แสวงหา สมดุลชีวิต บทความเตือนสติโดย ท่าน ว. วชิรเมธี

เหตุผลประการหนึ่งที่นักธุรกิจส่วนใหญ่หันมาปฏิบัติธรรมในช่วงหลายปีที่ผ่านมาก็คือ พวกเขาเหล่านั้นสูญเสีย “ สมดุลชีวิต ” อันเนื่องมาจากการทำงานอย่างหนัก  จนตกอยู่ในสภาพลืมกิน  ลืมนอน ลืมป่วย ผลก็คือ  เมื่อทำงานไป ๆ กำไรซึ่งเป็นตัวเงินเพิ่มขึ้นมหาศาล แต่พวกเขา (บางคน) กลับขาดทุนสุขภาพย่อยยับ การจากโลกนี้ไปอย่างปุบปับของไมเคิล แจ๊คสัน (อายุ 50 ปี) ก็ดี วิทนีย์ ฮิวสตัน (อายุ 48 ปี) ก็ดี หรือ สตีฟ จ็อบส์ (อายุ 56 ปี) ก็ดี ล้วนเป็นตัวอย่างบ่งชี้ว่าชีวิตที่ขาด “สมดุลงาน สมดุลชีวิต” นั้น เป็นชีวิตที่เสี่ยงต่อการแตกดับง่ายดายเพียงไร สตีฟ จ็อบส์ ซูเปอร์ซีอีโอ สารภาพถึงความผิดพลาดในเรื่องสุขภาพของตัวเองไว้ในหนังสืออัตชีวประวัติว่า “…จ็อบส์เดาว่าที่เขาเป็นมะเร็งนั้นมีสาเหตุมาจากปีสุดโหดที่เขาบริหารทั้งแอปเปิลและพิกซาร์ไปพร้อม ๆ กัน  เริ่มตั้งแต่ปี 1997 เขาขับรถขึ้นล่องระหว่างสองบริษัท ทำให้เป็นนิ่วในไตและโรคอื่นอีกหลายโรค พอกลับถึงบ้าน ก็อิดโรยจนแทบพูดไม่ออก ‘คงจะเป็นช่วงนั้นเองที่มะเร็งเริ่มกระจาย เพราะตอนนั้นระบบภูมิคุ้มกันของผมค่อนข้างอ่อนแอ’…” การที่สตีฟ จ็อบส์ จากไปในวัยเพียง 56 ปีนั้นส่งผลสะเทือนต่อผู้นำทางธุรกิจคนอื่น ๆ ไม่น้อย เพราะการ “ตาย” ของเขาทำให้คนที่ยังอยู่ “ตื่น” ขึ้นมาพิจารณาชีวิตว่า  ถึงที่สุดแล้วคุ้มกันหรือไม่กับการบ้าทำงานหนักแทบล้มประดาตายเพื่อที่จะพบว่า เมื่อมีเงินทองกองมหาศาล  แต่แล้วกลับต้องทิ้งทุกอย่างไปอย่างไม่มีวันกลับในเวลาอันแสนสั้น หรือบางทีพวกเขาก็คิดกันว่า “หรือว่าเงินที่เราหามากองมากมายมหาศาลนั้น แท้ที่จริงก็เพื่อเตรียมไว้สำหรับใช้จ่ายในโรงพยาบาลสุดหรูเท่านั้น” บางคนคิดต่อไปว่า “ทำอย่างไรงานจึงจะได้ผล คนจึงจะเป็นสุข” ระหว่างที่พวกเขากำลังคิดหาคำตอบกันอยู่นั้นที่ศูนย์วิปัสสนาสากลไร่เชิญตะวันมีคอร์สภาวนา “รื่นรมย์ในงานเบิกบานในชีวิต” เตรียมไว้ให้แล้ว สาระสำคัญของคอร์สภาวนา “รื่นรมย์ในงาน เบิกบานในชีวิต” ก็คือ การฝึกเจริญสติด้วยการ “ใช้ชีวิตให้ช้าลง”ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ที่หลากหลายและรื่นรมย์ และแน่นอนว่าทุกคนต้องฝึก “การนอนสมาธิ” เพื่อให้เรียนรู้ที่จะ “ผ่อนพักตระหนักรู้”  และสำรวจ “สุขภาพ” ตั้งแต่ปลายผมจรดปลายเท้าและจากปลายเท้าจรดปลายผม เพราะบางคนมีนิสัยทำงานหนักเป็นพายุบุแคม ทำประหนึ่งว่า “ตนเองเป็นศัตรูต่อร่างกายของตนเอง” นั่นคือทำงานหนักจนไม่มีเวลาพักผ่อน ผลก็คืองานได้ผล แต่คนไม่เป็นสุข ทำงานหนัก ก็เลยต้องจ่ายหนักเพื่อรักษาสุขภาพในภายหลัง ในคอร์สภาวนาที่ผ่านมา เราพบว่าผู้ปฏิบัติคนหนึ่งได้นอนพิจารณาอวัยวะ 32 ประการ และขณะที่นอนสมาธิพร้อมกับฟังบทภาวนาอยู่นั้น เธอรู้สึกอึดอัดแน่นท้องคล้ายอาหารไม่ย่อยเมื่อกลับมาถึงกรุงเทพฯจึงไปตรวจที่โรงพยาบาล หมอแจ้งว่าถ้ามาช้ากว่านี้เพียง 5 สัปดาห์เซลล์ที่ตรวจพบจะกลายเป็นเนื้อร้าย  เธอดีใจจนร้องไห้กลับมาขอบพระคุณภาวนาจารย์เป็นการใหญ่ เธอเล่าอีกว่า  หากไม่เอะใจด้วยการแวะไปตรวจ ป่านนี้คงกลายเป็นคนอายุสั้นไปแล้ว  นี่คือตัวอย่างเพียงเล็กน้อยของคน “โชคดี” ที่ได้พบ “โชคร้ายที่กำลังฟักตัว” อยู่ในร่างกายของตัวเอง อานิสงส์ของการปฏิบัติธรรมนั้นไม่จำเป็นต้องรอรับหลังจากตายไปแล้ว หากแต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทันที ที่นี่เดี๋ยวนี้ และในชีวิตนี้ เหมือนที่ผู้ปฏิบัติท่านนี้ได้พบมาแล้วด้วยตัวเอง หัวใจสำคัญของการปรับสมดุลงานและสมดุลชีวิตนั้นไม่ใช่เรื่องยากเลย เพียงแต่เราแต่ละคนรู้จักบริหารสมดุลทั้ง 4 คู่ให้ครบ ก็จะประสบภาวะ “รื่นรมย์ในงาน เบิกบานในชีวิต” ได้ไม่ยาก  สมดุล 4 ที่ว่านี้ประกอบด้วย (ผู้เขียนพัฒนาขึ้นมาจากประสบการณ์ตรง และมีรายละเอียดอยู่ในธรรมบรรยายชุด “สมดุลงาน  สมดุลชีวิต” โหลดมาฟังได้ฟรีที่ dhammatoday.com) สมดุลกาย                              สมดุลใจ สมดุลงาน                              สมดุลชีวิต สมดุลโลก                              สมดุลธรรม สมดุลส่วนตัว                        สมดุลส่วนรวม กล่าวเฉพาะสมดุลงานและสมดุลชีวิตนั้นไม่ใช่เรื่องยากแต่อย่างใดเลย วิธีสร้างก็คือ ให้หา “ทางสายกลาง” ระหว่างการทำงานกับการใช้ชีวิตให้พบ ผ่านหลักการง่าย ๆ ที่ว่า “การทำงานประสานกับคุณภาพของชีวิตคือผลสัมฤทธิ์ของทางสายกลาง” หมายความว่า เมื่อทำงานจนประสบความสำเร็จในฐานะคนทำงานแล้ว คุณภาพของชีวิตคือสุขภาพยังดีอยู่ไหม  ยังมีเวลาให้ครอบครัวอยู่ไหม  ยังมีเวลาให้ตัวเองอยู่ไหม  เคล็ดลับประการหนึ่งในการรักษาสมดุลชีวิตก็คือ การฟัง  “นาฬิกาชีวิต”หรือ BODY CLOCK ตามปรัชญาเซนที่ว่า “เมื่อหิว                                  ก็จงกิน เมื่อง่วง                                   ก็จงนอน เมื่ออยากเข้าห้องน้ำ            ก็จงเข้า เมื่อเหนื่อย                             ก็จงพัก” พุทธปรัชญาง่าย ๆ แค่นี้ ถ้าใครทำได้ก็จะพบ “สมดุลงานสมดุลชีวิต” ได้ไม่ยาก แต่เรื่องง่าย ๆ อย่างนี้แหละที่สตีฟ  จ็อบส์เคยเล่าว่าเขาทำได้ยาก เพราะเวลาหิว  เขายังติดประชุม  เวลาง่วง  เขายังตอบอีเมลลูกค้าอยู่ (บางทีเลยไปถึงตีหนึ่ง ตีสอง)เวลาอยากเข้าห้องน้ำ เขาต้องควบรถจากบริษัทหนึ่งเพื่อไปให้ทันประชุมยังอีกบริษัทหนึ่ง และเวลาเหนื่อย เขาก็ไม่อาจปล่อยงานที่กำลังพัวพันอยู่ตรงหน้าได้ เหนื่อยแทบตายก็ปล่อยไม่ลงปลงไม่ได้ เรื่องง่าย ๆ แค่นี้ ทางเซนถือเป็นปาฏิหาริย์ก็เพราะว่าไม่ใช่เราทุกคนจะสามารถฟังเสียงนาฬิกาชีวิตแล้วปฏิบัติได้ทันทีแต่ถ้าใครฟังแล้วทำได้ทันที คนคนนั้นก็จะมีชีวิตที่มหัศจรรย์คือจะมีความสุข มีสุขภาพดี และมีอายุยืน เพราะปรัชญาง่าย ๆ นี่แหละคือแก่นของสิ่งที่เราเรียกกันว่า “ทางสายกลาง” ในการสร้างสมดุลให้กับงานและชีวิตปรัชญาอย่างนี้มีอยู่แล้วในกายและใจของเราทุกคน ขาดเพียงอย่างเดียว… เราละเมียดพอที่จะฟัง “เสียงจากภายใน” ของตัวเองบ้างหรือเปล่าเท่านั้น   Photo by Johannes Plenio on Unsplash Secret Magazine (Thailand)

