กรรม 6 ประการที่ทำแล้ว เท่ากับเปิดประตูต้อนรับความหายนะ

กรรม 6 ประการที่ทำแล้ว เท่ากับเปิดประตูต้อนรับ ความหายนะ สิ่งที่ทำแล้วนำความเสื่อมและภัยมาสู่ตน พระพุทธศาสนากล่าวถึงเรื่องนี้ไว้หลายหลักธรรมเลยทีเดียว เช่น อบายมุข 6 ประกอบด้วย (1) การดื่มสุรา (2) เที่ยวสถานเริงรมย์ (3) เที่ยวชมการแสดงร้องรำ (4) เล่นการพนัน (5) คบคนพาลเป็นมิตร และ (6) เกียจคร้านในการทำงาน แต่พระพุทธเจ้าตรัสสิ่งที่หากผู้ใดได้พลาดทำลงไปแล้วจะนำ ความหายนะ มาสู่ตนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พระองค์ทรงเรียกสิ่งนี้ว่า “กรรม 6”  ลองมาดูกันค่ะว่า กรรม 6 ประการที่พระพุทธเจ้าตรัสถึงนี้เป็นอย่างไร แล้วทำไมพระองค์ถึงตรัสถึงเรื่องนี้ ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ ณ พระเชตวัน ในกรุงสาวัตถี มีพราหมณ์คนหนึ่งชื่อว่า “อนัตถปุจฉกพราหมณ์”  เกิดความสงสัยว่า “พระพุทธเจ้าทรงทราบเพียงสิ่งที่มีคุณเท่านั้น หรือทรงทราบสิ่งที่ไม่มีคุณด้วยหรือไม่หนอ เราจะนำข้อสงสัยนี้ไปทูลถามพระองค์ เพื่อให้เกิดความกระจ่างแก่เรา” อนัตถปุจฉกพราหมณ์ไม่รีรอ รีบเดินทางไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ณ พระเชตวันทันที ตลอดพระชนม์ชีพของพระบรมศาสดามักได้รับการท้าทายจากพราหมณ์และเดียรถีย์อยู่เสมอ แต่ก็มีพราหมณ์และเดียรถีย์ที่เกิดความสงสัยและต้องการหาคำตอบ พวกเขาจึงเห็นพระองค์เป็นที่พึ่ง หวังว่าพระองค์จะประทานคำตอบที่มีความกระจ่าง ซึ่งเป็นจริงตามนั้นเสมอ เมื่ออนัตถปุจฉกพราหมณ์อยู่เบื้องพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีพระรัศมีเรืองรองสว่างไสว […]

จูฬสุภัททา สตรีผู้ทำให้ครอบครัวของสามีกลายเป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิ

จูฬสุภัททา สตรีผู้ทำให้ครอบครัวของสามีกลายเป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิ จูฬสุภัททา เป็นแบบอย่างที่น่าชื่นชมของสตรีผู้ยึดมั่นในพระพุทธศาสนา นางเป็นธิดาของอนาถบิณฑิกเศรษฐี ก่อนที่จะออกเรือน นางมีหน้าที่ดูแลเรื่องอาหารและวัตถุทานตามคำขอของบิดา สำหรับจัดเตรียมไวhถวายพระพุทธเจ้าและพระสาวกทั้งหลาย แต่เมื่อนางไปอยู่ในครอบครัวฝ่ายสามี หน้าที่นี้จึงตกมาเป็นของนางสุมนาเทวี ซึ่งทำให้นางสำเร็จธรรมเป็นสกทาคามี สิ่งที่นางจูฬภัททาทำไว้ในพระพุทธศาสนา คงหนีไม่พ้นการที่นางทำให้ครอบครัวสามีหันมานับถือพระพุทธศาสนา โดยเรื่องมีอยู่ว่า อุคคเศรษฐี เป็นสหายเก่าแก่ของอนาถบิณฑิกเศรษฐีมาตั้งแต่สมัยยังหนุ่ม ๆ ทั้งสองเคยทำสัญญาต่อกันว่า หากฝ่ายใดมีลูกสาวและอีกฝ่ายมีลูกชายจะให้แต่งงานกัน เมื่อต่างฝ่ายต่างแยกย้ายไปช่วยกิจการครอบครัวของตน เมื่อบิดาได้สิ้นบุญลง จากบุตรเศรษฐีก็กลายเป็นเศรษฐี วันหนึ่งอุคคเศรษฐีเดินทางมาทำการค้าขายที่กรุงสาวัตถี จำได้ว่าอนาถบิณฑิตเศรษฐีพำนักอยู่ที่เมืองนี้จึงแวะเข้าไปเยี่ยมเยือน เมื่ออุคคเศรษฐีมาถึงเรือนของอนาถบิณฑิกเศรษฐีแล้ว อนาถบิณฑิกเศรษฐีให้นางจูฬสุภัททาออกมาดูแลสหายเก่าของพ่อ อุคคเศรษฐีสังเกตกิริยามารยาทของนางจูฬสุภัททาแล้วก็ชื่นชอบ จึงได้ทวงสัญญาที่เคยให้กันไว้ อนาถบิณฑิกเศรษฐีจึงเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าว่าควรจะยกธิดาแต่งงานไปกับลูกชายของอุคคเศรษฐีหรือไม่ เพราะพวกเขาไม่ได้นับถือพระพุทธศาสนา พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ธิดาของท่านเศรษฐีสามารถแต่งงานกับบุตรชายของอุคคเศรษฐีได้ไม่มีปัญหา” เมื่อทราบดังนั้นแล้วอนาถบิณฑิตเศรษฐีก็สบายใจ ทั้งสองครอบครัวได้ทำการปรึกษาหารือเพื่อตระเตรียมพิธีมงคลสมรส ก่อนถึงวันงานอนาถบิณฑิกเศรษฐีได้สอนให้ธิดาเป็นลูกสะใภ้และภรรยาที่ดี หลังจากนั้นอนาถบิณฑิกเศรษฐีได้ถวายมหาทานแด่พระพุทธเจ้าและพระสาวก ก่อนนางจูฬสุภัททาจะไปสู่ครอบครัวของสามี เมื่อนางจูฬสุภัททาไปอยู่ในเรือนของสามี อุคคเศรษฐีได้จัดเลี้ยงนิครนถ์ เขาบอกให้ลูกสะใภ้ออกมาไหว้นิครนถ์ นางจูฬสุภัททาตกใจที่ตนต้องไหว้ชีเปลือก นางก็ไม่ยอมออกมาทำการสักการะนักบวชนุ่งลมห่มฟ้าเหล่านั้น เพราะนางมองว่านักบวชเหล่านี้เป็นผู้ไม่มีความละอาย ทำให้อุคคเศรษฐีเกิดความไม่พอใจอย่างมาก เศรษฐีได้ถามลูกสะใภ้ว่า “ทำไมเจ้าไม่ทำความเคารพต่อนักบวชที่เราเคารพ แล้วนักบวชที่เจ้าจะเคารพพึงเป็นเช่นไหน” นางจูฬสุภัททาตอบว่า “นักบวชที่เราจะเคารพท่านต้องเป็นผู้มีกาย ใจ และสายตาที่สำรวม พูดพอประมาณ การกระทำทั้งทางกาย วาจา และใจสะอาดหมดจด เป็นผู้ไม่มีมลทินดุจสีของเปลือกสังข์และไข่มุก […]

ท่านได้อะไร เมื่อไปงานศพ โดย หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ

