ปาฏิหาริย์ของธรรมะ กับการรักษาโรค

ปาฏิหาริย์ของธรรมะ กับการรักษาโรค – ด้วยหน้าที่การทำงานเป็นพยาบาล ทำให้ดิฉันได้พบเจอผู้ป่วยจากอุบัติเหตุมากมาย รวมถึงในครั้งนั้นที่ยังคงแจ่มชัดในความทรงจำ ตอนนั้นเป็นช่วงปิดเรียนภาคฤดูร้อน สี เด็กสาววัยแรกรุ่นอายุ 13 ปี ประสบอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์เสียหลักพลิกคว่ำเนื่องจากขี่หลบรถบรรทุกอย่างกะทันหัน ก่อนที่จะถูกส่งตัวมาที่ห้องอุบัติเหตุฉุกเฉินโดยศูนย์ EMS (หน่วยเคลื่อนที่เร็ว) ทีมแพทยพ์ ยาบาลพยายามช่วยเหลืออยา่ งรีบเร่ง แต่กระน้นั กย็ งัมีเพื่อน 1 ใน 3 คนที่ซ้อนรถจักรยานยนต์มาด้วยกันเสียชีวิตโดยถูกมีดที่สีถือไปด้วยแทงเข้าที่ตับ เนื่องจากก่อนเกิดเหตุเด็กกลุ่มนี้มีเป้าหมายว่าจะไปกินมะม่วงที่สวนด้วยกัน จึงพกมีดติดตัวไปด้วย จนกระทั่งเกิดเหตุน่าเศร้าขึ้น สำหรับตัวสีเองนั้นมีกระดูกหักบริเวณ C5-C6 (ต้นคอ) รวมทั้งกระดูกหัวไหล่ด้วย ส่วนอีกสองคนปลอดภัย สีได้รับการใส่ท่อช่วยหายใจและส่งต่อไปยังโรงพยาบาล สรรพสิทธิประสงค์ (โรงพยาบาลศูนย์) หลังจากที่รับการรักษาประมาณ 2 สัปดาห์ ญาติก็ขอนำกลับมารักษาต่อที่โรงพยาบาลใกล้บ้านด้วยระดับอาการโคม่า 9 คะแนน (ปกติ 15 คะแนน) หมายถึงโอกาสที่จะกลับมาดำเนินชีวิตปกติมีค่อนข้างน้อย สีมีชีวิตที่น่าสงสาร เริ่มจากฐานะของครอบครัวค่อนข้างยากจน ไม่เพียงเท่านั้น แม่ของสียังติดเชื้อเอชไอวีจากพ่อที่มีอาชีพขับรถสิบล้อ โดยพ่อได้เสียชีวิตไปเมื่อหนึ่งปีก่อนหน้านั้น ส่วนแม่อยู่ระหว่างการรักษา สีมีพี่น้อง 3 คน […]

มหิสสาสกุมาร พระราชโอรสผู้มีเทวธรรม

มหิสสาสกุมาร พระราชโอรสผู้มีเทวธรรม – ครั้งหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเล่าเรื่องในอดีต ดังนี้ ในอดีตกาล พระโพธิสัตว์ถือปฏิสนธิในพระครรภ์แห่งพระอัครมเหสีของพระเจ้าพาราณสี โดยทรงมีพระนามว่า “มหิสสาสกุมาร” มีพระอนุชาพระนามว่า “จันทกุมาร” ต่อมาพระราชมารดาเสด็จทิวงคต พระราชาจึงสถาปนาสตรีอีกนางหนึ่งขึ้นดำรงตำแหน่งอัครมเหสี นางประสูติพระโอรสนามว่า “สุริยกุมาร” พระราชาทอดพระเนตรพระราชโอรสแล้วทรงพอพระทัยมาก พระราชทานพรว่าต้องการสิ่งใดให้ขอ แต่พระนางทูลว่า จะทูลขอเมื่อต้องการ บัดนี้ยังไม่มีความจำเป็นเรื่องใด เมื่อพระราชโอรสทรงเจริญวัย พระนางจึงทูลขอราชสมบัติให้สุริยกุมาร พระราชาทรงทัดทานถึง 2 คร้ั้งว่า ให้ขออย่างอ่ื่น อย่าขอราชสมบัติเลย แต่พระนางทรงยืนยันว่า มิได้ต้องการสิ่งอื่นใด ต้องการราชสมบัติให้สุริยกุมารราชโอรสเพียงประการเดียวเท่านั้น พระราชาทรงดำริว่า “หากเราไม่ให้  โอรสทั้งสองของเราอาจได้รับอันตรายเพราะสตรีนี้” ว่าแล้วจึงรับสั่งให้พระราชโอรสทั้งสองเข้าเฝ้า แล้วตรัสเล่าเรื่องทั้งปวงให้ทราบ ก่อนจะทรงสรุปว่า “เพื่อความปลอดภัยของตัวลูกเอง  ขอให้ลูกทั้งสองเดินทางไปอยู่ในป่าเสียชั่วคราว  เมื่อพ่อตายแล้วจึงค่อยกลับมารับราชสมบัติ” พระราชโอรสทั้งสองจึงเสด็จออกจากพระราชวัง ขณะนั้นสุริยกุมารทรงเล่นอยู่ที่พระลานหลวง เมื่อทรงเห็นพระเชษฐาทั้งสองจะเสด็จประพาสปาจึงเสด็จร่วมไปด้วย เมื่อทั้งสามเสด็จถึงหิมวันตประเทศ พระโพธิสัตว์ (มหิสสาสกุมาร) ทรงหยุดนั่งพักใต้ร่มไม้ต้นหนึ่ง ทรงขอให้สุริยกุมารน้องสุดท้องไปตักน้ำจากสระใกล้ๆ มาให้ดื่ม โดยทรงขอให้สุริยกุมารดื่มและอาบตามต้องการเสียก่อน แล้วจึงนำน้ำใส่ในใบบัวมาให้พี่ทั้งสองในภายหลัง สระน้ำที่สุริยกุมารทรงไปตักน้ำนั้นมีผีเสื้อน้ำรักษา ผีเสื้อน้ำได้พรจากท้าวเวสสวัณว่าให้จับคนที่ลงสระกินได้ทุกคน ยกเว้นคนที่รู้เทวธรรม ด้วยเหตุนี้ […]

