ธรรมเทพบุตร เทวดาผู้ยกย่องคุณแห่งความไม่โกรธ

ธรรมเทพบุตร เทวดาผู้ยกย่อง คุณแห่งความไม่โกรธ ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ ณ พระเชตวันมหาวิหาร หลังจากพระเทวทัตทำให้เกิดสังฆเภท และพระบาทของพระพุทธองค์ห้อพระโลหิต ได้ถูกธรณีสูบลงไปสู่อเวจีมหานรก พระพุทธเจ้าทรงเมตตาตรัสถึงอดีตพระชาติครั้งเสวยพระชาติเป็น ธรรมเทพบุตร ผู้ยกย่อง คุณแห่งความไม่โกรธ ว่า ครั้งพระพุทธเจ้าเสวยพระชาติเป็นเทพบุตร ผู้มีบริวารเป็นเทพธิดาถึงหนึ่งพันนาง  มีนามว่า “ธรรม” ถึงจะเกิดเป็นเทวดา สุขสบายไปด้วยสมบัติอันเป็นทิพย์ และวิมานทองคำ แต่กลับท่องเที่ยวชักชวนให้มนุษย์ทั้งหลายประพฤติในการทำความดี นับว่ามีจิตวิสัยแห่งความเป็นพระโพธิสัตว์โดยแท้     เทพบุตรประทับราชรถทิพย์พร้อมด้วยเทพธิดาจากวิมานมุ่งไปสู่ชมพูทวีป ในเวลาหลังจากมนุษย์รับประทานอาหารมื้อเย็นเรียบร้อยแล้ว เทพบุตรและบริวารจะปรากฏขึ้นท่ามกลางอากาศ แล้วชักชวนให้ชนทั้งหลายประพฤติในกุศลกรรมบถ 10  (คำสอนว่าด้วยเรื่องหนทางแห่งการทำความดี 10 ประการ) และสุจริตธรรม 3 ได้แก่การเคารพนับถือบิดามารดา สมณะชีพราหมณ์ (นักบวช) และญาติผู้ใหญ่ในตระกูล เพราะเป็นหนทางไปสู่สวรรค์     แดนสวรรค์นอกจากจะมีเทวดาผู้มีธรรมอย่างธรรมเทพบุตรแล้ว ยังมีเทวดามิจฉาทิฏฐินามว่า “อธรรมเทพบุตร” เทพบุตรองค์นี้จะชักชวนให้มนุษย์กระทำสิ่งตรงข้ามกับธรรมะที่ธรรมเทพบุตรสั่งสอนคือ “อกุศลกรรมบถ 10” เพื่อทำให้มนุษย์เพลิดเพลินอยู่ในกิเลส เทพบุตรทั้งสองต่างชักชวนให้มนุษย์ดำรงชีวิตด้วยคำสอนของตน ทั้งสองต่างขับราชรถไปในทิศต่าง ๆ ของชมพูทวีป ไม่มีทีท่าว่าจะได้โคจรพบกัน จนกระทั่งวันหนึ่งขบวนของธรรมเทพบุตรขับผ่านเส้นทางที่ขบวนของอธรรมเทพบุตรที่กำลังขับกลับมาพอดี […]

ทำอย่างไรเราจะคิดถึงความตายได้โดยที่ไม่กลัวตาย โดย พระไพศาล วิสาโล

ทำอย่างไรเราจะ คิดถึงความตายได้โดยที่ไม่กลัวตาย โดย พระไพศาล วิสาโล ปุจฉา : ทำอย่างไรเราจะ คิดถึงความตายได้โดยที่ไม่กลัวตาย พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต จังหวัดชัยภูมิ ได้ตอบปัญหาธรรมไว้ดังนี้ วิสัชนา : การนึกถึงความตายบ่อย ๆ จะทำให้เราคุ้น รับรู้และระลึกถึงความตายได้โดยไม่ตระหนก เวลาอ่านข่าวอุบัติเหตุ อ่านข่าวสึนามิ แผ่นดินไหวต่าง ๆ ให้เราคิดว่าเหตุการณ์นี้อาจเกิดขึ้นกับเรา เรากำลังตกอยู่ในสถานการณ์นั้นด้วยตัวเอง หากเรารู้สึกอินกับมันมากเหมือนกับว่าไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นจริง ๆ ใหม่ ๆ เราจะรู้สึกใจวูบใจหายและปฏิเสธที่จะคิดต่อเลยด้วยซ้ำไป แต่ก็ไม่เป็นไร ควรทำต่อไป หากรู้สึกว่าเรากำลังจะตายจริง ๆ เราจะได้คิดว่า ทรัพย์สมบัติทั้งหลาย รวมทั้งฐานะ อำนาจ และชื่อเสียงทั้งหลายที่เราสะสมมานั้นไม่มีประโยชน์เลย เพราะมันช่วยอะไรเราไม่ได้เลย ตายแล้วก็เอาไปไม่ได้ เราจะตาสว่างขึ้นมาและไม่ลุ่มหลงสิ่งเหล่านี้ หรือคิดว่ามันเป็นสรณะอีกต่อไป แต่เราจะเจริญมรณสติโดยนึกถึงความตายอย่างเดียวไม่ได้ ต้องลงมือปฏิบัติด้วย นั่นคือทำความดี สร้างกุศล ไม่เอาเปรียบเบียดเบียนใคร ฝึกใจให้ปล่อยวาง ถ้าเราเจริญมรณสติ แต่ชีวิตเราไม่เปลี่ยน ยังลุ่มหลงเพลิดเพลินในโลกธรรม ยังทะเลาะกับคนโน้นคนนี้ ถึงเวลาตายก็ต้องกลัวอยู่ดี […]

