เขมาเขมสรณทีปิกคาถา (แปล)

เขมาเขมสรณทีปิกคาถา เป็นพระสูตรที่สอนให้ชาวพุทธไม่หลงงมงาย เห็นความจริงของสรรพสิ่งตามความเป็นจริง มีความเชื่อในอริยสัจ 4 ที่พระพุทธองค์ทรงสอน

ออกกำลังกายอย่างมีสติ : เมื่อสามารถเจริญสติได้ในขณะทำสิ่งที่ชอบ

ออกกำลังกายอย่างมีสติ : เมื่อสามารถเจริญสติได้ในขณะทำสิ่งที่ชอบ จะมีอะไรดีไปกว่าการที่สามารถเจริญสติได้ในขณะทำในสิ่งที่เราชอบ ซีเคร็ตหวังว่าบทความเรื่องนี้ที่นำเนื้อส่วนหนึ่งของหนังสือธรรมะที่มีความเป็นวัยรุ่นเล่มนี้ “ฝึกให้สงบ เปลี่ยนความเครียดให้เป็นความสงบสุข” จะช่วยให้เกิดสติขึ้นได้ในชีวิตประจำวัน ลองมา ออกกำลังกายอย่างมีสติ กันค่ะ คุณออกกำลังกายอย่างไร ไม่ต่อเนื่อง กระตือรือร้นเกินไป สามารถแข่งขันได้ หรือไม่ออกกำลังเลย  ถ้าคุณไม่ได้ออกกำลังกายเป็นประจำ ก็ควรจะเริ่มต้นได้แล้ว เพราะการออกกำลังกายจะช่วยสร้างช่วงเวลาแห่งความสงบสุขให้คุณได้ในระหว่างวัน นี่คือวิธีที่ดีเยี่ยมซึ่งช่วยคลายความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ และช่วยปรับสมาธิ ซึ่งก่อให้เกิดความสงบในแต่ละวันได้มากที่สุด ทั้งนี้ทางเลือกในการออกกำลังกายอาจไม่สำคัญเท่ากับวิธีออกกำลังกาย ข่าวดีคือ คุณไม่จำเป็นต้องเลือกออกกำลังแบบโยคะ หรือไทชิแทนการเล่นกีฬาที่ชอบ แต่คุณสามารถฝึกความสงบด้วยการอยู่กับปัจจุบันในขณะที่ออกกำลังกาย     ความใส่ใจ โยคะและการออกกำลังกายที่เป็นศาสตร์เฉพาะทาง (Esoteric Exercise) มักจะเน้นความรู้สึกตัวแม้กระทั่งก่อนที่จะเริ่มเคลื่อนไหว ดังนั้นคุณจึงตระหนักถึงความรู้สึกตัว ซึ่งเป็นการรับรู้ภายในถึงสิ่งที่คุณต้องการให้การกระทำบรรลุผล นี่คือกระบวนการตั้งสติลงมือทำโดยมีภาพผลลัพท์ที่ชัดเจนอยู่ในใจว่าอยากให้ออกมาเป็นเช่นไร แล้วลงมือทำสิ่งที่จำเป็นเพื่อให้บรรลุผลสำเร็จ ในการทำเช่นนี้ คุณต้องทำใจให้ว่างจากทุกสิ่งเหลือเพียงจุดที่มุ่งเน้น โดยสนใจแต่สิ่งที่ต้องการทำและวิธีที่จะทำ แจ๊ค นิคลอส แชมเปี้ยนกอล์ฟมืออาชีพกล่าวว่า “ผมไม่เคยตีลูกกอล์ฟโดยไม่มีภาพที่ชัดเจนในหัว แม้กระทั่งในการฝึก เริ่มแรกผมเห็นลูกกอล์ฟไปอยู่ในจุดที่ต้องการ ลูกกอล์ฟสีขาวสวยวางสูงเด่นอยู่บนสนามหญ้าสีเขียวชอุ่ม แล้วภาพนั้นก็เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ผมเห็นลูกกอล์ฟเคลื่อนไปที่นั่น เห็นเส้นทาง ทิศทางการหมุน และรูปทรง เห็นแม้กระทั่งลีลาที่ลูกลงหลุม แล้วภาพก็ค่อย […]

ผลของการเจริญสติที่ถูกต้อง โดย หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

