เตรียมตัวตายวันนี้ นิพพานวันนี้ ธรรมะโดย พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล

มรณสติเป็นกรรมฐานอย่างหนึ่งที่เราทุกคนควรน้อมนำปฏิบัติ ถ้าเราระลึกถึงความตายที่จะเกิดขึ้นกับเราหรือคนที่เรารักอยู่เสมอ ความตายจะคอยเตือนและเคี่ยวเข็ญให้เราใช้เวลาทุกนาทีของชีวิตอย่างคุ้มค่า ความตายช่วยผลักดันให้เราเข้าหาธรรมะ ขวนขวายปฏิบัติธรรมเพื่อความพ้นทุกข์ เพื่อเข้าถึงนิพพานอันเป็นเป้าหมายสูงสุด อย่างไรก็ดี มรณสติไม่ใช่เพียงการนึกถึงความตายที่เกิดขึ้นกับตัวเราเท่านั้น การเตรียมตัวตายที่อาตมาหมายถึงไม่ได้เน้นเฉพาะตอนใกล้ตายเท่านั้น แต่ต้องเตรียมตัวตั้งแต่เดี๋ยวนี้ ขณะที่ยังเป็นปกติ มีสุขภาพดี เตรียมพร้อมด้วยการใช้ชีวิตอย่างถูกทำนองคลองธรรม เติมเต็มหน้าที่ในชีวิตมนุษย์ให้สมบูรณ์ ถ้าเราระลึกถึงความตายแล้วรู้สึกอินกับมัน ตระหนักว่าความตายได้เดินทางมาถึงเราแล้วจริง ๆ เราจะเห็นความสำคัญของการปล่อยวาง ปล่อยทั้งสิ่งที่เราชอบและวางทั้งสิ่งที่เราชัง ถ้าเรายึดติดกับสิ่งที่เราชอบ เวลาตายเราก็จะห่วงหาอาลัย ขณะเดียวกัน ถ้าเราพกความโกรธเกลียดชิงชังไว้ในใจจนถึงวาระสุดท้าย เราก็จะตายอย่างทุรนทุราย การระลึกถึงความตายทำให้เราปล่อยวางความโกรธ เพราะไม่อยากตายอย่างเป็นทุกข์ ฉะนั้น เวลาโกรธใครก็ตามให้คิดว่า “อีกไม่นานเราก็ต้องตายจากกัน แล้วจะโกรธกันไปทำไม ถ้าไม่อยากตามไปจองเวรในชาติหน้า ก็ต้องเลิกราให้อภัยกันเสียแต่เดี๋ยวนี้” เป็นต้น สำหรับคนที่กลัวตาย การระลึกถึงมรณสติอยู่เสมอ แม้จะทำให้เราต้องระลึกถึงความจริงที่ไม่อยากนึกถึง แต่การเจริญมรณสติเนือง ๆ จะทำให้จิตใจคุ้นเคยกับความตายมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ความกลัวลดลง ยิ่งหมั่นทำความดีมาก ๆ ละเว้นความชั่ว ก็ยิ่งทำให้มีความกล้ามากขึ้นในการเผชิญกับความตาย ขณะเดียวกันก็ควรปฏิบัติธรรม ทำสมาธิภาวนาอยู่เสมอ จะได้หายกลัว กล่าวอย่างถึงที่สุดแล้ว คนเรากลัวตายก็เพราะยังยึดติดถือมั่นหรือหวงแหนตัวตนอยู่ ดังที่มีสำนวนว่า “รักตัวกลัวตาย” ประโยคนี้มีความหมายที่ลึกมาก นั่นคือ เพราะรักตัว […]

พึ่งตัวเองให้ได้แล้วผู้อื่นจะได้พึ่งเรา โดย พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ

เมื่อผู้อื่นมีทุกข์และถ้าเรายังมีทุกข์อยู่เช่นผู้อื่น  แล้วเราผู้มีทุกข์จะไปช่วยให้ผู้อื่นไม่ทุกข์หรือพ้นทุกข์ไปได้อย่างไร  ดีไม่ดีอาจเป็นการไปเพิ่มทุกข์  หรือไปทำให้เขาทุกข์หนักขึ้นก็ได้นะ  ดังนั้นการปฏิบัติเพื่อให้ตัวเองพ้นไปจากทุกข์ก่อนจึงเป็นสิ่งที่สมควรทำอย่างยิ่ง เป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า  ถ้าเรายังทุกข์เต็มที่อยู่  ยังกลัดกลุ้มร้อนรุ่ม  หงุดหงิดโมโห  อาฆาตพยาบาท  อิจฉาริษยาอยู่  ยังเปล่าเปลี่ยวอ้างว้างหงอยเหงาอยู่  หรือยังอยากไม่รู้จบไม่รู้สิ้นอยู่  หรือพร่องอยู่เป็นนิจ  ได้เท่าไหร่ก็ไม่รู้จักพอ  ถมเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักเต็ม  ยังต้องการความเห็นอกเห็นใจจากผู้อื่นอยู่  ยังต้องการกำลังใจจากผู้อื่นอยู่  ยังต้องหวังให้ผู้อื่นปลุกใจปลอบใจอยู่ ฯลฯ  แล้วอย่างนี้เราจะไปช่วยใคร ๆ ได้  เพราะแม้ตัวเราก็ยังเป็นที่พึ่งให้กับตัวไม่ได้ ช่วยตัวเราก่อนท่าน  ก่อนที่จะไปช่วยผู้อื่น  ดูแลตัวเอง  ชื่อว่าดูแลผู้อื่น  รักษาตัวเราก็ชื่อว่ารักษาผู้อื่นไปด้วย  เพราะผู้อื่นจะได้ไม่ต้องมาคอยดูแลเรา  ผู้อื่นจะได้ไม่ต้องมาคอยรักษาเรา  เราก็จะไม่เป็นภาระให้กับผู้อื่น  และถ้าทุกคนทำได้อย่างนี้  ต่างก็ทำกิจทำหน้าที่ของตนให้ถูกต้อง  ให้ดีที่สุด  สังคมก็จะมีความสงบสุข  สันติภาพก็จะเกิดขึ้นจริง ๆ โดยธรรมดาทั่วไปแล้ว  ถ้าเรามีสิ่งใด  เราก็ย่อมจะนำสิ่งนั้นไปให้ผู้อื่นได้  แต่ถ้าตัวเราไม่มีสิ่งนั้น  เราก็ไม่สามารถให้สิ่งนั้นกับใคร ๆ ได้จริง ๆ  ตัวเราไม่มีความสงบสุข  แล้วเราจะไปทำให้ผู้อื่นมีความสงบสุขได้อย่างไรถ้าเราไม่มีธรรมะ  เช่น  เมตตา  กรุณา  เป็นต้น  แล้วผู้อื่นจะได้รับธรรมะจากเราได้อย่างไร ตรงข้าม  ถ้าเรามีความทุกข์  […]

