ใจนั้นสำคัญอย่างไร ธรรมะทันใจจาก ท่านว.วชิรเมธี

ใจนั้นสำคัญอย่างไร ธรรมะทันใจจาก ท่านว.วชิรเมธี ใจนั้นสำคัญอย่างไร เพราะว่าใจนั้นเป็นผู้กำหนดพฤติกรรมของกาย พระองค์ตรัสเอาไว้ในคัมภีร์พระธรรมบท มโน ปุพพัง คมา ธัมมา มโน เสฏฐา มโน มยา แปลว่าธรรมทั้งหลาย มีใจเป็นหัวหน้า มีใจประเสริฐที่สุด สำเร็จมาจากใจ ถ้าใจนี้ดี คิด ถ้าใจนี้ดี พูดและทำก็ดีตาม และสุขก็ตามมา ดังหนึ่งเงาตามตัว ถ้าใจไม่ดี ทุกข์ก็ตามมา ดังหนึ่งล้อเกวียนหมุนเวียนตามรอยเท้าโค เพราะฉะนั้นใจของเราอย่างไร เราก็จะได้การกระทำอย่างนั้น เพราะอะไร การกระทำทางวาจาก็ดี ทางพฤติกรรมทั้งหมดก็ดี มีใจเป็นผู้สั่งการ ใจเป็นดังหนึ่งกัปตันเรือ เรือจะหันเหไปทิศทางไหนก็ขึ้นอยู่กับคำสั่งของกัปตัน เพราะฉะนั้นถ้าเราบังคับใจของเราได้ เราก็บังคับกายของเราได้ คนส่วนมาก บังคับใจตัวเองไม่ได้ จึงสั่งกายไม่ได้ เช่น ฮอร์โมนมันพุ่งพล่านขึ้นมา สัญชาตญาณมันลุกขึ้นมา ตามความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย อย่างนี้พอใจมันรู้ไม่ทัน กายมันก็กระตุ้นใจเหมือนกัน แต่ถ้าเราควบคุมใจของเราได้ ไม่มีปัญหาเลย เพราะฉะนั้นถ้าใครก็ตามที่เป็น นายเหนือใจตนเองได้ พระพุทธองค์ทรงเชื่อว่าคนนั้นเป็นสุดยอดแม่ทัพ พระองค์บอกว่า ชนะคนในสงคราม นับพันคน นับพันครั้ง […]