ท่านได้อะไร เมื่อไป งานศพ โดย พระธรรมโกศาจารย์ (ปัญญานันทภิกขุ) งานศพ ให้อะไรมากกว่าที่คิด หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ ได้กล่าวถึงสิ่งที่เราจะได้จากการไปงานศพ ดังความตอนหนึ่งว่า “…ที่เรามาในงานศพนี้ คนโบราณเขาบอกว่ามีอานิสงส์มาก อานิสงส์ นั้นหมายถึงอะไร ก็หมายถึง “ผล” ผลในที่นี้หมายถึงคุณค่าทางจิตใจ มากกว่าทางวัตถุ เพราะว่าทางวัตถุนั้นเราจะหาจากที่ใดก็ได้ แต่คุณค่าทางใจนั้นมักจะได้จากที่อย่างนี้ “เรามาในงานศพ ถ้ามาเฉย ๆ กลับไปก็ไม่ได้อะไร เราควรมาคิดนึก นั่งเงียบ ๆ แล้วก็ดูศพ เอาศพมาเป็นเครื่องเตือนตัวเอง แล้วถามตัวเองว่าเวลานี้ อายุเท่าไหร่ เราอยู่ในฐานะอะไร มีโรคภัยประจำตัวบ้างไหม เพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกับเรานั้น เวลานี้เป็นคนอย่างไร บางคนก็ไปแล้ว ไปหลายวัน หลายเดือน หลายปีแล้วก็มี เรานี่ยังอยู่ ก็นับว่าเป็นบุญนักหนาที่ยังมีชีวิตอยู่ อยู่เพื่ออะไร…? อยู่เพื่อความดีต่อไปไม่ใช่อยู่เพื่อกินเพื่อเล่น เพื่อความสนุกสนาน เพราะเพียงกินเล่นสนุกสนาน ไม่ต้องเป็นมนุษย์ก็ทำได้ สัตว์เดรัจฉานทั้งหลายมันก็กินได้ สนุกได้ มัวเมาในเรื่องอะไร ๆ ก็ได้ เราเป็นผู้เป็นคน มันต้องวิเศษกว่าสัตว์เหล่านั้น เราต้องนึกว่าจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลง […]

ทำไม เอรกปัตตนาคราช จึงอยากทราบถึงการอุบัติขึ้นของพระพุทธเจ้า ?

ทำไม เอรกปัตตนาคราช จึงอยากทราบถึงการอุบัติขึ้นของพระพุทธเจ้า การอุบัติขึ้นของพระพุทธเจ้าเป็นคุณแก่โลกอย่างอเนกอนันต์ การมีโอกาสได้พบเจอกับพระองค์นับได้ว่าเป็นสิ่งประเสริฐที่สุดในชีวิต จึงมีไม่น้อยที่มักอธิษฐานขอให้ได้พบเจอพระศรีอาริยเมตไตรย พระพุทธเจ้าพระองค์ต่อไปที่จะมาตรัสรู้ในอนาคต แม้กระทั่งพญานาคราชตนหนึ่งมีนามว่า ” เอรกปัตตนาคราช ” ก็เป็นอีกโอปาติกะที่อยากพบพระพุทธเจ้ามาก เป็นเพราะอะไร และทำไมพญานาคตนนี้ถึงมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าถึงเพียงนี้ ลองมาติดตามกันค่ะ หลังจากเจ้าชายสิทธัตถะตรัสรู้สำเร็จเป็นพระพุทธองค์แล้ว ทรงประกาศสัจธรรมที่ทรงค้นพบประทานต่อเวไนยสัตว์ทั้งหลาย มีพญานาคตนหนึ่งมีร่างใหญ่โตจนเต็มแม่น้ำคงคา หากขยับตัวทีสามารถทำให้เกิดคลื่น ชายฝั่งริมแม่น้ำสามารถพังทลายลงได้ พญานาคตนนี้มีนามว่า “เอรกปัตตะ“ พญานาคตนนี้รอคอยการอุบัติขึ้นของพระพุทธเจ้ามานานหลายพุทธันดร จนกระทั่งวันหนึ่งเกิดความคิดขึ้นว่า ทำอย่างไรถึงจะรู้ได้ว่าพระพุทธเจ้าได้อุบัติขึ้นบนโลกแล้ว สุดท้ายเอรกปัตตนาคราชก็ใช้วิธีแต่งเพลงขึ้นมาบทหนึ่ง ซึ่งมีเนื้อร้องว่า “ผู้เป็นใหญ่อย่างไรจึงจะชื่อได้ว่าเป็นพระราชา พระราชาเปรียบเหมือนผงธุลีบนศีรษะได้อย่างไร และคนพาลขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ปราศจากผงธุลีอย่างไร”  พญานาคสอนให้พระธิดาขับร้องเพลงนี้จนสามารถจดจำเนื้อเพลงได้ จากนั้นพญานาคได้บอกอุบายแก่พระธิดาว่า “พ่อจะคืนร่างเป็นนาค (ตัวใหญ่) ขอให้ลูกขึ้นมาเต้นร่ายรำพร้อมกับขับร้องเพลงที่พ่อสอนนี้บนพังพานของพ่อเถิด” เมื่อพระธิดายินดีปฏิบัติตามที่พระบิดาขอร้องแล้ว ทั้งสองพระองค์ก็พากันขึ้นไปเหนือผิวน้ำ และทำเช่นนี้อยู่เป็นเวลานานถึงกึ่งเดือน (ครึ่งเดือน) พระพุทธองค์ทรงทราบด้วยทิพยญาณว่าเอรกปัตตนาคราชต้องการพบพระองค์ จึงได้แต่งเพลงนี้ขึ้นมา ขณะนั้นเองในทิพยญาณที่พระผู้มีพระภาคเจ้ากำลังตรวจตราสรรพสัตว์อยู่นั้น ได้ปรากฏภาพของอุตตรมาณพขึ้นมา พระบรมศาสดาทรงทราบด้วยพระญาณว่า มาณพผู้นี้สามารถสำเร็จเป็นพระโสดาบันได้ หากเขาได้ร้องเพลงแก้ที่พระองค์ทรงแต่ง เพื่อให้เอรกปัตตนาคราชได้ทราบว่าพระพุทธเจ้าได้อุบัติขึ้นบนโลกนี้แล้ว จากนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปประทับใต้ต้นซึก ซึ่งเป็นต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ไม่ไกลจากกรุงพาราณสีนัก พระองค์ทรงได้ยินคำกล่าวขานของชาวเมืองพาราณสี ต่างถกกันเรื่องเพลงที่พระธิดาของพญานาคร้องนั้นหมายถึงอะไร อุตตรมาณพได้เดินผ่านมาในบริเวณที่ประทับของพระบรมศาสดาพอดี พระองค์ทรงเรียกชื่อของเขา “อุตตระ เธอโปรดมาหาเรา” […]

