วาง กาย คลาย วางใจกลาง ๆ โดย หลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณ

เวลาเราปฏิบัติ ใช้ กาย ใช้ใจใช้วาจา เช่น เรานั่งสร้างจังหวะ เราทำกายทำใจให้รู้สึกตัว อย่าเพียงแต่เป็นรูปแบบ บางทีมันแข็งกระด้าง ทำไม่เป็น เช่น เราจะขี่ช้าง ขี่ม้า ขี่ควาย เวลาเรานั่งหลังม้า หัดม้าให้มันวิ่ง ถ้าเรานั่งไม่เป็น ม้ามันก็วิ่งไม่ดี ไม่สบาย แทนที่จะนั่งม้าให้สบาย มันก็โขยกเขยกไป เพราะเรานั่งหลังมัน เป็นไม่เป็น มันก็เคืองเหมือนกัน บางทีก็สลัดเราตกลงไป ทั้งเจ็บทั้งเหนื่อย ถ้าขี่ม้าไม่เป็น แต่ช้างมันโยกเราให้โคลงไปให้มา เออ มันก็ดี ถ้าขี่ม้าก็เหมือนกัน การปฏิบัติธรรมก็เหมือนกัน ถ้าเรายกมือให้ไปง่าย ๆ อย่าไปกด อย่าไปคลึง ไปง่าย ๆ ยกมือพาให้ง่าย ๆ เดินพาให้ง่าย ไม่ใช่เดินเพื่อให้ยุ่งยาก ยกมือเพื่อให้ยุ่งยาก เป้าหมายสวนทางกับการยกมือ สวนทางกับการเดิน การยกมือเคลื่อนไหวอันหนึ่ง จิตใจก็อีกแบบหนึ่ง ฝืน ไม่อยากยกมือ ไม่อยากทำการยกมือ ก็หนักเพราะไม่มีแนวร่วม พลังร่วมก็ไม่มี การเดินก็เหมือนกัน การเดินก็เดินง่าย ๆ […]

วัดบุคคโล ประกายศรัทธาแห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา

วัดบุคคโล ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาในเขตธนบุรี ย่านถนนเจริญนคร แม้ความงดงามของวัดจะดึงดูดให้ผู้คนไปเยี่ยมชมกันไม่ขาดสาย แต่ว่ากันว่า ประวัติความเป็นมาของวัดแห่งนี้ก็มีคุณค่าน่าจดจำและบอกต่อสู่คนรุ่นลูกรุ่นหลานเป็นอย่างยิ่ง

พลังแห่งสติ แมค – จุฑาทิพย์ ติยะวัชรพงศ์ บริษัทแอลเอ อี - ไรด์ (ประเทศไทย)

ครั้งหนึ่ง คุณแมค – จุฑาทิพย์ ติยะวัชรพงศ์ ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทแอลเอ อี - ไรด์ (ประเทศไทย) เคยรู้สึกว่าชีวิตขาดอะไรบางอย่าง แล้วธรรมะก็ตอบคำถามนี้ได้อย่างตรงจุด “แมคเกิดในครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีน ตอนเด็ก ๆ คุณพ่อคุณแม่พาเข้าวัดทำบุญเหมือนคนทั่ว ๆ ไป ส่วนเรื่องงานท่านพาไปโรงงาน ไปประชุมด้วย ทำให้แมคซึมซับเรื่องธุรกิจ อยากทำธุรกิจ ชอบค้าขาย ช่วงเรียนที่คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยปีสุดท้าย ก่อนปัจฉิมนิเทศมีหลักสูตรพานิสิตไปปฏิบัติธรรม 3 วัน 2 คืน ที่ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์เป็นครั้งแรกที่รู้จักการทำวิปัสสนา แต่ก็ยังเฉย ๆ ไม่ได้รู้สึกพิเศษอะไรกับธรรมะ” หลังจากเรียนจบ คุณจุฑาทิพย์เข้ามาทำงานที่บริษัทคุณพ่อ เรียนรู้งานด้านการตลาดจากพี่ ๆ ที่เชี่ยวชาญในองค์กร แล้วจึงไปเรียนต่อปริญญาโทด้านการบริหารที่ต่างประเทศการต้องอยู่ตัวคนเดียวทำให้รู้สึกกลัว เธอจึงกำจัดความกลัวด้วยการสวดมนต์ เพราะเคยได้ยินคนบอกว่าสวดมนต์แล้วดี แม้จะสวดมนต์บ่อย แต่ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าธรรมะเข้ามามีบทบาทในชีวิตเธอสักเท่าไรจนกระทั่งกลับมาทำงานที่บริษัทอีกครั้ง “กลับมาทำงานไปได้สักพัก รู้สึกว่าชีวิตมีอะไรบางอย่างขาดหายไป แต่ไม่รู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร อย่างเวลาเราอยากได้ของชิ้นหนึ่ง พอเราได้มันมา เราดีใจแค่ชั่วครู่ แล้วความดีใจนั้นก็หายไป เป็นแบบนี้มาเรื่อย ๆ จนต้องถามตัวเองว่า มันใช่หรือ ไม่เห็นมีความสุขเลย อะไรคือสิ่งที่ขาด พอเกิดคำถาม จู่ ๆ ก็คิดถึงตอนไปปฏิบัติธรรมที่ยุวพุทธฯ จึงกลับไปที่นั่นอีกครั้ง เข้าคอร์สของคุณแม่ ดร.สิริ กรินชัย 8 วัน 7 คืน “คอร์สนี้เป็นคอร์สกลุ่มใหญ่ มีการจัดกลุ่มแล้วพูดคุยกับวิทยากร สิ่งที่แมคเห็นชัดเจนที่สุดเป็นอย่างแรกคือ ทุกคนมีปัญหาจริง ๆ บางคนมีปัญหาลูกติดยา บางคนมีปัญหาเรื่องสามี เขาทุกข์กันจริงจังมาก แมคถามตัวเองทันทีว่า แล้วเรามีทุกข์อะไร เราสบาย ไม่ได้เดือดร้อนอะไร ส่วนอีกเรื่องที่แมคได้เรียนรู้ก็คือ แมคได้รู้จักการทำวิปัสสนาอย่างจริงจังว่าคืออะไร มีประโยชน์อย่างไร   “กลับจากการไปปฏิบัติธรรมครั้งนั้นก็ได้คำตอบของโจทย์ที่ว่าชีวิตขาดอะไร จริงๆแล้วเราไม่ได้ขาดอะไร ถ้าจะขาดคือขาดสติ คิดไปเองว่าขาด ไม่มีความสุข ต้องหาอะไรมาเติมเต็ม แต่จริง ๆ แล้วเราสามารถเติมเต็มด้วยตัวเองได้ เรามีความสุขได้กับสิ่งที่เราเป็นในปัจจุบัน”   การไปปฏิบัติธรรมเหมือนกับได้ชาร์จพลังให้ชีวิต เธอเปรียบว่า เวลาเดินบนถนนแล้วเจอฝุ่น เราก็ต้องอาบน้ำเพื่อชำระล้างร่างกายการปฏิบัติธรรมก็เช่นกัน เป็นการชำระล้างจิตใจ เธอจึงพยายามไปปฏิบัติธรรมเป็นประจำทุกปี และสิ่งที่เธอเรียนรู้อีกหนึ่งอย่างก็คือธรรมะ ไม่ใช่แค่การไปนั่งปฏิบัติในคอร์สเท่านั้นแต่สามารถนำมาใช้ในชีวิตได้ทุกวัน “แมคให้ความสำคัญเรื่องการมีสติมากอย่างถ้าเราวางของไว้ตรงนี้ แล้วคุยไปด้วยเสร็จแล้วลุกไปโน่นนี่ สักพักเดียว อ้าววางของไว้ที่ไหน ถ้ามีสติเราจะไม่มีคำถามว่าของอยู่ตรงไหน แต่เราจะรู้ว่าวางมันไว้ตรงไหน “เวลาทำงานยิ่งต้องมีสติให้มาก ครั้งหนึ่งมีงานด่วนเข้ามา แมคสั่งงานลูกน้อง เอทำอันนี้ แล้วบีทำอันนั้น พอถึงเวลาแมคโทร.ตามงาน บีบอกว่ายังไม่เสร็จ เราถามเหตุผลว่าทำไมยังไม่เสร็จ เขาบอกว่าเอาไปให้ซีทำ ที่แมคไม่เลือกให้ซีทำตั้งแต่แรกเพราะซีทำงานดีแต่ช้า แต่เราต้องการคนทำงานเร็ว ตอนนั้นแมคอยากตำหนิบี แต่มีสติคิดทันว่าถ้าตำหนิไปตอนนั้นจะยิ่งทำให้งานช้าลงไปอีก จึงบอกว่าไม่เป็นไร รีบทำให้เสร็จก่อน สติใช้ได้กับทุกอย่างจริง ๆ”    อยากให้ชีวิตดีไม่ต้องไปร้องขอที่ไหนเพราะชีวิตจะดีแค่มีสติเท่านั้นเอง    ที่มา : นิตยสาร Secret ฉบับที่ 190 เรื่อง:อุรัชษฎา ขุนขำ ภาพ:สรยุทธ พุ่มภักดี Secret Magazine (Thailand) บทความน่าสนใจ จักรยานให้อะไรมากกว่าที่คุณคิด 3 ข้อคิดดี ๆ จากการปั่นจักรยาน “สังคมแบ่งปัน” สิ่งดีๆ ที่แฝงมากับ “ วัฒนธรรมจักรยาน ” บริษัทดัง กับ “เทรนด์ปฏิบัติธรรม” เอสแอนด์พี ธรรมะคือหัวใจของบริษัท แรงผลักข้ามอุปสรรค ของ พิเดช ชวาลดิฐ กรรมการบริหารกลุ่มบริษัท SB Furniture ความเรียบง่าย สมถะ และมัธยัสถ์ […]

