สามเณรตรัย-นพสิทธิ์ เขมสิทฺธิโก (โชติสุริยสินสุข) เณรน้อยผู้มีศรัทธาแรงกล้า

สามเณรตรัย-นพสิทธิ์ เขมสิทฺธิโก (โชติสุริยสินสุข) เณรน้อยผู้มีศรัทธาแรงกล้า การที่เด็กชายคนหนึ่งตัดสินใจบวชเรียนเพราะต้องการเข้าใจและปฏิบัติตามหลักพระพุทธศาสนาอย่างจริงจัง ไม่ใช่เรื่องที่พบได้ง่ายนักในสังคมปัจจุบัน  จึงเป็นเรื่องน่าสนใจว่าเหตุใด สามเณรตรัย-นพสิทธิ์ เขมสิทฺธิโก (โชติสุริยสินสุข) หรือเณรตรัย ตัดสินใจเลือกเช่นนั้น นอกจากเณรแล้ว ซีเคร็ตยังมีโอกาสสัมภาษณ์ คุณพ่อพศิษฐ์ โชติสุริยสินสุข  ไปพร้อมกันด้วย     จุดเริ่มต้นของการบวชครั้งแรก “ ช่วงวันเข้าพรรษาตอนเรียนอยู่ ป.4 โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน โยมพ่อโยมแม่พามาเวียนเทียนที่วัดบวรฯ พอได้เห็นพระสงฆ์แล้วรู้สึกอยากบวช จึงถามโยมพ่อและโยมแม่ว่า ‘ทำอย่างไรถึงจะได้เป็นพระ’ พอดีโยมพ่อรู้จักกับครูโรงเรียนวัดบวรนิเวศจึงได้บวชกับโครงการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อนของโรงเรียนวัดบวรนิเวศแล้วไปอยู่ที่วัดสิรินธรเทพรัตนาราม จังหวัดนครปฐม ”   บวชวันแรกอยากกลับบ้าน “บวชวันแรกก็คิดถึงโยมพ่อโยมแม่มาก ร้องไห้อยากกลับบ้าน วันที่ 3 -4 ขออนุญาตพระอาจารย์โทร.หาโยมพ่อโยมแม่ พระอาจารย์ก็บอกว่า ‘ตอนนี้เราไม่ใช่ลูกของโยมพ่อโยมแม่แล้ว แต่เป็นลูกของพระพุทธเจ้า’ หลังจากนั้นก็เริ่มปรับตัวได้ เพราะที่วัดมีกิจวัตรหลายอย่าง เช่น ทำวัตรเช้า บิณฑบาต ต้องเดินเท้าเปล่ารู้สึกเจ็บมากแต่ต้องอดทน เมื่อเรารับอาหารจากญาติโยมก็รู้สึกว่าบวชทั้งทีต้องทำตัวให้ดี ให้สมกับที่เป็นสมณะ ต้องมีสมณสัญญา คือความรู้สึกว่าเราเป็นสมณะอยู่เสมอ ” คุณพ่อเสริมว่า “ […]

มรรคาแห่งเอกภาพ “เอกายโน มคฺโค” ธรรมะโดย หลวงพ่อโพธินันทะ

พระรัตนตรัยย่อมยังประโยชน์ต่อสรรพสัตว์เสมอ การบรรลุถึงความเป็นอนัตตา – สุญญตาย่อมพ้นจากสังสารวัฏ (กิเลส กรรม วิบาก) ละเปี่ยมอยู่ด้วยปัญญาญาณที่รู้แจ้งอย่างสมบูรณ์ในความเป็นสุญญตาของสรรพสิ่ง ย่อมเข้าถึงสภาวะแห่งความสุขที่แท้จริง การบำเพ็ญภาวนาบนสัมมาอริยมรรคด้วยการบ่มเพาะบารมีทั้งสิบย่อมได้รับธรรมโอสถ คือ “สพฺพรสํ ธมฺมรโส ชินาติ”* (รสแห่งธรรมย่อมชนะรสทั้งปวง) ซึ่งเป็นอานิสงส์อันเกิดจากความมั่นใจต่อวิถีทางของการปฏิบัติภาวนาจนบรรลุถึงพระรัตนตรัยอันเป็นที่พึ่งอันเกษม ผู้บรรลุอุภโตภาควิมุตติซึ่งสมบูรณ์ทั้งเจโตวิมุตติและปัญญาวิมุตติย่อมสว่างไสวอยู่ด้วยปัญญาญาณ รู้แจ้งอยู่ในความเป็นองค์รวมกับสรรพสิ่งร่วมกับกิจการงานต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน และอิ่มเอิบเบิกบานด้วยประสบการณ์ของความเป็นพุทธะ อันเป็นเป้าหมายสูงสุดของพุทธศาสนา การเข้าถึงธรรมชาติของจิตประภัสสรย่อมไม่กำหนดหมายสิ่งต่าง ๆ อย่างมีเจตนา (มีตัวตนเราเขา) อีกต่อไป สัมมาอริยมรรคที่ดำเนินไปสู่สภาวะแห่งความสุขอย่างยิ่งนั้น ก็คือการบำเพ็ญภาวนาเพื่อลดละปล่อยวางวิญญาณ 6 (การรับรู้อารมณ์)** ให้เป็นอิสรภาพอย่างแท้จริง มรรคาแห่งการหลอมรวมเป็นเอกภาพของสรรพสิ่ง “เอกายนมรรค” ด้วยพลังของปัญญาญาณอันยิ่งใหญ่แห่งสัจจะคือจุดเริ่มต้นของสภาวะจิตที่ไปพ้นจิตสามัญสำนึก (conscious mind) อันเป็น “หนทาง” ของการปฏิบัติภาวนาร่วมกับการงานในชีวิตประจำวัน นิมิตหมายภายในของกิเลสนิวรณ์ทั้งห้าย่อมเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ จนเราเกิดความเข้าใจที่แท้จริง และเกิดการละวางความคิดปรุงแต่งเหล่านั้น ทำให้จิตเป็นอิสระมากยิ่งขึ้น ผู้ที่มิได้เรียนรู้สิ่งเหล่านั้นย่อมถูกจองจำและหมดโอกาสสำหรับความเป็นอิสระหลุดพ้นจากตัณหาอุปทานทั้งปวง (มรรคาแห่งเอกภาพ) *สพฺพรสํ ธมฺมรโส ชินาติ (รสแห่งธรรมย่อมชนะรสทั้งปวง) ที่มา : อรรถกถาสังยุตตนิกาย…เล่มที่ 11 (สารัตถปกาสินี […]

