ร้านโอชินข้าวมันไก่ใจดี ให้คนตกงานจากสถานการณ์โควิด-19 กินฟรี

ร้านโอชินข้าวมันไก่ ใจดี ให้คนตกงานจากสถานการณ์โควิด-19 กินฟรี ช่วงนี้ประเทศไทยกำลังอยู่ในภาวะที่ไม่ปกติ ทุกคนต่างหันหน้าเข้าหากันและช่วยเหลือกันตามกำลังที่มี ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Pluethipol Prachumphol ได้ไปพบ ร้านโอชินข้าวมันไก่ ติดป้ายหน้าร้านให้คนตกงานจากสถานการณ์โควิด-19 กินฟรี รู้สึกประทับใจจึงถ่ายรูปและนำมาโพสต์โดยระบุข้อความว่า   “สังคมที่อบอุ่น … สังคมที่เกื้อกูล … สังคมที่เราจะไม่ทิ้งใครให้หมดหนทาง … เราสร้างได้ครับ * ขอให้กุศลผลบุญจากความเมตตาที่ #ร้านโอชินข้าวมันไก่ ได้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ในยามที่ตกทุกข์ได้ยากนี้ นำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรื่องสู่ร้านโอชินข้าวมันไก่สืบไปครับ สาขา พรานนก สาขา ตัดใหม่ราชพฤกษ์-ศิริราช สาขา จรัญสนิทวงศ์ 37 สาขา พาณิชย์ราชดำเนิน สาขา ปั้มบางจาก สาขา ถนนกาญจนาภิเษก สาขา ปิ่นเกล้า”     ชาวโซเชียลต่างเข้ามาคอมเมนต์ชื่นชมความมีน้ำใจกันอย่างมากมาย และอวยพรขอให้เจ้าของร้านค้าขายรุ่งเรืองต่อไป ขออนุโมทนาบุญด้วยนะคะ   ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก  เฟซบุ๊ก  Pluethipol Prachumphol Secret Magazine (Thailand) […]

ก้อง ห้วยไร่ มอบรถฉุกเฉินให้รพ.ใช้ขนย้ายผู้ป่วยโควิด-19

ก้อง ห้วยไร่ มอบรถฉุกเฉินให้รพ.ใช้ขนย้ายผู้ป่วยโควิด-19 อีกหนึ่งคนในวงการบันเทิงที่มักจะออกมาช่วยเหลือสังคมเสมอ นักร้องชื่อดัง ก้อง ห้วยไร่ ได้ส่งมอบรถให้โรงพยาบาลพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม โดยได้โพสต์รูปภาพและข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า   “ก้าวตามฮอย ซอยบ้านเกิด” โครงการเล็ก ๆ ที่รวมตัวกันเพื่อหารายได้มอบให้โรงพยาบาลทั่วภาคอีสาน วันนี้ได้ส่งมอบรถ AMBULANCE ให้โรงพยาบาลพยัคฆภูมิพิสัย เพื่อใช้ในการขนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉิน ขอบคุณทุกบาทที่ช่วยกันบริจาค ขอบคุณทุกท่านที่เกี่ยวข้อง จังหวัดต่อไป COVID – 19 หายเมื่อไหร่ เจอกันครับ     ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ ก้อง ห้วยไร่ ได้บริจาคเงิน 100,000 บาท เพื่อซื้อหน้ากากอนามัยให้กับแพทย์และพยาบาลมาแล้ว สังคมไทยกำลังต้องการความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวช่วยเหลือกันแบบนี้ ขออนุโมทนาบุญด้วยค่ะ   ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก  เฟซบุ๊ก ก้อง ห้วยไร่ Secret Magazine (Thailand) บทความน่าสนใจ พระวัดราษฎร์ฯ ตัดเย็บหน้ากากอนามัยแจกญาติโยม ป้องกันโควิด-19 วิทยาลัยเทคนิคราชบุรีใจดี ตัดเย็บหน้ากากอนามัยแจกฟรี คนดังโคราชเสนอโรงแรมให้รัฐเปลี่ยนเป็นโรงพยาบาลสู้โควิด-19 […]

เมื่อตำรวจใจดีแบ่งอาหารกลางวันกินกับคนเร่ร่อน กลายเป็นภาพสุดประทับใจ

เมื่อตำรวจใจดีแบ่งอาหารกลางวันกินกับคนเร่ร่อน กลายเป็นภาพสุดประทับใจ เมื่อหญิงสาวคนหนึ่งชื่อ แคสซี่ ลี ปาร์เกอร์ (Cassie Lea Parker) พักรับประทานอาหารกลางวันตามปกติ  ก็ได้พบภาพของเจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่งอยู่กับคนเร่ร่อนที่ริมถนน มือไวเท่าความคิด เธอรีบคว้าโทรศัพท์มือถือขึ้นมาบันทึกภาพนี้ทันที ซึ่งในเวลาต่อมา ภาพนี้ก็กลายเป็นไวรัลที่แชร์ไปทั่วโลกโซเชียล ภาพที่ว่านี้เป็นภาพของเจ้าหน้าที่ตำรวจเมืองโกลด์สโบโร่ รัฐนอร์ทแคโรไลนา กำลังนั่งอยู่บนพื้นหญ้ากับหญิงเร่ร่อนคนหนึ่ง ทั้งคู่กำลังพูดคุยและกินพิซซ่าด้วยกัน     คริส บาร์เนส (Chris Barnes) เพื่อนของแคสซี่ เป็นคนนำภาพนี้มาแชร์ในเฟซบุ๊ก และเขียนคำบรรยายภาพว่า “แคสซี่พักกินข้าวกลางวันและสังเกตเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจโกลด์สโบโร่ผู้แสนดี กำลังกินมื้อกลางวันกับคนเร่ร่อน ผู้รักษากฎหมายนั้นได้ทำเพื่อชุมชนของเรามากมาย โดยที่ไม่มีใครสังเกตเห็น แต่เราเห็นคุณนะ กรมตำรวจโกลด์สโบโร่ จงทำดีเช่นนี้ต่อไปนะ” กรมตำรวจโกลด์สโบโร่เห็นโพสต์นี้ของคริสและได้แชร์ต่อไปอีก โดยแจ้งให้โลกโซเชียลได้ทราบชื่อของเจ้าหน้าที่ตำรวจนายนั้นด้วยคือ เจ้าหน้าที่ ไมเคิล ริเวอร์ส (Michael Rivers) ซึ่งมักมีเรื่องราวของนายตำรวจผู้นี้ลงเป็นเรื่องเด่นในเพจของกรมเสมอ เพราะเขาชอบเข้าไปช่วยเหลือคนในชุมชนเป็นประจำ และภาพนี้เพียงภาพเดียวดึงดูดให้ชาวเน็ตเข้ามาแสดงความชื่นชม ทั้งในเฟซบุ๊กของคริสและของกรมตำรวจอย่างล้นหลาม     เพียงเสี้ยววินาทีที่แคสซี่ถ่ายภาพนี้ ก็กลายเป็นภาพแห่งความสุขชวนอบอุ่นใจสำหรับผู้คนมากมาย การปฏิบัติหน้าที่และความมีน้ำใจของเจ้าหน้าที่ริเวอร์สนั้นเป็นแรงบันดาลใจ และช่วยย้ำเตือนว่า การช่วยเหลือผู้อื่นไม่จำเป็นต้องมากมาย เพียงแค่พิซซ่าสักชิ้นก็กลายเป็นสิ่งยิ่งใหญ่ในความรู้สึกของคนที่ได้พบเห็น หวังว่าเรื่องราวของเจ้าหน้าที่ริเวอร์สอาจช่วยจุดประกายให้คนในสังคมหันมาช่วยเหลือกันมากขึ้น […]