วิธีสังเกตลมหายใจ โดย พระอาจารย์มานพ อุปสโม

วิธีสังเกตลมหายใจ ทำอย่างไร พระอาจารย์มานพ อุปสโม ได้แนะนำแนวทางไว้ดังนี้ ตอนนี้หากมีคนถามว่ากำลังหายใจเข้าหรือออกอยู่ ตอบได้ทันทีหรือไม่ ตอบได้ไหมว่าขณะนี้หายใจเข้าหรือหายใจออก หาก ณ ขณะที่อ่านประโยคแรก เรายังไม่รู้ว่าตัวเองกำลังหายใจเข้าหรือออก นั่นเป็นเพราะเรายังไม่รู้สึกตัวทั่วพร้อม ยังไม่ทันได้สังเกต หากอ่านคำถามจบแล้วสังเกตต่อทันที เราจะรู้เลยว่าตัวเองกำลังหายใจอย่างไรอยู่ นั่นแสดงว่าเรารู้สึกตัวแล้ว ความแตกต่างระหว่างคนที่ฝึกสังเกตกายกับคนไม่ได้ฝึกก็คือ คนกลุ่มแรกจะสามารถตอบคำถามนี้ได้ตลอดเวลา การตามดูลมหายใจเข้าออกนั้นให้ดูอย่างสบาย ๆ สังเกตลมหายใจที่มีอยู่แล้วตามปกติในชีวิตประจำวัน เป็นลมหายใจที่เข้าออกตามความเป็นจริง สังเกตโดยไม่มีการฝืน ไม่มีการบังคับ หรือเข้าไปจดจ้อง หากเข้าไปจดจ้องหรือตั้งท่าว่าจะดูให้ได้ ส่วนมากมักไม่ค่อยได้ผล ต้องปล่อยให้ทุกลมหายใจเป็นไปตามธรรมชาติ จะสั้นบ้างยาวบ้าง หรือหนักเบาไม่เท่ากันก็ไม่เป็นไร เราเพียงแต่สังเกตไว้เฉย ๆ ก็พอ การสังเกตลมหายใจไม่จำเป็นต้องดูทันทั้งหมด จะรู้ทันบ้างไม่ทันบ้างก็ปล่อยมันไป แต่ให้อาศัยความพยายามสักนิดที่จะระวังตัวพอไม่ให้หลับ เพียงเท่านี้ก็จะช่วยเพิ่มความชำนาญให้แก่การรู้สึกตัวทั่วพร้อมได้เป็นอย่างดี อีกวิธีหนึ่งในการดูลมหายใจเข้าออกก็คือ ให้ดูที่ปอดซึ่งอยู่บริเวณทรวงอก ซึ่งจะมีอาการขยับขึ้น ๆ ลง ๆ อยู่ตลอดเวลา ให้เราลองสังเกตดูให้ดี ๆ จะพบว่าเมื่อเราหายใจเข้า บริเวณทรวงอกจะขยับขึ้น และเมื่อเราหายใจออก ทรวงอกจะขยับลง การสังเกตอาการขยับขึ้นลงของทรวงอกจะทำให้เรารู้ลมหายใจเข้าออกของตนเองได้อย่างชัดเจน การสังเกตลมหายใจเข้าออกนั้น ให้เราหายใจเข้าออกตามปกติแล้วแค่เราสังเกตไปเฉย ๆ […]

พญาช้างปาลิเลยกะ ผู้ปรนนิบัติพระพุทธเจ้าจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต  

พญาช้างปาลิเลยกะ ผู้ปรนนิบัติพระพุทธเจ้าจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต หากพูดถึง ” พญาช้างปาลิเลยกะ ” หลายท่านอาจงงและไม่คุ้นชื่อของพญาช้างเชือกนี้เท่าไหร่นัก แต่หากบอกว่า  ” ป่าเลไลยก์ ”   ชื่อปางหนึ่งของพระพุทธรูปที่มีช้างและลิงอยู่ด้วย ก็คือชื่อของพญาช้างเชือกนี้เหมือนกัน แต่อาจเพี้ยนไปบ้าง เพื่อให้เข้ากับการออกเสียงของคนไทย หลายคนคงถึงบางอ้อตาม ๆ  กัน มาทำความรู้จักกับพญาช้างเชือกนี้กันว่ามีความเกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้าอย่างไร  ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ โฆสิตาราม ในกรุงโกสัมพี ได้เกิดเรื่องวิวาทขึ้นระหว่างพระภิกษุชาวโกสัมพี 2 รูป พระภิกษุในโฆสิตารามต่างแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย เรียกได้ว่าเป็น “สังฆเภท” เรื่องวิวาทนี้เกิดขึ้นจากการที่พระภิกษุผู้เป็นนักเทศน์ ในคัมภีร์เรียกท่านว่า “พระธรรมกถึก” ได้เข้าส้วมพอเสร็จกิจแล้วก็ตักน้ำเพื่อจะราดทำความสะอาดสิ่งปฏิกูล แต่ท่านราดน้ำไม่หมดภาชนะ เมื่อพระภิกษุอีกรูปเป็นผู้เคร่งในพระวินัยมาก จึงได้ชื่อว่าเป็น “พระวินัยธร” เข้ามาใช้ส้วมต่อ เมื่อเห็นว่าน้ำในภาชนะเหลือ จึงกล่าวต่อพระธรรมกถึกว่า “ท่าน ! การที่ท่านเหลือน้ำไว้ในภาชนะเช่นนี้เป็นอาบัตินะ” พระธรรมกถึกตอบกลับว่า “กระผมไม่ทราบ ต้องขอโทษด้วย การไม่ทราบและไม่เจตนาคงไม่อาบัติหรอกขอรับ” “ท่านไม่ทราบก็ไม่เป็นไร แต่อย่างไรก็อาบัติอยู่ดี เพราะผิดพระวินัยที่พระบรมศาสดาทรงบัญญัติไว้” พระวินัยธรว่าตามพระวินัยที่พระบรมศาสดาบัญญัติ พระธรรมกถึกก็ไม่ยอมรับว่าตนอาบัติ […]

ซีเคร็ตรีวิว : 4 หนังสือธรรมะน่าอ่าน ที่คุณไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงใน งานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 24

ซีเคร็ตรีวิว : 4 หนังสือธรรมะน่าอ่าน ที่คุณไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงในงาน มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 24 เชื่อว่าตอนนี้บรรดาหนอนหนังสือคงกำลังตรวจตราเงินในกระเป๋าสตางค์ของตนเองกันอยู่แน่นอน แถมยังครุ่นคิดอยู่ด้วยว่า งาน มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 24  ปีนี้ ฉันต้องหมดตัวไปเท่าไหร่กับหนังสือเล่มโปรด ซีเคร็ตอยากให้ลองมาสัมผัสกับหนังสือธรรมะน่าอ่าน 4 เล่ม ที่คุณไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง ในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งนี้ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในสติสูตรว่า “คนมีสติเท่ากับมีสิ่งนำโชคอยู่ตลอดเวลา” ซีเคร็ตเห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะการที่เรามีสติอยู่กับตัว สามารถช่วยให้เราผ่านพ้นเหตุการณ์ที่เลวร้ายไปได้ด้วยดี สำนักพิมพ์อมรินทร์ธรรมะ ได้ตีพิมพ์หนังสือธรรมะเกี่ยวกับการเจริญสติออกมาด้วยกัน 2 เล่ม มั่นใจว่าถูกใจวัยรุ่นอย่างแน่นอนด้วยการออกแบบปกและรูปเล่มที่ดูน่ารัก ในขนาดกะทัดรัด     มาเริ่มกันที่เล่มแรก ฝึกสติ 10 วินาที ชีวิตดีขึ้นแน่ เป็นผลงานของจิตแพทย์ชาวญี่ปุ่นที่มีชื่อว่า “ฟุจิอิ ฮิเดะโอะ” คุณหมอท่านนี้เป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านการเจริญสติ เขานำประสบการณ์ของตนเองมาแชร์ และกลายเป็นหนังสือเล่มนี้ เขาบอกว่าตนเองอยู่กับการเจริญสติมาร่วม 40 ปี เขามาจากศาสตร์ตะวันตก (จิตวิทยา) เมื่อมาศึกษาและปฏิบัติการเจริญสติ ซึ่งเป็นศาสตร์ตะวันออก (พระพุทธศาสนา) ทำให้เห็นว่าการเจริญสติช่วยเรื่องของจิตใจได้หลายอย่าง หนังสือเล่มนี้ได้บอกอย่างละเอียด […]