Dhamma Daily : ขอวิธีทำใจสร้างภูมิคุ้มกัน เจ้านายปากเปราะ

ถาม : มี เจ้านายปากเปราะ มักตำหนิลูกน้องด้วยถ้อยคำแรงๆ เสมอ เคยคิดจะลาออกหลายครั้ง แต่ก็ผูกพันเพราะอยู่กันมานานหลายปี ไม่รู้จะมีวิธีทำใจอย่างไรจึงจะมีภูมิคุ้มกันจากการถูกเรียกไปตำหนิอยู่บ่อย ๆ บางทีเจ้านายตำหนิแล้วเขาก็ลืม แต่เราเสียศูนย์ไปทั้งวันค่ะ ท่าน ว. วชิรเมธีได้ตอบปัญหาไว้ดังนี้ ตอบ : ความจริงการที่คุณอยู่กับเจ้านายมาได้นานจนเกิดความ “ผูกพัน” ก็นับว่ามีภูมิคุ้มกันพอตัวทีเดียว ในโลกนี้มีใครบ้างที่ไม่ถูกตำหนิ/ติฉิน/นินทา/บริภาษ ไม่ทราบคุณเคยได้ยินกวีนิพนธ์ในทำนองนี้บ้างหรือไม่ “เกิดเป็นคนก็ต้องทนให้เขาด่า จะทำดีทำบ้าเขาด่าหมด ถ้าทำดีเขาก็ด่าว่าไม่คด ทำเลี้ยวลดเขาก็ด่าว่าไม่ตรง” หรืออีกสักบทหนึ่ง “อันนินทากาเลเหมือนเทน้ำ ไม่ชอกช้ำเหมือนเอามีดมากรีดหิน ถึงองค์พระปฏิมายังราคิน มนุษย์เดินดินหรือจะพ้นคนนินทา” คุณคงไม่ใช่คนพิเศษที่จะอยู่เหนือคำนินทา/บริภาษ/วิพากษ์วิจารณ์แน่ ๆ เพราะเราต่างก็เป็น “มนุษย์เดินดิน” ด้วยกันทั้งนั้น ไม่แปลกหรอกที่เราหนีไม่พ้น “โอฐภัย” ในเมื่อเราหนีไม่พ้นกันอยู่แล้ว ทำไมไม่ลองหาวิธีรับมือกับโอฐภัยโดยลองเปลี่ยนทุกข์ให้เป็นสุขดูบ้างล่ะ ผู้เขียนเองมีวิธีทำใจยามถูกใครตำหนิหรือวิพากษ์วิจารณ์ กล่าวคือ นอกจากจะบอกตัวเองว่า “ฉันไม่ใช่ผู้วิเศษ” แล้ว ก็ยังนิยมปล่อยให้ “อัตตา” (ตัวฉัน) ถูกเขาชำแหละอย่างหมดเปลือกอย่างสงบอีกด้วย เมื่อเร็ว ๆ นี้มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งซึ่งเป็นแฟนรายการโทรทัศน์ของผู้เขียนโทรศัพท์มาชมก่อน จากนั้นท่านก็วิจารณ์ว่าผู้เขียนพูดเร็วเกินไป กิริยาท่าทางน่าจะเรียบร้อยกว่าที่เป็นอยู่นี้ ฯลฯ […]

