขึ้น อ้อนวอนขอเป็นครั้งที่ 3 จึงได้บรรพชาเป็นสามเณร และอีกสามปีต่อมาจึงได้อุปสมบทเป็นภิกษุ ทั้งนี้เพราะในชนบทมีภิกษุน้อย ต้องคอยให้ภิกษุครบจำนวนจึงอุปสมบทได้ ครั้นเมื่อพระโสณะอุปสมบทแล้ว ใคร่จะเข้าเฝ้าพระศาสดา จึงอำลาพระอุปัชฌายะ พระโสณะไปสู่เชตวันถวายบังคมพระศาสดาและได้รับการต้อนรับจากพระองค์ด้วยดี ที่สำคัญคือ พระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้พักอยู่ในที่พักแห่งเดียวกัน วันหนึ่งในยามใกล้รุ่ง พระศาสดาทรงขอร้องให้พระโสณะสวดพระสูตรบางสูตร พระโสณะได้สวดพระสูตร 16 สูตรโดยทำนองสรภัญญะ คือสวดออกเสียงเป็นทำนองมีจังหวะพอควร พระศาสดาทรงสดับแล้ว ประทานสาธุการแก่พระโสณะ ส่วนพวกเทพ นาค ครุฑ ได้ฟังสาธุการของพระศาสดาแล้วก็เปล่งเสียงสาธุการด้วย เสียงนั้นติดต่อเป็นอันเดียวกันไปจนถึงพรหมโลก ขณะนั้นเทพธิดาผู้สิงสถิตอยู่ในเรือนของมหาอุบาสิกา มารดาของพระเถระในกุรุรฆรนคร อันไกลจากวัดเชตวันถึง 120 โยชน์ ก็เปล่งสาธุการด้วย มหาอุบาสิกาถามว่า “นั่นใครให้สาธุการ” “เราเองน้องหญิง” เทพธิดาตอบ “ท่านเป็นใคร” “เราคือเทพธิดาผู้สถิตอยู่ในเรือนนี้” “เมื่อก่อนท่านไม่เคยให้สาธุการเลย วันนี้ทำไมจึงให้” “เรามิได้ให้สาธุการแก่ท่าน” […]

พระนางสัมพุลา ยอดภรรยาผู้เกื้อกูลสามี

พระนางสัมพุลา ผู้มีรูปโฉมงดงามเปล่งปลั่งดุจเปลวเพลิงในที่สงัดลม เป็นพระชายาแห่งโสตถิเสนกุมาร โอรสของพระเจ้าพรหมทัต เมืองพาราณสี โสตถิเสนกุมารป่วยเป็นโรคเรื้อน แพทย์หลวงไม่อาจรักษาได้ เจ้าชายจึงทรงตัดสินพระทัยออกไปอยู่ป่า โดยมีพระนางสัมพุลาขอตามเสด็จไปด้วย ทั้งสองช่วยกันสร้างศาลามุงด้วยใบไม้ในบริเวณที่มีผลไม้อุดมสมบูรณ์ มีน้ำสะอาด พระนางปฏิบัติบำรุงพระสวามีอย่างดี มิได้ทรงเบื่อหน่ายหรือรังเกียจแต่ประการใด ตื่นเช้าพระนางก็ปัดกวาดอาศรม ตักน้ำใช้ น้ำดื่ม เข้าไปตั้งไว้ นำไม้สีพระทนต์และน้ำบ้วนพระโอษฐ์เข้าไปถวาย แล้วจึงบดยาทาแผลให้ จากนั้นพระนางก็จะให้พระสวามีเสวยผลไม้อันมีรสอร่อย เมื่อเสร็จธุระทางอาศรมแล้ว ก็ถือกระเช้าเสียมขอสอยเข้าป่าเพื่อแสวงหาผลไม้ แล้วนำมาเก็บไว้ เอาหม้อตักน้ำมาให้เจ้าชายสรง ถวายผลไม้อีกครั้ง เตรียมจัดที่บรรทมให้ จากนั้นเมื่อนวดพระบาทและพระกายเสร็จแล้ว จึงเข้าบรรทมข้างพระสวามี พระนางปรนนิบัติพระสวามีอย่างนี้เป็นประจำทุกวัน วันหนึ่งพระนางไปหาผลไม้อย่างเคย เมื่อได้พอสมควรแล้วบังเอิญไปเจอลำธารที่มีน้ำใสสะอาด พระนางจึงลงสรงสนานจนร่างกายสะอาด เสร็จแล้วจึงขึ้นจากน้ำจะกลับอาศรม ขณะนั้นยักษ์ตนหนึ่งเห็นนางผู้งดงามผุดผ่องเหมือนมีรัศมี เกิดจิตปฏิพัทธ์ จึงจับนางไว้ไต่ถามชื่อเสียง นางบอกตามจริง ยักษ์จึงบอกว่า จะมัวปฏิบัติพยาบาลคนโรคเรื้อนอยู่ทำไม ไปเป็นภรรยาของเราไม่ประเสริฐกว่าหรือ  แม้พระนางสัมพุลาจะขอร้องวิงวอนสักเพียงใด ยักษ์ก็ไม่ฟัง แถมยังขู่ว่า ถ้าไม่ยอมก็จะกินเสียเลย แล้วฉุดกระชากนางไปยังที่อยู่ของมัน พระนางสัมพุลารำพันว่า เมื่อไม่มีนางเสียแล้ว พระสวามีจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร พระนางต่อว่าเทพเจ้าทั้งหลายว่า เทพเจ้าเห็นทีจะไม่มีจริง ท้าวโลกบาลผู้มีหน้าที่คุ้มครองโลกก็คงจะไม่มีจริง จึงปล่อยให้ยักษ์หยาบช้ามาจับหญิงผู้ปรนนิบัติสามีไปได้ ไม่เห็นมีใครเหลียวแลเลย ด้วยอานุภาพความดีของพระนาง ทำให้พระอินทร์รุ่มร้อน […]