ผลของการเจริญสติที่ถูกต้อง โดย หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ ก. ผลคือสะอาด ดังนั้น การทำบุญให้ทานรักษาศีล การทำสมถกรรมฐานและการเจริญวิปัสสนา ต่างก็เป็นการกระทำเพื่อเอามาทำลายกิเลส คือ ความโลภความโกรธความหลง การทำลายกิเลสได้นี่แหละคือตัวบุญแท้ ๆ เป็นยอดบุญ ถ้าเป็นสวรรค์ก็เป็นสวรรค์แท้ ๆ เป็นแก่นของสวรรค์ เป็นยอดแท้ของสวรรค์ ถ้าเทียบกับพระนิพพานก็เป็นพระนิพพานแท้ เป็นแก่นเป็นยอดของนิพพาน ความหมดไปของกิเลส ก็คือ สะอาด นิพพานแปลว่าความดับเย็นลง คือเราไม่ร้อนอกร้อนใจเพราะกิเลสดับเย็นลง ถ้าขณะนี้เราไม่มีความทุกข์มันก็เป็นนิพพานในขณะนี้เอง เมื่อเรามีนิพพานในขณะนี้แล้ว ก็ต้องได้ไปนิพพานแน่ ๆ เราควรจะรู้จักสวรรค์ที่ในใจของเรา ความไม่มีทุกข์นั่นแหละเป็นสวรรค์คือจิตใจเราร่าเริงเบิกบาน เราดูจิตดูใจเราอยู่มันเป็นเมืองสวรรค์ เมื่อเรามีสวรรค์อยู่ที่ใจอย่างนี้แล้ว พอตายไปจะได้ไปเกิดเมืองสวรรค์อย่างไม่ต้องสงสัย ข. ผลคือสว่าง หากใครไม่รู้จักเมืองสวรรค์ ก็ไม่สามารถไปเมืองสวรรค์ได้หรอก ตัวอย่างเช่น ในบ้านของเรามีไฟฟ้า เราอยากได้แสงสว่างแต่เอามือไปจับที่หลอดไฟแสงไฟก็จะไม่มี เมื่อเราได้เรียนรู้ว่าจะเปิดไฟต้องเปิดที่สวิตช์ไฟ เราก็ไปเปิดสวิตช์ ไฟก็ไปสว่างอยู่ที่หลอด นี่ก็เหมือนกัน วิธีที่จะจัดการกับความโลภความโกรธความหลงนั้น เราไม่ต้องไปคิดหาว่าความโกรธความโลภความหลงอยู่ที่ไหน เราเพียงกลับเข้ามาดูจิตดูใจของเราก็จะทำลายความโกรธความโลภความหลงได้เอง พระพุทธเจ้าตรัสไว้แล้วว่า พระองค์ตรัสรู้ได้โดยการบำเพ็ญทางจิต เราก็ต้องมาดูจิตดูใจของเรา การดูจิตใจนี้แหละ เป็นการเปิดไฟฟ้าโดยจับที่สวิตช์ไฟฟ้า เมื่อเราทำบ่อย […]

การเจริญสติที่ทำให้เกิดปัญญา โดย หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

การเจริญสติ ที่ทำให้เกิดปัญญา โดย หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ สำหรับอาตมา มีประสบการณ์ว่า การเจริญสติ ไม่จำเป็นต้องนั่งหลับตา หลวงพ่อเคยทำวิธีหลับตามาแล้ว แต่ไม่เกิดปัญญา พอมาทำวิธีใหม่ วิธีของหลวงพ่อนี้มันเกิดปัญญา ทำให้รู้สึกว่าถูกต้องกับตำรับตำราของคนสมัยใหม่ วิธีของหลวงพ่อนี้ บางคนอาจจะคิดว่าเป็นของใหม่ก็ได้ เพราะยังไม่เคยได้ยิน แต่ความจริงแล้วเป็นของเก่าตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้าสอนนั่นแหละ ก. ปลุก “ตัว” ให้รู้สึกและตื่นอยู่เสมอ การเจริญสติที่อาตมาทำมาและกำลังเล่าให้ฟังอยู่นี้ทำดังนี้ สมมติว่าเรากำลังนั่งพับเพียบ หรือกำลังนั่งเก้าอี้หรือกำลังนอนหรือยืนก็ได้ ให้เอาสติมาจับความเคลื่อนไหวของมือ พลิกมือขึ้น คว่ำมือลง ยกมือขึ้น เอามือลง ให้มีสติรู้ทุกอิริยาบถ ทำอย่างนี้บ่อย ๆ นี่เป็นการเจริญสติอย่างหยาบ ๆ พูดง่าย ๆ คือ ให้มีสติอยู่ทุกอิริยาบถ ไม่ว่าจะนั่งนอนยืนเดิน จะทำอะไรอยู่ก็ตามให้รู้สึก การทำวิธีนี้ใคร ๆ ก็ทำได้ จะนับถือศาสนาอะไรก็นำเอาไปทำทั้งนั้น ไม่ว่าชนชาติใดก็ทำได้ เพราะทุกคนมีกายกับใจด้วยกันทั้งนั้น ทุกศาสนาก็สอนเหมือนกันหมดคือให้ละความชั่วทำความดี ข. ปลุก “ใจ” ให้รู้สึกและตื่นอยู่เสมอ เมื่อเจริญสติจนชำนาญแล้ว ให้เอาสติเข้าไปจับความรู้สึกของจิตใจ คือรู้ตามอารมณ์ […]