นิพพานเทียม สำหรับคนที่ยังไม่เป็นพระอรหันต์ โดย พระอาจารย์ชาญชัย อธิปัญโญ

นิพพานเทียมสำหรับคนที่ยังไม่เป็นพระอรหันต์ โดย พระอาจารย์ชาญชัย อธิปัญโญ พระอาจารย์ชาญชัย อธิปัญโญ ได้แสดงทรรศนะถึงเรื่องของ นิพพานเทียม ไว้ดังนี้ “นิพพาน…ที่นี่…เดี๋ยวนี้” หรือ “นิพพานในชีวิตประจำวัน” น่าจะหมายถึงนิพพานของคนที่ยังไม่เป็นพระอรหันต์ ทัศนะเช่นนี้อาจไปกระทบความเห็นของผู้ที่ตีความนิพพานอย่างเคร่งครัดว่าคือการเข้าถึงอรหันตผลเท่านั้น แต่ถ้าให้พระอาจารย์ออกความเห็นก็สามารถอนุมานเปรียบเทียบจากพระสูตรได้ดังนี้ ใน คิริมานนทสูตร นั้น พระพุทธเจ้าทรงจัดนิพพานดิบและนิพพานสุกของพระอรหันต์เป็นโลกุตรนิพพาน ส่วนโลกิยะนิพพาน ได้แก่นิพพานพรหม เป็นต้น หมายถึงพวกที่ไปเกิดในพรหมโลก เช่น อรูปพรหม อันเป็นผลมาจากการทำสมาธิจนได้ฌาน จิตเข้าไปพักอยู่ในความสงบลึก แม้จะมีความสุขสงบก็เป็นเพียงห้วงเวลาที่มีชีวิตอยู่ในพรหมโลกเท่านั้น หมดอายุขัยก็ยังต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีก เพราะยังไม่หมดกิเลส และมีสิทธิ์พลาดพลั้งไปเกิดในอบายภูมิได้ สภาวะของนิพพานคือ สภาวะของจิตที่หมดกิเลสโดยถาวร ข้อนี้เป็นสภาวะจิตของพระอรหันต์ที่เรียกว่า “โลกุตรนิพพาน” แต่ถ้าเป็นปุถุชนคนทั่วไปแล้ว หากจิตว่างจากกิเลสยามใดก็เข้าถึงสภาวะนิพพานได้ยามนั้น การว่างจากกิเลสในที่นี้ มิได้หมายถึงหมดกิเลส เพียงแต่กิเลสถูกข่มไว้ไม่ให้แสดงตัวออกมา ลักษณะนี้เป็น “โลกิยนิพพาน” หรือนิพพานของผู้ที่ไม่ได้เป็นพระอรหันต์ เป็นนิพพานชั่วคราว อาจจะเรียกว่า “นิพพานเทียม” เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายไม่สับสน ในชีวิตประจำวันของปุถุชนที่ยังไม่หมดกิเลสนั้นยากที่จะเข้าถึงสภาวะนิพพานได้ แต่ถ้าเป็นผู้ที่หมั่นฝึกฝนอบรมจิตรู้ธรรมนำชีวิตแล้ว ก็อาจเข้าถึงสภาวะนิพพานเทียมได้เป็นบางช่วงบางเวลา เป็นต้นว่า เมื่อทำสมาธิเข้าถึงความสงบ จิตอยู่ในความว่างไม่มีความโลภ โกรธ หลง […]

โรงเรียนในบัลติมอร์ใช้วิธีลง “โทษ” ด้วย “ ธรรม ”

