พระโกกาลิกะ ผู้ไปสู่ขุมนรกเพราะอาฆาตพระอัครสาวกของพระพุทธเจ้า

พระโกกาลิกะ ผู้ไปสู่ขุมนรกเพราะอาฆาต พระอัครสาวก ของพระพุทธเจ้า เพราะเหตุใดพระโกกาลิกะจึงอาฆาตพระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานะ ผู้เป็น พระอัครสาวก ของพระพุทธเจ้า ด้วยการกล่าวหาพระอรหันต์ผู้ประเสริฐนี่เองที่ทำให้พระเถระรูปนี้ต้องลงไปสู่มหานรกอย่างไม่ทันตั้งตัว เรื่องราวของพระภิกษุรูปหนึ่งมีชื่อว่า “โกกาลิกะ“เิริ่มจากพระภิกษุรูปนี้กล่าวหาว่าพระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานะเป็นผู้กล่าวลามก พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตักเตือนไม่ให้พระโกกาลิกะกล่าวเช่นนั้นถึง 3 ครั้ง แต่ทันใดนั้นเองแผ่นดินได้แยกออก (ในอรรถกถา ธรรมบทใช้คำว่า “แผ่นดินได้ให้ช่องแล้ว” หมายถึงแผ่นดินได้แยกเป็นช่อง อาจตรงกับธรณีสูบ) พระโกกาลิกะไปสู่มหานรกที่มีชื่อว่า “ปทุมนรก”  ทันที การกล่าวดูหมิ่นพระอรหันต์จัดเป็นหนึ่งในกรรมหนัก จึงไม่แปลกที่พระโกกาลิกะจะต้องไปชดใช้กรรมที่มหานรก บรรดาพระภิกษุที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดพาจับกลุ่มสนทนาถึงเรื่องนี้ พระพุทธเจ้าเสด็จผ่านมาจึงตรัสถามบรรดาพระภิกษุว่า “พวกเธอทั้งหลายจับกลุ่มสนทนาด้วยเรื่องอะไรกัน” พระภิกษุตอบพระองค์ว่า “กำลังสนทนาถึงเรื่องกรรมของพระโกกาลิกะพระเจ้าข้า”     พระพุทธองค์จึงตรัสถึงอดีตชาติของพระโกกาลิกะว่า ครั้งพระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานะเกิดเป็นหงส์ทองอาศัยอยู่บนภูเขามีชื่อว่า “จิตตกูฎ” หงส์ทองสองตัวนี้มักพากันไปหาอาหารที่สระน้ำแห่งหนึ่งในหิมวัตประเทศ (ป่าหิมพานต์) ซึ่งมีเต่าตัวหนึ่งอาศัยอยู่ หงส์ทั้งสองสนิทสนมกับเต่าตัวนี้มาตั้งแต่เด็กทำให้กลายเป็นเพื่อนที่คบหากันมานาน หงส์ทองทั้งสองอยากพาเต่าไปเที่ยวบ้านของตนที่อยู่บนเขาจิตตกูฎ จึงให้เต่าใช้ปากกัดกิ่งไม้แล้วหงส์ทั้งสองจะคาบกิ่งไม้คนละข้างแล้วบินพาเต่าไปยังเขาจิตตกูฎ ภาพของหงส์ทองสองตัวพาเต่าบินไปยังเขาจิตตกูฎ ทำให้บรรดาเด็ก ๆ พากันสนใจและเรียกกันมาดูเพราะเห็นว่าเป็นภาพที่ประหลาด เจ้าเต่าเป็นผู้มีวาจาที่หยาบคายอยู่เป็นทุนเดิม จึงเพ้อกล่าวด่าเด็กน้อยด้วยวาจาที่หยาบคายว่า “เจ้าเด็กเวร ไม่เคยเห็นเต่ากันหรืออย่างไร” ปรากฏว่าขณะที่เต่ากล่าวอยู่นั้น ปากได้ปล่อยออกจากกิ่งไม้ ทำให้มันตกลงมาตัวแตกเป็นสองเสี่ยงและตายในที่สุด เรื่องของพระโกกาลิกะทำให้เห็นว่านอกจากพระเทวทัต พระเจ้าสุปปพุทธะ นันทมานพ […]

นางมาคันทิยา สตรีผู้ตามจองล้างจองผลาญพระพุทธเจ้า

นางมาคันทิยา สตรีผู้ตามจองล้างจองผลาญพระพุทธเจ้า ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ กรุงโกสัมพี เชื่อว่าหลายท่านอาจจำได้ว่าครั้งที่พระองค์ตรัสรู้เป็นพระอนุตรสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว บิดาและมารดาของ นางมาคันทิยา ซึ่งอยู่ในวรรณะพราหมณ์ และมีความชำนาญในการดูนรลักษณ์ เมื่อได้เห็นพระวรกายของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วก็รู้ทันทีว่าพระองค์ทรงเป็นมหาบุรุษ จึงยกธิดาเพียงคนเดียวที่มีความงดงามให้เป็นภรรยา พระพุทธองค์ทรงปฏิเสธเพราะทรงมิข้องเกี่ยวกับกามคุณทั้งหลายแล้ว ทำให้นางมาคันทิยาเจ็บแค้นใจ เพราะการที่ผู้หญิงในสมัยนั้นถูกปฏิเสธเป็นเรื่องที่เสียเกียรติมาก นางจึงผูกอาฆาตพระพุทธองค์นับแต่นั้นมา     ต่อมานางมีวาสนาได้เป็นพระมเหสีอีกพระองค์ของพระเจ้าอุเทน นางค่อมชื่อว่า “ขุชชุตตรา” ได้ฟังธรรมจากพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนำมาเล่าถวายให้พระนางสามาวดีผู้เป็นพระอัครมเหสีแห่งพระเจ้าอุเทนสดับ ทำให้พระนางสามาวดีและบริวารอีก 500 นางบรรลุเป็นพระโสดาบัน เมื่อนางมาคันทิยารู้ว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในกรุงโกสัมพี และพระอัครมเหสีทรงเลื่อมใสในพระองค์มาก ทำให้ไฟแค้นของนางประทุขึ้นมาอีกครั้ง นางมาคันทิยาไม่สามารถทำอะไรพระอัครมเหสี รวมถึงบริวารอีก 500 นางที่เลื่อมใสในพระบรมศาสดาได้ จึงหันไปเล่นงานพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยการจ้างให้คนไปยืนด่าทอพระพุทธองค์ต่าง ๆ นานา     พระอานนท์ พุทธอนุชาทรงเห็นดังนั้นจึงทูลขอให้พระพุทธองค์เสด็จไปประทับที่เมืองอื่น พระองค์จึงตรัสตอบว่า “เราไปที่ไหนไม่ได้หรอกอานนท์ เพราะมีแต่คนว่ากล่าวเรา” พระอานนท์จึงทูลขอให้พระพุทธองค์เสด็จไปจากกรุงโกสัมพีอีกครั้ง แต่กลับไม่เป็นผล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสอนพระอานนท์ว่า “ผู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ย่อมไม่ต่างจากช้างศึกที่สามารถทนทานต่อลูกศรที่พุ่งมาจากทิศทั้งหลายได้ ตถาคตสามารถทนต่อคำว่ากล่าวอันหยาบคายเหล่านั้นได้ อานนท์”  ดังนั้นพระบรมศาสดาจึงไม่เสด็จไปประทับที่อื่น ยังคงประทับอยู่ที่เมืองแห่งนี้ต่อไป แต่เพลิงแค้นของนางมาคันทิยายังคงลุกโชติช่วงอยู่ และนับวันยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ  ทำให้นางทำการวางเพลิงสังหารหมู่พระอัครมเหสีและบริวารอีก […]