ศิลปะของการภาวนา โดย หลวงพ่อโพธินันทะ

ศิลปะของการภาวนา โดย หลวงพ่อโพธินันทะ ผู้ที่ไม่ได้ตระหนักถึงมหันตภัยแห่งสังสารวัฏย่อมไม่อาจสละโลกียทรัพย์ทั้งปวงได้ ย่อมถูกตัณหา ราคะ ครอบงำ การกระทำต่าง ๆ ย่อมออกนอกวิถีทางของมัชฌิมาปฏิปทา และล่วงสู่สายธารอันเชี่ยวกรากแห่ง โลกธรรม 8 ประการ  ศิลปะของการภาวนา จงเฝ้าเรียนรู้กระบวนการความคิด และตรวจตราดวงจิตอยู่เสมอ จนรู้แจ้งชัดถึงเอกสภาวะของสรรพสิ่งที่อยู่เหนือความสุดโต่งทั้งสอง เหมือนปล่อยโคกินหญ้าในทุ่งกว้าง นาน ๆ ขึ้นยอดไม้ดูสักครั้ง ความเข้าใจตนเองย่อมแจ่มชัดขึ้น ในการปฏิบัติภาวนา หากไม่สามารถลดละปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนได้ ก็จะไม่ได้ประโยชน์อะไรจากการปฏิบัติภาวนา การบรรลุพุทธภาวะเป็นศิลปะของการดำเนินชีวิตอย่างยิ่ง มีวิธีเดียวเท่านั้นที่จะเข้าถึงได้ ก็คือการดำเนินชีวิตไปตามปกติธรรมดา หิวก็กิน ง่วงก็นอน ร้อนก็อาบน้ำ บนประสบการณ์ของการตื่นเห็นแจ้งธรรมชาติที่แท้ (จิตประภัสสร อันติมสัจจะ) แห่งความเป็นพุทธะภายในตน เป็นการรู้แจ้งถึงบางสิ่งที่มีในตนอยู่แล้วตลอดเวลา เมื่อเห็นแจ้งสิ่งนี้ ตัวตนแห่งความยึดถือก็จะสิ้นสุดลง ตัวตนแห่งจิตสำนึกที่เป็นบ่อเกิดแห่งปัญหาจะถูกขจัดด้วยปัญญาญาณ ตัวตนที่แท้ มนุษย์ที่แท้ อันติมสัจจะก็จะเผยตัวมันออกมา เพียงลืมตาต่อจิตประภัสสรของเราเท่านั้น ความคิดปรุงแต่งที่เกิดจากอวิชชาก็จะสิ้นสุดลง ธรรมชาติที่แท้ที่เป็นต้นกำเนิดของทุกสิ่งก็จะแสดงตัวของมันเองออกมาร่วมกับกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันของเรา ความเป็นพุทธะก็จะฉายแสงออกมา นี่คือศิลปะของการปฏิบัติภาวนา   ที่มา  ทางสายกลางสู่อิสรภาพแห่งชีวิต โดย หลวงพ่อโพธินันทะ […]