โรงเรียนในบัลติมอร์ใช้วิธีลง “โทษ” ด้วย “ ธรรม ” โรงเรียนแห่งหนึ่งในบัลติมอร์ใช้ ธรรม มาเปลี่ยนวิธีทำโทษเด็ก ๆ ที่ไม่อยู่ในระเบียบวินัยหรือเกเรจากการกักบริเวณไว้ในห้อง เป็นการส่งเข้าห้องเจริญสติเพื่อฝึกสมาธิแทน ตามปกติโรงเรียนในสหรัฐอเมริกาจะใช้วิธีลงโทษนักเรียนด้วยการสั่งพักการเรียน หรือกักบริเวณไว้ในห้องรวมกัน โดยมีจุดประสงค์ให้เด็กได้ใช้เวลาคิดทบทวนการกระทำของตัวเอง แต่ดูเหมือนจะไม่ค่อยได้ผล เพราะเด็ก ๆ ก็จะนั่งมองเพดาน หรือมองเหม่ออย่างไร้จุดหมายด้วยความเบื่อหน่าย บางคนก็แอบคุยกันโดยไม่ให้ครูจับได้ เพราะห้ามคุยกัน หรือบางคนก็แกล้งทำเป็นอ่านหนังสือ แต่จริง ๆ แค่ฆ่าเวลาเท่านั้น ซึ่งเด็ก ๆ ส่วนใหญ่บอกว่า เป็นมาตรการที่งี่เง่าและน่าเบื่อมาก ดังนั้นโรงเรียนประถม Robert W. Coleman Elementary School ในบัลติมอร์ จึงสร้างความแตกต่าง เปลี่ยนวิธีลงโทษซะใหม่ด้วยการส่งนักเรียนเข้าห้องเจริญสติ ซึ่งห้องนี้จะไม่เหมือนห้องกักบริเวณที่ไม่มีหน้าต่าง ห้องเจริญสติจะมีการตบแต่ง เช่น มีโคมไฟ เบาะรองนั่ง เมื่อเข้าห้องเจริญสติ เด็ก ๆ จะถูกสอนให้ทำสมาธิโดยการดูลมหายใจ ให้หายใจเข้า หายใจออกลึก ๆ ซึ่งช่วยให้นักเรียนจอมดื้อจอมซนทั้งหลายรู้สึกผ่อนคลายลง สงบขึ้น รวมถึงช่วยให้พวกเขาจัดการกับอารมณ์โกรธหรือความวิตกกังวลของตนเองได้ดีขึ้นอีกด้วย นอกจากนั้นยังมีการให้เด็ก […]

Dhamma Daily : เราสามารถชดใช้ กรรมเวร ที่มีติดตัวมาในชาตินี้ได้หมดสิ้นโดยเร็วหรือไม่

ถาม  :  กรรมเวร ที่มีติดตัวมาในชาตินี้   จะสามารถชดใช้ให้หมดสิ้นในชาติหนึ่งหรือไม่?    ถ้าไม่สร้างกรรมเวรใหม่    และมีวิธีใดจะชดใช้ให้หมดสิ้นไปโดยเร็วในชาติหนึ่งๆ พระอาจารย์เปลี่ยน    ปัญญาปทีโป ได้ไขปัญหาธรรมดังนี้ ตอบ  :  โอ้ ญาติโยม    เรื่องกรรมเรื่องเวรเนี่ย    ปัญหานี้อาตมาไม่อยากให้คิดจะดีกว่า    อยากให้มุ่งสร้างความดีเลยปฏิบัติดีไปเลย กรรมเวรที่สร้างมาทุกภพทุกชาตินี้     มีมากมายก่ายกองอย่าไปคิดถึงมัน    ครูบาอาจารย์ทุกองค์เนี่ย    อาตมาถามท่าน    ถ้าเราว่าจะใช้ให้มันหมดเนี่ย    มันเล่นงานเราทีเดียวเลยนะโยม    เล่นงานให้เจ็บป่วยเลย    มันรุมใส่เลย    เหมือนเราปฏิบัติเร่งเดินจงกรม เร่งนั่งภาวนา    เร่งปฏิบัติ    ขันธ์มารในร่างกาย    ก็มีการเจ็บป่วยเป็นหวัดเป็นไอเป็นไข้รบกวน    มันไม่อยากให้เราพ้นทุกข์    นี่ก็อย่างหนึ่งมันเป็นมาร    ทีนี้ถ้าเรานึกว่ากรรมเวรทั้งหลาย    ทุกชาติที่ทำมาขอจะใช้ ให้มันหมดชาตินี้    มันรุมจนโยมลุกไม่ได้แน่    อย่าไปคิดเลยเรื่องอย่างนี้    รีบพากันทำความดีไปเลย    กรรมที่ไม่ดีที่มันจองเวรจองผลาญกัน    ที่มันผูกเวรผูกพยาบาท    หยุดเลยหยุดเลย พระพุทธเจ้าจึงสอน    เวรย่อมไม่ระงับด้วยการผูกเวรเอาไว้ ก็เหมือนเราไปผิดกันโกรธกันเนี่ย    แล้วก็ไปเข้าหากันเลยคุยกันให้เลิกไม่มีเวรต่อกันไปเลยดีกว่า    หรือใครเป็นเวรเป็นกรรมกับพ่อกับแม่ทำไม่ดีกับพ่อกับแม่    ก็รีบเข้าไปหาเลยยอมรับผิด    ลูกทำผิดลูกไม่ดี    ให้อโหสิกรรมกันตั้งแต่มีชีวิตอยู่ดีที่สุด     กับเพื่อนกับฝูงเหมือนกันถ้าเราทำผิดอะไรรีบเข้าไปแก้ไขเลย   ให้มันสิ้นในชาตินี้อย่าให้มันผูกต่อไปข้างหน้า    มันก็หมดเวรหมดกรรมไป   ทีนี้กรรมเวรแต่ชาติอดีต    เราทำบุญทำกุศลทำความดีอะไร    รักษาศีล ภาวนา    […]