สร้างสุขในชีวิตโดยการแก้ไขสิ่งต่าง ๆ ด้วยธรรมะ คำสอนของ หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ

สร้างสุขในชีวิต โดยการแก้ไขสิ่งต่าง ๆ ด้วยธรรมะ คำสอนของ หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ ได้กล่าวถึงการใช้ธรรมะขัดเกลาจิตใจ อันเป็นหนทางสู่ความสุขสงบและ สร้างสุขในชีวิต ไว้ว่า “การที่เราจะทำใจให้สงบได้ทุกโอกาสนี่แหละเป็นปัญหา เป็นเรื่องที่เราควรจะศึกษาทำความเข้าใจ การศึกษาธรรมก็เพื่อประโยชน์แก่เรื่องนี้ คือเพื่อให้เรารู้ว่าเราควรจะอยู่อย่างไร ควรจะคิดอย่างไร ควรจะทำอย่างไรชีวิตจะสดชื่นรื่นเริง และควรจะเป็นความสดชื่นตามแบบผู้ประพฤติธรรม “ถ้าจิตใจเราไม่มีหลักประจำแล้ว เราก็ขึ้น ๆ ลง ๆ กับเรื่องได้เรื่องเสีย ไม่รู้จักจบจักสิ้น การที่มีจิตขึ้น ๆ ลง ๆ อยู่อย่างนั้น มันจะเป็นความสุขได้อย่างไร เป็นความสงบได้อย่างไร มันเป็นเรื่องที่เราไม่ควรจะทำในเรื่องอย่างนั้น แต่เราควรจะได้มีการรู้เท่ารู้ทันต่อสิ่งนั้นตามสภาพที่เป็นจริง ฉะนั้นจึงต้องมาทำการศึกษาในเรื่องนั้น ๆ เพื่อจะได้ต้อนรับสิ่งเหล่านั้นให้ถูกต้องตามเรื่องที่มันควรจะเป็น “ไม่ควรจะรื่นเริงตามแบบผู้คะนองในความสุขทางเนื้อหนังหรือว่าในทางวัตถุมากเกินไป เพราะว่าความสุขอันเกิดจากวัตถุนั้นมันก็เปลี่ยนแปลงไปตามสิ่งนั้น เช่น เวลาได้ก็ดีใจ เวลาเสียก็มีความเสียใจ ก็สิ่งทั้งหลายนั้นมันไม่มั่นคงถาวร ไม่ได้อยู่ในสภาพเดิมของมันตลอดเวลา แต่มันอาจจะเปลี่ยนแปลงเป็นอะไรไปเมื่อใดก็ได้ “ในเรื่องเกี่ยวกับการปฏิบัติขัดเกลาจิตใจตนเองก็เหมือนกัน มันไม่ใช่สิ่งที่เรียกว่าเหลือวิสัยที่เราจะทำไม่ได้ เพราะถ้าทำไม่ได้ พระพุทธเจ้าท่านก็ไม่บัญญิติไว้ ที่พระองค์บัญญัติหลักธรรมไว้นั้น แสดงว่าพระองค์ได้กระทำด้วยพระองค์เองแล้ว เห็นผลจากการกระทำนั้นแล้วว่าได้จริง ๆ จึงนำมาสอนแก่ชาวโลก เพื่อให้ชาวโลกได้นำมาปฏิบัติต่อไป […]

ไขข้อสงสัยเรื่องมารดลใจพระอานนท์ได้อย่างไร

ไขข้อสงสัยเรื่อง มารดลใจ พระอานนท์ได้อย่างไร มารดลใจ พระอานนท์ไม่ให้อาราธนาพระพุทธเจ้าให้ประทับอยู่สืบต่อไป ทั้งที่พระพุทธเจ้าตรัสถึง 3 ครั้งว่า ผู้ใดเจริญอิทธิบาท 4 ย่อมอยู่ได้ตลอดกัลป์ หรือเกินกัลป์ก็ได้ เพื่อประโยชน์สุขของโลกทั้ง 3 เหตุการณ์ในตอนนั้นกลายเป็นข้อสงสัยของชาวพุทธสืบมาจนถึงปัจจุบัน มารดลใจพระอานนท์ได้อย่างไร     ย้อนเวลากลับไปในวันนั้น ต้องย้อนเวลากลับไปในเหตุการณ์นั้นผ่านพระสูตรที่มีชื่อว่า “ภูมิจาลสูตร” พระสูตรเล่าว่า ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ ณ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน ใกล้เมืองเวสาลี พระพุทธเจ้าทรงให้พระอานนท์ถือผ้านิสีทนะตามพระองค์ไปยังปาวาลเจดีย์เพื่อพักผ่อน พระอานนท์ปูผ้านิสีทนะให้พระพุทธเจ้าประทับ เมื่อพระองค์ประทับแล้วตรัสกับพระอานนท์ว่า “ผู้ใดผู้หนึ่งเจริญทำให้มากซึ่งอิทธิบาท 4 ทำให้เป็นดุจยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ให้มั่นคง สั่งสม ปรารภดีแล้ว ผู้นั้นหวังอยู่ พึงดำรงอยู่ได้กัลป์หนึ่ง หรือเกินกว่ากัลป์ “ (ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ >>> ถ้าอยากอายุยืนขึ้น ควรทำอย่างไร ? เรื่องเล่าจากพระไตรปิฎก เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสถึงเรื่องอายุยืนกับพระอานนท์)     พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพระรัศมีให้เรืองรอง พระอานนท์กลับนิ่งเฉย แม้พระองค์จะตรัสประโยคนั้นถึง 3 ครั้ง พระอานนท์ก็ไม่เข้าพระทัย […]

