โลกที่ไร้ความจนของ มุฮัมมัด ยูนัส ผู้ก่อตั้งธนาคารต้นแบบแก้ปัญหาความยากจน

โลกที่ไร้ความจนของ มุฮัมมัด ยูนัส Imagine there’s no heaven It’s easy if you try No hell below us Above us only sky Imagine all the people Living for today… จินตนาการว่าโลกนี้ไม่มีสวรรค์ นี่เป็นสิ่งที่ง่ายดายหากคุณจะลองจินตนาการดู โลกที่ไม่มีนรกอยู่เบื้องล่าง สิ่งที่อยู่เหนือเราคือท้องฟ้าเท่านั้น จินตนาการว่าคนทุกคน มีชีวิตอยู่เพื่อวันนี้… ช่วงเวลา 3.01 นาทีตลอดความยาวของเพลง อิแมจิ้น (Imagine) ทําให้คนส่วนใหญ่มองเห็นภาพโลกที่มีแต่สันติสุขได้อย่างชัดเจน โลกใบที่ว่าไม่มีสวรรค์ ไม่มีนรก ไม่มีประเทศ ไม่มีสงคราม ไม่มีความยากจน คนจํานวนไม่น้อยพากันหัวเราะเยาะโลกในจินตนาการของ จอห์น เลนนอน (John Lennon) ผู้แต่งและขับร้องเพลงนี้ ในขณะที่คนอีกจํานวนหนึ่งรู้สึกซาบซึ้งไปกับบทเพลง แต่ในใจลึกๆ แล้วกลับบอกตัวเองว่า “เป็นไปไม่ได้” อย่างไรก็ดี […]

5 เรื่องเล่าดีๆ ของ จอย-รินลณี ผู้หญิงสวยใส มองโลกในแง่บวก

5 เรื่องเล่าดีๆ ของ จอย-รินลณี ผู้หญิงสวยใส มองโลกในแง่บวก ทุกช่วงจังหวะของชีวิตมนุษย์ย่อมจะมีทั้งความทุกข์และความสุขผสมปนเปไปด้วยกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่เว้นแม้แต่ชีวิตของนักแสดงเจ้าบทบาทอย่าง จอย-รินลณี  ศรีเพ็ญ แต่เมื่อใดก็ตามที่พบเธอ  เราก็มักจะได้เห็นรอยยิ้มที่สดใสอยู่เสมอ  มาอ่านเรื่องราวดีๆ และเคล็ดลับการมองชีวิตของเธอกันค่ะ 1. สมัยเด็กๆ คุณจอยตั้งใจเรียน ตั้งใจอ่านหนังสือหนักมาก จึงทำให้เครียดมากถึงขนาดเป็นเริมที่ปากช่วงใกล้สอบ เพราะแม่เคยบอกกับเธอว่า “แม่ไม่มีสมบัติอะไรให้ มีสิ่งเดียวคือการศึกษาที่แม่จะให้ได้” เธอจึงคิดเอาเองว่าแม่คงอยากให้ตั้งใจเรียนมากๆ แต่วันหนึ่งแม่ก็บอกเธอว่า “แม่ไม่ได้อยากให้ลูกเป็นคนที่เรียนหนังสือเก่งนะ แต่แม่อยากให้ลูกเป็นคนดี ซึ่งลูกเป็นคนดีอยู่แล้ว ไม่ต้องทำคะแนนให้ดีมากก็ได้” นั่นทำให้เธอเลิกเครียดและผ่านช่วงนั้นมาได้ 2.  ตอนที่จอยเพิ่งเข้าวงการใหม่ๆ เธอยังเด็กมาก ไปถ่ายโฆษณาแชมพูสระผมกับทีมงานมาเลเซีย ทีมงานให้เธอสะบัดผมอยู่นานราวสี่ชั่วโมงได้ เธอก็คิดในใจว่า “โอ๊ย! ไม่ไหวแล้ว ทั้งเจ็บคอ เวียนหัวไปหมด” สักพักทีมงานคนหนึ่งเดินเข้ามาหาแล้วบอกว่า “รู้ไหม อย่าทําอะไรเพราะว่าเป็นสิ่งที่เราต้องทํา แต่เราควรทําเพราะเราอยากทํา” พอเขาพูดจบ เธอก็รู้สึกขอบคุณเขาที่ทำให้เข้าใจความหมายของคําว่า “ต้องทํา” กับ “อยากทํา” ว่าต่างกันมาก ต้องทํา เหมือนเป็นหน้าที่ แต่ถ้าเราอยากทําไม่ว่าอะไรก็ตาม เราจะทําสิ่งนั้นได้ดี เพราะเราอยากทําออกมาจากใจ ตั้งแต่นั้นมาเธอจึงยึดแนวคิดนี้ในการทำงาน […]

แอนโทนี รอบบินส์ นักสร้างพลังชีวิต

แอนโทนี รอบบินส์ (Anthony Robbins) เป็นคนที่มีความสุขได้วันละหลายครั้ง ครั้งหนึ่งเขารู้สึกได้ถึงความสุขที่ไหลอาบไปทั่วทั้งร่างขณะกําลังนอนแช่น้ำอยู่ในสปาแห่งหนึ่ง “…อย่างที่คุณรู้ คนที่ไปสปาส่วนใหญ่จะมีท่าทางเซื่องซึม หลายคนพยายามอย่างหนักที่จะผ่อนคลาย แต่ผมได้พบผู้หญิงคนหนึ่งที่มีชีวิตชีวามากๆ ผมถามเธอว่า ‘ทําไมคุณถึงมาสปาล่ะ คุณดูกระปรี้กระเปร่ามากอยู่แล้ว’ เธอตอบว่า ‘แต่ฉันมีเนื้องอกอยู่ในสมองนะ’ ผมอุทานว่า‘จริงเหรอ’ เธอก็ตอบว่า ‘จริงสิ! หมอบอกฉันว่าฉันจะอยู่ได้อีกเพียงเก้าสัปดาห์เท่านั้น’ พอเธอพูดจบห้องทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบ ผมร้องขึ้นมาว่า ‘คุณช่างมีพลังชีวิตที่ยิ่งใหญ่จริงๆ คุณทําได้ยังไง’ “‘ฉันทําได้เพราะฟังเทปของคุณนั่นแหละ’” “เทป” ที่ผู้หญิงคนนี้พูดถึงคือเทปบันทึกเสียงของแอนโทนีที่บอกเล่าถึงวิธีเปลี่ยนแปลงชีวิตไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น แอนโทนีทํางานเป็นโค้ชมานานกว่า 30 ปี งานของเขาคือการดึงความสามารถขั้นสูงสุดของมนุษย์(Peak Performance) ออกมา ตั๋วในการเข้าเรียนแต่ละคอร์สของเขา หากคิดเป็นเงินไทยมีราคาตั้งแต่หลักหมื่นจนถึงหลักล้านบาท     แอนโทนีมีเรื่องเกี่ยวกับพลังชีวิตของผู้คนอย่างเรื่องของผู้หญิงในสปาเก็บตุนไว้มากมาย พร้อมที่จะนํามาเล่าเพื่อเรียกแรงบันดาลใจได้ทุกเมื่อ แต่เรื่องที่แอนโทนีเล่าบ่อยที่สุดน่าจะเป็นเรื่องของเขาเอง แอนโทนี รอบบินส์ มีชื่อเดิมว่า Anthony J. Mahavorick เกิดเมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1960 เขาเติบโตขึ้นในเขตเสื่อมโทรมของลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา แอนโทนีมีชีวิตวัยเด็กที่กะพร่องกะแพร่ง พ่อและแม่ของเขาหย่ากันตั้งแต่เขาอายุแค่ 7 […]