15 เรื่องราวดี ๆ ความมีน้ำใจของเพื่อนมนุษย์ในช่วงไวรัสระบาดทั่วโลก

15 เรื่องราวดี ๆ ความมีน้ำใจของเพื่อนมนุษย์ ในช่วงไวรัสระบาดทั่วโลก การรักษาสติประคองจิตใจให้มองโลกในแง่บวกเอาไว้ในช่วงที่ทั่วโลกกำลังปั่นป่วนอยู่นี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่ถึงแม้ไวรัสโควิด-19 กำลังระบาดสร้างความหวาดผวาไปทั่ว ก็ยังมีน้ำใจของเพื่อนมนุษย์ที่ช่วยเหลือกันในยามวิกฤตให้เห็นอยู่ทุกมุมโลก! ถ้าช่วงเวลาอันน่ากลัวนี้จะสอนอะไรบางอย่างให้กับเรา ก็คงเป็นการที่ทำให้เรารู้ว่ายังมีผู้คนที่คอยให้ความช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เสมอ ซีเคร็ตจึงนำเรื่องราวดี ๆ เพิ่มพลังบวกมาแบ่งปันในยามที่เรากำลังเผชิญวิกฤตร่วมกัน   1. นาธาน นิโคลส์ (Nathan Nichols) เจ้าของอพาร์ตเมนต์ในรัฐเมน สหรัฐอเมริกา ประกาศในเฟซบุ๊กว่า เขาจะไม่เก็บค่าเช่าในเดือนเมษายนเพื่อให้ผู้เช่าไม่ต้องกังวลเรื่องเงินมากเกินไป ในเวลาต่อมาเขาก็มาโพสต์อีกว่า มีเจ้าของอพาร์ตเมนต์รายอื่นเริ่มทำอย่างเขาบ้างแล้ว   2. หญิงสาวและรูมเมทของเธอหายใจหายคอสะดวกขึ้นเมื่อเจ้าของห้องเช่าลดค่าเช่าครึ่งหนึ่งเป็นเวลา 2 เดือน ใจดีจริง ๆ   3. LVMH เจ้าของแบรนด์หรูอย่าง Louis Vuitton ประกาศปิดไลน์การผลิตน้ำหอมของ 3 แบรนด์ดังในเครือ ได้แก่ Christian Dior, Givenchy และ Guerlain โดยจะเปลี่ยนโรงงานผลิตน้ำหอมมาทำเจลแอลกอฮอล์ล้างมือแทน และจะไม่วางจำหน่ายทั่วไป เพราะทางบริษัทจะบริจาคให้รัฐบาลฝรั่งเศสและโรงพยาบาลขนาดใหญ่ทั่วยุโรป เนื่องจากหลายแห่งขาดแคลนเจลล้างมืออย่างหนัก   4. […]

คิดบวก คือคิดอย่างไร ธรรมะดี ๆ โดย ท่าน ว.วชิรเมธี

คิดบวก คือคิดอย่างไร ธรรมะดี ๆ โดย ท่าน ว.วชิรเมธี เดี๋ยวนี้ได้ยินแต่คำว่า “คิดบวก” อยู่บ่อย ๆ เลยอยากทราบว่าการคิดบวกคือคิดอย่างไร การคิดบวกจะทำให้เราไม่กล้าเผชิญหน้ากับความจริงใช่หรือไม่ ในสถานการณ์อย่างไรจึงจะใช้การคิดบวก บางคนก็ประณามการคิดบวกว่าเป็นวิธีคิดของคนสิ้นคดิ ความจริงเป็นอย่างไรกันแน่ครับ จากนักศึกษาไทยในออกซฟอร์ด การคิดบวกอาจอนุโลมเรียกว่าเป็นวิธีคิดอย่างหนึ่งในพุทธธรรมได้เหมือนกัน โดยมีชื่อเรียกว่า “อุปปาทกมนสิการ” แปลว่า “การคิดให้เกิดกุศลธรรม” หรือ “การคิดเพื่อให้เกิดประโยชน์” หลักทั่วไปมีอยู่ว่า ให้เรารู้จักมองหาแง่ดี แง่งาม แง่ที่เป็นประโยชน์ของสิ่งต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเราให้พบ แล้วพยายามใช้ประโยชน์จากสิ่งนั้นให้ได้ ขั้นตอนของการคิดบวกมีอยู่สองขั้นตอน ขั้นตอนที่ 1 เป็นการมองสิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริง แล้วพยายามแก้ปัญหาบนพื้นฐานของความเป็นจริงให้ได้อย่างถึงที่สุดก่อน แต่ถ้าหากพยายามทุกวิถีทางแล้วก็ยังไม่อาจแก้ปัญหาอะไรได้เลย จึงมาถึงขั้นตอนที่ 2 คือเริ่มใช้การคิดบวกกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ขั้นตอนที่ 2 คือ เมื่อพยายามแก้ปัญหาตามความเป็นจริงจนสุดความรู้ความสามารถแล้ว แต่กลับพบว่าเหตุปัจจัยที่ขวางอยู่ตรงหน้านั้นใหญ่โตหรือยากเย็นเกินกว่าจะแก้ไขอะไรได้ แทนที่เราจะเป็นฝ่ายยอมจำนน หรือยอมรับสภาพอย่างจนมุมและอยู่กับปัญหาแบบหมดอาลัยตายอยาก เรากลับลุกขึ้นมา ปรับวิธีคิดและปรับมุมมองของเราใหม่ เพื่อที่จะเผชิญกับความเป็นจริงในเชิงสร้างสรรค์ พูดง่าย ๆ ว่า […]

