ฉัตรชัย วชิระเธียรชัย จากพ่อค้าห้องแถว สู่ธุรกิจพริก กระเทียมร้อยล้าน

ฉัตรชัย วชิระเธียรชัย จากพ่อค้าห้องแถว สู่ธุรกิจพริก กระเทียมร้อยล้าน ร้านขายพริกแกงเล็กๆ ร้านหนึ่งที่เติบโตกลายเป็นผู้จัดจำหน่ายสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปรายใหญ่ให้แก่กลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมอาหารระดับประเทศครอบคลุมพื้นที่ในกรุงเทพฯและปริมณฑล คงต้องมีเรื่องราวมาเล่าสู่กันฟังไม่น้อยเลยทีเดียว กว่าจะมีวันนี้ คุณฉัตรชัย วชิระเธียรชัย กรรมการผู้จัดการบริษัทเอื้ออารี ฟู้ด โปรดักท์ จำกัด คือหัวเรี่ยวหัวแรงหลักที่เข้ามารับผิดชอบครอบครัวตั้งแต่อายุเพียง 18 ปี เรียนรู้งานตั้งแต่เด็ก ตระกูลเราเป็นตระกูลที่ทำพริกแกง พ่อกับแม่ก็ทำพริกแกงกับกงสี ต่อมาคุณพ่อก็แยกออกมาทำเอง ตอนนั้นผมเกิดแล้ว แต่เด็กมากยังไม่รู้เรื่องอะไร จำได้แต่ว่าเราอยู่ปากคลองตลาด คุณพ่อทำงานทุกอย่าง ลองทำพริกดองขาย ขายผัก ขายทุกอย่างที่ปากคลองตลาด แล้วก็ลองเอาพริกดองไปเสนอขายตามร้านก๋วยเตี๋ยว ทำเป็นขี่มอเตอร์ไซค์ไปกินแล้วก็คุยเสนอสินค้า นั่นคือภาพที่เราจำมาตลอด และผมก็มักซ้อนรถมอเตอร์ไซค์พ่อไปดูว่าขายของอย่างไร พออายุประมาณ 11 ขวบ พี่ชายอายุ 14 คุณแม่ไม่ต้องการเลี้ยงลูกให้รักสบาย เพราะฉะนั้นตอนเช้าประมาณตี 5 ผมต้องเข็นรถไปรับของแถว ๆ ศาลเจ้าพ่อหมูริมคลองหลอดมาขายที่ปากคลองตลาด สมัยนั้นรถสิบล้อขนส่งพืชไร่จากทางเหนือไปลงของอยู่ตรงนั้น เรียกว่าเริ่มทำงานตั้งแต่ 11 ขวบ พออายุ 15 ก็เริ่มขี่มอเตอร์ไซค์ไปส่งของ จำได้ว่าช่วงนั้นคุณพ่อเริ่มไม่สบาย ท่านป่วยเป็นมะเร็ง เสียสละเพื่อครอบครัว พออายุ […]

Whiteboard ไอเดียธุรกิจติดลมบน – ดาเรน มาร์ติน

Whiteboard ไอเดียธุรกิจติดลมบน – หนังสือเล่มนี้เป็นเสมือนกระดานไอเดียที่นักเขียน และที่ปรึกษาทางธุรกิจมากประสบการณ์อย่าง คุณดาเรน มาร์ติน ใช้ในการถ่ายทอดเคล็ดลับสู่ความสำเร็จให้แก่ผู้อ่าน

หลิง จันทิมา ติยะวัชรพงศ์ เจ้าของสินค้าสุขภาพแบรนด์ Healthy Mate กับการค้นพบธรรมะ

หลิง จันทิมา ติยะวัชรพงศ์ เจ้าของสินค้าสุขภาพแบรนด์ Healthy Mate กับการค้นพบธรรมะ “แม้จะร่ำรวยประสบความสำเร็จทางโลก แต่สุดท้ายชีวิตก็ต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่กับธรรมะอยู่ดี” นั่นคือสัจธรรมที่ คุณ หลิง จันทิมา ติยะวัชรพงศ์ เจ้าของสินค้าสุขภาพแบรนด์ Healthy Mate ค้นพบ ธรรมะเข้ามามีบทบาทในชีวิตเธอได้อย่างไร ช่วยให้เธอประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจหรือไม่ ไปหาคำตอบกัน คุณหลิงโตมาในครอบครัวแบบไหนคะ หลิงเกิดมาในครอบครัวที่ค่อนข้างมีฐานะ เรียกว่าเป็นคุณหนูมาตลอด คุณพ่อ (สุรสิทธิ์ ติยะวัชรพงศ์) ทำธุรกิจสิ่งทอ ท่านเป็นนักธุรกิจเต็มตัว ชอบเข้าสังคม ส่วนคุณแม่(มนทิรา ติยะวัชรพงศ์) กินมังสวิรัติ ชอบเข้าวัด ตั้งแต่จำความได้ก็เห็นคุณแม่ตื่นตีสามทุกวันเพื่อไปวัดทำวัตรเช้า ท่านสนใจธรรมะมาก สอนให้เรามีศีล 5 ไม่ให้ตบยุง ไม่กินเนื้อสัตว์ แต่ตอนนั้นยังไม่เข้าใจเรื่องมังสวิรัติจึงไม่ยอมทำตาม คุณแม่ไม่แต่งตัว ไม่ใส่ต่างหู ไม่แต่งหน้าเลยสักนิด ต่อมาหลิงไปเรียนไฮสกูลที่อเมริกา ไปอยู่กับแฟมิลี่จากที่เคยเป็นคุณหนูก็ต้องฝึกช่วยเหลือตัวเอง อยู่คนเดียวทำอะไรเองคนเดียว ช่วงนั้นโทร.