พระนางธัมมทินนาเทวี สตรีผู้ได้รับความเคารพจากรุกขเทวดา

พระนางธัมมทินนาเทวี สตรีผู้ได้รับความเคารพจากรุกขเทวดา พระเจ้าพรหมทัตทรงเข้าพระทัยผิดคิดว่าสิ่งที่พระองค์บนบานไว้กับรุกขเทวดาได้สัมฤทธิ์ผล จึงจับคนมาบูชายัญ แต่แล้วก็มีสตรีนางหนึ่งช่วยให้ทุกคนพ้นจากการถูกบูชายัญ สตรีนางนั้นคือ พระนางธัมมทินนาเทวี  ครั้งพระเจ้าปเสนทิโกศลทรงได้ยินเสียงประหลาดในยามวิกาล ทรงตกพระทัยมากจึงโปรดให้ปุโรหิตทำนายว่าจะเป็นลางบอกเหตุร้ายหรือไม่ ปุโรหิตเห็นเป็นช่องทางหาลาภสักการะจึงทูลพระองค์ว่า “เป็นลางบอกเหตุว่าจะเกิดภัยขึ้นกับมหาราช แต่วิธีแก้ยังพอมีคือพระองค์ต้องประกอบพิธีบูชายัญด้วยคนและสัตว์อย่างละ 100 ชีวิต” เมื่อพระนางมัลลิกาเทวีทรงทราบจึงตรัสโน้มน้าวพระสวามีไม่ให้ทรงประกอบพิธีบูชายัญ เพราะการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเป็นหนทางไปสู่ทุคติภูมิ พระนางทรงชักชวนพระเจ้าปเสนทิโกศลไปเข้าเฝ้าพระบรมศาสดาเพื่อทูลถามที่มาของเสียงประหลาดที่แท้จริงว่าเป็นตามที่ปุโรหิตทำนายหรือไม่ พระบรมศาสดาทรงเฉลยว่าเป็นเสียงของสัตว์นรก 3 ตนจากโลหกุมภีนรก สัตว์นรกเหล่านี้ต้องการให้ชนทั้งหลายทราบว่านรกมีอยู่จริง ไม่อยากให้ใครต้องทำอกุศลกรรมอีกเลย จากนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสรรเสริญพระนางมัลลิกาเทวีที่ได้ช่วยเหลือชีวิตผู้คนและสัตว์ทั้งหลายที่จะตกเป็นเหยื่อให้พิธีกรรมนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าเมื่อในอดีตชาติ พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงจะสังหารชนหมู่มากเพื่อสังเวยรุกขเทวดา แต่มีสตรีนางหนึ่งเตือนสติพระองค์ไว้ ครั้งสมัยพระเจ้าปเสนทิโกศลเสวยพระชาติเป็นเจ้าชายแห่งกรุงพาราณสี เจ้าชายได้ตรัสบนบานต่อรุกขเทวดาว่า หากตนได้ครองราชย์ต่อจากพระราชบิดา จะนำเลือดของพระราชาและพระราชินีจาก 101 เมืองในชมพูทวีปมาถวายเป็นเครื่องสังเวย วันเวลาผ่านไปพระเจ้ากรุงพาราณสีสวรรคตลง เจ้าชายได้ขึ้นครองราชสมบัติและสถาปนาเป็นพระเจ้าพรหมทัต พระองค์ทรงจำคำตรัสบนบานได้จึงทำสงครามจับพระราชาและพระราชินีทั้ง 101 พระองค์มาบูชายัญ รุกขเทวดาไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์นองเลือดขึ้นในบริเวณต้นไทรที่ตนสถิต จึงไปขอความช่วยเหลือจากเทวดาทั้งหลายทั่วจักรวาล แต่ก็ไม่มีเทวดาองค์ใดทำลายพิธีบูชายัญของพระเจ้าพรหมทัตได้ จนกระทั่งท้าวสักกะเทวราชทรงชี้แนะว่า ในบรรดาพระราชาและพระราชินีทั้งหลายในชมพูทวีป มีพระนางธัมมทินนาเทวีเพียงพระองค์เดียวเท่านั้นที่สามารถต่อกรกับพระเจ้าพรหมทัตได้     ในขณะที่พระเจ้าพรหมทัตกำลังจะสังหารพระนางธัมมทินนาเทวี รุกขเทวดาได้ปรากฏกายขึ้น พระเจ้าพรหมทัตทรงปีติหลงคิดว่ารุกขเทวดาแสดงตนเพื่อรับเครื่องสังเวย พระราชาตรัสให้พระนางธัมมทินนาเทวีกราบรุกขเทวดา แต่พระนางทรงไม่แสดงความเคารพ รุกขเทวดาทราบว่ามีเพียงพระราชินีพระองค์นี้เท่านั้นที่จะยุติพิธีกรรมอันเลวร้ายนี้ได้ จึงแสดงความเคารพต่อพระนางแทน ทำให้พระเจ้าพรหมทัตกริ้วที่เทวดาที่พระองค์ทรงบูชาต้องแสดงความเคารพต่อคนธรรมดา พระนางธัมมทินนาเทวีกรรแสง พระเจ้าพรหมทัตตรัสถามว่า […]

อย่าหวังอะไรในความสงบ ธรรมะโดย พระอาจารย์มานพ อุปสโม

เมื่อครั้งที่เจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกบรรพชาเพื่อค้นหาความสุขที่แท้จริงของชีวิตนั้น ในช่วงที่ท่านยังไม่ได้ตรัสรู้ธรรม ขณะนั้นแนวทางของวิปัสสนายังไม่เกิด มีแต่แนวทางของสมถะ เมื่อมีแต่แนวทางของการปฏิบัติฌาน นักบวช นักพรต และดาบสต่าง ๆ จึงต้องมุ่งหน้าเข้าป่ากันหมด เพื่อหวังจะทำฌานให้เกิด (ความสงบ) องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเองก็ทรงดำเนินรอยตามผู้คนเหล่านั้น มีครูบาอาจารย์อยู่ที่ไหน ท่านก็เสด็จไปศึกษาเพื่อแสวงหาความหงุดพ้นที่นั่น กระทั่งได้พบกับคณาจารย์สองท่านที่กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ อันได้แก่ อาฬารดาบส กาลามโคตร และ อุททกดาบส รามบุตร เมื่อคณาจารย์ทั้งสองได้เสนอแนวทางการเจริญอรูปฌานให้เพียงแค่พระองค์น้อมใจพิจารณาตามคำสอนนั้น ก็ทรงบรรลุอรูปฌานขั้นอากิญจัญญายตนฌานได้ ณ สำนักของท่านอุททกดาบส รามบุตร โดยฉับไว คณาจารย์เห็นดังนั้นก็ปลาบปลื้ม เพราะไม่เคยมีใครบรรลุสิ่งที่ยากเย็นได้รวดเร็วขนาดนี้ จึงขอให้พระองค์อยู่ร่วมเป็นอาจารย์สั่งสอนศิษย์ด้วยกันเสียที่สำนัก โดยจะมอบตำแหน่งอาจารย์ที่มีศักดิ์ศรีทัดเทียมกับดาบสทั้งสองให้ทันที แต่พระพุทธองค์ทรงพิจารณาแล้วพบว่ายังไม่ใช่ทางแห่งความหลุดพ้นที่แท้จริง จึงดำรัสถามต่อท่านอาจรย์ทั้งสองว่า วิชาการที่นอกเหนือจากนี้ยังมีอีกไหม อาจารย์ทั้งสองได้ตอบว่า วิชาการที่เหนือกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว พระองค์จึงลาอาจารย์ทั้งสองไปแสวงหาทางหลุดพ้นด้วยพระองค์เอง การปฏิบัติสมถะด้วยการทำสมาธิเพื่อให้ใจสงบนั้น ไม่สามารถขจัดทุกข์ได้อย่างถาวร เป็นแต่เพียง การแก้ทุกข์แบบกลบฝัง เท่านั้น เหมือนการเอาหินทับหญ้า ในขณะที่หินทับอยู่ หญ้าก็จะยังไม่งอก แต่ถ้ายกหินออกเมื่อใด หญ้าจะค่อย ๆ งอกขึ้นอีกครั้ง สมาธิก็เช่นกัน เป็นการกลบทุกข์ไว้ชั่วครั้งคราว คือช่วยให้เราหยุดคิดเรื่องที่ทำให้ทุกข์ได้ก็จริง แต่เมื่อออกจากสมาธิแล้วก็มีโอกาสเป็นทุกข์ได้อีก […]