เมื่ออนาถบิณฑิกเศรษฐีได้พบพระพุทธเจ้าเป็นครั้งแรก

เมื่อ อนาถบิณฑิกเศรษฐี ได้พบพระพุทธเจ้าเป็นครั้งแรก ก่อนที่ อนาถบิณฑิกเศรษฐี จะเลื่อมใสในพระพุทธศาสนานั้น พระวินัยปิฎก จุลวรรค ภาค 2 ได้กล่าวถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งอนาถบิณฑิกเศรษฐีได้พบองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นครั้งแรก นับว่าเป็นเหตุการณ์หนึ่งที่ได้พลิกชีวิตของเศรษฐีหนุ่มคนหนึ่ง ให้กลายเป็นมหาอุบาสกผู้ยิ่งใหญ่ในพระพุทธศาสนา อนาถบิณฑิกเศรษฐี เดิมทีชื่อว่า “สุทัตตเศรษฐี”  เป็นเศรษฐีหนุ่มแห่งกรุงสาวัตถี เมืองที่พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงเป็นผู้ปกครอง เขาได้แต่งงานกับน้องสาวของราชคฤหเศรษฐี เศรษฐีผู้มั่งคั่งแห่งกรุงราชคฤห์ จนขนาดนำชื่อเมืองมาตั้งเป็นชื่อของเศรษฐีท่านนี้เลยทีเดียว ครอบครัวของราชคฤหเศรษฐีนับถือพระพุทธศาสนาตามพระเจ้าพิมพิสารผู้เป็นพระราชาแห่งกรุงราชคฤห์ ท่านเศรษฐีอยากถวายภัตตาหารพระพุทธเจ้าและพระสาวกก็ให้บ่าวไพร่จัดเตรียมอาหารเป็นอย่างดี สุทัตตเศรษฐีเพิ่งเข้ามาเป็นเขยขวัญใหม่ ๆ ก็ไม่รู้ว่าครอบครัวของภรรยาทำการอะไรกันอยู่ดูวุ่นวาย เหมือนจะมีงานใหญ่โต สุทัตตะคิดว่าคงมีพิธีมงคลอะไรสักอย่างเกิดขึ้นในครอบครัวของภรรยาแน่นอน เขาคิดจนขนาดที่ว่าพระเจ้าพิมพิสารต้องเสด็จมาเป็นประธานในพิธีด้วยซ้ำ เพราะพี่ชายของภรรยาออกจากจะร่ำรวยและมีชื่อเสียงในกรุงราชคฤห์ถึงเพียงนี้ แต่คำตอบที่อนาถบิณฑิตเศรษฐีได้รับจากราชคฤหเศรษฐีคือ “เราไม่ได้จัดงานมงคล พระเจ้าพิมพิสารผู้ยิ่งใหญ่ก็หาได้เสด็จมาเป็นประธานไม่ แต่เราได้นิมนต์พระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยพระสาวกมาฉันภัตตาหารที่นี่ในวันพรุ่งนี้” เขยขวัญถึงกับประหลาดใจเมื่อทราบว่างานเลี้ยงที่ดูใหญ่โตนี้ กลับเป็นงานที่จัดขึ้นเพื่อถวายทานแก่บรรดานักบวช และชื่อหนึ่งที่สุทัตตะติดใจเมื่อพี่ชายของภรรยาเอ่ยถึงคือคำว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้า” ราชคฤหเศรษฐีบอกกับน้องเขยใหม่ว่า “แม้เสียงที่เรียกพระองค์ว่า ‘พุทธะ’ ก็หาฟังได้ยากบนโลกนี้” สุทัตตะเริ่มตื่นเต้นที่จะได้พบพระพุทธองค์ในวันพรุ่งนี้ จนทำให้เขานอนไม่หลับเลยทีเดียว เพราะอยากพบพระพุทธองค์มาก เขาบ่นกับตัวเองว่า“เราอยากเห็นพระบรมศาสดาในตอนนี้จังว่าพระองค์จะเป็นเช่นไร จะเหมือนดังที่ท่านพี่ราชคฤหเศรษฐีกล่าวหรือไม่” เศรษฐีหนุ่มข่มใจตนเองไม่ไหวจึงลุกขึ้นจากเตียง และแล้วแสงสว่างก็ส่องเข้ามาที่หน้าต่าง     สุทัตตะหลงคิดว่าตอนนี้เป็นเวลารุ่งสางแล้ว จึงเดินออกจากคฤหาส์นไปยังประตูเมืองที่มุ่งไปสู่ป่าสีตะวัน อมนุษย์พาช่วยเปิดประตูให้เศรษฐีหนุ่มออกไป ทั้งที่ประตูเมืองนี้ยังปิดอยู่ […]

บุตรเศรษฐีสิ้นเนื้อประดาตัวและไปไม่ถึงพระนิพพานเพราะน้ำเมา

บุตรเศรษฐี สิ้นเนื้อประดาตัวและไปไม่ถึงพระนิพพานเพราะน้ำเมา ครั้งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ในกรุงพาราณสีมี บุตรเศรษฐี คนหนึ่งถูกบิดาและมารดาส่งไปเรียนศิลปะการแสดง เช่น การขับร้อง และร่ายรำ เพราะเห็นว่าครอบครัวมีทรัพย์สินมากมายใช้ไปอีกหลายชาติก็ไม่หมด และเห็นว่าบุตรชายชอบการเล่นและร้องดนตรีมากจึงสนับสนุน ครอบครัวเศรษฐีอีกครอบครัวหนึ่งมีบุตรสาวที่มีรูปร่างหน้าตาสะสวย และคิดว่าทรัพย์สมบัติของตระกูลที่สืบทอดมามีมากมายใช้อย่างไรก็ไม่มีทางหมดในชาตินี้ จึงส่งบุตรสาวไปเรียนศิลปะการแสดง เพราะเห็นว่าบุตรสาวชอบการเล่นและร้องดนตรี ต่อมาเมื่อบุตรเศรษฐีเจริญวัยเป็นหนุ่ม บิดาและมารดาก็ทำการสู่ขอบุตรสาวของเศรษฐี (ที่เรียนศิลปะการแสดง) มาแต่งงานกับบุตรชาย เพราะเห็นว่าชอบในเรื่องเดียวกัน ไม่นานบิดาและมารดาของทั้งสองก็สิ้นบุญลง บุตรชายและบุตรสาวเศรษฐีจึงนำสมบัติของแต่ละฝ่ายมารวมกัน ทำให้บุตรชายเศรษฐีกลายเป็นเศรษฐีที่ร่ำรวยทุกสุดในกรุงพาราณสี วันหนึ่งเศรษฐีหนุ่มเดินผ่านกลุ่มนักเลงสุราที่วัน ๆ เอาแต่ดื่มน้ำเมาเป็นชีวิตจิตใจ พวกเขาคิดว่าถ้าหลอกเศรษฐีหนุ่มมาคบเป็นสหายได้พวกตนก็จะสามารถกอบโกยสมบัติของเศรษฐีมาได้ไม่ยาก เหล่านักเลงสุราก็เข้าไปตีสนิทเศรษฐีหนุ่ม และส่งน้ำหวานชนิดหนึ่งที่มีกลิ่นดอกไม้มาให้เศรษฐีเป็นของกำนัล เมื่อเศรษฐีดื่มก็ติดใจดื่มในน้ำหวานนี้จนเลิกไม่ได้ ซึ่งน้ำหวานนี้ก็คือสุรานั่นเอง นับว่าแผนการของนักเลงสุราประสบความสำเร็จ นับวันสมบัติของเศรษฐีหนุ่มก็ค่อย ๆ ลดลง จนต้องนำสวนและไร่ของฝ่ายภรรยาไปขาย เพื่อนำมาเป็นเงินซื้อสุรา ทรัพย์สมบัติที่บิดาและมารดาของทั้งสองฝ่าย คิดว่าจะทำให้บุตรของตนมีชีวิตที่สุขสบายไปทั้งชาติกลับใกล้จะหมดลง สุดท้ายต้องขายคฤหาส์นแล้วพาภรรยาไปอาศัยอยู่กับเพื่อนที่เป็นนักเลงสุรา แต่เมื่อเศรษฐีหนุ่มไม่มีเงินแล้วก็ไร้ความหมายสำหรับพวกเขา นักเลงสุราจึงขับไล่เศรษฐีและภรรยาออกไป เศรษฐีและภรรยาต้องกลายเป็นขอทาน เดินเร่ร่อนมาจนถึงกรุงราชคฤห์ ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ สองสามี-ภรรยาเข้ามาในพระเวฬุวันแล้วขอเศษอาหารจากพระภิกษุสงฆ์ที่โรงฉัน พระผู้มีพระภาคเจ้าทอดพระเนตรเห็นสองสามี-ภรรยาแล้วทรงแย้มพระสรวล พระอานนท์ผู้คอยติดตามพระบรมศาสดาได้ทูลภามว่า “พระองค์ทรงยิ้มเพราะอะไร” “อานนท์ เธอเห็นขอทานสองสามี-ภรรยาคู่นั้นหรือไม่” “เห็นพระเจ้าข้า” “สามีคือบุตรชายของเศรษฐีที่ร่ำรวยมากในกรุงพาราณสี […]