ทำกรรมฐานให้ได้สกทาคามี ธรรมะโดย พระอาจารย์ชานนท์ ชยนนฺโท

พระ สกทาคามี ท่านพิจารณาถึงกามคุณทั้ง 5 เริ่มที่ประการแรกคือ รูป รูปมีสองชนิด รูปที่เป็นสุภะและรูปที่เป็นอสุภะ รูปที่เป็นสุภะคือรูปที่สวย รูปที่เป็นอสุภะคือรูปที่ไม่สวย มันเป็นสมมติทั้งสองสิ่งและสมมติทั้งสองสิ่งนี้ก็มีสภาวะที่ไม่เที่ยง ประการที่สอง เสียง เสียงดีและเสียงไม่ดี เสียงสรรเสริญและเสียงนินทา เสียงนินทาก็ไม่เที่ยง เสียงสรรเสริญก็ไม่เที่ยง ปราการที่สาม กลิ่น กลิ่นดีและกลิ่นไม่ดี กลิ่นหอมและกลิ่นเหม็น กลิ่นเหม็นก็ไม่เที่ยง กลิ่นหอมก็ไม่เที่ยง ประการที่สี่คือรสที่มากระทบลิ้น มีรสดีและรสไม่ดี รสดีก็ไม่เที่ยง รสไม่ดีก็ไม่เที่ยง สุดท้ายประการที่ห้า โผฏฐัพพะ หรือสัมผัสที่มากระทบในร่างกายของเรา เช่น เย็น ร้อน อ่อน แข็ง มีกระทบอยู่สองชนิด บางครั้งทำให้ร่างกายสบาย บางครั้งทำให้ร่างกายลำบาก เช่น เวลาเย็นสบายลมพัดทำให้ร่างกายเย็นสบาย แต่เวลาแดดออกทำให้ร่างกายร้อนจนป่วยได้ นี่เป็นโผฏฐัพพะที่ไม่สบาย กามคุณที่กระทบกายนั้นก็ไม่เที่ยง ธรรมารมณ์ที่เกิดขึ้นในจิตใจของเรา คือ ความพอใจ ความไม่พอใจ หรือสุข ทุกข์ที่เกิดในอารมณ์ของเราก็ไม่เที่ยง เพราะฉะนั้นให้จำหลักไว้ว่า ทุกข์ทั้งปวงนั้นเกิดขึ้นมาจากความพอใจและความไม่พอใจนั่นเอง เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้เราพิจารณาทั้งสองสิ่งนี้ และไม่ยึดทั้งสองสิ่ง เพราะทั้งสองสิ่งนั้นไม่เที่ยง เป็นอนิจจัง […]

เล่นไพ่วิถีพุทธ ธรรมะโดย พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ

มีอยู่ครั้งหนึ่ง อาตมาได้รับนิมนต์ไปฉันเพลที่บ้านของกัลยาณมิตร เมื่อฉันเสร็จ ก่อนกลับอาตมาก็มอบใบโพธิ์จากพุทธคยาให้โยม แล้วบอกว่า “ใบโพธิ์ใบนี้ไม่ใช่โพดำ ไม่ใช่โพแดงนะ แต่เป็นโพธิ์จากพุทธคยา ถ้าโยมได้ใบโพธิ์ใบนี้ไปแล้ว โยมจะไม่ตีโง่!”   (เล่นไพ่วิถีพุทธ) ที่พูดแบบนั้นก็เพราะว่า หลังจากพระกลับแล้ว โยมที่มาร่วมงานกลุ่มหนึ่งเขาจะตั้งวงเล่นไพ่กัน อาตมาเลยแนะนำ “การดูจิตในการเล่นไพ่” ให้แก่พวกเขา คราวนี้ก็คุยกันยาวเลย เขาว่ารูปนี้มาแปลก พูดแบบนี้ก็เข้าท่าสิ เพราะมีแต่พระห้ามไม่ให้เล่น แต่รูปนี้มาสอนดูจิต สอนธรรมะให้ขณะเล่นไพ่ โอ้! เขาชอบมากเลย คนที่ตั้งป้อมอะไรไว้แล้ว บางครั้งจะห้ามอย่างไรก็ไม่เกิดประโยชน์นะ ท่านเทียบเคียงกับปืนที่สับนกแล้ว หรือธนูที่ง้างแล้ว ถึงอย่างไรก็ต้องยิงไปก่อนสักหนึ่งนัด เดี๋ยวค่อยว่ากันใหม่ ไหน ๆ คนมันจะเล่นอยู่แล้ว ถ้ายิ่งห้ามก็ยิ่งขัดใจ เดี๋ยวจะเกิดปฏิฆะ ทำให้พาลพาโลกันไปเสียเปล่า ๆ ประเด็นก็คือ ถ้าจะเล่นแล้วควรเล่นแบบไหน และจะเล่นแบบมีคุณภาพได้อย่างไร…ก็เล่นแบบวิถีพุทธไงล่ะ อาตมาจึงแนะนำไป จนเขาตื่นเลยทีนี้ เข้าใจเลย เพราะในระหว่างเล่นไพ่เราจะเห็นกิเลสชัด เห็นโลภะความอยากได้ชัดเจน เวลาที่ไพ่ใบโน้นใบนี้โผล่ขึ้นมา หรือเวลาที่คนอื่นเก็บไพ่ใบที่เราอยากได้ไปก็เห็นโทสะความโกรธชัดเจน แม้แต่โมหะความหลงก็ค่อย ๆ เห็นไปได้เช่นกัน แรก ๆ ตัวดูตัวรู้ยังมีกำลังอ่อน ส่วนกิเลสมีกำลังแก่กล้า […]