โปรดเกล้าฯ สมณศักดิ์ 4 สมเด็จฯ และ พระเถระ 70 รูป เนื่องในโอกาสพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา รัชกาลที่ 10 

โปรดเกล้าฯ สมณศักดิ์ 4 สมเด็จฯ และ พระเถระ 70 รูป เนื่องในโอกาสพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา รัชกาลที่ 10 เนื่องในโอกาสพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม 2562 พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดพระราชทานสถาปนา เลื่อน และตั้งสมณศักดิ์ พระสงฆ์ จำนวน 74 รูป โดยพระสงฆ์จะเข้ารับพระราชทานสถาปนาสมณศักดิ์ ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ในพระบรมหาราชวัง สมณศักดิ์ คือ ยศที่พระมหากษัตริย์พระราชทานแด่พระสงฆ์ เพื่อแสดงให้เห็นว่าพระสงฆ์รูปนั้นประพฤติดี ปฏิบัติชอบอยู่ในสมณเพศ ทั้งยังเป็นตำแหน่งทางการปกครองสงฆ์อีกด้วย สันนิษฐานว่าสมณศักดิ์ของพระสงฆ์พัฒนามาจากการตั้งเอตทัคคะ (ผู้ยอดเยี่ยมในด้านต่าง ๆ ) ของพระพุทธเจ้า พิธีสถาปนา เลื่อน และตั้งสมณศักดิ์พระสงฆ์ 74 รูป ครั้งนี้ มีรายนามดังต่อไปนี้ โดยเริ่มจาก 4 เจ้าอาวาสพระอารามหลวงและผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง ที่เลื่อนสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระราชาคณะ ดังนี้ พระพรหมวชิรญาณ วัดยานนาวา  เป็น สมเด็จพระมหาธีราจารย์ […]

ปัญหาธรรมประจำวันนี้ : เรายังเชื่อถือใน ความดีและความยุติธรรม ได้หรือไม่

พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ พระวิปัสสนาจารย์ที่เน้นสอนด้านการปฏิบัติ โดยสอนที่พุทธิกสมาคมฯ จะมาตอบปัญหาเรื่อง “ความดีและความยุติธรรม”

ปัญหาธรรมประจำวันนี้: โกหก เพราะหน้าที่ การงาน ผิดศีลหรือไม่

สำหรับชาวพุทธ โกหก ถือเป็นการผิดศีล แต่จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม แทบทุกคนไม่มีใครที่ตลอดชีวิตไม่เคยโกหกเลย แม้เราทุกคนได้รับการสั่งสอนจากผู้ใหญ่ให้พูดแต่ความจริง

แก้ปัญหาอย่างไร เมื่อต้อง ผิดใจกับเพื่อนข้างบ้าน

ผู้อ่านคนหนึ่งมีเรื่อง ผิดใจกับคนข้างบ้าน ตื่นเช้าขึ้นมาก็ได้ยินเสียงพูดจากระทบกระแทกแดกดัน ถึงกับต้องพึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ก็ไม่เป็นผล

ธรรมที่นำไปสู่นิพพาน โดย พระอาจารย์ชาญชัย อธิปัญโญ

ธรรมที่นำไปสู่นิพพาน โดย พระอาจารย์ชาญชัย อธิปัญโญ พระพุทธเจ้าทรงชี้ทางที่นำไปสู่มรรคผลนิพพานไว้หลายนัย ใน คิริมานนทสูตร พระองค์ตรัสว่า หากดับโลภะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฐิได้ขาดแล้ว ก็ถึงพระนิพพาน ธรรมที่นำไปสู่นิพพาน โลภะ หมายถึงความทะเยอทะยานมุ่งหวังอยากได้กิเลสกาม อยากเสพในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ประการหนึ่ง กับอยากได้พวกวัตถุกาม หมายถึงสิ่งที่มีชีวิต ได้แก่ บุคคล สัตว์ กับสิ่งที่ไม่มีชีวิต ได้แก่ วัตถุสิ่งของ อีกประการหนึ่ง โทสะ หมายถึง ความเคืองแค้นผู้ใดผู้หนึ่ง เป็นเหตุให้ประทุษร้ายเบียดเบียนผู้นั้น โมหะ หมายถึงความหลง เช่น หลงรัก หลงชัง หลงลาภยศ สรรเสริญ สุข ฯลฯ มานะ หมายถึงความถือตัวถือตน ถือว่าตนดี เด่นกว่าผู้อื่น จึงดูถูกดูหมิ่นผู้อื่น ทิฐิ หมายถึงความเห็นในลัทธิที่ผิด เช่น เห็นว่าตายแล้วดับสูญไม่มีการเกิดอีก เรียกว่า […]