ก่อนมาเป็น หลวงพ่อเทียน โดย พระไพศาล วิสาโล

หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ ซึ่งได้รับการยกย่องจากนายแพทย์ประเวศ วะสี ว่าเป็นปรมาจารย์แห่งการเจริญสตินั้น ชื่อเดิมของท่านคือพันธ์ อินทผิว ส่วน “เทียน” นั้นเป็นชื่อบุตรชายของท่าน ธรรมเนียมของเชียงคานบ้านเกิดของท่านนิยมเรียกผู้ใหญ่ตามชื่อของลูกคนหัวปี (หรือคนโตที่ยังมีชีวิตอยู่) ใครต่อใครจึงรู้จักท่านในนามของ “หลวงพ่อเทียน” พันธ์ อินทผิว เป็นคนที่ใฝ่ในการทำบุญตั้งแต่เล็ก เมื่อโตขึ้นได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้าน ก็เป็นผู้นำชาวบ้านในการทำบุญเสมอมา นอกจากนั้นความที่ท่านเป็นพ่อค้า มีเรือค้าขายขึ้นล่องตามลำน้ำโขงไปจนถึงเมืองลาว ประสบความสำเร็จพอสมควร จึงเป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้านมาก เมื่ออายุราว 40 ปีได้เกิดจุดเปลี่ยนในชีวิตที่ทำให้ท่านหันมาสนใจปฏิบัติกรรมฐานอย่างจริงจัง ครั้งนั้นท่านเป็นเจ้าภาพทอดกฐินที่เมืองลาว ในงานมีมหรสพต่าง ๆ มากมาย เช่น หมอลำ ภาพยนตร์ ท่านได้ตกลงกับภรรยาว่า การใช้จ่ายต่าง ๆ ตลอดจนการจัดอาหารเลี้ยงแขก ยกให้เป็นหน้าที่ของภรรยา ส่วนตัวท่านเองจะรับอุโบสถศีลและรับแขกทางไกล ครั้งถึงเวลาเช้าภรรยาของท่านมาถามว่าจะต้องจ่ายค่าหมอลำเป็นจำนวนเท่าใด ท่านรู้สึกโกรธมาก ท่านเล่าความรู้สึกตอนนั้นว่า “มันหนักจนลุกแทบไม่ได้ มันตำเข้าในใจ” แต่ท่านก็ข่มอารมณ์ไว้ และตอบด้วยสีหน้าปกติว่าเป็นหน้าที่ของภรรยาท่าน อย่างไรก็ตาม ความโกรธนั้นยังคงคุกรุ่นในจิตใจของท่าน เมื่อเสร็จงานกฐิน ระหว่างรับประทานอาหารมื้อเย็นกับภรรยา ท่านเปรยถึงเรื่องที่เกิดขึ้นตอนเช้าว่า “คนไม่รู้จักเคารพนับถือก็อย่างนี้แหละ” ท่านกล่าวซ้ำหลายหนจนภรรยาเอะใจ เมื่อสอบถามจนรู้ว่าสาเหตุเกิดจากอะไร ภรรยาท่านก็พูดขึ้นว่า […]

ประคอง จิต ถอนพิษรัก บทความดี ๆ จากพระราชญาณกวี

เราต้องประคองจิต  ถอนพิษรัก ให้ได้ด้วยการตั้งสติ  ดึงจิตกลับมาอยู่ที่ตัว  อย่าปล่อยอารมณ์เพ้อคลั่งให้พรั่งพรูจนใครเขา รู้ว่าเราหลง 

ความดีคือ อะไร อะไรคือความดี พระราชญาณกวี มีคำตอบ

ความดีคือ อะไร อะไรคือความดี เรื่อง พระราชญาณกวี (ท่านปิยโสภณ)    ความดี คือ การสร้างตนและสร้างคนอื่นได้ดีเฉพาะตน ไม่มองคนอื่นว่าดี ยังไม่ชื่อว่าดี ความดี คือ จิตที่เข้มแข็ง ไม่ยอมให้กามราคะ โลภโกรธ หลง เข้ามาเล่นงาน ความดี คือ การฝึกฝนตน ทนทุกข์ลำบากได้ จนยืนได้ด้วยลำแข้งของตน ความดี คือ การมีจิตสงสาร หาทางช่วยเหลือคนตกทุกข์ให้พ้นทุกข์ โดยไม่เพิกเฉยทอดธุระ ความดี คือ ความสามารถดำรงชีวิตโดยสุจริต แม้จะมีโอกาสให้ทุจริตได้ แต่ไม่ทำ ความดี คือ การเสียสละ มิใช่เพื่อสร้างตน แต่เพื่อสร้างชาติบ้านเมืองเยี่ยงวีรบุรุษ ความดี คือ การทำตนให้คนอยากเอาอย่างในทางดี ทำอย่างเสมอต้นเสมอปลายจนมีอนุสาวรีย์ให้โลกยกย่อง ความดี คือ การเอาภาระธุระของตน ด้วยการตั้งระเบียบวินัย ไม่ทำอะไรตามสบาย จนก้าวถึงเป้าหมายที่ต้องการ ความดี คือ การมุมานะบากบั่น ไม่หวั่นไหว แต่มีจิตเข้มแข็ง อดทนต่อเรื่องราวร้ายแรงที่ผ่านมาในชีวิต ไม่คิดสั้น คนดี คือ คนที่มีความดีดังกล่าว สั่งสมเรื่องราวเล่าขานเป็นตำนานชีวิต ชีวิตคนดีสั้น แต่ความดีของคนดีอยู่ได้นานนับพันปี ทรัพย์คนดีอาจหมดไป แต่ความดีของเขายังยั่งยืนพันปีอำนาจอาจสูญสิ้น แต่ความดีไม่มีเสื่อมคลาย คนดี ไม่เคยทำดีเพื่อประกาศว่าตนเป็นคนดี คนดี คือคนที่พร้อมจะยกย่องคนอื่นว่าดีกว่าตน คนดี คือ คนที่มีดี แต่ไม่อวดดี คนดี คือ คนที่ให้ความดีพูด มิใช่ตัวคนพูด คนดีมิใช่ดีเพราะสร้างภาพลักษณ์ คนดี อาจมิใช่คนหน้าตาดี มีทรัพย์ มีเกียรติ มีอำนาจมีอิทธิพล คนเกรงกลัว คนดี อาจมิใช่คนเรียนเก่งเป็นที่หนึ่งคนดี ไม่เกี่ยวกับเชื้อชาติ ภาษา ศาสนา หรือเผ่าพันธุ์ คนดีที่โลกยกย่อง ให้เพ่งมองดูว่าเขาเคยทำอะไรไว้ให้โลก นักวิทยาศาสตร์นักศิลปะ นักเคมี ศาสดา หรือนักบวชที่โลกยกย่องมายาวนานหลายร้อยหลายพันปี ท่านเหล่านั้นมีดีอะไร คนจึงนับถือ ให้เราดูว่าท่านเหล่านั้นได้ให้อะไรแก่มวลมนุษยชาติ มิใช่ท่านได้อะไรไปจากโลกนี้มากกว่ากัน การจะตัดสินว่าใครดี ไม่ดี ข้าพเจ้าถือว่าเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ซึ่งใจของแต่ละคนจะสัมผัสเอง ในทางพระพุทธศาสนา มีเครื่องมือตรวจสอบคนดีด้วยวิธีง่าย ๆ ตามคำสอนของพระพุทธองค์ว่า “ความกตัญญูกตเวทีเป็นเครื่องหมายของคนดี”  Secret Magazine (Thailand) Photo by Ryan Loughlin on Unsplash

สัมผัส โลก เบา ๆ โดย พระราชญาณกวี (ท่านปิยโสภณ)