อภัยราชกุมาร : เจ้าชายผู้ได้พบกับวิธีระงับความเศร้า

อภัยราชกุมาร : เจ้าชายผู้ได้พบกับวิธีระงับความเศร้า ครั้งพระเจ้าพิมพิสารทรงมีบัญชาให้พระโอรสมีพระนามว่า ” อภัยราชกุมาร ” ไปทำสงครามในปัจจันทชนบท (เมืองชายแดน) ของแคว้นมคธ ปรากฎว่าเจ้าชายอภัยทรงชนะสงคราม พระเจ้าพิมพิสารประทานรางวัลแก่พระโอรสเป็นนางรำนางหนึ่งที่มีความชำนาญในการร่ายรำที่สุดในกรุงราชคฤห์ ซึ่งเป็นนางรำของสันตติมหาอำมาตย์ให้นางร่ายรำถวายอภัยราชกุมารเป็นเวลา 7 วัน อภัยราชกุมารหลงใหลในนางรำนางนี้มาก และมีความสุขกับการทอดพระเนตรระบำรำฟ้อนเป็นเวลา 7 วันเต็ม โดยไม่ออกไหนนอกพระตำหนัก งานราชการก็ไม่ทรงทำ พระองค์ทรงสำราญกับการร่ายรำของนาง จนถึงวันที่ 8 พระองค์จึงเสด็จไปสรงน้ำที่แม่น้ำ หลังจากพระองค์ทรงอาภรณ์อย่างงดงามหมายจะได้ชมการร่ายรำของนางรำนางนั้นอีกครั้ง ขณะที่นางรำกำลังร่ายรำ อยู่ ๆ ก็สิ้นล้มลงต่อหน้าธารกำนัลที่ชมการแสดงของนาง ทำให้เจ้าชายโทมนัสเป็นอย่างยิ่ง เหมือนพลาดจากของอันที่เป็นรักไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ เมื่อเจ้าชายทรงมีพระสติจึงระลึกได้ว่า ผู้เดียวที่สามารถช่วยเหลือให้พระองค์หายจากความเศร้านี้ได้มีเพียงพระผู้มีพระภาคเจ้าเพียงพระองค์เดียว พระองค์เสด็จไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าที่พระเวฬุวันทันที และตรัสทูลพระพุทธองค์ว่า “ขอพระองค์โปรดช่วยดับความเศร้าของหม่อมฉันด้วยเถิดพระเจ้าข้า” พระบรมศาสดาตรัสขึ้นว่า “เจ้าชาย ปริมาณของหยาดน้ำพระเนตรของพระองค์ที่ทรงเสียให้กับสตรีนางนั้น เป็นปกติของสัตว์ที่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏที่หาที่สิ้นสุดไม่ได้” หลังจากนั้นเจ้าชายทรงคลายความเศร้าลงได้ประมาณหนึ่ง พระพุทธองค์ตรัสต่อว่า “เจ้าชาย อย่าได้โศกเศร้าไปเลย เพราะความเศร้านั้นเป็นสิ่งที่ผู้ที่จมปลักอยู่ในความไม่รู้  (อวิชชา) เท่านั้นที่ยังทำอยู่” อภัยราชกุมารสดับดังนั้นก็ทรงคลายความเศร้า เพราะมันเป็นเรื่องธรรมดาของปุถุชนที่จะมีความรู้สึก แล้วทรงเข้าพระทัยแล้วว่าการเศร้าโศกเสียใจไปก็ไม่มีประโยชน์ ความเศร้าของพระองค์ได้ระงับลงแล้วด้วยคำตรัสของพระพุทธองค์ จากนั้นเจ้าชายทรงสำเร็จเป็นพระโสดาบันทันที     […]

เมื่อความหลงปลงชีวิตคน โดย พระมหาสุภา ชิโนรโส (ส. ชิโนรส)

ความหลง คือ การขาดสติปัญญาพิจารณาหาเหตุผลและการหลงเชื่อข้อมูลข่าวสารที่ผิดเพี้ยนและบิดเบือน เมื่อมนุษย์ถูกความลุ่มหลงเข้าครอบงำบงการชีวิต เขาจะไม่รับรู้เหตุรู้ผล แยกแยะไม่ออกว่าอะไรผิดอะไรถูก มองเห็นกงจักรเป็นดอกบัว มองไม่เห็นมหันตภัยจากการกระทำของตัวเอง พฤติกรรมที่แสดงออกภายใต้อิทธิพลของความหลงย่อมนำความวิบัติมาสู่ชีวิตได้อย่างไม่คาดฝัน การหลงมัวเมาในกิน – กาม – เกียรติ หรือภาษาพระเรียกว่า “กาม” ถือเป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งสำหรับการตายของมนุษย์ พระพุทธองค์ได้ตรัสผลร้ายหลายประการของการหลงมัวเมาในการกิน – กาม – เกียรติไว้ในมหาทุกขักขันธสูตร เช่น ก่อการทะเลาะวิวาท สร้างความขัดแย้งแตกแยก ทำให้เกิดศึกสงคราม จูงใจมนุษย์ให้ทำชั่วจนได้รับโทษทัณฑ์ถึงชีวิต เมื่อมองสังคมมนุษย์ปัจจุบันจะเห็นได้ชัดว่า สิ่งที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ไม่ผิดนัก มนุษย์ส่วนใหญ่ในสังคมปัจจุบันต่างหลงเชื่อว่า “กิน – กาม – เกียรติเท่านั้นคือเป้าหมายสูงสุดในชีวิต ไม่มีสิ่งอื่นใดที่จะดีวิเศษไปกว่านี้” มนุษย์จึงไม่คำนึงถึงความถูกต้องชอบธรรม ใช้เล่ห์เพทุบายต่าง ๆ กระโจนเข้าแย่งชิงเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งเหล่านี้ ความเครียด ความขัดแย้ง และการฆ่าฟันกันและกัน เพราะแย่งชิงกิน – กาม – เกียรติจึงเป็นสิ่งที่เห็นกันอยู่ดาษดื่น แม้บางคนอาจจะแย้งว่า “กิน – กาม – เกียรติ” ไม่ใช่สาเหตุทั้งหมดที่ทำให้มนุษย์ก่อความขัดแย้งและฆ่าฟันกันและกัน […]

นางกาณา สตรีผู้ด่าพระภิกษุ แต่ได้เป็นพระธิดาบุญธรรมของพระราชา

นาง กาณา สตรีผู้ด่าพระภิกษุ แต่ได้เป็นพระธิดาบุญธรรมของพระราชา ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเชตวัน ได้เกิดเหตุการณ์ขึ้นกับสตรีนางหนึ่งที่มีชื่อว่า “ กาณา ” นางเกิดในครอบครัวที่อุปถัมภ์พระพุทธศาสนา ทำให้นางกลายเป็นคนที่ชอบทำบุญสุนทานมาตั้งแต่เด็กจนกระทั่งนางได้แต่งงานเข้าไปอยู่ในตระกูลของสามี มารดาของนางได้ทำขนมถั่วแล้วส่งมาให้ นางจึงเก็บขนมถั่วนี้ไว้ใส่บาตรในวันรุ่งขึ้น เมื่อพระภิกษุบิณฑบาตผ่านหน้าเรือน นางกาณาได้ลงมาใส่บาตร ขณะที่นางกำลังกล่าวคำจบของใส่บาตรอยู่นั่นเอง สามีขางนางพาเมียน้อยเข้ามาอยู้ในบ้าน ทำให้นางกาณาเกิดความโมโหจึงดุด่าพระภิกษุไปโดยไม่ได้ตั้งใจ ทำให้ไม่มีพระภิกษุรูปใดกล้าบิณฑบาตผ่านเรือนของนางอีกเลย ส่วนนางกาณาเองก็ย้ายกลับไปอยู่เรือนของมารดาดังเดิม พระพุทธองค์ทรงทราบด้วยพระญาณจึงเสด็จไปเรือนมารดาของนางกาณา เมื่อพระพุทธองค์มาถึง มารดาได้จัดเตรียมอาสนะอย่างดีมารับรองพระผู้มีพระภาคเจ้า พร้อมกับถวายข้าวยาคูแด่พระองค์ พระพุทธองค์ตรัสถามถึงนางกาณาว่าเวลานี้อยู่ที่ไหน มารดาจึงชี้ไปยังที่นางกาณายืนอยู่ ซึ่งนางกำลังร้องไห้ พระพุทธองค์ตรัสขึ้นว่า “กาณาร้องไห้ทำไม” มารดาตอบว่า “ลูกสาวจของดิฉันเสียใจที่ได้ด่าพระสาวกของพระองค์ เจ้าข้า” พระพุทธองค์ตรัสว่า “สาวกของเราทำผิดอะไรหรือกาณา”     นางกาณาได้ยินดังนั้นก็เข้ามากราบพระบาทพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วตอบว่า “พระสาวกของพระองค์ไม่มีความผิด มีเพียงดิฉันเท่านั้นที่ผิด เจ้าข้า” จากนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสเรื่องบุพกรรมของนางกาณา เมื่อนางได้ฟังก็บรรลุเป็นพระโสดาบัน จากนั้นพระบรมศาสดาเสด็จกลับพระเชตวัน พระเจ้าปเสนทิโกศลทอดพระเนตรเห็นพระพุทธองค์พอดีจึงเข้าทูลถามพระบรมศาสดาว่าพระองค์เสด็จมาจากที่ใด พระพุทธเจ้าตรัสเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่เรือนของมารดานางกาณาให้พระเจ้าปเสนทิโกศลสดับ พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงอยากทราบว่านางกาณาเป็นพระโสดาบันจริงหรือไม่ จึงทดสอบนางโดยการเชิญนางเข้าวัง แล้วแต่งตั้งให้นางเป็นพระธิดาบุญธรรม พระองค์ทรงบำรุงนางด้วยสมบัติต่าง ๆ นานา แล้วยังมอบหมายให้มหาอำมาตย์คนหนึ่งเป็นผู้รับเลี้ยงนางแทนพระองค์ […]