คุยกับคุณแม่บ่อยมาก เล่าถึงความยากลำบากให้ฟัง ตอนนั้นตั้งใจไว้ว่าถ้าอยู่ยังไม่ครบ 1 ปีจะไม่กลับเมืองไทย จึงได้ฝึกเรื่องความอดทนเยอะมาก โดยมีคุณแม่คอยให้กำลังใจ สุดท้ายก็เรียนจนจบไฮสกูลและได้เกียรตินิยมมาฝากคุณพ่อคุณแม่สมความตั้งใจ ตอนอยู่ที่อเมริกา คุณแม่บอกให้กินมังสวิรัติอยู่เสมอแต่หลิงก็ยังไม่สนใจ จนกระทั่งกลับมาเมืองไทย มาเรียนต่อปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยมหิดล วันหนึ่งไปเดินตลาดเพื่อซื้อปลาไปปล่อยกับเพื่อน ระหว่างยืนอยู่ที่ร้านก็เห็นแม่ค้ากำลังจับปลามาทุบหัว เห็นปลาดิ้นทุรนทุราย น่าสงสารมาก ไม่คิดมาก่อนว่าการฆ่าสัตว์จะทารุณขนาดนี้ ตั้งแต่วันนั้นจึงตัดสินใจว่าจะเลิกกินเนื้อสัตว์ทุกชนิด รวมถึงเลิกกินนมและไข่ด้วย การกินมังสวิรัติมีผลต่อชีวิตอย่างไรบ้างคะ ตอนนั้นหลิงถือศีล 5 อยู่แล้ว พอกินมังสวิรัติด้วย รู้สึกว่ามีแต่สิ่งดี ๆ เข้ามาในชีวิต คงเป็นเพราะเราไม่ได้เบียดเบียนชีวิตใคร การกินมังสวิรัติยังเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้หันมาสนใจทำธุรกิจเกี่ยวกับอาหารสุขภาพ โดยจะขายเฉพาะสิ่งที่เห็นว่าดีต่อสุขภาพเท่านั้น ตอนเรียนจบปริญญาตรีใหม่ ๆ แล้วได้ไปช่วยงานคุณพ่อที่โรงงาน หลิงเอาอาหารสุขภาพเล็ก ๆน้อย ๆ มาขายให้พนักงาน อย่างพวกข้าวกล้อง จมูกข้าวแชมพูสมุนไพร เอาใส่หลังรถกระบะ แล้วยืนขายหลังเลิกงานโดยไม่สนใจว่าตัวเองเป็นลูกเถ้าแก่ เพราะคิดแต่ว่าอยากให้พนักงานได้กินได้ใช้ของดีมีประโยชน์ต่อสุขภาพ เลยขายแค่พอมีกำไรบ้างเล็กน้อย หลังจากช่วยงานคุณพ่อได้พักหนึ่งก็อยากจะไปเรียนต่อปริญญาโทที่อเมริกา แต่คุณพ่อไม่อยากให้ไป จึงไปเรียนคอร์สอินเตอร์ภาคค่ำที่นิด้าแทน พอดีมหาวิทยาลัยอยู่ใกล้กับสันติอโศก ซึ่งคุณแม่มาช่วยงานอยู่เป็นประจำ หลิงจึงมีโอกาสเข้าไปที่นี่ หลังเลิกเรียนก็จะค้างคืนที่นี่บ่อย ๆ เป็นช่วงชีวิตที่ดีมาก ๆ หลิงได้รู้จักคนดี ๆ ได้ใกล้ชิดธรรมะ คือก่อนเข้านอนได้ฟังธรรม ตื่นเช้าขึ้นมาได้ทำบุญใส่บาตร บางทีก็ช่วยตักอาหารมังสวิรัติขาย หลิงอินกับธรรมะมากจนรู้สึกอยากเลิกเรียนปริญญาโทและหันหน้าเข้าวัดอย่างจริงจัง อยากอยู่วัดมากจนเอ่ยปากขอคุณแม่ ตอนนั้นได้พบสัจธรรมอะไรคะจึงคิดจะทิ้งชีวิตทางโลกแล้วเข้าวัด หลิงได้ฟังธรรมะเยอะจนคิดได้ว่า สุดท้ายแล้วชีวิตคนเราไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสำเร็จทางธุรกิจหรือเงินทอง แต่ขึ้นอยู่กับความดีที่ต้องสั่งสม แม้วันนี้อาจประสบความสำเร็จในชีวิตแต่นั่นไม่ใช่ที่สุดของชีวิต เพราะกิเลสไม่ได้น้อยลงเลย ยังไงที่สุดแล้วเราก็ต้องหันมาเริ่มต้นตัดกิเลสอยู่ดี แล้วเดินอ้อมไปเพื่ออะไร หันมาเดินทางตรงมุ่งตัดกิเลสเสียแต่ตอนนี้เลยดีกว่าพอบอกคุณแม่ ท่านก็เบรกเอาไว้ และบอกว่าเรียนให้จบก่อนแล้วค่อยเข้าวัดก็ได้ ถ้าเลิกเรียนแล้วไปอยู่วัดตอนนี้ เราจะตามสังคมข้างนอกไม่ทัน เพราะในวัดจะเป็นอีกแบบหนึ่ง อีกท่านหนึ่งที่ให้ข้อคิดกับหลิงคือ แม่ชีที่วัด ท่านถามว่าต้องใช้เวลาเรียนนานเท่าไหร่จึงจะจบ เราตอบท่านว่า สองปีค่ะท่านก็แนะนำว่าให้ตั้งใจเรียนให้จบก่อนดีกว่า หลังจากนั้นจะตัดสินใจอย่างไรค่อยว่ากัน ทั้งคำพูดของคุณแม่และแม่ชีทำให้หลิงกลับมาเรียนต่อจนจบ และได้เกียรตินิยมคนเดียวของรุ่นด้วย ถือเป็นปีทองของหลิงเลย เมื่อคุณพ่อเห็นเราขายของที่โรงงาน จึงเปิดร้านสหกรณ์เล็ก ๆ ให้ในโรงงาน หลิงจึงตัดสินใจเปิดบริษัทนำเข้าสินค้าสุขภาพอย่างจริงจัง คิดว่าแม้เราไม่ได้เข้าวัดเต็มตัว แต่ก็มีธรรมะหล่อเลี้ยงชีวิตเราอยู่ตลอดเวลา ธรรมะมีความสำคัญต่อครอบครัวคุณหลิงอย่างไรคะ ธรรมะสำหรับครอบครัวหลิงอยู่ในชีวิตประจำวัน ทุกเรื่องที่เจอหลิงสามารถเอามาสอนลูกได้หมด ลูก ๆ ของหลิงท่องศีล 5 ได้ทุกคน ซึ่งเป็นสิ่งที่เราขอให้เขายึดไว้จนโต ทุกวันนี้ปลูกฝังธรรมะให้ลูก โดยก่อนนอนจะนำลูกสวดมนต์และให้ท่องตามว่า ข้าพเจ้าจะขอยึดพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่ตั้งและจะยึดเป็นหลักตลอดไป ข้าพเจ้าจะประพฤติตนเป็นคนดี