Dhamma Daily : การเวียนว่ายตายเกิด มีอยู่จริงหรือไม่

ถาม : การเวียนว่ายตายเกิด มีอยู่จริงหรือไม่ ท่าน ว. วชิรเมธี ได้ตอบปัญหาไว้ดังนี้ ตอบ : คำถามอมตะแบบนี้มีคนถามและคนตอบใน “มิลินทปัญหา” ดังนี้ 1.สังสารวัฏคืออะไร พระเจ้ามิลินท์ตรัสถามว่า ดูก่อนพระนาคเสน สังสารวัฏได้แก่อะไร พระนาคเสนทูลตอบว่า ขอถวายพระพร ได้แก่ การเวียนเกิดเวียนตาย พระเจ้ามิลินท์ : เธอจงหาตัวอย่างมาเปรียบให้ฟัง พระนาคเสน : เหมือนชาวสวนผู้หนึ่งปลูกมะม่วงไว้ ครั้นเกิดผลก็เก็บมารับประทาน เสร็จแล้วเอาเมล็ดมะม่วงนั้นเพาะปลูกต่อไป ถึงคราวเกิดผลอีกก็เก็บมารับประทาน แล้วปลูกใหม่ต่อ ๆ ไปอีก ขอถวายพระพร ธรรมดาของชาวสวนย่อมเป็นอยู่เช่นนี้มิใช่หรือ พระเจ้ามิลินท์ : ใช่สิเธอ ด้วยว่าปรกติชองชาวสวนย่อมหมั่นเพาะหมั่นปลูกพืชพันธุ์หมุนเวียนอยู่เช่นนี้แล พระนาคเสน : ขอถวายพระพร สังสารวัฏก็มีอาการหมุนเวียนเช่นนั้นเหมือนกัน คือนับแต่เราเกิดมา เราก็ตั้งต้นเพาะความดีความชั่วเป็นตัวบุญ – บาปขึ้น เมื่อเราเพาะความดีความชั่วอันเป็นเหตุขึ้นแล้ว เราก็ต้องรับผลของความดีความชั่วนั้น แต่จะช้าหรือเร็ว สุดแต่อำนาจบุญ – บาป ผลนั้นแลจูงใจให้เราเพาะเหตุต่อไปอีก เหมือนผู้ที่ได้รับประทานผลมะม่วงแล้วเพาะเมล็ดมะม่วงนั้นขึ้นใหม่ต่อไปฉะนั้น […]

Dhamma Daily : กรวดน้ำให้ถูกวิธี ทำอย่างไร ถ้าทำบุญแล้วไม่กรวดน้ำได้หรือไม่

ถาม : ทำไมถึงต้องมีการกรวดน้ำ มีการกรวดน้ำในพิธีการใดบ้าง การ กรวดน้ำให้ถูกวิธี ต้องทำอย่างไร ถ้าเราทำบุญแล้วไม่กรวดน้ำได้หรือไม่ ท่านว. วชิรเมธี ได้ไขปัญหาไว้ดังนี้ ตอบ : การทำบุญด้วยการให้ทานหรือการทำบุญเลี้ยงพระ เป็นเหตุให้มีการกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศล ดูเหมือนการกรวดน้ำหลังจากทำบุญเสร็จแล้วนี้จะได้คติมาจากเรื่องราวในสมัยพุทธกาล ซึ่งครั้งหนึ่งพระเจ้าพิมพิสารทรงนิมนต์พระพุทธเจ้าและคณะสงฆ์ไปฉันภัตตาหารที่พระราชนิเวศน์ หลังจากฉันภัตตาหารแล้วทรงลืมกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลแก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว คืนนั้นเอง เปรตซึ่งเป็นญาติของพระองค์จึงมาส่งเสียงร้องขอส่วนบุญ รุ่งขึ้นพระเจ้าพิมพิสารนำเรื่องนั้นไปกราบทูลว่าจะแก้ไขอย่างไรดี ทรงแนะนำให้ท้าวเธอทำบุญเลี้ยงพระแล้วอุทิศส่วนกุศลไปให้ รุ่งขึ้นพระองค์จึงทรงทำบุญเลี้ยงพระอีกครั้งหนึ่ง และในครั้งนี้พระองค์ทรงตั้งพระทัยอุทิศส่วนกุศลแก่ปวงญาติในอดีตทุกคน ในการอุทิศส่วนกุศลนั้น พระเจ้าพิมพิสารทรงหลัั่ง “ทักษิโณทก” ตกต้องเหนือปฐพี คืนนั้นเปรตเหล่านั้นไม่มารบกวนพระองค์อีกเลย แสดงว่าพวกเขาได้รับส่วนบุญจากการอุทิศให้ของพระองค์นั่นเอง นับแต่นั้นเป็นต้นมาจึงเกิดประเพณีนิยมในการทำบุญเลี้ยงพระว่า ต้องมีการกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลแก่บรรพบุรุษหรือสรรพสัตว์ด้วยเสมอไป การกรวดน้ำที่ถูกต้องทำได้ง่าย ๆ เพียงรินน้ำจากภาชนะหนึ่งลงสู่อีกภาชนะหนึ่ง หรือไม่เช่นนั้นก็รินลงสู่พื้นดินโดยตรงก็ได้ ขณะรินน้ำนั้นควรตั้งจิตอุทิศส่วนกุศลแก่ผู้ที่เราต้องการจะอุทิศส่วนกุศลให้ หลักการรินหรือกรวดน้ำนั้นมีอยู่ว่า พอพระสงฆ์ผู้เป็นประธานเริ่มอนุโมทนาด้วยบทว่า “ยะถา วาริวะหา…” ก็เริ่มรินน้ำ พอพระรูปที่สองรับว่า “สัพพี…” ต้องรินน้ำให้หมด แล้วประนมมือรับพรต่อไปอย่างสงบจนพระอนุโมทนาจบ เคยมีความเข้าใจผิด ๆ ว่า เวลาพระกรวดน้ำ หากผู้ร่วมทำบุญมีกันหลายคน คนที่ไม่ได้กรวดน้ำก็ควรแตะกันและกันต่อไปจากคนแรกจนถึงคนสุดท้าย ขอแนะนำว่าวิธีนี้ไม่ถูกต้อง ควรมอบภาระในการกรวดน้ำนั้นให้เป็นหน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่งก็ได้ ส่วนคนที่เหลือก็นั่งประนมมืออย่างสงบ […]