การฝึกสติสามารถตัดภพชาติได้อย่างไรบ้าง : พระมหาวรพรต กิตฺติวโร 

การฝึกสติสามารถ ตัดภพชาติ ได้อย่างไรบ้าง : พระมหาวรพรต กิตฺติวโร  วงจรของปฏิจจสมุปบาท เริ่มตั้งแต่สภาวะที่เรียกว่า “รู้” ที่เป็นอมตะธรรม ถูกอวิชชาบดบังประดุจเมฆหมอก จากนั้นก็เกิดสังขารคือความปรุงแต่งขึ้น มันกลายเป็นวังวนขึ้นมา จากนั้นเกิดสิ่งที่เรียกว่า วิญญาณขันธ์ ตามมาด้วย นามรูป พอนามรูปเกิดก็จะเกิดสฬายตนะ คืออายตนะทั้ง 6 ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ จากนั้นเกิดผัสสะ มีการกระทบแล้วเกิดเวทนา เมื่อเวทนาเกิด ถ้าไม่มีสติก็จะเกิดอาการยึดติดเรียกว่า อุปาทาน จากนั้นเกิดตัณหา คือความทะยานอยาก เมื่ออุปาทานเกิดก็คือเกิดภพ แล้วก็เกิดชาติ ตรงนี้ไม่ได้หมายความว่า การเกิดเป็นชีวิตช่วงอายุไข แต่เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นในทุก ๆ ขณะจิต วงจรตัวนี้เกิดขึ้นทุก ๆ ขณะจิต ถ้าเราไม่มีสติก็จะเกิดภพ เกิดชาติ ในทุก ๆ ขณะจิต จิตมันเกิดดับตลอดเวลา แต่เมื่อใดที่เรามีสติรู้สึกตัวขึ้นมาความรู้สึกตัวจะตัดกระบวนการปฏิจจสมุปบาทลงทันที  เพราะเราจะเหลือแต่สิ่งที่เรียก “สักแต่รู้ สักแต่รู้สึก” ขึ้นมาแทนที่ความรู้สึกชอบหรือชัง […]

รัฐบาลเตรียมจัดทำพระไตรปิฎกฉบับภาษาอังกฤษ ถวายเป็นพระราชกุศลเฉลิมพระเกียรติในหลวง รัชกาลที่ 10

รัฐบาลเตรียมจัดทำ พระไตรปิฎกฉบับภาษาอังกฤษ ถวายเป็นพระราชกุศลเฉลิมพระเกียรติในหลวง รัชกาลที่ 10 เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2563 ที่ผ่านมา ณ ทำเนียบรัฐบาล นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ที่ประชุมเห็นชอบตามที่กระทรวงวัฒนธรรมเสนอให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการโครงการจัดทำพระไตรปิฎกฉบับภาษาอังกฤษ จำนวน 2 คณะ ได้แก่ 1. คณะกรรมการอำนวยการฝ่ายอุปถัมภ์โครงการจัดทำ พระไตรปิฎกฉบับภาษาอังกฤษ โดยมีนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกฯ ที่ได้รับมอบหมายเป็นประธานกรรมการ และ 2. คณะกรรมการอำนวยการโครงการจัดทำพระไตรปิฎกฉบับภาษาอังกฤษ โดยมีสมเด็จพระสังฆราชเป็นประธานกรรมการ ทั้งนี้ ให้มีผลตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และทางสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะขอให้ทางสำนักงานองคมนตรีนำความขึ้นกราบบังคมทูลฯ ต่อไป     เรื่องการจัดทำพระไตรปิฎกฉบับภาษาอังกฤษ คณะรัฐมนตรีมีมติมาตั้งแต่เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2562 ซึ่งเห็นชอบโครงการดังกล่าวในนามรัฐบาล โดยให้มีการบูรณาการร่วมกันระหว่างกระทรวงวัฒนธรรม, มหาเถรสมาคม (มส.) และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 เนื่องในโอกาสมหามงคลเสด็จเถลิงเป็นพระมหากษัตริย์ของประเทศไทย และทรงประกาศพระองค์เป็นพุทธศาสนูปถัมภก โดยรัฐบาลจะเน้นการเผยแพร่ และสืบทอดพระพุทธศาสนาสู่ประชาคมโลกด้วยพระไตรปิฎกฉบับภาษาอังกฤษต่อไป […]