ปฏิบัติตนอยู่ในศีล 5 ข้อ หลิงจะอธิบายให้ลูก ๆ ฟังว่าแต่ละข้อหมายถึงอะไรบ้าง สำหรับข้อ 3 ไม่ประพฤติผิดในกาม ก็จะอธิบายว่า ไม่พูดจาทะลึ่ง ไม่แต่งตัวโป๊ ทุกวันที่ผ่านมาหลิงมีสติมาก ทำให้ทำความดีได้เยอะงานหลักตอนนี้คือการให้ธรรมะกับลูก สอนเขาให้เป็นคนดีอย่างพระท่านว่า ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด ปัจจุบันของหลิงก็คือลูก หลิงจะสอนเขาเสมอว่า เรียนไม่เก่งไม่เป็นไร แต่ขอให้เป็นคนดี มีศีล 5 ให้เขารู้จักช่วยเหลือคนอื่น รู้จักให้อภัยเอาใจเขามาใส่ใจเรา เสียสละ มีน้ำใจกับคนอื่น ลูกทำให้เรามีดวงตาเห็นธรรม โดยเฉพาะน้องกิมมีทำให้หลิงเข้าใจคนอื่นมากขึ้น สมัยก่อนหลิงไม่เข้าใจพนักงานที่ลาป่วย เพราะตัวเองไม่เคยป่วย แต่พอลูกสาวต้องเข้าโรงพยาบาลบ่อย ๆ ทำให้หลิงเข้าใจและเห็นใจคนป่วยมากขึ้นเรียกได้ว่าลูกทำให้เรามองเห็นชีวิตอีกมุมหนึ่งของโลกใบนี้ ปกติธรรมดาของชีวิตคนเรามักปล่อยวางบางอย่าง แต่กลับไปยึดติดอีกอย่างคุณหลิงคิดว่าตัวเองกำลังอยู่ในภาวะเช่นนั้นหรือเปล่าคะ เห็นภาพตัวเองเหมือนกันนะ เพราะตอนนี้แม้จะปล่อยวางกับโรงงาน แต่ก็มายึดติดกับลูก ยึดติดกับบ้าน เพราะเราดูแลเองหมด หลิงพยายามเตือนสติและสอนตัวเองว่า ชีวิตคนเราเกิดมาเพื่อเรียนรู้ แต่พอเรียนรู้มากเข้าก็กลับไปยึดติดมันตอนนี้หลิงก็ไม่ต่างอะไรกับตอนทำโรงงานเลย ผิดแต่ว่าเป็นบ้านของเราเอง ส่วนลูก ๆ ก็เป็นเหมือนของของเราทุกวันนี้มีคนบอกให้หลิงแยกห้องนอนกับลูกได้แล้ว แต่เราก็ยังอยากนอนกับลูก อยากอยู่ใกล้เขา แต่หลิงมีสติรู้ตัวและบอกตัวเองอยู่เสมอว่าไม่ให้ยึดติด ไม่ว่าจะเรื่องลูกหรือเรื่องบ้าน ถือเป็นธรรมะอีกขั้นหนึ่งที่จะต้องก้าวผ่านไปให้ได้ Secret ขอเป็นกำลังใจให้ครอบครัวติยะวัชรพงศ์มีความเจริญรุ่งเรืองในธรรมตลอดไป เพราะเราเชื่อมั่นว่า“ธรรมะย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม” เสมอ  Secret BOX ‘ขอบคุณทุก ๆ ความทุกข์ที่ทำให้พบสัจธรรมของชีวิต จันทิมา ติยะวัชรพงศ์ เรื่อง ธันยาภัทร์ รัตนกุล ภาพ วรวุฒิ วิชาธร สไตลิสต์ ณัฏฐิตา เกษตระชนม์ บทความน่าสนใจ เบื้องหลังความสำเร็จของ ระเฑียร ศรีมงคล ผู้บริหารบริษัทบัตรกรุงไทย 3 นักธุรกิจใจดีมีแต่ให้ อรรณพ จิรกิติ เจ้าของสีลมคอมเพล็กซ์ นักธุรกิจผู้คืนกำไรสู่สังคม ทักษะ 4.0 เมื่อเทคโนโลยีพลิกอุตสาหกรรม ทักษะที่คนและธุรกิจต้องมีคืออะไร อาจารย์หมอประทีป ไวคำนวณ เมื่อชีวิตพลิกจากนักธุรกิจสู่การเป็นหมอจิตอาสา  

3 นักธุรกิจใจดีมีแต่ให้

3 นักธุรกิจใจดี มีแต่ให้ แม้สังคมทุกวันนี้จะเต็มไปด้วยการแข่งขันทางธุรกิจ แต่ก็มี นักธุรกิจใจดี จำนวนไม่น้อยที่ภายใต้ภาพของผู้บริหารที่เด็ดเดี่ยว เขาและเธอต่างมีจิตใจของการเป็นผู้ให้อย่างเต็มเปี่ยม     1.คุณวันทนีย์ จิราธิวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส สำนักนโยบายองค์กรสัมพันธ์และภาพลักษณ์ บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด การเป็นผู้ให้ของคุณวันทนีย์ ไม่ได้มาในรูปแบบของสิ่งของหรือเงินทองใดๆ แต่เธอพร้อมที่จะให้การช่วยเหลือและเข้าไปช่วยพัฒนาอาชีพ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ผู้คนสามารถนำไปต่อยอดและสร้างรายได้ได้ตลอดชีวิต  “ปุ๊อยากทำงานเกี่ยวกับมูลนิธิ แต่สิ่งที่ปุ๊อยากทำ ไม่ได้อยากเอาเงินหรือสิ่งของไปบริจาคแล้วจบ  แต่สิ่งที่ทำต้องสามารถต่อยอดได้ และมีความยั่งยืน เงินทุกบาทที่ใช้จะต้องเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งหลักการทำงานของมูลนิธิเตียง จิราธิวัฒน์  คือส่งเสริมความก้าวหน้าและทำประโยชน์ที่ยั่งยืนให้แต่ละท้องถิ่น การพัฒนาเพื่อความยั่งยืนแบ่งออกเป็นสี่ด้าน