ซินเนสทีเซีย ปรากฏการณ์ประสาทสัมผัสมหัศจรรย์

ซินเนสทีเซีย ปรากฏการณ์ประสาทสัมผัสมหัศจรรย์ แม้ “สมอง” จะเป็นก้อนเนื้อเล็ก ๆ แต่มีหน้าที่ความรับผิดชอบแสนยิ่งใหญ่ระดับ ผบ.รก. (ผู้บัญชาการร่างกายสูงสุด) หน้าที่หลักของสมองคือ ควบคุมการทํางานของระบบต่าง ๆ ในร่างกายให้เป็นไปตามกลไกที่ธรรมชาติสร้างมา (ซินเนสทีเซีย ) อย่างไรก็ดี มีคนบางกลุ่มที่สมองของพวกเขามีความสามารถกํากับดูแลการทํางานของประสาทสัมผัสทั้งห้าที่เราทุกคนมีเหมือน ๆ กันได้มากกว่าปกติ…มากจนกลายเป็นความมหัศจรรย์ที่ยากจะอธิบายให้เข้าใจได้โดยง่าย ความมหัศจรรย์ที่ว่านี้แม้จะเกี่ยวโยงกับ “ประสาทสัมผัสทั้งห้า” แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า ดวงตา ของคนเหล่านี้จะมองเห็นภาพได้ชัดเจนกว้างไกลดั่งนกอินทรี หู และ จมูก จะแยกแยะเสียงและกลิ่นได้ว่องไวเหมือนสุนัข หรือ ผิวกาย จะอ่อนไหวและไวต่อการสัมผัสเหมือนอย่างต้นไมยราบ หากแต่เมื่อพบกับสิ่งเร้า ประสาทสัมผัสของคนเหล่านี้ตั้งแต่สองอย่างขึ้นไปจะเกิดการรับรู้พร้อม ๆ กันในเวลาเดียวกัน! บางคนอาจเรียกอาการประหลาดนี้ว่า ประสาทสัมผัสหลอน แต่ในทางการแพทย์เรียกอาการนี้ว่า ซินเนสทีเซีย (Synesthesia หรือ Synaesthesia) ตัวอย่างของอาการที่ว่านี้ อย่างเช่น เมื่อ ดวงตา มองเห็นสิ่งใด ลิ้น ก็จะพลอยรับรู้รสชาติของสิ่งน้ันไปด้วย เช่น เวลาที่อ่านหนังสือก็จะมีความรู้สึกถึงรสเปรี้ยว หวาน ฯลฯ โดยที่ในขณะนั้นไม่ได้กินอะไรเลย เมื่อ […]

“ฉันคือ มาลาลา ยูซาฟไซ” สาวน้อยผู้หาญกล้าท้าทายกลุ่มตาลีบัน

“ฉันคือ มาลาลา ยูซาฟไซ” สาวน้อยผู้หาญกล้าท้าทายกลุ่มตาลีบัน มาลาลา ยูซาฟไซ (Malala Yousafzai) คือเด็กสาววัย 15 ปีชาวปากีสถานที่ถูกกลุ่มตาลีบันจ่อยิงสังหารเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม ปี ค.ศ. 2012 เนื่องจากความพยายามในการรณรงค์ด้านสิทธิการศึกษาของเด็กผู้หญิงในประเทศของเธอ ในวันเกิดเหตุ ขณะที่มาลาลากำลังนั่งรถโรงเรียนกลับบ้านพร้อมกับเพื่อน ๆ ตามปกติ มือปืนคนหนึ่งก็บุกขึ้นมาบนรถและตะโกนถามว่า “ใครคือมาลาลา…มาลาลาอยู่ไหน ถ้าไม่บอกจะยิงทุกคนที่อยู่บนรถ” อันที่จริงการหาตัวมาลาลาบนรถที่มีพื้นที่จำกัดเป็นเรื่องง่ายดายมาก เพราะเธอเป็นคนเดียวที่ไม่สวมผ้าคลุมหน้า และทันทีที่มาลาลาพูดว่า “ฉันคือมาลาลา” มือปืนก็กราดกระสุนใส่เธอทันที กระสุนพุ่งเข้าสู่ร่างกายของมาลาลาทางด้านซ้ายของศีรษะ ทะลุผ่านลำคอ และสุดท้ายพลังการทำลายล้างก็สิ้นสุดลงที่บริเวณไหล่ แม้บาดแผลจะสาหัสมาก แต่ทว่ามาลาลาก็ไม่ได้ตายอย่างที่ผู้ลอบสังหารใจโหดต้องการ     หนึ่งเดือนต่อมา คณะแพทย์ผู้ทำการรักษาเปิดเผยว่า มาลาลาสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว คณะแพทย์มีความหวังว่าเธอจะไม่ได้รับอันตรายจนร่างกายเกิดความเสียหายถาวรใด ๆ ข่าวนี้ทำให้คนทั่วโลกที่สวดมนต์อธิษฐานเอาใจช่วยให้มาลาลาหายป่วยรู้สึกสบายใจขึ้น เพราะเด็กสาวคนนี้ไม่ได้เป็นเพียงเหยื่อที่น่าสงสารเท่านั้น แต่ยังเป็นความหวังอันยิ่งใหญ่ของประเทศของเธอเอง และเป็นความหวังของคนทั้งโลก มาลาลาเกิดและเติบโตในหุบเขาสวัต เมืองมิงโกรา แคว้นไคเบอร์ ปัคห์ตุนควา ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงอิสลามาบัด เมืองหลวงของปากีสถานเพียงแค่ 247 กิโลเมตรเท่านั้น แต่ทว่าภูมิประเทศที่งดงามแห่งนี้กลับกลายเป็นเขตที่ตกอยู่ใต้อำนาจทางทหารของกลุ่มตาลีบันตั้งแต่ปลายปี ค.ศ. […]

“อย่ายอมให้คอร์รัปชัน กลายเป็นวัฒนธรรมของชาติ” ธรรมะโดย ท่าน ว.วชิรเมธี

“อย่ายอมให้ คอร์รัปชัน กลายเป็นวัฒนธรรมของชาติ” ธรรมะโดย ท่าน ว.วชิรเมธี ถาม : ดิฉันทำงานอยู่แผนกจัดซื้อในโรงพยาบาลของรัฐ โดยมีหัวหน้าแผนกและพนักงานขายร่วมกันทุจริตในการซื้อยาและอุปกรณ์การแพทย์มานานแล้ว ดิฉันรู้เห็น แต่ไม่เคยมีส่วนได้เสียเลยแม้แต่ครั้งเดียว ดิฉันควรทำอย่างไรดีคะ เพราะแม้แต่ผู้อำนวยการโรงพยาบาลก็ยังมีส่วนแบ่ง ดิฉันไม่ทราบจะไปร้องเรียนที่ไหน หรือว่าจะลาออกดี แต่อายุขนาดนี้แล้วก็ไม่รู้จะไปทำงานอะไร รู้สึกบาปมากค่ะ ตอบ : ในฝ่ายพระสงฆ์ของเรานั้นว่ากันว่า ถ้าเห็นผู้อื่นทำผิดวินัยแล้วเราเฉย ๆ ก็เท่ากับว่าเราเองกำลังมีส่วนผิดด้วย เพราะความเสียหายที่คนอื่นทำนั้น บางทีไม่ได้เกี่ยวกับเราก็จริงอยู่ แต่มันเกี่ยวกับประโยชน์ส่วนรวมของเพื่อนมนุษย์ ซึ่งการที่เราเฉยก็เหมือนเราเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาด้วย ไม่ทราบว่าคุณเคยได้ยินคำกล่าวทำนองนี้บ้างหรือไม่ “หากเราไม่ร่วมแก้ปัญหา เราก็คือส่วนหนึ่งของปัญหา” แต่อย่างไรก็ตาม บางครั้งมนุษย์เราก็มีปัญหาเรื่อง “ความมั่นคง” ของชีวิตเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ในกรณีของคุณก็เช่นกัน บางทีการพูดออกไปก็หมายถึงอันตรายที่จะเกิดกับตัวเอง แต่หากเฉยไว้ ๆ ประเทศชาติก็เสียหายจากปัญหาทุจริตไม่จบไม่สิ้น ทางสายกลางในเรื่องนี้ก็คือ ควรหาทางแจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบเรื่องการทุจริตนี้ โดยไม่จำเป็นต้องเปิดเผยตัวเองก็ได้ โดยวิธีนี้คุณเองก็ปลอดภัย และยังสามารถแก้ปัญหาได้อีกด้วย ซึ่งการทำเช่นนี้คือการแก้ปัญหา ส่วนการอยู่เฉย ๆ ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น นั่นแหละคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้ “คนชั่วยังคงลอยนวล” อยู่ทั่วไป และทำให้ การคอร์รัปชันกลายเป็นวัฒนธรรมกระแสหลักของสังคมไทยที่แตะไปยังวงการไหนก็มีเหมือนกันหมด หากเราคนไทยยังคงเย็นชากับปัญหา […]