ร้านกาแฟ “คอฟฟี่เมรุ” จิบกาแฟชมเมรุ สอนใจให้ปลงชีวิต

ร้านกาแฟแปลกแหวกแนวไม่เหมือนใคร “คอฟฟี่เมรุ” อยู่ภายในบริเวณวัดอุทกเขปสีมาราม ใกล้เมรุเผาศพ ค่ากาแฟแล้วแต่ศรัทธา จุดประสงค์เพื่อให้คนเข้าวัดได้มีการแฟดื่ม ท่ามกลางธรรมชาติและบรรยากาศของเมรุเผาศพ สอนใจให้ปลงชีวิต ส่วนขนมได้จากการบิณฑบาตของพระลูกวัด วัดอุทกเขปสีมาราม หรือวัดน้ำ ตั้งอยู่ที่ ม.4 ต.วัดโบสถ์ อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี ได้เปิดร้านกาแฟให้ชาวบ้านกินฟรี แล้วแต่ผู้มีจิตศรัทธาจะหยอดตู้บริจาค ร้านตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันสวยงามและตกแต่งภายในร้านด้วยเครื่องจักสานและวัสดุเหลือใช้ โดยมีความพิเศษคือ ร้านนี้ตั้งอยู่ใกล้กับเมรุเผาศพ เมนูกาแฟเหมือนร้านทั่วไป แต่ที่แตกต่างจากร้านอื่นคือ ไม่คิดค่าบริการแถมยังมีขนมรับประทานเล่นที่ได้จากการออกบิณฑบาตของพระลูกวัด เพื่อให้ผู้มาใช้บริการได้รับประทานฟรีอีกด้วย ดร.พระชลญาณมุนี เจ้าอาวาสวัดอุทกเขปสีมาราม เผยว่า ร้านกาแฟ “คอฟฟี่เมรุ” เพิ่งเปิดให้บริการได้เพียง 11 วัน ร้านแห่งนี้เกิดจากแรงศรัทธาของญาติโยมที่ช่วยกันคิดช่วยกันทำ จนมีการตั้งชื่อเรือนการเวกให้เป็นชื่อร้านคอฟฟี่เมรุ เนื่องจากอยู่ใกล้เมรุเผาศพ โดยมีจุดประสงค์ต้องการให้ผู้ที่ผ่านไปมาแวะดื่มกาแฟ ได้รู้สึกถึงการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ว่าเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต และจะทำให้คนหันเข้าหาวัด ธรรมชาติและธรรมะมากยิ่งขึ้น นอกจากนั้นภายในร้านยังได้เตรียมหนังสือธรรมะไว้ให้ผู้ที่เข้ามาใช้บริการได้อ่าน ทางร้านไม่เน้นเรื่องของรายได้ และในวันข้างหน้าอาจจะมีการเพิ่มเมนูเครื่องดื่ม เช่น ชาน้ำเหลืองและกาแฟเถ้าถ่าน ชมพูนุช ศรีงาม อายุ 23 ปี พนักงานร้านกาแฟ […]

สติเต็มฐานคืออะไร และทำอย่างไรให้สติเต็มฐาน : พระมหาวรพรต กิตฺติวโร

สติเต็มฐาน คืออะไร และทำอย่างไรให้สติเต็มฐาน : พระมหาวรพรต กิตฺติวโร ผู้ปฏิบัติ : คำว่า ‘ สติเต็มฐาน ’ คือฐานของอะไร จะมีวิธีเติมให้เต็มได้อย่างไร พระอาจารย์ : ใช้คำให้ถูกคือ ‘เติมให้เต็ม’ ก็คือเต็มฐานกายนั่นแหละ ปกติโยมจะรู้สึกเป็นส่วนๆ ใช่ไหม มือ เท้า แต่ถ้าสติมีกำลัง โยมจะพบว่ามันรู้สึกได้ทั้งตัวเลย นี้คือสติมันเต็มฐาน มันจะเกิดเมื่อมีสภาวะสติที่ตั้งมั่น แล้วโยมจะพบว่าเมื่อสติมันเต็มฐาน สติตั่งมั่นแล้วจิตมันจะไม่ส่งออก มันจะเกิดความตั้งมั่น ถ้าเป็นมิจฉาสมาธิมันต้องเพ่งกดข่มเพื่อให้จิตนิ่งเป็นสมาธิอยู่ที่จุดเดียว แต่ว่าการฝึกสติปัฏฐานไม่ต้องกดข่ม ไม่ต้องเพ่ง แค่รู้สึกตัวไปเรื่อย ๆ จนจิตมีการรับรู้มันกว้างจนมันเต็มฐาน สังเกตว่าพอจิตจะตั้งมั่นเลย เขาเรียกว่าฐาน “ฐานของกาย” ก็คือรู้กายทั้งกาย เบื้องต้นมันใช้ฐานเล็ก ๆ ก่อนคือฐานของลมหายใจ หรือว่าความเป็นส่วน ๆ แต่พอฝึกเป็นกำลังจนเต็มฐานกาย แล้วโยมว่าฐานเล็กกับฐานใหญ่อันไหนมันมั่นคงกว่ากัน เหมือนโยมจะสร้างตึกที่มันสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ รากฐานสำคัญไหม สำคัญ ถ้าฐานไม่ดีเป็นอย่างไร พัง โดยเฉพาะจิตมันไวมาก ถ้าฐานโยมไม่แข็งแกร่ง […]

“สติช่วยชีวิต” มณฑิชา จิรพัฒนาการ

ดิฉัน (มณฑิชา จิรพัฒนาการ) เชื่อว่า ตราบใดที่เรามี สติ ในชีวิตประจำวัน พอมีอะไรเกิดขึ้นเราจะตั้งสติได้ทัน ดังนั้นดิฉันจึงพยายามเจริญสติให้ได้ตลอดเวลา และสวดมนต์ นั่งสมาธิอย่างน้อยวันละ 1 ชั่วโมง ด้วยความที่ดิฉันทำงานในร้านอาหาร ดังนั้น ทุกครั้งที่ดิฉันหั่นหัวหอม ปอกเปลือกแครอท หรือทำอาหารอะไรก็ตาม ดิฉันจะเจริญสติโดยการระลึกรู้สึกตัวไปด้วยตลอด หั่นหัวหอมคือหั่นหัวหอม มือซ้ายจับหัวหอม มือขวาจับมีด ไม่วอกแวกไปคิดนู่นคิดนี่ จากที่มีดเคยบาดมือบ่อย ๆ จึงแทบไม่เคยเกิดขึ้นอีกเลย ด้วยเหตุที่ดิฉันเจริญสติอยู่เป็นประจำนี่เอง ทำให้ดิฉันได้ประจักษ์ว่า สติสามารถช่วยชีวิตของเราและผู้อื่นได้จริง ๆ ดังเช่นเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในนิวซีแลนด์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ดิฉันจำได้ไม่รู้ลืม… 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554 ในขณะที่ดิฉันกำลังเสิร์ฟอาหารให้ลูกค้าอยู่ในร้านและพ่อครัวกำลังทำอาหารอยู่ที่เตา อยู่ดี ๆ พื้นที่ดิฉันกำลังยืนอยู่ก็เริ่มสั่นไหวอย่างรุนแรง (ทราบภายหลังว่าเกิดแผ่นดินไหว ความรุนแรงมากกว่า 6.3 ริกเตอร์) จานชามที่อยู่บนชั้นวางของตกลงมาบนพื้นแตกกระจายหมด น่าแปลกที่ในตอนนั้นดิฉันไม่ได้มีความกลัวหรือตื่นตกใจจนสติกระเจิดกระเจิงตามคนอื่น ๆ แต่กลับยืนมองดูความเป็นไปที่เกิดขึ้นในร้านอย่างสงบ การมีสติทำให้ดิฉันทราบว่าสิ่งใดที่สำคัญและสมควรทำก่อน เมื่อทุกอย่างเริ่มสงบ ดิฉันเรียกสติพนักงานภายในร้านโดยการบอกให้ทุกคนเก็บข้าวของโดยเร็ว สั่งพ่อครัวให้ปิดแก๊ส และเอาจานชามที่เสียหายไปทิ้ง เผื่อใครมาเหยียบโดนจะเป็นอันตราย จานชามที่เหลือทั้งหมดก็ให้จัดชิดข้างฝาไว้ […]

หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินธโร “เราเกิดมาเพื่อสร้างความดี”

หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินธโร หรือพระพรหมมงคลญาณ วิ. พระราชาคณะ​เจ้าคณะ​รองชั้นหิรัญ​บัฏและเจ้าอาวาส วัดธรรมมงคลเถาบุญญนนทวิหาร เกิดเมื่อวันศุกร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2463 ณ สถานีรถไฟปากเพรียว จังหวัดสระบุรี บรรพชาเป็นสามเณรในปี พ.ศ. 2478 เมื่ออายุ 15 ปี อุปสมบทเป็นพระภิกษุฝ่ายธรรมยุติกนิกายในปี พ.ศ. 2484 ท่านเป็นศิษย์หลวงปู่กงมาและหลวงปู่มั่น ท่านเคยร่วมธุดงค์ร่วมกับพระอาจารย์ทั้งสอง ท่านมีพลังจิตสูง เชี่ยวชาญในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน มีชื่อเสียงทั้งด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและการสอนวิปัสสนากรรมฐานให้แก่ประชาชนทั่วไปทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ท่านยังมีผลงานด้านการสร้างและการสนับสนุนสาธารณสมบัติจำนวนมาก เช่น วัด ศาสนสถาน สถานปฏิบัติธรรม วิทยาลัยสงฆ์ สถาบันพลังจิตตานุภาพ โรงพยาบาล ที่ว่าการอำเภอ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และสถานศึกษาต่าง ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศแคนาดาและสหรัฐอเมริกา   เรื่องเล่า “รวมบันทึกธรรมหลวงปู่มั่นเล่มแรก” หลวงพ่อวิริยังค์เป็นพระอุปัฏฐากหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต อยู่ถึง 4 ปี ปรนนิบัติตั้งแต่การปูที่นอน กางกลด ซักผ้า เทกระโถน […]

“ไม่ยึด ไม่ทุกข์” อาจารย์ประเสริฐ อุทัยเฉลิม

“ถ้าเราไม่ยึดว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นของของเรา…แล้วเราจะทุกข์ได้อย่างไร” เมื่อคิดได้ดังนี้ ไม่ว่าภายนอกจะเจอสิ่งใดมากระทบ ภายในของผม (ประเสริฐ อุทัยเฉลิม) ก็ไม่กระเทือน ดังเหตุการณ์ต่อไปนี้… วันนั้นผมขับรถไปทำธุระพร้อมกับกัลยาณมิตรท่านหนึ่งซึ่งนั่งอยู่คู่กันในรถ ขณะที่รถติดไฟแดงอยู่นั้น อยู่ดี ๆ มอเตอร์ไซค์ก็พุ่งเข้ามาชนท้ายรถเสียงดัง “โครม!” มอเตอร์ไซค์ที่ชนท้ายรถล้อเบี้ยว คนขับจึงรีบไถรถให้เข้าไปจอดข้างทาง เมื่อรถสามารถเคลื่อนตัวได้ แทนที่ผมจะจอดเข้าข้างทางเพื่อลงไปคุยกับคนที่ชนท้ายรถเรื่องค่าเสียหาย ผมเลือกที่จะขับรถต่อไป จนคนที่นั่งข้าง ๆ ผมอดที่จะถามไม่ได้ว่า “อาจารย์ไม่จอดรถหรือคะ” ผมบอกว่าไม่เป็นไรหรอก เขารีบถามต่อด้วยความร้อนใจ “แล้วถ้ารถเราเสียเยอะล่ะคะ…เขาเป็นคนชนท้ายเรา เขาผิดนะคะ” ผมตอบว่า “เราเบรกทัน แต่เขาเบรกไม่ทัน…แล้วรถของเขาก็เสียหายเยอะด้วย…ส่วนรถเราถ้าเสียเยอะค่อยซ่อมกันอีกที” ตอนนั้นเราทั้งคู่ยังไม่ทันได้ลงไปดูรถว่าเสียหายที่ใดบ้าง เมื่อสบโอกาสผมจึงเลี้ยวรถเข้าปั๊มน้ำมันเพื่อลงมาดูว่าสภาพท้ายรถเสียหายแค่ไหน ปรากฏว่ากันชนฉีกและไฟแตก คนที่นั่งไปกับผมถามว่า อาจารย์รู้สึกอย่างไรบ้างที่รถไฟแตก ดูค่าซ่อมน่าจะเป็นหมื่น ผมก็ตอบไปอย่างไม่มีอารมณ์โกรธเคืองคนที่ชนท้ายรถผมเลยว่า “ถ้าไม่มีตังค์ก็ไม่เป็นไร ไว้ก่อน…มีตังค์แล้วค่อยซ่อม แล้วเราทั้งคู่ก็ขึ้นรถขับไปต่อ ระหว่างทาง เราคุยเรื่องโน้นเรื่องนี้ เมื่อเวลาผ่านไปพักหนึ่ง ผมจึงย้อนถามคนที่นั่งข้าง ๆ ว่า “ตอนนี้ไฟท้ายยังแตกอยู่ไหม” เขาตอบว่า “แตก” ผมถามเขาต่อว่า “แล้วเมื่อกี้ตอนที่เราคุยกัน…ในใจของคุณมีเรื่องไฟแตกไหม” เขาส่ายหน้าแล้วบอกว่าไม่มี ผมจึงถือโอกาสนี้กล่าวกับเขาว่า “ไฟแตกไปแล้ว ‘ข้างนอก’ […]