ชีวิตแบบวิ่ง สู้ ฟัด ของเฉินหลง

ถ้าดาราหรือศิลปินมีหน้าที่หลักคือการสร้างความสุขและเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้ชม เฉินหลง หรือแจ็คกี้ ชาน (Jackie Chan) ก็เป็นคนหนึ่งที่ทําหน้าที่ของเขาได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด เริ่มแรกเราอาจจะตกหลุมรักเฉินหลงจากบทบาทในภาพยนตร์ ต่อมาอาจจะรู้สึกชื่นชมตัวตนของเขาเพราะได้เห็นเฉินหลงทํางานช่วยเหลือสังคมมานาน และอาจจะถึงขั้นรักเขาอย่างถอนตัวไม่ขึ้น หากได้สัมผัสอุปนิสัยที่อ่อนโยนและมีอารมณ์ขันอย่างหาตัวจับยาก เหมือนเรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้ (คัดมาจาก www.jackiechan.com)   ลินเน็ตต์ (Lynette) เป็นสมาชิกของสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย เธอได้มีโอกาสเข้าร่วมงานสัมมนาเรื่อง Arts and Culture as a Pathway Towards Peace ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน ค.ศ. 2009 โดยมูลนิธิ Peace Foundation ซึ่งได้เชิญเฉินหลงมาเป็นวิทยากรหลัก ด้วยความที่เฉินหลงเป็นดาราที่ลินเน็ตต์ชื่นชอบมานาน เธอจึงรู้สึกตื่นเต้นมาก เมื่อถึงคิวที่จะต้องถามคําถาม เธอก็พูดใส่ไมโครโฟนว่า “สวัสดีค่ะ ฉันชื่อลินเน็ตต์… ฉันทํางานที่… เมื่อวานเป็นวันเกิดของฉัน การได้มาพบคุณที่นี่เหมือนเป็นของขวัญของฉันเลยค่ะ… 27 ปีที่ผ่านมาฉันฝันมาตลอดว่าจะได้พบคุณแบบตัวต่อตัว ในที่สุดฝันก็เป็นจริง โอ้! ฉันดู ‘ไอ้หนุ่มหมัดเมา’ มาแล้วไม่ต่ำกว่า 13 รอบ” การสารภาพความในใจอย่างผิดที่ผิดทางเช่นนี้ […]

ผลแห่งกรรม 11 ข้อ จากการผิดศีลข้อสาม ธรรมะจากท่าน ว.วชิรเมธี

ศีลข้อสาม กาเมสุมิจฉาจาร หมายถึง การล่วงเกินผู้อื่น จะตัดสินว่าได้กระทำผิดในข้อนี้โดยมีองค์ประกอบการตัดสินคือ บุคคลนั้นไม่ควรล่วงเกิน คือ นอกเหนือจากตัวเราเอง

อย่ากลัวที่จะฝันแบบ เทย์เลอร์ สวิฟต์

ไม่มีผู้ใหญ่ค‹นไหนไม่เ‹คยเป็นเด็กมาก่อน แต่น่าแปลกที่คนเราเมื่อโตเป็นผู้Œใหญ่ก็มักลืมไปสนิทว่า‹เราเคยกลัวอะไรต่อ‹มิอะไรมากมายกว่า‹นี้เมื่อตอนเป็นšเด็ก มิหนำซ้ำยังเผลอสร้าŒงความหวาดกลัวให้เŒด็กๆ โดยไม่รู้ตัว เทย์เลอร์ สวิฟต์ เทย์เลอร์ สวิฟต์ สาวน้อยมหัศจรรย์แห่งวงการเพลง เป็นคนหนึ่งที่เคยรู้สึกหวาดกลัวมากๆ มาก่อน เทย์เลอร์ อลิสัน สวิฟต์ (Taylor Alison Swift) เกิดเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม ค.ศ. 1989 ที่เมืองไวโอมิสซิง (Wyomissing) รัฐเพนซิลเวเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ตอนเป็นเด็ก เทย์เลอร์มักถูกล้อและถูกแกล้งจากเพื่อนๆ ที่โรงเรียนเป็นประจำ ตั้งแต่เรื่องเส้นผมที่หยิกตามธรรมชาติ ไปจนถึงนิสัยชอบร้องเพลงของเธอ ซึ่งการไม่ได้รับการยอมรับนี่เองคือเรื่องที่ทำให้เด็กๆ รู้สึกเจ็บปวดใจมากที่สุด…เจ็บชนิดที่ผู้ใหญ่อาจคาดไม่ถึง       โชคดีที่เทย์เลอร์ไม่ได้เลือกที่จะหนีปัญหาด้วยวิธีผิดๆ แต่เลือกที่จะระบายความโกรธด้วยการแต่งเพลง คนที่เคยล้อเลียนเธอกลายเป็นตัวละครในเพลงที่เธอแต่ง และทำให้เพลงของเธอมีชีวิตชีวาขึ้น โชคดีอีกอย่างของเทย์เลอร์ก็คือ การที่เธอรู้ว่า เธออยากเป็นนักร้องตั้งแต่ 10 ขวบ โดยได้รับแรงบันดาลใจจาก ชาเนีย ทเวน (Shania Twain) ราชินีเพลงคันทรีชื่อดัง หลังจากได้ดูมิวสิควิดีโอเพลงของชาเนีย ทเวน เทย์เลอร์ก็เริ่มตระเวนเข้าร่วมแข่งขันร้องเพลงคาราโอเกะที่จัดขึ้นในท้องถิ่น   […]