สัมผัส โลก เบา ๆ โดย พระราชญาณกวี (ท่านปิยโสภณ) สมบัติบน โลก ใบนี้มีไว้ให้ทุกคนชื่นชม มิใช่ให้ใครครอบครอง แม้ใครจะเป็นเจ้าของก็เป็นได้ชั่วขณะ เมื่อถึงเวลาวางก็ต้องวางให้ได้ ทุกคนต้องหัดวาง ถ้าไม่หัดอาจติดขัดเวลาเดินทางกลับ เรามาอยู่บนโลกนี้เพียงมือเปล่า เพียงร่างกายเท่านั้นที่เรานำมาหรือนำเรามา สมบัติทั้งปวงเราหาใหม่ทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็นเงินทอง บ้านเรือน การศึกษา บาปกรรมและบุญกุศลตกแต่งให้เราเกิดมาแตกต่างกัน การมาเกิดจึงเหมือนการเดินทางมาท่องเที่ยว คลอดจากครรภ์แม่เหมือนเดินลงจากเครื่องบิน มองเห็นทิวเขา ดอกไม้ ผู้คนสวยงาม อากาศดีสดชื่น ผู้คนยิ้มแย้มแจ่มใส เรารู้สึกเพลิดเพลินเจริญใจสังเกตเวลาเราไปเที่ยวต่างประเทศ ต่างสถานที่ อากาศดีอาหารดี เพื่อนดี เราจะเบิกบานใจ พอใจ สุขใจ ชีวิตเป็นเช่นนี้ คนใหม่ตื่นเต้น คนเก่าเริ่มเดินทางซ้ำซากสายเก่าที่เคยเดิน เคยเที่ยว เคยกิน เคยมี เคยเห็น เคยเป็นเจ้าของ ยิ่งถ้าใครถึงจุดหมายของชีวิตสูงสุดตั้งแต่เยาว์วัยยิ่งทำให้ต้องคิดหนัก เพราะอะไรที่คนส่วนใหญ่ต้องการ เราได้หมดแล้ว ชีวิตที่เหลืออีกตั้งนานจะทำอย่างไร ด้วยเหตุนี้จึงมีเรื่องของการทำสาธารณประโยชน์เกิดขึ้น ใครมีมากมีน้อยยังไม่สำคัญเท่ากับใครทำให้คนอื่นได้มากกว่ากัน การให้จึงถือเป็นหัวใจสำคัญของบุญกุศล เพราะจะทำให้เรามีความสุขยิ่งกว่าการมี ตอนแรกเราอาจคิดว่าการมีมากๆ คือความสุข การได้ครอบครองคือความยิ่งใหญ่ แต่ความจริงการได้เป็นผู้ให้ต่างหากคือความสุขใจ ภูมิใจ ลองคิดดู ในชีวิตจริงของเรา เราภูมิใจเมื่อเราหาเงินได้ซื้อของที่ต้องการได้ ได้กิน ได้ไปตามปรารถนา เราภูมิใจมากแต่เมื่อใดก็ตามถ้าเราสามารถทำให้คนอื่นที่ด้อยโอกาสกว่าเราทำได้อย่างที่เราทำ เราจะมีความภาคภูมิใจ ปลื้มปีติยินดีไม่สิ้นสุด อย่างน้อยที่สุดก็คนใกล้ชิดเรา เช่น ภรรยา สามี ลูก ญาติพี่น้อง มิตรสหาย ต่อมาถึงคนอื่นที่ยากจนขาดแคลน ด้วยเหตุนี้จึงมีเศรษฐีจำนวนไม่น้อย เวลามีเงินทองมากมายเหลือใช้แล้วนำเงินมาทำการกุศล เช่น ตั้งมูลนิธิการศึกษา สร้างโรงพยาบาล สร้างโรงเรียน สร้างมหาวิทยาลัยเพื่อให้ใจบางเบาต่อการยึดครอง การให้เป็นกำไรของชีวิตเสมอ   Photo by Slava Bowman on Unsplash Secret Magazine (Thailand) บทความน่าสนใจ จงปล่อยวาง ทั้งโลกนี้และโลกหน้า ธรรมะสอนใจ จากพระไพศาล วิสาโล ฝึกปล่อยวาง ด้วยคำสอน หลวงพ่อชา สุภทฺโท 6 คำสอนปล่อยวางจากทุกข์ โดย หลวงปู่แหวน สุจิณโณ อริยสงฆ์แห่งเมืองเชียงใหม่

Dhamma Daily : เมื่อพระสงฆ์บริจาค ร่างกาย แต่นักศึกษาที่เรียนจากร่างท่านไปเป็นแพทย์ไร้จรรยาบรรณ

Dhamma Daily : เมื่อพระสงฆ์บริจาค ร่างกาย แต่นักศึกษาที่เรียนจากร่างท่านไปเป็นแพทย์ไร้จรรยาบรรณ ถาม : เมื่อพระสงฆ์บริจาค ร่างกาย (ตัวอย่างเช่น หลวงพ่อคูณ) แล้วนักศึกษาที่ไปเรียนจากร่างท่านกลับนำความรู้ที่ได้ไปเป็นแพทย์ที่ไร้จรรยาบรรณ เป็นแพทย์พาณิชย์ เห็นแก่เงินมากกว่าชีวิตคนไข้ นักศึกษาเหล่านั้นจะบาปกว่าที่ศึกษาจากร่างคนธรรมดาที่ไม่ใช่พระสงฆ์หรือไม่ ตอบ : คนตายไปแล้วไม่ว่าจะเป็นพระสงฆ์หรือเป็นฆราวาสล้วนเป็นซากศพทั้งนั้น เป็นสภาพขันธ์ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟที่แตกสลายไปเหมือนกันหมด ร่างกายของอาจารย์ใหญ่ทั้งหมดถือว่ามีคุณค่าทางจิตใจของผู้บริจาคที่มีแต่ความสุขในการสร้างทานบารมีและน้ำใจอันงดงาม อันประกอบไปด้วยกรุณาธรรมในการช่วยเหลือชีวิตของเพื่อนมนุษย์ ส่วนนักศึกษาแพทย์อาศัยร่างของอาจารย์ใหญ่ในการศึกษาเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นร่างของพระสงฆ์หรือฆราวาสก็ตาม แล้วนำความรู้นั้นไปใช้ในทางเอารัดเอาเปรียบคนไข้ซึ่งตกอยู่ในสภาพที่ต้องทนทุกข์กับอาการป่วยไข้นั้น ถือว่าไม่สมควรอย่างยิ่ง เพราะแพทย์เป็นความหวังของคนไข้ เป็นประดุจดังเทวดาผู้มีฤทธิ์ที่สามารถขจัดปัดเป่าโรคภัย หากจะมีแพทย์แบบนี้อยู่ในสังคมซึ่งคิดว่ามีเพียงนิดหน่อยเท่านั้น ก็คงต้องอยู่ที่จิตสำนึกหรือจรรยาบรรณของแพทย์เอง ดังนั้นที่ถามว่า การอาศัยร่างของพระจะบาปมากกว่าร่างของฆราวาสหรือไม่ คำตอบก็คือ ล้วนเป็นบาปกรรมทั้งสิ้น จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับเจตนาของผู้ศึกษาเองว่า จะสำนึกในบุญคุณแล้วนำความรู้นั้นไปทำประโยชน์ให้แก่เพื่อนมนุษย์ด้วยกันด้วยน้ำใสใจจริง มุ่งผลแห่งการรักษาให้หายจากโรคนั้น ๆ เป็นประเด็นหลัก ส่วนค่าจ้างหรือผลตอบแทนภายนอกนั้นให้ถือว่าเป็นผลพลอยได้   ดร.พระมหาบวรวิทย์ รตนโชโต : พระอาจารย์ผู้ไขปัญหา ภาพ : palungjit Secret Magazine (Thailand) หากผู้อ่านมีปัญหาหนักใจ ต้องการคำแนะนำแฝงด้วยแนวคิดทางธรรม สามารถส่งคำถามมาได้ที่ นิตยสาร Secret คอลัมน์ Dhamma Daily หรือ [email protected] บทความน่าสนใจ Dhamma Daily : พยายาม ช่วยแมว โดนยาเบื่อ แต่ไม่สำเร็จแมวตาย อย่างนี้บาปไหม อุทาหรณ์บาป! เมื่อหมดเวลาของ “บุญ”  ก็คือเวลาของ “กรรม” บุญ-บาปในทรรศนะของ 3 ดาราดัง Dhamma […]