ศีล ฐานตั้งมั่นแห่งธรรมทั้งปวง

ศีล ฐานตั้งมั่นแห่งธรรมทั้งปวง ศีลถือเป็นบาทหรือรากฐานสำคัญของการบำเพ็ญเพียรเจริญวิปัสสนา อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในสามคุณธรรมของหลักไตรสิกขา ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา ดังนั้นการทำศีลให้บริสุทธิ์ รักษาศีลไม่ให้ด่างพร้อย ไม่ให้ทะลุ หรือขาด จึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง เพราะหากศีลไม่ดี สมาธิก็ตั้งมั่นไม่ได้เพราะอาจจะทำให้เกิดความหงุดหงิดรำคาญใจ หรืออยู่ไม่เป็นสุข และเมื่อสมาธิไม่กิด ปัญญาหรือความรู้แจ้งก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้เช่นกัน ดังนั้นการทำศีลให้ถึงพร้อม ไม่ว่าจะเป็นศีล ๕ ศีล๘ ศีล๑๐ หรือปาติโมกข์ศีล ก็ล้วนช่วยขัดเกลากิเลสออกจากจิตใจให้เบาบางขึ้น ศีลที่ฆราวาสควรนำไปปฏิบัติคือ ศีล๕ ซึ่งได้แก่ ๑ ไม่ฆ่าสัตว์ ๒.ไม่ลักทรัพย์ ๓. ไม่ประพฤติผิดในกาม ๔. ไม่พูดปด ๕. ไม่ดื่มสุรา เราควรจะรักษาศีลทั้ง ๕ ข้ออันเป็นเครื่องแสดงว่า เราเป็นมนุษย์หรือผู้มีใจสูง ไม่ให้ด่างพร้อย ขาด ทะลุ กล่าวคือ     ศีลด่างพร้อย คือ การทำผิดในศีลข้อนั้น ๆ แต่ทำผิดไม่ครบองค์ เช่น ถ้าในกรณีศีลข้อ ๑ […]

อานิสงส์แห่งการพิจารณากายคตาสติ

อานิสงส์แห่งการพิจารณากายคตาสติ การเจริญกัมมัฏฐานนั้น หากผู้ปฏิบัติปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอย่อมได้ผลอันวิเศษ ดังที่ปรากฎในอรรถกถา ขุททกนิกาย ขุททกปฐะ อาการ ๓๒ ในพรรณนาทวัตติงสาการ พรรณนาการสัมพันธ์แห่งบท ดังความว่า “กรรมฐาน คือกายคตาสตินี้ใด ที่พวกเดียรถีย์ทั้งปวง ไม่เคยให้เป็นไปแล้วนอกพุทธกาล เพื่อความบริสุทธิ์แห่งอาสยญาณ และเพื่อจิตตภาวนาของกุลบุตรผู้มีประโยชน์อันบริสุทธิ์ด้วยสิกขาบท ๑๐ อย่างนี้ ผู้ดำรงอยู่ในศีล     พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสรรเสริญไว้โดยอาการเป็นอันมากในพระสูตรนั้น ๆ อย่างนี้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้หลาย ธรรมอย่างหนึ่ง ภิกษุเจริญทำให้มาแล้ว เป็นไปพื่อสังเวคะ (ความสลดใจ) ใหญ่เป็นไปพื่ออรรถะ (ประโยชน์) ใหญ่ เป็นไปเพื่อโยคักเขมะ (ความเกษมจากโยคะ) ใหญ่ เป็นไปเพื่อสติสัมปชัญญะ (ความระลึกรู้ตัว) ใหญ่ เป็นไปเพื่อได้ญาณทัสสนะ (ความรู้เห็น) เป็นไปเพื่อทิฏฐธรรมสุขวิหาร (อยู่เป็นสุขในปัจจุบัน) เป็นไปเพื่อทำให้แจ้งวิชชาวิมุตติและผลธรรมอย่างหนึ่ง คือกายคตาสติ     “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่าใดไม่บริโภคกายคตาสติ ภิกษุหล่านั้นชื่อว่าไม่บริโภคอมตะ ภิกษุเหล่าใดบริโภคกายคตาสติ ภิกษุเหล่านั้นชื่อว่าบริโภคอมตะ ภิกษุเหล่าใดไม่บริโภคกายคตาสติ ชื่อว่าไม่ได้บริโภคอมตะ ภิกษุที่บริโภคกายคตาสติ […]

สมเด็จพระสังฆราช ประทานพรปีใหม่ ๒๕๖๓

เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานพระคติธรรม เนื่องในอภิลักขิตสมัยขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๖๓ ความว่า บัดนี้ บรรลุถึงอภิลักขิตสมัยขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๖๓ เมื่อถึงวาระเถลิงศก ผู้คนทั้งหลายต่างปรารถนาจะได้รับพรอันประเสริฐกันทุกคน ด้วยมุ่งหวังให้ความสุข ความเจริญ บังเกิดแก่ชีวิตของตน และบุคคลอันเป็นที่รัก ในทางพระพุทธศาสนา สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงพระอนุศาสน์สั่งสอนย้ำเตือนให้พุทธบริษัท มีศรัทธามั่นคงในหลักกรรมและวิบาก คือการกระทำและผลจากการกระทำของตนเอง “กรรม” นั้นย่อมได้แก่เจตนาหรือความตั้งใจ ที่เป็นกุศล หรือเป็นอกุศล เป็นเหตุให้กระทำกุศลกรรมหรืออกุศลกรรม ทางกาย ทางวาจา และทางใจ อันที่จริงแล้ว “กฎแห่งกรรม” ก็คือ กฎแห่งธรรมะประเภทหนึ่งนั่นเอง เพราะการที่กระทำสิ่งหนึ่งลงไป ย่อมเป็นปัจจัยให้สิ่งหนึ่งเกิดขึ้นตามมาเสมอ บุคคลจึงจำเป็นต้องระมัดระวังเหตุ ในทุก ๆ การกระทำ ด้วยความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม เพื่อที่จะได้รับผลดีคือ ความไม่ทุกข์ หากท่านรักสุขเกลียดทุกข์ ก็จงอย่าประพฤติทุจริต ไม่ว่าด้วยกาย ด้วยวาจา หรือด้วยใจ ซึ่งล้วนเป็นเหตุแห่งความทุกข์ ทุกคนย่อมมีทางเลือกของตนเอง ที่จะสามารถตัดผลกรรมหรือแก้ผลกรรมอันเลวร้ายที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ ทั้งนี้ มิใช่ด้วยการประกอบพิธีกรรม […]