สามลัทธิที่ขัดต่อหลักกรรมในพระพุทธศาสนา โดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต)

พระพุทธองค์ตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะมีทิฏฐิอย่างนี้ว่า สุขก็ดี ทุกข์ก็ดี อย่างหนึ่งอย่างใดที่ได้เสวย ทั้งหมดนั้นเป็นเพราะกรรมที่ตัวทำไว้ในปางก่อน โดยนัยดังนี้ เพราะกรรมเก่าหมดสิ้นไปด้วยตบะ ไม่ทำกรรมใหม่ ก็จะไม่ถูกบังคับอีกต่อไป เพราะไม่ถูกบังคับต่อไปก็สิ้นกรรม เพราะสิ้นกรรมก็สิ้นทุกข์ เพราะสิ้นทุกข์ก็สิ้นเวทนา เพราะสิ้นเวทนาก็เป็นอันสลัดทุกข์ได้หมดสิ้น ภิกษุทั้งหลาย พวกนิครนถ์มีวาทะอย่างนี้ อันนี้มาในเทวทหสูตร พระไตรปิฎกเล่ม 14 มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ พุทธพจน์ที่ยกมาอ้างนี้แสดงลัทธินิครนถ์หรือศาสดามหาวีระ นิครนถนาฏบุตร ที่เราเรียกกันทั่วไปว่าศาสนาเชน ศาสนาเชนนี้นับถือคำสอนเรื่องกรรมเก่า เรียกเต็มว่าปุพเพกตเหตุวาท เรียกสั้น ๆ ว่าปุพเพกตวาท เมื่อพูดถึงเรื่องนี้แล้วก็เลยอยากจะพูดถึงลัทธิที่จะต้องแยกออกจากหลักกรรมให้ครบทั้งหมด ขอให้กำหนดไว้ในใจทีเดียวว่า เราจะต้องแยกหลักกรรมของเราออกจากลัทธิที่เกี่ยวกับการได้รับสุข – ทุกข์ของมนุษย์ 3 ลัทธิ ในสมัยพุทธกาลมีคำสอนสำคัญอยู่ 3 ลัทธิที่กล่าวถึงทุกข์ – สุขที่เราได้รับอยู่ในขณะนี้ แม้กระทั่งถึงปัจจุบันนี้ลัทธิศาสนาทั้งหมดเท่าที่มีก็สรุปลงได้เท่านี้ ไม่มีพ้นออกไป พระพุทธเจ้าเคยตรัสถึงลัทธิเหล่านี้และทรงแยกว่าคำสอนของพระองค์ไม่ใช่คำสอนอย่างลัทธิเหล่านี้ ลัทธิเหล่านั้นเป็นคำสอนประเภทอกิริยา คือหลักคำสอนหรือทัศนะแบบที่ทำให้ไม่เกิดการกระทำ เป็นมิจฉาทิฏฐิอย่างร้ายแรง อาตมภาพจะอ่านลัทธิมิจฉาทิฏฐิ 3 ลัทธินี้ตามนัยพุทธพจน์ที่มาในอังคุตตรนิกาย ติกนิบาตร พระสุตตันตปิฎก ในพระไตรปิฎกบาลีเล่ม 20 […]

อย่าดูหมิ่นว่าเป็นการทำบุญที่เล็กน้อย

อย่าดูหมิ่นว่าเป็น การทำบุญ ที่เล็กน้อย ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน ในกรุงสาวัตถี อันเป็นอารามที่อนาถบิณฑิกเศรษฐีสร้างถวายไว้ในพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมเรื่อง การทำบุญ และอานิสงส์ที่ส่งผลให้ผู้ทำทานได้สมบัติ 2 ประการ คือ โภคสมบัติ และบริวารสมบัติ พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมเรื่องนี้ไว้ว่า “อุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย คนที่ทำทานแล้วไม่ชักชวนผู้อื่นให้ทำทาน ย่อมได้โภคสมบัติเพียงอย่างเดียว บางคนไม่ยอมทำทาน และไม่ชักชวนผู้อื่นให้ทำทาน เขาย่อมไม่ได้สมบัติอะไรเลย ชาติต่อไปจะเกิดเป็นขอทาน เที่ยวขอเศษอาหารจากผู้อื่นกินประทังชีวิต แต่หากเป็นคนที่ทำทาน และชักชวนผู้อื่นให้ทำทาน สมบัติทั้งสอง (โภคสมบัติและบริวารสมบัติ) ย่อมเกิดขึ้นแก่คนผู้นั้น”  (สามารถศึกษาเรื่องกรรมที่ทำให้เกิดเป็นขอทานได้ที่ >>> อานนทเศรษฐี คนรวยผู้กลับชาติมา เกิดเป็นขอทาน) ในบรรดาสาธุชนที่กำลังฟังธรรมอยู่นั้น ชายหนุ่มคนหนึ่งเกิดปรารถนาอยากได้ซึ่งโภคสมบัติและบริวารสมบัติอย่างแรงกล้า จึงทูลนิมนต์พระบรมศาสดาและพระภิกษุทั้งหมดในพระเชตวันไปฉันภัตตาหารที่บ้านของตนในวันพรุ่งนี้ พระพุทธองค์ทรงรับนิมนต์ เพราะทรงทราบว่าชายหนุ่มผู้นี้ได้เข้าใจในคำสอนของพระองค์ ชายหนุ่มได้ชักชวนให้ชาวเมืองมาร่วมถวายภัตตาหารพระพุทธเจ้าและพระสาวกที่บ้านตนในวันพรุ่งนี้ หรือจะฝากวัตถุทานให้ตนเป็นตัวแทนถวายให้ก็ได้ เศรษฐีคนหนึ่งได้ยินเสียงชายหนุ่มเชิญชวนคนให้ไปทำบุญที่บ้านของตน ก็บังเกิดความเกลียดชังชายหนุ่มว่าเป็นคนที่ไม่ประมาณตน เขาไม่ได้เป็นคนร่ำรวยอะไรเลย แต่ทำไมถึงกล้านิมนต์พระผู้มีพระภาคเจ้า และพระภิกษุทั้งหมดมาฉันภัตตาหารที่บ้าน เมื่อชายหนุ่มเดินผ่านหน้าร้านของเศรษฐี เศรษฐีร้องขอให้เขาหยุด แล้วตนก็หยิบข้าวสาร ถั่วเขียว ธัญพืช น้ำอ้อย ข้าวยาคู อย่างละหยิบมือใส่ในภาชนะแล้วมอบให้กับชายหนุ่ม […]