ความลับของนาคราช

ความลับของนาคราช ในค่ำคืนอันโหดร้าย พายุโหมกระหน่ำในทะเลคลั่ง เรือใหญ่ของพ่อค้าอับปางลง ผู้คนจมน้ำตายเป็นจำนวนมาก ชายคนหนึ่งรอดชีวิตมาได้ ไปถึงท่ากทัมพิยะ เขาเปลือยกายเที่ยวขออาหารจากชาวบ้าน ผู้คนสำคัญผิดคิดว่าเขาสันโดษอย่างยิ่ง มีคุณธรรมสูง จึงให้อาหารด้วยความเคารพ ช่วยสร้างอาศรมให้อยู่ ชายผู้นี้อาศัยอยู่ที่นั่นจนมีนามปรากฏโด่งดังว่า “กทัมพิยอเจลก” แปลว่า คนแก้ผ้าที่ท่ากทัมพิยะ นอกจากคนทั้งหลายแล้ว แม้แต่นาคและครุฑก็มาหาเขา เพราะเข้าใจผิดคิดว่าเป็นนักพรตผู้มีศีลธรรม วันหนึ่ง เมื่อครุฑมาหา หลังจากพูดคุยเรื่องอื่นได้พอสมควรแล้ว ก็กล่าวขึ้นว่าา่ “ญาติของผมเวลาไปจับนาคมักจะตาย เพราะไม่รู้วิธี ท่านช่วยถามความลับในการจับนาคให้ด้วยเถิด” อเจลกรับคำด้วยหวังประจบพญาครุฑ เมื่อนาคมาหาจึงแอบลอบถามว่า นาคมีข้อลี้ลับอย่างใด จึงทำให้ครุฑจมน้ำตายเสียมากมาย พญานาคตอบว่า เรื่องนี้เป็นความลับสุดยอดของพวกกระผม ถ้าพูดออกไปแล้วจะนำความพินาศมาสู่เหล่านาคมากมายประมาณมิได้ แต่กระนั้นอเจลกชั่วก็ไม่เลิกรา พยายามถามทุกครั้งที่นาคมาหา ในที่สุดนาคก็บอกความลับให้ด้วยความไว้ใจผู้มีศีล “พวกกระผมกลืนก้อนหินใหญ่ๆ เข้าไว้ในตัวให้หนัก เมื่อพวกครุฑมาจับ พวกกระผมก็จะทำเป็นยื่นหน้าออกไปแยกเขี้ยวคอยจะขบครุฑ พวกครุฑไม่รู้จึงจับศีรษะของพวกกระผมไว้ เมื่อพยายามจะฉุดก็ฉุดไม่ไหวเพราะหนักอึ้ง ขณะนั้นเองพวกกระผมก็จะใช้หางตีน้ำให้กระจายเป็นคลื่นขึ้นท่วมพวกครุฑตาย เพราะฉะนั้นถ้าจะจับพวกกระผมให้อยู่ ควรจับที่หางให้ศีรษะห้อยลงเพื่อให้สำรอกก้อนหินที่กลืนไว้ออกมา จะทำให้ตัวเบา แล้วคาบพวกกระผมไปได้โดยง่าย” เมื่อพญาครุฑได้ทราบความลับของนาคจากชีเปลือยแล้ว ก็ออกไปจับพญานาค เมื่อถูกจับ พญานาคก็คร่ำครวญว่า “เรานำทุกข์มาให้ตนเองแท้ๆ เพราะภัยย่อมมาสู่คนไร้ปัญญา ชอบพูดพล่อย ไม่ปกปิดคุณพิเศษของตน […]

เรื่องเล่าสอนใจ จากหมู่บ้านพลัม…บ่อยครั้งแค่ไหนที่คุณทำร้ายคนที่คุณรัก

เรื่องเล่าสอนใจ “แมงป่องกับกบ” ณ ริมสระน้ำเล็กๆ แห่งหนึ่ง มีแมงป่องตัวหนึ่งอยู่ริมสระน้ำ มันอยากจะข้ามไปยังอีกฝั่งหนึ่งของสระ แต่ว่ายน้ำไม่เป็น

กุมภโฆสก เศรษฐีผู้ประกอบด้วยธรรม

กุมภโฆสก เศรษฐีผู้ประกอบด้วยธรรม – คราวหนึ่งในเมืองราชคฤห์เกิดอหิวาต์ระบาดหนัก สัตว์น้อยใหญ่และผู้คนพากันล้มตายเป็นจำนวนมาก เศรษฐีและภรรยาคู่หนึ่งจึงบอกกับลูกชายของตนว่า “กุมภโฆสกลูกรัก การหนีโรคชนิดนี้ ท่านว่าต้องพังฝาเรือนไป (ออกทางประตูปกติไม่ได้) เจ้าจงทำอย่างนั้นเถิด อย่าห่วงใยพ่อแม่เลย และหากเจ้ายังไม่ตาย ก็จงกลับมาขุดเอาทรัพย์ซึ่งพ่อแม่ฝังไว้หาเลี้ยงชีพต่อไป” เด็กน้อยเชื่อฟัง ร้องไห้ไหว้พ่อแม่แล้วพังฝาเรือนหนีไปอยู่ที่ภูเขาลูกหนึ่งเป็นเวลาถึง 12 ปี เมื่อกลับมาเขาโตเป็นหนุ่มแล้ว จึงไม่มีใครจำเขาได้ เขาเข้าบ้านไปขุดดูที่ฝังทรัพย์สมบัติ เห็นยังเรียบร้อยดีอยู่ เงินทั้งหมดมีอยู่ถึง 400 ล้านกหาปณะ เขาจึงคิดว่า “ใครๆ ก็จำเราไม่ได้ ถ้าเราขุดเงินออกมาใช้ ชาวบ้านจะสงสัยว่าเราเอาเงินมาจากไหน แล้วเดี๋ยวก็จะมาจับเรา เราควรเก็บเงินไว้ แล้วไปหางานทำดีกว่า” กุมภโฆสกได้งานเป็นยามปลุกคนงานตอนเช้ามืด มีเรือนพักเล็กๆ หลังหนึ่งอาศัยอยู่คนเดียว เช้าวันหนึ่ง พระเจ้าพิมพิสารได้ยินเสียงของเขา โดยปกติพระเจ้าพิมพิสารเป็นผู้รู้เสียงสัตว์ทุกชนิด เมื่อได้ยินเสียงของเขา จึงตรัสว่า “นั่นเป็นเสียงของคนมีทรัพย์มาก” นางสนมคนหนึ่งยืนเฝ้าอยู่ใกล้ๆ คิดว่าพระราชาคงไม่ตรัสอะไรเหลวไหล จึงให้คนไปสืบดู แต่กลับพบว่าเป็นเสียงของยามจนๆ คนหนึ่งเท่านั้น พระเจ้าพิมพิสารฟังเรื่องที่นางบอกแล้วก็นิ่งเฉยเสีย วันต่อมาพระองค์ยังคงตรัสเช่นเดิม นางสนมจึงทูลขอทรัพย์จากพระองค์หนึ่งพันกหาปณะเพื่อจะนำไปทำอุบายเอาทรัพย์จากชายผู้นั้นมาถวาย พระเจ้าพิมพิสารจึงทรงมอบให้นางไป เมื่อได้เงินมาแล้ว นางสนมพร้อมกับลูกสาวก็แกล้งแต่งตัวปอนๆ ทำทีเป็นคนยากจนแล้วไปยังที่อยู่ของพวกคนรับจ้างและเข้าไปขอพักอาศัยในเรือนหลังหนึ่ง แต่เจ้าของปฏิเสธว่ามีคนอยู่มาก […]