Dhamma Talk : วิธีรับมือกับ เพื่อนร่วมงานชอบโยนงาน

Dhamma Talk : วิธีรับมือกับ เพื่อนร่วมงานชอบโยนงาน โดย พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ พระอาจารย์คะ  หนูเหนื่อยใจกับเพื่อนร่วมงานที่ชอบโยนงาน  ปัดความรับผิดชอบมาก ๆ ค่ะ  ควรทำอย่างไรดีคะ ถ้าเขาโยนงานมาก็ทำไปเลย  และขอบคุณเขาด้วย  ถ้าเจอเพื่อนร่วมงานแบบนี้ต้องขอบคุณเขานะ เพราะเขาทำให้เราได้ทำงานมากขึ้น ได้เรียนรู้งานเยอะขึ้น ได้ใช้สติปัญญาความรู้ความสามารถมากขึ้น มีเวลาเล่นไลน์ เล่นเฟซบุ๊กน้อยลง ดังนั้นเราจึงต้องขอบคุณเพื่อนร่วมงาน ขอบคุณเจ้านายที่มอบหมายงานมาให้เยอะ ๆ ขอบคุณที่เขาเห็นความสามารถ เห็นฝีมือของเราว่าเราทำได้ เขาจึงให้โอกาสและมอบหมายงานที่ท้าทายความสามารถของเรา ควรบอกว่า วันนี้น่าภาคภูมิใจสุด ๆ นะที่ใครต่อใครก็มาหาเรา แต่ถ้าวันใดวันหนึ่งไม่มีเพื่อนร่วมงานโยนงานมาให้ ไม่มีเจ้านายคนไหนมอบหมายงานให้ทำ เรามาทำงานก็จริง แต่งานทั้งหมดไปโต๊ะอื่น วันนั้นเราจะรู้สึกอย่างไร มันโดดเดี่ยวมากเลยนะ ถูกทอดทิ้ง ไม่มีคุณค่า ไม่มีใคร สนใจแยแส นั่งทำงานแต่เหมือนไม่มีเราอยู่ตรงนั้น ทุกคนพูดข้ามหัวเราไปหมด มันโดดเดี่ยวมากเลยนะ เพราะฉะนั้น ตอนนี้ดีที่สุดแล้ว ถ้าเราขอบคุณทุกคน และตั้งใจทำงานให้ดีที่สุด ถึงจุดหนึ่งเราจะได้เลื่อนสถานะขึ้นป ต่อไปจะไม่มีใครมามอบหมายงานให้เราแล้ว แต่กลายเป็นเรามอบหมายงานให้ผู้อื่นทำ การทำงานตรงหน้าให้ดีที่สุดจะเป็นการสร้างฐานให้เราเจริญก้าวหน้าขึ้น  ตำแหน่งหน้าที่การงานเติบโตขึ้น กลายเป็นผู้มอบหมายงานให้คนเหล่านี้แทน ถ้าเราไม่คิดขอบคุณและไม่ตั้งใจทำงาน  เราก็จะหยุดอยู่แค่นี้  […]

พระโสไรยเถระ จากชายกลายเป็นหญิง เพราะอกุศลจิต

พระโสไรยเถระ – วันหนึ่งในกาลอดีต ณ เมืองโสไรยนคร ลูกชายของเศรษฐีกับสหายกำลังไปอาบน้ำที่ท่าน้ำ ในขณะเดียวกันพระมหากัจจายนเถระก็กำลังเข้าเมืองไปบิณฑบาตและเดินผ่านไปแถวนั้น ลูกชายเศรษฐีเห็นพระมหากัจจายนะมีผิวงามด่ังทองคำ จึงเกิดความคิดว่า “พระเถระรูปนี้สวยจริง ควรเป็นภรรยาของเรา หรือภรรยาของเราน่าจะมีผิวงามอย่างพระเถระรูปนี้” เมื่อคิดดังนี้แล้ว พลันเพศชายของเขาได้หายไป เพศหญิงปรากฏขึ้นมา ด้วยความละอาย เขาจึงหลบหนีไปยังเมืองตักสิลา ส่วนสหายของเขา เมื่อไม่เห็นลูกชายเศรษฐีก็เที่ยวค้นหา แต่หาเท่าไรก็ไม่เจอ ใครๆ ช่วยกันตามหาก็ไม่พบ พ่อแม่จึงคิดว่าลูกชายตายเสียแล้ว จึงร้องไห้และทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ ฝ่ายลูกชายเศรษฐี บัดนี้กลายเป็นหญิงแล้ว เห็นชาวเกวียนไปสู่ตักสิลาจึงเดินตามเขาไปเรื่อยๆ จนในที่สุดเดินไม่ไหว จึงถอดแหวนส่งให้นายเกวียนเป็นค่าโดยสารเพื่อขออาศัยไปด้วย ชาวเกวียนเห็นนางแล้วคิดว่า “บุตรเศรษฐีนายของเรายังไม่มีภรรยา สตรีนี้เหมาะกับบุตรของนาย หากเราเสนอสตรีผู้นี้ ถ้านายชอบ เราคงได้รางวัลงาม” ด้วยเหตุนี้ เมื่อไปถึงนครตักสิลา ชาวเกวียนก็ทำอย่างที่คิด เมื่อลูกชายเศรษฐีขอดูตัว เห็นนางมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับตนและมีรูปงาม จึงเกิดความรักและรับไว้เป็นภรรยา ในการแต่งงานครั้งนี้ นางได้ให้กำเนิดบุตรอีก 2 คน เมื่อ รวมกับบุตรเมื่อสมัยยังเป็นชายอีก 2 คน จึงเป็น 4 คน ต่อมาบุตรชายเศรษฐีผู้เป็นสหายเมื่อครั้งอยู่เมืองโสไรยนคร ได้เดินทางมาตักสิลา นางยืนดูอยู่ที่ปราสาท […]

จะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเรา เมื่อเจริญสติภาวนาเป็นประจำ

จะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเรา เมื่อเจริญสติภาวนาเป็นประจำ – การเจริญภาวนาเป็นการกระตุ้นระบบพาราซิมพาเทติก (PNS) ได้หลายทางทีเดียว รวมทั้งเป็นการดึงความสนใจของคุณออกมาจากเรื่องราวที่เคร่งเครียด เป็นการผ่อนคลาย และเป็นการนำสติกลับมาตระหนักรู้อยู่ที่ร่างกาย นับเป็นการกระตุ้นระบบพาราซิมพาเทติก (PNS) และระบบประสาทส่วนอื่น ๆ ของคุณนั่นเอง การเจริญสติภาวนาเป็นประจำจะก่อให้เกิดผลดังนี้ • เพิ่มเนื้อเยื่อสมองส่วนที่เป็นสีเทาในสมองส่วนอินซูลา ฮิปโปแคมปัส และคอร์เท็กซ์กลีบหน้าส่วนหน้าผาก ลดการบางลงของสมองส่วนคอร์ติคัลอันเนื่องจากการมีอายุมากขึ้น โดยเห็นได้ชัดในบริเวณส่วนหน้าที่ได้รับการเสริมสร้างให้แข็งแกร่งด้วยการเจริญสติภาวนา ช่วยทำให้การทำงานทางจิตที่เกี่ยวข้องกับสมองส่วนต่าง ๆ เหล่านี้ดีขึ้น เช่น มีสมาธิดีขึ้น มีความเมตตามากขึ้น และมีความเข้าใจความรู้สึกผู้อื่นมากขึ้น • เพิ่มการทำงานของสมองส่วนหน้าซ้าย ซึ่งช่วยให้อารมณ์ดีขึ้น • เพิ่มพลังและระยะทางของคลื่นสมองอันรวดเร็วในเขตแกมมาของสมองของนักภาวนาชาวทิเบตที่มีประสบการณ์สูง คลื่นสมอง คือ คลื่นไฟฟ้าที่อ่อนแต่สามารถวัดได้ ถูกสร้างด้วยการที่ปริมาณเซลล์ประสาทจำนวนมากส่งกระแสสัญญาณออกไปพร้อมกันอย่างเป็นจังหวะ • ลดปริมาณของฮอร์โมนคอร์ติซอลที่เกี่ยวกับความเครียด • เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแกร่ง • ช่วยบรรเทาอาการเจ็บป่วยทางกายหลายอย่าง เช่น โรคเกี่ยวกับหัวใจและระบบหลอดเลือด หอบหืด เบาหวานประเภท 2 กลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน (PMS) และอาการปวดเรื้อรัง • ช่วยอาการทางจิตหลายประเภทด้วยกัน เช่น อาการนอนไม่หลับ […]

