เจริญเมตตาอย่างไม่มีประมาณด้วยคาถามหาเมตตาหลวงของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต 

เจริญเมตตาอย่างไม่มีประมาณด้วย คาถามหาเมตตาหลวง ของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต คาถามหาเมตตาหลวง บทนี้ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต พระอาจารย์สายอรัญญวาสี (พระป่า) ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมักใช้สวดเจริญภาวนาอยู่เป็นประจำ เพื่อเป็นการเจริญเมตตาไปยังสรรพสัตว์ทั้งหลายอย่างไม่มีประมาณ ให้ได้รับความร่มเย็นเป็นสุขโดยทั่วกัน ผู้ที่ได้รับการสืบทอดคาถามหาเมตตาหลวงนี้จากหลวงปู่มั่นคือหลวงปู่ขาว อนาลโย แห่งวัดถ้ำกลองเพล จังหวัดอดุรธานี และผู้ที่รับสืบทอดคือ หลวงพ่อเมตตาหลวง หรือ พระญาณสิทธาจารย์ (สิงห์ สุนทโร) แห่งวัดเทพพิทักษ์ปุณณาราม อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา การสวดคาถามหาเมตตาหลวงควรเริ่มจาการบทบูชารัตนตรัยก่อน แล้วจึงเข้าสู่คาถามหาเมตตาหลวง จะสังเกตได้ว่าคาถาบทนี้เป็นการเจริญพรหมวิหาร ซึ่งเป็นหลักธรรมแห่งความเมตตาที่พระพุทธองค์ทรงยกย่อง 0 แผ่เมตตาให้ตนเอง  เมตตายะ ภิกขะเว เจโต วิมุตติยา อะหังสุขิโต โหมิ  นิททุกโข โหมิ  อะเวโร โหมิ  อัพยาปัชโฌ โหมิ  อนีฆา โหมิ สุขี อัตตานัง ปะริหะรามิ คำแปล  ขอให้ข้าพเจ้า จงถึงความสุข ขอให้ข้าพเจ้า พ้นทุกข์  ขอให้ข้าพเจ้า อย่าได้มีเวรภัย ขอให้ข้าพเจ้า อย่าได้มีใครรังแก […]

ทำไมโลกไม่ว่างจากพระอรหันต์

ทำไม โลกไม่ว่างจากพระอรหันต์ ” โลกไม่ว่างจากพระอรหันต์ ”   มีความหมายอย่างไร ทำไมพระพุทธเจ้าทรงมั่นพระทัยว่าโลกใบนี้จะมีพระอริยบุคคลที่เรียกว่า “พระอรหันต์” สืบเนื่องต่อไปตลอดกาลนาน แม้โลกใบนี้จะเกิดและดับกี่ครั้งก็ตาม หรือจะมีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นพระองค์แล้วพระองค์เล่าก็จะยังมีผู้สำเร็จอรหัตตผลเกิดขึ้นสืบไป คำว่า “โลกไม่ว่างจากพระอรหันต์” ปรากฏขึ้นในพระสูตรหนึ่งที่มีชื่อว่า “มหาปรินิพพานสูตร” ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบถึงวาระดับขันธปรินิพพานของพระองค์เอง พระองค์ทรงเลือกที่ดับขันธปรินิพพานคือกรุงกุสินารา เมื่อพระองค์เสด็จพร้อมด้วยพระอานนท์และพระสาวกทั้งหลายมาถึงกรุงกุสินารา พระองค์ประทับในท่าไสยาสน์ภายใต้ร่มเงาของต้นสาละ ปริพาชกผู้หนึ่งชื่อว่า “สุภัททะ” แต่ส่วนมากนิยมเรียกว่า “สุภัททปริพาชก” แค่คำว่า “ปริพาชก” ก็ทำให้ทราบแล้วว่าเขาเป็นนักบวชนอกพระศาสนา สุภัททะทราบว่าพระบรมศาสดาจะเสด็จดับขันธ์เข้าสู่พระนิพพานในค่ำคืนนี้ จึงได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อทูลถามปัญหาธรรมให้คลายความสงสัยที่ค้างคาอยู่ในใจ     พระอานนท์เห็นพระบรมศาสดามีพระพลานามัยที่ไม่แข็งแรงนัก จึงบอกสุภัททะไปว่า “เธออย่าได้เบียดเบียนพระพุทธองค์เลย” พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบและได้ตรัสบอกพระอานนท์ว่า “ให้ สุภัททะเข้ามาหาเราเถิด อานนท์ การมาของเขาไม่ได้มาเพื่อเบียดเบียนเรา แต่มาเพื่อขอเพิ่มสติปัญญาต่างหาก”   เมื่อสุภัททะเข้าเฝ้าพระบรมศาสดาแล้วได้ทูลถามพระองค์ว่า “ข้าแต่พระสมณโคดมผู้เจริญ เจ้าลัทธิทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นปูรณะ กัสสปะ, มักขลิ โคศาล, อชิตะ เกสกัมพล, ปกุธะ กัจจายนะ, สัญชัย เวลัฏฐบุตร และ นิครนถ์ นาฏบุตร เจ้าลัทธิเหล่านั้นทั้งหมดรู้ตามที่ตนกล่าวอ้าง […]

จิตสงบด้วยการภาวนา “ พุท–โธ ” ธรรมะโดย ส. ชิโนรส (พระมหาสุภา ชิโนรโส)

ภาวนา “พุท–โธ” เป็นแนวปฏิบัติที่นิยมแพร่หลายแนวหนึ่ง หลวงปู่มั่นและศิษยานุศิษย์ใช้ “พุท–โธ” เป็นคำภาวนาให้จิตสงบรวมตัวจนได้สำเร็จมรรคผล ภาวนา “พุท–โธ” คือการน้อมนึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้าผู้เป็นศาสดาเอกของโลก การฝึกสมาธิด้วยวิธีนี้ทำได้หลายอย่าง ดังนี้ 1. กำหนดรู้ที่ปลายจมูก หายใจเข้า ภาวนาว่า “พุท” หายใจออก ภาวนาว่า “โธ” จะภาวนาว่า “พุท” ทันทีที่รู้สึกว่าลมแตะปลายจมูก หรือภาวนาว่า “พุท” หลังจากลมเข้าสู่ปลายจมูกจนหมดแล้วก็ได้ คำว่า “โธ” ก็เช่นกัน ภาวนาว่า “โธ” ทันทีที่ลมเริ่มออกจากปลายจมูก หรือออกจากปลายจมูกไปหมดแล้ว ขณะที่จิตยังไม่สงบดี จะรู้สึกว่าลมหายใจกับคำภาวนายังแยกกันอยู่ ควรกำหนดรู้ทั้งคำภาวนาและลมหายใจไปพร้อมกัน หากรู้สึกว่าอารมณ์อื่น ๆ เข้ามาแทรกขณะที่ภาวนา อย่าได้ตำหนิตัวเอง หรือพยายามบีบจิตให้สงบ ควรวางจิตให้เป็นกลางแล้วกำหนดใหม่ กำหนดอย่างนั้นเรื่อยไปจนกระทั่งรู้สึกว่าคำภาวนากับลมหายใจกลายเป็นอันเดียวกัน นั่นแสดงว่าจิตสงบมากขึ้น เมื่อจิตสงบเต็มที่ คำภาวนาและลมหายใจจะหายไปเอง เหลืออยู่แต่ความนิ่ง เช่นนี้แล้วผู้ปฏิบัติไม่ต้องคิดถึงคำภาวนาและลมหายใจอีกต่อไป เพราะขณะนั้นจิต ลมหายใจ และคำภาวนากลายเป็นอันเดียวกัน ควรกำหนดรู้อยู่เฉพาะจุดนิ่งนั้น จิตจะรวมลงสู่ความสงบที่ละเอียดขึ้น 2. ภาวนา “พุท–โธ” […]