มารดาของพระกุมารกัสสปะ

มารดาของพระกุมารกัสสปะ – ในกรุงราชคฤห์ เศรษฐีใหญ่ท่านหนึ่งมีธิดาซึ่งมีรูปร่างหน้าตางดงามและมีกิริยาวาจาดี ใครๆ ต่างพากันชื่นชมว่าเธอเป็นผู้มีบุญมาก เพราะเพียบพร้อมไปด้วยทุกสิ่งที่ชีวิตต้องการ แต่กระนั้นธิดาของเศรษฐีก็ไม่ได้หลงใหลไปกับคำชมทั้งหลาย เพราะคิดว่าคำชมและคำตินั้นเอาแน่นอนอะไรไม่ได้ คนดีเขาก็ติได้ถ้าเขาไม่ชอบ ส่วนคนเลวเขาก็ชมได้ถ้าเขาชอบ เธอคิดว่าทางที่ดีที่สุดคือเขาจะติก็ช่าง จะชมก็ช่าง เราทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดดีกว่า บุญเราทำ กรรมเราไม่สร้าง เราก็มีความสุขใจของเราเอง เพราะความสุขใจและทุกข์ใจนั้น ใครทำแทนเราไม่ได้ เมื่อโตเป็นสาว เศรษฐีอยากให้ธิดาของท่านได้แต่งงาน แต่แม้จะมีชายหนุ่มมาสู่ขอมากมาย เธอก็ไม่สนใจ เพราะจิตใจของเธอมีแต่ความต้องการจะบวชเพื่อบำเพ็ญธรรมอย่างสงบ ตัวเศรษฐีเองแม้ว่าเศรษฐีจะเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา แต่ไม่อยากให้ลูกบวช อยากให้แต่งงาน มีบุตรธิดาสืบสกุลต่อไปมากกว่า ธิดารู้ว่าคงจะหาทางออกไม่ได้แน่ จึงคิดว่าจะยอมแต่งงานกับใครสักคนหนึ่งที่จะสามารถเข้าใจเธอได้ และจะพยายามปรนนิบัติให้เขาเห็นใจ แล้วจึงค่อยขออนุญาตออกบวช เธอคิดว่าคงจะสำเร็จ ดังนั้นเธอจึงบอกบิดาว่าจะยอมแต่งงาน แต่ขอโอกาสเลือกและศึกษานิสัยใจคอชายผู้จะมาเป็นสามีสัก 3 เดือน เมื่อข่าวแพร่ออกไป ปรากฏว่ามีชายมาสมัครให้คัดเลือก 7 คน ลูกเศรษฐีบ้าง ลูกอำมาตย์บ้าง ลูกเสนาบดีบ้าง ในที่สุดเธอก็ตัดสินใจเลือกชายหนุ่มคนหนึ่ง เป็นคนสุขุม ใจเย็น มีเหตุผล เขาไม่ให้สัญญาใดๆ กับเธอเลย เพียงแต่พูดว่าจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เขาเป็นพุทธศาสนิกชนและเป็นบุตรเศรษฐีมีทรัพย์พอๆ กับบิดาของเธอ เมื่อแต่งงานไปได้ไม่นานนัก ในเมืองก็มีงานนักขัตฤกษ์อย่างมโหฬาร […]

นายพรานกุกกุฏมิตร บรรลุโสดาปัตติผลด้วยอานิสงส์แห่งการปรนนิบัติเจดีย์

นายพรานกุกกุฏมิตร บรรลุโสดาปัตติผลด้วยอานิสงส์แห่งการปรนนิบัติเจดีย์ – ในเมืองราชคฤห์ มีธิดาสาวสวยของเศรษฐีคนหนึ่งอาศัยอยู่ในปราสาท นางได้รับการเอาใจใส่เลี้ยงดูอย่างดียิ่ง มีคนรับใช้คอยปรนนิบัติตลอด ไม่ยอมให้นางออกไปนอกปราสาทเลย วันหนึ่งนางยืนรับลมอยู่ริมหน้าต่าง บังเอิญมองเห็นนายพรานคนหนึ่งกำลังขับเกวียนนำเนื้อไปขายที่ตลาด ด้วยบุพเพสันนิวาส เธอจึงมีจิตปฏิพัทธ์นายพรานผู้นั้น และสั่งให้หญิงคนใช้นำบรรณาการไปให้นายพราน แล้วถามถึงเวลาที่เขาจะเดินทางกลับ นายพรานบอกหญิงรับใช้ว่า เมื่อเขาขายเนื้อหมดแล้วจะกลับออกไปในวันรุ่งขึ้นตอนเช้ามืด เมื่อทราบดังนั้น ธิดาเศรษฐีเตรียมเก็บของเท่าที่จำเป็น นุ่งผ้าเก่า ๆ ถือหม้อน้ำไปที่ท่าน้ำแต่เช้าตรู่ เมื่อเห็นนายพรานขับเกวียนออกมา เธอก็เดินตามไป นายพรานผิดสังเกตจึงกล่าวว่า “ฉันไม่รู้จักท่านว่าเป็นลูกใคร อย่าตามฉันไปเลย” นางตอบว่า “ท่านมิได้เรียกฉันมา ฉันมาของฉันเอง” นายพรานขับเกวียนไปได้หน่อยหนึ่ง เห็นนางยังเดินตามมา จึงขอร้องให้นางกลับไปหลายครั้ง แต่นางพูดว่า “ธรรมดาคนมีปัญญาย่อมไม่ปฏิเสธสิริที่มาถึงตน” นายพรานได้ฟังดังนั้นก็เข้าใจโดยแจ่มแจ้งว่านางมาเพื่อตน จึงอุ้มนางขึ้นเกวียนแล้วขับออกไป บิดามารดาของนางเข้าใจว่าธิดาของตนตายเสียแล้ว จึงทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ นางได้อยู่กินกับนายพรานจนมีบุตร 7 คน วันหนึ่งเวลาใกล้รุ่ง เมื่อพระศาสดาได้ทรงตรวจดูอุปนิสัยของนายพรานกุกกุฏมิตรพร้อมทั้งบุตรและสะใภ้แล้ว จึงเสด็จไปโปรด ทรงแสดงรอยพระบาทไว้ที่ใกล้บ่วงของนายพราน แล้วหลีกไปประทับใต้ร่มไม้ต้นหนึ่ง วันนั้นนายพรานกุกกุฏมิตรออกไปดูบ่วงแต่เช้าตรู่ ก็ไม่เห็นเนื้อติดบ่วงเลย เห็นแต่รอยพระบาทพระศาสดาอยู่ในบริเวณใกล้เคียง นายพรานเดินต่อไป เห็นพระศาสดาประทับอยู่ที่โคนไม้ต้นหนึ่ง จึงคิดว่า “คงจะเป็นสมณะรูปนี้แน่ที่ปล่อยเนื้อของเรา” ว่าแล้วจึงโก่งธนูมุ่งจะยิง พระศาสดาทรงบันดาลอิทธาภิสังขาร […]