คือ หนึ่งด้านอนุรักษ์ศิลปะและวัฒนธรรมไทย สองด้านการศึกษา สามด้านสิ่งแวดล้อม และสี่ด้านการพัฒนาอาชีพตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง เราให้ความสำคัญกับข้อสุดท้ายมากที่สุด เพราะถ้าไม่มีอาชีพที่ดี อีกสามข้อก็ไม่เกิดขึ้น หากมีอาชีพที่ดีแล้ว สามารถถ่ายทอดไปยังลูกหลาน ถือเป็นประโยชน์ที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง   เราจะเข้าไปช่วยเหลือวิสาหกิจชุมชน สหกรณ์ หรือกลุ่มของชาวบ้าน โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ ต้องลด ละ เลิกการใช้สารเคมี เพราะต้องการให้ทุกคนรักษาสิ่งแวดล้อม  ซึ่งนอกจากจะเป็นประโยชน์กับสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังปลอดภัยต่อผู้ประกอบอาชีพและผู้บริโภคอีกด้วย”     2.คุณระเฑียร […]

ชีวิตที่พอและพร้อมของ วันทนีย์ จิราธิวัฒน์

ชีวิตที่พอและพร้อมของ วันทนีย์ จิราธิวัฒน์ “พร้อมและพอ”  คือนิยามชีวิตของ คุณปุ๊ – วันทนีย์ จิราธิวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส  สำนักนโยบายองค์กรสัมพันธ์และภาพลักษณ์  บริษัทกลุ่มเซ็นทรัล  จำกัด ก่อนจะมาอยู่ในจุดของความพร้อมเป็นผู้ให้อย่างสมบูรณ์แบบ  เธอเล่าถึงเส้นทางชีวิตว่า “หลังจากเรียนด้านการโรงแรมจบ ปุ๊ทำงานด้านการโรงแรม  อยู่ฝ่ายทรัพยากรบุคคล ทำเทรนนิ่งให้พนักงาน” เมื่อลูกทั้ง 3 คนขึ้นชั้นมัธยมปลาย  เธอลาออกมาดูแลลูก ๆ  เพราะมองว่าเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต  จึงอยากดูแลลูก ๆ อย่างใกล้ชิด  หลังจากลูกเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว เธอมีเวลาว่างมากขึ้น  และเห็นว่าบริษัทกลุ่มเซ็นทรัลมีมูลนิธิเตียงจิราธิวัฒน์ ซึ่งตอบโจทย์การทำงานเพื่อสังคม “ปุ๊อยากทำงานเกี่ยวกับมูลนิธิ  แต่ไม่ได้อยากเอาเงินหรือสิ่งของไปบริจาคแล้วจบ สิ่งที่ทำต้องสามารถต่อยอดได้และมีความยั่งยืน  เงินทุกบาทที่ใช้ต้องเกิดประสิทธิภาพสูงสุด” ด้วยเจตนารมณ์อันแรงกล้าที่ต้องการทำงานเพื่อสังคมอย่างแท้จริง  จึงทำให้เธอเข้ามาดูแลมูลนิธิเตียง  จิราธิวัฒน์เต็มเวลา “หลักการทำงานของมูลนิธิเตียง  จิราธิวัฒน์  คือส่งเสริมความก้าวหน้าและทำประโยชน์ที่ยั่งยืนให้แต่ละท้องถิ่นการพัฒนาเพื่อความยั่งยืนแบ่งออกเป็นสี่ด้าน  คือ  หนึ่ง ด้านอนุรักษ์ศิลปะและวัฒนธรรมไทย  สอง ด้านการศึกษา  สามด้านสิ่งแวดล้อม  และสี่ ด้านการพัฒนาอาชีพตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง  เราให้ความสำคัญกับข้อสุดท้ายมากที่สุด  เพราะถ้าไม่มีอาชีพที่ดี  อีกสามข้อก็ไม่เกิดขึ้นหากมีอาชีพที่ดีแล้ว  สามารถถ่ายทอดไปยังลูกหลาน  ถือเป็นประโยชน์ที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง  เราจึงเข้าไปช่วยเหลือวิสาหกิจชุมชน  สหกรณ์  หรือกลุ่มของชาวบ้าน  โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ  ต้องลด  ละ  เลิกการใช้สารเคมี  เพราะต้องการให้ทุกคนรักษาสิ่งแวดล้อม  ซึ่งนอกจากจะเป็นประโยชน์กับสิ่งแวดล้อมแล้ว  ยังปลอดภัยต่อผู้ประกอบอาชีพและผู้บริโภคอีกด้วย “ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าเงินที่เราเอาไปช่วยเหลือชุมชนต่าง ๆ คือเงินบริจาคที่มาจากบริษัทในเครือเซ็นทรัลทั้งหมดเมื่อมันเป็นเงินบริจาค เราต้องเอาไปสร้างประโยชน์แก่สังคมให้ได้มากที่สุด  ปุ๊บอกลูกน้องทุกคนว่า  งานของเราเป็นงานที่ต้องช่วยเหลือคน  จึงต้องประหยัดงบประมาณทุกบาททุกสตางค์  เราต้องกินอยู่แบบธรรมดาที่สุด  ถูกที่สุด  แล้วเอาเงินทั้งหมดนี้ไปช่วยคนอื่น  ไม่มีการเบิกเบี้ยเลี้ยงอะไรทั้งสิ้นซึ่งทุกคนก็ยอมรับได้  ทุกคนมีความสุขกับการได้ทำงานที่เป็นผู้ให้” เมื่อถามถึงหลักในการทำงาน  