ปาฏิหาริย์แห่งการดำรงอยู่ ธรรมะเพื่อการดำรงชีวิตโดย หลวงพ่อโพธินันทะ

หลักการที่สำคัญยิ่งในชีวิตประจำวันคือการดำเนินชีวิตอย่างเป็นเอกภาพกับสรรพสิ่ง หรือวิถีจิตหนึ่งเดียวอันเป็นวิถีจิตของโพธิสัตว์ เราจะต้องค้นหาวิธีการเข้าถึงจิตนี้ เราจึงไม่หลงทาง เพราะมันเป็นมรรคาแห่งพุทธะ เป็นเป้าหมายของชีวิตที่มีสาระที่สำคัญยิ่งในการดำรงชีวิต การสำรวมระวังอยู่ในความตื่นของปัญญาญาณคือปาฏิหาริย์แห่งการตื่นของเราในชีวิตประจำวัน (To be aware or being awaken is the miracle of our daily life.) แม้พระพุทธองค์จะวางหลักการและวิธีการพัฒนาปัญญาไว้ในอริยสัจ 4 แล้วก็ตาม เราจะต้องค้นหาวิธีการเข้าถึงประสบการณ์ตรงต่อสัจจะด้วยตนเอง จนกว่าเราจะรู้ชัดถึงสภาวะที่แท้จริงของสรรพสิ่งร่วมกับกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันของเรา เช่น “กินก็เพื่อกิน” “ซักผ้าก็เพื่อซักผ้า” ไม่ใช่กินเพื่ออิ่ม ไม่ใช่ซักผ้าเพื่อให้มันสะอาด ทำอะไรก็รู้ชัดถึงการรู้พร้อมในความสมบูรณ์ของชีวิต นี่คือการดำรงอยู่อย่างปาฏิหาริย์ อันเป็นมรรคาแห่งพุทธะ เมื่อธรรมชาติที่แท้จริงแสดงออกร่วมกับกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน ผู้รู้และสิ่งที่ถูกรู้จะสิ้นสุดลง เข้าถึงประสบการณ์ตรงต่อสัจจะในระดับจิตเหนือสำนึกอันมหัศจรรย์ยิ่ง ปรากฏการณ์ต่าง ๆ โมหจริต ก็จะกลายเป็นข้อเท็จจริงไปด้วย กลายเป็นพุทธกิจอันมีชีวิตชีวา คลื่นที่เป็นอาการของน้ำแท้จริงแล้วมันก็คือน้ำ ตัวเราและปรากฏการณ์ทั้งปวงก็คือธรรมชาติที่แท้หรืออันติมสัจจะ หรือสุญญตานั่นเอง พระพุทธองค์จึงกล่าวไว้ว่า “สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา” สรรพสิ่งก็คืออนัตตา ถ้าผู้ใดรับรู้ไม่ว่าทางทวารใด และรู้พร้อมในความเป็นทั้งหมด […]

บุคคลจะล่วงทุกข์ได้ก็เพราะทุกข์ ธรรมะโดย พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ

บุคคลจะล่วงทุกข์ได้ก็เพราะทุกข์นี่เอง ทุกข์จนสุดทนก็ไม่ทน ทุกข์ ไม่ทนที่จะทุกข์เอง เป็น “ธัมมนิยามตา” (เป็นกฎตายตัวของธรรมดา) ทุกข์จนไม่อาจทุกข์ ไม่อาจที่จะให้ทุกข์อยู่ต่อไปได้อีกแล้ว ก็จะ “อตัมมยตา” (ความที่ไม่ต้องอาศัยสิ่งนั้นอีกต่อไป) พ้นทุกข์ เพราะทนที่จะทุกข์ต่อไปไม่ได้อีกแล้ว ทนที่จะทุกข์กับทุกข์ไม่ได้อีกแล้ว ทนที่จะอยู่กับทุกข์ ทนที่จะกำทุกข์เอาไว้ไม่ได้อีกแล้ว ไม่สามารถที่จะให้ทุกข์อยู่ได้อีกต่อไปแล้ว กักขังหน่วงเหนี่ยวหรือยึดเอาไว้ไม่ได้อีกต่อไปแล้วจึงปล่อยไป ปล่อยให้ทุกข์ไหลออกไป ไหลออกไปจนหมดนั่นแหละ ทุกข์จึงหมดไปหรือหมดไปจากทุกข์ ก็เพราะทุกข์ไม่มีที่อยู่ ไม่มีที่อาศัย ทำให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ได้ เพราะทุกข์ได้ทำให้ทุกข์จนถึงที่สุดแล้ว จึงถึงที่สุดแห่งทุกข์ก็เพราะว่าได้ทุกข์จนถึงที่สุดแล้วนั่นเอง เมื่อทุกข์สุด ๆ ก็สุดที่จะทุกข์ ที่สุดแห่งทุกข์มาจากทุกข์ที่สุด พ้นทุกข์ได้เพราะทุกข์มาทำให้พ้นทุกข์ (ดังนั้นขอบคุณมาก เจ้าความทุกข์เอ๋ย) ทุกข์ดับสนิทได้เพราะไม่ได้เข้าไปดับทุกข์ ทุกข์อยู่ไม่ได้เพราะอยู่กับทุกข์ได้ อยู่กับทุกข์ได้จนทุกข์อยู่ไม่ได้ ทุกข์ทนอยู่ไม่ได้ ทุกข์จึงต้องพรากจากจรไป เพราะไม่มีเยื่อใยสายใยต่อทุกข์เลย ทุกข์เกาะเกี่ยวผูกพันไม่ได้เพราะไม่มีความอาลัยไยดีเป็นมิตรไมตรีกับทุกข์เลย พ้นจากสังสารวัฏทุกข์ได้ เพราะไม่มีความสงสารเห็นอกเห็นใจต่อทุกข์เลย ส่วนผู้ที่ยังมีความสงสารอยู่ ก็จำต้องเวียนว่ายในวัฏสงสารอีกต่อไป เพราะความสงสารแท้ ๆ จึงทำให้ยังข้องอยู่ในวัฏสงสาร ผู้ที่ยังไม่พ้นทุกข์ ก็เพราะยังทนทู่ซี้กำทุกข์อยู่นั่นเอง ผู้ที่ยังไม่ถึงที่สุดแห่งทุกข์ ก็เพราะทุกข์ยังไม่ถึงที่สุดนั่นเอง “ทำไฉนการทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้จะพึงมีแก่เราได้” นี้เป็นบททำวัตรสวดมนต์บทหนึ่งที่ชาววัดทั้งหลายใช้สวดกันเป็นประจำ หวังว่าท่านทั้งหลายคงจะได้คำตอบแล้วจากบทความนี้ […]