เจริญมรณสติ วิถีสู่นิพพาน โดย พระไพศาล วิสาโล

เจริญมรณสติ วิถีสู่นิพพาน โดย พระไพศาล วิสาโล ภาษิตทิเบตบทหนึ่งกล่าวไว้ว่า “ระหว่างวันพรุ่งนี้กับชาติหน้า ไม่มีใครรู้หรอกว่าอะไรจะมาถึงก่อน” นี่คือความจริงที่เราต้องตระหนักว่า เราต้องตายอย่างแน่นอน อาจจะเป็นคืนนี้ วันนี้ หรือเดี๋ยวนี้…ชีวิตเราอาจจะไม่มีวันพรุ่งนี้ก็ได้  เจริญมรณสติ การเจริญมรณสติอยู่เสมอมีส่วนเกื้อกูลให้บรรลุนิพพานได้ทางหนึ่ง เพราะการเจริญมรณสติทำให้เราไม่ประมาท แทนที่จะเพลิดเพลินในความสุข ลุ่มหลงในการทำงานหาเงินหาทอง ยึดติดในทรัพย์สมบัติ ชื่อเสียงเกียรติยศ ก็จะหันมาใส่ใจสิ่งอื่นที่สำคัญกับชีวิตมากกว่า คำว่าสิ่งอื่นในที่นี้หมายถึงการทำบุญกุศล การทำความดี การทำหน้าที่ต่อคนที่เรารักและผูกพัน เช่น พ่อแม่ ลูกหลาน ตลอดจนผู้คนในชีวิต ที่เรามักละเลยเพราะมัวแต่คิดว่าตอนนี้ฉันขอทำงานก่อน ขอหาเงินก่อน ขอสนุกก่อน มรณสติจะทำให้เราหันมาสนใจคนเหล่านี้ ใส่ใจในหน้าที่ของเรา รวมทั้งหันมาใส่ใจกับการภาวนาเพื่อฝึกฝนจิตใจให้พร้อมรับความตายที่จะต้องมาถึงอย่างแน่นอน ในแง่หนึ่งหมายถึงความพร้อมที่จะปล่อยวางทุกสิ่ง เพราะนอกจากจะเอาอะไรไปไม่ได้สักอย่างแล้ว มันยังสามารถหน่วงเหนี่ยวจิตใจให้เป็นทุกข์จนอาจทำให้ตายอย่างทุรนทุรายหากยึดติดถือมั่นจนปล่อยวางไม่ได้ สำหรับคนที่มุ่งปฏิบัติธรรมเพื่อการพ้นทุกข์ มรณสติจะช่วยให้เราจดจ่อแน่วแน่อยู่กับการปฏิบัติ ไม่มัวสาละวนกับสิ่งอื่นจนลืมตัว เช่น พระบางรูปอาจวุ่นอยู่กับการสร้างวัดสร้างโบสถ์จนไม่มีเวลาปฏิบัติธรรม พอเจริญมรณสติก็คิดขึ้นมาได้ว่า “เอ…เราจะตายเมื่อไรก็ไม่รู้ ฉะนั้นต้องหันมาขวนขวายปฏิบัติธรรมเพื่อความพ้นทุกข์ให้จริงจังมากขึ้น” มรณสติจะคอยเตือนสติไม่ให้เราเพลินกับสิ่งอื่น ช่วยให้เราแน่วแน่และตั้งมั่นในความเพียรพยายาม พระพุทธเจ้าทรงเตือนพระสาวกอยู่เนือง ๆ ว่าให้หมั่นพิจารณามรณสติเพื่อความไม่ประมาท เพราะโลกมีสิ่งดึงดูดความสนใจให้เผลอไผลได้มากมายเหลือเกิน ฉะนั้นจึงต้องหมั่นเจริญมรณสติเตือนตนอยู่เสมอ ให้ตระหนักว่า ความตายนั้นอยู่ใกล้ตัวมาก ชนิดที่ว่าเราเคี้ยวอาหารอีกเพียง […]