ทำไมเทวดาถึงอยากใส่บาตรพระมหากัสสปะ

ทำไมเทวดาถึงอยากใส่บาตร พระมหากัสสปะ พระมหากัสสปะ เป็นพระสาวกที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงยกย่องว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญ (เอตทัคคะ) ในด้านทรงธุดงควัตรและสรรเสริญการธุดงค์ เดิมทีท่านเป็นกุลบุตรในตระกูลพราหมณ์ผู้มั่งคั่งแคว้นมคธ หลังจากได้รับมรดกจากครอบครัวจึงคิดได้ว่าบาปในสมบัติเหล่านี้ย่อมตกแก่ตนจึงสละเรือนออกบวชในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้งพระมหากัสสปะออกจากนิโรธสมาบัติ ได้คิดว่าจะบิณฑบาตโปรดสัตว์ผู้ตกทุกข์ได้ยาก จึงภิกขาจารไปยังตรอกในกรุงราชคฤห์ เทพธิดาทั้ง 500 นาง ซึ่งเป็นข้าบาทบริจาริกาแห่งท้าวสักกะเทวราชได้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาตามจอมเทพแห่งสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เกิดอยากใส่บาตรพระมหากัสสปะ พระเถระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติในธุดงควัตร เพราะได้กลิ่นหอมจากกายของพระเถระฟุ้งไปถึงสรวงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เหล่านางเทพธิดาลงมายังโลกมนุษย์พร้อมกับอาหารทิพย์ที่ประณีตบรรจง รอพระมหากัสสปะผ่านมาตรงที่พวกตนรออยู่ เมื่อพระเถระภิกขาจารมาถึงเหล่าเทพธิดาพากันขอร้องให้พระเถระได้อนุเคราะห์รับอาหารทิพย์ที่พวกนางนำมาถวาย พระมหากัสสปะกล่าวต่อเหล่าเทพธิดาว่า “พวกท่านโปรดกลับไปเถิด บาตรนี้มีไว้สำหรับผู้ที่เข็ญใจเท่านั้น”  เทพธิดาตอบพระเถระว่า “ขอพระคุณเจ้าได้โปรดเห็นถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจของพวกดิฉันด้วยเถิดเจ้าคะ”  พระมหากัสสปะดีดนิ้วขึ้นพร้อมกับกล่าวว่า “พวกท่านเป็นถึงเทวดา โปรดประมาณตนเถิดว่าสมควรแล้วหรือที่จะทำเช่นนี้ พวกท่านอย่าได้รบกวนเราอีกเลย”  เทพธิดาได้ยินดังนั้นก็พากันกลับสวรรค์ ท้าวสักกะเทวราชทรงเห็นเหล่าเทพธิดาก็ทรงแปลกพระทัยจึงตรัสถามว่า “พวกเธอไปไหนกันมา” เทพธิดาทูลว่า “พวกหม่อมฉันตั้งใจนำอาหารทิพย์ไปใส่บาตรพระมหากัสสปะ ซึ่งท่านเพิ่งออกจากนิโรธสมาบัติมา แต่กลับถูกท่านปฏิเสธเพคะ ท่านไม่รับอาหารทิพย์จากพวกเรา เพราะท่านต้องการที่จะโปรดทุกข์ผู้เข็ญใจเท่านั้น” ท้าวสักกะเทวราชทรงถามต่อว่า “แล้วพวกเธอลงไปใส่บาตรท่านด้วยอากัปกิริยาอย่างไร” เทพธิดาตอบว่า “ในรูปลักษณ์นี้เพคะ”  ท้าวสักกะเทวราชตรัสขึ้นว่า “พวกเธอต้องไปในรูปลักษณ์นี้” จากนั้นท้าวสักกเทวราชได้จำแลงกายเป็นชายชรา และเนรมิตพระนางสุชาดา พระมเหสีเป็นหญิงชรา จากนั้นก็ทรงชักชวนพระนางสุชาดาลงไปใส่บาตรพระมหากัสสปะ     พระมหากัสสปะภิกขาจารมาจนถึงกระท่อมหลังหนึ่งซึ่งมีตายายอยู่ 2 คนกำลังนั่งเย็บและทอผ้าอยู่ภายใน พระเถระกล่าวขึ้นว่า […]