ปฏิบัติบูชา การบูชาที่พระพุทธเจ้าทรงยกย่องว่าเป็นยอดแห่งการบูชาทั้งปวง

ปฏิบัติบูชา การบูชาที่พระพุทธเจ้าทรงยกย่องว่าเป็นยอดแห่งการบูชาทั้งปวง การบูชาในพระพุทธศาสนามีด้วยกันสองประการคือ อามิสบูชา การบูชาด้วยวัตถุสิ่งของ กับ ปฏิบัติบูชา การบูชาด้วยการกระทำอันเป็นผลดีต่อตนเอง บูชาทั้งสองประการล้วนมีอานิสงส์ต่อผู้บูชาทั้งนั้น แต่พระผู้มีพระภาคเจ้ากลับยกย่องการปฏิบัติบูชาเหนือสิ่งอื่นใดเพราะอะไร เมื่อพระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่พระเชตวัน พระองค์ได้ตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลายต่อจากนี้ไปอีก 4 เดือน เราจักปรินิพพาน” ภิกษุประมาณ 700 รูป พากันเกิดความสังเวชสลดใจ ไม่ละสำนักของพระพุทธองค์เลย เที่ยวปรึกษากันว่า พวกเราจักทำอย่างไรหนอ ๆ ส่วนพระอัตตทัตถเถระตั้งใจปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานอย่างเต็มที่ ไม่ยอมไปมาหาสู่ใคร ๆ เลย ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลกิริยาของท่านแด่พระศาสดา พระองค์รับสั่งให้ท่านมาหา ตรัสว่า “ได้ทราบข่าวว่า เธอทำอย่างนั้นจริงหรือ” กราบทูลว่า “จริงพระพุทธเจ้าข้า”     พระองค์ตรัสถามต่อว่า “เหตุไรเธอจึงทำอย่างนั้น” พระอัตตทัตถเถระตอบว่า “เพราะข้าพระองค์ทราบว่า พระพุทธองค์จักเสด็จปรินิพพานภายในเวลา 4 เดือนอันใกล้นี้ ข้าพระองค์ตั้งใจเจริญวิปัสสนากรรมฐาน เพื่อให้ได้บรรลุมรรค ผล นิพพานในขณะที่พระพุทธองค์ยังทรงพระชนม์ชีพอยู่ พระเจ้าข้า” เมื่อพระพุทธองค์สดับดังนั้นทรงเปรยสาธุการ และตรัสต่อพระภิกษุทั้งหลายว่า “ดูกร ท่านผู้เห็นภัยในวัฏฏสงสารทั้งหลายผู้ใดมีความรักในเรา ผู้นั้นควรเอาอย่างพระอัตตทัตถะเถิด คือควรเจริญวิปัสสนากรรมฐานเช่นกับท่าน […]

ความมหัศจรรย์แห่งการทำบุญไว้ในกาลก่อนของพระมหากัปปินะ

ความมหัศจรรย์แห่งการ ทำบุญ ไว้ในกาลก่อนของพระมหากัปปินะ การ ทำบุญ ไว้ในกาลก่อน เป็นมงคล 1 ใน 38 มงคลชีวิต การทำบุญเช่นนี้เป็นสิ่งมหัศจรรย์และมงคลอย่างไร ลองมาหาคำตอบไปด้วยกันกับเรื่องการทำบุญไว้ในกาลก่อนของพระมหากัปปินะ ในกาลก่อนได้ช่างหูกประมาณพันคนอาศัยอยู่ในบ้านตำบลหนึ่งใกล้กรุงพาราณสี ได้พากันสร้างเสนาสนะถวายแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าประมาณพันองค์ และได้พร้อมเพรียงกันถวายภัตตาหารสมณบริขารอื่นอีกตามสมควร แก่สมณะตลอดพรรษา เวลาออกพรรษาได้พากันถวายจีวรแก่ท่าน     ครั้นช่างหูกเหล่านั้นสิ้นบุญก็ได้พากันไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ พอหมดบุญก็ลงมาเกิดในสกุลกะฏุมพี ซึ่งขณะนั้นมีพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งอุบัติขึ้นบนโลกมีพระนามว่า “กัสสปะ” เมื่อคนเหล่านั้นทั้งหมดเจริญวัยแล้ว ต่างแต่งงานเป็นสามีภรรยาซึ่งกันและกัน ได้รวบรวมทรัพย์สร้างที่อยู่อาศัยถึงพันห้อง ทั้งยังถวายมหาทานแก่ภิกษุสองหมื่นรูป โดยมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ เพื่อฉลองที่อยู่อาศัยที่พวกตนสร้าง ในวันสุดท้ายหัวหน้ากะกุฏพีได้ถวายไตรจีวร ส่วนภรรยาของหัวหน้ากะฏุมพีได้บูชาพระศาสดาด้วยผ้าสาฏกสีดอกอังกาบ นางได้เปล่งเสียงขึ้นว่า “ขอหม่อมฉันจงมีพระนามว่า “อโนชา” (อังกาบ) มีสรีระมีวรรณะเพียงดังดอกอังกาบในสถานที่หม่อมฉันเกิดแล้ว ๆ “     พระกัสสปพุทธเจ้าทรงอนุโมทนาว่า “ขอความปรารถนาอย่างนั้นจงสำเร็จ” ดังนี้ คนเหล่านั้นทั้งหมด ได้พากันท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลกสลับไปมาตลอดพุทธันดรหนึ่ง จากหลังสิ้นบุญจากเทวโลกแล้วก็มาบังเกิดในกรุงกุกกุฏวดี ได้เป็นพระราชามีพระนามว่า “มหากัปปินะ” นอกนั้น ก็บังเกิดสกุลอำมาตย์ ส่วนภรรยาของหัวหน้ากะกุฏพี เป็นราชธิดาในกรุงสาคละ แคว้นมัททะ มีพระนามว่า […]