มาติกมารดา ผู้รู้วาระจิต

มาติกมารดา ผู้รู้วาระจิต – ครั้งหนึ่งในอดีต ใกล้เชิงเขาในแคว้นโกศล มีหมู่บ้านชื่อ มาติกคาม วันหนึ่งมีภิกษุประมาณ 60 รูป เรียนกรรมฐานจากพระศาสดาแล้วจึงได้จาริกมาที่หมู่บ้านแห่งนี้ โดยมีอุบาสิกาซึ่งเป็นมารดาของผู้ใหญ่บ้าน อุปถัมภ์ให้บำเพ็ญธรรมโดยสะดวก ครั้งนั้น ภิกษุผู้เป็นหัวหน้าประชุมกับเพื่อนภิกษุว่า “ท่านทั้งหลาย พวกเราไม่ควรประมาท ไม่อย่างนั้นคงได้ตกนรกกันแน่ เราเรียนกรรมฐานมาจากพระพุทธองค์แล้วพระองค์ไม่โปรดคนโอ้อวด มีมายา เกียจคร้าน แต่โปรดผู้มีอัธยาศัยงาม ขอให้พวกเราอยู่ด้วยความไม่ประมาท พวกเราไม่ควรอยู่ร่วมกัน 2 รูป นอกจากเวลาที่มาบำรุงพระเถระตอนเย็นและเวลาบิณฑบาตตอนเช้า ถ้าภิกษุรูปใดป่วย ให้มาตีระฆัง พวกเราจักช่วยกันทำยาให้” ได้ยินดังนั้น ภิกษุทั้งหลายก็ทำตามกติกากันอย่างสม่ำเสมอ วันหนึ่งอุบาสิกามาหาภิกษุ นางให้คนรับใช้ถือเนยใสกับน้ำอ้อยมาด้วย ครั้นมาถึง นางไม่เห็นภิกษุเลยจึงถามคนที่นั่น และได้ทราบว่าภิกษุทั้งหลายอยู่ในที่พัก จะไม่ออกมาพลุกพล่าน นางจึงปรารภว่า “ทำอย่างไรหนอจึงจะพบพระคุณเจ้าได้” คนผู้นั้นบอกว่า ถ้าตีระฆัง พระภิกษุจะออกมา นางจึงตีระฆัง เพียงชั่วครู่ ภิกษุต่างเดินมาลำพัง ไม่มาเป็น 2 รูป เห็นดังนั้น อุบาสิกาก็เข้าใจว่าพระทะเลาะกันจึงไม่เดินมาด้วยกัน เมื่อกราบเรียนถาม พระก็ตอบว่าได้ทำกติกากันไว้ว่า เวลาปฏิบัติธรรมให้แยกกันอยู่ “ปฏิบัติธรรมคืออะไรเล่าพระคุณเจ้า” […]

พระจิตตหัตถ์ คนเลี้ยงโคผู้สำเร็จเป็นพระอรหันต์

พระจิตตหัตถ์ คนเลี้ยงโคผู้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ – ในสมัยพุทธกาล มีชาวเมืองสาวัตถีคนหนึ่งชื่อจิตตหัตถ์ มีอาชีพเลี้ยงโค วันหนึ่งโคเกิดหายไป เขาจึงไปเที่ยวหาในป่า และได้พบโคในเวลาเที่ยง เมื่อต้อนโคเข้าฝูงเสร็จแล้ว เขารู้สึกหิว เขาจึงเข้าไปสู่วิหารแห่งหนึ่งอันเป็นที่อยู่ของพระภิกษุ ด้วยหวังว่าจะได้อะไรกินบ้าง ฝ่ายพระภิกษุ เมื่อเห็นเขาหิวจึงให้อาหารที่เหลือจากการฉัน ในเวลานั้นพระภิกษุมีอาหารเหลือเฟือมาก ด้วยมีลาภสักการะที่อาศัยพระบารมีของพระพุทธเจ้า เมื่อเขากินอาหารจนอิ่มหนำสำราญแล้วจึงถามพระภิกษุว่า วันนี้ไปรับกิจนิมนต์มาหรือ แต่คำตอบที่ได้รับ ทำให้ทราบว่าแม้วันธรรมดาก็มีฉันอย่างนี้เสมอ จิตตหัตถ์ได้ฟังก็คิดว่า “เราตื่นแต่เช้าทำงานทั้งวัน ก็ยังไม่ได้อาหารประณีตอย่างที่เหลือจากพระภิกษุในวันนี้ ถ้าเช่นนั้นเราจะเป็นคฤหัสถ์ทำไม ออกบวชเสียดีกว่า” เมื่อคิดดังนี้แล้ว เขาจึงขอบวชกับพระภิกษุ หลังจากบวชเขาได้อาศัยลาภสักการะ ไม่นานนักสรีระก็อ้วนท้วนขึ้น อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะบวช พระจิตตหัตถ์เคยแต่งงานมาแล้ว และภรรยาก็ยังมีชีวิตอยู่ ดว้ยความคิดถึงภรรยา เขาจึงขอสึกออกไป ครั้นไปทำงานหนักเข้าก็สูบผอมลงอีก จึงกลับมาหาพระภิกษุเพื่อขอบวช เขาบวชๆ สึกๆ อยู่อย่างนี้ถึง 6 ครั้ง จนกระทั่งวันหนึ่งในช่วงที่สึกไปเป็นฆราวาส หลังกลับจากทำงานในป่า จิตตหัตถ์ก็เดินเข้าไปในเรือน ด้วยคิดจะนำผ้ากาสายะไปบวชอีก บังเอิญเห็นภรรยาที่กำลังตั้งครรภ์นอนหลับอยู่ ภาพที่เห็นคือ ผ้านุ่งของเธอหลุดลุ่ย น้ำลายไหลออกจากปากที่อ้าอยู่ เสียงกรนดังครืดๆ อาการนั้นปรากฏแก่จิตตหัตถ์เหมือนศพที่ขึ้นพอง เขาคิดว่า “สรีระนี้ไม่เที่ยงหนอ […]