Mondays at Racine – โปรเจ็กต์ใจดี เสริมสวยฟรีให้ผู้หญิงที่ป่วยเป็นมะเร็ง

Mondays at Racine – โปรเจ็กต์ใจดี เสริมสวยฟรีให้ผู้หญิงที่ป่วยเป็นมะเร็ง แม้ความสูญเสียจะทำให้ชีวิตเสียศูนย์ไปบ้าง แต่บ่อยครั้งที่หลายคนสามารถนำประสบการณ์ความสูญเสียในอดีตมาผลักดันให้เกิด “แรงบันดาลใจ” ในการ “เริ่มต้น” สิ่งใหม่ ๆ หลังจากสองพี่น้อง ราเชล เดโมลเฟตโต (Rachel Demolfetto) อดีตสุดยอดเมคอัพอาร์ติสท์ของชาเนล และ ซินเทีย ซานโซเน (Cynthia Sansone) กูรูเกี่ยวกับความงาม ต้องสูญเสียคุณแม่ไปอย่างไม่มีวันกลับ ด้วยโรคมะเร็งเต้านมเมื่อ ค.ศ. 1989 สองพี่น้องก็พยายามประคับประคองชีวิตอันทุกข์เศร้าจนสามารถเปิดร้าน “ราซีน ซาลอน แอนด์ สปา – Racine Salon and Spa” ได้สำเร็จที่เมืองไอสลิป (Islip) นิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ในอีกห้าปีต่อมา     ด้วยความคิดสร้างสรรค์ที่สองพี่น้องมีอย่างเต็มเปี่ยม จึงทำให้ราซีนเป็นอาณาจักรความงามที่มีนวัตกรรม รวมถึงมีแนวคิดการคืนกำไรสู่สังคมที่เก๋ไก๋ไม่เหมือนใคร ทั้งยังไม่มีเงื่อนไขใด ๆ และเต็มใจให้บริการด้วยความสามารถที่ทั้งสองมีจริง ๆ ขณะที่ราเชลและซินเทียขบคิดกันอยู่ว่า “จะทำอะไรคืนให้สังคมดี” […]

Lupita Nyong’O …ราตรีนี้มีแสงดาว

Lupita Nyong’O …ราตรีนี้มีแสงดาว ในงานประกาศรางวัลออสการ์ รางวัลเชิดชูเกียรติสูงสุดที่ทุกคนในวงการแสดงใฝ่ฝันจะได้รับ ลูปิต้า นยองโอ (Lupita Nyong’O) นักแสดงสาวเชื้อสายแอฟริกัน ยืนอยู่บนพรมแดงในชุดสีฟ้าสดใส ตัวแทนสีท้องฟ้าของไนโรบี เมืองในเคนยาที่เธอเติบโตขึ้น พร้อมกับความฝันที่จะเป็นนักแสดงระดับโลก   ก่อนวันประกาศผลรางวัลออสการ์เพียงไม่กี่วัน ลูปิต้าได้ขึ้นกล่าวบนเวทีในงานเลี้ยงประจำปีผู้หญิงผิวสีแห่งฮอลลีวู้ด ซึ่งเธอได้รับการยกย่องในฐานะนักแสดงที่มีพัฒนาการยอดเยี่ยมแห่งปี เธอได้เล่าถึงมุมมองความงามในอดีตของตัวเอง ซึ่งเป็นอุทาหรณ์อย่างดีแก่บรรดาเด็กผิวสีทั้งหลาย ผู้ร่วมงานทุกคนที่ได้ฟังความในใจของเธอต่างรู้สึกตื้นตันใจจนพูดไม่ออก ลูปิต้าเล่าว่า ในวัยเด็กเธอเคยขอพรจากพระเจ้าทุกคืนให้เธอตื่นขึ้นมาแล้วมีผิวขาวสวยเหมือนกับคนที่เธอเห็นในโทรทัศน์ ทุกเช้าเธอตื่นมาด้วยความหวัง และจะรีบวิ่งไปดูตนเองที่หน้ากระจก แต่ก็ต้องผิดหวังอยู่ร่ำไป เมื่อพระเจ้าไม่ยอมให้ผิวของเธอขาวขึ้นแม้สักนิด ไม่ว่าเธอจะพยายามต่อรองโดยสัญญาจะเป็นเด็กดีก็แล้ว ไม่แอบกินขนมก็แล้ว พรของเธอก็ยังไม่เป็นผล จนเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น ลูปิต้าไม่มั่นใจในรูปลักษณ์ของตัวเอง และเริ่มสะสมความเกลียดชังตัวเองมากขึ้นเรื่อย ๆ แม้ว่าแม่ของเธอจะพร่ำบอกว่าเธอสวยเพียงใดแต่นั่นก็ไม่ทำให้ลูปิต้าปักใจเชื่อได้เลย จนกระทั่งวันหนึ่งเมื่อเธอเห็นนางแบบผิวสีชื่อ อเลค เวค (Alek Wek) ปรากฏตัวบนหน้าจอทีวี สีผิวของเธอมืดสนิทเหมือนท้องฟ้ายามราตรีไม่ต่างจากลูปิต้า แต่ โอปราห์ วินฟรีย์ (Oprah Winfrey) ก็ยังชมว่าเธอเป็นคนที่สวยที่สุดคนหนึ่งที่พิธีกรชื่อดังคนนี้เคยพบเจอ สิ่งนี้เองที่เปลี่ยนความคิดลูปิต้าให้มั่นใจว่า เธอเองก็สามารถสวยได้ในแบบที่เป็นอยู่โดยไม่ต้องมีผิวขาวเหมือนใคร ในห้องจัดงาน ทุกคนเงียบสงัด เพราะความจริงเหล่านี้ซ่อนอยู่เบื้องลึกในจิตใจของคนผิวสีทุกคน ไม่เว้นแม้แต่โอปราห์ซึ่งร่วมฟังอยู่ด้วย  ช่วงที่สร้างความประทับใจให้ทุกคนคือตอนที่เธอกล่าวว่า […]