พระนิพพาน ไม่ได้เป็นเรื่องของชาติกำเนิด

พระนิพพาน ไม่ได้เป็นเรื่องของชาติกำเนิด เมื่อครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงค้นพบ พระนิพพาน เป็นหนทางที่พาสรรพสัตว์ออกจากห้วงน้ำแห่งสังสารวัฏได้ และพระองค์ทรงเผยแผ่คำสอนของพระองค์ จนกระทั่งมีพุทธบริษัท 4 ครบถ้วนบริบูรณ์ เรียกได้ว่าพระพุทธศาสนามั่งคงในดินแดนชมพูทวีปอย่างสมบูรณ์แบบ ในสมัยที่พระพุทธศาสนารุ่งเรืองในชมพูทวีป ก็มีเจ้าลัทธิมากมายเกิดขึ้นด้วย ในสมัยนั้นมีเจ้าลัทธิชื่อว่า ” ปูรณกัสสปะ” ลัทธินี้เชื่อว่า วิญญาณ (จิต) เป็นสิ่งที่เที่ยงแท้ และเรื่องกรรมไม่เกี่ยวข้องกับวิญญาณ แต่รูป (ร่างกาย) ต่างหากที่เป็นผู้กระทำ ไม่ได้เกิดจากการบงการของวิญญาณ เมื่อรูปได้ทำสิ่งที่ถูกหรือผิดก็ไม่ถือว่าเป็นบุญหรือบาป เห็นได้ว่าเพียงคำสอนเรื่องจิตหรือวิญญาณของลัทธินี้ก็ไม่ตรงกับทรรศนะของพระพุทธศาสนา     เจ้าลัทธินี้ได้เสนอคำสอนของตนเรื่องชาติ 6 ขึ้น ซึ่งแต่ละชาติจะเรียกตามสี เช่น ชาติดำ ชาติเขียว ชาติแดง ชาติเหลือง ชาติขาว และชาติขาวสุด โดยในแต่ละชาติทั้ง 6 จะจำแนกคนตามอาชีพ สีผิว และการกระทำ เช่น  คนฆ่าแพะ คนฆ่าสุกร คนฆ่านก พรานเนื้อ ชาวประมง โจร เพชฌฆาต เจ้าหน้าที่เรือนจำ ก็หรือคนที่ทำงานหยาบช้า เป็นต้น ว่าเป็นชาติดำ […]

คนที่มีความสุขที่สุดในโลก ธรรมะให้แง่คิดโดย ท่าน ว.วชิรเมธี

คนจำนวนมากนับถือพระพุทธเจ้าไม่ใช่เพราะว่าพระองค์เป็นเจ้าของอำนาจรัฐ ไม่ใช่เพราะว่าพระองค์เป็นมหาเศรษฐี ไม่ใช่เพราะว่าพระองค์สามารถจะอำนวยอวยยศศักดิ์อัครฐานให้ใครได้ พระองค์เป็นเพียงสมณะรูปหนึ่ง มีทรัพย์สมบัติก็เพียงไตรจีวรและบาตรหนึ่งใบ เมื่อพระองค์ทรงล่วงลับดับขันธ์ไป ทรัพย์สมบัติที่เหลือของพระองค์คือบาตรหนึ่งใบเท่านั้นที่พระอานนท์อุ้มตามพระองค์ไปยังบ้านน้อยเมืองใหญ่ บาตรนี้เองที่ใช้แทนสัญลักษณ์ นับเป็นเรื่องมหัศจรรย์อย่างยิ่งที่มหาบุรุษซึ่งไม่มีทรัพย์สมบัติ ไม่มีเดชานุภาพจะอำนวยอวยยศให้ใคร กลับได้รับการเคารพนับถือบูชายกย่องข้ามกาลเวลามาจนถึงทุกวันนี้อย่างบริสุทธิ์ใจ พระองค์มีอะไร เราถึงยอมให้พระองค์อย่างนั้น คำตอบก็คือ พระองค์มีปัญญาที่ทะลุทะลวงถึงคุณค่าของชีวิตอันลึกซึ้งที่สุด ในขณะที่คนทั้งโลกแสวงหาทรัพย์สินเงินทอง พระองค์ทรงแสวงหาความเข้าใจชีวิต ระหว่างคนที่มีทรัพย์สินเงินทองมหาศาลกับคนที่มีความเข้าใจโลกและชีวิตอย่างลึกซึ้ง ถามว่าใครมีความสุขมากกว่ากัน เคยมีคนไปหาพระพุทธองค์แล้วถามว่าพระองค์เป็นใคร แทนที่จะบอกชื่อบอกสกุล พระองค์บอกว่า “เราเป็นคนหนึ่งในบรรดาคนที่มีความสุขที่สุดในโลก” ชายคนนั้นไม่เชื่อ พระพุทธองค์ทรงถามว่า “ในเมืองนี้ใครมีความสุขที่ในโลก” ชายคนนั้นกราบทูลว่า “พระราชา” พระพุทธองค์ทรงถามว่า “พระราชาออกมานั่งเล่นชายป่าอย่างเราได้ไหม นี้ในฤดูหนาว ลมกำลังโพยพัด หิมะกำลังโปรยอ่อน ๆ เรามานั่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่เอาจีวรคลุมมีความสุข พระราชาทำอย่างนั้นได้ไหม” “โอ้ ไม่ได้หรอก ทำอย่างนั้นเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อราชบัลลังก์ พระองค์มีสิทธิ์ถูกปฏิวัติได้ทุกเมื่อ” พระพุทธองค์ตรัสว่า “เราทำอย่างนั้นได้และเราทำเสมอ ๆ ระหว่างเรากับพระราชา ใครมีความสุขที่สุด” ชายคนนั้นกราบทูลว่า “หม่อมฉันรู้แล้วพระองค์มีความสุขที่สุดในโลก” พระพุทธองค์คือบุคคลที่เป็นต้นแบบของคนที่อยู่กับแก่นสารของชีวิต โดยที่ไม่เปล่าเปลืองไปกับเรื่องไร้สาระบรรดามีทั้งหมด ในขณะที่ชาวโลกแสวงหาทรัพย์สินเงินทองและความมั่งคั่ง กิน กาม เกียรติ พระองค์ทรงแสวงหาความเข้าใจ คนที่มีความเข้าใจโลกและชีวิตคือคนที่มั่งคั่งที่สุด […]