บุพกรรมของพระอรหันต์ สำเร็จมรรคผลแต่หนีกฎแห่งกรรมไม่พ้น

บุพกรรม ของพระอรหันต์ สำเร็จมรรคผลแต่หนีกฎแห่งกรรมไม่พ้น บุพกรรม หมายถึงกรรมหรือการกระทำที่ได้ทำมานานมากแล้ว อาจหมายถึงสิ่งที่เคยทำไว้เมื่อในอดีตชาติ ดังเรื่องของพระอรหันต์รูปหนึ่งที่ได้สร้างบุพกรรมที่ไม่ดี แม้ท่านจะเป็นบรรลุธรรมแล้วก็ตาม แต่ยังไม่สามารถหนีกฎแห่งกรรมพ้น ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน ได้ตรัสถึงเรื่องบุพกรรมของพระอรหันต์รูปหนึ่งว่า พระภิกษุผู้สำเร็จมรรคผลแล้ว เป็นผู้ที่ได้รับการยกย่องจากพระบรมศาสดาว่าเป็นผู้มีฤทธิ์ มาก ได้ทราบด้วยญาณว่าวิบากกรรมในอดีตชาติจะตามมาทันในวันนี้ ตนจะชดใช้ผลกรรมที่ได้ก่อขึ้นไว้ เหล่าเดียรถีย์ที่เสียลาภสักการะ เพราะประชาชนหันไปเลื่อมใสในคำสอนของพระพุทธเจ้ากันเป็นจำนวนมาก ก็คิดจะโจมตีพระสาวกของพระบรมศาสดา จึงจ้างโจรลงมือทำร้ายพระเถระรูปหนึ่งจนปานตาย แต่หารู้ไหมว่าพระเถระรูปนั้นเป็นพระอรหันต์ ผู้ที่ทำร้ายพระอรหันต์ย่อมได้รับผลกรรมหนัก (ครุกรรม) คือตกอเวจีมหานรก บุพกรรมที่พระเถระรูปนี้ก่อไว้คือ เมื่อครั้งพระเถระเกิดเป็นบุตรชายที่มีบิดามารดาแก่ชราภาพมาก เมื่อเติบใหญ่ก็หลงใหลภรรยาสาว นางพูดอะไรตนก็เชื่อฟังหมด นางเป่าหูให้ฆ่าบิดามารดาเสีย เขาเชื่อจึงพาบิดามารดานั่งเกวียนไปยังที่แห่งหนึ่ง เขาดำเนินตามแผนไว้จึงกล่าวว่ามีโจรซุมอยู่ เมื่อลูกชายลงจากเกวียนก็แสดงทำเป็นว่าโจรบุกมา บิดามารดาคิดว่าเป็นโจรบุกจริงจึงตะโกนบอกให้บุตรชายหนีไป บุตรชายที่ปลอมตัวเป็นโจรก็ทุบตีบิดามารดาจนเสียชีวิต การทุบตีบุพการีจนกระดูกแตกละเอียด ทำให้บิดามารดาตายอย่างน่าเวทนาได้ย้อนกลับไปหาพระอรหันต์รูปแล้ว ท่านเข้าใจดีว่าไม่มีใครหนีผลกรรมที่ก่อไว้พ้นได้ ท่านจึงยินดียอมรับโทษทัณฑ์ หลังจากนั้นพระเถระก็ประสานกระดูกด้วยฤทธิ์แล้วเหาะไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อทูลลาปรินิพพาน พระอรหันต์รูปนี้ก็คือ พระมหาโมคคัลลานะนั่นเอง นอกจากพระมหาโมคคัลลานะแล้วยังมีพระองคุลิมาลเถระอีกรูปที่ได้รับเคราะห์กรรมหนัก ในขณะที่กำลังศึกษาธรรมเพื่อไปสู่ความหลุดพ้น เพราะตนได้สังหารให้ครบหนึ่งพ้นคน แต่สุดท้ายพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบด้วยพระญาณว่า โจรที่มีนิ้วมือรอยเป็นสร้อยคอนั้นมีกุศลที่บำเพ็ญมาระดับหนึ่ง สามารถสำเร็จเป็นพระอริยบุคคลได้จึงเสด็จมาโปรดองคุลิมาลจนสุดท้ายก็กลับใจเข้าสู่ทางธรรม และสำเร็จเป็นพระอรหันต์ในที่สุด พระองคุลิมาลได้รับทุกขเวทนาจากการถูกชาวบ้านรังเกียจ และการถูกทำร้ายร่างกายต่าง ๆ นานา แต่พระบรมศาสดาทรงสอนว่า […]

“แม้ข้าวเพียงทัพพีเดียวก็เป็นบุญ” พระพุทธเจ้าสอนญาติพระสารีบุตรเรื่องการทำบุญ

“แม้ข้าวเพียงทัพพีเดียวก็เป็นบุญ” พระพุทธเจ้าสอนญาติ พระสารีบุตร เรื่องการทำบุญ ครั้งพระบรมศาสดาประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน ในกรุงราชคฤห์ พระสารีบุตร พระอัครสาวกผู้เป็นยอดในด้านเป็นผู้มีปัญญามากได้พำนักอยู่ ณ อารามแห่งนี้ด้วย พระสารีบุตรมาจากตระกูลพราหมณ์ ทั้งยังเป็นผู้สนใจศึกษาสัจธรรม และปรารถนาแสวงหาความหลุดพ้น จึงชักชวนเพื่อนสนิทคือพระมหาโมคคัลลานะสละเรือนออกบวชในสำนักสัญชัยเวลัฏฐบุตร เมื่อท่านได้พบกับพระอัสสชิแล้วเกิดความเลื่อมใสจึงเข้ามาบวชเป็นพระภิกษุในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมกับพระมหาโมคคัลลานะ เมื่อพระสารีบุตรบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์แล้ว ญาติผู้มีศักดิ์เป็นลุงได้แวะมาเยี่ยมท่านยังพระเวฬุวัน พระสารีบุตรก็ได้ถามไถ่ญาติว่า “ท่านพราหมณ์ ท่านได้ประกอบกุศลอะไรบ้าง” “ทำสิขอรับพระคุณเจ้า กระผมทำทานทุกเดือนเลยขอรับ” “ดีแล้ว ท่านพราหมณ์ได้ให้ทานแก่ผู้ใด” “นักบวชนิครนถ์ขอรับพระคุณเจ้า” “การทำทานของท่าน หวังอานิสงส์อย่างไร” “กระผมหวังได้อุบัติในพรหมโลกขอรับพระคุณเจ้า” “แต่การทำทานแก่นิครนถ์ใช่หนทางที่จะพาท่านไปสู่พรหมโลกหรือ” “อาจารย์ของกระผมสอนมาอย่างนี้ขอรับ” “อาจารย์ของท่านพราหมณ์ไม่รู้หนทางที่จะไปสู่พรหมโลกหรอก พระศาสดาของเราทรงรู้ และเราจะพาท่านไปพบพระองค์” พระสารีบุตรได้พาญาติไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า พระสารีบุตรได้ทูลเรื่องราวทั้งหมดถวายพระผู้มีพระภาคเจ้า และทูลขอให้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงหนทางที่นำไปสู่พรหมโลกแก่ญาติของตน พระบรมศาสดาตรัสขึ้นว่า “ท่านทราบมาดังนี้หรือท่านพราหมณ์” “ใช่แล้วขอรับพระสมณโคดมผู้เจริญ” “การจ้องมองจริยวัตรอันดีงามแห่งสาวกของเราแล้วเกิดปีติเพียงชั่วครู่เดียว หรือการตักข้าวเพียงหนึ่งทัพพีให้แก่สาวกของเรามีอานิสงส์มากกว่าทานที่ท่านพราหมณ์ทำเสียอีก”   ที่มา : อรรถกถา ธรรมบท เรื่องพราหมณ์ผู้เป็นลุงของพระสารีบุตรเถระ ภาพ : https://pixabay.com บทความน่าสนใจ พระสารีบุตร พระอรหันต์ผู้ […]