พุทธมนต์ดับเครียด วิตกกังวล จิตตก ซึมเศร้า

ในวันที่เรารู้สึกเครียด วิตกกังวล จิตตก ซึมเศร้า มาเกาะกุมจิตใจ ไม่ว่าจะมีสาเหตุจากการเรียน การงาน การเงิน ความรัก ที่แก้ไม่ตก หาทางออกไม่ได้ รู้หรือไม่ว่าร่างกายของเราก็แย่ไม่ต่างกัน เกิดอะไรขึ้นภายในร่างกายของเราบ้าง เมื่อเกิดความเครียด ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมน คอร์ติซอล (Cortisol) ซึ่งได้ชื่อว่าฮอร์โมนแห่งความเครียดออกมาในปริมาณสูงผิดปกติ ทำให้เกิดความผิดปกติกับระบบต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น รู้สึกหิวมากขึ้น อยากกินอาหารพลังงานสูง ๆ เช่น ของมันของทอด ของหวาน พอกินมาก ๆ น้ำหนักก็ขึ้นพรวด ๆ ดังนั้นยิ่งเครียดก็ยิ่งอ้วน ยิ่งทำร้ายสุขภาพจริง ๆ ไม่เพียงเท่านั้น หากเครียดต่อเนื่องจนระดับคอร์ติซอลน่างกายสูงมาก ๆ ติดต่อกันเป็นเวลานาน ๆ จะส่งผลให้สมองส่วน ฮิปโปแคมปัส (Hippocampus) ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ ความจำ ทำงานได้น้อยลง รวมทั้งไปขัดขวางเซลล์ใหม่ ๆ ที่มีการสร้างขึ้นด้วย นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดโรคกระเพาะอาหาร โรคหัวใจขาดเลือด โรคความดันโลหิตสูง โรคมะเร็ง ฯลฯ เครียดไปมีแต่เสีย […]

พระราหุล โอรสผู้คู่ควรแก่พระบิดาอย่างแท้จริง

เรื่องราวของกัณหาชาลีจากพระเวสสันดรชาดก ยังคงสร้างความสะเทือนใจแก่คนอ่านได้เสมอ หลายคนซาบซึ้งกับเหตุการณ์ที่พี่ชาลีพาน้องกัณหาลงไปซ่อนอยู่ในสระบัว เพราะกลัวว่าพระบิดาจะให้ไปอยู่รับใช้เฒ่าชูชก ยิ่งเหตุการณ์ที่พระกุมารชาลีตัดใจก้าวขึ้นมาจากสระบัวเพื่อช่วยให้พระบิดาได้บำเพ็ญบารมี ยอมอุทิศตนเป็นเสมือนเรือให้พระบิดาขี่ข้ามห้วงน้ำเพื่อบรรลุพระโพธิญาณนั้น…หลายคนอ่านแล้วถึงกับหลั่งน้ำตาให้แก่ความเสียสละครั้งนั้น “พระกุมารชาลีกับพระเวสสันดร”” ในชาตินั้น ก็ไม่ต่างอะไรกับเรื่องราวของ ““พระราหุลและเจ้าชายสิทธัตถะหรือพระพุทธเจ้าของเรา”” ในชาตินี้ เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงทราบว่าพระมเหสีทรงให้กำเนิดพระโอรส พระองค์ทรงรักและห่วงลูกยิ่งกว่าสิ่งใดในโลกนี้ จึงเปล่งคำอุทานออกมาว่า ““พันธะนัง ชาตัง ราหุลัง ชาตัง”” (ห่วงเกิดขึ้นเสียแล้ว) พระกุมารจึงมีนามว่า “”พระราหุล”” หลังจากนั้นไม่นาน เจ้าชายสิทธัตถะทรงตัดพระทัยจากพระมเหสีและพระกุมารเสด็จออกผนวชเพื่อแสวงหาหนทางพ้นทุกข์ในที่สุด หลังจากตรัสรู้ พระพุทธเจ้าเสด็จกลับไปโปรดพระประยูรญาติที่กรุงกบิลพัสดุ์ ขณะนั้นราหุลกุมารมีพระชนมายุ 7 พรรษา เมื่อได้เข้าเฝ้าพระพุทธองค์อย่างใกล้ชิด ราหุลกุมารจึงเกิดความรักในพระบิดาเป็นอย่างยิ่ง พระกุมารทูลขอกรรมสิทธิ์ในพระราชสมบัติจากพระบิดา แต่พระพุทธเจ้าทรงพิจารณาว่า ทรัพย์สมบัติทางโลกนั้นไม่เที่ยงแท้ยั่งยืน พระองค์จึงพระราชทานสมบัติทางธรรมให้แก่พระราหุล โดยมีรับสั่งให้พระสารีบุตรบวชให้พระกุมาร พระราหุลจึงเป็นสามเณรรูปแรกในพุทธศาสนา แม้จะเป็นถึงโอรสของพระศาสดา แต่ขณะที่ถือเพศบรรพชิตนั้น สามเณรราหุลก็มิได้ถืออภิสิทธิ์ใด ๆ ท่านดำรงตนอยู่ในวัตรปฏิบัติอย่างเคร่งครัด มิเคยสร้างความลำบากพระทัยใด ๆ ให้พระพุทธเจ้าเลย เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติว่า ภิกษุที่นอนร่วมกุฏิกับอนุปสัมบัน (ผู้ยังมิได้อุปสมบท ได้แก่ คฤหัสถ์และสามเณร) ต้องอาบัติ สามเณรราหุลก็เคารพในข้อบัญญัติดังกล่าว จากเดิมที่เข้า – ออกพระกุฏิของพระพุทธเจ้าและพระสาวกอยู่เป็นนิตย์ แต่เพราะเกรงว่าตนเองจะเป็นต้นเหตุทำให้พระพุทธเจ้าและพระสาวกต้องอาบัติ […]