มารตามหาพระโคธิกเถระทำไม ? เรื่องกลับตาลปัตรของพระหลอกมาร

มารตามหา พระโคธิกเถระ ทำไม ? เรื่องกลับตาลปัตรของพระหลอกมาร ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันในกรุงราชคฤห์ ทรงปรารถถึงเหตุการณ์ที่มารตนหนึ่งตามหาตัวพระภิกษุรูปหนึ่ง ซึ่งเป็นพระสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระภิกษุรูปนั้นมีชื่อว่า ” พระโคธิกเถระ ” พระโคธิกเถระเป็นพระสาวกรูปหนึ่งในพระบรมศาสดาที่มีความมุ่งมั่นที่จะไปสู่ความหลุดพ้นเฉกเช่นพระภิกษุรูปอื่นที่สละเรือนเพื่อออกบวช หลังจากฝึกฝนในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ท่านเลือกถ้ำกาฬศิลา น่าจะหมายถึงถ้ำที่มีหินสีดำ ซึ่งเป็นถ้ำที่อยู่ใกล้กับเขาที่มีชื่อว่า “อิสิคิลิ” ท่านมุ่งมั่นปฏิบัติในหนทางของพระบรมศาสดาอย่างยิ่งยวดจนได้ฌาน แต่แล้วกลับถูกโรคร้ายเบียดเบียนจนฌานเสื่อม ทำให้ต้องเริ่มปฏิบัติด้วยความเพียรอีกครั้ง แต่ด้วยปัญหาสุขภาพจึงทำให้ฌานของท่านเสื่อมลงไปอีก เมื่อเห็นฌานเสื่อมขนาดนี้ ท่านจึงว่าตนเองคงไม่มีวาสนาในพระศาสนาของพระสมณโคดมเสียแล้ว ท่านหยิบมีดโกนผมมาหมายจะปลิดชีพตนเอง แต่ขณะที่กำลังจะหมดลมหายใจ ได้รำลึกถึงความเสื่อมไปของฌาน ทำให้เกิดปัญญารู้แจ้งว่าไม่มีสิ่งใดพ้นไปจากกฎแห่งไตรลักษณ์ได้เลย มารผู้ล่อลวงให้สัตว์โลกติดอยู่ในสังสารวัฏได้ทราบามีพระสาวกของพระสมณโคดมคิดสั้ปลิดชีพตนเอง ก็กำเริบใจและจำแลงตนเป็นพระภิกษุเข้าไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อแจ้งเรื่องพระโคธิกเถระคิดสั้น     พระพุทธองค์ผู้ทรงเป็นสัพพัญญู ทรงล่วงรู้ทุก เช่น การเกิด-ดับของสรรพสิ่ง ซึ่งพระองค์ได้ทรงทราบถึงการมรณภาพของพระโคธิกเถระด้วยพระญาณด้วย และทรงทราบว่าพระภิกษุที่อยู่เบื้องหน้านี้คือ “มัจจุมาร” จึงตรัสขึ้นว่า “เจ้าคือมารชั่วลามก” พระภิกษุจำแลงได้อันตรธานหายไปต่อพระพักตร์และพระสาวกทั้งหลายในพระเวฬุวัน  พระพุทธองค์ทรงชักชวนเหล่าพระภิกษุไปดูยังสถานที่เกิดเหตุ มัจจุมารติดตามพระพุทธองค์ไปด้วยเพพราะต้องการนำดวงวิญญาณของพระโคธิกเถระไปสู่ภพหน้า ที่มารตั้งใจไว้แล้วต้องพาไปสู่อคติภูมิอย่างแน่นอน เมื่อมัจจุมารมาถึงถ้ำกาฬศิลา กลับไม่พบดวงวิญญาณของพระโคธิกเถระเลย ทั้งยังเดินทางเสาะหาไปทั่วพิภพก็ไม่พบ มารจึงจำแลงเป็นเด็กน้อยถือพิณสีเหลืองผลมะตูมไปเข้าเฝ้าพระพุทธองค์แล้วทูลถามว่า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า เวลานี้ดวงวิญญาณของพระโคธิกเถระผู้ฆ่าตัวตายไปอยู่ที่ใด” พระพุทธองค์ทราบว่าเด็กน้อยผู้นี้เป็นมาร แต่ก็ตรัสตอบว่า […]

ธรรม (ชาติ) พาบรรลุธรรม เรื่องเล่าประสบการณ์ของพระนักปฏิบัติครั้งสมัยพุทธกาล

ธรรม (ชาติ) พา บรรลุธรรม เรื่องเล่าประสบการณ์ของพระธุดงค์ครั้งสมัยพุทธกาล คัมภีร์อรรถกถาธรรมบท มีเรื่องราวของพระอริยบุคคล บรรลุธรรม อยู่หลายเรื่อง แต่เรื่องที่อ่านแล้วทำให้หัวใจผ่องใสมากคงหนีไปไม่พ้นเรื่องการบรรลุธรรมที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติ ครั้งสมัยพุทธกาลมีพระภิกษุรูปหนึ่งอบรมกรรมฐานจากพระบรมศาสดาแล้วก็ออกธุดงค์ไปทำความเพียรในป่า แต่ปฏิบัตินานหลายปีก็ไม่สำเร็จอรหัตตผลอย่างที่ตั้งใจไว้เสียที จึงคิดว่าเราจะไปทูลถามพระพุทธองค์ว่าเราปฏิบัติติดข้องตรงไหนจึงยังไม่ได้มรรค ผล นิพพาน เสียที ขณะที่ท่านกำลังเดินทางออกจากป่าเพื่อกลับไปยังพระเชตวัน แสดงว่าป่าแห่งนี้ไม่ไกลจากกรุงสาวัตถีนัก ระหว่างทางได้เห็นไฟป่า จึงปีนขึ้นไปบนภูเขาลูกหนึ่ง ปรากฏว่าเส้นทางข้างหน้าที่กำลังมุ่งหน้าไปพระเชตวันเกิดไฟป่า พระภิกษุรูปนี้ได้เพ่งเปลวไฟเหล่านั้นเป็นอารมณ์ และกล่าวขึ้นว่า “ไฟเหล่านี้เผาผลาญมากน้อยเพียงใด ก็ไม่ต่างจากพระอริยมรรคที่ผลาญสังโยชน์ให้สิ้นไป”  การที่พระภิกษุรูปนี้กล่าวถึงสังโยชน์ แสดงว่าท่านยังไม่สำเร็จขั้นไหนเลย เพราะขนาดพระโสดาบันยังต้องละสังโยชน์ 3 ขั้นต่ำได้ก่อน พระพุทธเจ้าทรงทราบถึงความคิดของพระภิกษุรูปนี้จึงจำแลงพระวรกายไปปรากฏเบื้องหน้าพร้อมทั้งพระรัศมีแล้วตรัสต่อพระภิกษุว่า “ที่เธอเข้าใจนั้นถูกต้องแล้ว เธอจงเผาผลาญสังโยชน์นั้นด้วยไฟคือญาณเถิด”      ไม่นานพระภิกษุก็ได้กำลังใจและปฏิบัติจนสำเร็ตญาณ และญาณนั้นก็ขจัดสังโยชน์ไปจนสิ้น เมื่อละสังโยชน์ได้แล้ว ซึ่งสังโยชน์ในที่นี้หมายถึง กิเลส แต่อย่างไรก็ตามผู้ปราศจากกิเลสก็คือพระอรหันต์ ซึ่งพระภิกษุรูปนี้ได้สำเร็จอรหัตตผลตามที่ตั้งใจไว้แล้ว เรื่องของพระภิกษุรูปนี้เห็นแสดงให้เห็นว่า ท่านสังเกตุการณ์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในธรรมชาติ เพราะธรรม (ชาติ) ได้พาท่านไปพบกับธรรม อย่างแท้จริง อีกเหตุการณ์หนึ่งคล้ายกับพระภิกษุรูปแรกที่บรรลุธรรมจากการพิจารณาไฟที่กำลังเผาไหม้ป่า แต่จะมีความแตกต่างกันอย่างไรลองมาติดตามเรื่องราวของพระภิกษุอีกรูปกัน พระภิกษุรูปหนึ่งหลังจากอบรมกรรมฐานจากพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วก็ตัดสินใจไปทำความเพียรอยู่ในป่า แต่แล้วหลายวันผ่านไปก็ไม่มีอะไรที่บ่งบอกว่าตนเองได้มรรคผล เกิดข้อสงสัยว่าเป็นเพราะอะไรจึงมุ่งเดินทางไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าทันที แต่ยังไม่ทันพ้นออกจากเขตป่า ได้มองแดดที่สาดส่องมาที่พื้น […]