พระเรวตเถระ ผู้หนีพิธีวิวาห์เพื่อบรรลุอรหัตตผล

พระเรวตเถระ ผู้หนีพิธีวิวาห์เพื่อบรรลุอรหัตตผล – ในสมัยพุทธกาลมีเรื่องเล่าว่า เมื่อพระสารีบุตรออกบวชในพระพุทธศาสนาแล้ว น้องทั้งหญิงและชายของท่าน อันได้แก่ น้องสาว 3 คน ชื่อจาลา, อุปจาลา, สีสุปจาลา และน้องชาย 2 คน ชื่อจุนทะ, อุปเสนะ ต่างก็มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา และได้ออกบวชตามท่านจนเกือบหมดทุกคน เหลือก็แต่พระเรวตเถระ ซึ่งเป็นน้องชายคนสุดท้องเท่านั้น เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ มารดาของท่านก็เกรงว่าพระสารีบุตรจะชวนน้องชายคนเล็กบวชอีกคน จึงคิดจะผูกเรวตกุมารไว้ให้มั่นด้วยเครื่องผูกคือการครองเรือน จึงจัดแจงให้แต่งงานตั้งแต่อายุ 7 ขวบ ครั้นถึงวันแต่งงาน ญาติๆ ต่างพากันมาอวยพรให้คู่บ่าวสาว ญาติทางฝ่ายหญิงได้กล่าวกับเจ้าสาวว่า “ขอเจ้าจงเห็นธรรมที่ยายของเจ้าเห็นแล้ว จงมีอายุยืนนานเหมือนยายของเจ้า” พอได้ยินเช่นนั้น เรวตกุมารก็เกิดความสงสัยว่าอะไรคือ ธรรมที่ยายของเด็กหญิงผู้ได้ชื่อว่าภรรยาเห็นแล้ว เขาจึงสอบถามญาติทางฝ่ายหญิงว่าใครคือยายของเด็กหญิง พวกญาติจึงแนะนำให้เขารู้จักผู้เป็นยายซึ่งมีอายุ 120 ปีแล้ว สภาพร่างกายของยายที่เห็นคือ ฟันหลุด ผมหงอก หนังเหี่ยว ผิวตกกระ และหลังโกง เมื่อเห็นเช่นนั้น เรวตกุมารจึงถามต่อว่าหญิงที่เขาแต่งงานด้วย ต่อไปจะต้องเป็นอย่างนั้นเหมือนกันหรือ ได้คำตอบว่า ถ้าอยู่นานไปก็ต้องเป็นอย่างนั้นเหมือนกัน เมื่อได้ยินเช่นนั้น เรวตกุมารเกิดความรู้สึกสลดใจว่า “สรีระนี้แม้ดูงาม […]

นางขุชชุตตรา หญิงค่อมผู้เรืองปัญญา เอตทัคคะผู้เป็นเลิศในทางสดับตรับฟัง

นางขุชชุตตรา หญิงค่อมผู้เรืองปัญญา – “มีปัญญาอยู่กับตัวไม่ต้องกลัวอะไร” เป็นความจริงที่ใช้ได้กับทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร หรือมีรูปลักษณ์เช่นใด เพราะปัญญาย่อมนำมาซึ่งความสุข ความเจริญ และความสำเร็จในชีวิต ธรรมเนียมหนึ่งในการขนานนามของชาวอินเดีย มักจะถือเอาจากรูปลักษณ์บุคคลนั้นเป็นสำคัญ กรณีของ นางขุชชุตตรา หญิงรับใช้ของ พระนางสามาวดี พระอัครมเหสีแห่งนครโกสัมพี ก็เช่นกัน แม้นางจะมีชื่อเดิมว่า อุตตรา แต่ด้วยความพิการหลังค่อมที่มีมาแต่กำเนิด ชาวบ้านจึงนิยมเรียกนางว่า ขุชชุตตรา เพราะเพิ่มคำว่า ขุชชา ที่แปลว่า ค่อม ลงไปหน้านาม นอกจากถวายการรับใช้พระนางสามาวดีแล้ว นางขุชชุตตรายังมีหน้าที่พิเศษคือเป็นผู้ซื้อดอกไม้ประจำตำหนัก ทว่าด้วยความละโมบ อยากได้อยากมี นางขุชชุตตราจึงแอบยักยอกเงินค่าดอกไม้เก็บไว้เองเสียครึ่งหนึ่งทุก ๆ วัน การณ์เป็นเช่นนี้เรื่อยมาโดยที่ไม่มีใครระแคะระคายแต่อย่างใด จนกระทั่งวันหนึ่ง… นางขุชชุตตราออกจากตำหนักแต่เช้าตรู่เพื่อไปซื้อดอกไม้จากบ้าน นายสุมนมาลาการ เจ้าของสวนดอกไม้ตามปกติ แต่ในวันนั้นนายสุมนกำลังง่วนอยู่กับการเตรียมภัตตาหารถวายแด่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงไม่มีเวลาปลีกตัวมาจัดดอกไม้ให้นางขุชชุตตราเช่นเคย ยิ่งไปกว่านั้นนายสุมนยังต้องร้องขอให้นางขุชชุตตราช่วยงานอีกแรงด้วย เมื่อเห็นความชุลมุนวุ่นวายภายในบ้านนายสุมน นางขุชชุตตราจึงไม่อิดออดใด ๆ รีบช่วยเหลืออย่างเต็มใจ และแม้เวลาจะล่วงเลยไปหลายชั่วโมง นางขุชชุตตราก็ไม่เร่งเร้าเรื่องดอกไม้กับนายสุมน หากนางกลับตั้งใจฟังพระธรรมเทศนาในเรื่อง อนุปุพพิกถา อันหมายถึง ข้อธรรมห้าประการเพื่อเตรียมจิตให้หมดจด ได้แก่ ทานกถา […]

มัฏฐกุณฑลี ผู้ไปเกิดเป็นเทวดา เพราะมีจิตเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า