คติธรรมคำสอนของ หลวงปู่จวน กุลเชฏโฐ อริยสงฆ์ผู้สร้าง “อัศจรรย์ภูทอก”

ข้อธรรมที่ หลวงปู่จวน กุลเชฏโฐ นำมาแสดงแก่ญาติโยมและศิษยานุศิษย์มักเรียบง่าย ไม่มีภาษาบาลีมาปะปน เมื่อฟังแล้วอ่านแล้วสามารถเข้าใจได้ในทันที ไม่ต้องตีความ   “ธรรม” ถ้ารู้ธรรม…ก็นำธรรมนั้นมาฟอกซัก ชำระเสียให้สะอาด ใจเรามันสกปรกมานาน ต้องล้างเสียที…อวิชชามันเยอะ เอาความโง่ของพวกเราออก เอาความดีมาใส่แทน จงรับไปปฏิบัติซี เอามาแล้วก็วางเฉย ๆ มันจะได้ประโยชน์อะไรเล่า   “ศีล สมาธิ ปัญญา” การบำเพ็ญทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ถ้าไม่มุ่งหวังที่จะทำลายกิเลสตัณหาให้หมดไป ให้สิ้นไปแล้ว ก็ไม่มีทางพ้นจากความทุกข์ในโลกนี้ไปได้ ถ้าเราบำเพ็ญทาน รักษาศีล เจริญภาวนา มุ่งหวังที่จะทำลายกิเลสตัณหาอย่างเดียวให้หมดสิ้นไป คือที่ว่า พ้นไปจากโลก เป็นข้อปฏิบัติให้ถึงธรรมอันที่ดับทุกข์โดยแท้ ไม่ต้องมีความสงสัยเลย   “กัมมัฏฐาน” “…กัมมัฏฐานเปรียบเหมือนยาโอสถขนานเอก เราต้องเป็นหมอฉลาด หมอฉลาดคือสติปัญญา นี่แหละหมอใหญ่ ถ้าเราขาดสติ เราก็ไม่มีหมอรักษาตนเท่านั้น โรคอะไรเกิดขึ้นเราก็ไม่รู้…”   “ประโยชน์ 3 อย่างที่มนุษย์ควรบำเพ็ญ” คนเราเกิดมาต้องรู้จักทำประโยชน์ ถ้าไม่ทำประโยชน์ก็ไม่ใช่มนุษย์ เขาเรียกว่า หมานุษย์ พระพุทธองค์ท่านสอนมนุษย์ให้ทำประโยชน์ทั้ง […]

ชะตากรรมของคนฆ่าหมู บทความธรรมะสอนใจโดย ท่าน ส.ชิโนรส

ชะตากรรมของคนฆ่าหมู – ในสมัยพุทธกาล ชายคนหนึ่งชื่อ “จุนทสูกริก” มีอาชีพนำข้าวไปแลกลูกหมูตามหมู่บ้านต่าง ๆ เพื่อนำมาเลี้ยงแล้วฆ่าขายท้องตลาด ปีใดเกิดความแห้งแล้ง ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาลจุนทสูกริกจะรู้ว่า คนในหมู่บ้านต่าง ๆ มีข้าวไม่เพียงพอต่อการบริโภค เขาจะซื้อข้าวเปลือกแล้วบรรทุกจนเต็มเกวียน เดินทางไปสู่หมู่บ้านต่าง ๆ เพื่อแลกลูกหมู พอได้หมูน้อยจนเต็มเกวียนแล้ว เขาได้นำมันกลับมาที่บ้าน ใส่ไว้ในคอกที่ทำไว้หลังบ้าน เขายังปลูกผักชนิดต่าง ๆ ใกล้กับคอกหมูเพื่อใช้เป็นอาหารของมัน เมื่อลูกหมูเติบใหญ่จนอ้วนพี จุนทสูกริกก็จะเลือกเอาตัวที่ต้องการนำไปฆ่าเอาเนื้อไปขายในท้องตลาด อาชีพนี้สร้างรายได้แก่จุนทสูกริกไม่น้อย วิธีฆ่าหมูอันทารุณ วิธีฆ่าหมูแต่ละครั้งของจุนทสูกริกช่างโหดร้ายและทารุณผิดมนุษย์มนา เมื่อเขาต้องการฆ่าหมูตัวใด เขาจะจับมันมัดไว้ที่ต้นเสา ขณะที่มันร้องลั่นด้วยความหวาดกลัว เขาจะใช้ค้อนปอนด์ขนาดใหญ่ทุบไปทั่วตัว จนกระทั่งเนื้อมันพองขึ้นเหมือนลูกโป่งที่ถูกเป่าด้วยลม แม้มันจะร้องลั่นด้วยความเจ็บปวดและทุกข์ทรมานเพียงใด เขาก็ไม่เคยคิดสงสารและเอ็นดูมันแม้แต่น้อย จิตใจเขาช่างเหี้ยมโหดเกินกว่ามนุษย์ธรรมดาสามัญเสียแล้ว พอรู้ว่าเนื้อพองขึ้น เขาอ้าปากหมูที่กำลังขาดใจตาย สอดไม้เข้าไปค้ำไว้ที่ปากมัน เทน้ำร้อนที่กำลังเดือดพล่านเข้าปากหมูที่กำลังอ้า น้ำร้อนที่เดือดพล่านไหลทะลักเข้าลวกปาก คอ ลำไส้ แล้วขับสิ่งสกปรกโสโครกต่าง ๆ ออกทางทวารหนักของมัน เขายังไม่หยุดยั้งแค่นั้น เขาได้กรอกน้ำร้อนเข้าปากหมูระลอกแล้วระลอกเล่า จนแน่ใจว่าสิ่งโสโครกต่าง ๆ ภายในตัวมันได้ไหลออกจนหมดสิ้น เขาได้เทน้ำร้อนราดทั่วตัวหมูอีกครั้งเพื่อล้างสิ่งสกปรกต่าง ๆ ตามลำตัว พอรู้ว่าทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว […]