พระนางมัลลิกาเทวี พระราชเทวีผู้เรียนธรรมะโดยเคารพ

พระนางมัลลิกาเทวี พระราชเทวีผู้เรียนธรรมะโดยเคารพ พระนางมัลลิกาเทวี เป็นหญิงชาวบ้านที่ได้ถวายขนมถั่วแด่พระบรมศาสดา แล้วพระองค์ตรัสต่อพระอานนท์ว่า “กุลธิดานางนี้จะได้เป็นพระมเหสี” ไม่นานนักพระเจ้าปเสนทิโกศลได้พบรักกับกุลธิดานางนี้ และสถาปนาไว้ในตำแหน่งพระมเหสี กุลธิดานางนี้ยึดมั่นในพระรัตนตรัย ประกอบทานกุศลอยู่เนืองนิจ แม้สุขสบายได้เป็นพระมเหสีพระราชาผู้ยิ่งใหญ่ในชมพูทวีปก็ไม่ละทิ้งการทำทานทำกุศล กุลธิดาแห่งนายมาลาการนางหนึ่งมีชื่อว่า “มัลลิกา” (มัลลิกา แปลว่า ดอกมะลิ) มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาตั้งแต่เด็ก เพราะบิดามักพานางไปฟังธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้าอยู่บ่อยครั้ง พลอยให้กุลธิดานางนี้ได้เป็นพระอริยบุคคลตั้งแต่เยาว์วัย (สำเร็จโสดาปัตติผล) นางมัลลิกาได้ถวายขนมแด่พระบรมศาสดา พระองค์แย้มพระสรวล พระอานนท์จึงทูลถามว่า “พระองค์ทรงหัวเราะด้วยเหตุใด” พระองค์ตรัสตอบว่า “กุลธิดานางนี้จะได้เป็นพระอัครมเหสีแห่งพระราชา” หลังนั้นนางมัลลิกากำลังเก็บดอกไม้ให้บิดาอยู่นั้น นางได้ร้องเพลงไปด้วย ชายรุ่นราวคราวกับบิดาปรากฏกายขึ้น เขาได้ชมเพลงของกุลธิดา และชื่นชมเสียงของนาง แต่หญิงสาวกลับไม่พอใจที่มีคนมาแอบเพลงเธอร้องเพลง ชายนิรนามจึงทำการขอโทษเธอจนเธอพอใจ เขาบอกว่าเขาเหนื่อยล้ามากจึงพาม้าที่ตนขี่มาพักอยู่ใต้ร่มไม้ของต้นไม้ในสวนแห่งนี้ ทั้งสองได้สนทนากันไม่เท่าไรนางมัลลิกากลับรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก และชายนิรนามก็จากนางไป     หลายวันต่อมา ทางราชสำนักส่งคนมาเชิญนางมัลลิกาเข้าเฝ้าพระเจ้าปเสนทิโกศล พระราชาผู้อยู่เบื้องหน้าของนางมัลลิกาคือชายนิรนามผู้นั้นนั่นเอง และพระองค์ได้สถาปนานางเป็นพระมเหสี ในอรรถกถาเล่าถึงบทบาทของพระนางมัลลิกาเทวีที่คอยเป็นที่ปรึกษาของพระสวามี และเป็นผู้ที่จะโน้มน้าวพระสวามีเข้าสู่เส้นทางแห่งพุทธธรรมเสมอ เช่น ครั้งหนึ่งพระเจ้าปเสนทิโกศลทรงฝันประหลาดต่อเนื่องกันถึง 16 เรื่อง พระองค์ให้ปุโรหิตพยากรณ์ความฝัน ปรากฏว่าพระราชาต้องประกอบพิธีบูชายัญเพื่อเป็นการแก้จากร้ายให้กลายเป็นดี พระนางมัลลิกาเทวีทรงทราบว่าการพิธีบูชายัญจะทำให้พระสวามีต้องมีรับสั่งฆ่าสัตว์ เดี๋ยวพระสวามีจะเป็นบาปจึงได้แนะนำให้พระองค์เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อทูลถามถึงเรื่องความฝันประหลาดนี้แทน (สามารถศึกษาเรื่องพระสุบินของพระเจ้าปเสนทิโกศลเพิ่มเติมได้ที่ >>> อรรถกถามหาสุบินชาดก) […]

พุทธมนต์บรรเทาความโกรธ ปรับใจให้เป็นกลาง เพื่อชีวิตมีสุข

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต) กล่าวไว้ว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งเมตตากรุณา เพราะชาวพุทธจะได้รับการสั่งสอนให้มีเมตตากรุณา ให้ช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่นด้วยกาย วาจา และมีจิตใจปรารถนาดี (พุทธมนต์บรรเทาความโกรธ) อย่างไรก็ตาม ความเมตตาก็มีคู่ปรับสำคัญอย่างหนึ่งคือ “ความโกรธ” ความโกรธเป็นศัตรูที่คอยขัดขวางไม่ให้เกิดเมตตาขึ้น คนบางคนเป็นผู้มักโกรธ โกรธง่าย และพอโกรธขึ้นมาแล้วก็ต้องทำอะไรรุนแรงออกไป ทำให้เกิดความเสียหาย ถ้าทำอะไรไม่ได้ก็หงุดหงิดทรมานใจตัวเอง ในเวลานั้นความเมตตาจะหลบหาย ไม่รู้ว่าไปซ่อนตัวอยู่ที่ไหน ไม่ยอมปรากฏให้เห็น เราจึงควรรู้ให้เท่าทันจิตเพื่อหยุดความโกรธให้ทันก่อนที่ความโกรธจะเริ่มแสดงออกทางสีหน้า การกระทำ และคำพูดต่อไป บางคนพอโกรธเข้า จากคนดี ๆ ก็กลายเป็นผีบ้า ขี้วีน ขี้เหวี่ยง หรือบางคนก็ยั้งอารมณ์ไม่อยู่ ถึงขั้นลงไม้ลงมือให้อีกฝ่ายบาดเจ็บหรือเสียชีวิตไปเลยก็มี อย่างที่เราเห็นกันบ่อย ๆ ในข่าว ดังนั้นความโกรธจึงไม่เป็นผลดีกับใคร นอกจากมีแต่เสียกับเสีย บทสวดมนต์ที่ขอแนะนำเพื่อใช้รับมือกับความโกรธก็คือ บทแผ่อุเบกขา เพื่อปรับใจของเราให้เป็นกลาง ไม่เอนเอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง ซึ่งจะช่วยขจัดความหงุดหงิดขัดเคืองใจให้เบาบางลงได้   บทแผ่อุเบกขา กัมมัสสะกา กัมมะทายาทา กัมมะโยนี กัมมะพันธุ กัมมะปะฏิสะระณา ยัง กัมมัง กะริสสามะ กัลยาณัง […]