Dhamma Daily : ศีลข้อที่สาม ที่ให้ละเว้นการประพฤติผิดทางกามครอบคลุมเรื่องใดบ้าง

Dhamma Daily : ศีลข้อที่สาม ที่ให้ละเว้นการประพฤติผิดทางกามครอบคลุมเรื่องใดบ้าง ถาม: ศีลข้อที่สาม ที่ให้ละเว้นการประพฤติผิดทางกามครอบคลุมเรื่องใดบ้างขอรับพระอาจารย์ ตอบ: ศีลข้อกาเมฯนั้น พระพุทธเจ้าท่านทรงแสดงเรื่องการล่วงละเมิดกับเพศตรงข้ามที่มีเจ้าของ คือเรื่องสามีกับภรรยาโดยตรงเลย เพราะว่าการผิดลูกผิดเมียทำให้คู่ครองต้องเป็นทุกข์ พ่อแม่และลูกก็พลอยเป็นทุกข์ โดยการล่วงกรรมบถที่ครบองค์ ๔ ของกาเมสุมิจฉาจารนั้นประกอบไปด้วย หนึ่ง อคมนิยวตฺถุ มีคนที่เราจะล่วงละเมิดคือผัวเมียคนอื่น สอง ตสฺมึ เสวนจิตฺตํ เรามีจิตคิดจะผิดลูกเมียเขา สาม ปโยโค เรามีความพยายามที่จะประพฤติผิดกับลูกเมียเขา และสี่ มคฺเคน มคฺคปฏิปตฺติอธิวาสนํ เรามีความยินดีที่ได้ทำอย่างนั้น   ธรรมะจากพระอาจารย์มานพ อุปสโม : พระอาจารย์ผู้ไขปัญหา Photo by Zoltan Kovacs on Unsplash หากผู้อ่านมีปัญหาหนักใจ ต้องการคำแนะนำแฝงด้วยแนวคิดทางธรรม สามารถส่งคำถามมาได้ที่ นิตยสาร Secret คอลัมน์ Dhamma Daily หรือ [email protected] บทความน่าสนใจ Dhamma Daily: […]

แก้โรคทุกข์ด้วย ธรรมโอสถ ของพระพุทธเจ้า – พระกรภพ กิตติปญฺโญ

แก้โรคทุกข์ด้วย ธรรมโอสถ ของพระพุทธเจ้า – พระกรภพ กิตติปญฺโญ เมื่อเราทราบดีว่า ธรรมโอสถ ของพระพุทธเจ้านั้นสามารถแก้โรคต่าง ๆ ได้ โดยเฉพาะโรคที่มนุษย์ทุกคนที่เกิดมาแล้วไม่ว่ายากดีมีจนล้วนเป็นกันทุกคน คือโรคทุกข์ ดังคำบาลีว่า “ทุกโขติณณา ทุกขะปะเรตา – เราเป็นผู้ถูกความทุกข์หยั่งเอาแล้ว เป็นผู้มีความทุกข์เป็นเบื้องหน้าแล้ว” จึงเป็นเรื่องปกติที่ชีวิตของมนุษย์เราทุกคนจะต้องเจอกับความทุกข์ เมื่อเรารู้ความจริงตามกฎของธรรมชาติเช่นนี้แล้ว ผู้ที่ฉลาดก็จะต้องหาวิธีทำให้ชีวิตนี้มีความทุกข์น้อยที่สุดเท่าที่จะน้อยได้ แต่จะไม่ให้ทุกข์เลยนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะพระพุทธเจ้าตรัสเตือนเราไว้แล้วว่า “ทุกขา ชาติ ปุนัปปุนัง – การเกิดทุกคราว เป็นทุกข์ร่ำไป” ทุกข์ที่เกิดตามสภาวะของความเป็นมนุษย์ คือทุกข์จากการแก่ เจ็บไข้ พลัดพราก ไม่ว่าจะเป็นการจากเป็นหรือจากตาย ทุกข์จากความหิว ความร้อน ความหนาว ฯลฯ เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ตราบใดที่เรายังมีชีวิตอยู่ แต่ทุกข์ที่เกิดจากการปล่อยให้กิเลสตัณหานำความทุกข์ที่นอกเหนือจากทุกข์ตามสภาวะมาให้เรานั้น เราสามารถหลีกเลี่ยงหรือแก้ไขได้ ด้วยการมาหัดสอนใจตัวเอง หัดพิจารณาให้กระจ่างว่า ที่เราเป็นทุกข์อยู่ทุกวันนี้เพราะอะไร พูดง่าย ๆ ว่า “หาโรค” ให้เจอ แล้วก็เอายาที่แก้โรคนั้นมากิน นั่นคือนอกจากธรรมะขั้นต้น ๆ ที่จะทำให้เราแก้นิสัยเสียที่เกิดจากความโลภ […]

ไตรสิกขา – พระราชญาณกวี (ท่านปิยโสภณ)