เจอ “เทวดา” ประสบการณ์จากการเดินธุดงค์

ประสบการณ์จากการเดินธุดงค์ – หลังจากออกพรรษาและได้ไปร่วมงานทอดกฐินของวัดสาขาต่าง ๆ แล้ว ทั้งพระและเณรต่างก็ใจจดใจจ่ออยู่กับการเดินธุดงค์ รวมทั้งข้าพเจ้าด้วย 1 ข้าพเจ้าจะคอยแวะเวียนไปถาม พระอาจารย์อ๊อด ผู้นำทางในการเดินธุดงค์ครั้งนี้ว่า เราต้องเตรียมอะไรบ้าง ต้องทำอย่างไรบ้าง ระหว่างทางจะเจออะไรบ้าง ตอนกลางคืนจะปักกลดกันที่ไหน และต้องปฏิบัติตัวกันอย่างไร พระอาจารย์อ๊อดก็ได้แต่บอกว่า เมื่อได้ออกธุดงค์แล้วก็จะรู้เองว่าต้องทำอย่างไร 2 เสียงไก่ขันพร้อมกับเสียงครกกระเดื่องตำข้าวดังขึ้นเป็นสัญญาณว่าใกล้เช้าแล้ว แต่ข้าพเจ้าตื่นก่อนเสียงนั้น เพื่อทำวัตรเช้าและทำความเพียรดังคำสอนของท่านพระอาจารย์ ชา สุภทฺโท คือ “ขยันก็ทำ ขี้เกียจก็ทำ” 01 จิตใจตอนนี้รู้สึกเหมือนเด็ก ๆ ที่รู้ว่าจะได้ไปเที่ยวกับครอบครัว ข้าพเจ้ามองไปรอบ ๆ กุฏิเหมือนว่าจะไม่ได้กลับมาอีก ขณะเดินบิณฑบาต จิตก็ปรุงแต่งเรื่องการเดินธุดงค์ คิดว่าเวลาไปเดินธุดงค์จะทำอย่างไร จะมีญาติโยมมาใส่บาตรไหม ถ้าไม่มีจะทำอย่างไร จะอดตายไหม จิตมันคิดวุ่นวายไปหมด 3 หลังจากฉันภัตตาหารเสร็จ ก็จัดการเก็บเอาบริขารต่าง ๆ ใส่ลงไปในบาตร กราบพระประธาน กราบครูบาอาจารย์ แล้วการเดินธุดงค์ก็เริ่มขึ้น ณ วินาทีนั้น เรื่องเล่าต่าง ๆ ที่ได้ยินได้ฟังมาเกี่ยวกับการธุดงค์จะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ เราไม่รู้ […]

มาติกมารดา ผู้รู้วาระจิต

มาติกมารดา ผู้รู้วาระจิต – ครั้งหนึ่งในอดีต ใกล้เชิงเขาในแคว้นโกศล มีหมู่บ้านชื่อ มาติกคาม วันหนึ่งมีภิกษุประมาณ 60 รูป เรียนกรรมฐานจากพระศาสดาแล้วจึงได้จาริกมาที่หมู่บ้านแห่งนี้ โดยมีอุบาสิกาซึ่งเป็นมารดาของผู้ใหญ่บ้าน อุปถัมภ์ให้บำเพ็ญธรรมโดยสะดวก ครั้งนั้น ภิกษุผู้เป็นหัวหน้าประชุมกับเพื่อนภิกษุว่า “ท่านทั้งหลาย พวกเราไม่ควรประมาท ไม่อย่างนั้นคงได้ตกนรกกันแน่ เราเรียนกรรมฐานมาจากพระพุทธองค์แล้วพระองค์ไม่โปรดคนโอ้อวด มีมายา เกียจคร้าน แต่โปรดผู้มีอัธยาศัยงาม ขอให้พวกเราอยู่ด้วยความไม่ประมาท พวกเราไม่ควรอยู่ร่วมกัน 2 รูป นอกจากเวลาที่มาบำรุงพระเถระตอนเย็นและเวลาบิณฑบาตตอนเช้า ถ้าภิกษุรูปใดป่วย ให้มาตีระฆัง พวกเราจักช่วยกันทำยาให้” ได้ยินดังนั้น ภิกษุทั้งหลายก็ทำตามกติกากันอย่างสม่ำเสมอ วันหนึ่งอุบาสิกามาหาภิกษุ นางให้คนรับใช้ถือเนยใสกับน้ำอ้อยมาด้วย ครั้นมาถึง นางไม่เห็นภิกษุเลยจึงถามคนที่นั่น และได้ทราบว่าภิกษุทั้งหลายอยู่ในที่พัก จะไม่ออกมาพลุกพล่าน นางจึงปรารภว่า “ทำอย่างไรหนอจึงจะพบพระคุณเจ้าได้” คนผู้นั้นบอกว่า ถ้าตีระฆัง พระภิกษุจะออกมา นางจึงตีระฆัง เพียงชั่วครู่ ภิกษุต่างเดินมาลำพัง ไม่มาเป็น 2 รูป เห็นดังนั้น อุบาสิกาก็เข้าใจว่าพระทะเลาะกันจึงไม่เดินมาด้วยกัน เมื่อกราบเรียนถาม พระก็ตอบว่าได้ทำกติกากันไว้ว่า เวลาปฏิบัติธรรมให้แยกกันอยู่ “ปฏิบัติธรรมคืออะไรเล่าพระคุณเจ้า” […]

Dhamma Talk : เสน่ห์มัดใจ สร้างได้ด้วยธรรมะ

Dhamm Talk :  เสน่ห์มัดใจ สร้างได้ด้วยธรรมะ  โดย พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ พระอาจารย์คะ  หนูอยากเป็นคนมีเสน่ห์ แต่หน้าตาไม่สวย  หุ่นไม่ดี จะมีวิธีสร้างเสน่ห์ด้วยธรรมะได้บ้างไหมคะ ถ้าพูดตามหลักการ พระพุทธเจ้าทรงกล่าวถึง หลักสังคหวัตถุ 4 อันเป็นหลักธรรมที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวน้ำใจ ผูกไมตรีกับผู้อื่น ประกอบด้วยทาน ปิยวาจา อัตถจริยา และสมานัตตตา ถือเป็นการสร้างเสน่ห์ในเชิงพุทธได้ ทาน  คือ  การให้ จะเห็นได้ชัดเลยว่า ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ถึงแม้หน้าตาไม่สะสวย แต่เป็นคนแบ่งปันเอื้อเฟื้อ ก็ถือเป็นคนน่ารัก ปิยวาจา  คือ  การพูดจาที่ไม่ทำร้ายจิตใจ บางทีอาจไม่ใช่คำหวานไพเราะ เพราะคำไพเราะเชือดเฉือนคนได้ เหมือนกับที่เขาว่า น้ำผึ้งอาบยาพิษ ดังนั้นคำพูดต้องเป็นคำที่จรรโลงใจ ไม่ทำร้ายจิตใจใคร อัตถจริยา  คือ การสงเคราะห์ทุกชนิด การทำตัวเป็นจิตอาสาช่วยเหลือผู้อื่น และสุดท้าย สมานัตตตา  คือ  การประพฤติเสมอต้นเสมอปลาย คือประพฤติสามข้อข้างต้นสม่ำเสมอ ไม่ใช่ว่าทานคือการให้ ก็ให้ครั้งเดียว คราวหน้าไม่ให้แล้ว ปีหน้าก็ไม่ให้ ปีหนึ่งให้ครั้งเดียวคือวันเกิด […]