แรงบันดาลใจทำให้ฝันกลายเป็นจริงได้อย่างไร ธรรมะสร้างแรงบันดาลใจ โดย ท่านชิโนรส

แรงบันดาลใจ ทำให้ฝันกลายเป็นจริงได้อย่างไร ธรรมะสร้างแรงบันดาลใจ โดย ท่านส.ชิโนรส แรงบันดาลใจ ที่มุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยวทำให้หนุ่มบ้านนอก ฐานะยากจน กลายเป็นประธานาธิบดีที่ยิ่งใหญ่ของสหรัฐอเมริกา อับราฮัม ลินคอล์น ต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อหาความรู้ให้ตัวเอง บางครั้งต้องเดินทางไปยังเมืองที่อยู่ไกลเพื่อยืมตำรามาอ่าน ด้วยความพยายามที่ไม่ลดละ เขาก็เรียนจบด้านกฎหมาย ได้เป็นทนายความ ครั้งหนึ่งเขาเห็นชะตากรรมคนผิวสีที่ต้องถูกขายเป็นทาส มีชีวิตตกระกำลำบาก เขาจึงมีแรงบันดาลใจเล่นการเมืองเพื่อปลดปล่อยทาสให้เป็นอิสระ เขาลงเลือกตั้งหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็แพ้แล้วแพ้อีก แพ้อย่างซ้ำซากและจำเจ แต่ด้วยแรงบันดาลใจที่เด็ดเดี่ยวและความมุ่งมั่นที่ไม่ลดละ สุดท้ายลินคอร์นได้ลงสมัครเป็นประธานาธิบดีแล้วก็ได้รับเลือกตั้ง ลินคอล์นกลายเป็นประธานาธิบดีผู้เปลี่ยนโฉมประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา ปลดปล่อยคนอเมริกันผิวสีจากการเป็นทาสได้สำเร็จ     มนุษย์ทุกคนต่างก็มีความฝันหรือแรงบันดาลใจ อยากประสบความสำเร็จอย่างที่ตัวเองต้องการ ถ้ามองในแง่พุทธศาสนาแรงบันดาลใจก็คือกรรมทางความคิด หรือ มโนกรรม นั่นเอง แรงบันดาลใจคือจุดเริ่มต้นแห่งความสำเร็จทุกอย่าง แต่กระนั้น กว่าจะสำเร็จได้จะต้องมีองค์ประกอบต่าง ๆ เข้าหนุนแรงบันดาลใจจึงจะกลายเป็นจริงได้ เช่น การศึกษา ครอบครัว บุคลิกหน้าตา ความรู้ความสามารถ และทรัพย์สินเงินทอง แรงบันดาลใจและกำลังหนุนจะต้องไปด้วยกัน คนที่มีแรงบันดาลใจแต่ขาดกำลังหนุนก็ต้องเพียรพยายามต่อไป หากไม่ยอมลดละความเพียรพยายาม สุดท้ายก็ต้องประสบความสำเร็จจนได้ เหมือนอับราฮัม ลินคอล์น อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้แรงบันดาลใจกลายเป็นจริงไม่ใช่แรงหนุนภายนอก แต่เป็นแรงหนุนภายในคือความเพียรพยายามและสติปัญญาที่มนุษย์แต่ละคนมีนั่นเอง พระพุทธองค์ทรงตำหนิความขี้เกียจและอ่อนแอ […]

จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อมาร รบกวนเวลา บรรทมของพระพุทธเจ้า และเทวดาเข้าเฝ้าเยี่ยมพระอาการ

จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อมาร รบกวนเวลา บรรทมของพระพุทธเจ้า และเทวดาเข้าเฝ้าเยี่ยมพระอาการ ทราบกันดีว่า เวลาที่พระพุทธเจ้าทรงประสบกับภัย มารมักมาเข้าเฝ้าพระองค์ แต่คราวนี้หลังจากพระบาทของพระองค์ต้องสะเก็ดหิน มารก็มา รบกวนเวลา บรรทมของพระองค์ เพราะอะไร และมีเหล่าเทวดามาร่วมด้วยอีก ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ ณ มฤคทายวัน อันเป็นสถานที่พระเจ้าพิมพิสารพระราชทานอภัยแก่กวาง (เขตอภัยทานสัตว์ประเภทกวาง) พระบาทของพระองค์กระทบกับสะเก็ดหิน แต่พระองค์ทรงระงับความรู้สึก (เวทนา) เจ็บปวดไว้ พระองค์ทรงรับสั่งให้พระภิกษุปูผ้าสังฆาฏิสี่ชั้น แล้วพระองค์บรรทมด้วยท่าสีหไสยาส และทรงกำหนดมีสติสัมปชัญญะอยู่ตลอดเวลา ในทันใดนั้นเอง มารผู้มีบาปได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า และทูลถามพระองค์ว่า “พระองค์บรรทมด้วยความซึมเซา (ง่วง) หรือมัวเมาคิดกาพย์กลอนอะไรอยู่ (นอนนึกบทกวีแบบนักปราชญ์ และนักกวีทั้งหลาย) ประโยชน์ของพระองค์มีไม่มาก (ไม่ได้สำเร็จธรรม) ท่านประทับอยู่ ณ ที่บรรทมอันเงียบสงัดแต่เพียงผู้เดียว ตั้งพระทัยที่จะบรรทม แต่ไฉนทรงไม่หลับ” พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบมารผู้มีบาปว่า “เราไม่ได้นอนด้วยความซึมเซา และไม่ได้มัวเมาคิดกาพย์กลอนอะไร เราสำเร็จในประโยชน์แล้ว (บรรลุธรรม) ปราศจากความเศร้าโศกทั้งปวง (หยุดวงจรปฏิจสมุปบาท) การที่เรานอนอยู่ที่นี่เพียงผู้เดียว เรานอนคำนึงถึงสรรพสัตว์ด้วยความเมตตา ชนเหล่านั้นมีลูกศรเสียบอยู่ที่อกแล้วร้อยที่หัวใจให้ลุ่มหลง (ลูกศรในที่นี่หมายถึงกิเลส) ชนเหล่านั้นยังนอนหลับได้โดยไม่รู้สึก (เจ็บ)อะไร ทำไมเราผู้ปราศจากลูกศรนั้นแล้ว […]