ไตรสิกขา – พระราชญาณกวี (ท่านปิยโสภณ) ไตรสิกขา  คือ  การเรียนรู้เรื่องศีล  สมาธิ  ปัญญา ศีล คือ การควบคุมกาย สมาธิ คือการควบคุมใจ ส่วนปัญญา คือ การสลายข้อมูลคืออารมณ์ทั้งหมด ทำให้พื้นที่ในใจว่างเปล่า ไตรสิกขาเป็นหลักปฏิบัติสำคัญของชีวิต ไตรสิกขาคือต้นแบบของระบบการทำงานคอมพิวเตอร์ ศีลเหมือนระบบสแกนไวรัส สมาธิเหมือนระบบจัดเก็บข้อมูลส่วนปัญญาเหมือนระบบลบข้อมูลทิ้ง ในพระพุทธศาสนามีระบบลบข้อมูลทิ้ง เรียกว่า “ปัญญา” หรือ “วิปัสสนาญาณ”มองทุกอย่างในชีวิตให้เป็นไตรลักษณ์ คือเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทุกอย่างเกิดจากการผสมกันระหว่างธาตุดิน น้ำลม ไฟ และวิญญาณ แล้วเกิดเป็นชีวิตทำกรรม ใช้กรรม เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่ก็แตกสลายไปตามกาล ภายในวิญญาณนั้นก็มีเมล็ดพันธุของกรรมบรรจุอยู่ พร้อมที่จะงอกขึ้นมาได้ทุกเมื่อ หากวิญญาณเหนี่ยวภพชาติได้บางครั้งเกิดเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นคนก็มีเผ่าพันธุ์และความเป็นอยู่ที่ต่างกัน บางคนเกิดมาแข็งแรง แต่บางคนพิการ บางคนอายุยืน แต่บางคนอายุสั้น บางคนร่ำรวยบางคนยากจน บางคนรูปงาม บางคนขี้เหร่ที่เป็นเช่นนี้เพราะบุญทำกรรมแต่ง บุญกรรมอยู่ที่ไหน มี 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 อยู่ภายในจิตหรือวิญญาณ เป็นเมล็ดพันธุ์ที่เดินทางมาพร้อมกัน ส่วนที่ 2 สร้างขึ้นมาใหม่ ขณะใช้กรรม มนุษย์ก็สร้างกรรมใหม่ด้วย ชีวิตมนุษย์คือสุดยอดคอมพิวเตอร์ไตรสิกขาจึงเป็นระบบการทำงานของชีวิตไม่ต่างจากระบบคอมพิวเตอร์   ภาพ : pixabay บทความน่าสนใจ การให้ทานที่ได้ผลสมบูรณ์ โดยสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) เทคโนโลยีของจิต บทความให้แง่คิด จาก พระราชญาณกวี (ท่านปิยโสภณ) Dhamma Daily : ถ้ามีแฟนอยู่แล้ว แต่ไป คุยกับผู้ชายคนอื่น แบบเพื่อนให้คำปรึกษาถือว่าผิดศีลไหม การปฏิบัติสมาธิ มีหลายแบบหลายแนวไม่เหมือนกัน สรุปแล้วจะเชื่อสำนักใดดี? ปัญญาธรรมประจำวันนี้ : ในฐานะคนธรรมดาทั่วไป เราจะสามารถเข้าสู่ นิพพาน ได้หรือไม่ อานิสงส์ของการรักษาศีล โดย หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต 7 อานิสงส์ที่ได้จากการพับ ดอกบัว ถวายพระ สัญลักษณ์แห่งสมาธิและศรัทธา งานบุญเข้าพรรษา ตักบาตรบนหลังช้างที่จังหวัดสุรินทร์ งานประเพณีบุญแปลกหนึ่งเดียวในประเทศไทย    

เจ้าชายแฮร์รี่ทรงสนับสนุนให้ ฝึกเจริญสติ ในกองทัพ

เจ้าชายแฮร์รี่ทรงสนับสนุนให้ ฝึกเจริญสติ ในกองทัพ การ ฝึกเจริญสติ จะช่วยให้ทำงานได้ผลดี ตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ ได้ไม่ผิดพลาด หากมีสติรู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลา จะช่วยไม่ให้เราหลงกับอารมณ์หรือความคิด เพราะสติทำให้เรารู้เท่าทัน รู้จักป้องกันและแก้ทุกข์ที่จะเกิดขึ้น สติจึงมีความสำคัญในชีวิตประจำวันมาก ซึ่งแม้แต่เจ้าชายแฮร์รี่แห่งราชวงศ์อังกฤษก็ทรงมองเห็น และทรงสนับสนุนให้มีการฝึกเจริญสติในกองทัพ ด้วยเหตุนี้ทำให้ต้นปีที่ผ่านมา จึงมีคณะนายทหารและข้าราชการในกระทรวงกลาโหมอังกฤษกว่า 150 คน ไปเข้าคลาสฝึกเจริญสติในกรุงลอนดอน 1 วัน ซึ่งจัดขึ้นเป็นพิเศษเพื่อการนี้โดยเฉพาะ และเป็นไปตามแนวคิดของเจ้าชายแฮรี่และคณะนายทหารชั้นผู้ใหญ่จากกระทรวงกลาโหมอังกฤษ ที่ต้องการรณรงค์ชักชวนให้สมาชิกในกองทัพพัฒนาความมีสติโดยใช้การฝึกสมาธิตามแนวทางของพระพุทธศาสนา หลายคนอาจจะคิดว่า คงมีทหารในกองทัพอังกฤษที่นับถือศาสนาพุทธอยู่ไม่มากนัก แต่ความจริงแล้วปัจจุบันมีนายทหารประมาณ 4,000 นายประกาศตนเป็นพุทธมามกะและปฏิบัติสมาธิภาวนาเป็นประจำ เพื่อเป็นการฝึกจิตให้มั่นคง ช่วยลดความเครียดในชีวิตประจำวันทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว ซึ่งก่อนหน้านี้กระทรวงกลาโหมเล็งเห็นความสำคัญ จนถึงกับมีการประชุมถกกันถึงเรื่องที่ว่า การเจริญสติสามารถช่วยกองทัพได้อย่างไร อย่างไรก็ตาม คงต้องยกความดีให้เจ้าชายแฮร์รี่ที่ทรงเป็นตัวตั้งตัวตีมาตั้งแต่ปีที่แล้ว โดยทรงผลักดันให้มีเรื่องของสุขภาพจิต ใส่ไว้ในการฝึกฝนนายทหารแห่งกองทัพอังกฤษ ทรงเห็นว่า นายทหารเป็น “ทรัพย์สินอันสูงค่า” ของกองทัพ สมควรได้รับการตอบแทนในเรื่องของจิตใจด้วย เพื่อให้สามารถแสดงศักยภาพในการทำงานได้ดีเยี่ยม ทั้งในสำนักงานและในสนามรบ เจ้าชายแฮร์รี่ซึ่งเคยทรงรับใช้ชาติอยู่ในกองทัพอากาศนาน 10 ปี ทรงกล่าวในงานเปิดตัวโครงการสุขภาพจิตนี้ว่า ในช่วงที่พระองค์รับราชการอยู่นั้น การฝึกฝนต่าง ๆ ช่วยให้ร่างกายนายทหารแข็งแกร่งบึกบึน […]