เธอบอกว่า “ปุ๊ถือศีล 5 อย่างเคร่งครัดอยู่แล้ว  เพราะศีลเป็นสิ่งกำหนดการปฏิบัติตัวของเรา  ส่วนเรื่องของการบริหารจัดการคน  ใช้หลักคุณธรรม  จริยธรรม  ศีลธรรม  ปุ๊มองว่าทุกคนมีความสำคัญและมีดีในตัวเอง  ทุกคนอยากทำดี  เราต้องดึงตรงนั้นออกมา  ปุ๊ให้คุณค่ากับลูกน้องทุกคน  สามารถพูดคุยกันได้ทุกเรื่อง  หรือถ้าปุ๊พูดอะไรออกมาแล้วไม่เห็นด้วยบอกได้เลย ยินดีรับฟัง  เพราะถือว่าทุกคนมีสิทธิ์  มีมุมมองแตกต่างกัน     “ปุ๊อยู่ต่างประเทศมาตลอดตั้งแต่อายุ 12 ปี  จะมองไปในมุมหนึ่ง  ในขณะที่คนที่โตมาในต่างจังหวัดจะมีอีกมุมมองหนึ่ง  หลายครั้งเขามีความรู้มากกว่าเราด้วยซ้ำ  เราต้องฟังให้มากแล้วเอามาใช้ให้เป็นประโยชน์  บางอย่างเราไม่รู้  เขาก็สอนเราได้  ไม่ใช่ว่าเป็นเจ้านายจะต้องเก่ง  ต้องรู้ทุกอย่างมันไม่ใช่” แม้จะเป็นงานที่ไม่ได้หวังผลกำไรตอบแทน  แต่ใช่ว่าจะไม่มีอุปสรรคในการทำงาน “ตอนที่ไปเป็นวิทยากรให้งานโอทอปจังหวัดหนองคายได้เจอกับคุณสุเนตร  ซึ่งเป็นผู้นำชุมชนอยู่ที่อำเภอพบพระจังหวัดตาก  เป็นชุมชนม้งที่ทำข้าวเหนียวลืมผัว  เขามาขอให้มูลนิธิไปช่วยเหลือ  เมื่อลงพื้นที่จึงรู้ว่าเขาปลูกข้าวพันธุ์ดี  แต่ต้องใช้โรงสีข้าวโบราณของชุมชนเพื่อนบ้าน  เนื่องจากไม่มีโรงสีของตัวเอง “เรื่องแรกที่เรากังวลคือ อำเภอพบพระเป็นพื้นที่ที่ดินมีแคดเมียมสูง  แล้วข้าวเป็นพืชที่ดูดแคดเมียม  อาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคได้  จึงปรึกษากับอาจารย์ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  พออาจารย์เก็บตัวอย่างดินกับเมล็ดพันธุ์ไปตรวจ  ปรากฏว่าไม่มีสารตัวนี้อยู่ในดินและข้าวเพาะปลูกบนเขา  เราก็เบาใจ “เมื่อตัดสินใจว่าจะทำโรงสีข้าวให้เป็นสมบัติของชุมชนก็เกิดปัญหาว่า  คนในชุมชนหลายคนมองว่าเราเข้ามาทำแบบนี้เพราะต้องการผลประโยชน์จากเขาหรือเปล่า  แต่ปัญหาคือเขาพูดและฟังภาษาไทยไม่ได้ ทำให้ทำงานยากขึ้นไปอีกเราก็ต้องพยายามสื่อสารผ่านล่ามและแสดงให้เห็นว่าเราช่วยด้วยใจ  ทำให้เขาไว้ใจด้วยการไปหาเขาบ่อย ๆ เพื่อช่วยเหลือให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์  จนตอนนี้เขาสามารถสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับชุมชนได้” คุณสมบัติสำคัญสำหรับงานที่ต้องช่วยเหลือคนอื่นคือการเป็นคนหูตากว้างไกลและมองหาทุก ๆ โอกาสในปัญหา “อย่างกรณีของพี่ยิ่งที่อยู่ในชุมชนบ้านบ่อเหมืองน้อยจังหวัดเลย  เขาปลูกแมคาเดเมีย  ในขณะที่มีชาวบ้านอีกไม่น้อยที่ยังไม่มีอาชีพ  เราจึงเข้าไปสนับสนุนอาชีพโดยการลงทุนให้ชาวบ้านปลูกป่าแมคาเดเมียทั้งหมด 10,000 ต้นในเนื้อที่ 400 ไร่  แต่ปัญหาคือแมคาเดเมียเป็นพืชที่ให้ผลระยะยาว  ต้องรอ 5 - 7 ปีจึงจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้  แต่ระหว่างที่รอผลผลิต  ชาวบ้านไม่มีรายได้  เราจึงให้เขาปลูกไหลสตรอว์เบอร์รี่ (ต้นอ่อนของสตรอว์เบอร์รี่)  เราลงทุนให้เขาประมาณ 250,000 บาท  เขาขายได้ 300,000 บาท  เพียงปีแรกก็ได้กำไรเลย “ทีนี้การปลูกไหลสตรอว์เบอร์รี่ทำได้แค่ช่วงเดือนพฤษภาคม – ตุลาคม  แล้วเก็บเกี่ยวผลผลิตได้แค่ช่วงฤดูหนาวเท่านั้น  แต่เราอยากให้เขามีรายได้ตลอดทั้งปี  จึงให้ปลูกมะเขือเทศด้วย  และสร้างโรงอบพลังงานแสงอาทิตย์ไว้ให้แปรรูป  การแปรรูปช่วยเพิ่มมูลค่าอย่างเห็นได้ชัด  ปกติแล้วมะเขือเทศกิโลกรัมละ 50 บาท  หลังจากแปรรูปเป็นมะเขือเทศ อบแห้ง สามารถขายได้กิโลกรัมละเกือบ 2,000 บาท  ทำให้ชาวบ้านมีรายได้พอเลี้ยงครอบครัวตลอดทั้งปี” อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาของชุมชนหนึ่งอาจใช้ไม่ได้กับอีกชุมชนหนึ่ง  