บี้ – สุกฤษฎิ์ วิเศษแก้ว เมื่อจังหวะ “ธรรม” กระแทกหัวใจซูเปอร์สตาร์

บี้ – สุกฤษฎิ์ วิเศษแก้ว เมื่อจังหวะ “ธรรม” กระแทกหัวใจซูเปอร์สตาร์ ไม่ใช่แค่ดนตรีและหัวใจเท่านั้นที่มี “จังหวะ” ชีวิตของเราก็มีจังหวะเช่นกัน เมื่อใดก็ตาม

ทุกคนมีนัดกับความตาย พร้อมหรือยังที่จะไปตามนัด โดย พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ

ทุกคน มีนัดกับความตาย พร้อมหรือยังที่จะไปตามนัด โดย พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ ทุกคน มีนัดกับความตาย ท่านพร้อมหรือยังที่จะไปตามนัด สมมติว่าก่อนจะมาเกิดในเมืองมนุษย์ เราได้ทำสัญญาไว้ฉบับหนึ่ง คือสัญญาเกิด – ตาย พญามัจจุราชก็ให้เราเซ็นสัญญาไว้ เพราะธรรมชาติการเกิดก็ย่อมมีการตายเป็นของคู่กันอย่างนี้ แต่ทีนี้ประเด็นอยู่ที่ว่า เราไม่รู้ว่าสัญญาเกิดของเรามีอายุกี่ปี ดังนั้น วันคืนที่ล่วงไป ๆ วันเวลาของเราที่จะอยู่บนเมืองมนุษย์ก็ลดลงไป ๆ ทุกวัน เรากำลังก้าวเดินเข้าไปสู่ความตายทุก ๆ ขณะ พญามัจจุราชกำลังรอเราอยู่ บางคนก็เริ่มหนาวสะท้าน หวั่นเกรงหรือหวาดกลัวต่อความตายกันบ้างแล้ว และพยายามทำบุญสืบอายุต่อชะตาชีวิตกันยกใหญ่ เพื่อผัดผ่อนกับพญามัจจุราช ผัดผ่อนไม่ได้หรอกท่าน ครบกำหนดสัญญาเมื่อไร เขาก็มาฉุดคร่าเอาชีวิตไปเมื่อนั้น พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า เมื่อถึงเวลาแล้ว แม้จะหนีไปอยู่ ณ ที่แห่งหนตำบลใด ส่วนไหน ๆ ของโลกหรือจักรวาลก็หนีความตายไปไม่พ้น เหตุนั้นเรามีเวลามากพอหรือที่จะหลงระเริงประมาทมัวเมาไร้สาระ หลับใหลลุ่มหลงอยู่ ตื่นกันได้แล้วนะ ช่วงชีวิตที่ผ่านมาทำดีไว้กี่ขีด ทำอัปรีย์ไว้กี่กิโล ทำบุญกุศลไว้กี่กิโล หรือทำบาปอกุศลไว้เป็นตัน อันที่จริงช่วงเวลาที่เหลืออยู่นี้ นับได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่ระทึกขวัญตื่นเต้นเร้าใจเป็นอย่างยิ่ง ท่านพร้อมหรือยังกับการเผชิญหน้าพญามัจจุราช ท่านพร้อมหรือยังที่จะไปตามนัด หรือท่านคิดว่าจะเบี้ยวไม่ไปตามนัด […]

อย่าหยุดพัฒนาศักยภาพตนเอง ธรรมะเตือนสติ โดย ท่าน ว.วชิรเมธี

อย่าหยุด พัฒนาศักยภาพ ตนเอง ธรรมะเตือนสติ โดย ท่าน ว.วชิรเมธี ใครที่กำลังขาดแรงบันดาลใจ หากได้อ่านบทความนี้ที่เรียบเรียงจากคำสอนของท่าน ว.วชิรเมธี จะไม่อยากหยุด พัฒนาศักยภาพ ตนเอง ความสุขที่เรามีเปรียบเสมือนบันไดทีละขั้น ๆ ไม่ใช่เป้าหมาย มันเป็นแค่สะพาน สุขแท้อยู่ที่อิสระ อิสรภาพจากความทุกข์ นั่นคือความสุขที่แท้ บางทีการที่เราได้ทานอาหารอร่อย ๆ เราก็บอกสุขมากพอแล้ว อาตมาก็บอกอะไรที่อร่อย ๆ เมื่อกินติดต่อกันสักหนึ่งสัปดาห์ กินจนอาเจียนก็จะเลิกเลย พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า ขอให้เราเพียรพัฒนาตนให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป เหตุที่ต้องเพียรพัฒนาตนให้ยิ่งขึ้น ก็เพราะว่ามนุษย์นี้เป็นสัตว์ประเสริฐที่สามารถพัฒนาได้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ที่บ้านนางแล เคยมีสมเด็จองค์แรกของภาคเหนือ สมัยก่อนท่านก็เป็นคนที่นี่ เคยเลี้ยงวัวเลี้ยงควาย และก็ไปบวชเณร ได้ไปที่วัดเบญจมบพิตร วันหนึ่งได้เป็นพระราชาคณะรูปแรกของ 16 จังหวัดภาคเหนือ ในขณะที่ท่านเป็นสมเด็จไปแล้ว เพื่อนของท่านหลายคนก็ยังเป็นชาวบ้านเหมือนเดิม ขณะที่เพื่อนอีกคนทำไมถึงกลายเป็นพระราชาคณะ มีคนนับหน้าถือตา เพราะท่านพัฒนาตนเองไม่ค่อยหยุดพัก แต่เพื่อนของท่านเกิดมาแล้วพอใจอยู่แค่นั้น มันก็เลยอยู่กับที่     อาตมามีอาจารย์ท่านหนึ่ง เป็นคนพัฒนาตนไม่หยุดนิ่ง […]