ความสุขของ องค์ทะไลลามะ

ชีวิตของคนคนหนึ่งอาจเริ่มนับจากนาทีแรกที่ลืมตาดูโลกจนถึงเวลาที่ลมหายใจสุดท้ายหลุดออกจากร่าง แต่สำหรับ องค์ทะไลลามะ ชีวิตของท่านเริ่มขึ้นตั้งแต่หลายร้อยปีก่อน และยังไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อไร ในอดีต ทิเบตหาใช่ดินแดนที่สงบสุขเหมือนที่เรารับรู้กันในปัจจุบัน แต่เป็นดินแดนที่มีการรบพุ่งระหว่างชนเผ่าหรือนิกายต่างๆ ที่สลับกันขึ้นมาเป็นใหญ่ ผู้ปกครองซึ่งมีฐานะเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณหรือประมุขของนิกายจะทำการกวาดล้างฝ่ายตรงข้ามอย่างถอนรากถอนโคน อย่างไรก็ดี เมื่อศาสนาพุทธแผ่อิทธิพลเข้ามาในทิเบต ชาวทิเบตรับความเชื่อเรื่องการกลับชาติมาเกิด ผนวกเข้ากับวิถีชีวิตของตนอย่างแนบแน่น จุดเริ่มต้นมาจากความปรารถนาของผู้นำที่ต้องการกลับชาติมาเกิดเพื่อปกป้องประชาชนและมรดกของตน ล่วงมาถึงปัจจุบัน ชาวทิเบตเชื่อว่า ““ลามะ”” หรือพระอาจารย์ที่ปฏิบัติดีมากๆ จนบรรลุมรรคผลนิพพานจะสามารถเลื่อนกำหนดเวลานิพพานออกไป เพื่อกลับมาเกิดใหม่และสั่งสอนธรรมะต่อไป ทั้งนี้มิใช่ว่าท่านทำเพื่อต้องการให้ผู้คนยกย่องสรรเสริญ แต่ท่านทำเพราะมีเมตตาปรารถนาจะช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้พ้นจากวัฏสงสาร จะเห็นได้ว่าศาสนาพุทธวัชรยานของทิเบตเป็นศาสนาที่มีคำสั่งสอน และหลักการปฏิบัติเกี่ยวกับเรื่องความตายมากที่สุด ก่อนปี 1959 ชาวทิเบตกว่า 6 ล้านคนที่อยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลเล็กๆ ซึ่งบริหารโดยพระชั้นผู้ใหญ่ จึงใช้ชีวิตอยู่อย่างเรียบง่าย โดยมีปณิธานว่าพวกเขาจะใช้เวลาบนโลกนี้เพื่อแสวงหาความหลุดพ้นเท่านั้น วันที่ 6 กรกฎาคม 1935 ณ หมู่บ้านเล็กๆ ในแคว้นอัมโด หญิงชาวนาคนหนึ่งได้ให้กำเนิดลูกชายคนใหม่ นางมีลูกสาวลูกชายก่อนหน้านี้หลายคนแล้ว การให้กำเนิดทารกคนนี้จึงไม่น่าจะทำให้นางตื่นเต้นประหลาดใจอะไรนัก แต่นางต้องตกตะลึง เพราะลูกชายของนางลืมตาในขณะคลอด ทั้งที่โดยปกติแล้วทารกแรกคลอดจะยังไม่ลืมตา นางและสามีตั้งชื่อลูกชายคนนี้ว่า ลาโม ธนดุป ตามพระนามของเทพธิดาแห่งความสมหวัง หลังจากคลอดลูกชายได้ไม่กี่วัน นางสังเกตว่ามีอีกาสองตัวบินมาเกาะที่หลังคาบ้านทุกวัน พวกมันจะบินมาตอนเช้า เกาะอยู่ครู่หนึ่งก่อนบินจากไป ภายหลังนางจึงรู้ว่าอีกาหมายถึงผู้คุ้มครองและมักปรากฏตัวขึ้นเมื่อองค์ทะไลลามะองค์ใหม่ถือกำเนิดขึ้น […]

Dhamma Talk : ช่วยอย่างไร ไม่ให้ได้บาปมากกว่าบุญ

Dhamma Talk : ช่วยอย่างไร ไม่ให้ได้บาปมากกว่าบุญ – สนทนาธรรมกับ ดร.สนอง วรอุไร อาจารย์คะ เมื่อมีผู้ประสบความเดือดร้อนจากภัยธรรมชาติต่างๆ เราควรเข้าไปช่วยเหลือพวกเขาไหมคะ หรือว่าเมื่อช่วยแล้วจะกลายเป็นการเข้าไปร่วมกระบวนกรรมกับเขาด้วย ควรช่วยหากเราช่วยได้ เพราะในเมื่อเราเกิดมาเป็นสมาชิกของสังคมโลก เราต้องทำหน้าที่ให้สมบูรณ์ทั้งทางโลกและทางธรรม การช่วยเหลือผู้อื่นนับเป็นหน้าที่ของคนดีอย่างหนึ่งที่เราต้องทำเพื่อสังคมส่วนรวม นอกจากนั้นยังเป็นหนึ่งในบุญกิริยาวัตถุ 10 ซึ่งเป็นหน้าที่ทางธรรมที่คนดีต้องทำเพื่อพัฒนาจิตวิญญาณของตนเองให้มีบุญ ดังนั้นหากเราช่วยได้ เราก็ควรช่วย แต่ในขณะเดียวกัน เราต้องยอมรับว่า เมื่อเราไปช่วยเขา เจ้ากรรมนายเวรที่ตามจองเวรเขาอยู่ย่อมหันมาจองเวรเราด้วย ดังนั้นก่อนจะช่วยใคร เราจึงต้องมั่นใจว่าเรามีบุญบารมีสั่งสมอยู่มากพอที่จะคุ้มกันตัวเองจากการถูกจองเวรที่จะเกิดขึ้น เรื่องอย่างนี้เป็นสิทธิส่วนบุคคล เจ้าตัวสามารถเลือกตัดสินใจได้ว่าจะช่วยเหลือหรือไม่ตามความเหมาะสม ไม่มีผิดไม่มีถูก แต่ถ้าเราเห็นคนอื่นเดือดร้อนแล้วไม่ช่วย ก็มักจะถูกมองว่าเป็นคนใจร้ายนะคะ นั่นก็เป็นความเห็นถูกของคนมอง แต่สำหรับคนที่ถูกมอง เขาย่อมมีเหตุผลในการกระทำของเขา ซึ่งแต่ละคนมีสิทธิ์เลือกทางดำเนินชีวิตด้วยตนเอง ผู้รู้ย่อมไม่เข้าไปก้าวก่ายในการตัดสินใจของใคร การช่วยเหลือผู้อื่นเพียงเพื่อตัดรำคาญนั้น ถือเป็นการกระทำที่เป็นกุศลไหมคะ การช่วยเหลือผู้อื่นจะเป็นกุศลหรือไม่นั้น อยู่ที่ว่า การช่วยของเราเป็นการช่วยให้เขาพ้นทุกข์ หรือว่าช่วยให้เขาไปทำอกุศลกรรมต่อ ถ้าเป็นการช่วยให้เขาไปสร้างกิเลส สร้างบาปอกุศลเพิ่ม เช่น ช่วยคนที่ประกอบอาชีพทุจริตให้สามารถประกอบอาชีพทุจริตได้ต่อไป ผูีปัญญาย่อมไม่เข้าไปมีส่วนร่วม เพราะเท่ากับเป็นการส่งเสริมให้เขาทำบาปอยู่เรื่อยๆ จึงเป็นการทำบุญที่ให้ผลเป็นบาป แล้วถ้าเราช่วยผู้ที่เดือดร้อนเพราะสงสาร ไม่อยากให้เขาอยู่ในสภาพอย่างนั้นต่อไปล่ะคะ ความอยากหรือไม่อยากของเราไม่ได้เป็นตัวกำหนดสภาวะของผู้อื่น เพราะสิ่งที่จะกำหนดสภาวะของสัตว์โลกทั้งหลายนั้นคือกรรมที่แต่ละผู้แต่ละคนได้สั่งสมไว้ […]