เพราะแต่ละชุมชนมีความพร้อมและต้องการแตกต่างกันไป “เช่นชุมชนในจังหวัดชัยนาทที่ทำข้าวไรซ์เบอร์รี่ออร์แกนิกเขาบอกว่าไม่ต้องการโรงสี  เพราะเขาไม่สามารถบริหารจัดการได้  เมื่อเขาบอกความต้องการชัดเจนแบบนี้ เราก็ต้องทำตามความต้องการของเขา  ในขณะที่ทุกคนอาจเห็นว่ามะขามเก็บจากต้นแล้วกินได้เลย  แต่จริง ๆ ไม่ใช่  ที่เรามีมะขามหวานกินตลอดทั้งปีเพราะผ่านการแช่เย็น  แล้วต้องอบความร้อนเพื่อป้องกันไม่ให้ขึ้นรา  แต่ชุมชนปลูกมะขามหวานแห่งหนึ่งที่เพชรบูรณ์ไม่มีโรงงานแปรรูปเลย  มูลนิธิจึงเข้าไปทำห้องเย็นโรงอบ  และห้องแปรรูปให้  ซึ่งนอกจากใช้เป็นที่เก็บมะขามหวานแล้ว  ยังสามารถแปรรูปผลผลิตเป็นสินค้าอย่างอื่น  เช่นมะขามรสบ๊วย  มะขามคลุกน้ำตาล  สร้างรายได้เพิ่มขึ้นจากเดิมได้อีกด้วย” ไม่ว่าจะพบเจออุปสรรคมากน้อยเพียงใด  ก็ไม่ทำให้เธอท้อถอยเลยแม้แต่น้อย  เพราะผลที่ได้รับคือความสุขที่ใช้เงินซื้อไม่ได้ “ครั้งหนึ่งปุ๊ลงพื้นที่ชุมชนในจังหวัดพัทลุงซึ่งมีโครงการทำข้าวสังข์หยด  ได้เจอกับพี่มาลีซึ่งเป็นคนที่มีแววตามุ่งมั่นและดูมีความหวังอยู่ตลอดเวลา  เราไปช่วยสร้างโรงแปรรูปให้กับชุมชน  พอชุมชนของเขามีรายได้ดีและมั่นคง  เขาก็ไปถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับอาชีพให้ชุมชนอื่นต่อ  เขาไม่เอาตัวรอดคนเดียว  นอกจากนี้พี่มาลียังดึงญาติพี่น้อง  คนในชุมชนที่ไปทำงานที่อื่นให้กลับมาทำงานที่บ้าน  ปุ๊มีความสุขที่การช่วยเหลือของเราได้รับการต่อยอดไปเรื่อย ๆ  เป็นการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง” ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ทำงานเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นเธอไม่เคยหวังว่าจะได้รับสิ่งตอบแทนใด ๆ “ปุ๊ไม่อยากได้หน้า  ไม่อยากได้ตำแหน่ง ไม่อยากได้ยศถาบรรดาศักดิ์  ไม่อยากได้อะไรเลยจริง ๆ แม้กระทั่งเรื่องลูกก็ไม่ได้หวังอะไร  แค่เขาไม่ทำให้หนักใจ เป็นเด็กเรียนดีมีความรับผิดชอบก็พอแล้ว  ครอบครัวก็ดีอยู่แล้ว ชีวิตมีครบทุกอย่างแล้ว  ปุ๊พอแล้วนะ” “พอ”  คำสั้น ๆ ที่ทำให้คนเรามีความสุข เรื่อง อุรัชษฎา  ขุนขำ  ภาพ วรวุฒิ  วิชาธร  สไตลิสต์ ณัฏฐิตา  เกษตระชนม์

ลอดลายมังกร กับ ประภัสสร เสวิกุล

ลอดลายมังกร กับ ประภัสสร เสวิกุล “เขาคนนี้คือ ประภัสสร เสวิกุล” เด็กชายมะลิวัลย์อธิบาย “เขาคือฉันในโลกแห่งความเป็นจริง” ตัวละครทั้งหมดต่างเดินเข้ามารุมล้อมฟังเรื่องราวจากปากคำบอกเล่า   ณ มุมหนึ่งของหน้ากระดาษมีตัวละครหลายชีวิตกำลังพูดคุยกันอยู่ “ทำไมชีวิตผมถึงได้รันทดแบบนี้ก็ไม่รู้สิครับ” เด็กน้อยนาม ล่องจุ๊นโพล่งขึ้นมาในตอนหนึ่ง “นายพูดว่าอะไรนะ” ชายหนุ่มที่เรียกตัวเองว่า นัต ถามกลับ “ชีวิตนายดูซวยไม่รู้จบก็จริง แต่ชีวิตฉันก็น่าเศร้าไม่แพ้ใครนะ พ่อแม่ฉันก็แยกทาง น้องสาวท้องตั้งแต่ยังเรียน แถมผู้หญิงที่ฉันรัก ก็หนีไปอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้” “ชีวิตน่ะไม่เคยง่ายดายหรอกนะ” น้ำเสียงอันสั่นเครือด้วยวัยชราของ อาเหลียง สือพาณิชย์ ดังขึ้นมาอย่างช้าๆ “อุปสรรคต่างๆ ล้วนเป็นเพราะฟ้าลิขิตมาให้เราต้องฝ่าฟันเพื่อที่จะพบกับความสำเร็จที่ปลายทางนะ” “มันจะเป็นอย่างนั้นจริงหรือ” คำถามจากเสียงอันทรงอำนาจของพันโท โคลาโบ โกเมซ สวนมาทันทีที่สิ้นเสียงของชายชรา “ผมเคยรู้สึกว่าตัวเองคว้าความสำเร็จมาครองได้แล้วเมื่อปฏิวัติยึดอำนาจจากพลเอกรามอน ทรราชแห่งแผ่นดินเอล เควญญา และประชาชนก็เลือกให้ผมเป็นประธานาธิบดี” “ทุกอย่างก็น่าจะไปได้ดีนี่ครับ” นัตถามอย่างสงสัย “ทุกอย่างพังทลายก็เพราะอำนาจที่ลื้อได้มาหวนกลับมาทิ่มแทงใช่ไหม” อาเหลียงพูดขึ้นมา ก่อนที่พันโท