มองฝรั่งหยั่งถึง สังคมไทย – ว.วชิรเมธี

มองฝรั่งหยั่งถึง สังคมไทย – ว.วชิรเมธี ตลอดเวลากว่าห้าปีมานี้ ผู้เขียนได้รับอาราธนาให้เดินทางไปเผยแผ่พระพุทธศาสนายังสหรัฐอเมริกาและภาคพื้นยุโรปอย่างต่อเนื่อง บางครั้งเดินทางอยู่ในต่างประเทศยาวนานถึง 6 เดือนต่อปีมีบางคนถามว่า การพระศาสนาในต่างแดนเป็นอย่างไร เท่าที่สังเกตโดยส่วนตัวในรอบยี่สิบปีมานี้ กระแสความสนใจในพุทธศาสนาของชาวตะวันตกพุ่งขึ้นสูงอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังมีแนวโน้มว่าจะสูงอยู่อย่างนี้ต่อไปอีกหลายปี บางทีการที่ชาวตะวันตกสนใจในพระพุทธศาสนามากอย่างนี้อาจไม่ใช่แฟชั่น แต่อาจเป็นอาการสะท้อนความจริงบางอย่าง ความจริงที่ว่านี้ก็คือ อาการขาดความสุขทางจิตวิญญาณ อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการติดตันของอารยธรรมวัตถุนิยมที่เจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องมาจนถึงขีดสุด ครั้นวัตถุพรั่งพร้อม ชีวิตสะดวกสบายในทางกายภาพหมดแล้ว แต่กลับพบความจริงว่า ในใจยังว่างโหวง เป็นเหตุให้เกิดการแสวงหาแก่นแท้ทางจิตใจ หรือแสวงหาบ้านที่แท้จริงของชาวตะวันตก เมื่อมองไปทั่วทิศานุทิศแล้ว ภูมิปัญญาตะวันออกดูเหมือนจะมีเสน่ห์เย้ายวนใจสำหรับชาวตะวันตกมากที่สุดในยามนี้ เสน่ห์ที่่ว่านี้ประกอบด้วย 1. วัฒนธรรมประเพณี 2. ภูมิปัญญา 3. ภูมิธรรม วัฒนธรรมประเพณี เป็นเรื่องเปลือกผิวของชีวิต เช่นอาหารการกิน (เวลานี้อาหารไทยกลายเป็นอาหารหลักของหลายๆประเทศ ในอังกฤษ สวิตเซอร์แลนด์ หรือสหรัฐอเมริกาอาหารไทยขึ้นชื่อลือชามาก ใครเปิดร้านอาหารไทย ถ้าบริหารจัดการให้ดีแล้ว มีโอกาสรอดมากกว่าร่วง) เสื้อผ้าอาภรณ์ดนตรี ศิลปะ ธรรมชาติ วิถีชีวิต เป็นต้น ภูมิปัญญา เป็นเรื่องเกี่ยวกับศาสตร์ต่างๆ เช่น ภูมิปัญญาจีน ภูมิปัญญาอินเดีย ภูมิปัญญาทิเบต (โดยเฉพาะทิเบตเป็นที่รู้จักมากที่สุด) เล่าจื๊อ ขงจื๊อ คัมภีร์เต๋าเต็กเก็งหรือภควัทคีตา เป็นที่สนใจทั่วไปในหมู่ฝรั่งนักแสวงหาชาวตะวันตก ภูมิธรรม เป็นเรื่องเกี่ยวกับศาสนาตะวันออก เช่น พุทธศาสนานิกายเซนที่โด่งดังตั้งแต่ยุคบุปผาชนหรือยุคฮิปปี้ (ช่วงสงครามเวียดนาม) ที่นำไปสู่สหรัฐอเมริกา โดย ดี.ที. ซุซุกิล่าสุดกลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้งหนึ่งหลังจากสตีฟ จ๊อบส์ อดีตซีอีโอแอปเปิล เปิดเผยรสนิยมการใช้ชีวิตและการออกแบบนวัตกรรมว่า ล้วนได้รับอิทธิพลมาจากพุทธศาสนานิกายเซนหริกฤษณะ มหาฤ าษี กูรู (เช่น โอโช) และพุทธศาสนาแบบวัชรญาณ โดยการนำขององค์ทะไลลามะ การเจริญสติแบบหมู่บ้านพลัม โดยการนำของท่านติช นัท ฮันห์ และพุทธศาสนาแบบเถรวาทแท้ โดยการนำของหลวงพ่อชา สุภัทโท และศิษยานุศิษย์ชาวตะวันตก นอกจากนั้นก็มีศูนย์วิปัสสนาของอาจารย์โกเอ็นก้าที่กระจายไปทั่วโลก ในส่วนของศูนย์วิปัสสนานั้น เดี๋ยวนี้พบว่าวิปัสสนาจารย์ที่เป็นคฤหัสถ์มีมากมายกระจายกันอยู่ทั่วไปทั้งในอเมริกาและยุโรป นอกจากภูมิธรรมจะมาจากแหล่งทางศาสนธรรมโดยตรงแล้ว ปัจจุบันนี้ก็ยังมีีที่มาจากการประยุกต์พุทธธรรมเข้ากับศาสตร์สมัยใหม่ เช่น การเจริญสติกับจิตวิทยา การเจริญสติกับการศึกษา การเจริญสติกับการดูแลสุขภาพ ฯลฯ ดารา บุคคลสาธารณะ ทีมฟุตบอล นักการเมืองหลายคนหันมาสนใจพุทธศาสนาและปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของตนตามแนวทางแห่งพุทธธรรมเป็นการใหญ่ ถามว่า นอกจากความอิ่มตัวทางวัตถุแล้ว มีอะไรเป็นปัจจัยร่วมให้ชาวตะวันตกหันมาสนใจพุทธธรรมและภูมิปัญญาตะวันออก คำตอบประการหนึ่งซึ่งผู้เขียนมองเห็นก็คือ เพราะโลกตะวันตกกำลังวิกฤติ เมื่อหาทางออกในบ้านตัวเองไม่พบ ก็ต้องมองออกไปนอกบ้านนอกจากนั้นแล้ว ภูมิปัญญาตะวันออกหลายอย่างมีลักษณะ “มององค์รวม” (เช่น เต๋า พุทธ) เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เน้นความกลมกลืนกับธรรมชาติมากกว่ามุ่งพิชิตธรรมชาติยอมรับความแตกต่างหลากหลายของผู้คน มุ่งสันติ เน้นการดูแลกายและใจในลักษณะองค์รวมของชีวิตมากกว่าการมองชีวิตแยกส่วนแบบกลไก ฯลฯ เหล่านี้คือด้านที่ขาดหายไปในภูมิปัญญาตะวันตก ครั้นหาสิ่งเหล่านี้พบในโลกตะวันออก พวกเขาก็จึงรีบสมาทานความเป็นตะวันออกกันยกใหญ่ ผลงานชื่อ จุดเปลี่ยนแห่งศตวรรษ และ เต๋าแห่งฟิสิกส์ ที่เขียนโดยนักฟิสิกส์ชาวออสเตรีย คือตัวอย่างหนึ่งของการมองหาภูมิปัญญาจากตะวันออกเพื่อเยียวยาตะวันตกที่ได้รับการต้อนรับอย่างกว้างขวาง ในส่วนของพุทธศาสนาเองนั้น จุดเด่นที่ชาวตะวันตกสนใจ นอกจากการเป็นศาสนาที่ไม่เสียเวลาถกเถียงเรื่องสถานภาพของพระเจ้า การไม่มีประวัติของการทำสงครามศาสนา จุดเน้นที่สำคัญก็คือ การเป็นศาสนาแห่งปัญญาที่มีลักษณะสอดคล้องกับวิทยาศาสตร์ที่เน้นความมีเหตุผล การมีลักษณะเป็นประจักษ-นิยม (พิสูจน์ได้ ท้าทายได้ ทดสอบด้วยตัวเองได้ อยู่เหนือกาล-เวลา) และแก้ปัญหาชีวิตได้จริง โดยเฉพาะการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ที่เมื่อชาวตะวันตกหันมาปฏิบัติตามแล้วก็แก้ปัญหาชีวิตได้จริงๆ จนเห็นผลประจักษ์ด้วยตนเอง ประโยชน์ที่เห็นด้วยตาในชีวิตนี้ หรือในปัจจุบันนี้ เหล่านี้เอง ทำให้พุทธศาสนากลายเป็นศาสนาที่เนื้อหอมที่สุดในตะวันตกเวลานี้ พุทธศาสนากำลังขึ้นสู่ยุคทองของความรุ่งโรจน์ในฝั่งตะวันตกอย่างน่ายินดี แต่เมื่อมองย้อนกลับมาในประเทศไทยแล้ว บางทีก็อดเป็นห่วงไม่ได้ ประเทศไทยที่คนไทยชอบอ้างว่าเป็นเมืองพุทธนั้น กลับมากไปด้วยความรุนแรง ความโลภ ความโกรธ ความหลงในยศ ทรัพย์อำนาจ มากด้วยหมอผี มากด้วยไสยศาสตร์ ทั้งเป็นไสย-ศาสตร์ที่ไม่ต้องมิดเม้นอีกต่อไป เพราะในเวลานี้ผีทั้งหลายสามารถมาปรากฏตัวในรายการทีวีสดๆ เข้าทรงเข้าสิงกันเห็นๆโดยที่ไม่มีหน่วยงานไหนออกมาติงมาเตือน หมอดูหมอเดาก็ทำท่าว่าจะมีบทบาทยิ่งกว่าปัญญาชนนักวิชาการ เพราะเกลื่อนบ้านเกลื่อนจอกันไปหมดในเวลานี้ นอกจากนั้นแล้วเครื่องรางของขลังก็แผ่คลุมแก่นพุทธศาสน์เสียจนยากจะแหวกออกมาให้เห็นเนื้อแท้แห่งคำสอนของพระพุทธองค์ ชาวพุทธไทยจะยังเป็น “กบเฒ่านั่งเฝ้ากอบัว” อยู่อย่างนี้ไปอีกนานเท่าไรก็ไม่รู้ ของดีแท้ๆ ที่กำลังบูมอยู่ในเมืองฝรั่งนั้นมีอยู่แล้วอย่างสมบูรณ์ในบ้านเมืองของเราเอง แต่ทำอย่างไรหนอเราถึงจะมองเห็น ทำอย่างไรหนอ เราถึงจะ “ตื่น” ขึ้นมาตระหนักรู้ ทำอย่างไรหนอ วัฒนธรรมแห่งการ “เจริญสติ” จะกลายเป็นวัฒนธรรมกระแสหลักแทนวัฒนธรรมแห่งการคอร์รัปชันที่แผ่คลุมไปทั่วทุกวงการ    photo by nuttanart on pixabay Secret Magazine (Thailand) บทความน่าสนใจ อานิสงส์ของการเจริญสติ โดย ท่านว.วชิรเมธี