พระโกกาลิกะ ผู้ไปสู่ขุมนรกเพราะอาฆาตพระอัครสาวกของพระพุทธเจ้า

พระโกกาลิกะ ผู้ไปสู่ขุมนรกเพราะอาฆาต พระอัครสาวก ของพระพุทธเจ้า เพราะเหตุใดพระโกกาลิกะจึงอาฆาตพระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานะ ผู้เป็น พระอัครสาวก ของพระพุทธเจ้า ด้วยการกล่าวหาพระอรหันต์ผู้ประเสริฐนี่เองที่ทำให้พระเถระรูปนี้ต้องลงไปสู่มหานรกอย่างไม่ทันตั้งตัว เรื่องราวของพระภิกษุรูปหนึ่งมีชื่อว่า “โกกาลิกะ“เิริ่มจากพระภิกษุรูปนี้กล่าวหาว่าพระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานะเป็นผู้กล่าวลามก พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตักเตือนไม่ให้พระโกกาลิกะกล่าวเช่นนั้นถึง 3 ครั้ง แต่ทันใดนั้นเองแผ่นดินได้แยกออก (ในอรรถกถา ธรรมบทใช้คำว่า “แผ่นดินได้ให้ช่องแล้ว” หมายถึงแผ่นดินได้แยกเป็นช่อง อาจตรงกับธรณีสูบ) พระโกกาลิกะไปสู่มหานรกที่มีชื่อว่า “ปทุมนรก”  ทันที การกล่าวดูหมิ่นพระอรหันต์จัดเป็นหนึ่งในกรรมหนัก จึงไม่แปลกที่พระโกกาลิกะจะต้องไปชดใช้กรรมที่มหานรก บรรดาพระภิกษุที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดพาจับกลุ่มสนทนาถึงเรื่องนี้ พระพุทธเจ้าเสด็จผ่านมาจึงตรัสถามบรรดาพระภิกษุว่า “พวกเธอทั้งหลายจับกลุ่มสนทนาด้วยเรื่องอะไรกัน” พระภิกษุตอบพระองค์ว่า “กำลังสนทนาถึงเรื่องกรรมของพระโกกาลิกะพระเจ้าข้า”     พระพุทธองค์จึงตรัสถึงอดีตชาติของพระโกกาลิกะว่า ครั้งพระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานะเกิดเป็นหงส์ทองอาศัยอยู่บนภูเขามีชื่อว่า “จิตตกูฎ” หงส์ทองสองตัวนี้มักพากันไปหาอาหารที่สระน้ำแห่งหนึ่งในหิมวัตประเทศ (ป่าหิมพานต์) ซึ่งมีเต่าตัวหนึ่งอาศัยอยู่ หงส์ทั้งสองสนิทสนมกับเต่าตัวนี้มาตั้งแต่เด็กทำให้กลายเป็นเพื่อนที่คบหากันมานาน หงส์ทองทั้งสองอยากพาเต่าไปเที่ยวบ้านของตนที่อยู่บนเขาจิตตกูฎ จึงให้เต่าใช้ปากกัดกิ่งไม้แล้วหงส์ทั้งสองจะคาบกิ่งไม้คนละข้างแล้วบินพาเต่าไปยังเขาจิตตกูฎ ภาพของหงส์ทองสองตัวพาเต่าบินไปยังเขาจิตตกูฎ ทำให้บรรดาเด็ก ๆ พากันสนใจและเรียกกันมาดูเพราะเห็นว่าเป็นภาพที่ประหลาด เจ้าเต่าเป็นผู้มีวาจาที่หยาบคายอยู่เป็นทุนเดิม จึงเพ้อกล่าวด่าเด็กน้อยด้วยวาจาที่หยาบคายว่า “เจ้าเด็กเวร ไม่เคยเห็นเต่ากันหรืออย่างไร” ปรากฏว่าขณะที่เต่ากล่าวอยู่นั้น ปากได้ปล่อยออกจากกิ่งไม้ ทำให้มันตกลงมาตัวแตกเป็นสองเสี่ยงและตายในที่สุด เรื่องของพระโกกาลิกะทำให้เห็นว่านอกจากพระเทวทัต พระเจ้าสุปปพุทธะ นันทมานพ […]

นางมาคันทิยา สตรีผู้ตามจองล้างจองผลาญพระพุทธเจ้า

นางมาคันทิยา สตรีผู้ตามจองล้างจองผลาญพระพุทธเจ้า ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ กรุงโกสัมพี เชื่อว่าหลายท่านอาจจำได้ว่าครั้งที่พระองค์ตรัสรู้เป็นพระอนุตรสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว บิดาและมารดาของ นางมาคันทิยา ซึ่งอยู่ในวรรณะพราหมณ์ และมีความชำนาญในการดูนรลักษณ์ เมื่อได้เห็นพระวรกายของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วก็รู้ทันทีว่าพระองค์ทรงเป็นมหาบุรุษ จึงยกธิดาเพียงคนเดียวที่มีความงดงามให้เป็นภรรยา พระพุทธองค์ทรงปฏิเสธเพราะทรงมิข้องเกี่ยวกับกามคุณทั้งหลายแล้ว ทำให้นางมาคันทิยาเจ็บแค้นใจ เพราะการที่ผู้หญิงในสมัยนั้นถูกปฏิเสธเป็นเรื่องที่เสียเกียรติมาก นางจึงผูกอาฆาตพระพุทธองค์นับแต่นั้นมา     ต่อมานางมีวาสนาได้เป็นพระมเหสีอีกพระองค์ของพระเจ้าอุเทน นางค่อมชื่อว่า “ขุชชุตตรา” ได้ฟังธรรมจากพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนำมาเล่าถวายให้พระนางสามาวดีผู้เป็นพระอัครมเหสีแห่งพระเจ้าอุเทนสดับ ทำให้พระนางสามาวดีและบริวารอีก 500 นางบรรลุเป็นพระโสดาบัน เมื่อนางมาคันทิยารู้ว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในกรุงโกสัมพี และพระอัครมเหสีทรงเลื่อมใสในพระองค์มาก ทำให้ไฟแค้นของนางประทุขึ้นมาอีกครั้ง นางมาคันทิยาไม่สามารถทำอะไรพระอัครมเหสี รวมถึงบริวารอีก 500 นางที่เลื่อมใสในพระบรมศาสดาได้ จึงหันไปเล่นงานพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยการจ้างให้คนไปยืนด่าทอพระพุทธองค์ต่าง ๆ นานา     พระอานนท์ พุทธอนุชาทรงเห็นดังนั้นจึงทูลขอให้พระพุทธองค์เสด็จไปประทับที่เมืองอื่น พระองค์จึงตรัสตอบว่า “เราไปที่ไหนไม่ได้หรอกอานนท์ เพราะมีแต่คนว่ากล่าวเรา” พระอานนท์จึงทูลขอให้พระพุทธองค์เสด็จไปจากกรุงโกสัมพีอีกครั้ง แต่กลับไม่เป็นผล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสอนพระอานนท์ว่า “ผู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ย่อมไม่ต่างจากช้างศึกที่สามารถทนทานต่อลูกศรที่พุ่งมาจากทิศทั้งหลายได้ ตถาคตสามารถทนต่อคำว่ากล่าวอันหยาบคายเหล่านั้นได้ อานนท์”  ดังนั้นพระบรมศาสดาจึงไม่เสด็จไปประทับที่อื่น ยังคงประทับอยู่ที่เมืองแห่งนี้ต่อไป แต่เพลิงแค้นของนางมาคันทิยายังคงลุกโชติช่วงอยู่ และนับวันยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ  ทำให้นางทำการวางเพลิงสังหารหมู่พระอัครมเหสีและบริวารอีก […]