ธาตุกรรมฐาน : กำจัดตัวตนด้วยการพิจารณารูปขันธ์เป็นมหาภูตรูป 4

ธาตุกรรมฐาน : กำจัดตัวตนด้วยการพิจารณารูปขันธ์เป็น มหาภูตรูป 4 ธาตุกรรมฐาน เป็นหนึ่งใน 40 กรรมฐาน มีอีกชื่อว่า “จตุธาตุววัฏฐาน” เป็นกรรมฐานที่พิจารณาร่างกายตามคุณลักษณะของธาตุ 4 ร่างกายของมนุษย์อันเป็นที่อยู่ของจิต เกิดขึ้นจากการรวมตัวจนกลายเป็นรูปของธาตุ 4 จึงเรียกว่า “มหาภูตรูป” เพื่อให้เข้าใจกรรมฐานประเภทนี้ และมีปัญญาแจ่มแจ้งยิ่งขึ้น จึงขออัญเชิญธรรมบรรยายของสมเด็จพระญาณสังวร เรื่องธาตุกรรมฐาน ซึ่งพระองค์อธิบายไว้ดีแล้วว่า ” โดยปกติคนเราย่อมมีความยึดถือร่างกายอันนี้ว่าเป็นเรา เป็นตัวตนของเรา เมื่อมาพิจารณาโดยความเป็นธาตุ คือแยกออกไปว่า ส่วนที่แข็งก็เป็นธาตุดิน ส่วนที่เอิบอาบก็เป็นธาตุน้ำ ส่วนที่อบอุ่นก็เป็นธาตุไฟ ส่วนที่พัดไหวก็เป็นธาตุลม และส่วนที่เป็นช่องว่างก็เป็นอากาสธาตุ เมื่อเป็นเช่นนี้ ตนหรือของตนที่ยึดถืออยู่นี้ ก็กลายเป็นธาตุ และถ้าลองพิจารณาแยกธาตุเหล่านี้ออกไปทีละอย่าง คือเมื่อพิจารณาดูส่วนที่แข็งอันเรียกว่าเป็นธาตุดิน แยกเอาธาตุดินออกไปเสียจากร่างกายอันนี้ ก็จะเหลืออยู่แต่ธาตุน้ำเป็นต้น เมื่อแยกเอาธาตุน้ำออกไปเสียอีก ก็จะเหลืออยู่แต่ธาตุไฟเป็นต้น เมื่อแยกเอาธาตุไฟออกเสีย ก็จะเหลือแต่ธาตุเป็นต้น เมื่อแยกเอาธาตุลมออกไปเสียอีก ก็จะเหลือแต่ช่องว่างไปทั้งหมด ”  จากการอธิบายลักษณะของมหาภูตรูป (ร่างกายมนุษย์) แล้ว ทำให้เห็นว่าร่างกายของมนุษย์มีลักษณะของธาตุ 4 เช่น จุดที่แข็งเป็นธาตุดิน ได้แก่ […]

โรคกายหรือโรคใจ เป็นอย่างไหนกันแน่นะ

“อโรคยา ปรมาลาภา” การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ เป็นประโยคที่หลายคนคงคุ้นเคยกันดี โรคที่ว่านี้ไม่ใช่แค่อาการเจ็บไข้ได้ป่วยที่แสดงออกทางร่ายกายเท่านั้น แต่ยังรวมอาการแฝงอีกอย่างหนึ่งซึ่งก็คือโรคใจเข้าไปด้วย ลองมาดูซิว่าเราเป็นโรคกายหรือโรคใจอย่างไหนกันแน่นะ

อานิสงส์ที่ทำให้ สุเมธดาบส ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต

อานิสงส์ที่ทำให้ สุเมธดาบส ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต สุเมธดาบส เป็นอดีตพระชาติหนึ่งของพระสมณโคดมพุทธเจ้า ได้สร้างมหากุศลคือสละกายเป็นสะพานให้อดีตพระพุทธเจ้า ผู้มีพระนามว่า “ทีปังกรพุทธเจ้า” และพระสาวกทั้งหลายข้ามพ้นจากเปือกตม ครั้งพระโพธิสัตว์ถือกำเนิดในตระกูลพราหมณ์ มีชื่อว่า สุเมธบัณฑิต แม้ว่าจะเป็นพราหมณ์ที่มั่งคั่ง มีสมบัติสะสมอยู่มากมาย ทั้งยังเป็นผู้คงแก่เรืยน เชี่ยวชาญในพระเวท คัมภีร์ และศาสตร์ต่าง ๆ  เมืองอมรวดี ซึ่งเป็นบ้านเกิดของพระโพธิสัตว์มีความรื่นรมย์ไม่ต่างจากแดนสวรรค์ แต่พระโพธิสัตว์กลับเบื่อหน่ายทางโลก ปรารถนาพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด จึงออกจากเรือนไปบำเพ็ญภาวนาในป่าหิมพานต์ ท้าวสักกะเทวราชทรงทราบว่าพระดาบสตนนี้คือพระโพธิสัตว์บำเพ็ญบารมีมาหลายภพชาติ จึงมอบหมายให้พระวิษณุกรรมเนรมิตอาศรมถวาย สุเมธดาบสบำเพ็ญภาวนาจนบรรลุอภิญญา และมีความสุขจากการทำสมาบัติ     ในตอนนั้นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งได้ถืออุบัติขึ้นบนโลก พระองค์ทรงเป็นเจ้าชายแห่งรัมมนครมีพระนามว่า “ทีปังกร” เป็นพระราชโอรสแห่งพระเจ้าสุเทวะกับพระนางสุเมธา มีพระชายานามว่า พระนางปทุมา และพระโอรสนามว่า อุสภักขันธกุมาร พระองค์ทรงเห็นนิมิต 4 ประการ (เทวทูต 4) ทำให้ทรงเบื่อหน่ายทางโลก ปรารถนาแสวงหาความหลุดพ้นจึงเสด็จออกผนวช พระองค์ทรงใช้เวลาเพียง 10 เดือนจึงตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ภายใต้ต้นเลียบ (ต้นมะกอก) หลังจากทรงประกาศพระธรรมแล้ว ทรงมีพระอัครสาวกคือ พระสุมังคลเถระ และ พระติสสเถระ ทรงมีพระอัครสาวิกาคือ […]