มัฏฐกุณฑลี  คือชื่อของเด็กหนุ่มชาวเมืองสาวัตถี พ่อแม่ของเขาเป็นพราหมณ์ผู้มั่งคั่ง แต่มีความตระหนี่ถี่เหนียวมาก จนได้รับฉายาว่า “อทินนปุพพกะ” แปลว่า “ไม่เคยให้อะไรแก่ใคร” 1 แต่ถึงกระนั้น พราหมณ์ผู้เป็นพ่อก็ยังมีแก่ใจเอาทองมาตีแผ่ทําเป็นตุ้มหูเกลี้ยงๆ ให้ลูกชายได้สวมใส่ ด้วยเหตุนี้คนทั้งหลายจึงเรียกเด็กคนนี้ว่า “มัฏฐกุณฑลี” แปลว่า “มีตุ้มหูเกลี้ยง” อย่างไรก็ดี ตุ้มหูที่พราหมณ์ให้ลูกใส่นั้นเขาก็ยังอุตส่าห์ทําเอง เพราะไม่อยากเสียค่าจ้างให้ช่างทําทอง 2 เมื่ออายุ 16 ปี มัฏฐกุณฑลีป่วยหนัก แม่เห็นลูกป่วยก็สงสาร จึงขอร้องให้พ่อพาลูกไปหาหมอ แต่พ่อเกรงจะเสียเงิน เลยถามหมอว่า คนป่วยอาการอย่างนี้ต้องกินยาอะไร แล้วพ่อก็ไปหารากไม้ ใบไม้มาต้มให้ลูกกินตามที่หมอบอก 3 แต่ก็ไม่เป็นผล ลูกอาการทรุดลงเรื่อยๆ จนเมื่อไปหาหมอ หมอไม่รับรักษา พ่อคิดว่าลูกคงตายแน่แล้วคราวนี้ ซ้ํายังกลัวว่าถ้ามีใครมาเยี่ยมจะเห็นทรัพย์สมบัติ เลยหามลูกชายออกมานอนที่ระเบียงนอกห้อง 4 เช้าวันรุ่งขึ้น พระพุทธเจ้าเสด็จมาโปรด ทรงทอดพระเนตรเห็นมัฏฐกุณฑลีนอนตะแคงหันหน้าเข้าฝาบ้านอยู่ไม่ทันเห็นพระองค์ จึงทรงเปล่งพระรัศมีไปวาบหนึ่ง ชายหนุ่มคิดว่า “แสงอะไรกันนะ” แล้วหันหน้าออกมามองก็ได้เห็นพระพุทธเจ้า จึงคิดว่า 5 “เพราะพ่อเราเป็นอย่างนี้ เราจึงไม่ได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ไม่ได้ถวายทานหรือฟังธรรม บัดนี้ แม้แต่มือเราก็ยกไม่ไหวเสียแล้ว จะทําอย่างอื่นได้อย่างไร” […]

มงกุฎดอกไม้ทิพย์ของเทวดากับปุโรหิตขี้โกหก

มงกุฎดอกไม้ทิพย์ของ เทวดา กับปุโรหิตขี้โกหก เทวดา ลงมาเที่ยวเมืองมนุษย์ แต่ด้วยความหอมของดอกไม้ทิพย์บนมงกุฎเป็นเหตุ จึงเกิดเรื่องวุ่น ๆ ขึ้น กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเทวดาอยู่พระองค์หนึ่ง เป็นผู้ครองครอบมงกุฎดอกไม้ทิพย์ที่งดงามที่สุดบนสรวงสวรรค์ เพราะอานิสงส์แห่งบุญที่สร้างไว้ตอนเป็นมนุษย์ วันหนึ่งพระราชาพระองค์หนึ่งโปรดให้จัดการแสดงขึ้นเพื่อให้ชาวเมืองชมเพื่อสร้างความรื่นเริง เทวดาพระองค์หนึ่งได้ยินเสียงดนตรีบรรเลงชวนเพลินเพลิดจึงลงจากวิมานมายังโลกมนุษย์ เทวดาชมการแสดงอยู่ท่ามกลางพูดคน แต่ไม่ปรากฏกายให้ใครเห็น สิ่งหนึ่งที่เทวดาไม่สามารถอำพรางได้คือกลิ่นหอมของดอกไม้ทิพย์บนมงกุฎของตน ปุโรหิตได้กลิ่นดอกไม้ทิพย์ก็อยากครอบครอง จึงตามหาที่มาของกลิ่น เทวดาปรากฏกายให้ปุโรหิตเห็น ปุโรหิตขอมงกุฎดอกไม้ทิพย์ เทวดาจึงถามปุโรหิตว่า “มงกุฎนี้ผู้ที่สามารถสวมใส่มันได้ ต้องเป็นผู้ที่ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่พูดปด ไม่ลักขโมย ไม่ประพฤติผิดในกาม และไม่ดื่มสุราของมึนเมาต่าง ๆ ” ปุโรหิตผู้นี้เป็นคนเจ้าเล่ห์ ชอบพูดเอาดีเข้าตัว ใส่ร้ายป้ายสีคนอื่น ฉ้อราษฎร์บังหลวง ผิดลูกผิดเมียคนอื่น ชอบดื่มสุรา แต่ด้วยความที่อยากได้ดอกไม้ทิพย์บนมงกุฎจึงกล่าวเท็จว่า “ข้าแต่เทวดาผู้ทรงฤทธิ์ ข้านี้มีคุณสมบัติตามนี้ทุกประการ” เทวดาจึงถอดมงกุฎแล้วมอบให้แก่ปุโรหิต เทวดาหายตัวไป ปุโรหิตสวมมงกุฎนั้นก็ได้รับทุกขเวทนา ดอกไม้ทิพย์กลายเป็นใบมีดบาดศีรษะจนเลือดอาบ พระราชาเห็นดังนั้นก็พยายามให้องครักษ์หาทางเกาะมงกุฎนี้ออก แต่ก็ไม่เป็นผล จนกระทั่งทราบว่ามงกุฎใบมีดนี้เป็นของเทวดาที่ลงมาชมการแสดงในวันก่อน พระราชาจึงโปรดให้จัดการแสดงขึ้นอีก ปรากฏว่าเทวดาลงมาดูจริง ๆ พระราชาทูลขอร้องเทวดาให้ช่วยแก้มงกุฎนี้ออก เทวดานำมงกุฎดอกไม้ทิพย์มาสวมอีกครั้ง แล้วกลับสู่สวรรค์ไม่ลงมาที่โลกมนุษย์อีกเลย ที่มา : […]