จอห์น หว่อง กับพลังแห่งการรักษาอันน่าอัศจรรย์

จอห์น หว่อง กับพลังแห่งการรักษาอันน่าอัศจรรย์ จอห์น หว่อง เป็นนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยด้านเทคโนโลยีชีวภาพชาวสิงคโปร์ ในปี ค.ศ. 2005 ขณะที่เขากำลังอยู่บนจุดสูงสุดของอาชีพการงาน จู่ๆ จอห์นก็ล้มป่วยด้วยโรคประหลาด เขาเป็นอัมพาตตั้งแต่คอลงมา หนำซ้ำยังมองไม่เห็น พูดไม่ได้ ผิวหนังไม่รับรู้ความรู้สึกใด ๆ กลายเป็นคนทุพพลภาพโดยสิ้นเชิง และแม้ว่าหมอจะไม่สามารถระบุได้ว่าเขาเป็นโรคอะไรกันแน่ แต่ทุกคนก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า มันเป็นโรคที่รักษาไม่หาย และเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะกลับมายืนหรือมองเห็นได้อีกครั้ง เวลานั้นมีเพียงแม่ของเขาคนเดียวเท่านั้นที่ยังคงเชื่อว่าจอห์นจะหายได้ในที่สุด แม่ของจอห์นและกลุ่มเพื่อนของเธอจึงมาสวดมนต์ให้จอห์นที่โรงพยาบาลทุกวัน ระหว่างที่นอนอยู่บนเตียง จอห์นมักจะครุ่นคิดไปต่าง ๆ นานาด้วยความสงสัย บางครั้งความคิดก็เจือด้วยความโกรธแค้นว่าเหตุใดเขาจึงต้องมาตกอยู่ในสภาพแบบนี้ ยิ่งตั้งคำถาม จอห์นก็ยิ่งได้เรียนรู้บางสิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อน จอห์นเริ่มมองเห็นว่า ผู้คนในสังคมทุกวันนี้ต่างก็ต่อสู้เพื่อตำแหน่งหน้าที่การงาน เงินทอง ความสัมพันธ์ ฯลฯ และต้องเป็นทุกข์กับการแก้ปัญหาเหล่านั้น แต่ตอนนี้…ตอนที่เขาป่วยจนไม่สามารถจะสู้เพื่อเรื่องใด ๆ ได้ เขากลับมองเห็นความจริงว่า เรื่องที่คนทั้งหลายพยายามแสวงหากันนั้นเป็นเรื่องไม่สำคัญเลย จิตใจต่างหากที่สำคัญที่สุด ถ้าเขาหายเขาจะไม่นำปัญหาเหล่านี้มาเป็นสาระสำคัญอีก…ถ้าหาย เขาจะช่วยผู้อื่นให้เข้าใจความจริงข้อนี้ด้วย ใช่แล้ว! ทั้งที่ทุพพลภาพขนาดนั้น จอห์นก็ยังเชื่อมั่นว่าเขาจะหาย จอห์นเชื่อว่าพลังแห่งการรักษาไม่ได้อยู่ที่ไหนเลย แต่มีอยู่ในตัวเราเองนี่แหละ และจอห์นยังเชื่อว่ามนุษย์คือส่วนหนึ่งของกันและกัน เราทุกคนสามารถเชื่อมโยงถึงกันในระดับจิตวิญญาณซึ่งเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ สามารถสร้างความมหัศจรรย์ให้เกิดขึ้นได้ ซึ่งการให้ความรักและการสวดมนต์เป็นวิธีหนึ่งที่เข้าถึงการเชื่อมโยงนั้น ทุก […]

ใบหน้าที่สวยงามของ เคที ไพเพอร์

ใบหน้าที่สวยงามของ เคที ไพเพอร์ เคที ไพเพอร์ (Katie Piper) เป็นผู้หญิงที่รักสวยรักงามมาตั้งแต่เด็ก ๆ เธอจากบ้านในชนบทเพื่อมาเป็นนางแบบในกรุงลอนดอนตั้งแต่อายุแค่ 17 – 18 หลายปีต่อมาเคทีเริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้น เธอได้เป็นนางแบบโฆษณา เป็นโฆษกขายสินค้าทางทีวี ฯลฯ เคทีทำงานหนักแต่ก็มีความสุข และมีความฝันว่าจะโด่งดังกว่าที่เป็นอยู่ ปี ค.ศ. 2008 ในขณะที่อายุได้ 25 ปี เคทีก็ได้รับแจ้งข่าวว่า เธอผ่านการคัดเลือกให้เข้าร่วมรายการเรียลิตี้เกี่ยวกับนางแบบรายการหนึ่ง เคทีรู้ดีว่า โอกาสนี้กำลังจะเปลี่ยนชีวิตเธอให้ดีขึ้น ทว่านางแบบสาวก็ไม่เคยได้เข้าร่วมรายการที่ว่า เพราะช่วงนั้นเองเธอได้ขอเลิกรากับแฟนหนุ่มอารมณ์ร้าย เขาทั้งทำร้ายร่างกายและข่มขืนเธอ อีกทั้งยังข่มขู่จนเคทีขวัญผวา และเพียงสามวันหลังจากนั้น เขาก็จ้างเด็กหนุ่มคนหนึ่งมาทำร้ายเธอด้วยการสาดน้ำกรด! น้ำกรดทำให้เคทีสูญเสียจมูก เปลือกตา และใบหูข้างซ้ายไปครึ่งหนึ่ง มันทำให้ตาซ้ายของเธอมืดบอดในทันที หน้าของเธอละลายจนเหมือนจะมารวมอยู่กับคอ น้ำกรดทำลายลิ้น มือ เท้า ซอกคอ ร่องอก…เคทีต้องเข้ารับการผ่าตัดถึง 60 ครั้งในช่วง 2 วันแรก และเพียงแค่ 12 วันเท่านั้น น้ำหนักของเธอก็ลดลงถึง 38 กิโลกรัม […]