ซีเคร็ตชวนอ่าน : ฝึกใจง่าย ๆ เก่งได้อีก หนังสือธรรม Mindfulness ที่ใคร ๆ ก็ต้องอ่าน 

ซีเคร็ตชวนอ่าน : ฝึกใจง่าย ๆ เก่งได้อีก หนังสือธรรม Mindfulness ที่ใคร ๆ ก็ต้องอ่าน เมื่อทราบว่าสำนักพิมพ์อมรินทร์ธรรมะกำลังออกผลงานเล่มใหม่ของดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ ชื่อว่า “ ฝึกใจง่าย ๆ เก่งได้อีก ” หรือชื่อภาษาอังกฤษว่า “Mindfulness in Action” เป็นหนังสือธรรมะสำหรับองค์กร แล้วคนที่ไม่ได้ทำงานในองค์กรหรือบุคคลทั่วไปสามารถอ่านได้ไหม ขอบอกได้เลยว่าหลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้จบลงก็ทำให้รู้สึกว่า สิ่งที่ดร.วรภัทร์บอกว่าสามารถพัฒนาองค์กรได้คือ “Mindfulness” หรือ “การเจริญสติ” เป็นสิ่งสำคัญต่อคนรุ่นปัจจุบันมาก เพราะการเจริญสติจะทำให้เรากลับมาอยู่กับปัจจุบันขณะ คนรุ่นใหม่ใช้ชีวิตเร่งรีบ ทำงานด้วยความกดดัน และทำงานหนักมากขึ้น การเจริญสติจึงเป็นทางออกที่ช่วยลดความเครียดได้ อย่างคำที่พูดว่า “สติมาปัญญาเกิด” แต่ทว่าหนังสือธรรมะเล่มนี้นอกจากพนักงานออฟฟิศและผู้บริหารที่ควรอ่านแล้ว บุคคลทั่วไปก็ควรที่จะอ่าน เพราะดร.วรภัทร์กล่าวถึงการเจริญสติที่ดีควรบ่มเพาะตั้งแต่เด็ก ซึ่งผู้ปกครอง หรือคุณครูผู้สอนวิชาศีลธรรม หรือพระพุทธศาสนา ควรนำวิธีการเจริญสติในหนังสือเล่มนี้ไปประยุกต์กับนักเรียนได้ เพราะการเจริญสติไม่ได้มีแค่การนั่งสมาธิเท่านั้น ผู้ปกครองก็สามารถนำการเจริญสติมาบ่มเพาะลูกได้ เพื่อให้เขามีภูมิต้านความเครียดด้วยการรู้สึกตัวและกลับมาอยู่กับปัจจุบันขณะ     บทแรก ดร.วรภัทร์กล่าวเรื่องปัญหาในออฟฟิศได้ถูกทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสวมหน้ากากเข้าหากัน ซุบซิบนินทา ไม่กล้าแสดงความคิดในที่ประชุม ไม่กล้าคิดนอกกรอบ […]

“เห็นคนไม่เป็นคน” ธรรมะดี ๆ โดย พระอาจารย์มานพ อุปสโม

พระพุทธองค์จะทรงสอนอยู่บ่อย ๆ ไม่ให้เรามองสิ่งต่าง ๆ เป็นสมมติบัญญัติ แต่ให้เห็นเป็นปรมัตถธรรม คำว่า ปรมัตถ์ หมายถึง ของจริง จริงแท้ เห็นตามความเป็นจริง เห็นด้วยความรู้สึก เห็นด้วยใจของตัวเราเอง มีความรู้สึกชนิดใดก็ขอให้มองกันตรง ๆ เลยว่าเกิดขึ้นในใจเราแล้วเป็นอย่างไร ถ้าเห็นแบบนี้ได้จะไม่มีปัญหาเพราะสมมติบัญญัติหรือกิเลสต่าง ๆ ที่คอยปรุงแต่งใจเลย ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเราพบเจอนาฬิกาที่สวยสะดุดตาเข้าสักเรือน ตอนนั้นหากเราเอาใจเข้าไปมอง เราจะเห็นว่าทันทีที่เรามองเห็นนาฬิกา สีสันและความมันวาวที่เปล่งประกายออกมาจากนาฬิกาเรือนนั้นจะมากระทบตา ให้ใจของเราได้รู้สึกตื่นเต้นวูบหนึ่ง แล้วความรู้สึกนั้นก็จะผ่านไป ตรงนี้หากเราดูใจทัน เราจะรู้สึกได้ว่าความตื่นเต้นในตอนที่มองเห็นนาฬิกาครั้งแรกนั้นหมดไปทันที เมื่อรู้ว่าใจของเราไม่ได้ตื่นเต้นเท่าเดิมแล้ว เราจะมองว่านาฬิกาเรือนนั้นสวยสะดุดตาเหมือนเดิมได้อีกหรือ เมื่อเรามองสิ่งต่าง ๆ โดยไม่ต่อเติมเสริมแต่งใด ๆ รู้อะไรก็มองไปตรง ๆ ตามนั้น เราจะรู้ว่าจริง ๆ แล้วใจของเรารู้สึกต่อสมมติบัญญัติต่าง ๆ เพียงแวบเดียวเท่านั้น สมมติบัญญัติมากระทบตาเพียงครั้งเดียวแล้วก็จบไป หากเรารู้เท่าทันและไม่นำสิ่งกระทบนั้นมาปรุงแต่งต่อ กิเลสและปัญหาต่าง ๆ ก็จะไม่เกิดขึ้นเลย นี่เองที่เรียกว่าการดูใจทัน นับว่า วิปัสสนา ได้เกิดขึ้นแล้ว วิปัสสนาคือการเห็นแบบพิเศษ เป็นการเห็นที่แตกต่างไปจากที่คนอื่นเขาเห็น คนทั่วไปเขาเห็นสิ่งต่าง […]