กินอาหารที่เขาถวายพระภิกษุตายไปเป็นเปรต

กินอาหารที่เขาถวายพระภิกษุ ตายไปเป็นเปรต สมัยอดีตพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งมีพระนามว่า “พระผุสสพุทธเจ้า” กรรมกร 3 คนในสมัยนั้นได้ลักข้าวยาคูและอาหารต่างๆ ของผู้ที่ตั้งใจจะใส่บาตรพระภิกษุ เพื่อนำให้บุตรของพวกตนกินคลายความหิว แต่พวกตนกลับกินเสียเอง ทำให้พระภิกษุไม่มีอาหารฉัน เมื่อกรรมกรทั้ง 3 ตายไปเป็นเปรต เสพความหิวโหยอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ครั้งถึงสมัยพระกกุสันธพุทธเจ้า พวกเปรตได้เข้าเฝ้าและทูลถามพระองค์ว่าพวกตนจะกินอาหารได้เมื่อไร พระพุทธเจ้าทรงตอบว่า “พวกท่านยังไม่สามารถกินอาหารได้ในสมัยของเรา ในกาลข้างหน้าพระโกนาคมนพุทธเจ้าได้อุบัติขึ้นบนโลก ขอให้พวกท่านทูลถามจากพระองค์เถิด”  ครั้งถึงสมัยพระโกนาคมนพุทธเจ้าตรัสรู้เป็นพระบรมศาสดา เหล่าเปรตพากันเข้าเฝ้าและทูลถามเรื่องเดิม พระองค์ตรัสตอบว่า “พวกท่านยังไม่สามารถกินอาหารได้ในสมัยของเรา ในกาลข้างหน้าพระกัสสปพุทธเจ้าได้อุบัติขึ้นบนโลก ขอให้พวกท่านทูลถามจากพระองค์เถิด” พอถึงสมัยของพระกัสสปพุทธเจ้าแล้ว เหล่าเปรตพากันเข้าเฝ้าพระองค์และทูลถามเรื่องเดิมอีกครั้ง พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “พวกท่านยังไม่สามารถกินอาหารได้ในสมัยของเรา แต่หลังจากสมัยของเราล่วงไปอันเป็นสมัยของพระสมณโคดมพุทธเจ้า ญาติของพวกท่านจะเกิดเป็นพระราชามีนามว่า “พิมพิสาร” และเขาจะถวายทานแด่พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตอนนั้นพวกท่านถึงจะกินอาหารได้” หลังจากนั้นเหล่าเปรตตั้งตารอคอยการกลับชาติมาเกิดของญาติผู้นั้น จนกระทั่งพระสมณโคดมพุทธเจ้าได้อุบัติขึ้นบนโลก เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมายังกรุงราชคฤห์ พระเจ้าพิมพิสารได้ถวายทานอย่างยิ่งใหญ่แด่พระพุทธองค์และพระสาวกทั้งหลาย พร้อมทั้งถวายสวนไผ่ (พระเวฬุวัน) เป็นอารามแด่พระพุทธเจ้าและพระสาวกพำนัก ปรากฏว่าในค่ำคืนนั้นพระองค์ได้สดับเสียงประหลาดอันน่ากลัว     วันต่อไปพระเจ้าพิมพิสารเสด็จเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้ายังพระเวฬุวัน และทูลถามเรื่องเสียงประหลาด พระองค์ตรัสตอบว่า “เมื่อสมัยอดีตพระพุทธเจ้ามีพระนามว่า “พระผุสสพุทธเจ้า” ญาติของท่านในชาตินั้นได้ลักกินอาหารที่คนตั้งใจถวายพระภิกษุ เมื่อตายไปได้เกิดเป็นเปรต และได้รับความทุกข์ทรมานเพราะความหิวโหย เที่ยวเข้าเฝ้าทูลถามพระพุทธเจ้าในอดีตมาหลายพระองค์ว่าเมื่อไรพวกข้าพเจ้าจะกินอาหารได้ […]

รู้มากแต่ไม่ปฏิบัติก็ไร้ผล เรื่องเล่าจากพระเชตวัน

รู้มากแต่ไม่ปฏิบัติก็ไร้ผล เรื่องเล่าจาก พระเชตวัน ในสมัยพุทธกาลมีกุลบุตรสองคนอาศัยอยู่ในกรุงสาวัตถีเป็นสหายกันมานาน ชอบชักชวนกันไปฟังธรรมของพระพุทธเจ้าที่ พระเชตวัน เป็นประจำ จนกระทั่งซาบซึ้งในรสพระธรรมจึงชวนกันออกบวชในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า หลังจากบวชแล้วก็อยู่ในสำนักของพระอาจารย์ผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ตลอด 5 ปี จากนั้นจึงเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อทูลถามภาระหน้าที่ในพระศาสนาที่ตนต้องกระทำ พระพุทธองค์ได้ตรัสเรื่องวิปัสสนาธุระ (ปฏิบัติ) และคันถธุระ (ปริยัติ) พระภิกษุรูปแรกที่บวชก่อนทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์บวชเมื่อตอนอายุมากแล้ว ไม่สามารถคันถธุระได้ ขอบำเพ็ญวิปัสสนาธุระแทนพระเจ้าข้า” พระพุทธองค์เมตตาตรัสเรื่องวิปัสสนาให้กระจ่าง ส่วนพระภิกษุอีกรูปทูลขอบำเพ็ญคันถธุระ พระภิกษุทั้งสองต่างเลือกเส้นทางของตนเอง พระภิกษุผู้เลือกคันถธุระกลายเป็นพระอาจารย์ของพระภิกษุหลายรูปในพระเชตวัน ได้รับการยกย่องและนับถือ เพราะสามารถสาธยายพระสูตร และคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าได้จนหมด  แต่พระภิกษุผู้เลือกวิปัสสนาธุระกลับสำเร็จอรหัตตผล     เมื่อพระภิกษุผู้เลือกสายปฏิบัติกลับมายังพระเชตวัน เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าจะทรงทดสอบพระภิกษุทั้งสองว่ได้ทำภารกิจของพระศาสนาได้ลุล่วงดีแล้วหรือไม่ เมื่อพระภิกษุสายปฏิบัติได้เยี่ยมเยือนพระภิกษุผู้เป็นสหาย จึงได้ทราบว่าบัดนี้ได้กลายเป็นพระอาจารย์ที่ได้รับการยกย่องไปเสียแล้ว ผิดกับตนที่ห่างหายไปปฏิบัติตามป่าตามเขามานานจนไม่มีใครรู้จัก ครั้นถึงวันที่พระพุทธเจ้าทรงนัดให้พระภิกษุทั้งสองเข้าเฝ้า พระพุทธองค์ทรงถามคำถามเรื่องปฐมฌานกับพระภิกษุสายปริยัติ แต่พระภิกษุรูปนี้กลับตอบไม่ได้ พระองค์ทรงเริ่มคำถามข้อต่อเป็นเรื่องรูปสมาบัติและอรูปสมาบัติ ก็ตอบไม่ได้ พอพระองค์ถามเรื่องทุติยฌานก็ตอบไม่ได้ เรื่องมรรคผลก็ตอบไม่ได้อีก แต่พอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถามพระภิกษุสายปฏิบัติในคำถามเดิมกลับตอบได้ทุกคำถาม พระบรมศาสดากล่าวสาธุการต่อพระภิกษุสายปฏิบัติจนได้ยินไปถึงเทวดา เทวดาตั้งแต่ชั้นจาตุงมหาราชิกาจนไปถึงพรหมโลกต่างสรรเสริญและสาธุการกับพระภิกษุสายปฏิบัติ เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าเป็นผู้รู้มากแต่ไม่ปฏิบัติเลยก็ไร้ผล   ที่มา : อรรถกถา ธรรมบท เรื่อง พระภิกษุ 2 […]