“Hope Is Vital” สิ่งที่เอดส์ฆ่าไม่ตาย…

“It’s Brryan not Brian.” Brryan J.R. Jackson (บรายอัน จูเนียร์ แจ็คสัน) กล่าวย้ำถึงความตั้งใจที่จะสะกดชื่อตัวเองให้แตกต่างจากชื่อของ Brian Stewart (ไบรอัน สจ๊วร์ต) ผู้ซึ่งเป็นพ่อแท้ ๆ แต่กลับนำเลือดที่มีเชื้อเอชไอวีปนอยู่ ฉีดเข้าสู่ร่างกายของเขาตั้งแต่อายุเพียง 11 เดือน โดยหวังจะให้เขาตาย ตัวเองจะได้ไม่ต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูภายหลังจากที่หย่าขาดกับแม่ของเขาแล้ว… จากเด็กที่เคยร่าเริงและกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ บรายอันในวัย 5 ขวบกลับเป็นเด็กอ่อนแอและหงอยเหงาเศร้าซึม ผลจากการได้รับเชื้อเอชไอวีตั้งแต่ยังเป็นทารกทำให้เขาเป็นเอดส์ชนิดเต็มขั้นและมีไข้ตลอดเวลา เขาต้องกินยากว่า 23 ชนิด ฉีดยาวันละสามครั้ง และพกอุปกรณ์สำหรับให้ยาทางหลอดเลือดดำถึง 2 ชุด แถมฤทธิ์ยายังทำให้ประสาทการได้ยินของเขาถูกทำลายไปกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ ความทรงจำในช่วงวัยรุ่นของบรายอันมีแต่ภาพของความเงียบเหงาไร้เพื่อน หนำซ้ำยังถูกกีดกันไม่ให้เข้าร่วมกิจกรรมกีฬาในโรงเรียนและงานเลี้ยงวันเกิดจนเขาถึงกับเคยคิดฆ่าตัวตายหลายครั้ง แต่สิ่งที่รั้งเขาไว้ได้ทุกครั้งคือ “ความศรัทธาในศาสนา” และ “ความหวัง” “ผมมีมีดสามเล่มวางอยู่ตรงหน้าและเอาแต่คิดว่าทำไมต้องเป็นผม…ทำไม แต่ทันใดนั้นก็คิดได้ว่า ผมยังมีความหวัง มันไม่สำคัญหรอกว่าคุณมีอะไร แต่มันขึ้นอยู่กับว่า คุณจะให้อะไรใครได้บ้าง” เดิมทีแพทย์เคยวินิจฉัยว่า บรายอันจะมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียง 5 เดือน (ปกติเคสแบบเขามักอยู่ได้ไม่เกิน […]

Hire Heroes โครงการดีๆ เพื่อฮีโร่ตกงาน

ตอนที่ ชาร์ลี ฮอร์แกน (Charlie Horgan) นายทหารซึ่งถูกปลดประจำการเพราะบาดเจ็บสาหัสจากการปฏิบัติหน้าที่ในอิรักไปสัมภาษณ์งาน ผู้สัมภาษณ์รู้สึกว่าชาร์ลีเป็นคนที่อ่านยาก เพราะเขาตอบทุกคำถามอย่างสั้น ๆ และตรงประเด็นสุด ๆ ราวกับคนไม่มีความรู้สึก ชาร์ลีเล่าภายหลังว่า “ผมไม่รู้ว่าพวกเขากำลังมองหาคุณสมบัติแบบไหน ผมจึงพยายามแสดงความเป็นมืออาชีพให้มากที่สุด ตอนอยู่ในกองทัพไม่มีคนมานั่งสัมภาษณ์เพื่อดูว่าใครควรจะทำอะไร ถ้าเราไม่ได้อาสามาเองก็จะได้รับมอบหมายหน้าที่มาเลย” ถ้าหากผู้สัมภาษณ์ไม่เปิดใจให้กว้าง ชาร์ลีอาจไม่ได้งานก็ได้ แต่ในวันนั้นพวกเขารู้ล่วงหน้าว่าต้องเจอกับอะไรบ้าง เพราะได้ติดต่อชาร์ลีผ่าน องค์กรไฮร์ฮีโร่ส์ (Hire Heroes) มาแล้วนั่นเอง… ชาร์ลีอาจไม่สามารถแสดงทักษะบางอย่างที่มีอยู่ในคนทั่วไป แต่เขาก็มีความสามารถบางอย่างที่เหมาะกับงานจริง ๆ เช่น ความรับผิดชอบและความกล้าตัดสินใจที่ทำให้เขาได้งานไปในที่สุด ไฮร์ฮีโร่ส์เป็นองค์กรไม่แสวงผลกำไรที่ให้ความช่วยเหลือทหารสหรัฐอเมริกาที่ถูกปลดประจำการเนื่องจากบาดเจ็บหรือพิการให้สามารถหางานทำได้และกลับไปใช้ชีวิตพลเรือนอย่างราบรื่น และเป็นองค์กรที่ได้รับการยกย่องอย่างสูงทั้งในด้านแง่คิดและความสำเร็จ นับจากสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา สหรัฐอเมริกาได้ส่งทหารชายหญิงไปปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ภัยสงครามในประเทศต่าง ๆ มาโดยตลอด จึงมีทหารผ่านศึกจำนวนมากที่พิการหรือบาดเจ็บทั้งกายและใจที่ไม่สามารถหางานทำได้ จุดเริ่มต้นขององค์กรนี้เกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 2004 เมื่อ สิบเอก จัสติน คัลลาแฮน (Sergeant Justin Callahan) ต้องสูญเสียขาซ้ายตั้งแต่บริเวณเหนือเข่าลงไประหว่างการปฏิบัติหน้าที่ในสนามกับระเบิดในประเทศอัฟกานิสถาน เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เขาต้องเข้ารับการผ่าตัดถึงเจ็ดครั้งและต้องทำกายภาพบำบัดนานมาก ขณะที่จัสตินกำลังพักฟื้นอยู่นั่นเอง เขาก็ได้พบกับ จอห์น บาร์ดิส (John Bardis) […]

ไท่ หลี่หัว -ไม่มีอะไรหยุดยั้งความฝันได้… ตราบใดที่หัวใจยังแกร่ง

สิ้นเสียงปรบมือโห่ร้องอย่างกึกก้อง อากัปกิริยาแสดงถึงความชื่นชมของผู้ชมนับพันที่ถึงกับลุกขึ้นยืนเมื่อนักเต้นสาวเลือดมังกร “ไท่ หลี่หัว” แสดงจบ วินาทีนั้นเธอสัมผัสได้ทันทีว่า “นี่แหละฝันที่ฉันตามหา และโชคดีเหลือเกินที่ฉันไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาเสียก่อน” ราวสี่สิบปีก่อน ครอบครัวเล็ก ๆ ในเมืองอี้ชาง มณฑลหูเป่ย ได้ต้อนรับสมาชิกใหม่หน้าตาจิ้มลิ้มน่ารัก ชื่อว่า เด็กหญิงไท่ หลี่หัว (Tai Lihua) ทารกน้อยคนนี้เกิดมาพร้อมกับน้ำเสียงที่กังวานไพเราะชนิดสะดุดหูทุกคนทันทีที่ได้ยิน (แม้จะเป็นแค่เสียงพูดอ้อ ๆ แอ้ ๆ ก็ตาม!) ยิ่งเมื่อเธอเริ่มร้องเพลงได้…ความโดดเด่นนี้ก็ยิ่งชัดเจนขึ้น ทว่าเพียงสองปีต่อมา ทุกอย่างก็กลายเป็นอดีต เมื่อเด็กหญิงป่วยหนักและมีไข้สูงจนเสี่ยงต่ออาการชักหมดสติ แพทย์จึงจำเป็นต้องฉีดยาปฏิชีวนะให้เธอเพื่อลดไข้อย่างเร่งด่วน แม้ตัวยาจะทำให้ไข้ลดลงก็จริง แต่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนเลยว่า เด็กหญิงไท่จะต้องสูญเสียการได้ยินไปตลอดกาลเพียงเพราะยาเข็มนั้น! เด็กหญิงไท่วัย 2 ขวบใช้ชีวิตในโลกเงียบมาเรื่อย ๆ โดยไม่รู้สึกว่าตนเองผิดปกติแต่อย่างใด จนกระทั่งเข้าเรียนชั้นอนุบาล การได้คลุกคลีอยู่กับเพื่อน ๆ วัยเดียวกันทำให้เธอเริ่มรู้ว่า “เธอแตกต่างจากเพื่อน ๆ หูของเธอใช้งานไม่ได้” เด็กหญิงได้แต่ร้องไห้ด้วยความเสียใจกับความแตกต่างที่เธอเพิ่งสัมผัสเป็นครั้งแรก ห้าปีต่อมา ทางบ้านตัดสินใจส่งเด็กหญิงไท่ไปเรียนที่โรงเรียนสอนคนหูหนวก ที่นี่เองที่เด็กหญิงได้สัมผัสได้ถึงเสน่ห์ของแรงสั่นสะเทือนที่เกิดจากการให้จังหวะ แม้ว่าจังหวะที่เธอสัมผัสได้นั้นจะเป็นเพียงการกระทืบเท้าลงบนพื้นแรง ๆ ซ้ ำ ๆ ของคุณครู […]