เมื่อหลวงปู่ดูลย์เข้าถึงแก่นธรรมแห่งอริยสัจ 4 หรืออริยสัจแห่งจิต

เมื่อ หลวงปู่ดูลย์ เข้าถึงแก่นธรรมแห่งอริยสัจ 4 หรืออริยสัจแห่งจิต เมื่อจาริกออกจากวัดม่วงไข่ หลวงปู่ดูลย์ เปรียบประหนึ่งหลักชัยของภิกษุผู้แสวงหาความหลุดพ้น แม้มีลูกศิษย์มากมายพร้อมให้การอุปัฏฐาก แต่ท่านยังคงวัตรปฏิบัติอันน่เลื่อมใสยังคงถือสันโดษ ไม่เห็นแก่ความสะดวกสบาย ยังคงบำเพ็ญเพียรอย่างจริงจัง ในที่สุดจึงตัดสินใจนำคณะหยุดพำนัก ณ ถ้ำพระเวสสันคร อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม “สัพเพสังขารา สัพพะสัญญา อะนัดตา” ตลอดเวลาที่บำเพ็ญเพียรอยู่ในถ้ำพระเวสสันตร หลวงปู่ดูลย์ยกหัวข้อหลักกัมมัฏฐานที่ได้รับจกพระอาจารย์มั่นขึ้นพิจารณา เมื่อจิดตั้งมั่นในสมาธิจึงเกิดปัญญารู้แจ้งในธรรมว่า ” เมื่อสังขารขันธ์ดับไปแล้ว ความเป็นตัวตนจักไม่มี เพราะไม่ได้เข้าไปเพื่อปรุงแต่ง ครั้นเมื่อความปรุงแต่งขาดไป และสภาพแห่งความเป็นตัวตนไม่มี ความทุกข์จะเกิดขึ้นแก่ใครได้อย่างไร “     ณ ถ้ำพระเวสสันดรแห่งนั้น จิตของหลวงปู่ดูลย์ได้รับการพัฒนอย่างต่อเนื่องจนเกิดภาวนามยปัญญา ที่สุดก็ได้พบธรรมะอันป็นหัวใจของพุทรศสนาคือ อริยสัจสี่ ก่อนจะสรุปป็น”อริยสัจแห่งจิต”ที่หลายคนคุ้นเคยกันดี เนื่องจากเป็นข้อธรรมที่กระจ่างชัดด้วยถ้อยคำเรียบง่ายของหลวงปู่ดูลย์เอง ” จิตที่ส่งออกนอก  เพื่อรับสนองอารมณ์ทั้งสิ้น              เป็นสมุทัย ผลอันเกิดจากจิตที่ส่งออกนอกแล้วหวั่นไหว          […]

วินาทีหลวงปู่ขาวบรรลุธรรม เรื่องเล่าจากหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

วินาที หลวงปู่ขาว บรรลุธรรม เรื่องเล่าจากหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ได้เล่าถึงเหตุการณ์ช่วงลำคัญของ หลวงปู่ขาว ไว้ว่า “เย็นวันหนึ่ง เมื่อปัดกวาดเสร็จ ท่านขาวออกจากที่พักไปสรงน้ำ ได้เห็นข้าวในไร่ชาวเขากำลังสุกเหลืองอร่าม ทำให้เกิดปัญญาขึ้นมาในขณะนั้นว่า ข้าวมันงอกขึ้นมาเพราะมีอะไรเป็นเชื้อพาให้เกิด ใจที่พาให้เกิดตายอยู่ไม่หยุด ก็นจะมีอะไรเป็นเชื้ออยู่ภายในเช่นเดียวกันกับเมล็ดข้าว เชื้อนั้นถ้าไม่ถูกทำลายเสียที่ใจให้สิ้นไป จะต้องพาให้เกิดตายอยู่ไม่หยุด ก็แล้วอะไรเป็นเชื้ออยู่ภายในเช่นเดียวกันกับเมล็ดข้าว เชื้อนั้นถ้าไม่ถูกทำลายเสียที่ใจให้สิ้นไป จะต้องพาให้เกิดตายอยู่ไม่หยุด ก็แล้วอะไรเป็นเชื้อของใจเล่า ถ้าไม่ใช่กิเลสอวิชชา ตัณหาอุปาทาน     “ท่านคิดทบทวนไปมา โดยถืออวิชชาเป็นเป้าหมายแห่งการวิพากษ์วิจารณ์ พิจารณาย้อนหน้าถอยหลังอนุโลมปฏิโลมด้วยความสนใจอย่ากรู้ตัวจริงแห่งอวิชชา นับแต่หัวค่ำจนดึก ไม่ลดละการพิจารณาระหว่างอวิชชากับใจ จวนสว่างจึงตัดสินใจกันลงได้ด้วยปัญญา อวิชชาขาดกระเด็นออกจากใจไม่มีอะไรเหลือ “การพิจารณาข้าว ก็มายุติกันที่ข้าวสุก หมดการงอกอีกต่อไป การพิจารณาจิต ก็มาหยุดกันที่ อวิชชาดับกลายเป็นจิตสุกขึ้นมา เช่นเดียวกับข้าวสุก จิตหมดการก่อกำเนิดเกิดในภพต่าง ๆ อย่างประจักษ์ใจ สิ่งที่หลือให้ชมอย่างสมใจคือความบริสุทธิ์แห่งจิตล้วน ๆ ใน กระท่อมกลางขา มีชาวป่าเป็นอุปัฏฐากดูแล     “ขณะที่จิตผ่านดงหนาป่ากิเลสวักไปได้แล้วเกิดความอัศจรรย์อยู่คนเดียวตอนสว่าง พระอาทิตย์ก็เริ่มสว่างบนฟ้า ใจก็เริ่มสว่างจากอวิชชาขึ้นธรรมอัศจรรย์ […]