เมื่อมีลูกเป็น เด็กพิเศษ พ่อแม่ควรจะอยู่กับลูกอย่างไรให้ทุกข์น้อยที่สุด

เด็กพิเศษ – พ่อแม่พิเศษกว่า  โดย ว. วชิรเมธี เด็กพิเศษหรือเด็กออทิสติกนั้นต้องการความสามารถพิเศษของผู้เป็นแม่และพ่ออย่างมหาศาล และความสามารถพิเศษนี้ก็ไม่ใช่ความสามารถทางกายในการกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงดูเขาเท่านั้น หากแต่สิ่งสำคัญที่สุดก็คือความสามารถทางใจในการที่จะให้ความรักแก่เขาอย่างเต็มเปี่ยม ความรัก ความผูกพัน ความเอาใจใส่ต่อเขา สิ่งนี้เป็นพลังพิเศษที่พ่อแม่จะต้องมอบให้แก่เด็กพิเศษมากกว่าเด็กทั่ว ๆ ไป ดังนั้นถ้าหากลูกของคุณเป็นเด็กพิเศษ คุณก็ควรจะตั้งหลักเอาไว้ในใจให้มั่นเลย ทีเดียวว่า “ถ้าลูกเป็นเด็กพิเศษ ก็ต้องเจอกับพ่อแม่ที่พิเศษกว่าลูก” หมายความว่าเราผู้เป็นพ่อและแม่ก็ต้องรักเขาเป็นพิเศษ ดูแลเขาเป็นพิเศษ อดทนกับเขาได้มากกว่าเป็นพิเศษ ความรักและการดูแลลูก ๆ นั้นเป็นโอสถพิเศษยิ่งกว่าโอสถบรรดามีในโลก ขอให้คุณคิดถึงคนที่เขามีพร้อมทุกอย่าง อยากมีลูกแต่ทำอย่างไรก็ไม่มี หรือคนที่มีลูก แต่ลูกเป็นคนเลวทรามต่ำช้า นำแต่ความเจ็บช้ำน้ำใจมาให้พ่อแม่ สอนไม่ได้ ว่าไม่ฟัง ด้อยการศึกษา เป็นทาสยาเสพติด และคนที่มีลูก แต่ลูกมาตายจากไปเสียแต่ยังเล็ก โดยที่ยังไม่ได้ทำอะไรที่ดีงามให้แก่พ่อแม่เลย ปล่อยให้พ่อแม่แก่เฒ่าไปตามลำพังอย่างเงียบเหงา ฝากผีฝากไข้กับใครก็ไม่ได้ คนเหล่านั้นเขาทุกข์เพราะลูกมหาศาล แต่คุณมีลูกเป็นเด็กพิเศษ นี่ก็นับเป็นโชคอย่างหนึ่งของชีวิต เพราะอย่างน้อยคุณก็ได้ใช้ศักยภาพของความเป็นพ่อเป็นแม่อย่างคุ้มค่าที่สุด ขอให้มองว่า งานเลี้ยงลูกนั้นเป็นงาน “บำเพ็ญบารมี” ประเภทหนึ่ง คุณต้องบำเพ็ญปัญญาบารมี คุณต้องบำเพ็ญขันติ (ความอดทน) บารมี คุณต้องบำเพ็ญจาคะ (การเสียสละ) บารมี […]