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดพิมพ์พระไตรปิฎกเป็นเล่มครั้งแรกในสยามประเทศ

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดพิมพ์พระไตรปิฎกเป็นเล่มครั้งแรกในสยามประเทศ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว   ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจอันเป็นคุณต่อแผ่นดินและอาณาประชาราษฎร์มากมาย  ทรงนำพาแผ่นดินสยามให้รอดพ้นจากการเป็นเมืองขึ้น ทรงวางรากฐานการพัฒนาในทุก ๆ ด้านให้เมืองไทย รวมทั้งการทำนุบำรุงและเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองสืบไป     พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ทรงก่อตั้งวิทยาลัยสงฆ์แห่งแรกชื่อ มหาธาตุวิทยาลัย  ต่อมาคือ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้จัดพิมพ์พระไตรปิฎกอักษรไทยเป็นครั้งแรก และนำไปประดิษฐาน ณ หอพระมณเฑียรธรรม ภายในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม  และจัดพิมพ์พระไตรปิฎกบาลีอักษรไทย 39 เล่ม จำนวน 1,000 ฉบับ ใช้เวลาจัดพิมพ์ตั้งแต่ พ.ศ. 2431- พ.ศ.2436  เพื่อพระราชทานแก่สำนักสงฆ์ใหญ่  ๆ ทั้งในและต่างประเทศด้วย ในการนี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสแก่พระสงฆ์ผู้ตรวจสอบพระไตรปิฎกว่า     “การซึ่งมีความประสงค์จะให้ตรวจสอบพระไตรปิฎกลงพิมพ์ในครั้งนี้นั้น ด้วยเห็นว่าแต่ก่อนมาประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนายังมีอำนาจปกครองบ้านเมืองโดยลำพัง ด้วยพระเจ้าแผ่นดินเป็นผู้นับถือพระพุทธศาสนาได้ทะนุบำรุงอุดหนุนการศาสนาอยู่หลายประเทศด้วยกัน คือเมืองลังกา เมืองพม่า เมืองลาว เมืองเขมร และกรุงสยาม เมื่อเกิดวิบัติอันตราย พระไตรปิฎกขาดสูญบกพร่องไปในเมืองใด ก็ได้อาศัยหยิบยืมกันมาลอกคัดคงฉบับบริบูรณ์ถ่ายกันไปกันมาได้ แต่ในการทุกวันนี้ประเทศลังกาแลพม่าอยู่ใต้อำนาจอังกฤษ ผู้ปกครองบ้านเมืองไม่ได้นับถือพระพุทธศาสนา ก็ทะนุบำรุงแต่อาณาประชาราษฎรไพร่บ้าน พลเมือง หาได้อุดหนุนพระพุทธศาสนาอย่างหนึ่งอย่างใดไม่ […]

หลวงพ่อจรัญเล่าเรื่องสมเด็จย่า

หลวงพ่อจรัญเล่าเรื่อง สมเด็จย่า เนื่องจากวันนี้เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือ “ สมเด็จย่า ” ซีเคร็ตจึงนำเรื่องประทับใจเกี่ยวกับสมเด็จย่าที่ทรงมีความสนพระราชหฤทัยศึกษาและปฏิบัติธรรม ซึ่งเป็นเรื่องที่หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม  หรือ พระธรรมสิงหบุราจารย์ แห่งวัดอัมพวัน จังหวัดสิงห์บุรี ได้เล่าให้พระนรินทร์ สุภากาโรฟัง และพระอาจารย์ได้นำเรื่องนี้มาถ่ายทอดต่อเพื่อให้พวกเราได้ทราบถึงพระจริยวัตรอันงดงามในทางธรรมของสมเด็จย่าว่า หลวงพ่อ (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม) ท่านมักนำธรรมและความดีของสมเด็จย่ามาเทศน์เป็นตัวอย่างให้พุทธศาสนิกชนทั้งหลายที่มาฟังธรรม และมีผู้มาสอบถามหลวงพ่อถึงการปฏิบัติธรรมของสมเด็จย่า เมื่อครั้งทรงปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ณ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ กรุงเทพมหานคร ซึ่งในขณะนั้นมีพระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทธิ) เป็นพระอาจารย์ผู้ถวายพระกรรมฐาน เนื่องจากหลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโมได้มีโอกาสร่วมอยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย ท่านพระมหาสุภาพ เขมรํสี เจ้าคณะ 5 และท่านพระมหาไสว ญาณวีโร วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ได้เข้าขอสัมภาษณ์หลวงพ่อจรัญ เพื่อสอบถามเกี่ยวกับเรื่องนี้     สมเด็จย่าทรงเข้าปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่วัดมหาธาตุเป็นเวลาเท่าไร ? “พระองค์ทรงเข้าปฏิบัติและประทับอยู่เป็นเวลา 15 วัน ในระหว่างการปฏิบัติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ (สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง) เสด็จทรงเยี่ยมเป็นประจำ”  […]