มองตัวตนผ่านกระจกแห่งสติ บทความธรรมะเตือนสติจากท่านว.วชิรเมธี

มองตัวตนผ่าน กระจกแห่งสติ บทความธรรมะเตือนสติท่านว.วชิรเมธี มนุษย์มีตัวตนอยู่ 3 ตัวตน การส่องกระจกธรรมดาไม่สามารถมองเห็นทั้งสามตัวตนได้ จะต้องใช้ กระจกแห่งสติ จึงจะมองเห็นตัวตนทั้งสามด้าน ประกอบด้วย 1. ตัวตนที่เราเป็นอยู่ทุก ๆ วัน เป็นอย่างที่เป็น เป็นอย่างที่เห็น มนุษย์ทุกคนมีตัวตนอย่างที่เป็น บางคนก็มีตัวตนอย่างที่ใคร ๆ เห็นก็ชื่นใจ บางคนก็มีตัวตนอย่างที่ใครเห็นก็หวาดกลัว เพราะตัวตนนี้ก็คือผลของบุคลิกภาพที่เราสั่งสมมาอย่างยาวนานนั่นแหละ ตัวตน อย่างนี้ก็คือตัวตนที่เป็นธรรมชาติของทุกคน (ฉันเป็นฉันเอง) 2. ตัวตนที่เราอยากให้สังคมมองเห็น ตัวตนเช่นนี้ก็คือตัวตนที่เกิดจากการเสแสร้งแสดงนั่นเอง อยู่ที่บนเป็นแบบหนึ่ง เข้าสังคมเป็นอีกแบบหนึ่ง และวลาอยู่ต่อหน้าเพื่อนก็เป็นอีกแบบหนึ่ง อย่างนี้เรียกว่า ตัวตนที่เกิดจากการเสแสร้งแสดง (ฉันเป็นอย่างที่เธอเห็น) 3. ตัวตนที่เราต้องการไปให้ถึงในอนาคต เรียกว่า ตัวตนในอุดมคติ ตัวตนนี้จะชัดมาก ถ้าไปถามดารานักร้องซูเปอร์สตาร์ทั้งหลาย ก็จะได้คำตอบชัดเจน คือมีความคาดหวังว่าจะเป็นอย่างไรในอนาคต ถ้าไปไม่ถึงก็อยู่ที่ตัวตนเดิม ๆ ไปก่อน (ฉันเป็นอย่างที่ควรจะเป็น)     มนุษย์มีตัวตนสามตัวตนอย่างนี้ตลอดไป และเมื่อเราไม่เคยฝึกสมาธิ ไม่เคยฝึกตัวตน เราก็ไม่รู้ว่าตัวตนไหนที่กำลังออกโรงแสดงอยู่และกำลังพาเราโลดแล่นไปในชีวิตประจำวัน ด้วยเหตุนั้น คนเราโดยมากแสดงผิดแสดงถูกอยู่ตลอดเวลา […]

เวทนาคือสิ่งที่เสียบแทงจิตใจ : ท่านพุทธทาสภิกขุ 

เวทนาคือสิ่งที่ เสียบแทง จิตใจ : ท่านพุทธทาสภิกขุ นี่มาพูดถึงคำว่า เสียบแทง กันบ้าง อย่าถือเอาตามความหมายของภาษาไทยธรรมดาว่าต้องแทงด้วยมีด ด้วยอะไรทำนองนั้น เสียบแทงคือมันมีอะไรมาทำให้เจ็บปวด เหมือนกับถูกของแหลมแทง ร่างกายถูกแทงด้วยมีด เป็นต้น แต่จิตมันถูกแทงด้วยความรู้สึกบางชนิด ความทุกข์นั่นแหละเสียบแทงจิต แม้กิเลสก็เสียบแทงจิต ความโลภ ความโกรธ ความหลง เต็มตัวจะเสียบแทงจิตทีนี้วิญญาณนั้นมีทิฏฐิ ความคิดเห็นผิดหรือถูกเป็นเครื่องเสียบแทงวิญญาณ หรืออวิชชาโดยเฉพาะนี่ นี่เราดูให้ชัดลงไปว่า คนเราอยู่ในโลกเป็นประจำวันนี่มันมีเรื่องสำคัญอยู่ 3 เรื่องที่เรียกว่าเวทนา เรารู้สึกสบายใจเป็นสุขนี้เรื่องหนึ่ง เราไม่รู้สึกสบายใจ และเป็นทุกข์นี้เรื่องหนึ่ง ถ้าเรารู้สึกไม่รู้ว่าจะเรียกว่าสุขหรือทุกข์ คือยังไม่เป็นสุขหรือทุกข์ หรือมันไม่แน่นี้ก็อีกเรื่องหนึ่ง สิ่งที่เรียกว่าเวทนามี 3 ชนิดอย่างนี้ สุขเวทนา-รู้สึกเป็นสุขสบายใจ, ทุกขเวทนา-รู้สึกเป็นทุกข์ไม่สบายใจ, อทุกขมสุขเวทนา-ไม่รู้อย่างไรแน่ มันอยู่ในสภาพที่สงสัย หวัง วิตกกังวล อันนี้ไม่จัดเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ จัดเป็นอทุกขมสุขแต่ก็เป็นเวทนา ทีนี้ขึ้นชื่อว่าเวทนาแล้วทั้ง 3 ชนิดนี้จะเสียบแทงทั้งนั้น ตรงนี้เป็นข้อเท็จจริงที่ให้ทุกคนสังเกตให้ดี ๆ จากจิตใจของตน ถ้ามีอะไรมาถูกใจเรา สิ่งที่ถูกใจเรามันก็เสียบแทงใจเรา เดี๋ยวจะพังไม่ถูก อะไรไม่ถูกใจเรามาหาเรามันก็เสียบแทงใจเรา อะไรที่ยังไม่แน่ว่าสุขหรือทุกข์มันก็เสียบแทงใจเรา […]

keyboard_arrow_up