Dhamma Daily : เคยนอกใจแฟน แต่สำนึกผิดแล้ว ลบล้างผลกรรมได้ไหม

Dhamma Daily : ถ้าหนู เคยนอกใจแฟน แต่ตอนนี้สำนึกผิดแล้ว อยากทราบว่าหนูจะได้รับ ผลกรรม อย่างไรบ้าง ถาม: ถ้าหนูเคยนอกใจสามี แต่ตอนนี้สำนึกผิดแล้ว

ปูเน่ – อนัญญาลัลน์ วัฒนะนุพงษ์ นางฟ้านักบิด

ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2544 ปูเน่ – อนัญญาลัลน์ วัฒนะนุพงษ์ ได้รับเลือกให้เป็นรองนางสาวไทย (รุ่นเดียวกับ นุ้ย – สุจิรา อรุณพิพัฒน์) ปัจจุบันเธอหันหลังให้วงการบันเทิง ก้าวเข้าสู่โลกแห่งความเร็วอย่างจริงจัง “หลังออกจากวงการบันเทิง ปูเน่ไปเรียนต่อ จบมาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยจนถึงปัจจุบัน ส่วนจุดเริ่มต้นที่มาแข่งรถบิ๊กไบค์คือพี่ชายชอบเรียกให้ดูการแข่งรถ ดูแล้วก็ชอบ ยิ่งช่วงน้ำท่วมใหญ่ปี พ.ศ. 2554 ได้ดูเยอะเพราะว่าง หลังจากนั้นจึงไปเข้าคอร์สเรียน วันที่สองที่ไปเรียนอาจารย์เห็นแวว ถามว่าจะไปแข่งไหม ปูเน่อยากสัมผัสบรรยากาศอยู่แล้วจึงตอบตกลงทันที ตอนนั้นมีเวลาฝึกซ้อมประมาณหนึ่งเดือน มีคนลงแข่งทั้งหมด 14 คน เราได้ที่ 7 อาจารย์ให้กำลังใจบอกว่าไม่คว่ำก็ดีแล้ว” (ยิ้ม)         เห็นสวย ๆ หวาน ๆ แบบนี้ เธอมีวิธีปลุกเร้าตัวเองในขณะลงแข่งได้ฮาร์ดคอร์มาก “ก่อนลงสนามจะบอกตัวเองตลอดว่า ต้องทำได้ ขี่ทำเวลาให้ได้ดีกว่าเดิม ชนะตัวเองให้ได้ เพราะยังกลัวทางโค้ง และระหว่างอยู่ในสนามจะคิดถึงคำพูดของครูตลอดว่า เวลาเราออกโค้งให้ช้า ๆ แล้วเติมคันเร่งในโค้ง […]

เมื่อสิ่งสามัญ กลายเป็นความอัศจรรย์ บทความจาก พระไพศาล  วิสาโล  

พระไพศาล เล่าถึง ภิกษุฟับดัง ธรรมาจารย์แห่งหมู่บ้านพลัมว่า ท่านไม่คาดคิดมาก่อนว่าตนจะเป็นมะเร็ง จนกระทั่งวันหนึ่ง หมอยืนยันว่านั่นคือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น

เมื่อความสุขหลุดลอยไป บทความเตือนใจ จาก พระไพศาล วิสาโล

“ความสุขใดในโลกหล้าล้วนมาจากความปรารถนาให้ผู้อื่นเป็นสุข” เป็นวาทะอีกตอนหนึ่งของศานติเทวะที่เตือนใจเราได้เป็นอย่างดี

ทำไมปฏิบัติธรรมแล้วกลายเป็น คนโกรธง่าย เอาซะอย่างนั้น ?

ปฏิบัติธรรมแล้วรู้สึกว่า โมโหง่ายกว่าเดิมมาก เป็น คนโกรธง่าย กว่าเดิม เป็นเพราะอะไร แล้วจะแก้อย่างไร แบบนี้แสดงว่า ปฏิบัติมาผิดทางใช่หรือไม่

บนเส้นทางแห่งปุยเมฆ ของ ภัสสรี กังวานพงศ์ กัปตันหญิงสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส

“นักบิน” เป็นอีกอาชีพหนึ่งที่คนส่วนใหญ่มองว่าเป็นอาชีพของ “ผู้ชาย” แต่ในน่านฟ้ามี “นักบินหญิง” มากมายที่ขับเคลื่อนเครื่องบินลำน้อยใหญ่ไปสู่จุดหมายปลายทางทั่วโลก และหนึ่งในนั้นคือ ตวง – ภัสสรี  กังวานพงศ์ กัปตันหญิง แห่งสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ในวัยเด็กคุณตวงเป็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่รู้ว่า “ผู้หญิง” สามารถเป็น “นักบิน” ได้ “ตอนเด็ก ๆ ตวงอยากเป็น Air Traffic Controller (ผู้ควบคุมจราจรทางอากาศ) พอจบ ม.ปลายก็อยากมุ่งไปทางนั้นเลยแต่ที่บ้านบอกว่าให้เรียนจบปริญญาตรีก่อน พอเรียนจบก็ไปปรึกษาญาติที่ทำงานด้านนี้ เขาถามว่า ทำไมถึงอยากทำงานนี้ล่ะ  น่าเบื่อนะ ต้องนั่งดูหน้าจอทั้งวัน แล้วแนะนำว่า ทำไมไม่ไปเรียนการบิน น่าสนุกดี ตอนนั้นเราก็เลย เอ๊ะ ผู้หญิงเป็นนักบินได้ด้วยเหรอ ไม่คิดว่าผู้หญิงจะเป็นได้” จากคำแนะนำของญาติวันนั้นทำให้เธอเริ่มสนใจอาชีพนี้  และตัดสินใจสมัครเรียนคอร์สการบินสั้น ๆ ก่อน “ตวงสมัครเรียนการบินที่กองทัพอากาศฝูง 604 เรียนการขับเครื่องบินเล็ก จบหลักสูตรได้ใบอนุญาตขับเครื่องบินส่วนตัว (Private Pilot License) พอได้เรียนแล้วชอบมาก หลังจากนั้นจึงมาเรียนหลักสูตรนักบินพาณิชย์ ช่วงนั้นมีเพียงสายการบินเดียวที่ให้ทุนเรียน แต่สายการบินนั้นไม่รับผู้หญิง ตวงจึงลงทุนเรียนเองค่ะ รุ่นที่ตวงเรียนมีตวงเป็นผู้หญิงคนเดียว” สุดท้ายเธอก็ก้าวเข้ามาเป็นนักบินได้ ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่า ผู้หญิงมีความสามารถไม่แพ้ผู้ชาย “การทดสอบทุกอย่างเหมือนนักบินชายทั้งหมด ไม่ได้อ่อนด้อยกว่ากันเลย จากประสบการณ์ทำงานของรุ่นพี่นักบินหญิงก็พิสูจน์มาหมดแล้วว่าผู้หญิงทำงานได้ไม่แพ้ผู้ชาย ตวงเองไม่เคยเจอปัญหาในการทำงานร่วมกับนักบินชาย เพราะที่นี่ทุกคนเท่าเทียมกัน และให้เกียรติกันแบบไม่มีแยกหญิงหรือชาย หรือถ้าจะมีเขาก็คงเก็บไว้ในใจ ไม่แสดงออกให้เรารู้” (หัวเราะ) “ที่ผ่านมาตวงไม่เคยเปรียบเทียบว่าผู้หญิงหรือผู้ชายทำงานนี้ได้ดีกว่ากัน  เพราะคนทำงานอาชีพนี้ต้องมั่นใจไม่อย่างนั้นจะทำไม่ได้  ถ้าเราไม่มั่นใจเท่ากับแพ้ไปครึ่งทางแล้ว จริง ๆ แล้วทุกคนทำงานทุกอย่างได้ถ้าเรามั่นใจว่าตัวเองทำได้ ตัวอย่างก็มีให้เห็นมากมาย  ผู้หญิงยังเป็นประธานาธิบดีได้เลย” หลังจากทำงานมากว่า 7 ปี  เธอได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็น “กัปตัน” ขับเครื่องบินขนาดใหญ่รุ่นแอร์บัส 319 และ 320  บินทั้งเส้นทางในประเทศและต่างประเทศ  เธอมีคติประจำใจในการทำงานที่ว่า “ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด เพราะจุดมุ่งหมายสำคัญของอาชีพนี้คือการทำให้ผู้โดยสารเดินทางไปถึงที่หมายได้อย่างราบรื่นและปลอดภัยที่สุด  สติและสมาธิจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก  เพราะนักบินต้องทำงานหลายอย่างในเวลาเดียวกัน  ทั้งการบังคับเครื่องตอบรับวิทยุ  ดูหน้าจอบังคับ  ต้องแยกประสาทให้ได้  และต้องตั้งสติพร้อมรับมือกับปัญหาเฉพาะหน้าด้วย “การเป็นนักบินต้องดูแลสุขภาพตัวเองเยอะ ต้องตรวจร่างกายประจำปี สภาพจิตใจก็มีความสำคัญมาก  ก่อนทำงานต้องตัดความกังวลทุกอย่างไปให้หมด  ถ้าเราไม่สามารถตัดความเครียดความกังวลได้  นักบินมีสิทธิ์ปฏิเสธการบินได้ เพราะการทำงานต้องมีสติเสมอ  จะมานั่งเหม่อระหว่างควบคุมเครื่องไม่ได้” ในฐานะที่เธอเป็น “กัปตันหญิง” ก็มีเรื่องราวยิ้ม ๆ จากผู้โดยสารมาเล่าสู่กันฟัง “ลูกเรือเคยมาเล่าให้ฟังว่า มีผู้โดยสารถามว่ากัปตันเป็นผู้หญิงเหรอ เท่จัง เก่งจัง แต่บางคนพอได้ยินเสียงจากที่เราประกาศบนเครื่องอาจนั่งสวดมนต์เลยก็ได้ (หัวเราะ) แต่ส่วนมากมักได้ยินในทางบวกมากกว่า บางทีเดินในสนามบินก็มีคนมาทักทาย  ถามว่าทำงานอยู่สายการบินอะไร หรือบางทีก็ถามว่าจะเป็นนักบินต้องเรียนที่ไหน  เรียนยังไง จะพาลูกไปเรียนบ้าง” สุดท้ายคุณตวงฝากให้กำลังใจผู้หญิงหลายคนไว้ว่า “ขอให้ผู้หญิงทุกคนมั่นใจในสิ่งที่ตัวเองทำ เพราะผู้หญิงมีความสามารถอยู่แล้ว เห็นได้จากผู้หญิงหลายคนที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน” ขอเพียงมีความตั้งใจ  ทุกคนทำได้แน่นอน    ขอบคุณ Asian Aviation Training Centre Ltd. เอื้อเฟื้อสถานที่ ที่มา  นิตยสาร Secret ฉบับที่ 170 เรื่อง เชิญพร คงมา ภาพ สรยุทธ  พุ่มภักดี สไตลิสต์ ณัฏฐิตา เกษตระชนม์  ผู้ช่วยช่างภาพ ธีรนุช ภัทรเกียรติเจริญ Secret Magazine (Thailand) IG @Secretmagazine