มองชีวิตตามความเป็นจริงด้วยอริยสัจ 4 เพื่อไปสู่ความสุขอย่างแท้จริง

มอง ชีวิตตามความเป็นจริง ด้วยอริยสัจ 4 เพื่อไปสู่ความสุขอย่างแท้จริง หลักการของพระพุทธศาสนานั้นชัดเจนว่าท่านมุ่งสอนให้รู้จักโลกและ ชีวิตตามความเป็นจริง เกิดจากองค์ประกอบต่าง ๆ ซึ่งล้วนแต่ไม่เที่ยง คือไม่คงที่ เกิดขึ้นแล้วดับไป ๆ สืบเนื่องไปเรื่อย ๆ คงอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ คือถูกปัจจัยต่าง ๆ ที่ขัดแย้งบีบคั้นให้แปรปรวนไปตลอดเวลา และไม่ใช่ตัวตน คือเป็นไปตามเหตุปัจจัยโดยไม่มีตัวตนที่เป็นเจ้าของหรือผู้ที่บงการให้เป็นไปตามความปรารถนา เรียกตามแบบว่าเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ซึ่งรู้จักกันดีในชื่อรวมว่าไตรลักษณ์ คำเด่นที่สะดุดความรู้สึกของคนจำนวนมากคือคำว่าทุกขัง ซึ่งแปลง่าย ๆ ว่าเป็นทุกข์ คำว่า “ทุกข์” นี้นอกจากเป็นหนึ่งในไตรลักษณ์นี้แล้ว ยังปรากฏในหลักธรรมที่สำคัญยิ่ง ซึ่งหัวใจหรือหลักการใหญ่ของพระพุทธศาสนาคือข้อแรกในอริยสัจ 4     หลายคนมองเห็นหลักธรรมเหล่านี้แล้วไม่ได้ศึกษาให้ลึกซึ้งลงไป ก็เกิดความรู้สึกว่าพระพุทธศาสนามองโลกในแง่ร้าย เห็นโลกและชีวิตเป็นทุกข์ แต่เมื่อมองดูหลักการปฏิบัติในพระพุทธศาสนากลับมองเห็นแต่การดำเนินก้าวหน้าไปด้วยความสุข สู่จุดหมายที่เป็นบรมสุข ตั้งแต่หลักทั่วไปของการปฏิบัติ พระพุทธศาสนาก็ถือว่าความสุขสามารถเข้าถึงได้ด้วยความสุข คือคนสามารถบรรลุถึงความสุขด้วยวิธีปฏิบัติที่เป็นสุข อันต่างจากลัทธิศาสนาบางพวกที่ถือว่าความสุขจะบรรลุถึงได้ด้วยความทุกข์ เครื่องทดสอบความถูกต้องอย่างหนึ่งของการปฏิบัติธรรมก็คือ การได้ความสุขที่เกิดขึ้นในระหว่างการปฏิบัตินั้น ไม่เฉพาะในฌานต่าง ๆ เท่านั้นที่มีความสุขเป็นองค์ประกอบสำคัญ ในการปฏิบัติทั่วไป ตัวตัดสินความถูกต้องก็มีความสุขเป็นองค์ธรรมสำคัญที่จะต้องเกิดขึ้นด้วย     […]

วิธีสุขแบบประหยัด มีประโยชน์แบบง่าย ๆ ธรรมะโดย พระอาจารย์ยุทธนา เตชปัญฺโญ

ถ้าพูดถึงความสุข หลาย ๆ คนคิดถึงการที่ต้องมีกิจกรรมบันเทิงรื่นเริงต่าง ๆ เช่น ไปเที่ยว ช็อปปิ้ง ดื่ม กิน ร้องรำทำเพลง ฯลฯ ซึ่งล้วนแต่เป็นสิ่งที่ต้องอาศัยเงินเป็นปัจจัยช่วยเพิ่มความสุข หรือความสุขประเภทได้อยู่กับคนรัก มีคนมาชอบมาชื่นชม มีเพื่อนห้อมล้อม ฯลฯ นี่ก็ยังเป็นสุขแบบชนิดที่ต้องพึ่งพิงคนอื่น เราลองมานึกหา วิธีสุขแบบประหยัด มีประโยชน์แบบง่าย ๆ สุขโดยการให้ เราสามารถเป็นผู้ให้ ผู้เสียสละโดยใช้เงินน้อย หรือไม่ต้องใช้ การให้เป็นสุขตั้งแต่จิตเริ่มคิดจะให้เลยนะ จนกระทั่งจบกระบวนการให้เราก็ยังปิติอิ่มในสุขนี้ การให้ก็อาทิ เช่น ไปอ่านหนังสืออัดเทปให้คนตาบอด บริจาคของเหลือใช้ให้การกุศล ให้คนยากจน ไปช่วยงานในสถานสงเคราะห์ กวาดถนนหน้าหมู่บ้าน สอนหนังสือเด็กยากจนหรือจรจัด เอาอาหารเหลือไปให้หมาแมวข้างถนน ลุกให้คนแก่ เด็ก หญิงมีครรภ์ นั่งบนรถเมล์ บริจาคเลือด ลองนั่ง ๆ นึกดูมีอีกหลายวิธี ค่อย ๆ หมั่นทำ เรื่องเล็ก ๆ ก็กลายเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ได้ สุขโดยการใช้ชีวิตเรียบง่าย มันเป็นเรื่องที่ตรงข้ามกับชีวิตที่ยุ่งเหยิง ลองปรับกิจวัตรประจำวันทีละเรื่อง ดำเนินชีวิตให้ช้าลง […]

ทำไมถึงต้องคบคนดีเป็นมิตร บทความธรรมะดี ๆ สอนการใช้ชีวิต โดย ส.ชิโนรส 

ทำไมถึงต้อง คบคนดี เป็นมิตร บทความธรรมะดี ๆ สอนการใช้ชีวิต โดย ส.ชิโนรส ทำไมพระอาจารย์มหาสุภา ชิโนรโส หรือนามปากกาของท่านคือ “ส.ชิโนรส” จึงเสนอว่า ต้อง คบคนดี เป็นมิตร  คำตอบเรื่องนี้คงรอทุกคนอยู่ในบทความนี้แล้ว ก่อนตรัสรู้ พระพุทธเจ้าเคยเสวยพระชาติเป็นมหาเศรษฐีชีวิตมั่งคั่งร่ำรวยด้วยทรัพย์สินเงินทอง วันหนึ่ง มหาเศรษฐีได้พิจารณาเห็นว่า ทรัพย์สินเงินทองไม่ใช่สิ่งที่ยั่งยืน ให้ความสุขได้ชั่วครู่ชั่วยาม เมื่อจากโลกนี้ไปก็ต้องทิ้งทุกอย่าง เอาอะไรติดตัวไปไม่ได้ พิจาณาได้อย่างนั้น มหาเศรษฐีจึงนำทรัพย์สมบัติทั้งหมด ออกแจกจ่ายให้เป็นทาน แล้วเข้าป่าไปบวชเป็นฤาษีมีนามว่า อกิตติ แปล่า ฤาษีนิรนาม ตั้งแต่วันที่บวช ท่านฤาษีนิรมานก็ได้ลงมือบำเพ็ญตบะอย่างอุกฤษฏ์ เป็นผู้มักน้อยสันโดษอย่างยิ่ง อาศัยอยู่ใต้ต้นหมากเม่าต้นหนึ่ง ยามต้นผลิผลก็ฉันแต่ผล ยามต้นสลัดใบเหลือแต่ดอก ก็ฉันแต่ดอก ไม่ออกไปแสวงหาอดิเรกลาภที่ไหนอีก ด้วยอำนาจตบะที่แรงกล้าของฤาษีนิรนาม บัลลังก์ท้าวสักกะ หรือ พระอินทร์ก็ร้อน พระองค์ได้ตรวจดูความเป็นไปทั้งหมดก็ทราบเหตุ จึงเสด็จมาเพื่อตรัสถามเหตุผลการบำเพ็ญตบะอย่างอุกฤษฏ์ พระอินทร์ได้ทดสอบความมักน้อยสันโดษของฤาษีถึง 3 ครั้ง ทรงจำแลงเพศเป็นนักบวชที่น่าศรัทธาเลื่อมใส เข้าไปขออาหารกับฤาษีถึง 3 วัน เมื่อทราบว่าท่านได้เสียสละสิ่งที่ตัวเองฉันทั้งหมด ไม่เห็นแก่ความหิวกระหายแม้แต่น้อย […]