ชนะใจหญิงงามด้วยเข็ม นิทานธรรมะ สร้างความเพียร

ชนะใจหญิงงามด้วยเข็ม นิทานธรรมะ สร้างความเพียร เรื่องราวของชายหนุ่มที่มีความรู้เพียงเรื่องเหล็กเท่านั้นที่มี แต่หมายปรารถนาหญิงงามแห่งหมู่บ้านช่างเหล็ก เขาต้องพิสูจน์ ด้วยการ สร้างความเพียร เพื่อให้ทุกคนยอมรับในตัวเขา หญิงงามที่หมายปองก็คงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม กาลครั้งหนึ่งมีชายหนุ่มผู้หนึ่งที่ไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือ มีเพียงแต่ความรู้ทางด้านการตีเหล็กเท่านั้น อยู่มาวันหนึ่งชายหนุ่มเดินทางมาถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง หมู่บ้านแห่งนี้ยึดอาชีพเป็นช่างตีเหล็กทั้งหมู่บ้าน ปรากฏว่าชายหนุ่มไปถูกต้องใจกับลูกสาวนายหมู่บ้าน (เทียบได้กับผู้ใหญ่บ้าน) ซึ่งมีความสวยเป็นที่เลื่องลื่อ บ้านของนางจะมีความมั่งคั่งมากกว่าบ้านเรือนอื่น เพราะนายจ้างชอบมาจ้างให้พ่อของนางตีเหล็ก เพื่อหวังได้ชมโฉมของนาง ชายหนุ่มปรารถนาหญิงสาวมาเป็นภรรยาจึงออกอุบายฝนเหล็กจนเป็นเข็ม ใช้เวลาอยู่นานพอควร แต่ในที่สุดก็ได้เข็มมาหนึ่งเล่ม     ชายหนุ่มร้องขายเข็มที่ทักฝนมาไปตามบ้านเรือนจนถึงบ้านของหญิงสาวที่ท่านหมายปอง หญิงสาวแปลกใจที่ในหมู่บ้านช่างตีเหล็กที่ชำนาญการด้านเหล็ก จะมีคนนำเข็มเข้ามาขาย ทั้งที่ทุกบ้านเรือนล้วนสามารถทำเข็มขึ้นมาใช้เองได้ หญิงสาวจึงลงจากเรือนมาหน้าบ้าน เพื่อดูพ่อค้าขายเข็ม เธอเปรยต่อชายหนุ่มว่า   “ท่านพ่อค้า ในหมู่บ้านช่างตีเหล็กแห่งนี้ ไม่มีบ้านเรือนไหน ต้องการเข็มของท่านหรอก”     “แม่นาง เข็มในมือของข้า หาใช่เข็มธรรมดาอย่างที่ช่างเหล็กทั้งหลายในหมู่บ้านนี้มี ข้าถึงกล้านำมันมาขาย ขอบิดาของแม่นาง นำมันไปพิสูจน์ก็ได้ว่า สิ่งที่ข้าพูดมาเป็นเรื่องจริง”   หญิงสาวจึงขึ้นเรือนไปตามบิดาลงมาหาชายหนุ่ม บิดาของนางยินดีซื้อเข็มเล่มนี้มา แล้วเรียกประชุมช่างตีเหล็กทุกคน  เพื่อมาพิสูจน์ว่าเข็มของชายหนุ่มนี้ดีกว่าเข็มที่พวกตนทำหรือไม่ พ่อของหญิงสาวนำเข็มมาปักไว้กับดิน แล้วทุ่มถังน้ำทับลงไป ปรากฏว่าเข็มนั้นทะลุก้นถังน้ำขึ้นมา พ่อของหญิงสาวถึงกับกล่าวว่า […]

เรื่องเล่าครั้งพุทธกาล … ชายยากจนผู้ยอมสละชีวิตเพื่อได้ถวายดอกมะลิแด่พระพุทธเจ้า

เรื่องเล่าครั้งพุทธกาล เรื่องของชายขายดอกไม้ผู้ยากจน ที่เห็นแสงฉัพณณรังสี(รัศมีหกสี) ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สมัยที่องค์สมเด็จพระสมณโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้ายังทรงพระชนมชีพอยู่นั้น มีชายยากจนคนหนึ่ง มีอาชีพขายดอกไม้ให้แก่สำนักพระราชวังแห่งกรุงราชคฤห์มหานคร โดยมีสัญญาผูกพันว่า เขาจะต้องส่งดอกมะลิ ๘ ทะนาน ให้แก่สำนักพระราชวังแต่เช้าตรู่ คิดเป็นมูลค่าทะนานละ ๑ กหาปณะ (คำเรียกเงินตราทำด้วยโลหะที่ใช้ในสมัยพุทธกาล เป็นเงินตราโลหะชนิดแรกของอนุทวีปอินเดีย เทียบคำว่า กษาปณ์ ในปัจจุบัน) เป็นประจำทุกวัน จักขาดเสียมิได้ ไม่ว่าจะกรณีใดๆ ทั้งสิ้น ชายยากจนอาศัยอาชีพขายดอกไม้นี้เลี้ยงดูบุตรและภรรยาให้ได้รับความสุขตามอัตภาพ กระทั่งเช้าวันหนึ่งขณะเดินทางออกจากบ้านเพื่อนำดอกมะลิไปส่งสำนักพระราชวังตามปกติ พอย่างเท้าเข้าเขตพระบรมมหาราชวังก็พลันได้พบกับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งแวดล้อมไปด้วยหมู่พระอริยสงฆ์สาวกเป็นจำนวนมาก กำลังเสด็จบิณฑบาตอยู่ด้วยพุทธลีลาอันงามเลิศเพริศแพร้วด้วยฉัพพัณณรังสีเข้าพอดี ตามธรรมดานั้นองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามักทรงปกปิดพระฉัพพัณณรังสีมิให้ซ่านออกจากพระวรกาย ไม่มีพุทธประสงค์จักให้ใครเห็น ทรงแสดงองค์เหมือนพระภิกษุธรรมดาทั่วไป แต่ในบางคราว พระองค์ผู้ทรงไว้ซึ่งพระรัศมีก็ทรงเปล่งฉัพพลัณณรังสี เฉกเช่นคราที่เสด็จไปสู่กรุงกบิลพัสดุ์ เพื่อโปรดพระญาติทั้งหลาย ซึ่งในเช้าวันนั้นก็เช่นกัน พระองค์ทรงเปล่งฉัพณณรังสีแผ่ซ่านอยู่ท่ามกลางเหล่าอริยสงฆ์หมู่ใหญ่เพื่อเสด็จเข้าไปบิณฑบาตในพระนครราชคฤห์ ด้วยพุทธานุภาพอันยิ่งใหญ่ เมื่อชายขายดอกไม้ได้เห็นรังสีแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อันงามบริสุทธิ์แพรวพราวด้วยรัศมีประกอบด้วยลักษณะมหาบุรุษ ๓๒ ประการ และด้วยพระอสีตยานุพยัญชนะ ๘๐ ประการเช่นนั้น ก็พลันงงแลตะลึงครุ่นคิดคำนึงอยู่ว่า “เราจักทำการบูชาพระพุทธองค์ด้วยอะไรดีหนอ จึงจักสมกับความเลื่อมใสอันเกิดขึ้นมากมายแก่เราในบัดนี้” เมื่อไม่เห็นสิ่งใดที่จะพึงหยิบฉวยเอาในขณะนั้นได้ทันเวลา จึงตัดสินใจว่า “เราจักทำการบูชาพระพุทธองค์ด้วยดอกมะลิที่เราถืออยู่ในมือนี้ ถูกแล้ว! ดอกไม้เหล่านี้ เป็นดอกไม้ที่เรามีสัญญาผูกพันต้องส่งให้สำนักพระราชวัง เพื่อนำขึ้นทูลเกล้าถวายพระเจ้าพิมพิสารเป็นประจำทุกวัน จะขาดเสียไม่ได้ แต่หากทรงไม่ได้ดอกไม้เหล่านี้ แล้วจักทรงพระพิโรธโกรธเคือง […]