ไอธรรมนำ ไอที ตอน วรรณกรรมของคนมือบอน – ว.วชิรเมธี

ไอธรรมนำ ไอที ตอน วรรณกรรมของคนมือบอน – ว.วชิรเมธี  โลกธรรม 8 คือ ธรรมที่เป็นกฎกติกาสามัญประจำโลก เราทุกคนที่เกิดมาในโลกต้องพบกับโลกธรรม ถ้าพบแล้วสามารถรับมือได้ โลกธรรมก็ยังคงเป็นธรรมดาของโลกแต่ถ้าเรารับมือไม่ได้ เจ้าโลกธรรมนี้จะกลายเป็น “โลกกระทำ” คือมันจะกระทำให้เราทุกข์แทบล้มประดาตาย ถ้าโลกมันกระทำเราแทบล้มประดาตายแล้ว เรายังไม่ตื่น ยังไม่โต ยังไม่เต็ม… (ไม่ตื่น คือไม่รู้เท่าทันว่ามันเป็นธรรมดาของโลก ไม่โต คือยังไม่มีวุฒิภาวะว่าอยู่ในโลกมันก็เป็นอย่างนี้แหละ และ ไม่เต็มก็คือ ยังไม่ได้เต็มไปด้วยความเข้าอกเข้าใจ…) จากโลกธรรมธรรมดา  กลายเป็นโลกกระทำจากโลกกระทำจะกลายเป็นโลกกระทืบ ช่วงนี้อาตมาก็งานเข้าหลายเรื่องเหมือนกัน  ทำวิทยานิพนธ์ไว้ตั้ง 10 ปีจู่ ๆ คนก็มาอ่านเอาปีที่ 10  อ่านกันทีก็อ่านทั้งประเทศเลย  ญาติโยมมักจะเรียกอาตมาว่าเป็น “บุคคลสาธารณะ” คืออยู่ในฐานะที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้ง่าย ๆ  แต่อาตมามักจะบอกเสมอว่า เราเป็นบุคคลสาธารณะก็จริงแต่ไม่ใช่ของสาธารณะ บุคคลสาธารณะ คือ อยู่ในที่แจ้งเป็นบุคคลที่สังคมรู้จัก แต่ของสาธารณะนั้นหมายความว่า ใครจะมาใช้ร่วมกันก็ได้เช่น ห้องน้ำในวัด แต่บุคคลสาธารณะไม่ใช่ของสาธารณะอย่างนั้น ฉะนั้น วิพากษ์วิจารณ์บุคคลสาธารณะได้ แต่ต้องทำด้วยความเคารพ ให้เกียรติเกรงอกเกรงใจ ไม่ใช่หยิบคำพูดบางคำหรือภาพบางภาพมารุมจิก รุมกัด รุมด่ารุมประณาม บางคนเป็นนักวิจารณ์ตัวยง อย่างโยมคนหนึ่งมาเล่าเรื่องเจนนี่ให้ฟังด้วยความสนุกสนานบันเทิง พออาตมาถามว่า โยมรู้ข้อมูลลึกขนาดนี้อยู่ในเหตุการณ์หรือ “เปล่าค่ะ” “แล้วทำไมเล่าได้ขนาดนี้” “อ่านจากในอินเทอร์เน็ตค่ะ” อาตมาก็เลยบอกว่า “สมมุติกลับกันนะถ้าโยมตกเป็นข่าวเสียเอง แล้วคนอื่นเอาเรื่องของโยมมาเล่า ตีความวิพากษ์วิจารณ์อย่างนั้นอย่างนี้โดยไม่มีข้อเท็จจริงรองรับเลยโยมเจ็บมั้ย” “ก็น่าจะเจ็บนะคะ” เห็นไหม คนจำนวนมากสนุกสนานเสมอเวลาพูดถึงคนอื่นในแง่ไม่ดีไม่งามแต่ถ้าตัวเองตกเป็นข่าวบ้าง ก็อยากจะฟ้องร้องคนอื่นทุกทีไป ในยุคสังคมข่าวสารข้อมูล เราทุกคนมีสิทธิ์ตกเป็นข่าว มีสิทธ์ถูกเข้าใจผิด เพราะใครก็เป็นนักข่าวภาคพลเมืองได้ เนื่องจากทุกคนมีอุปกรณ์ นั่นก็คือโทรศัพท์ ทุกวันนี้คนไม่อยากดูข่าวจากฟรีทีวี ช่อง 3 5 7 9แล้ว เลือกอ่านข่าวจากเฟสบุ๊ก ทวิตเตอร์ไลน์ วอทส์แอพพ์ ง่ายกว่ากันเยอะ  เร็วและแรงด้วย แต่ในความเร็วและในความแรงนั้น ถ้าเราไม่เติมสติเข้าไป เราจะกลายเป็นผู้ถูกกระทำและเป็นผู้ที่ไปกระทำคนอื่น ท่ามกลางสังคมข่าวสาร ทุกคนต้องตั้งสติให้ดี อย่าไปทำให้ใครเจ็บช้ำน้ำใจ อย่าวิพากษ์วิจารณ์ใครโดยที่เราไม่มีข้อเท็จจริงอยู่ในมือ พูดอีกอย่างหนึ่งว่า ต้องหาความรู้ก่อนเชิดชูความเห็น วิจัยก่อนวิจารณ์ หรือวิจารณ์โดยมีการวิจัยรองรับ คนไทยเรานั้นมีอุปนิสัยชอบนินทาสมัยก่อนเรานินทากันแล้วก็หายไปกับสายลมแต่พอเข้าสู่ยุคของโซเชียลมีเดีย เรานินทาอยู่บนเฟสบุ๊ก ทวิตเตอร์ แล้วมันไม่ได้หายไปไหน สิ่งที่เราคิด สิ่งที่เราเขียน สิ่งที่เรานินทานั้น จะจริงหรือเท็จไม่รู้ แต่เมื่อหลุดจากมือเราไป ถ้าดีก็ส่งเสริมคนคนนั้นแต่ถ้าไม่ดีจะทำให้คนนั้นตกทุกข์ได้ยากบางทีถึงกับหมดอนาคต ฉะนั้นจะเขียนอะไรจะส่งอะไร จะกดไลค์ กดแชร์ ต้องคิดมาก ๆคิดลึก ๆ คิดนาน ๆ อาตมาสังเกตว่า เวลาไปต่างจังหวัดและแวะเข้าห้องน้ำตามปั๊มหรือห้องน้ำสาธารณะมักจะได้อ่านวรรณกรรมที่อยู่หลังประตูห้องน้ำเสมอ อาตมาเรียกว่าวรรณกรรมของคนมือบอน ฉันใดก็ฉันนั้นถ้าเราเขียนข้อความลงบนโซเชียลมีเดียโดยขาดความยั้งคิด เราก็ไม่ต่างอะไรจากคนมือบอนในห้องน้ำ ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงด้วยภูมิปัญญาขั้นต่ำ ทำให้ตัวเองและคนอื่นเดือดร้อน สิ่งที่เราเขียนบนโซเชียลมีเดียนั้น ถ้าเราเขียนดี มันจะส่งเสริมตัวเรา แต่ถ้าเราเขียนอะไรไม่ดี มันก็จะกลับมาดิสเครดิตลดความน่าเชื่อถือของเรา และบางกรณีมันก็กำลังประจานเราด้วย เขียนดี เป็นศักดิ์เป็นศรีของชีวิต เขียนไม่ดี เป็นความอัปรีย์ของชีวิต ก่อนจะอัพสเตตัสของตัวเองทุกครั้งคิดให้ดี คิดให้นาน คิดให้ลึก เขียนออกไประบายออกไป คลิกนิดเดียว อ่านกันทั่วโลกรับรู้กันทั่วโลก ฉะนั้นจะเขียนอะไรก็ตาม ต้องมั่นใจจริง ๆ ว่าสิ่งนั้นดีสำหรับตัวเอง ดีสำหรับเพื่อนมนุษย์ และดีสำหรับสังคม ถ้าไม่…อย่าเขียน อย่าคลิก อย่ากดไลค์ อย่ากดแชร์ อย่าแบ่งปัน ให้มันจบที่เรา ใครส่งมาให้เรา เราไม่จำเป็นจะต้องส่งต่อเสมอไป จะส่งต่ออะไรก็ตาม ต้องมั่นใจว่าเป็นข่าวสารที่ดี ถ้าเป็นขยะข้อมูลเป็นปฏิกูลข่าวสาร คลิกลงถังขยะซะ             นี่แหละคือสติสัมปชัญญะสำหรับชาวไทยในยุคสื่อสังคมออนไลน์    photo by Janet13 on pixabay Secret Magazine (Thailand) บทความน่าสนใจ บอก ไม่ต้องแบก บทความธรรมะที่ พ่อแม่ ควรอ่าน โดย พระอาจารย์ชาญชัย อธิปัญโญ