เดินทางสู่ก้นบึ้งของหัวใจไปกับ ท่านโกเอ็นก้า

เดินทางสู่ก้นบึ้งของหัวใจไปกับ ท่านโกเอ็นก้า – มีเหตุผลมากมายทำให้หลายๆ คนเปรียบชีวิตกับการเดินทาง คนจำนวนมากใช้วันเกิด วันเรียนจบ วันเข้างานวันแรก หรือวันครบรอบแต่งงานเป็นเครื่องช่วยจำว่า ชีวิตได้ผ่านอะไรมาบ้าง คนส่วนใหญ่ท่องไปในหลายที่หลายสถาน ทว่ามีใครบ้างที่เคยทดลองเดินทางเข้ามาสู่โลกภายในใจของตนเอง เดินทางไกล (แต่ไม่อยากหลง) จำเป็นต้องมีไกด์ฉันใด การเดินทางกลับสู่ภายในซึ่งเป็นทางที่ไม่คุ้นเคยก็ควรมีผู้นำทางฉันนั้น และผู้นำทางที่ดีที่สุดของโลกคนหนึ่งก็คือท่านโกเอ็นก้า ผู้ซึ่งสามารถนำทางให้คนจำนวนนับแสนนับล้านเดินทางกลับสู่ใจของตนเองได้ ท่านโกเอ็นก้า มีชื่อเดิมว่า สัตยา นารายัน โกเอ็นก้า (Satya Narayan Goenka) ท่านเป็นชาวอินเดียที่ถือกำเนิดในเมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่า เมื่อปี ค.ศ. 1924 ครอบครัวของท่านมีฐานะมั่งคั่งจากการทำธุรกิจหลายประเภท มิสเตอร์โกเอ็นก้าได้รับช่วงธุรกิจต่อจากครอบครัวและประสบความสำเร็จอย่างสูง เขาได้รับเลือกตั้งให้เป็นประธานหอการค้าของเมืองย่างกุ้ง (ชื่อเมืองหลวงเดิมของพม่า) ขณะอายุเพียง 30 ปี และเป็นผู้นำทางสังคมที่ได้รับการยกย่องอย่างยิ่ง จะว่าไปแล้วนักธุรกิจหนุ่มผู้นี้น่าจะเข้าเส้นชัยของชีวิตตั้งแต่ตอนนั้น ทว่าในใจของเขากลับเต็มไปด้วยความทุกข์และไกลห่างจากความสันติสุขมาก เพราะเขาป่วยเป็นโรคเครียดและไมเกรนชนิดรุนแรงที่สุด คือมีอาการปวดศีรษะจนถึงขั้นขยับตัวไม่ได้ แม้แต่แพทย์ที่เก่งกาจระดับโลกก็ไม่สามารถรักษาให้หายได้ มิสเตอร์โกเอ็นก้าจำต้องกลายเป็นคนติดยาแก้ปวด มีสุขภาพทรุดโทรม อารมณ์แปรปรวน และมักสร้างความทุกข์ทรมานให้คนใกล้ชิดเสมอ ในช่วงเวลานี้เองเขาได้พบกับอาจารย์ อูบาขิ่น (Sayagyi U Ba Khin) อดีตอธิบดีกรมบัญชีกลางและวิปัสสนาจารย์ผู้มีชื่อเสียงของพม่า […]

ไม่นิพพานก็ไม่เดือดร้อน…จริงหรือ บทความธรรมะโดย พระอาจารย์ชาญชัย อธิปัญโญ

ไม่นิพพานก็ไม่เดือดร้อน…จริงหรือ – คนที่คิดว่าชีวิตทุกวันนี้ก็ดีอยู่แล้ว มีกินมีใช้ไม่เดือดร้อนอะไร และไม่เคยทำให้ใครเดือดร้อน ทำไมต้องปรารถนานิพพานด้วย ทัศนะอย่างนี้สวนทางกับพระพุทธศาสนา คนที่คิดอย่างนี้ถือว่า ยังเป็นคนที่หลง ไม่เข้าใจความเป็นจริงของชีวิต พระพุทธเจ้าสอนว่า ทุกข์เป็นพื้นฐานของชีวิต ทุก ๆ คนเกิดมามีทุกข์ติดมาด้วย ไม่ว่าทุกข์ทางร่างกายหรือจิตใจ ร่างกายหากหิวก็เป็นทุกข์ ไม่ขับถ่ายก็เป็นทุกข์ เหนื่อยหรือง่วงเกินไปก็เป็นทุกข์ ร้อนหรือหนาวมากเกินไปก็เป็นทุกข์ ทุกข์ที่ว่ามานี้มีให้เห็นในชีวิตประจำวัน ทุกข์บางอย่างเกิดขึ้นเป็นเวลาหรือมีอาการบ่งบอกก่อน เราจึงป้องกันเสียก่อนที่จะเกิดทุกข์ เช่น กินก่อนที่จะหิว ขับถ่ายก่อนจะปวดถ่าย พักก่อนจะเหนื่อย นอนก่อนจะง่วงมาก ร้อนก็หลบไปอยู่ในที่เย็น หนาวก็หาเครื่องกันหนาวมาปกคลุมร่างกาย การที่เราป้องกันหรือบำบัดอาการดังกล่าวได้ เราจึงไม่ค่อยตระหนักว่าเราเป็นทุกข์ แต่พอเราเจ็บป่วยแก่ชรา ร่างกายทรุดโทรมไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เหมือนเมื่อก่อน เราก็เห็นทุกข์ที่เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน ยิ่งเมื่อตอนจะตาย หากตายด้วยโรคร้ายแรงหรือได้รับอุบัติเหตุ เราจะได้เผชิญกับทุกข์อันใหญ่หลวงของชีวิตอย่างแน่นอน ส่วนจิตใจนั้นก็มีเหตุให้เกิดทุกข์ได้ไม่เลือกกาละเทศะ เพียงวางใจไม่ถูกที่หรือมีใจเห็นผิดสัจธรรม เราก็ทุกข์ใจได้ทุกเมื่อ เช่น มีความห่วงใยต่อบุคคลที่ตนรัก ต่อหน้าที่การงาน ต่อทรัพย์สิน แม้กระทั่งต่อสัตว์เลี้ยงและต้นไม้ที่ตนรัก นั่นก็ทำให้ใจมีความทุกข์ได้แล้ว โดยธรรมชาติแล้ว ทุกคนต่างก็มีความต้องการ มีความอยากได้ใคร่ดี มีเป้าหมายในชีวิต หากสมหวัง เราก็ยินดีพอใจ แต่ถ้าผิดหวังก็เสียใจทุกข์ใจ ยิ่งหวังมากแล้วผิดหวังก็จะยิ่งทุกข์มากขึ้นไปเท่านั้น […]