รู้จัก “ให้” สุขใจกว่ารู้จัก “รับ” ธรรมะโดย พระมหาสุภา ชิโนรโส (ส. ชิโนรส)

เคยคุยกับพระรูปหนึ่ง ท่านเป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ท่านบอกว่า แต่ก่อนนิสัยท่านไม่ดีอย่างหนึ่ง  คือ มักอิจฉาคน เห็นคนอื่นดีกว่าตัวเองจะรู้สึกหมั่นไส้ อิจฉาตาร้อน แต่ไม่ถึงกับลงมือทำอะไรให้เขาได้รับความเดือดร้อน ตัวท่านเองมักจะรู้สึกกระวนกระวายใจ จิตใจไม่สงบเมื่อเกิดความอิจฉา (รู้จัก “ให้”) ท่านรู้ว่าการอิจฉาคนอื่นไม่ดี มีแต่ทำจิตใจให้เร่าร้อนวุ่นวาย พระพุทธองค์ทรงตำหนิ แต่ก็ไม่รู้จะจัดการกับความอิจฉาของตัวเองได้อย่างไร พยายามคิดถึงผลร้ายของความอิจฉาก็ไร้ผล ความรู้สึกอิจฉายังคงลอยนวลอยู่ในใจ วันหนึ่งท่านจึงลองวิธีใหม่ หนามยอกเอาหนามบ่ง ท่านรู้ว่าความอิจฉาเกิดจากการไม่อยากเห็นคนอื่นดีกว่าตัวเอง ท่านจึงทำสิ่งตรงกันข้าม คือ หาสิ่งของไปให้แก่คนที่ท่านอิจฉา ต้องเป็นสิ่งของที่เขาชอบ หรือทำให้เขามีความสุขมากขึ้น ท่านบอกว่า ขณะที่ให้สิ่งของแก่คนที่ท่านอิจฉาไป จิตใจท่านพลันเกิดความสดชื่นเบิกบาน มีความเอิบอิ่มอย่างบอกไม่ถูก จิตใจสงบเยือกเย็นลง ความคิดอิจฉาริษยาที่เคยมีหายไปทันที ไม่กลับมารบกวนจิตใจท่านอีกเลย การให้จึงเป็นแนวทางหนึ่งในการทำจิตใจให้สงบ เพราะขณะที่ให้ เท่ากับเพิ่มความสำคัญให้แก่คนอื่น ความสำคัญเกี่ยวกับตัวเองจะน้อยลง พลันที่ความสำคัญเกี่ยวกับตัวตนลดลง จิตใจก็จะเปิดกว้างเบิกบานแจ่มใส จิตจะสงบลงอย่างอัตโนมัติ การปฏิบัติตามแนวนี้ ผู้ปฏิบัติควรคำนึงถึงองค์ประกอบ 3 ประการในการให้ ดังนี้ 1. ผู้รับดี ผู้รับมีผลอย่างสูงต่อจิตใจผู้ให้ หากผู้ให้รู้ว่าผู้รับเพียบพร้อมด้วยศีล สมาธิ และปัญญา จิตใจผู้ให้ก็จะมีความเอิบอิ่มมีความสุข และสงบได้อย่างรวดเร็ว เพราะมีความภูมิใจว่าการให้แก่คนที่มีศีล […]

การเติมบุญโดยไม่ต้องใช้เงิน ธรรมะโดย หลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรํสี (ส.เขมรังสี)

การเติมบุญ ใช่ว่าจะต้องจ่ายทรัพย์เท่านั้น การให้ทาน การให้อภัย ให้ธรรมะ สนทนาธรรมะ รักษาศีล 5 ศีล 8 ก็เป็น การเติมบุญ พยายามที่จะเจริญภาวนา หายใจเข้ารู้ หายใจออกรู้ เจริญสติปัฏฐาน ระลึกรู้กายเนือง ๆ เวทนาเนือง ๆ จิตเนือง ๆ ธรรมในธรรมเนือง ๆ เรียกว่าต้องเจริญสติปัฏฐาน เจริญสัมมัปปธาน 4 ต้องเพียร เพียรในการละบาป วันนี้บาปเกิดขึ้นในใจเรา โกรธบ้าง โลภบ้าง ก็เพียรที่จะละออกไป เพียรมากก็ละออกไปได้มาก แล้วก็เพียรระวังไว้อย่าให้บาปมันกลับมาเกิดขึ้นอีก เพียรให้เกิดกุศล สติ สมาธิ ปัญญา พอเกิดสติขึ้นมาก็เพียรรักษาไว้ให้มันเจริญไว้ ต้องมีอิทธิบาท ฉันทะ พอใจในการปฏิบัติธรรม ถ้าเราไม่มีฉันทะ ปฏิบัติไปก็ง่วง ปฏิบัติไปก็เบื่อหน่าย ท้อแท้ ท้อถอย เพราะฉะนั้นเราต้องสร้างฉันทะให้เห็นว่าการปฏิบัติเป็นเรื่องดี นั่งกรรมฐาน เจริญภาวนา เจริญสติ เพียรปฏิบัติ เดินจงกรม เป็นเรื่องดี […]