พญานกแขกเต้ากับต้นมะเดื่อเพื่อนรัก

พญานกแขกเต้า กับต้นมะเดื่อเพื่อนรัก นิทานธรรมะสอนใจเรื่องความกตัญญูรู้คุณ พญานกแขกเต้า ไม่ยอมไปไหน ยังคงอาศัยอยู่ที่ต้นมะเดื่อที่ไร้ผล เพราะต้นมะเดื่อต้นนี้มีบุญคุณต่อมัน กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีพญานกแขกเต้าตัวหนึ่งควบคุมบริวารนกแขกเต้าหลายหมื่นตัว นกแขกเต้าเหล่านี้จะกินผลมะเดื่อเพื่อเลี้ยงชีพ แล้วจะบินจากไปต่อเมื่อถึงหน้าแล้ง เพราะต้นมะเดื่อจะไม่ออกผล เหลือเพียงพญานกแขกเต้าเท่านั้นที่ยังเกาะอยู่ที่ต้นมะเดื่อ วันหนึ่งพระอินทร์ตรวจทิพยญาณลงมายังโลกมนุษย์ พบเห็นต้นมะเดื่อที่ไร้ผล แต่กลับมีนกแขกเต้าตัวหนึ่งเกาะอยู่ พระอินทร์สงสัยจึงเสด็จมายังต้นมะเดื่อแล้วถามพญานกแขกเต้าว่า “ทำไมยังอาศัยอยู่ที่ต้นมะเดื่อนี้ทั้งที่มันไม่ออกผล นกแขกเต้าตัวอื่นยังบินไปหาที่กินใหม่” พญานกแขกเต้าตอบว่า “ข้าเติบโตมาได้ เพราะผลมะเดื่อจากต้นมะเดื่อนี้ ข้าไม่สามารถบินจากมันไป เพราะต้นมะเดื่อเป็นทั้งผู้มีพระคุณและเพื่อนของข้า” พระอินทร์ได้ยินดังนั้นจึงเนรมิตให้ต้นมะเดื่อต้นนี้สามารถออกผลได้ตลอดทั้งปี พญานกแขกเต้าไม่อดตายอีกต่อไป เหล่าบริวารก็บินกลับมายังต้นมะเดื่อนี้ดังเดิม   ที่มา : 84000.org Photo by Foad Memariaan on Unsplash บทความน่าสนใจ คุณค่าของ การรู้จักคิด และการมีกัลยาณมิตรที่ดี – บทความดีๆ จากท่าน ว.วชิรเมธี ทศชาติบารมี 10 ทัศน์ พญาลิงเจ้าปัญญา นิทานธรรมะสอนใจให้ใช้ปัญญาไหวพริบ คนแจวเรือสันดานหยาบ นิทานสอนใจเรื่องการให้โอกาสคน นิทานธรรมะสอนใจให้ใช้ไหวพริบ: ปูทองรู้คุณ กับอีกาเจ้าเล่ห์ […]

ตระกูลนี้ไม่มีคนอายุสั้น

ตระกูลนี้ไม่มีคน อายุสั้น ทำไมตระกูลนี้จึงไม่มีคน อายุสั้น และอะไรที่ทำให้ตระกูลนี้อายุยืน ไม่มีใครเชื่อจนกว่าจะพิสูจน์ กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีอาจารย์อยู่คนหนึ่ง เขาให้ลูกศิษย์เล่าถึงครอบครัวของตนเอง จนมาถึงลูกศิษย์คนหนึ่ง เขาพูดว่า ตระกูลของเขาไม่มีคนอายุสั้นเลย มีแต่คนอายุยืนทั้งนั้น เขาเองยังทันเห็นทวดของปู่ของเขา อาจารย์ไม่เชื่อ หาว่าลูกศิษย์คนนี้สร้างเรื่อง จึงคิดแผนเพื่อพิสูจน์ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงหรือไม่ อาจารย์ไปที่บ้านของลูกศิษย์แล้วบอกพ่อแม่ของลูกศิษย์ว่า “บุตรชายของท่านประสบอุบัติเหตุจนถึงแก่ความตายแล้ว” พ่อได้ยินดังนั้น ก็หัวเราะออกมา อาจารย์สงสัยจึงถามขึ้นว่า “ทำไมท่านจึงหัวเราะ แทนที่จะร้องไห้ให้กับการจากไปของบุตรท่าน” แม่หัวเราะตามพ่อไปอีกคน พ่อกล่าวตอบอาจารย์ว่า “ข้าหัวเราะเช่นนี้เพราะไม่เชื่อวาจาของท่าน ตระกูลเป็นตระกูลที่ไม่เคยมีใครอายุสั้นมาหลายชั่วอายุคน บุตรของข้าอายุไม่เท่าไรจะมาด่วนจากเช่นนี้ได้อย่างไรกัน” อาจารย์สงสัยจึงถามไปว่า “แล้วเหตุใดท่านจึงมั่นใจเช่นนั้น และทำไมตระกูลของท่านจึงมีแต่ผู้ที่อายุยืน” พ่อตอบอาจารย์ทันทีว่า “ตระกูลของเราทุกคนเป็นคนมีศีล ถือศีลมาตลอดตั้งแต่บรรพบุรุษ เราเห็นอานุภาพของศีลว่าทำให้คนในตระกูลของเราอายุยืนจริง ล่าสุดปู่ของพ่อข้า ซึ่งเป็นทวดของบุตรชายข้า เพิ่งสิ้นใจไปเมื่อไม่กี่เดือนนี้เอง และพ่อข้าหรือปู่ของเขายังแข็งแรงดี แม้โรคภัยยังไม่มีเลย” อาจารย์ทำการขอขมาต่อพ่อของลูกศิษย์ และยอมรับแล้วว่าสิ่งที่ลูกศิษย์กล่าวนั้นเป็นเรื่องจริง   ที่มา : 84000.org Photo by Cristian Newman on Unsplash บทความน่าสนใจ ข้าวสวย […]

keyboard_arrow_up