ปัญญวดี กฤษณมนตรี กับอาชีพวิศวกรขุดเจาะหญิง…ใครว่ามีแต่ผู้ชายทำได้

กิ๊ฟ – ปัญญวดี กฤษณมนตรี วิศวกรขุดเจาะหญิง แห่ง Halliburton Energy Services Inc หลายคนอาจคิดว่าคุณสมบัติหลักของอาชีพวิศวกรขุดเจาะคือเป็นเพศชายเท่านั้น เพราะต้องนอนกลางดินกินกลางทราย  แต่ กิ๊ฟ - ปัญญวดี  กฤษณมนตรี กลับไม่มีความคิดนี้อยู่ในหัวเลยแม้แต่น้อย “ตอนเด็ก ๆ รู้จักอาชีพนี้จากหนังและหนังสือ รู้สึกว่าเป็นอาชีพที่เท่มาก  อยากทำ พอโตขึ้นมาจึงเลือกเรียนสาขาใกล้เคียง  คือวิศวเคมี  โชคดีมีรุ่นพี่มาพูดให้ฟังถึงอาชีพวิศวกรขุดเจาะ  หลังเรียนจบจึงลองไปสมัครงาน  ปรากฏว่าได้ทำอย่างที่ตั้งใจไว้” เมื่อได้เข้ามาทำงานจริง  เธอพบว่าต้องเริ่มต้นเรียนรู้ใหม่ทั้งหมด “เนื่องจากอาชีพนี้เป็นอุตสาหกรรมที่เฉพาะเจาะจง  ทุกคนที่เข้ามาต้องเรียนรู้ใหม่หมดไม่ว่าจะจบอะไรมา โดยบริษัทจะส่งไปเรียน ไปดูงาน  มีสอบทุกวัน เทรนนิ่งทั้งปี ต้องพบปะผู้คนหลากหลายทั้งด้านภาษาและวัฒนธรรม  พูดภาษาอังกฤษเหมือนกันก็จริงแต่หลายสำเนียงมาก บางทีคุยกันไม่รู้เรื่องเลยก็มี “นอกจากนี้ยังมีเรื่องของสภาพแวดล้อม บางทีไปกลางทะเล  คลื่นทั้งแรงและสูง 4 - 5 เมตร  จะลงจากแท่นขุดต้องอาศัยกระเช้า บางครั้งถ้าเราอยู่ในกระเช้าคนเดียวมันก็เอียง ลองคิดดูว่าถ้ามันเอียงในเวลาที่คลื่นโถมเข้ามานี่จะรู้สึกอย่างไร (หัวเราะ) “ถ้าต้องไปทำงานในป่า ก็ไม่ใช่ป่าแบบสวย ๆ  แต่มันคือป่าที่ยังมีช้างเดินเหมือนเป็นเจ้าของบ้าน ที่พักกับที่ทำงานก็อยู่ห่างกันต้องนั่งเรือข้ามน้ำไป  ซึ่งต้องรอระดับน้ำขึ้นจึงจะข้ามเรือไปได้  รุ่นพี่ชอบขู่ว่าในแม่น้ำนี้มีจระเข้  ถ้าตกลงไปคงไม่เหลือแน่ ๆ ไปช่วงแรกเราจะตื่น ๆ  เพราะทุกอย่างมันใหม่ดูน่ากลัว  ตกกลางคืนยุงเยอะมาก  นั่งหรือยืนนิ่ง ๆ ไม่ได้เลย  ต้องเปลี่ยนท่าไปเรื่อย ๆ หรือถ้าไปทำงานที่ญี่ปุ่น ก็จะไปที่ที่หนาว -10 องศา  ร่างกายต้องแข็งแรงจริง ๆ ถ้างานมีปัญหา บางครั้งก็ต้องทำต่อเนื่อง ไม่ได้พัก เคยทำงานโดยแทบไม่ได้นอนติดกัน 3 วัน 3 คืน  หลังจากนั้นนั่งเก้าอี้แล้วก็หลับไปเองโดยที่ไม่รู้ตัว “พอถึงช่วงที่เข้ามาทำงานในออฟฟิศอาจไม่ต้องใช้แรงกายมากนัก  แต่ต้องใช้ความคิดตั้งแต่เริ่มโปรเจ็กต์  ก็หนักไปอีกแบบ เพราะฉะนั้นอาชีพนี้จึงมีความหลากหลายมาก” สภาพการทำงานที่เธอเล่าให้ฟังนับว่าค่อนข้างอันตรายไม่น้อย  เธอได้เล่าถึงเหตุการณ์เสี่ยงตายครั้งหนึ่งว่า “ปกติเราจะออกไปทำงานที่แท่นขุดเจาะในวันที่สภาพอากาศไม่แปรปรวน  แล้วเวลาออกไปที่แท่นก็จะนั่งเรือใหญ่ไป  พอไปถึงเรือใหญ่จะมีบันไดพาดไปจากตัวเรือให้เราเดินไปสถานที่ที่เราทำงาน  หลังจากทำงานจนเกือบจะเสร็จแล้ว  ปรากฏว่าคลื่นแรงต้องเอาบันไดออก  แต่อุปกรณ์ขุดเจาะยังอยู่ในหลุมซึ่งผลิตไฮโดรคาร์บอน  เราไม่สามารถทิ้งอุปกรณ์ไว้ในหลุมได้  กัปตันวิทยุมาบอกว่าเอาขึ้นเร็ว ๆ  จะไปแล้ว  ไม่รอแล้วนะ เราก็ต้องลงไปเอา  พอลงไปแล้วปรากฏว่าด้วยความที่คลื่นแรง เรายกอุปกรณ์ไม่ได้เพราะเครนอยู่บนเรือ  ตอนนั้นเรืออยู่ห่างจากเราแล้วด้วย  ฝนก็ตกหนักไม่ลืมหูลืมตา ต้องรออยู่อย่างนั้นจนกว่าคลื่นจะสงบ ถามว่ากลัวไหม ตอบเลยว่ากลัว  แต่สุดท้ายเราก็ผ่านมันมาได้อย่างปลอดภัย “เล่าแล้วอาจดูน่ากลัวมาก  จริง ๆ การทำงานแบบนี้ถามว่าเสี่ยงไหม  เสี่ยงแน่นอนค่ะ  และเพราะตัวงานมีความเสี่ยงจึงมีระบบความปลอดภัยค่อนข้างสูง  ถ้าเกิดอะไรขึ้นมาจริง ๆ จะมีเฮลิคอปเตอร์มาช่วย ไม่ปล่อยให้เคว้งคว้างแน่นอน  แต่สำหรับกิ๊ฟยังไม่เคยเกิดเหตุถึงขนาดเฮลิคอปเตอร์ต้องมาช่วยนะ ไม่อยากลองด้วย” (หัวเราะ) งานสมบุกสมบันขนาดนี้  เธอยอมรับว่าอาจมีข้อจำกัดเรื่องกำลังของร่างกายมากกว่าผู้ชาย  แต่ความเป็นผู้หญิงก็มีส่วนดีในสายอาชีพนี้เช่นกัน “ข้อดีคือ ด้วยความที่เราเป็นผู้หญิงจะได้เปรียบเรื่องการประสานงาน ถ้าหากทำอะไรผิดพลาด  คนที่เราทำงานด้วยมักพูดกับเราดี ๆ  อย่างบางทีคนที่ต้องประสานงานกับเราทะเลาะกับหัวหน้ามา  ดูหงุดหงิดฉุนเฉียว แต่เวลาจะต้องประสานงานกันต่อ เขาก็จะปรับคำพูดให้อ่อนลง  ทำให้การทำงานทุกอย่างราบรื่นกว่าผู้ชายคุยกัน” ปัจจุบันเธอปักใจรักอาชีพนี้ไปเสียแล้วและวางเป้าหมายของการเป็น วิศวกรขุดเจาะหญิง ไว้อย่างชัดเจนว่า จะศึกษาและนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้ในพื้นที่ที่รับผิดชอบ  เพื่อให้งานมีประสิทธิภาพสูงสุดเท่าที่จะทำได้   ขอบคุณ Halliburton Energy Services Inc  เอื้อเฟื้อสถานที่ ที่มา  นิตยสาร Secret ฉบับที่ 170 บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของคอลัมน์ SCOOP “เรื่อง ผู้หญิงนอกกรอบ” เรื่อง เชิญพร  คงมา,  อุรัชษฎา  ขุนขำ   ภาพ สรยุทธ  พุ่มภักดี  สไตลิสต์ ณัฏฐิตา  เกษตระชนม์  ผู้ช่วยช่างภาพ ธีรนุช  ภัทรเกียรติเจริญ Secret Magazine (Thailand) IG @Secretmagazine