มารีญา พูลเลิศลาภ งามจิตใจด้วยธรรมะ

มารีญา พูลเลิศลาภ สาวงามที่คนไทยเทใจให้เธอทั้งประเทศ ในวันที่เธอเข้ารอบสุดท้ายบนเวทีประกวดนางงามจักรวาลปี 2017 ที่ลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา หลายคนยอมรับว่าเชียร์มารีญาอย่างตื่นเต้นยิ่งกว่าเชียร์บอลโลกเสียอีก ถึงแม้มารีญาจะไม่ได้ตำแหน่งนางงามจักรวาลในปีนั้น แต่เธอก็เป็นสาวงามจากเอเชียเพียงคนเดียวที่เข้าถึงรอบ 5 คนสุดท้าย ร่วมกับนางงามจากโคลอมเบีย จาไมกา เวเนซุเอลา และแอฟริกาใต้ สำหรับเรื่องรูปกายภายนอกแน่นอนอยู่แล้วว่ามารีญาไม่เป็นสองรองใคร เพราะมีตำแหน่งมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์การันตี แต่สิ่งที่ทำให้เธอเป็นขวัญใจชาวไทยถึงแม้พลาดมงกุฏนางงามจักรวาลก็คือ ความสดใสร่าเริง ทัศนคติในเชิงบวก ความมีน้ำใจ ความเฉลียวฉลาดมีไหวพริบ และอีกมุมหนึ่งที่หลายคนอาจยังไม่รู้คือ เธอมีธรรมะในหัวใจ เริ่มสนใจธรรมะตั้งแต่เมื่อไร สนใจธรรมะมาตั้งแต่เด็ก พี่ชายชอบเอาคำสอนของท่าน ว.วชิรเมธีมาพูดให้เราฟังเสมอ ตอนเด็ก ๆ ไม่เก่งภาษาไทยเลย เพราะเรียนในโรงเรียนนานาชาติ แต่มีโอกาสได้ฝึกฝนและเรียนรู้ภาษาไทยจากการฟังธรรมะจากพี่ชาย และโรงเรียนก็สอนให้รู้จักกับพระพุทธศาสนา จึงได้รับรู้คำสอนของพระพุทธเจ้าบ้าง ถึงแม้จะเป็นโรงเรียนนานาชาติ แต่คุณครูก็สอนให้เรารู้จักกับทุกศาสนา เมื่อนำธรรมะมาปฏิบัติจึงรู้ว่าคำสอนของพระพุทธเจ้านั้นเป็นเรื่องจริง ยิ่งโตขึ้นยิ่งเห็นชัดเจนเลยว่าธรรมะของพระองค์ช่วยแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้จริง View this post on Instagram ‭”เมื่อใจไม่จดจ่อกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า เกมกีฬาก็จะไม่สัมฤทธิ์ผล” "When one does not concentrate on […]

อานิสงส์กรวดน้ำ

อานิสงส์กรวดน้ำ – ในครั้งหนึ่ง องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จประทับอยู่ ณ เชตะวันมหาวิหาร พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ มีพราหมณ์ผู้หนึ่งอยู่ในเมืองสาวัตถีนั้น มีทรัพย์สมบัติอยู่ 80 โกฎิ พราหมณ์ผู้นั้นมีบุตรชายอยู่คนหนึ่ง เป็นที่รักมากเพราะมีบุตรคนเดียว พอบุตรชายมีอายุได้ประมาณ 17 ปี ก็เกิดโรคาพยาธิมาเบียดเบียน และได้เสียชีวิตลง พราหมณ์ผู้เป็นพ่อและแม่ บังเกิดความทุกขเวทนาโทมนัสเศร้าโศกเสียใจ เพราะอาลัยรักในบุตรที่ตายไปอย่างยิ่ง จึงสั่งคนใช้ที่เป็นบริวาร นำเอาศพไปเผาในป่าช้าและสั่งให้ปลูกศาลาขึ้นหนึ่งหลัง มีเสื่อสาดอาสนะ และจัดทาสคนหนึ่งไปคอยปฏิบัติรักษาอยู่ในป่าช้านั้น เพื่อจะได้ส่งข้าวน้ำอาหารเข้าและเย็นให้แก่ลูกชายของตนทุก ๆ วันมิได้ขาด ทำเหมือนกับบุตรชายของตนมีชีวิตอยู่ ทาสผู้นั้นก็ทำตามคำสั่งอยู่เสมอมิได้ขาดเลยสักวันเดียว อยู่มาวันหนึ่ง บังเอิญฝนตกหนักมากน้ำก็ท่วมหนทางที่จะไปศาลานั้น ทาสผู้นั้นจะข้ามไปก็ไม่ได้จึงกลับมา ในระหว่างทางพบพระภิกษุรูปหนึ่งมาบิณฑบาตก็เลยเอาอาหารนั้นใส่บาตรให้เป็นทานแก่พระภิกษุ แล้วก็กรวดน้ำอุทิศส่วนบุญนั้นส่งให้แก่ผู้ตาย ลูกชายที่ตายไปนั้นมานิมิตฝันให้พราหมณ์ผู้เป็นพ่อว่า ข้าพเจ้าได้ตายไปนานแล้วไม่เคยได้กินข้าวเลยสักวันเดียว เพิ่งจะมาได้กินข้าวแต่วันนี้วันเดียวเท่านั้น ครั้นพราหมณ์ผู้เป็นพ่อได้มีนิมิตฝันอย่างนี้ก็ใช้ให้คนไปตามทาสผู้ไปคอยเฝ้าปฏิบัติรักษามาไถ่ถามดู ทาสผู้นั้นก็ตอบว่าข้าพเจ้าไปส่งข้าวทุก ๆ วัน แต่วันนี้ข้าพเจ้าไปไม่ได้ฝนตกหนัก น้ำท่วม ก็กลับมาพบพระภิกษุรูปหนึ่งมาบิณฑบาต ข้าพเจ้าก็เลยเอาข้าวนั้นใส่บาตร แก่ภิกษุรูปนั้น แล้วอุทิศส่วนบุญนี้ไปให้บุตรของท่าน บุตรของท่านก็คงจะได้กินข้าวแต่วันนี้วันเดียวดังนี้แล ครั้นพราหมณ์ได้ฟังดังนั้นแล้วก็คิดว่า “เราจะไปเฝ้าพระพุทธเจ้าเสียก่อน จะทูลถามพระพุทธเจ้าว่าเป็นอย่างไร” พราหมณ์ก็ถือดอกไม้ธูปเทียนของหอมเข้าไปสู่สำนักพระพุทธเจ้าแล้วบูชาเครื่องสักการะนั้น แล้วนั่งที่สมควรแก่ตน ได้กราบทูลถามพระพุทธเจ้าว่า […]