ธัมมิกอุบาสก อุบาสกผู้มีเทวดามารอรับไปสวรรค์

ธัมมิกอุบาสก อุบาสกผู้มีเทวดามารอรับไปสวรรค์ เมื่อครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน ในกรุงสาวัตถี พระองค์ได้ตรัสเรื่อง “ ธัมมิกอุบาสก ” อุบาสกผู้บำเพ็ญบุญจนถึงวินาทีสุดท้ายของชีวิตให้พระภิกษุทั้งหลายฟัง ครั้งนั้นมีอุบาสกผู้ปฏิบัติธรรมในกรุงสาวัตถีมีอยู่ราว 500 คน อุบาสกหนึ่งคนจะมีบริวารถึง 500 คน หัวหน้าอุบาสกในเมืองนั้นมีบุตรชาย 7 คน และบุตรีอีก 7 คนด้วยกัน บรรดาบุตรทั้งหลายของเขาล้วนเป็นผู้ทำทาน ถวายสลากยาคู สลากภัต ปักขิกภัต สังฆภัต อุโปสถิกภัต อาคันตุกภัต วัสสาวาสิกภัต นับว่าเป็น “อนุชาตบุตร” คือบุตรที่เป็นไปตามที่บิดามารดาต้องการทุกประการโดยแท้ เพราะอุบาสกคนนี้ชอบทำทาน นอกจากนั้นครอบครัวนี้ยังเป็นผู้มีศีล และถือหลักธรรมที่ชื่อว่า “กัลยาณธรรม” เป็นที่พึ่งมีความยินดีในการทำทาน ต่อมาอุบาสกคนนี้ล้มป่วยลง ขณะที่เขาล้มป่วย เขาเกิดอยากฟังธรรม จึงให้คนไปนิมนต์พระภิกษุมา 8 รูป หรือ 16 รูปก็ได้ พระพุทธองค์ทรงทราบจึงมีพุทธบัญชาให้พระภิกษุไปตามที่อุบาสกคนนั้นนิมนต์ เมื่อพระภิกษุมาถึงเรือนของอุบาสก และนั่งบนอาสนะที่จัดเตรียมไว้ดีแล้ว ซึ่งล้อมอยู่รอบเตียงของอุบาสก อุบาสกกล่าวขอให้พระภิกษุช่วสาธยายพระสูตรอันเป็นคำสอนของพระบรมศาสดาสักหนึ่งพระสูตรให้ตนฟัง     […]

ร้องเสียงเหมือนหมูก่อนตาย วิบากกรรมของพ่อค้าขายหมู

ร้องเสียงเหมือนหมูก่อนตาย วิบากกรรมของพ่อค้าขายหมู ครั้งพระบรมศาสดาประทับ ณ พระเวฬุวัน วัดที่พระเจ้าพิมพิสารถวายไว้ในพระพุทธศาสนา พระองค์ตรัสถึง วิบากกรรมของพ่อค้าขายหมู ที่มีชื่อว่า “จุนทสูกริก” ให้พระภิกษุทั้งหลายฟังว่า มีพ่อค้าขายหมูคนหนึ่งชื่อว่าจุนทสูกริก เขายึดอาชีพขายหมูเลี้ยงชีพ ซึ่งเขาฆ่าหมูเหล่านั้นด้วยมือของเขาเอง เริ่มจากทุบหมูทั้งเป็นด้วยค้อน 4 ครั้ง แล้วทำการสังหารในรูปแบบต่าง ๆ นานาอย่างสยดสยอง เขาทำแบบนี้มาจนกระทั่งอายุได้ 55 ปี อาหารที่เขาเลี้ยงดูบุตรและภรรยาก็เป็นชิ้นเนื้อหมูที่แบ่งมาจากกองเนื้อหมูที่เขาแบ่งไว้ขาย แม้เขาจะทราบว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในกรุงราชคฤห์ ดอกไม้สักกำมือหนึ่งก็ไม่มี ข้าวหนึ่งทัพพีก็ไม่ปรากฏ ไม่ทำบุญสุนทานเลย วัน ๆ อยู่กับการฆ่าหมูที่ตนเลี้ยงมากับมือ     จุนทสูกริกล้มป่วยลง เขารู้สึกร้อนเหมือนตกนรก เขาทรมานมาก และเขาก็ร้องเสียงเหมือนหมู และเดินคลานเหมือนหมูไปทั่วเรือน ครอบครัวพยายามจับตัวเขาไว้ แล้วเอามือปิดปากเขา เพราะเสียงร้องของนายจุนทสูกริกดังไปไกลถึง 7 เรือน ทำให้เพื่อนบ้านไม่ได้หลับไม่ได้นอนกันเลยทีเดียว สุดท้ายไม่มีใครหยุดพฤติกรรมประหลาดของนายจุนทสูกริกได้ ทำได้แต่ขังเขาไว้ในเรือน ไม่ให้ออกไปไหน พอเข้าสู่วันที่ 8 นายจุนทสูกริกก็สิ้นใจ และไปเกิดชดใช้กรรมในอเวจีมหานรกทันที พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสปิดท้ายเรื่องวิบากกรรมของพ่อค้าขายหมูผู้นี้ว่า เหตุที่เขาได้รับวิบากกรรมนี้ เป็นเพราะเขาประมาทในการเป็นฆราวาส เพิ่งสร้างกรรมชั่ว […]

รักษาจิตอย่างเดียวพ้นทุกข์ได้  

รักษาจิต อย่างเดียวพ้นทุกข์ได้ ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ ณ กรุงสาวัตถี ทรงยกตัวอย่างเรื่องพระภิกษุที่กระสัน (อยาก) สึก ให้บรรดาพระภิกษุทั้งหลายในพระเชตวันมหาวิหารแห่งนี้ฟัง โดยเรื่องมีอยู่ว่า มีบุตรเศรษฐีคนหนึ่งแวะมาเยี่ยมญาติซึ่งบวชเป็นพระภิกษุอยู่ บุตรเศรษฐีถามพระภิกษุผู้เป็นญาติว่า “ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่านช่วยแนะนำวิธีพ้นทุกข์ให้กระผมเสียหน่อยเถิดขอรับ” พระภิกษุตอบว่า “เธอจงถวายสลากภัต ปักขิกภัต วัสสาวาสิกภัต ถวายปัจจัยต่าง ๆ อันมีจีวรเป็นต้น แล้วแบ่งทรัพย์สินที่มาหาได้ออกป็น 3 ส่วน ได้แก่ ทรัพย์ที่ใช้ในการทำการงาน ทรัพย์สำหรับเลี้ยงดูบุตรและภรรยา  และทรัพย์สำหรับบริจาคไว้ในพระศาสนา” บุตรเศรษฐียินดีปรีดาในคำชี้แนะนำของพระภิกษุ และน้อมรับคำสอนมาปฏิบัติ หลายวันต่อมา บุตรเศรษฐีแวะมาเยี่ยมพระภิกษุผู้เป็นญาติอีก คราวนี้ได้ถามพระภิกษุท่านว่า “พระคุณเจ้าช่วยแนะนำกระผมหน่อยขอรับว่า กระผมควรทำบุญใดที่ได้บุญยิ่งกว่าครั้งก่อนขอรับ” พระภิกษุตอบว่า “เธอจงอาราธนาและถือศีล 10 เถิด” บุตรเศรษฐีน้อมรับทันทีแล้วจากไป     บุตรเศรษฐีห่างหายไปหลายวัน ก็หวนกลับมาอีกครั้ง  และถามพระภิกษุผู้เป็นญาติว่า “บุญที่ยิ่งกว่าบุญครั้งก่อนมีอีกหรือไม่ขอรับ” พระภิกษุตอบว่า “เช่นนั้นเธอจงบวชเถิด” บุตรเศรษฐีน้อมรับและบวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา เมื่อบุตรเศรษฐีบวชแล้ว กลับมีอาการซูบผอม บุตรเศรษฐีถึงกับเอ่ยว่า “เราตั้งใจบวชเพื่อให้พ้นทุกข์ แต่กลับไม่เป็นอย่างที่คิดเสียแล้ว เราพบว่าแบบนี้ทำตอนเป็นฆราวาสก็ได้ […]