คุณหมอผู้ยึดมั่นในความดี แม้ความตายก็ไม่อาจสั่นคลอนแรงศรัทธา

บรรพชนผู้รักสันติกล่าวไว้ว่า ต่อให้ชีวิตต้องเผชิญกับความทุกข์ยากหรือความรุนแรงมากมายเพียงใด ขอให้เราใช้ “ความอดทน” เป็นอาวุธฟันฝ่าไปให้ได้ เพราะนี่เป็นหนทางเพียงเส้นเดียวที่จะนําไปสู่ชัยชนะที่แท้จริง คุณหมอผู้ยึดมั่นในความดี แต่ทว่าการสงบนิ่งท่ามกลางความสูญเสียไม่ใช่สิ่งที่ทําได้ง่ายนัก     นายแพทย์เอซเซลดีน อาบู อัลออิช (Dr. Ezzeldeen Abual-Aish) เป็นแพทย์ซึ่งจบการศึกษาด้านสูตินรีแพทย์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University) แม้ว่าคุณหมอจะเป็นชาวปาเลสไตน์และนับถือศาสนาอิสลาม แต่ก็ได้เรียนภาษาฮีบรูจากแรบไบ (พระในศาสนายูดาห์) จนสามารถสื่อสารภาษาฮีบรูได้อย่างคล่องแคล่ว คุณหมอทํางานในโรงพยาบาลทั้งในประเทศอิสราเอลและฉนวนกาซา อันเป็นเหมือนกันชนระหว่างปาเลสไตน์กับอิสราเอล แม้พื้นที่เสี่ยงต่อภัยสงครามอย่างฉนวนกาซาจะไม่ใช่สถานที่ที่เหมาะต่อการอยู่อาศัยด้วยประการทั้งปวง แต่คุณหมออาบู อัลออิชก็ยังอาศัยอยู่ที่นี่เพื่อให้บริการทางการแพทย์แก่ผู้ป่วยโดยไม่เลือกเชื้อชาติ ครอบครัวของคุณหมอเป็นครอบครัวขนาดใหญ่ ภรรยาเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งไปเมื่อปี 2008 ทําให้คุณหมอวัย 55 ปี (ในเวลานั้น) ต้องดูแลลูกๆ ทั้งแปดคนตามลําพัง คุณหมอเลี้ยงดูลูกๆ ในพื้นที่อันตรายแห่งนี้มาโดยตลอด เพราะเชื่อว่าความดีจะช่วยปกป้องครอบครัวของเขาได้ “ผมเลี้ยงลูกๆ ให้ทํางานเป็นและเติบโตขึ้นเป็นทหารเพื่อสันติภาพ ผมเชื่อว่ายาจะสามารถเป็นสะพานมิตรภาพเชื่อมระหว่างชาวอิสราเอลและปาเลสไตน์ได้”     แต่ในช่วงต้นเดือนมกราคมปี 2009 ขณะที่ดินแดนแถบอื่นยังเฉลิมฉลองศักราชใหม่ ความรุนแรงในฉนวนกาซาได้ปะทุขึ้นมาอีกครั้ง กองทัพอิสราเอลเคลื่อนพลเข้าประชิดฉนวนกาซาเพื่อกวาดล้างกลุ่มกบฏฮามาส เสียงปืนดังขึ้นทั้งกลางวันและกลางคืน แม้แต่ตอนหยุดยิงหูก็ยังแว่วได้ยินเสียงปุ…ปุ…ปุ ก้องอยู่ในโสตประสาท สงครามขนาดย่อมดําเนินไปถึง 21 […]

“การเต้นรําคือลมหายใจของผม” ปีแอร์ ดูแลน ครูนักเต้นผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุค

“การเต้นรําคือลมหายใจของผม” ปีแอร์ ดูแลน ครูนักเต้นผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุค การสร้างสรรค์จังหวะดนตรีในแบบต่างๆ และการเคลื่อนไหวร่างกายด้วยท่วงท่าตามจังหวะดนตรีนั้นอยู่เคียงข้างมนุษย์ทุกเผ่าพันธุ์มาช้านาน และสิ่งนี้ล้วนเกิดจากความมุ่งหมายที่แตกต่างกันออกไป สําหรับ ปีแอร์ ดูแลน (Pierre Dulaine) จังหวะดนตรีและท่วงทีการเคลื่อนไหวไม่ได้เป็นเพียงความสุนทรีย์ในหัวใจเท่านั้น ดูแลนยังสามารถใช้สิ่งเหล่านี้ “เปลี่ยน” ชีวิตกลุ่มวัยรุ่นผิวสีในมหานครนิวยอร์กได้อย่างไม่น่าเชื่อ และการเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้ได้ส่งผลต่อวงการศึกษาของสหรัฐอเมริกามาจนถึงปัจจุบัน     ชีวิตวัยเด็กของดูแลน ลูกครึ่งสามเชื้อชาติ ไอริช ปาเลสไตน์ และฝรั่งเศส เป็นชีวิตที่มีจังหวะขึ้น–ลงไม่ต่างจากเสียงดนตรี เพราะนับตั้งแต่ลืมตาดูโลกเมื่อ ค.ศ. 1944 ครอบครัวของเขาก็ต้องโยกย้ายถิ่นฐานอยู่บ่อยๆ แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยแปรเปลี่ยนนั่นก็คือความรักในการเต้นรํา ซึ่งดูแลนทําได้ดีมากๆ จนสามารถเริ่มอาชีพนักเต้นรําด้วยวัยเพียง 14 ปี ที่ประเทศอังกฤษ         ด้วยความมุ่งมั่นและพากเพียร เจ็ดปีต่อมา ดูแลนในวัย 21 ปี ก็กลายเป็นคนหนุ่มคนแรกที่สอบผ่านหลักสูตรการเต้นรําสุดหินอย่างบอลรูม ละติน และโอลดี้ได้สําเร็จภายในวันเดียว จากนั้นไม่นานนักชีวิตของดูแลนก็ได้สัมผัสถึงความหมายอันล้ำค่าของความเป็น“ครู”อย่างแท้จริงเมื่อเขาเดินทางไปยังสหรัฐอเมริกา เหตุการณ์เริ่มขึ้นตอนกลางดึกคึนหนึ่งในนิวยอร์ก ดูแลนเห็นวัยรุ่นผิวสีคนหนึ่งกําลังทุบรถยนต์อย่างสนุกมือ ก่อนจะผละหนีไปเมื่อรู้ตัวว่ามีคนเห็น ดูแลนรีบเข้าไปดูที่รถ พบนามบัตรวางอยู่ จึงทําให้รู้ว่าเจ้าของรถคือผู้อํานวยการโรงเรียนมัธยมในย่านนั้นนั่นเอง…ส่วนเด็กคนนั้นก็คงเป็นเจ้านักเรียนตัวแสบแน่ๆ ด้วยความคิดที่ว่า […]