โคลาโบ โกเมซ จะพยักหน้ารับและตอบว่า “ใช่ครับ ผมได้พบสัจธรรมว่า ไม่ว่าจะเป็นอำนาจหรือความสำเร็จ สุดท้ายทุกอย่างล้วนแต่เป็นสิ่งสมมุติที่ไม่ยั่งยืนเลยสักนิด” “แล้วทำไมชีวิตของพวกเราถึงได้รันทดแบบนี้ล่ะครับ” ล่องจุ๊น คร่ำครวญ “ทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะเขา” เด็กชายมะลิวัลย์เดินออกมาจากอีกมุมหนึ่งของหน้ากระดาษ “เขาที่ว่านี้คือใครกัน” พันโท โคลาโบ โกเมซ ถามเสียงกร้าวขึ้นมา     “เขาคนนี้คือประภัสสร เสวิกุล” เด็กชายมะลิวัลย์อธิบาย “เขาคือฉันในโลกแห่งความเป็นจริง” ตัวละครทั้งหมดต่างเดินเข้ามารุมล้อมฟังเรื่องราวจากปากคำของเด็กชายมะลิวัลย์ “ประภัสสรเล่าเรื่องในวัยเด็กของตัวเองโดยใช้ฉันเป็นตัวละครแทนตัวเขา นอกจากนั้นเขายังชอบเล่าเรื่องราวอื่นๆ อีกมากมายผ่านทางตัวละครอื่นๆ อย่างพวกคุณทุกๆ คนมาตลอดเวลาหลายสิบปี จนหลายคนยกให้เขาเป็นนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ราวกับมังกรที่ทรงทั้งอำนาจและคุณวุฒิ และตอนนี้เขาก็ได้รับคัดเลือกจากสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี2554 แล้วด้วย” “แล้วเขามีสิทธิ์อะไรที่จะมาขีดเขียนชีวิตของพวกเราล่ะ” นัต ถามอย่างร้อนใจ ในขณะที่ปฏิกิริยาของเด็กชายมะลิวัลย์มีเพียงแค่…ยิ้ม และตอบกลับไปว่า “ผมคงต้องให้เขาเป็นคนตอบเองแล้วละ” พูดจบเด็กชายมะลิวัลย์ก็ผายมือนำไปสู่โลกแห่งความจริง… ณ ห้องเล็กริมกระจก ประภัสสร เสวิกุล พร้อมแล้วสำหรับทุกๆ คำถามที่รอคอยอยู่ตรงหน้า     คุณมองรูปแบบการเขียนสั้นๆ ทางเว็บไซต์อย่างเฟซบุ๊กหรือทวิตเตอร์อย่างไรบ้างครับ   ผมคิดว่า ตรงนี้เป็นเพียงการเริ่มต้นของการก้าวเข้าสู่การเป็นนักเขียนเท่านั้นครับ เหมือนกับสมัยก่อนที่เรานิยมเขียนไดอะรี่กัน พอเวลาผ่านไป เริ่มเติบโตขึ้น ก็จะสะท้อนออกมาด้วยการเขียนอะไรที่ยาวขึ้น เป็นเรื่องเป็นราวมากขึ้น ซึ่งในความคิดของผม การเขียนลงในเฟซบุ๊กนั้นไม่ได้เป็นการเขียนในรูปแบบใหม่ เป็นการเขียนในรูปแบบเดิมนั่นแหละ เพียงแต่ว่าวิธีการนำเสนอเปลี่ยนไปเท่านั้นเอง จากการเขียนลงสมุดไดอะรี่แล้วเก็บไว้อ่านเองเฉยๆ ก็กลายมาเป็นการเขียนลงในเฟซบุ๊กให้คนทั่วไปได้อ่าน นอกจากนั้นยังสื่อถึงความกล้าของผู้เขียนที่กล้าแสดงตัวตนออกมามากขึ้น ยุคนี้จึงถือว่าเป็นช่วงที่ดีของผู้ที่รักการเขียน เพราะว่าการเกิดของนักเขียนยุคนี้ง่ายกว่าสมัยก่อน และถ้าได้เขียนต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ก็จะเป็นการฝึกทักษะการเขียนไปด้วยในตัว สำหรับผม การฝึกฝนเป็นสิ่งที่สำคัญ ผมไม่เชื่อเรื่องพรสวรรค์ทุกอย่างอยู่ที่ความตั้งใจจริงของแต่ละคนว่าอยากจะทำอะไร แล้วเขาทุ่มเทให้กับสิ่งที่เขาต้องการจะทำหรือต้องการจะเป็นหรือไม่ พรสวรรค์เป็นแค่คำที่เราเรียกขึ้นมาสำหรับบางสิ่งบางอย่างซึ่งคนบางคนทำขึ้นมาเท่านั้น ไม่ว่าจะโดยบังเอิญหรือว่าเป็นครั้งคราวก็ตาม แต่สิ่งที่มีความสำคัญและมีค่าที่สุดสำหรับชีวิตมนุษย์ก็คือ ความพยายามที่จะฝึกฝนตัวเองให้สามารถทำในสิ่งที่อยากเป็นและอยากทำให้ได้ และพยายามสร้างผลงานที่เป็นตัวเราให้ชัดเจนมากขึ้นให้ได้ โดยแสวงหาวิธีการทำหรือว่าหาความรู้เพิ่มเติม เพื่อให้สิ่งที่เราทำนั้นสัมฤทธิผล พรแสวงจึงมีความสำคัญมากกว่า เพราะเป็นสิ่งที่เราสร้างได้ ฝึกได้ และสามารถทำให้เพิ่มพูนขึ้นมาได้   มีคำแนะนำอย่างไรบ้างครับ สำหรับคนที่อยากก้าวมาสู่จุดที่ประภัสสร เสวิกุล ได้ทำสำเร็จมาแล้ว   ในความคิดของผม งานเขียนที่ดีต้องประกอบด้วยปัจจัย 4 ประการ หนึ่งคือจินตนาการ คนเราต้องมีจินตนาการที่จะเขียนอะไรออกมา ถ้าไม่มีจินตนาการ เนื้อหาก็อาจจะกลายเป็นวิชาการไป แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องมีวิชาการอยู่ในงานเขียนด้วย วิชาการคือข้อมูลต่างๆ ที่จะทำให้จินตนาการของเราไม่เลื่อนลอย สามก็คือกลวิธีการเขียนซึ่งแต่ละคนก็ต่างกันออกไป สุดท้ายคือประสบการณ์ที่เราได้พบเห็นมาทั้งสี่อย่างนี้เมื่อประกอบกันเข้าคือวิธีการเขียนในแบบของผม นอกจากนั้น ผมถือว่าความรับผิดชอบเป็นหน้าที่ของนักเขียน อาจจะไม่มีคำว่าจรรยาบรรณเขียนเอาไว้ในกฎข้อบังคับของนักเขียน แต่นักเขียนต้องมีจรรยาบรรณ ต้องเสนอในสิ่งที่เป็นประโยชน์หรือว่าดีงามต่อสังคม โอเค คุณอาจจะเปิดเผยหรือเปิดโปงสิ่งที่ไม่ดีไม่งามได้ แต่ต้องเป็นการเปิดโปงเพื่อทำให้สังคมนั้นดีขึ้น ศรีบูรพาเคยกล่าวเอาไว้ในทำนองว่า “คุณเป็นช่างไม้ คุณทำเก้าอี้ตัวหนึ่งออกมาแล้วไม่ดีก็ยังไม่เป็นไร เพราะไม่ดีแค่ตัวเดียว แต่ถ้าคุณเป็นนักเขียน แล้วเขียนเรื่องที่ไม่ดีก็อาจทำให้คนที่อ่านเรื่องของคุณ ซึ่งมีเป็นจำนวนมาก มองโลกในมุมที่ผิดไปได้” นักเขียนที่ดีต้องยกระดับคนอ่านหรือแฟนหนังสือของตัวเองให้ก้าวหน้าในทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ  และสุดท้ายคือการเคารพตัวเองและเคารพผู้อ่าน นั่นก็คือเขียนในสิ่งที่สมเหตุสมผลให้สาระและแง่คิดต่อผู้อ่าน ผมถือว่าเป็นความจำเป็นของนักเขียนที่จะต้องรับผิดชอบต่องานที่ตัวเองทำขึ้นมา โดยต้องคาดการณ์ล่วงหน้าได้ว่าสิ่งที่ตัวเองเขียนไปนั้นจะมีผลสะท้อนหรือปฏิกิริยาอย่างไรต่อสังคมบ้าง คุณมองพุทธศาสนากับสภาพสังคมในปัจจุบันนี้อย่างไรบ้างครับ ผมมองว่า คนรุ่นใหม่ค่อนข้างห่างวัดมากกว่าคนในสมัยก่อน ผมจึงคิดว่า วัดคงต้องเปลี่ยนวิธีการที่จะทำให้คนอยากเข้าวัดมากขึ้น คือไม่ใช่แค่ไปไหว้พระ ไปก่อเจดีย์ทราย หรือไปช่วยงานวัดอีกต่อไปแต่ต้องเปลี่ยนรูปแบบใหม่โดยคำนึงว่าคนรุ่นใหม่ต้องการอะไรจากศาสนาจากพระ หรือจากวัด แล้วตอบสนองความต้องการของพวกเขาให้ตรงประเด็น ต้องมุ่งสอนในเรื่องของหลักของศาสนาว่า ศาสนาจะช่วยคนที่มีทุกข์อยู่ได้อย่างไร   สิ่งที่คุณพยายามมาตลอดคือการผลักดันให้นักเขียนและวงการก้าวไปข้างหน้า ถึงตอนนี้ได้ผลที่น่าพอใจมากน้อยขนาดไหนครับ ถ้าดูอย่างรางวัล นราธิป ที่เกิดขึ้นเพื่อยกย่องเชิดชูนักเขียนอาวุโสที่สร้างประโยชน์อันดีงามให้ตกทอดแก่วงการ ถึงปีนี้ก็ 11 ปีแล้ว และน่าจะเป็นรางวัลที่ยั่งยืนต่อไป ผมริเริ่มรางวัลนี้ขึ้น เพราะเป็นสิ่งสำคัญที่เราจะนึกย้อนกลับไปถึงต้นทางของวรรณกรรมไทยว่าเป็นมาอย่างไร เพราะไม่อย่างนั้นคุณค่าความดีงามต่างๆ ก็จะหายไปตามกาลเวลา มีคนรุ่นใหม่เกิดขึ้น แต่ว่ารุ่นเก่าหายไป เท่าที่ทราบก็มีนักเขียนผู้ใหญ่หลายๆ ท่านทั้งที่สร้างงานเขียนมามากมาย หรือสร้างนักเขียนมาเยอะแยะ แต่กลับไม่เคยได้รางวัลหรือไม่มีใครยกย่องท่าน พอมีรางวัลนราธิปเกิดขึ้น ท่านก็ได้ชื่นใจกัน นี่คือหนึ่งในสิ่งที่ทำให้วงการมีทางเดินต่อไป ส่วนรางวัลใหม่ๆ อย่างรางวัลพานแว่นฟ้า หรือเซเว่นบุ๊คส์อวอร์ดและรางวัลนักเขียนอมตะ ซึ่งผมเข้าไปมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นก็ดำเนินมาจนถึงทุกวันนี้ โดยมีมาตรฐานและสามารถยืนหยัดได้แล้ว รวมทั้งได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ถือเป็นการส่งเสริมนักเขียนรุ่นใหม่ๆ ให้มีเวทีในการประกวดเพิ่มมากขึ้น เพราะเดิมถ้ามองกลับไปจะมีแค่รางวัลซีไรต์เพียงรางวัลเดียว คนที่ไม่ได้ซีไรต์ไม่ได้หมายความว่าเขาเขียนหนังสือไม่ดี เพียงแต่งานเหล่านั้นไม่ต้องกับวัตถุประสงค์ของรางวัลที่ตั้งเอาไว้ นอกจากนี้พื้นที่มีจำกัด แต่ถ้าเราเปิดเวทีมากขึ้นก็จะเป็นการเปิดโอกาสให้คนที่มีความสามารถได้แสดงตัวมากขึ้น   คุณมองความสำเร็จที่ผ่านมาจนถึงวันนี้อย่างไรครับ […]

keyboard_arrow_up