วิธีง่าย ๆ วางใจอยู่เหนือคำนินทาทั้งปวง บทความดีๆ จาก ปิยสีโลภิกขุ

แม้การนินทาจะเป็นเรื่องสามัญ แต่น้อยคนนักที่ทำใจยอมรับได้ คนยิ่งชอบนินทามากเท่าใด พอตกกับตัวเองเข้า กลับยิ่งเป็นฟืนเป็นไฟไปเท่านั้น

จงพร้อมจะเรียนรู้จากคุณครู ประสบการณ์

นอกจากความผิดพลาด ประสบการณ์ก็ถือเป็นครูชั้นยอดของมนุษย์เช่นกัน

เปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นคนคิดบวกด้วยโยนิโสมนสิการ

เปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นคนคิดบวกด้วย โยนิโสมนสิการ คุณกำลังประสบกับปัญหาความเครียดอยู่หรือเปล่า อดคิดมาก คิดวน และคิดฟุ้งซ่านไม่ได้ พระพุทธเจ้าผู้เป็นที่พึ่งของโลกได้ประทานคำสอนแก้ปัญหานี้ไว้คือ ” โยนิโสมนสิการ ” สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ถอดความพระพุทธพจน์หนึ่งว่า “ภิกษุผู้เป็นเสขะ ยังไม่บรรลุอรหัตตผล ปรารถนาความเกษมจากโยคะอันยอดเยี่ยม เราไม่เล็งเห็นองค์ประกอบภายในอย่างอื่นแม้สักอย่าง ที่มีประโยชน์มากเหมือนอย่างโยนิโสมนสิการเลย ภิกษุผู้ใช้โยนิโสมนสิการ ยอมกำจัดอกุศลได้และบำเพ็ญกุศลให้เกิดขึ้น”   พระพุทธพจน์นี้แสดงให้เห็นว่า โยนิโสมนสิการมีประโยชน์กว่าการปฏิบัติ (โยคะ) ใช้กำจัดอกุศล และสร้างกุศลให้เกิดขึ้นได้ กุศลคือการทำความดีโดยไม่ทำให้ตนเองและผู้อื่นเดือดร้อน โยนิโสมนสิการเป็นหลักการคิด การทำให้กุศลเกิดขึ้นด้วยโยนิโสมนสิการจึงเป็นวิธีคิดที่ทำให้คิดแต่เรื่องกุศล หรือพูดง่าย ๆ คือ การคิดบวกนั่นเอง ก่อนที่จะรู้ว่าโยนิโสมนสิการช่วยให้เป็นคนคิดบวกได้อย่างไร ลองมาทำความรู้จักกับคำสอนนี้กันเสียก่อน ซึ่งสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์แบ่งและอธิบายไว้เป็นหลักคิด 10 ประการดังนี้     1.  วิธีคิดแบบสืบสาวเหตุปัจจัย คือ พิจารณาปรากฏการณ์ที่เป็นผลให้รู้จักสภาวะที่เป็นจริง หรือพิจารณาปัญหาหาหนทางแก้ไขด้วยการค้นหาสาเหตุและปัจจัยต่าง ๆ ที่สัมพันธ์ส่งผลสืบทอดกันมา อาจเรียกว่าวิธีคิดแบบอิทัปปัจจัยตา หรือ วิธีคิดแบบปฏิจจสมุปบาท 2.  วิธีคิดแบบแยกแยะส่วนประกอบ หรือกระจายเนื้อหา เป็นการคิดที่มุ่งให้มองและให้รู้จักสิ่งทั้งหลายตามสภาวะของมันเองอีกแบบหนึ่ง 3.  วิธีคิดแบบสามัญลักษณ์ […]