ชนชั้นวรรณะในสังคมไทย บทความเตือนสติโดย พระราชญาณกวี (ท่านปิยโสภณ)

ชนชั้นวรรณะ ในสังคมไทย บทความเตือนสติโดย พระราชญาณกวี (ท่านปิยโสภณ) พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นเพื่อปลดเปลื้องทุกข์ของคนในสังคม ทุกข์ใหญ่ที่คนในสมัยนั้นเผชิญหนักคือเรื่อง ชนชั้นวรรณะ เรื่องความไม่ยุติธรรม เรื่องการแบ่งคนให้ดีชั่วเพราะชาติกำเนิด การที่คนอินเดียยุคนั้นสร้างวรรณะให้คนต่างกันด้วยกำเนิดคือ คนชั้นสูง เกิดจากวรรณะพราหมณ์ กษัตริย์ แพศย์ ส่วนคนชั้นต่ำ เกิดจากวรรณะศูทรและจัณฑาล เป็นความขมขื่นของคนวรรณะต่ำจนกลายเป็นปัญหาใหญ่ในการดูหมิ่นเกลียดชังกัน เมื่อคนแต่ละวรรณะต่างเกลียดชังเหยียดหยามกัน วรรณะสูงรังเกียจวรรณะต่ำ วรรณะต่ำเองก็ต้องจำใจยอมรับสภาพที่ได้มาแต่กำเนิด ไม่ยอมยกฐานะตนให้สูงขึ้น จึงเป็นเหตุให้เกิดชนชั้นขึ้นมาในสังคมอินเดีย คนในวรรณะต่ำแม้พยายามยกฐานะทางสังคม แต่ก็ถูกคนชั้นสูงกดขี่ข่มเหงรังแกจนไม่มีทางต่อสู้ กลายเป็นคนมีปมด้อยในสังคม ไร้โอกาส ไร้การศึกษา ไร้เศรษฐกิจ คนเหล่านี้แม้จะเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ แต่ก็ถูกคนชั้นสูงส่วนน้อยคอยรังแกบีบคั้นอย่างรุนแรงตลอดเวลา ไม่มีโอกาสพัฒนาสติปัญญาได้เลย เมื่อพระพุทธเจ้าประกาศพระพุทธศาสนา พระองค์ทรงยกให้คนเท่าเทียมกันในฐานะเป็นมนุษย์ คือทรงถือว่าคนทุกคนมีความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน การได้เป็นมนุษย์ประเสริฐกว่าเกิดเป็นสัตว์เดียรัจฉาน มนุษย์จะกำเนิดจากวรรณะใดไม่สำคัญ ถ้าประพฤติดีก็เป็นคนดี เป็นที่ยอมรับ ถ้าเขาประพฤติชั่วก็ชั่วเหมือนกัน ชาติกำเนิดช่วยอะไรไม่ได้ แม้จะเกิดในวรรณะสูงก็ตาม คำสอนนี้ได้ทำลายระบบวรรณะอย่างรุนแรง ทำให้คนวรรณะสูงไม่พอใจ เพราะเป็นคำสอนแบบเลิกทาส ในขณะที่คนชั้นสูงยังต้องการทาสไว้ใช้งาน ยังต้องการคนวรรณะต่ำไว้เป็นข้าทาสแรงงาน หารายได้ให้ตน พระพุทธองค์ทรงตั้งองค์กรสงฆ์ขึ้นมาเป็นสังคมตัวอย่างในความเสมอภาค ความเท่าเทียมกัน โดยกำหนดหลักปฏิบัติเรียกว่า ธรรมวินัย เพื่อให้คนแต่ละวรรณะที่เข้ามาบวชแล้วละทิฏฐิมานะ ประพฤติพรตบรรลุธรรม พ้นทุกข์ ใครบวชก่อนก็เป็นพี่ ใครบวชทีหลังก็เป็นน้อง เรียกว่า อาวุโสภันเต หลักการเคารพกันตามพรรษามีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลจนถึงทุกวันนี้ แม้ผู้บวชทีหลังจะมาจากวรรณะสูงก็ต้องเคารพกราบไหว้คนวรรณะต่ำที่บวชก่อน คนอายุมากกว่ามาบวชทีหลังก็ต้องเคารพกราบไหว้ผู้มีอายุน้อยแต่บวชก่อน วิธีการเช่นนี้เป็นหลักการที่ดี คือช่วยคลายทิฏฐิมานะของคนได้มาก เพราะทำคนให้เท่าเทียมกันโดยการปฏิบัติตามพระธรรมวินัย มิใช่โดยชาติกำเนิด ใครเจริญในศีล สมาธิ ปัญญา คนนั้นก็ได้บรรลุธรรมเป็นพระอริยบุคคลเท่าเทียมกัน ใครเย่อหยิ่ง มีทิฏฐิมานะ ประพฤติผิด ก็จะได้รับโทษตามพระธรรมวินัยเหมือนกันไม่มียกเว้น วันนี้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาของโลก คนไทย 95 เปอร์เซ็นต์เป็นชาวพุทธ แต่กลับสร้างทิฏฐิมานะวาทกรรมแบ่งชนชั้นวรรณะ ยุให้คนเกลียดชังกัน ไม่ต่างจากคนยุคก่อนพุทธกาล หรือว่าคนไทยไม่ได้รับประโยชน์อะไรจากการเป็นชาวพุทธ?!   ที่มา  นิตยสาร Secret เรื่อง  พระราชญาณกวี (ท่านปิยโสภณ) Photo by Jack Hunter on Unsplash Secret Magazine (Thailand) IG @Secretmagazine บทความน่าสนใจ เหนือกว่าศีล 5 คือ กุศลกรรมบถ 10 โดย พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ สมาธินิมิต อันน่าอัศจรรย์ของ หลวงปู่มั่น […]