ถอยหลังเพื่อก้าวไปข้างหน้า นิทานธรรมสอนใจให้มีปัญญา

ถอยหลังเพื่อก้าวไปข้างหน้า นิทานธรรมสอนใจให้มีปัญญา โดย พระมหาวีระพันธ์ ชุติปัญโญ ชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังซ่อมกำแพงรอบ ๆ บ้านของตนที่ทรุดตัวลงเพราะฝนตกหนัก ขณะที่กำลังขุดข้าง ๆ กำแพง เสียมก็ไปกระทบเข้ากับวัตถุอย่างหนึ่ง พอเปิดออกดูจึงรู้ว่าเป็นห่อเงินที่บรรพบุรุษได้ฝังเอาไว้ ครั้นได้เงินมา ชายหนุ่มกลับรู้สึกกังวลที่จะนำเงินเหล่านั้นไปใช้จ่าย กระทั่งเกิดความรู้สึกกลัวที่จะมีเงินไว้ในครอบครอง เกรงว่าจะมีคนรู้แล้วมาปล้นชิง ทำให้เขาถึงกับนอนไม่หลับติดต่อกันหลายคืน เมื่อเป็นเช่นนี้เขาจึงตัดสินใจนำเงินที่มีอยู่ไปหาอาจารย์ที่ตนเองนับถือที่วัดในหมู่บ้านเพื่อขอคำปรึกษา เมื่อพบอาจารย์แล้วจึงได้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ท่านฟัง แทนที่อาจารย์จะให้คำปรึกษากลับกล่าวเหมือนตำหนิว่า “นี่แหละที่เขาเรียกว่ามีเงินแต่ขาดปัญญา นั่นก็เท่ากับว่ายังเป็นคนจนอยู่เหมือนเดิม” “หมายความว่าอย่างไรครับอาจารย์” ชายหนุ่มถามด้วยความสงสัย “ช่างไม่รู้อะไรเลย เงินที่เธอมีอยู่นั้น แม้จะมากมายสักเพียงใด แต่หากขาดปัญญารักษาและใช้จ่ายอย่างถูกทาง ไม่ช้านานเงินเหล่านี้ก็จะหมด หนำซ้ำเจ้าของเงินอาจต้องเคราะห์ร้ายเพราะเงินเหล่านี้” “แล้วผมควรทำอย่างไรดีครับ” ชายหนุ่มถามเพื่อต้องการทางออกที่ดีกว่า “ง่ายนิดเดียว เธอไปหาปัญญาให้เจอเสียก่อน แล้วทุกอย่างก็จะดีขึ้นเอง” อาจารย์กล่าวเพียงเท่านี้ก็ลุกจากที่นั่งเพื่อไปทำธุระอย่างอื่น โดยไม่สนใจว่าคนที่มาหาจะคิดอย่างไรกับคำตอบที่ท่านมอบให้ เมื่อชายหนุ่มได้ฟังเช่นนั้นก็สรุปเอาเองว่า “ปัญญา” คงจะมีขายตามท้องตลาดทั่วไป จึงเดินเข้าไปในตลาดแล้วถามหาซื้อปัญญาจากคนที่อยู่ในตลาดทั้งหมด แต่ก็ไม่มีใครขายให้เขาแม้แต่คนเดียว ในขณะที่กำลังอับจนหนทาง ชายหนุ่มเห็นพระรูปหนึ่งที่ดูน่าเลื่อมใส เขาคิดว่านักบวชท่านนี้คงจะมีปัญญาขายให้แน่นอน จึงเดินตรงเข้าไปหาพร้อมกับกล่าวว่า “อาจารย์ครับ ผมขอซื้อปัญญาหน่อย ท่านมีปัญญาขายให้กับผมไหม” ฝ่ายภิกษุเมื่อได้รับฟังคำถามของชายหนุ่ม ก็รู้ได้ทันทีว่าชายคนนี้ไม่รู้จักคิดด้วยตนเอง และด้วยความเมตตาของท่านที่ต้องการจะชี้ทางสว่างแก่เขา นักบวชผู้ใจดีจึงกล่าวขึ้นว่า “สิ่งที่เธอต้องการนั้นฉันมีอยู่แล้ว […]