ทำกรรมฐานให้ได้สกทาคามี ธรรมะโดย พระอาจารย์ชานนท์ ชยนนฺโท

พระ สกทาคามี ท่านพิจารณาถึงกามคุณทั้ง 5 เริ่มที่ประการแรกคือ รูป รูปมีสองชนิด รูปที่เป็นสุภะและรูปที่เป็นอสุภะ รูปที่เป็นสุภะคือรูปที่สวย รูปที่เป็นอสุภะคือรูปที่ไม่สวย มันเป็นสมมติทั้งสองสิ่งและสมมติทั้งสองสิ่งนี้ก็มีสภาวะที่ไม่เที่ยง ประการที่สอง เสียง เสียงดีและเสียงไม่ดี เสียงสรรเสริญและเสียงนินทา เสียงนินทาก็ไม่เที่ยง เสียงสรรเสริญก็ไม่เที่ยง ปราการที่สาม กลิ่น กลิ่นดีและกลิ่นไม่ดี กลิ่นหอมและกลิ่นเหม็น กลิ่นเหม็นก็ไม่เที่ยง กลิ่นหอมก็ไม่เที่ยง ประการที่สี่คือรสที่มากระทบลิ้น มีรสดีและรสไม่ดี รสดีก็ไม่เที่ยง รสไม่ดีก็ไม่เที่ยง สุดท้ายประการที่ห้า โผฏฐัพพะ หรือสัมผัสที่มากระทบในร่างกายของเรา เช่น เย็น ร้อน อ่อน แข็ง มีกระทบอยู่สองชนิด บางครั้งทำให้ร่างกายสบาย บางครั้งทำให้ร่างกายลำบาก เช่น เวลาเย็นสบายลมพัดทำให้ร่างกายเย็นสบาย แต่เวลาแดดออกทำให้ร่างกายร้อนจนป่วยได้ นี่เป็นโผฏฐัพพะที่ไม่สบาย กามคุณที่กระทบกายนั้นก็ไม่เที่ยง ธรรมารมณ์ที่เกิดขึ้นในจิตใจของเรา คือ ความพอใจ ความไม่พอใจ หรือสุข ทุกข์ที่เกิดในอารมณ์ของเราก็ไม่เที่ยง เพราะฉะนั้นให้จำหลักไว้ว่า ทุกข์ทั้งปวงนั้นเกิดขึ้นมาจากความพอใจและความไม่พอใจนั่นเอง เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้เราพิจารณาทั้งสองสิ่งนี้ และไม่ยึดทั้งสองสิ่ง เพราะทั้งสองสิ่งนั้นไม่เที่ยง เป็นอนิจจัง […]

เล่นไพ่วิถีพุทธ ธรรมะโดย พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ

มีอยู่ครั้งหนึ่ง อาตมาได้รับนิมนต์ไปฉันเพลที่บ้านของกัลยาณมิตร เมื่อฉันเสร็จ ก่อนกลับอาตมาก็มอบใบโพธิ์จากพุทธคยาให้โยม แล้วบอกว่า “ใบโพธิ์ใบนี้ไม่ใช่โพดำ ไม่ใช่โพแดงนะ แต่เป็นโพธิ์จากพุทธคยา ถ้าโยมได้ใบโพธิ์ใบนี้ไปแล้ว โยมจะไม่ตีโง่!”   (เล่นไพ่วิถีพุทธ) ที่พูดแบบนั้นก็เพราะว่า หลังจากพระกลับแล้ว โยมที่มาร่วมงานกลุ่มหนึ่งเขาจะตั้งวงเล่นไพ่กัน อาตมาเลยแนะนำ “การดูจิตในการเล่นไพ่” ให้แก่พวกเขา คราวนี้ก็คุยกันยาวเลย เขาว่ารูปนี้มาแปลก พูดแบบนี้ก็เข้าท่าสิ เพราะมีแต่พระห้ามไม่ให้เล่น แต่รูปนี้มาสอนดูจิต สอนธรรมะให้ขณะเล่นไพ่ โอ้! เขาชอบมากเลย คนที่ตั้งป้อมอะไรไว้แล้ว บางครั้งจะห้ามอย่างไรก็ไม่เกิดประโยชน์นะ ท่านเทียบเคียงกับปืนที่สับนกแล้ว หรือธนูที่ง้างแล้ว ถึงอย่างไรก็ต้องยิงไปก่อนสักหนึ่งนัด เดี๋ยวค่อยว่ากันใหม่ ไหน ๆ คนมันจะเล่นอยู่แล้ว ถ้ายิ่งห้ามก็ยิ่งขัดใจ เดี๋ยวจะเกิดปฏิฆะ ทำให้พาลพาโลกันไปเสียเปล่า ๆ ประเด็นก็คือ ถ้าจะเล่นแล้วควรเล่นแบบไหน และจะเล่นแบบมีคุณภาพได้อย่างไร…ก็เล่นแบบวิถีพุทธไงล่ะ อาตมาจึงแนะนำไป จนเขาตื่นเลยทีนี้ เข้าใจเลย เพราะในระหว่างเล่นไพ่เราจะเห็นกิเลสชัด เห็นโลภะความอยากได้ชัดเจน เวลาที่ไพ่ใบโน้นใบนี้โผล่ขึ้นมา หรือเวลาที่คนอื่นเก็บไพ่ใบที่เราอยากได้ไปก็เห็นโทสะความโกรธชัดเจน แม้แต่โมหะความหลงก็ค่อย ๆ เห็นไปได้เช่นกัน แรก ๆ ตัวดูตัวรู้ยังมีกำลังอ่อน ส่วนกิเลสมีกำลังแก่กล้า […]

อภัยราชกุมาร : เจ้าชายผู้ได้พบกับวิธีระงับความเศร้า

อภัยราชกุมาร : เจ้าชายผู้ได้พบกับวิธีระงับความเศร้า ครั้งพระเจ้าพิมพิสารทรงมีบัญชาให้พระโอรสมีพระนามว่า ” อภัยราชกุมาร ” ไปทำสงครามในปัจจันทชนบท (เมืองชายแดน) ของแคว้นมคธ ปรากฎว่าเจ้าชายอภัยทรงชนะสงคราม พระเจ้าพิมพิสารประทานรางวัลแก่พระโอรสเป็นนางรำนางหนึ่งที่มีความชำนาญในการร่ายรำที่สุดในกรุงราชคฤห์ ซึ่งเป็นนางรำของสันตติมหาอำมาตย์ให้นางร่ายรำถวายอภัยราชกุมารเป็นเวลา 7 วัน อภัยราชกุมารหลงใหลในนางรำนางนี้มาก และมีความสุขกับการทอดพระเนตรระบำรำฟ้อนเป็นเวลา 7 วันเต็ม โดยไม่ออกไหนนอกพระตำหนัก งานราชการก็ไม่ทรงทำ พระองค์ทรงสำราญกับการร่ายรำของนาง จนถึงวันที่ 8 พระองค์จึงเสด็จไปสรงน้ำที่แม่น้ำ หลังจากพระองค์ทรงอาภรณ์อย่างงดงามหมายจะได้ชมการร่ายรำของนางรำนางนั้นอีกครั้ง ขณะที่นางรำกำลังร่ายรำ อยู่ ๆ ก็สิ้นล้มลงต่อหน้าธารกำนัลที่ชมการแสดงของนาง ทำให้เจ้าชายโทมนัสเป็นอย่างยิ่ง เหมือนพลาดจากของอันที่เป็นรักไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ เมื่อเจ้าชายทรงมีพระสติจึงระลึกได้ว่า ผู้เดียวที่สามารถช่วยเหลือให้พระองค์หายจากความเศร้านี้ได้มีเพียงพระผู้มีพระภาคเจ้าเพียงพระองค์เดียว พระองค์เสด็จไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าที่พระเวฬุวันทันที และตรัสทูลพระพุทธองค์ว่า “ขอพระองค์โปรดช่วยดับความเศร้าของหม่อมฉันด้วยเถิดพระเจ้าข้า” พระบรมศาสดาตรัสขึ้นว่า “เจ้าชาย ปริมาณของหยาดน้ำพระเนตรของพระองค์ที่ทรงเสียให้กับสตรีนางนั้น เป็นปกติของสัตว์ที่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏที่หาที่สิ้นสุดไม่ได้” หลังจากนั้นเจ้าชายทรงคลายความเศร้าลงได้ประมาณหนึ่ง พระพุทธองค์ตรัสต่อว่า “เจ้าชาย อย่าได้โศกเศร้าไปเลย เพราะความเศร้านั้นเป็นสิ่งที่ผู้ที่จมปลักอยู่ในความไม่รู้  (อวิชชา) เท่านั้นที่ยังทำอยู่” อภัยราชกุมารสดับดังนั้นก็ทรงคลายความเศร้า เพราะมันเป็นเรื่องธรรมดาของปุถุชนที่จะมีความรู้สึก แล้วทรงเข้าพระทัยแล้วว่าการเศร้าโศกเสียใจไปก็ไม่มีประโยชน์ ความเศร้าของพระองค์ได้ระงับลงแล้วด้วยคำตรัสของพระพุทธองค์ จากนั้นเจ้าชายทรงสำเร็จเป็นพระโสดาบันทันที     […]