ไขข้อข้องใจเรื่อง “กรรมเก่า” ธรรมะโดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต)

ท่าทีที่ถูกต้องต่อ กรรมเก่า สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ได้กล่าวถึงเรื่อง “กรรมเก่า” ในการอบรมพระธรรมทูตที่วัดจักรวรรดิราชาวาส มีความตอนหนึ่งดังนี้ “มีปัญหาที่ท่านถามมาหลายข้อด้วยกัน ปัญหาหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องปุพเพกตวาท เป็นเรื่องที่ถามในหลักนี้ จึงน่าจะตอบ ท่านถามว่า ทารกที่คลอดมาบางครั้งมีโรคที่หาสาเหตุไม่ได้ หรือถือกำเนิดในครอบครัวที่ลำบากขาดแคลน ถ้าไม่อธิบายในแนวปุพเพกตวาทแล้ว เราควรอธิบายอย่างไรให้เข้าใจง่าย ในการตอบปัญหานี้ต้องพูดให้เข้าใจกันก่อนว่า การปฏิเสธปุพเพกตวาทไม่ได้หมายความว่าเราถือว่ากรรมเก่าไม่มีผล ลัทธิปุพเพกตวาทถือว่าเป็นอะไร ๆ ก็เพราะกรรมเก่าทั้งสิ้น เอาตัวกรรมเก่าเป็นเกณฑ์ตัดสินโดยสิ้นเชิง ฉะนั้นจะทำอะไรในปัจจุบันก็ไม่มีความหมาย เพราะแล้วแต่กรรมเก่า ต่อไปจะเป็นอย่างไรก็ต้องแล้วกรรมเก่าจะให้เป็นไป ทำไปก็ไม่มีประโยชน์ นี้คือลัทธิกรรมเก่า แต่ในทางพระพุทธศาสนา กรรมเก่านั้นท่านก็ถือว่าเป็นกรรมอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นแล้วมีผลมาถึงปัจจุบัน แต่ชาวพุทธไม่จบตันอับจนอยู่แค่กรรมเก่า ทีนี้มาถึงเรื่องที่เด็กคลอดออกมามีโรคที่หาสาเหตุไม่ได้ หรือเกิดในครอบครัวที่ลำบากขาดแคลน นี้เราสามารถอธิบายด้วยเรื่องกรรมเก่าตามหลักกรรมนิยามได้ด้วย และอธิบายตามหลักนิยามอื่น ๆ ด้วย เช่น ในด้านพีชนิยามว่า ในส่วนกรรมพันธุ์พ่อแม่เป็นอย่างไร เพราะกรรมพันธุ์เป็นตัวกำหนดได้ด้วย ถ้าพ่อแม่มีความบกพร่องในเรื่องบางอย่าง เช่น เป็นโรคเบาหวาน ลูกก็มีทางเป็นได้เหมือนกัน นี้พีชนิยาม ส่วนกรรมนิยามก็อาจจะอธิบายในแง่ความเหมาะสมสอดคล้องกันของคนที่จะมาเกิดกับคนที่จะเป็นพ่อแม่ ทำให้มาเกิดเป็นลูกของคนนี้ และมีความบกพร่องตรงนี้ โดยมีพีชนิยามเข้ามาประกอบช่วยกำหนด สำหรับกรณีที่มาเกิดในครอบครัวที่ลำบากขาดแคลน ถ้าเราจะยกให้เป็นเรื่องกรรมเก่าก็ตัดตอนไป ในเมื่อเขาเกิดมาแล้วในครอบครัวอย่างนี้ เราก็ตามไม่เห็น […]

ความตาย และ ผี ไม่ได้เป็นสิ่งที่น่ากลัวอย่างที่คิด โดย หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี

ความตาย และ ผี ไม่ได้เป็นสิ่งที่น่ากลัวอย่างที่คิด โดย หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ความตาย เป็นปรากฏการณ์ซึ่งไม่ค่อยจะมีเสมอนัก ฉะนั้น เมื่อความตายมาปรากฏเฉพาะหน้า ไม่ว่าจะเป็นคนสนิทใกล้ชิดหรือห่างไกลเราก็ตาม จึงเป็นเหมือนธรรมเทศนา อัปปมาทธรรมของเทวทูตกัณฑ์หนึ่งก็ว่าได้ เป็นของไม่น่าเกลียดและน่ากลัวเลย คนที่เกลียดและกลัวคนที่ตายไปแล้ว ตนสะอาดสวยงามเป็นของน่ารักน่าใคร่ คนอื่นเห็นเขาแล้ว เขาจะยินดีพอใจ คนที่ตายไปแล้วเท่านั้น เป็นผีที่น่าเกลียด แต่หาได้รู้ว่าตัวของเราก็เป็นผีสดศพหนึ่งดี ๆ นี่เอง นอกจากจะเป็นผีสดแล้ว ยังเป็นป่าช้าที่ฝังผีของสัตว์ต่าง ๆ มีหมู วัว เป็ด ไก่ เป็นต้น ซึ่งเราขนมาฝังอยู่ทุก ๆ วัน คนที่ตายแล้ว เขาไม่ได้เป็นป่าช้าของสัตว์อื่นอีกต่อไปแล้ว         ส่วนคนที่กลัวก็วาดภาพมาหลอกตัวเองว่า คนที่ตายไปนั้นจะต้องมีหน้าตาบิดเบ้บู้บี้ อย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งวาดไปแต่ทางที่ไม่น่าดูน่าแล ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่น่ากลัวน่าเกลียดทั้งนั้น แต่ซากของผู้ตายเองก็หาได้รู้ด้วยไม่ เป็นภาพของผู้กลัวคิดภาพเอาเอง แล้วก็กลับไปเอง จะเรียกว่าผีหลอกให้คนกลัวได้อย่างไร ควรเรียกว่าคนกลัวนั่นเองหลอกตนเอง แล้วไปใส่ร้ายผีต่างหาก คนผู้พิจารณาไม่เป็นย่อมไม่เห็นธรรม จึงเป็นของยากที่จะให้เห็นจริงได้ ธรรมดามนุษย์ทั้งหลายที่เกิดมาเบื้องต้นแล้วต้องตายด้วยกันทั้งหมดเป็นที่สุด […]