รักษาไข้ด้วยใจ “ กรุณา ” บทความให้กำลังใจจาก นายแพทย์ชวโรจน์  เกียรติกำพล

เรียกได้ว่าความเจ็บป่วยแทบจะหมดความหมายเพราะความ กรุณา ย้อนกลับมาช่วยรักษาเราให้ดีขึ้นด้วยเช่นกัน

เหตุให้ได้มาซึ่งสมาธิ โดย พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ

เหตุให้ได้มาซึ่ง สมาธิ โดย พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ เมื่อสมาธิเกิดขึ้น สมาธิ จะเป็นปัจจัยให้เกิดปัญญา คือการเห็นสภาพจริงตามความเป็นจริง แต่ เหตุที่จะให้ได้มาซึ่งสมาธินั้นมีวิธีการอยู่ 2 ลักษณะ คือ วิธีแรก ตั้งใจทำสมถกรรมฐานไปเลย คือตั้งใจทำสมาธิอย่างเดียวโดด ๆ โดยเอาอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งมาเป็นตัวตั้ง ไม่ว่าจะเป็นเพ่งเทียน เพ่งดิน เพ่งไฟ ใช้คำบริกรรมภาวนา ดูลมหายใจ ดูท้องพอง – ยุบ ยกไม้ยกมือ ฯลฯ ได้ทั้งนั้น ขอเพียงทำให้จดจ่อต่อเนื่อง เพ่งอยู่ที่นั่นที่เดียว ไม่คิดถึงเรื่องอื่นใด ไม่หวังสติ ไม่หวังปัญญา มุ่งหมายเพียงเพื่อให้เกิดความเป็นหนึ่งเดียว กระชับ แนบแน่นเป็นหนึ่งเดียวกับอารมณ์นั้น เมื่อจดจ่อต่อเนื่องนานเข้า บริกรรมถี่เข้า ๆ สมาธิก็จะค่อย ๆ รวมลง จิตก็ค่อย ๆ อ่อนสลวย อ่อนโยนลง ซ่านไปที่อื่นน้อยลง อยู่กับสิ่งนั้นมากขึ้น ใกล้ชิดมากขึ้น ท่านเรียกสมาธิแบบนี้ว่า “อุปจารสมาธิ” เทียบกับการตักน้ำใส่ขันแล้วนำไปใส่ช่องฟรีซ ตอนที่เป็นวุ้นยังไม่เป็นก้อนน้ำแข็ง […]

ในโลกนี้ไม่มีอะไรเป็นของของเราอย่างแท้จริง โดย หลวงพ่อทูล ขิปฺปปญฺโญ

ในโลกนี้ไม่มีอะไรเป็นของของเราอย่างแท้จริง โดย หลวงพ่อทูล ขิปฺปปญฺโญ เรื่องที่จิตจะปฏิเสธว่า โลกนี้ไม่มีอะไรเป็นของเรานั้น อาจจะไม่ปฏิเสธไปเสียทุกครั้ง เพราะการปฏิเสธของจิตมิใช่เป็นเรื่องบังคับ หากเป็นธรรมชาติที่เป็นจริง แต่เมื่อใดที่จิตมีความรู้เห็นในสรรพสังขารทั้งหลายว่าเป็นทุกข์อย่างนี้ มีความไม่เที่ยงอย่างนี้ และรู้เห็นว่าไม่มีสิ่งใดเป็นเรา จิตจะเอาอะไรเป็นเครื่องยึดถือ เพราะจิตได้รู้เห็นโทษภัยในการยึดถือทั้งหมดแล้วว่าเป็นทุกข์อย่างนี้ ไม่มีความสงสัยลังเลในสัจธรรมทั้งหลาย จิตก็ย่อมปฏิเสธและทอดอาลัยในความยึดถือทันที ในโลกนี้ไม่มีอะไรเป็นของของเราอย่างแท้จริง นี้คือจิตมีความฉลาด สามารถที่จะรู้เห็นในปัญญาญาณอย่างเปิดเผย ไม่มีสิ่งใดในภพทั้งสามจะปิดบังอำพรางในวิปัสสนาญาณนี้เลย แม้จะน้อมจิตไปพิจารณาสัจธรรมในอดีต ก็รู้เห็นสัจธรรมในอดีต จะน้อมจิตไปพิจารณาสัจธรรมในอนาคต ก็รู้เห็นสัจธรรมในอนาคต นี้ก็เพราะปัจจุบันมีสัจธรรมที่เพียบพร้อมอยู่แล้ว การกำหนดดูในเรื่องอดีต อนาคต จึงไม่มีปัญหาที่จะทำให้เกิดความสงสัย เพราะความเป็นไปในสัจธรรมมีสภาพเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เหมือนกับความเป็นอยู่ในปัจจุบัน ฉะนั้น การรู้เห็นในสัจธรรมในปัจจุบันจึงเป็นสิ่งสำคัญ และเป็นเครื่องยืนยันตัดสินได้อย่างถูกต้อง นี้คือความรู้รอบ เป็นความรอบรู้ในสรรพสังขารทั้งหลายว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรยึดถือ ถ้ารู้เห็นในสัจธรรมว่าเป็นจริงแล้วอย่างนี้ จึงไม่มีสิ่งใดจะมาบังคับให้จิตมีความยึดถือได้ เหมือนกับรู้เห็นไฟว่าเป็นของร้อน รู้เห็นงูพิษว่าเป็นงูพิษ รู้เห็นเสือว่าเป็นเสือ รู้เห็นจระเข้ว่าเป็นจระเข้ รู้เห็นมูตรคูถว่าเป็นของสกปรกโสโครก ใครเล่าจะไปคลุกคลีอยู่กับสิ่งเหล่านี้ หนทางที่จะหลีกหนีให้พ้นไปจากสิ่งเหล่านี้ ก็ผู้นั้นแลจะรู้เห็นเส้นทางที่จะหนีไปให้พ้นเองนี้ฉันใด เมื่อจิตมีญาณคือความรู้ จิตมีความสว่างในการเห็น ความรู้ความเห็นทั้งสองนี้มารวมในจุดเดียวเมื่อไร ความฉลาดความเฉียบแหลมคมคายก็เกิดขึ้นภายในจิตใจทันที จะพิจารณาในสัจธรรมหมวดใด ก็จะรู้ชัดเห็นจริงในสัจธรรมหมวดนั้น ๆ อย่างแจ่มแจ้งชัดเจน […]