บรรลุธรรมทั้งครอบครัว เรื่องเล่าจากพระเชตวัน

บรรลุธรรมทั้งครอบครัว เรื่องเล่าจาก พระเชตวัน ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่  ณ พระเชตวัน ในกรุงสาวัตถี  มีอุบาสกคนหนึ่งทราบถึงคุณอันประเสริฐของพระสมณโคดมจึงเข้าไปฟังธรรม เพราะอยากทราบว่าจะเป็นจริงตามที่ล่ำลือกันหรือไม่ หลังจากเขาได้ฟังธรรมก็เกิดอยากบวชเป็นพระภิกษุในสำนักของพระพุทธเจ้า เมื่อกลับมาถึงเรือนจึงบอกกับภรรยาว่าตนจะบวช เมื่อภรรยาสาวได้ยินก็ขอร้องว่า “ตอนนี้น้องกำลังท้อง ขอให้พี่อยู่กับน้องจนกว่าลูกโตได้ไหม” อุบาสกยอมอยู่กับภรรยาสาวจนกระทั่งลูกชายเดินได้ จากนั้นเขาอำลาภรรยาแล้วเดินทางไปสู่พระเชตวัน เมื่ออุบาสกผู้นี้ได้บวชเป็นพระภิกษุแล้วก็มุ่งมั่นปฏิบัติกรรมฐานตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอน จนสำเร็จเป็นพระอรหันต์ เมื่อเขาได้เห็นคุณแห่งการเป็นพระอริยบุคคล จะทำให้ผู้นั้นไม่ห่างไกลจากพระนิพพานอย่างแน่นอน จึงอยากให้ภรรยาและลูกชายได้พ้นทุกข์ด้วย จึงตัดสินใจเดินทางกลับไปยังเรือนที่ตนจากมา     พระอรหันต์ได้แสดงธรรมโปรดลูกชาย ลูกชายก็อยากบวชขอมารดาออกบวชตามอย่างบิดา เมื่อได้บวชเป็นพระภิกษุ และศึกษาธรรมอย่างมุ่นมั่นไม่นานนักก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ ฝ่ายมารดาที่ยังอยู่ทางโลกเมื่อทราบว่าพระลูกชายสำเร็จมรรคผล นางจึงตัดสินใจสละเรือนออกบวชในสำนักของภิกษุณี ซึ่งไม่นานนางก็สำเร็จเป็นพระอรหันต์เช่นกัน เรื่องนี้ทราบไปทั่วในพระเชตวัน ทำให้เหล่าพระภิกษุสนทนาถึงเรื่องของครอบครัวที่บรรลุเป็นพระอรหันต์กันทั้งบ้าน พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จผ่านมาก็ทรงถามว่าพวกเธอสนทนากันด้วยเรื่องอะไรกัน ภิกษุทั้งหลายจึงตอบว่า กำลังสรรเสริญครอบครัวหนึ่งที่บิดา มารดา และบุตรชายได้เข้ามาบวชในสำนักของพระองค์และสำเร็จเป็นพระอรหันต์กันทั้งหมด พระพุทธองค์จึงตรัสขึ้นว่า  “ภิกษุทั้งหลาย เป็นธรรมดาว่าบัณฑิตไม่พึงปรารถนาความสำเร็จเพราะเหตุแห่งตน (และ) ไม่พึงปรารถนาความสำเร็จเพราะเหตุแห่งคนอื่น แต่พึงเป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรม มีธรรมเป็นที่พึ่งโดยแท้”   ที่มา : อรรถกถา ธรรมบท เรื่อง เรื่องพระเถระผู้ตั้งอยู่ในธรรม ภาพ : https://pixabay.com […]

“อนัตตา” สภาวธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า เราทั้งหลายไม่ควรยึดติด

” อนัตตา ” สภาวธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า เราทั้งหลายไม่ควรยึดติด พระพุทธเจ้าทรงสอนว่าไม่มีสิ่งใดหนีพ้นไปจากไตรลักษณ์ได้ หมายความว่าทุกสิ่งล้วนตกอยู่ในสามัญลักษณะ 3 ประการ ได้แก่ อนิจจัง ทุกขัง และ อนัตตา พระพุทธเจ้าทรงสอนเรื่องนี้เป็นครั้งแรกแก่ปัญจวัคคีย์ หลายท่านอาจสงสัยว่า พระพุทธเจ้าทรงสอนเรื่องธัมมจักกัปปวัตนสูตรแก่ปัญจวัคคีย์มิใช่หรือ โกณฑัญญะยังเกิดมีดวงตาเห็นธรรม และบวชเป็นพระภิกษุในที่สุดเลย ขอรับรองว่าข้อมูลเหล่านี้ถูกจริง แต่ตั้งข้อสังเกตบ้างไหมว่า ธัมมจักกัปปวัตนสูตรกล่าวเพียงว่าโกณฑัญญะบรรลุธรรม แล้วปัญจวัคคีย์ที่เหลือจะบรรลุธรรมตอนไหน ซึ่งคำตอบมีอยู่ใน “อนัตตลักขณสูตร” พระพุทธเจ้าตรัสเรื่องขันธ์ 5 เป็นอนัตตา (ขันธ์ 5 อันประกอบด้วย รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ) คำสอนนี้ทำให้ปัญวัคคีย์ที่เหลือบรรลุธรรม ทำไมพระองค์จึงตรัสเช่นนั้น สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต) แสดงความหมายของอนัตตาไว้ว่า “ไม่ใช่อัตตา ไม่ใช่ตัวตน” หมายความว่า อนัตตา เป็นสิ่งตรงข้ามกับคำว่า “อัตตา” ซึ่งหมายถึง ตัวตน หรือที่ท่านพุทธทาสภิกขุมักเรียกว่า “ตัวกูของกู” อนัตตาจึงหมายถึง “ไม่ใช่สิ่งที่เป็นของเรา”  สุนทร ณ […]

5 หลักธรรมที่ภรรยาควรมีไว้ผูกใจสามี

แม่บ้านดีผูกใจสามีได้ และทำให้ทั้งบ้านร่มเย็น ธรรมะโดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) ในสมัยพุทธกาล พระบรมศาสดาเคยทรงได้รับอาราธนาจากคฤหบดีท่านหนึ่งให้ทรงประทานโอวาทแก่กุมารีที่จะแยกครอบครัวไปอยู่ในตระกูลสามี ครั้งนั้นพระองค์ได้ตรัสสอนกุมารีเหล่านั้นให้ประพฤติปฏิบัติตามหลักธรรมสำหรับแม่บ้านหลายประการ หลักธรรมที่ทรงประทานครั้งนั้น พระองค์ตรัสให้เหมาะสมกับสภาพสังคมของชมพูทวีปยุคพุทธกาล ที่ฝ่ายพ่อบ้านเป็นผู้ประกอบอาชีพหาเลี้ยงครอบครัว จึงเป็นหลักธรรมที่ใช้ได้อย่างดีในสังคมไทยแบบเดิม ซึ่งมีลักษณะการแบ่งงานในครอบครัวอย่างเดียวกัน บัดนี้ แม้สังคมจะผันแปรไปตามกาลสมัย สตรีผู้ฉลาดก็สามารถยึดถือสาระจากหลักธรรมเหล่านั้น นำมาประพฤติปฏิบัติให้เป็นประโยชน์แก่ชีวิตครอบครัวได้เป็นอย่างดี ยิ่งกว่านั้น แม้ในสมัยปัจจุบันที่สภาพและระบบการต่าง ๆ ในสังคมเปลี่ยนแปลงไปมากแล้วนี่เอง ก็ยังอาจกล่าวยืนยันได้ว่าในครอบครัวที่ภริยายึดถือปฏิบัติเคร่งครัดตามหลักธรรมเหล่านี้ นับว่ามีปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่จะยึดเหนี่ยวค้ำจุนชีวิตครอบครัวไว้ให้มีความสุข ความราบรื่น มั่นคงด้วยดี และความประพฤติเช่นนี้จะไม่เป็นเหตุให้เกิดความเสื่อมเสียหายแก่ชีวิตครอบครัวแต่ประการใด ในพุทธโอวาทครั้งนั้นทรงแสดงหลักธรรมสำหรับภรรยา 5 ข้อ ซึ่งมีใจความดังนี้ ข้อที่ 1 พึงเป็นผู้ตื่นก่อนนอนทีหลัง เอาใจใส่คอยฟังว่าจะมีอะไรให้ช่วยทำ ประพฤติแต่สิ่งที่ถูกใจ พูดคำไพเราะน่ารัก คือรู้จักปรนนิบัติ ถนอมน้ำใจ ข้อที่ 2 คนเหล่าใดเป็นที่เคารพนับถือของสามี เช่น บิดามารดา ครูอาจารย์ของสามี เป็นต้น ก็แสดงความเคารพนับถือด้วย เอาใจใส่ปฏิสันถารท่านเหล่านั้นเป็นอันดี ข้อที่ 3 เป็นผู้ขยัน เอาใจใส่ในงานบ้านทุกอย่าง เช่น งานเกี่ยวกับเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม เป็นต้น […]