อานิ โลแซง ดอลมา จากดาราสาวสวยชื่อดังสู่ชีวิตภิกษุณีที่แสนสงบ

ยุคสมัยนี้คงไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่าเป็นยุคแห่ง ความหล่อความสวย ยิ่งถ้าหล่อสวยใกล้เคียงกับดารานางแบบด้วยแล้ว จะยิ่งได้รับความนิยมชมชอบจากคนรอบข้างมากยิ่งขึ้น จึงทำให้บรรดาร้านขายเครื่องสำอางและคลินิกศัลยกรรมผุดขึ้นมาใหม่มากมายราวกับดอกเห็ด และที่น่าแปลกใจคือ แทบทุกร้านล้วนมียอดการใช้บริการเพิ่มสูงขึ้นทุกวัน ในขณะที่เรามัวแต่สนใจเรื่องความงามของใบหน้าและพะวงกับการกระชับสัดส่วนอยู่นั้น กลับมีดารานางแบบสาวสวยคนหนึ่งของประเทศเนปาลยอมละทิ้งความงาม (ภายนอก) ทั้งชื่อเสียงและเงินตราทุกอย่างที่มี เดินทางเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยการบวชเป็น “ภิกษุณี” ภิกษุณีรูปนี้มีนามว่า อานิ โลแซง ดอลมา (Ani Losang Dolma) หรือนามเดิมคือ โคฮีนัว ซิงห์ (Kohinoor Singh) อดีตนักแสดงและนางแบบสาวชั้นแนวหน้าของประเทศเนปาล ซึ่งโลดแล่นอยู่ในวงการบันเทิงมานานนับสิบปี ในขณะที่ชีวิตในวงการบันเทิงกำลังดังถึงขีดสุดอยู่นั้น ดาราสาวผู้นี้กลับเลือกที่จะสละชีวิตทางโลกทั้งหมดโดยการบวชเป็นภิกษุณี ด้วยเหตุผลที่ว่า การบวชในพุทธศาสนาเหมาะกับวิถีชีวิตของเธอเองมากกว่าชีวิตทางโลก เพราะพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่เรียบง่ายและเป็นความจริง ภิกษุณีดอลมากล่าวถึงอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เธอตัดสินใจบวชในพุทธศาสนาว่า “ฉันรู้สึกชื่นชมการเป็นภิกษุณีมาตั้งแต่เด็กแล้ว เวลาที่พบเหล่าภิกษุณี ท่านดูมีความสุขและแต่งกายเหมือนเดิมเสมอ ดูเรียบง่าย ปราศจากสิ่งเหนี่ยวนำใจให้ตกต่ำ ต่างจากคนธรรมดาที่มักจะรักษาแต่ภาพลักษณ์ของตัวเอง มีกิเลสความอยากได้อยากมี จึงทำให้ชีวิตมีความสุขน้อยลง” สมัยที่ยังเป็นดารา ภิกษุณีดอลมามักรู้สึกว่างานที่ทำขัดต่อความเป็นตัวของตัวเองเสมอ อาจเป็นเพราะงานในวงการบันเทิงทำให้เธอหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องไปร่วมงานปาร์ตี้และดื่มสังสรรค์ อีกทั้งยังมีเรื่องให้คนเข้าใจผิดอยู่บ่อยครั้ง ทำให้เธอรู้สึกว่างานที่ทำอยู่กลายเป็นภาระอันหนักหนาสาหัส แต่บัดนี้เมื่อสละทุกสิ่งและได้บวชเป็นภิกษุณีแล้ว ชีวิตของเธอกลับมีแต่ความสงบ เรียบง่าย “ช่วงแรกที่บวชไม่มีใครจำฉันได้เลย วันหนึ่งขณะกำลังเดินอยู่ มีเด็กผู้ชายกลุ่มหนึ่งเล่นบาสเกตบอลกัน แล้วลูกบาสเกิดพลัดมาทางที่ฉันกำลังเดินอยู่พอดี พวกเขาคิดว่าฉันเป็นนักบวชชาย เลยขอให้ฉันช่วยโยนลูกบาสคืนให้” […]