นิพพานชั่วขณะ…ละวางตัวตน ธรรมะโดย พระไพศาล วิสาโล

นิพพานคือภาวะสงบเย็นที่เกิดจากการหยุดปรุงแต่ง ไม่มีความสำคัญมั่นหมายในตัวตน นิพพานมีหลายระดับ ถ้าเป็นนิพพานที่สมบูรณ์ หรือ สมุจเฉทนิโรธ เกิดขึ้นได้เมื่อหมดกิเลสสิ้นเชิง เพราะมีปัญญาแจ่มแจ้งในพระไตรลักษณ์ จนไม่มีความยึดติดถือมั่นอีกต่อไป ส่วนนิพพานชั่วขณะ หรือ ตทังคนิโรธ จะเกิดขึ้นได้เมื่อเรามีธรรมะมาระงับดับกิเลสเป็นคราว ๆ ไป เช่น มีสติเมื่อผัสสะเกิดขึ้น ก็ไม่ปรุงเป็นตัวตน ไม่เกิดกิเลสขึ้นมา สภาวะเช่นนั้นท่านพุทธทาสเรียกว่า “จิตว่าง” จิตว่างในที่นี้คือว่างจากตัวตน ถือว่าเป็นนิพพานชั่วขณะ นี่แหละคือนิพพาน…ที่นี่…เดี๋ยวนี้ คำว่า “นิพพาน…ที่นี่…เดี๋ยวนี้” ยังหมายความได้อีกว่า ที่นี่และเดี๋ยวนี้ มนุษย์ทุกคนสามารถจะนิพพานได้ เช่น พระสาวกบางรูปบรรลุนิพพานขณะกำลังแสดงกายกรรมอยู่บนเชือก บางท่านบรรลุธรรมตอนจะหมดลมหายใจ บางท่านเกิดดวงตาเห็นธรรมขณะที่กำลังเชือดคอตนเองเพราะผิดหวังในการบวช บางท่านเป็นคนแก่เดินถือไม้เท้าแล้วล้มลง พอเห็นทุกขเวทนาเกิดขึ้นก็บรรลุธรรมเดี๋ยวนั้น บางท่านบรรลุธรรมขณะที่กำลังแสดงธรรมให้คนอื่นฟังอยู่ นี่คือตัวอย่างในสมัยพุทธกาลที่แสดงว่าทุกที่ทุกเวลาเราสามารถบรรลุนิพพานได้ เพราะนิพพานมีอยู่แล้ว นี่เรียกว่า “สมุจเฉทนิโรธ” เป็นนิพพานแบบหมดกิเลสอย่างสิ้นเชิง ซึ่งเป็นนิพพานของพระอรหันต์ แต่นิพพานที่ปุถุชนอย่างเราสามารถสัมผัสได้คือ นิพพานชั่วขณะ เราสัมผัสได้เมื่อมีสติในทุกผัสสะที่เกิดขึ้น เมื่อจิตว่างจากการปรุงแต่งเป็นตัวตนขณะใด ก็ถือว่านิพพานเป็นขณะ ๆ ไป…ซึ่งเกิดได้ทุกที่ทุกเวลาเช่นกัน   ที่มา  นิพพาน…ที่นี่…เดี๋ยวนี้ โดย 4 พระผู้นำทางปัญญาแห่งยุคสมัย […]

ทำอย่างไรถึงจะบำเพ็ญบารมีได้สำเร็จอย่างพระพุทธเจ้า

ทำอย่างไรถึงจะ บำเพ็ญบารมี ได้สำเร็จอย่างพระพุทธเจ้า บำเพ็ญบารมี เป็นกิจของพระโพธิสัตว์ หรือ สัตว์ผู้ปรารถนาพระโพธิญาณ เพื่อที่จะได้มีพระปัญญาเข้าถึงความจริงของโลก เพื่อนำพาสรรพสัตว์ไปสู่ความหลุดพ้น หลายคนผู้ปรารถนาสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าก็หวังปฏิบัติเพื่อให้ได้สะสมบารมี แม้แต่คุณธรรมที่ประพฤติปฏิบัติกันโดยทั่วไปก็ต้องระลึกไว้ว่า ไม่ใช่ทำนิด ๆ หน่อย ๆ ก็จะเห็นผล บางคนพอปฏิบัติธรรมสักอย่างไปนิดหน่อยก็นึกแต่จะเอาผล ชอบเรียกร้องว่าทำไมจึงยังไม่ให้ผล บางทีก็เกิดความท้อใจ แต่ที่แท้ตัวเองมิได้ปฏิบัติอย่างจริงจัง ยกตัวอย่างเช่น คนบางคนตั้งร้านค้าขึ้นมาร้านหนึ่ง ทำการค้าขายโดยสุจริต แต่ไม่ค่อยได้กำไร เกิดความรู้สึกว่าเมื่อค้าขายตรงไปตรงมาไม่ค่อยได้ผล ก็ชักจะท้อใจ แต่ถ้าเขามีความมั่นคงในที่สุดคนรู้แพร่หลายกระจายกว้างขวางถึงระดับหนึ่ง คนทั่วไปก็เกิดมีความเชื่อถือ พอนึกถึงหรือพูดถึงคนนี้หรือร้านนี้แล้ว เขาก็รู้กันทั่วไปเข้าใจทันทีว่าเจ้านี้ละตรงไปตรงมา ซื่อสัตย์สุจริต จนกระทั่งถ้าเข้าร้านนี้แล้วไม่ต้องต่อราคาเลย อย่างนี้ก็เรียกว่าพอจะอยู่ในระดับเป็นบารมีได้ คือทำอย่างจริงจังและเป็นประจำสม่ำเสมอ มีความคงเส้นคงวาจนทำให้เกิดความเชื่อถือ พูดง่าย ๆ ว่า บุคคลบางคนบำเพ็ญคุณธรรมบางอย่างเป็นประจำจนกระทั่งคุณธรรมนั้นปรากฏออกมาในกิริยาอาการลักษณะทั่วไป คนไหนเห็นแล้วก็รู้จักคนนั้นในลักษณะของคุณธรรมข้อนั้นไปเลย นี่เรียกว่าการบำเพ็ญในระดับที่เรียกว่าบารมี       ฉะนั้นให้เรานึกถึงพระพุทธเจ้า จะได้ไม่ท้อใจ เพราะถ้าเราไม่มีตัวอย่าง เราก็จะท้อใจว่า ได้บำเพ็ญธรรมะข้อนี้ไปแล้ว ก็ยังไม่เห็นผลอะไร เลยท้อใจคิดว่าจะเลิก อย่าทำดีกว่า คนอื่นเขาไม่เห็นต้องลำบากอย่างนี้ บางคนทำไมไม่ดีกลับได้ผล ก็ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติก้าวหน้าไปได้ […]

keyboard_arrow_up