รวมข้อสงสัย สำหรับมือใหม่หัด ” ภาวนา “

การ ภาวนา มักเข้าใจว่าเป็นของชาวพุทธ แต่นั่นเป็นความเข้าใจที่ผิด ความจริงมีอยู่แล้วเหมือนกับความจริงทางวิทยาศาสตร์ทั้งหลาย

5 ดาราพาลูกเข้าวัด หัดสร้างบุญแต่เล็กแต่น้อย – SECRET

5 ดาราพาลูกเข้าวัด หัดสร้างบุญแต่เล็กแต่น้อย การเข้าวัดทำบุญเป็นสิ่งที่พุทธศาสนิกชนปฏิบัติเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ ไม่เว้นแม้แต่เหล่าซุป’ตาร์คนดังที่นอกจากจะมีใจฝักใฝ่ในทางพุทธศาสนาแล้ว ก็ยังพาลูกเข้าวัดทำบุญใส่บาตรเป็นประจำ เรียกว่าหัดให้ลูกปลูกต้นบุญกันตั้งแต่ตัวเล็กตัวน้อยเลยทีเดียว มาดูโมเมนต์การทำบุญเข้าวัดของดาราดังกับลูก ๆ กันค่ะ  ดาราพาลูกเข้าวัด   แอฟ ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ กับ น้องปีใหม่ เราจะเห็นภาพคุณแม่แอฟสุดสตรองพาน้องปีใหม่เข้าวัดทำบุญเป็นประจำในโอกาสต่าง ๆ มีทั้งไปกับคุณตาคุณยายและญาติ ๆ ด้วย น้องปีใหม่จึงเกิดความเคยชิน สามารถตื่นแต่เช้ามืดเพื่อไปทำวัตรเช้าได้โดยไม่งอแง บางครั้งจะเป็นคนมาปลุกคุณแม่เลยด้วยซ้ำ แถมยังช่วยจัดโต๊ะและเตรียมอาหารถวายเพลอย่างแข็งขัน นอกจากนั้นน้องปีใหม่ยังชอบสวดมนต์อีกด้วย เพราะแม่แอฟสอนให้สวดมนต์ก่อนนอนทุกคืน อย่างไรก็ตามด้วยความเป็นดาราดัง บางครั้งแม่แอฟติดภาระกิจ คุณตาคุณยายก็จะเป็นผู้พาน้องปีใหม่เข้าวัดไหว้พระทำบุญแทน ด้วยความที่น้องปีใหม่เกิดวันที่ 1 มกราคม จึงกลายเป็นธรรมเนียมของครอบครัว คือ ทุกคนจะมาร่วมทำบุญเลี้ยงพระเนื่องในวันเกิดของน้องปีใหม่ทุกปี ถือเป็นการทำบุญไหว้พระรับพรวันขึ้นปีใหม่พร้อมกันไปเลย ภาพจาก  [email protected]_taksaorn   ชาคริต แย้มนาม กับ น้องโพธิ์ พระเอกชาคริต แย้มนาม มักจะพาน้องโพธิ์เข้าวัดเข้าวาทำบุญทำทานอยู่เสมอ ล่าสุดน้องโพธิ์ทำบุญวันคล้ายวันเกิดของคุณพ่อคุณแม่อย่างมีความสุข โดยพ่อชาคริตเปลี่ยนหลอดไฟในกุฏิ เพื่อเป็นสิริมงคลนำแสงสว่างมาสู่ครอบครัว ซึ่งในวันเกิดของน้องโพธิ์เมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา น้องโพธิ์ก็ได้ไปทำบุญเลี้ยงพระเพล ร่วมกับคุณพ่อคุณแม่ คุณตาคุณยาย […]