ชีวิตที่ไม่คาดหวังของ ดีพัก โชปรา

“นักเขียนส่วนใหญ่จะรู้สึกทุกข์ทรมานเมื่อต้องเจอกับช่วงเวลาที่ความคิดตีบตัน เมื่อเขานั่งลงเขียน แต่กระดาษตรงหน้ากลับว่างเปล่า ไม่มีความคิดที่ดีพอ และถ้อยคำที่ผ่านเข้ามาในหัวก็ล้วนน่าเบื่อและไร้ประโยชน์ ช่วงเวลาเช่นนั้นเป็นช่วงเวลาแห่งความหายนะ และนั่นคือหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ ฆ่าตัวตาย”  ดีพัก โชปรา ดีพัก โชปรา (Deepak Chopra) ยกเรื่องของเฮมิงเวย์เป็นตัวอย่างของคนที่ล้มเหลวเมื่อต้องเผชิญหน้ากับความเครียด ซึ่งจะเกิดขึ้นมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับดีกรีของความคาดหวัง ก่อนหน้าวันที่ 2 กรกฎาคม 1961 คงไม่มีใครคาดคิดว่าเออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ (Ernest Hemingway ค.ศ. 1899 – 1961) นักเขียนเจ้าของรางวัลโนเบลจะมีจุดจบเช่นนี้ มันสืบเนื่องมาจากความกลัดกลุ้ม เพราะเขาได้รับมอบหมายให้เขียนคำสดุดีในงานฉลองรับตำแหน่งของประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี้ เฮมิงเวย์รู้สึกถูกกดดันจากชื่อเสียงของตัวเอง ทำให้เขาเขียนไม่ออกและตกอยู่ในภาวะซึมเศร้าอย่างรุนแรง รวมกับประวัติส่วนตัวที่มีอาการติดเหล้าและมีคนในครอบครัวเคยฆ่าตัวตาย เฮมิงเวย์จึงตัดสินใจจบชีวิตด้วยการยิงตัวตาย ดีพักอธิบายว่า การคาดการณ์ไม่ได้ (unpredictability) และความไม่แน่นอน (uncertainty) เป็นเหมือนด้านสองด้านของเหรียญอันเดียวกัน คือเมื่อพูดถึงสิ่งหนึ่ง คนก็มักจะนึกถึงอีกสิ่งหนึ่งโดยอัตโนมัติ ทว่าทั้งสองอย่างนี้ต่างกันโดยสิ้นเชิง “คนที่คาดหวังก็มักจะเจอกับความผิดหวัง แต่คนที่ใช้ชีวิตไปตามปกติบนความไม่แน่นอน (ที่ใครๆ ก็ต้องเจอเหมือนกัน) มักจะประสบความสำเร็จ” คนที่อยู่กับความคาดหวังมีโอกาสเป็นโรคเครียดสูงมาก เพราะคิดว่าชีวิตคือสูตรสำเร็จ ใส่ส่วนผสมแบบนี้ต้องได้ผลลัพธ์ออกมาแบบนี้ […]

เหตุผลที่พระเทวทัตเกลียดพระพุทธเจ้าตั้งแต่แรกพบ

ในอดีต สมัยพระพุทธเจ้าเสวยชาติเป็นพระโพธิสัตว์ มีพ่อค้าเร่ขายเครื่องประดับอยู่สองคน คนหนึ่งเจ้าเล่ห์ คนหนึ่งซื่อสัตย์ อยู่มาคราวหนึ่งทั้งสองคนได้เดินทางข้ามแม่น้ำไปถึงตำบลหนึ่งพร้อมกัน พ่อค้าที่ซื่อสัตย์เข้าทางตะวันออก ส่วนพ่อค้าเจ้าเล่ห์เข้าทางตะวันตก ฝ่ายพ่อค้าเจ้าเล่ห์เดินทางไปถึงบ้านเศรษฐีตกยากคนหนึ่งก่อน เมื่อหลานสาวเศรษฐีเห็นเครื่องประดับก็อยากได้ จึงบอกให้ยายนำถาดเก่าสนิมเขรอะที่มีอยู่มาแลก พระเทวทัต ยายจึงนำถาดเก่านั้นมาให้พ่อค้า ฝ่ายพ่อค้าเจ้าเล่ห์ พอรับถาดมา เห็นหนักผิดปกติ จึงลองเอาเข็มมากรีดดู พบว่าถาดนั้นเป็นทองคำมูลค่า 100,000 กหาปณะ เห็นดังนั้นจึงคิดอยากได้เปล่า เลยแกล้งหลอกยายหลานคู่นั้นว่า ถาดนี้ราคาไม่ถึงสลึง แล้วทำทีเป็นโยนถาดลงกับพื้น ก่อนจะออกเดินเร่ต่อไป คิดในใจว่าจะย้อนกลับมาเอาภายหลังโดยไม่ต้องแลกเปลี่ยนกับสิ่งใด ต่อมาเมื่อฝ่ายพ่อค้าที่ซื่อสัตย์เดินมาถึงบ้านเศรษฐีตกยากหลังนี้ หลานสาวได้ชักชวนยายให้ขายถาดอีกครั้ง ยายจึงนำถาดเก่าเป็นสนิมใบนั้นมาขอแลกกับเครื่องประดับ พ่อค้าเร่คนนี้รู้สึกว่าถาดหนักผิดปกติ จึงเอาเข็มกรีดดู ก่อนจะบอกยายและหลานสาวว่า ถาดทองคำใบนี้มีราคาถึง 100,000 กหาปณะ เมื่อยายรู้ดังนั้น จึงบอกว่าจะยกถาดทองคำให้พ่อค้าผู้ซื่อสัตย์แลกกับเครื่องประดับเพียงเล็กน้อย พ่อค้าคนนี้จึงยกเงินทั้งหมดที่ขายได้และเครื่องประดับที่มีให้สองยายหลาน ก่อนจะจากไปเพื่อขึ้นเรือกลับเมือง ฝ่ายพ่อค้าเจ้าเล่ห์ เมื่อได้ย้อนกลับมาที่บ้านเศรษฐีตกยากอีกครั้งหนึ่ง ด้วยหวังว่าจะมาเอาถาดทองคำ แต่เมื่อรู้ว่ายายยกถาดทองคำนั้นให้คนอื่นไปแล้ว ก็รีบทิ้งข้าวของที่ติดตัวมาแล้ววิ่งตามเรือของพ่อค้าผู้ซื่อสัตย์ เขาตะโกนขู่ให้คนพายเรือกลับมารับ แต่เรือไม่กลับมา ด้วยความโกรธ พ่อค้าเจ้าเล่ห์จึงกอบทรายขึ้นมาแล้วอธิษฐานว่า “จะขอจองล้างจองผลาญพ่อค้าผู้ซื่อสัตย์เรื่อยไปเท่ากับจำนวนเม็ดทรายในมือ” ต่อมาในสมัยพุทธกาล พ่อค้าเจ้าเล่ห์เกิดเป็นพระเทวทัต ส่วนพ่อค้าผู้ซื่อสัตย์เกิดเป็นพระพุทธเจ้า และการผูกพยาบาทในชาติที่ผ่าน ๆ มาก็เป็นมูลเหตุที่ทำให้พระเทวทัตมีอาการ […]

keyboard_arrow_up