เมื่อความหลงปลงชีวิตคน โดย พระมหาสุภา ชิโนรโส (ส. ชิโนรส)

ความหลง คือ การขาดสติปัญญาพิจารณาหาเหตุผลและการหลงเชื่อข้อมูลข่าวสารที่ผิดเพี้ยนและบิดเบือน เมื่อมนุษย์ถูกความลุ่มหลงเข้าครอบงำบงการชีวิต เขาจะไม่รับรู้เหตุรู้ผล แยกแยะไม่ออกว่าอะไรผิดอะไรถูก มองเห็นกงจักรเป็นดอกบัว มองไม่เห็นมหันตภัยจากการกระทำของตัวเอง พฤติกรรมที่แสดงออกภายใต้อิทธิพลของความหลงย่อมนำความวิบัติมาสู่ชีวิตได้อย่างไม่คาดฝัน การหลงมัวเมาในกิน – กาม – เกียรติ หรือภาษาพระเรียกว่า “กาม” ถือเป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งสำหรับการตายของมนุษย์ พระพุทธองค์ได้ตรัสผลร้ายหลายประการของการหลงมัวเมาในการกิน – กาม – เกียรติไว้ในมหาทุกขักขันธสูตร เช่น ก่อการทะเลาะวิวาท สร้างความขัดแย้งแตกแยก ทำให้เกิดศึกสงคราม จูงใจมนุษย์ให้ทำชั่วจนได้รับโทษทัณฑ์ถึงชีวิต เมื่อมองสังคมมนุษย์ปัจจุบันจะเห็นได้ชัดว่า สิ่งที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ไม่ผิดนัก มนุษย์ส่วนใหญ่ในสังคมปัจจุบันต่างหลงเชื่อว่า “กิน – กาม – เกียรติเท่านั้นคือเป้าหมายสูงสุดในชีวิต ไม่มีสิ่งอื่นใดที่จะดีวิเศษไปกว่านี้” มนุษย์จึงไม่คำนึงถึงความถูกต้องชอบธรรม ใช้เล่ห์เพทุบายต่าง ๆ กระโจนเข้าแย่งชิงเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งเหล่านี้ ความเครียด ความขัดแย้ง และการฆ่าฟันกันและกัน เพราะแย่งชิงกิน – กาม – เกียรติจึงเป็นสิ่งที่เห็นกันอยู่ดาษดื่น แม้บางคนอาจจะแย้งว่า “กิน – กาม – เกียรติ” ไม่ใช่สาเหตุทั้งหมดที่ทำให้มนุษย์ก่อความขัดแย้งและฆ่าฟันกันและกัน […]

นางกาณา สตรีผู้ด่าพระภิกษุ แต่ได้เป็นพระธิดาบุญธรรมของพระราชา

นาง กาณา สตรีผู้ด่าพระภิกษุ แต่ได้เป็นพระธิดาบุญธรรมของพระราชา ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเชตวัน ได้เกิดเหตุการณ์ขึ้นกับสตรีนางหนึ่งที่มีชื่อว่า “ กาณา ” นางเกิดในครอบครัวที่อุปถัมภ์พระพุทธศาสนา ทำให้นางกลายเป็นคนที่ชอบทำบุญสุนทานมาตั้งแต่เด็กจนกระทั่งนางได้แต่งงานเข้าไปอยู่ในตระกูลของสามี มารดาของนางได้ทำขนมถั่วแล้วส่งมาให้ นางจึงเก็บขนมถั่วนี้ไว้ใส่บาตรในวันรุ่งขึ้น เมื่อพระภิกษุบิณฑบาตผ่านหน้าเรือน นางกาณาได้ลงมาใส่บาตร ขณะที่นางกำลังกล่าวคำจบของใส่บาตรอยู่นั่นเอง สามีขางนางพาเมียน้อยเข้ามาอยู้ในบ้าน ทำให้นางกาณาเกิดความโมโหจึงดุด่าพระภิกษุไปโดยไม่ได้ตั้งใจ ทำให้ไม่มีพระภิกษุรูปใดกล้าบิณฑบาตผ่านเรือนของนางอีกเลย ส่วนนางกาณาเองก็ย้ายกลับไปอยู่เรือนของมารดาดังเดิม พระพุทธองค์ทรงทราบด้วยพระญาณจึงเสด็จไปเรือนมารดาของนางกาณา เมื่อพระพุทธองค์มาถึง มารดาได้จัดเตรียมอาสนะอย่างดีมารับรองพระผู้มีพระภาคเจ้า พร้อมกับถวายข้าวยาคูแด่พระองค์ พระพุทธองค์ตรัสถามถึงนางกาณาว่าเวลานี้อยู่ที่ไหน มารดาจึงชี้ไปยังที่นางกาณายืนอยู่ ซึ่งนางกำลังร้องไห้ พระพุทธองค์ตรัสขึ้นว่า “กาณาร้องไห้ทำไม” มารดาตอบว่า “ลูกสาวจของดิฉันเสียใจที่ได้ด่าพระสาวกของพระองค์ เจ้าข้า” พระพุทธองค์ตรัสว่า “สาวกของเราทำผิดอะไรหรือกาณา”     นางกาณาได้ยินดังนั้นก็เข้ามากราบพระบาทพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วตอบว่า “พระสาวกของพระองค์ไม่มีความผิด มีเพียงดิฉันเท่านั้นที่ผิด เจ้าข้า” จากนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสเรื่องบุพกรรมของนางกาณา เมื่อนางได้ฟังก็บรรลุเป็นพระโสดาบัน จากนั้นพระบรมศาสดาเสด็จกลับพระเชตวัน พระเจ้าปเสนทิโกศลทอดพระเนตรเห็นพระพุทธองค์พอดีจึงเข้าทูลถามพระบรมศาสดาว่าพระองค์เสด็จมาจากที่ใด พระพุทธเจ้าตรัสเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่เรือนของมารดานางกาณาให้พระเจ้าปเสนทิโกศลสดับ พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงอยากทราบว่านางกาณาเป็นพระโสดาบันจริงหรือไม่ จึงทดสอบนางโดยการเชิญนางเข้าวัง แล้วแต่งตั้งให้นางเป็นพระธิดาบุญธรรม พระองค์ทรงบำรุงนางด้วยสมบัติต่าง ๆ นานา แล้วยังมอบหมายให้มหาอำมาตย์คนหนึ่งเป็นผู้รับเลี้ยงนางแทนพระองค์ […]

keyboard_arrow_up