Dhamma Daily : คุณครูเกรงจะอธิบาย คำสอนของพระพุทธเจ้า ผิดเพี้ยน

Dhamma Daily : คุณครูเกรงจะอธิบาย คำสอนของพระพุทธเจ้า ผิดเพี้ยน ถาม : ดิฉันเป็นครูประจำชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เวลาสอนมักจะสอดแทรกธรรมะและ คำสอนของพระพุทธเจ้า เข้าไปด้วยเสมอ แต่มีบางเรื่องที่อธิบายให้เด็กชั้นประถมเข้าใจได้ยาก อย่างการอธิบายคำว่า “โสดาบัน” ดิฉันจึงอธิบายให้เด็กฟังว่า มนุษย์เราต้องเรียนวิชาความรู้ 2 ประเภท ประเภทที่ 1 คือ ความรู้ทางโลกที่นำไปประกอบอาชีพ และอีกประเภทคือ ความรู้ทางธรรมที่นำไปใช้ในการดำเนินชีวิตให้มีความทุกข์น้อยที่สุด โดยความรู้ทางธรรมนี้เรามีพระพุทธเจ้าเป็นอาจารย์ใหญ่ ความรู้ทางโลกแบ่งเป็นระดับอย่างประถมศึกษา มัธยมศึกษา ปริญญาตรี โท เอก แต่ในทางธรรมแบ่งออกเป็น 4 ระดับ คือ โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี และพระอรหันต์ พร้อมกับอธิบายว่า พระอัญญาโกณฑัญญะเมื่อฟังธรรมของพระพุทธเจ้าก็จบระดับที่ 1 ทันที การอธิบายเช่นนี้เท่ากับดิฉันทำให้คำสอนของพระพุทธเจ้าผิดเพี้ยนไปหรือไม่คะ พระอาจารย์วิชิต ธมฺมชิโต ได้ตอบปัญหาไว้ดังนี้ ตอบ : การพยายามอุปมาหาคำอธิบายเพื่อให้ผู้ฟังเข้าใจเป็นหน้าที่ของผู้เป็นครูโดยตรงอยู่แล้ว แม้พระศาสดาเองก็ทรงทำเช่นนี้ ยิ่งเมื่อผู้ฟังยังเป็นเด็ก ยังใหม่ต่อธรรมะ และอยู่ในยุคสมัยที่ห่างไกลจากพุทธกาลมาก […]

อานาปานสติ แบบฉบับ ท่านพ่อลี ธัมมธโร

อานาปานสติ แบบฉบับ ท่านพ่อลี ธัมมธโร ท่านพ่อลี ธัมมธโร พระอาจารย์กรรมฐานชื่อดังและศิษย์รูปสำคัญของหลวงปูมั่น ท่านชอบธุดงค์ไปบำเพ็ญสมาธิตามป่าเขาลำเนาไพร ประสบการณ์ทางสมาธิของท่านลึกล้ำมหัศจรรย์ ครั้งหนึ่งเคยเดินธุดงค์ไปถึงอินเดีย ฝึกสมาธิกับพวกโยคี หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ยกย่องท่านว่า “เป็นพระผู้ทรงพลังจิตที่แข็งกล้า” ท่านเคยทดสอบความมหัศจรรย์ของจิต โดยใช้พลังจิตยกอาจารย์เฟื่อง โชติโก และศิษย์ฆราวาสให้ตัวลอย แนวปฏิบัติของท่านผสมผสานระหว่างการภาวนาพุทโธและการกำหนดลมหายใจเข้า-ออก (อานาปานสติ) แนวปฏิบัตินี้ช่วยให้สติคมชัดเร็ว จิตสงบนิ่งไว มีกำลังกล้าแข็งอย่างไม่น่าเชื่อ ผู้ที่ปฏิบัติตามแนวนี้ควรสร้างความรู้สึกที่ลมหายใจเข้าออกที่ปลายจมูก หรือส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายที่เห็นลมเข้าออกได้ชัดเจน แล้วทำดังนี้ แนวที่ 1 กำหนด “พุทโธ” 1 จังหวะลมหายใจ หายใจเข้าภาวนาว่า “พุท” ให้นับ 1 หายใจออกภาวนาว่า “โธ” ให้นับ 2 กำหนดลมหายใจ กล่าวคำภาวนาและนับพร้อมกันไปจนถึง 10 แล้วกลับมาตั้งต้นนับใหม่ แต่ลดลงเหลือแค่ 9 ทำอย่างนี้เรื่อยไปจนร่นลงมาเหลือ 0 ดังนี้ (1) พุท (หายใจเข้า) 1 โธ […]

คู่แท้ แม้ชาติหน้า แง่คิดในการครองคู่โดย ท่าน ว.วชิรเมธี

คู่แท้ แม้ชาติหน้า แง่คิดในการครองคู่โดย ท่าน ว.วชิรเมธี คู่รักหรือสามีภรรยาที่อยู่ด้วยกันมา แล้วตระหนักอย่างลึกซึ้งว่า คนที่เรารักหรือคู่สมรสของเรานั้นเป็น ” คู่แท้ ” ของเราในทุก ๆ ด้านอย่างที่เคยนึกปรารถนามาโดยตลอด และเมื่อพบแล้วก็หวังจะให้เขาหรือเธอยังคงความเป็นคู่แท้ตลอดไปจนถึงชาติหน้าหรือชาติไหน ๆ ก็ตาม ความปรารถนานี้จะเป็นจริงได้อย่างไร พระพุทธเจ้าทรงให้แนวทางไว้ว่า คู่รักหรือสามีภรรยาจะต้องปฏิบัติตามหลักการ “4 ส” นี้ 1. มีศรัทธาสมกัน คือ เคารพนับถือในลัทธิศาสนา สิ่งเคารพบูชา มีแนวความคิด ความเชื่อถือ ความสนใจในเรื่องต่าง ๆ อย่างเดียวกัน (มีรสนิยมใกล้เคียงกัน เช่น อ่านหนังสือ ดูภาพยนตร์แนวเดียวกัน ชอบธรรมชาติเหมือนกัน โดยสรุปคือมีไลฟ์สไตล์ใกล้เคียงกัน) นอกจากนี้ยังต้องมีความหนักแน่นเสมอกัน ปรับตัวเข้าหากันได้ ยอมลงให้กันได้ในเรื่องศาสนา อุดมคติ หรือรสนิยมทางจิตวิญญาณ 2. มีศีลสมกัน คือ มีความประพฤติ มีศีลธรรม จรรยามารยาทพอเหมาะสอดคล้องไปกันได้ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ มีพื้นฐานการศึกษาอบรมใกล้เคียงกัน หรืออยู่ในระดับเดียวกัน 3. มีจาคะสมกัน […]

keyboard_arrow_up