อริยทรัพย์ คือที่พึ่งทั้งในชาตินี้และชาติหน้า บทความธรรมะโดย พระอาจารย์ชาญชัย อธิปญฺโญ

อริยทรัพย์ คือที่พึ่งทั้งในชาตินี้และชาติหน้า – ชีวิตของปุถุชนต่างดิ้นรนไขว่คว้า  แสวงหาแต่สิ่งที่เอาไปไม่ได้ เราต่างถูกแรงจูงใจทางโลกให้แสวงหาทรัพย์สมบัติ  ไม่ว่าจะเป็นเงิน  บ้าน  ที่ดิน  รถ  ตลอดจนเครื่องใช้ต่าง ๆ เพื่อการอุปโภคบริโภค  ไม่เพียงแต่   ใช้ในการยังชีพขั้นพื้นฐานเท่านั้น  ยังรวมถึงการหามาเพื่อเป็นเครื่องส่งเสริมความเป็นอยู่ให้สะดวกสบายและอวดฐานะให้เด่นกว่าผู้อื่นอีกด้วย ในการนี้เราต่างตั้งหน้าตั้งตาศึกษาหาความรู้เพื่อนำมาประกอบอาชีพ   ทุ่มเทเวลาศักยภาพอย่างเต็มที่ แม้จะเหน็ดเหนื่อยลำบากตรากตรำกับการงานก็ไม่ท้อ   เพื่อเงิน  ตำแหน่งหน้าที่อันจะเป็นช่องทางให้ได้มาซึ่งสมบัติวัตถุ  ยิ่งได้มากเพียงใดก็ยิ่งคิดว่าตนเองมีความสามารถ  มีความสำเร็จในชีวิตมากเพียงนั้น ทรัพย์สินเงินทอง  ใคร ๆ ต่างปรารถนาเพื่อใช้ในการเลี้ยงดูชีวิต  จะได้ไม่อดอยากยากไร้  และเลี้ยงดูบุคคลที่เกี่ยวข้อง  แต่การหาทรัพย์นั้นต้องแลกด้วยความทุกข์ กว่าจะได้มาก็ต้องเหนื่อยยาก  ได้มาแล็วก็เป็นภาระในการดูแลรักษา  ไม่ให้เสื่อมสลายไปก่อนเวลาอันควร    ครั้นเสียหายสูญสิ้นไปไม่สมดังคาดหวังก็ยิ่งทุกข์ใจ อย่างไรก็ตาม  สมบัติวัตถุตลอดจนสิ่งที่เราได้  มี  เป็น    โดยธรรมชาติแล้วต้องวิบัติพลัดพรากจากเราไปในที่สุด  ไม่เราจากไปกอ่ น  สิ่งนั้นก็จากเราไปก่อน  โดยเฉพาะในวาระสุดท้ายของชีวิตเมื่อตายไป  เราเอาสิ่งดังกล่าวไปไม่ได้เลย เราจึงหาเพื่อทิ้ง หากจะได้ประโยชน์จากการใช้สอย ก็เฉพาะในช่วงที่เรามีชีวิตอยู่เท่านั้นเอง ยังมีทรัพย์ที่ประเสริฐกว่าทรัพย์สมบัติ นั่นคือ อริยทรัพย์ เป็นทรัพย์ที่อยู่ภายในตัวเรา  อยู่คู่กับเราและมีผลเกื้อกูลต่อชีวิตของเราทั้งในชาตินี้และชาติหน้า    เป็นทรัพย์ที่เอาไปได้ อริยทรัพย์มี 7 อย่าง  […]

Dhamma Talk : ชวน “พ่อ” เดินทางสายธรรม

Dhamma Talk : ชวน “พ่อ” เดินทางสายธรรม โดย พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ คุณพ่อไม่ค่อยสนใจเรื่องธรรมะเลยค่ะ  จะมีวิธีทำอย่างไรให้ท่านหันมาสนใจธรรมะดีคะ เรานี่แหละต้องเริ่มก่อน  ถ้าเราไม่สนใจแล้วพ่อจะสนใจมันก็เป็นไปได้ยาก  ถ้าเราสนใจ  เรามีธรรมะ  ปฏิบัติธรรมแล้ว  ธรรมะเหล่านี้จะซึมซับอยู่ในตัวเรา และติดตัวกลับมาที่บ้าน  พ่อแม่ก็จะได้เห็นธรรมะจากตัวเรา  เห็นเราก็เหมือนเห็นธรรม  สนทนากับเราก็เหมือนได้สนทนาธรรม พ่อแม่ได้ซึมซับธรรมจากตัวเรา  ต่อไปเราไปไหนพ่อแม่ก็อาจอยากตามไป  เราไปวัดท่านก็อาจจะตามไป  เพราะซึมซับเข้าเป็นเนื้อเดียวกันแล้ว แต่ถ้าเราไม่มีธรรมะ  ไม่ได้ซึมซับธรรมะ  ท่านก็ไม่ได้เห็นธรรมผ่านเรา  ไม่ได้สนทนาธรรมกับเรา  เราไปไหนท่านก็คงไม่ตามไปด้วยหรอก ฉะนั้นวิธีดึงพ่อแม่ให้เข้าสู่วงการนี้  ตอบโดยสรุป คือ  เริ่มต้นที่ตัวเรา  เราไปศึกษา  ไปปฏิบัติ เพื่อให้ธรรมเกิดขึ้นกับตัวเอง  แล้วพ่อแม่หรือคนในครอบครัวที่เราปรารถนาให้มาสนใจธรรมะ  ก็จะได้เห็นธรรมจากเราและซึมซับมาทางนี้ได้   พระอาจารย์คะ  ถ้าพ่อแม่ของเรามีศรัทธาในพุทธศาสนาแต่เป็นไปในแนวการสะเดาะเคราะห์  เราควรดึงท่านมาสนใจธรรมะอย่างแท้จริง  อย่างไรคะ ต้องค่อยเป็นค่อยไป  เราไม่ควรปฏิเสธท่านเสียทีเดียวหรอก  แต่ควรค่อย ๆ นำเสนอ ค่อย ๆ พูดเล่าสู่กันฟัง เพื่อปรับสมดุล  พอท่านได้ยินได้ฟังมากขึ้น  ท่านก็จะทำน้อยลง  ห่างลง  […]

keyboard_arrow_up