สุนทรีนันทา พระขนิษฐาแห่งพระพุทธเจ้า ผู้หลงใหลในความงามว่าเป็นสิ่งที่เที่ยง

สุนทรีนันทา พระขนิษฐาแห่งพระพุทธเจ้า ผู้หลงใหลในความงามว่าเป็นสิ่งที่เที่ยง สุนทรีนันทา เป็นเจ้าหญิงในวงศ์ศากยะ มีศักดิ์เป็นพระขนิษฐาต่างพระมารดาของพระพุทธเจ้า ครั้งพระนางเจริญวัยมีความงามเป็นที่เลืองลือ จนได้ตำแหน่งเป็นชนบทกัลยาณี ครั้งพระนันทะ ผู้เป็นพระเชษฐาเสด็จออกผนวชและบรรลุเป็นพระอรหันต์ ต่อมาพระเจ้าสุทโธทนะสวรรคตลง พระนางปชาบดีโคตมีเสด็จออกผนวชเป็นพระเถรี พร้อมด้วยขัตตยนารีในศากยวงศ์พระองค์อื่นอีกมาก พระปชาโคตมีเถรีทรงเป็นห่วงเจ้าหญิงสุนทรีนันทา ผู้รักในโฉมอันงดงามของตน หากยังประทับในราชสำนักแห่งกรุงกบิลพัดสุ์อาจเป็นอันตราย เพราะพระญาติใกล้ชิด แม้กระทั่งพระนางยโสธราพิมพายังเสด็จออกผนวชเช่นกัน จึงขอร้องให้เจ้าหญิงเสด็จออกผนวชด้วย เจ้าหญิงสุนทรีนันทาแม้จะทรงถือเพศเป็นพระเถรีแล้ว ก็ไม่ละนิสัยปุถุชน ยังคงแต่งพระพักตร์และหลงใหลในรูปโฉมอันงดงามอยู่ พระพุทธเจ้าทรงต้องการโปรดให้เจ้าหญิงทราบถึงความจริงว่ารูปนั้นเป็นสิ่งไม่เที่ยงแท้ วันหนึ่งวันใดในภายภาคหน้า ความงามนี้จะต้องเสื่อมสลาย พระพุทธเจ้าโปรดให้จัดเวรให้พระภิกษุณีเข้าเฝ้าเพื่อฟังธรรม เจ้าหญิงสุนทรีนันทาทรงทราบว่าคำสอนของพระพุทธเจ้ามักติเตียนเรื่องความงามว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดี พระนางไม่ชอบจึงพยายามหนีเวรอยู่บ่อยครั้ง จนกระทั่งวันหนึ่ง ได้ยินเหล่าพระภิกษุณีที่ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า พากันชื่นชมและยกย่องว่าธรรมะของพระพุทธเจ้านั้น ไพเราะและประเสริฐเหนือสิ่งอื่นใด เมื่อเจ้าหญิงสุนทรีนันทาทรงได้ยินดังนั้นจึงปรารถนาอยากรู้ว่าจะเป็นจริงตามที่พระภิกษุณีกล่าวหรือไม่ จึงเสด็จแฝงกายเข้าไปในกลุ่มพระเถรีที่กำลังเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าอยู่ พระพุทธองค์ทราบว่าเจ้าหญิงสุนทรีนันทาเข้ามาประทับอยู่ในที่แห่งนี้แล้ว พระองค์ได้เนรมิตหญิงงามขึ้นมานางหนึ่ง ซึ่งมีเพียงเจ้าหญิงสุนทรีนันทาพระองค์เดียวเท่านั้นที่ทรงเห็น เมื่อเจ้าหญิงทรงเห็นดังนั้นถึงกับมีพระดำริว่า สตรีนางนี้ช่างงามยิ่งกว่าเราเสียอีก นางคือใครหนอ ถึงได้เข้ามารับใช้พระเชษฐาแห่งเรา ไม่นานนักร่างของสตรีนางนั้นก็ค่อยๆ แก่กลายเป็นหญิงชราหน้าตาอัปลักษณ์ จากนั้นนางก็ล้มตัวลงกับพื้น นางนอนเป็นอัมพาตจมกองอุจจาระและปัสสาวะของตนเอง และนางก็สิ้นใจลง ร่างของนางค่อย ๆ เน่ามีหนอนไต่ขึ้นเต็มไปหมด สุดท้ายก็เหลือเพียงโครงกระดูกสีขาว เจ้าหญิงทรงเห็นภาพปรากฏทั้งหมด จึงบังเกิดพระปัญญาเข้าพระทัยในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงต้องการสอนพระองค์ และในที่สุดเจ้าหญิงสุนทรีนันทาทรงรู้ซึ้งแล้วว่าความงามเป็นสิ่งไม่เที่ยง พระนางสามารถละจากความหลงใหลในความงามได้อย่างเด็ดขาด และสำเร็จอรหัตตผลในที่สุด […]

ลูกไม่ใช่นักแสดง คุณไม่ใช่ผู้กำกับ การบังคับจึงไม่ใช่ทางออก – แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต

หลายคนควรเปลี่ยนความเข้าใจว่า ลูกไม่ใช่นักแสดง แม่ชีศันสนีย์ แนะนำว่า ลองเฝ้าสังเกตอยู่ห่างๆ โดยไม่ต้องเข้าไปกำกับหรือบังคับเขา

“ต้องฆ่าช่างผู้สร้างบ้านให้เรา” ความหมายที่แท้จริงของคำสอน

“ต้องฆ่าช่างผู้สร้างบ้านให้เรา” คือตอนหนึ่งของบทสวดมนต์ ซึ่งเป็นคำสอนที่พระพุทธเจ้าเคยตรัสกับพระอานนท์เอาไว้ หลายคนสวดตามแต่ยังไม่เข้าใจความหมาย

Dhamma Daily : ถ้าฆ่าสัตว์มีพิษเพื่อป้องกันตัว บาปหรือไม่

มีคำถามส่งมายังนิตยสารซีเคร็ตเพื่อคลายความสงสัยว่า ฆ่าสัตว์เพื่อป้องกันตัว เช่น ตะขาบ งูพิษ บาปมากไหม พระอาจารย์ผู้ไขปัญหาธรรม อธิบายว่า

keyboard_arrow_up