รู้ได้อย่างไรว่าใครเป็นโสดาบัน โดย ดร.สนอง วรอุไร

รู้ได้อย่างไรว่าใครเป็น โสดาบัน โดย ดร.สนอง วรอุไร การจะรู้ว่าใครเป็น โสดาบัน นั้น ปุถุชนย่อมไม่สามารถรู้ได้ มีเพียงผู้ที่มีสภาวธรรมในจิตเป็นโสดาบันหรือสูงกว่าเท่านั้นที่จะรู้ได้ อย่างไรก็ดี บุคคลสามารถสังเกตลักษณะของความเป็นพระโสดาบันได้จากพฤติกรรม โดยดูว่าบุคคลนั้นต้องเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย คุมใจอยู่ทุกขณะตื่น เป็นผู้ที่ไม่มีพฤติกรรมที่ผิดกฎหมาย ผิดศีล หรือผิดธรรมอีกต่อไป และมีจิตเลื่อมใส ไม่หวั่นไหวในพระรัตนตรัย มีสติคุมอิริยาบถ มีจิตเป็นอิสระต่อกาย เป็นอิสระต่อเวทนา เป็นอิสระต่อโลกธรรมและวัตถุ ฯลฯ ลักษณะเหล่านี้จะแสดงออกให้เห็นทางพฤติกรรมให้สามารถชี้วัดได้ โดยทั่วไปแล้วปุถุชนคนธรรมดาที่พัฒนาเพียงปัญญาทางโลกมักมองพระโสดาบันว่าเป็นคนประหลาด มีพฤติกรรมแตกต่างจากคนส่วนมาก เช่น ไม่ดื่มเหล้าอย่างสิ้นเชิง  ไม่พูดคุยเรื่องทางโลกที่ไร้สาระเหมือนคนทั่วไป ฯลฯ เนื่องจากพระโสดาบันคืออริยบุคคลขั้นต้น เป็นผู้ที่ได้ปิดอบายภูมิแล้ว เมื่อตายแล้วจะไม่ลงไปเกิดต่ำกว่ามนุษย์ คือจะไม่ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย และสัตว์นรกอีกต่อไป และจะตายแล้วเกิดอีกไม่เกิน 7 ชาติก็จะถึงซึ่งพระนิพพาน เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่เชตวันมหาวิหาร เมืองสาวัตถี พระองค์ทรงใช้พระดรรชนีตักขี้ฝุ่นขึ้นมาด้วยปลายเล็บ แล้วตรัสกับภิกษุในทำนองที่ว่า “ขี้ฝุ่นที่ปลายเล็บของตถาคต กับขี้ฝุ่นที่เหลืออยู่ในพื้นปฐพีนี้ อย่างไหนมีมากกว่ากัน” ภิกษุตอบว่า “ขี้ฝุ่นที่อยู่ในปลายเล็บของพระพุทธองค์นั้นมีเพียงเศษหนึ่งส่วนร้อย เศษหนึ่งส่วนพัน […]

อย่าตกหลุมพรางของกิเลสตัณหา โดย หลวงพ่อทูล ขิปฺปปญฺโญ

อย่าตกหลุมพรางของ กิเลสตัณหา โดย หลวงพ่อทูล ขิปฺปปญฺโญ คำว่าหลุมพรางนั้นคือ ความหลอกลวงของกิเลสที่ใช้นโยบายหลอกจิต ทำให้จิตหลงเชื่อตามมารยาสาไถยอันแยบยล เพราะกิเลสหลอกจิตด้วยอุบายต่าง ๆ นี้เอง จิตจึงหลงเชื่ออุบายที่เอามาหลอกจิตนั้น กิเลสจึงได้เลือกคัดจัดสรรหาเอาสิ่งที่จิตชอบใจมาเป็นชนวน เพื่อให้จิตได้ไปตามแผนที่ กิเลสตัณหา ได้วางไว้ อาศัยสมมติและสังขารเป็นเครื่องมือ สังขารภายในคือ จิตสังขาร สังขารภายนอกคือ รูปสังขาร สังขารภายในก็ต้องอาศัยสมมติภายนอกมาประสานกัน ขยายมโนภาพไปตามสมมตินั้น ๆ ออกไปให้วิจิตรพิสดาร ให้เกิดเป็นวิมานในอากาศ วาดมโนภาพเหมือนกับความฝัน เหมือนกับว่าจะเป็นความจริงจนจิตเกิดความหลงใหลใฝ่ฝัน เช่น ลาภคือความร่ำรวย ก็ยังเข้าใจว่าจะถูกหวยแต่ละงวดครั้งละหลายล้าน จึงได้ทุ่มเทซื้อกัน คิดว่าจะได้ตามความปรุงแต่งของกิเลส แม้ฝันเล็กฝันน้อยก็ตีเป็นเลขเป็นหวยไป หรือได้ยินข่าวว่าอาจารย์ดังอยู่ที่ไหน จะอยู่ไกลไปลำบากสักเท่าไร ไม่สำคัญ ต้องตามให้ถึงที่ นี้คือกิเลสหลอกจิต มิหนำซ้ำพระเกิดความรำคาญก็บอกส่งเดชไป กิเลสเข้าใจว่าจริงก็ทุ่มเทเต็มที่ นี้ก็คือหลุมพรางของกิเลสตัณหา เช่น ยศ สรรเสริญ และความสุขในโลกีย์ที่มีในกามคุณ คือ รูป เสียง กลิ่น รส การสัมผัส ก็เข้าใจว่าจะมีความสุขแต่อย่างเดียว จิตจึงจมดิ่งปักลงไปจนถอนตัวไม่ขึ้น และไม่มีสติปัญญาพิจารณาดูมุมกลับบ้างเลย […]

keyboard_arrow_up