ยิ้มไว้ก่อน ท่าน ว สอนไว้! 8 วิธีสลายความเครียด สูตร ว.วชิรเมธี

สลายความเครียด ไม่ใช่เรื่องยาก ใครก็ตามที่เคยเรียนรู้เรื่องการเจริญสติ คนนั้นสามารถที่จะบริหารใจให้ลอยอยู่เหนือความเครียดได้อย่างสบายๆ

คู่แท้ แม้ชาติหน้า แง่คิดในการครองคู่โดย ท่าน ว.วชิรเมธี

คู่แท้ แม้ชาติหน้า แง่คิดในการครองคู่โดย ท่าน ว.วชิรเมธี คู่รักหรือสามีภรรยาที่อยู่ด้วยกันมา แล้วตระหนักอย่างลึกซึ้งว่า คนที่เรารักหรือคู่สมรสของเรานั้นเป็น ” คู่แท้ ” ของเราในทุก ๆ ด้านอย่างที่เคยนึกปรารถนามาโดยตลอด และเมื่อพบแล้วก็หวังจะให้เขาหรือเธอยังคงความเป็นคู่แท้ตลอดไปจนถึงชาติหน้าหรือชาติไหน ๆ ก็ตาม ความปรารถนานี้จะเป็นจริงได้อย่างไร พระพุทธเจ้าทรงให้แนวทางไว้ว่า คู่รักหรือสามีภรรยาจะต้องปฏิบัติตามหลักการ “4 ส” นี้ 1. มีศรัทธาสมกัน คือ เคารพนับถือในลัทธิศาสนา สิ่งเคารพบูชา มีแนวความคิด ความเชื่อถือ ความสนใจในเรื่องต่าง ๆ อย่างเดียวกัน (มีรสนิยมใกล้เคียงกัน เช่น อ่านหนังสือ ดูภาพยนตร์แนวเดียวกัน ชอบธรรมชาติเหมือนกัน โดยสรุปคือมีไลฟ์สไตล์ใกล้เคียงกัน) นอกจากนี้ยังต้องมีความหนักแน่นเสมอกัน ปรับตัวเข้าหากันได้ ยอมลงให้กันได้ในเรื่องศาสนา อุดมคติ หรือรสนิยมทางจิตวิญญาณ 2. มีศีลสมกัน คือ มีความประพฤติ มีศีลธรรม จรรยามารยาทพอเหมาะสอดคล้องไปกันได้ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ มีพื้นฐานการศึกษาอบรมใกล้เคียงกัน หรืออยู่ในระดับเดียวกัน 3. มีจาคะสมกัน […]

ฆ่าตัวตาย อย่างไรไม่บาป และเป็นบุญ โดย ท่าน ว.วชิรเมธี

ฆ่าตัวตาย อย่างไรไม่บาป และเป็นบุญ โดย ท่าน ว.วชิรเมธี การ ฆ่าตัวตาย มีทั้งที่เป็นบาปและเป็นบุญ การฆ่าตัวตายอย่างไรเป็น “บาป” และการฆ่าตัวตายอย่างไรเป็น “บุญ” การฆ่าตัวตนของเราทํ้งที่ยังเป็น ๆ ให้ตายไปแล้วก็เข้าโลง จากนั้นขึ้นสู่เมรุ เพราะต้องการหนีปัญหาหรือหนีความทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่ง จัดว่าเป็นการฆ่าตัวตายที่เป็นบาป ที่ว่าเป็นบาป เพราะเป็นการ “สังหาร” ชีวิตของตัวเองให้แตกดับไป เป็นการตัดขั้นตอนการตายตามธรรมชาติ เพราะเมื่อใครคนใดคนหนึ่งฆ่าตัวตายในลักษณะอย่างนี้แล้ว ความทุกข์ของชีวิตก็ไม่ได้รับการแก้ไข ซ้ำยังเป็นการสร้างทุกข์อันใหญ่หลวงเอาไว้ให้คนที่อยู่ข้างหลังต้องมาแบกรับ เมื่อฆ่าตัวตายไปเพราะต้องการหนีปัญหานั้น กิเลสซึ่งเป็นเหตุแห่งการเวียนว่ายตายเกิดยังไม่ได้รับการขจัดให้สิ้นไป ถึงแม้ตัวจะตายไปแล้วในชาตินี้ แต่ยังจะต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไปไม่รู้จบสิ้น จิตของคนที่ฆ่าตัวตายไปแล้วนั้น กล่าวกันว่า กว่าจะวิวัฒนาการมาเป็นคนได้ใช้เวลานานแสนนานจนไม่อาจคำนวณเป็นวันเวลาของมนุษย์ได้ ดังนั้นการฆ่าตัวตายจึงเท่ากับเป็นการปฏิเสธอัตภาพแห่งความเป็นมนุษย์ จิตซึ่งสูงอยู่แล้วจึงกลายเป็นจิตที่เสื่อมคุณภาพ เป็นเหตุให้จิตดวงนั้นต้องไปเรียนรู้กระบวนการ”วิวัฒน์”ใหม่อีกหลายล้านชาติภพ เพื่อที่จะได้กลับมาเป็นคนอีกครั้งหนึ่งในชาติภพไหนก็ไม่อาจรู้ได้ กล่าวอีกนัยหนึ่งว่า จิตของคนที่ฆ่าตัวตายต้องไปเทคคอร์สใหม่เพื่อสั่งสมคุณภาพจิตให้สูงขึ้นมาทีละน้อย ๆ จนกว่าจะสูงมากพอที่จะได้เวียนกลับมาเกิดในอัตภาพของมนุษย์อีกครั้งหนึ่ง ในพระไตรปิฎก พระพุทธเจ้าเคยตรัสว่า กว่าที่คนคนหนึ่งจะได้อัตภาพกลับมาเกิดเป็นคนนั้นใช้เวลานานแสนนาน ทรงอุปมาไว้ว่า มีมหาสมุทรแสนกว้างใหญ่ไพศาลอยู่แห่งหนึ่ง มองไปทางไหนก็ไม่เห็นฝั่ง ใต้มหาสมุทรแห่งนั้นมี “เต่า” ตาบอดอยู่ตัวหนึ่ง และเหนือผิวมหาสมุทรแห่งนั้นมี “ห่วง” อยู่อันหนึ่ง ร้อยปีเต่าตาบอดตัวนั้นจะโผล่ขึ้นเหนือผิวน้ำครั้งหนึ่ง […]