แล้วเราก็หากันจนเจอ – เรื่องราวอัศจรรย์ของความรัก

แครอล แอนเดอร์สัน เป็นม่ายสาวซึ่งสามีเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในวัยสามสิบห้า ส่วนบ็อบ เอ็ดเวิร์คส ก็เป็นพ่อม่ายหนุ่มที่ภรรยาจากไปด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่ออายุได้ยี่สิบเก้า ชีวิตแต่งานของทั้งสองมีความสุขมาก ทั้งแครอลและบ็อบต่างก็ตั้งมั่นว่าคงจะรักใครหรือแต่งงานกับใครไม่ได้อีกแล้ว หลังครองตัวโดดเดี๋ยวแสนเจ็บปวดอยู่นานหลายปี ทั้งสองพบกันที่โบสถ์ในเย็นวันหนึ่งและรักกัน เมื่อทั้งคู่หมั้นหมายเละแต่งงานกัน พวกเขาบอกทุกคนว่า “เป็นเรื่องอัศจรรย์มากที่เราได้มาเจอกัน” ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เป็นไปอย่างแนบแน่น ชีวิตแต่งงานมีปัญหาอยู่เรื่องเดียวคือทัศนคติของทั้งสองเกี่ยวกับเหตุการณ์ในอดีตตรงข้ามกัน แครอลชอบฝังมันไว้ ข้างบ็อบก็อยากจะค้นหา แครอลไม่อยากพูดถึงชีวิตแต่งงานในอดีต ไม่ว่าจะเป็นของใคร ส่วนบ็อบกระหายอยากรู้ทุกรายละเอียดในชีวิตของแครอลก่อนที่ทั้งคู่จะพบกัน และรู้สึกเสียใจที่แครอลแสดงความไม่สนใจอย่างสิ้นเชิง “ทำไมต้องปลุกคนที่ตายไปแล้วขึ้นมาด้วยล่ะ” แครอลมักพูดเช่นนี้เมื่อบ็อบดื้อกระเซ้าถาม “ควรเก็บความทรงจำไว้ ไม่ใช่ลบล้าง” เขามักพูดทำนองนี้ การณ์เป็นเช่นนี้นานหลายปี โดยแครอลเป็นผู้มีชัย ดังนั้นทั้งสองจึงไม่เคยแลกเปลี่ยนเรื่องราว รูปถ่าย หรือความทรงจำใด ๆ ในอดีตจากการแต่งงานครั้งแรกซึ่งกันและกันเลย สิบปีต่อมาแครอลเริ่มรู้สึกว่าชีวิตแต่งงานมั่นคงพอที่จะต้านทานผลลบของเรื่องในอดีตได้ “โอเค” เธอบอกบ็อบในวันหนึ่ง “ฉันพร้อมที่จะคุยเรื่องเก่า ๆ แล้ว” เธอเริ่มเล่าชีวิตแต่งงานครั้งแรกให้บ็อบฟัง และหยิบอัลบั้มภาพถ่ายที่ซ่อนไว้ตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกันออกมาอวด “ภาพนี้ถ่ายตอนฮันนีมูน” เธอพูดพลางพลิกหน้าอย่างเร็ว “เราไปเที่ยวฝรั่งเศส โอ้…นี่ไง เราอยู่ที่ลอร์เดส” “คุณไปที่ลอร์เดสด้วยเหรอ” บ็อบถามอย่างสนใจ “เราก็ไปเหมือนกัน” “คงมีสักครึ่งโลกหรอกนะที่ไปลอร์เดส” แครอลหัวเราะ “ไม่เห็นจะแปลกอะไรเลย ทุกคนต่างก็ไปขอพรที่นั่นทั้งนั้น” “เดี๋ยวก่อนแครอล พลิกกลับไปหน้าก่อนสิจ๊ะ” […]

นาธาน โวล์ฟ นักล่าไวรัสผู้ยิ่งใหญ่

คุณสมบัติสําคัญสําหรับการอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตบนโลกใบนี้คือ “การปรับตัว” แม้แต่สิ่งมีชีวิตชั้นต่ำอย่างเชื้อไวรัสก็ต้องอาศัยวิธีการนี้เช่นกัน ทว่าการพัฒนาสายพันธุ์ของเชื้อโรคให้มีความแข็งแกร่งมากขึ้นกลับกลายเป็นดาบสองคมสุดอันตราย เพราะเป็นบ่อเกิดของโรคร้ายที่คร่าชีวิตทั้งคนและสัตว์มานักต่อนัก หนทางเดียวที่มนุษย์จะอยู่รอดคือ ต้องรู้จักเชื้อโรคให้ได้ก่อนที่มันจะมาเยือนเรา! หลังคว้าปริญญาตรีด้านชีววิทยาจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด สหรัฐอเมริกา นาธาน โวล์ฟ (Nathan Wolfe) บัณฑิตหนุ่มชาวอเมริกัน ตั้งใจจะศึกษาต่อปริญญาโทและเอกด้านมานุษยวิทยาและชีววิทยาที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา เพราะเขาเคยฝันไว้ว่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมให้ได้ แต่แล้วทริปที่เขาเดินทางไปเก็บข้อมูลเรื่องการป่วยของลิงชิมแปนซีที่ประเทศอูกันดา เมื่อค.ศ.1990 ก็ทําให้ฝันนั้นต้องสะดุดลง เมื่อโวล์ฟเกิดความสนใจเรื่องเชื้อไวรัสที่พบในสัตว์และการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสจากสัตว์มาสู่คนเป็นอย่างมาก ยิ่งได้รู้ว่าบรรดาไวรัสที่เราไม่รู้จักมาก่อนมีพิษสงมากมายแค่ไหนและทําให้เกิดโรคร้ายชนิดใดขึ้นมาบ้าง โวล์ฟก็ยิ่งสนใจจะศึกษาหาความรู้ด้านนี้ให้มากขึ้นตามไปด้วย ด้วยเหตุนี้เมื่อสิ้นสุดทริปที่อูกันดา โวล์ฟจึงตัดสินใจเบนเข็มชีวิตมาเรียนสาขาภูมิคุ้มกันวิทยาและการแพร่ระบาดของเชื้อโรคแทน พร้อมกับตั้งเป้าหมายที่จะทํางานด้านนี้ต่อไปในอนาคตด้วยความมุ่งมั่นว่า “ถ้าเรารู้จักเชื้อไวรัสก่อนที่มันจะมาทําร้ายเราก็คงจะดีไม่น้อย เพราะเราจะได้หาวิธีป้องกันตัวให้ห่างจากโรคได้ รวมถึงสกัดกั้นไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดต่อไปได้อีก” ทั้งที่รู้ดีว่าเส้นทางใหม่ที่เขาเลือกเดินไม่ได้เรียบหรูดูดี ที่ทํางานของเขาไม่ใช่ห้องแล็บทันสมัยมีชื่อเสียงระดับโลก หากแต่เป็นดินแดนที่เข้าถึงได้ยากลําบาก บางวันอาจต้องย่ำเดินในพื้นที่อันชื้นแฉะ ในขณะที่บางวันอาจต้องเผชิญกับอากาศร้อนที่แทบจะเผาไหม้ร่างกายให้เป็นจุล แต่ทว่าสิ่งเหล่านี้ก็ยังไม่อันตรายมากเท่ากับวิธีการทํางานของโวล์ฟที่เหมือนเอาชีวิตแขวนไว้บนเส้นด้ายอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการเก็บตัวอย่างเลือดสัตว์ป่า การเก็บตัวอย่างเลือดของผู้ที่สัมผัสเลือดสัตว์โดยตรง (ผู้ฆ่า ผู้ชําแหละ หรือผู้บริโภค) หรือการวิเคราะห์ตรวจสอบชนิดของเชื้อไวรัส เพราะหากพลาดพลั้งขึ้นมาในขั้นตอนใดแม้แต่นิดเดียว เขาก็มีโอกาสติดเชื้อไวรัสชนิดนั้น ๆได้ทันที ทว่าแม้จะมีอุปสรรคมากมายแค่ไหน โวล์ฟก็ไม่เคยคิดที่จะ “หยุด” ทําภารกิจตรงหน้านี้เลยสักครั้ง แม้ว่าครั้งหนึ่งเขาจะเคยถูกมาลาเรียเล่นงานจนอาการปางตายมาแล้วก็ตาม กว่า 10 ปีที่โวล์ฟออกเดินทางอย่างกล้าหาญเพื่อตามล่าหาไวรัสในเขตป่าฝนที่แคเมอรูน แอฟริกา เอเชียใต้ จีน […]

keyboard_arrow_up