“อายุ วรรณะ สุขะ พละ…ก็ใช่ว่าจะไม่ทุกข์” ธรรมะโดย พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล

ทั้งที่นิพพานเป็นอุดมคติของชาวพุทธ แต่ชาวพุทธจำนวนมากก็ละทิ้งอุดมคตินี้ไป หวังแต่ประโยชน์เฉพาะหน้า หวังแต่ความสุขในชีวิตนี้ ซึ่งไม่ได้เป็นหลักประกันที่ยั่งยืนเลย มีอายุ วรรณะ สุขะ พละ ก็ใช่ว่าจะไม่ทุกข์ อายุร้อยปีก็ยังทุกข์ ทุกข์เพราะลูก ทุกข์เพราะหลาน ร่ำรวยเป็นหมื่นล้านก็ยังกลุ้มใจ หวาดกลัวความตายอยู่นั่นเอง แม้อายุ วรรณะ สุขะ พละ จะไม่ได้เป็นหลักประกันความสุขที่แท้จริง แต่ชาวพุทธไทยเราก็หวังแค่นี้ ทั้งที่มนุษย์เราสามารถที่จะไปให้ไกลกว่านั้นได้ พระพุทธเจ้าตรัสว่า “โลกุตรธรรมอันประเสริฐเป็นทรัพย์ประจำตัวของทุกคน” พูดง่าย ๆ ว่าเราทุกคนมีศักยภาพที่จะเข้าถึงโลกุตรธรรมได้ แต่เรากลับปฏิเสธ เราละเลยที่จะใช้ศักยภาพนี้ ส่วนหนึ่งเพราะเราไม่รู้ว่าตัวเองมีศักยภาพนี้อยู่ และที่สำคัญคือเราไม่คิดว่าความสุขระดับโลกุตระสำคัญกว่าความสุขแบบโลก ๆ หรือกามสุข “จะให้ทิ้งความสุขทางวัตถุเพื่อไปนิพพานน่ะหรือ…ฉันไม่อยากไปหรอก” ทั้งที่รู้ว่านิพพานประเสริฐ แต่เรายังติดในรสชาติความสุขทางกามอยู่ เมื่อใจไม่คล้อยไปทางนิพพานก็เลยไม่เห็นคุณค่า เมื่อไม่เห็นคุณค่าก็ไม่ตั้งไว้เป็นอุดมคติของชีวิต เช่นนี้นับว่าผิดจากในอดีต ชาวพุทธแต่ไหนแต่ไรมานั้นถือว่านิพพานเป็นอุดมคติของชีวิต ปู่ย่าตายายของเราเวลาทำบุญเสร็จเขาไม่ขออะไรมาก เขาขอแค่ว่า “นิพพานะ ปัจจะโย โหตุ” (ขอให้ผลบุญนี้จงเป็นปัจจัยเพื่อบรรลุนิพพาน) หรืออย่างน้อยก็ขอให้ได้ไปเกิดในยุคพระศรีอาริย์ เพื่อจะได้ไปนิพพาน แม้อาตมาจะไม่ค่อยแน่ใจว่า นิพพานของคนเฒ่าคนแก่นั้นหมายถึงอะไร อาจหมายถึงเมืองแก้วหรือสวรรค์ชั้นสูงสุด หรือหมายถึงภาวะที่อยู่เหนือสวรรค์ก็ได้ แต่คำอธิษฐานนั้นก็แสดงให้เห็นว่าเขาไม่เห็นว่าความสุขทางวัตถุหรือความสุขแบบโลก ๆ เป็นความสุขที่แท้ […]

พระสารีบุตร พระอรหันต์ผู้ อ่อนน้อมถ่อมตน

พระสารีบุตร พระอรหันต์ผู้ อ่อนน้อมถ่อมตน แม้พระสารีบุตรจะเป็นผู้มีปัญญามาก แต่พระสารีบุตรก็ยังคงประกอบด้วยความ อ่อนน้อมถ่อมตน พระสารีบุตรเคารพนอบน้อมต่อพระอัสสชิเป็นอย่างมาก ด้วยท่านถือว่าได้บรรลุธรรมจากการสอนของพระอัสสชิ พระสารีบุตรจึงยกย่องท่านเป็นอาจารย์ จนมีอยู่ครั้งหนึ่งที่ภิกษุท้้งหลายเห็นว่าพระสารีบุตรสลับสับเปลี่ยนหัวนอนไปทางทิศต่าง ๆ ก็คิดว่าพระอัครสาวกเบื้องขวากลับเป็นคนเคารพนอบน้อมต่อทิศทั้งหลาย อันไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของประชาชนเอาเสียเลย จึงนำความขึ้นกราบทูลพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์จึงตรัสว่า ที่พระสารีบุตรยังหันศีรษะไปยังทิศต่าง ๆ ก็เพราะว่าทิศนั้นเป็นทิศที่พระอัสสชิอยู่ พระสารีบุตรจึงหันหัวนอนไปทางทิศนั้น ๆ เพื่อแสดงความเคารพยกย่องพระเถระ ผู้เป็นหนึ่งในปัญจวัคคีย์ผู้นี้เป็นอย่างมาก     อีกครั้งคือเมื่อครั้งที่พระสารีบุตรกับพระมหาโมคคัลลานะอยู่กันที่กโปตกันทราวิหาร มียักษ์สองสหายเดินผ่านมาพบพระเถระทั้งสองพอดี ครั้นหันมาบอกเพื่อนว่าจะประหารศีรษะของสมณะผู้นี้เสียเลย แต่เพื่อนไม่เห็นด้วยบอกห้ามถึง 3 ครั้ง แต่ยักษ์ก็ไม่ฟัง ทุบลงไปที่ศีรษะของพระสารีบุตรด้วยกำลังที่รุนแรงขนาดสมารถทุบพญาช้างสูง 7 ศอกให้จมลงไปในดินได้ หรือทำลายยอดภูเขาใหญ่ได้ แต่พระเถระก็ไม่เป็นอะไรเลย แต่ปรากฏว่าแผ่นดินได้แยกออกและสูบยักษ์ผู้ประทุษร้ายพระสารีบุตรลงนรกไปเสีย ฝ่ายพระมหาโมคคัลลานะเห็นยักษ์ทุบศีรษะพระสารีบุตรด้วยตาทิพย์ก็เข้ามาถามไถ่อาการ แต่พระสารีบุตรกลับบอกว่าไม่เป็นอะไร มีแค่รู้สึกศีรษะมึนนิด ๆ เมื่อได้ยินดังนั้นพระมหาโมคคัลลานะก็ชื่นชมในพระสารีบุตรว่า แม้แต่ยักษ์ก็ทำอะไรไม่ได้ พระมหาโมคคัลลานะได้เล่าเรื่องที่ท่านเจอให้พระสารีบุตรฟัง พระสารีบุตรก็ชื่นชมพระมหาโมคคัลลานะกลับเช่นกันว่าเป็นผู้วิเศษที่มีตาทิพย์   ที่มา : พระสารีบุตร มหาสาวกผู้เป็นเลิศด้านปัญญา โดย นทธัญ แสงไชย ภาพ : […]

keyboard_arrow_up