ความสุข – ข้อคิดเสริมพลังชีวิตด้านบวก โดย ท่าน ว.วชิรเมธี

 ความสุข – ข้อคิดเสริมพลังชีวิตด้านบวก โดย ว.วชิรเมธี เคล็ดลับในการฝึกตนให้เป็นคนที่มี ความสุข ก็คือ “จงอยู่ห่างที่เป็นแหล่งพลังงานทางด้านลบ” เพราะคนที่คิดลบ พูดลบ ทำลบ มองลบ ก็ไม่ต่างอะไรจากกองขยะ ตัวเขาเองก็เน่าเหม็น (ด้วยความคิดลบที่หมักอยู่ในหัว / ในความคิด) ใครเข้าใกล้ก็พลอยเหม็นติดเสื้อผ้าออกมาด้วย ปราชญ์คนหนึ่งเคยพูดว่า “คนที่คิดลบนั้นเขาไม่เคยพอใจในอะไรสักอย่าง เขาไม่พอแม้กระทั่งประเทศที่เป็นแผ่นดินถิ่นเกิดของเขา เขาด่าทุกอย่าง วิจารณ์ทุกอย่าง เพื่อเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เขาทำอย่างนั้นตั้งแต่หนุ่มจนแก่ และก็ตายจากไปโดยไม่มีความสุข” “จงอยู่เสียให้ห่างจากแหล่งพลังงานทางด้านลบ คือกฎข้อแรกของการฝึกตนให้เป็นคนที่มีความสุข”   ที่มา : นิตยสาร Secret  ฉบับที่ 233 ผู้เขียน/แต่ง : ว.วชิรเมธี Photo by Artem Bali on Unsplash Secret Magazine (Thailand) บทความน่าสนใจ 9 นิสัยคิดลบ บ่อนทำลายสมอง หยุดซะ หากคุณอยาก เพิ่มไอคิว […]

รู้หรือไม่? ปล่อยสัตว์อย่างไรไม่เป็นบาป

รู้หรือไม่ว่า ปล่อยสัตว์ อย่างไรไม่เป็นบาป การทำบุญที่ง่ายที่สุดของชาวพุทธในยุคนี้เห็นทีจะหนีไม่พ้นการปล่อยสัตว์ แต่ผู้ใจบุญทั้งหลายได้เคยฉุกคิดกันไหมว่า การปล่อยสัตว์นั้นควรปล่อยลงในแหล่งน้ำที่มีสภาพเหมาะกับสัตว์แต่ละชนิดหรือไม่

สิ่งสำคัญ ที่ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตา แต่อาจสัมผัสได้ด้วยใจ ฉุกคิดสักนิดก่อนจะเสพข่าว

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ผู้อ่านคงจะได้รับทราบข่าวที่กำลังเป็นประเด็นร้อน ที่มีคนพูดถึงกันอย่างเป็นวงกว้างในโซเชียลมีเดียขณะนี้ จนบางครั้งก็ยากที่จะตัดสินว่าสิ่งใดเท็จหรือสิ่งใดจริง ถ้าลองพิจารณาดูดี ๆ แล้ว ต่างฝ่ายต่างก็มีเหตุที่ต้องกระทำไปแบบนั้น สิ่งสำคัญ ที่ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตา แต่อาจสัมผัสได้ด้วยใจ

ความประมาท 5 ประการที่ชาวพุทธควรหลีกเลี่ยง บทความดีๆ จากท่าน ว.วชิรเมธี

พระพุทธองค์ทรงสอนให้เราดำรงชีวิตอยู่ในปัจจุบันขณะอย่างดีที่สุด โดยใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท เพราะ ความประมาท ก่อให้เกิดโทษมากมาย

” คิดบวก ชีวิตบวก” ข้อคิดสู่ชีวิตเป็นสุข จาก ท่านว.วชิรเมธี

ข้อคิดสู่ชีวิตเป็นสุข จาก ท่านว.วชิรเมธี เวลาเจองานหนัก ให้บอกตัวเองว่า นี่คือโอกาสในการเตรียมพร้อมสู่ความเป็นมืออาชีพ เวลาเจอปัญหาซับซ้อน ให้บอกตัวเองว่า

Dhamma Daily: ชอบหงุดหงิดพ่อแม่ ต้องแก้อย่างไร ธรรมะดีๆ จาก ท่าน ว.วชิรเมธี

ธรรมะดีๆ จาก ท่าน ว.วชิรเมธี อยากกราบเรียนถามพระอาจารย์ว่า การที่ ชอบหงุดหงิดพ่อแม่ มีวิธีไหนที่จะทำให้เปลี่ยนความรู้สึกและพฤติกรรมแบบนี้ให้ดีขึ้นบ้างคะ

กิเลส และความทุกข์ 3 ระดับ บทความดี ๆ จาก ท่าน ว.วชิรเมธี

กิเลส คือปัจจัยเชิงลบที่ทำให้จิตและปัญญาเสื่อมคุณภาพ กิเลสเกิดขึ้นมาคราวหนึ่งปัญญาก็มัวหมองไปคราวหนึ่ง ถ้ากิเลสเกิดทุกขณะจิต ชีวิตก็เศร้าหมองปัญญาก็หดหาย

12 ชั่วโมงแห่งการ “ คิดเป็น ” มองโลกใหม่กับใจที่เป็นสุข โดยท่าน ว.วชิรเมธี

หากคุณคิดว่าช่างยากเหลือเกินที่จะให้มองทุกอย่างเป็นแง่บวกตลอด 24 ชั่วโมง งั้นเราลองแบ่ง 24 ชั่วโมงให้เหลือเพียงครึ่งหนึ่งดีไหม เป็นครึ่งวันที่ ” คิดเป็น “

keyboard_arrow_up