หลับอย่างไร ตายอย่างนั้น ธรรมะตื่นรู้ โดย พระอาจารย์มานพ อุปสโม

หลับอย่างไร ตายอย่างนั้น ธรรมะตื่นรู้ โดย พระอาจารย์มานพ อุปสโม การตายนั้นเหมือนกับการนอนหลับ เรานอน หลับอย่างไร ตายอย่างนั้น เพราะอะไร มาทำความเข้าใจเรื่องนี้เพื่อได้ตื่นรู้กับบทความธรรมะของพระอาจารย์มานพ อุปสโมกันค่ะ ก่อนจะหลับถ้าเราสังเกตเห็นจิตเราวูบดับไป อาการตายก็เป็นอย่างนั้นเอง ภาวะทางจิตตอนจะตายก็เหมือนกับตอนจะหลับนั่นเอง ไม่มีอะไรน่าหวาดกลัว แล้วก็ไม่มีอะไรเจ็บปวด ไม่ว่าจะตายด้วยอุบัติเหตุ ตายด้วยอาการเจ็บไข้ได้ป่วย ท่านให้เราหมั่นทำคุณงามความดีเอาไว้ ถึงเวลาตอนที่ใกล้จะตาย เราจะได้หลับสบาย หลักการพุทธศาสนาให้เราทำความเข้าใจว่า การตายก็เหมือนกับการเปลี่ยนภาชนะ เหมือนเปลี่ยนของใช้ คือทิ้งภาชนะดินเผาแล้วเปลี่ยนเอาภาชนะทองคำมาแทน สังขารร่างกายของเราปัจจุบันนี้มันเจ็บมันปวด พอตายแล้วเราก็เปลี่ยนใหม่หมด ถ้าเราทำบุญทำกุศลไว้ดีพอ บุญกุศลจะส่งผลให้เราไปเกิดในสุคติ คือเปลี่ยนไปเป็นภาชนะที่ดีขึ้น การตายเปรียบเหมือนกับการย้ายบ้าน บ้านที่เราอยู่อาศัยในปัจจุบันเป็นบ้านเช่าหลังเก่า ๆ พัง ๆ เราใช้ชีวิตอยู่ในบ้านหลังนี้มานานมากแล้ว วันหนึ่งเราทำงานเก็บเงินได้ส่วนหนึ่ง เราก็เริ่มซื้อที่ดินแล้วก็เริ่มสร้างบ้านใหม่ พอบ้านหลังใหม่เสร็จเรียบร้อยแล้ว เราก็ย้ายจากบ้านหลังเก่าไปอยู่บ้านหลังใหม่เท่านั้นเอง ถามว่าเราควรอาลัยอาวรณ์บ้านหลังเก่าหรือเปล่าทั้งที่บ้านหลังเก่าก็ผุ ๆ พัง ๆ ฝนตกลงมาหลังคาก็รั่ว เปียกจนเรานอนหลับไม่สบาย แต่บ้านหลังใหม่เป็นบ้านที่เราปลูกอย่างดี เราพักผ่อนได้อย่างสะดวกสบาย     หากสร้างบ้านใหม่ไว้ดีแล้ว การย้ายออกจากบ้านหลังเก่าก็ไม่น่าอาลัยอาวรณ์ ไม่น่าหวาดกลัว […]

Dhamma Daily : ควรทำอย่างไร เมื่ออยาก เปลี่ยนศาสนา แต่เกรงใจครอบครัว

เป็นเรื่องที่น่าคิดหนักเมื่อเราต้องการ เปลี่ยนศาสนา แต่ก็เกรงใจครอบครัว กลัวพวกเขาไม่เข้าใจเหตุผลของเรา พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธีมีคำอธิบายในเรื่องนี้

keyboard_arrow_up