ทำงานอย่างไรให้มีความสุข ธรรมะน่าคิดจาก ท่าน ว.วชิรเมธี

ทำงานอย่างไรให้มีความสุข ธรรมะน่าคิดจาก ท่าน ว.วชิรเมธี ทำงานอย่างไรให้มีความสุข หลักการมันง่ายนิดเดียว ต้องทำในสิ่งที่เรารัก หรือมิเช่นนั้นก็ต้องรักในสิ่งที่เราทำ ถ้าเราทำในสิ่งที่เรารัก เราไม่ต้องแยกความสุข ออกจากการทำงาน แค่เราได้ทำงานก็มีความสุขแล้ว พระอาจารย์มักจะถูกถามเสมอว่า อะไรคือความสำเร็จในชีวิต พระอาจารย์พูดได้เลยว่า การที่เราได้ทำในสิ่งที่เรารัก เพราะว่าการที่เราได้ทำในสิ่งที่เรารัก รางวัลมันมาเลย 1. เราจะทำสิ่งนั้นได้เป็นอย่างดีเพราะอะไร เพราะว่ามันเป็นความถนัดส่วนตัวของเราใช่ไหม เพราะมันเป็นความถนัดส่วนตัวของเรา เรารักมัน ฉะนั้นเราจึงทำได้เป็นอย่างดี เหมือนพี่เบิร์ดรักการร้องเพลง พี่เบิร์ดพอทำปุ๊บพี่เบิร์ดก็จะมีความสุขทันที แล้วไม่ต้องขัดเขินด้วย ทำอย่างง่ายดายในขณะที่มันยากสำหรับคนอื่นเพราะเขาไม่รัก แต่สำหรับพี่เบิร์ดมันง่ายมากเพราะพี่เบิร์ดรักมันใช่ไหม ฉะนั้นถ้าเรารักสิ่งไหนสิ่งนั้นจากยากจะกลายเป็นง่ายทันที และ 2. ความสุขจะอยู่ตรงนั้น คุณไม่ต้องไปแยกความสุขออกจากการทำงาน ว่าช่วงนี้เราขอทำงานก่อน เสาร์อาทิตย์ค่อยไปหาความสุขไม่ต้อง ถ้าคุณรักสิ่งใดคุณได้ทำสิ่งนั้น ความสุขจะเป็นฝาแฝดของงานโดยอัตโนมัติ คุณทำในสิ่งที่คุณรัก คุณจะได้รับความสุขเป็นของกำนัล และไม่ต้องรอเวลาถัดไปด้วย เกิดขึ้นตรงนั้นเลย พระอาจารย์เทศน์ทุกวันสอนทุกวันเขียนหนังสือทุกวัน พระอาจารย์มีความสุขทุกวัน ฉะนั้นดัชนีชี้วัดความสำเร็จของพระอาจารย์ คือ ความสุข พอเราได้ทำในสิ่งที่เรารัก เราก็มีความสุข สุขทุกวันที่ได้ทำในสิ่งที่เรารัก ฉะนั้นก็สำเร็จทุกวัน ชีวิตประสบความสำเร็จทุกวัน เพราะเราเอาความสุขเป็นตัวตั้งในการทำงาน แต่ถ้าเรารอว่าเมื่อเราทำงานไปแล้วคนมาให้รางวัล ได้เงินเยอะ […]

ทำไมสมัยนี้จึงไม่มีคนบรรลุธรรมจากการฟังธรรม โดย ท่าน ว.วชิรเมธี

ทำไมสมัยนี้จึงไม่มีคนบรรลุธรรมจากการ ฟังธรรม โดย ท่าน ว.วชิรเมธี อาตมาคิดว่าเป็นเพราะยุคนั้นเขา ฟังธรรม กับพระพุทธเจ้าโดยตรง คือเมื่อเราไปเรียนกับพระองค์ท่านโดยตรง มันมีบรรยากาศของความศักดิ์สิทธิ์ ลองจินตนาการดู ถ้าเราได้คุยกับบุคคลสำคัญโดยตรง ไม่ผ่านคนอื่น เราจะรู้สึกบรรยายกาศมันต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง แล้วถ้าบุคคลนั้นเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จิตใจของเรามันพร้อมที่จะเชื่อพร้อมที่จะเสื่อมใสอยู่แล้ว แล้วพระองค์ก็อยู่ตรงนั้นเป็นประจักษ์พยานให้เราเห็นด้วยว่าผู้ที่บรรลุธรรมผู้ที่มีธรรมะด้วยนั้นเป็นผู้ที่มีความสุขแค่ไหนอย่างไร เรียกว่าสภาพแวดล้อมมันเอื้อ เหมือนเราลองเดินไปในโบสถ์ในวิหารที่มันเงียบดูสิ เราก็จะเงียบโดยอัตโนมัติ บางทีเราเดินเข้าไปในวัดป่าที่มีต้นไม้สูงใหญ่ระหง เรายังไม่เจอพระเลยเราเงียบกริบโดยอัตโนมัติ ฉะนั้นถ้าเราเดินเข้าไป แล้วพระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมอยู่ตรงนั้น กายเราก็พร้อมใจเราก็พร้อม วาจาเราก็พร้อมที่จะฟังพระองค์ เราแทบไม่ต้องบอกตัวเองนะว่าตั้งใจ ฉะนั้นเราพร้อมที่จะทุ่มเทความสนจิตสนใจไปตรงนั้นเต็มที่ นี่เรียกว่าสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวย แล้วก็มีพระพุทธองค์ซึ่งเป็นผู้ค้นพบธรรมะมาแสดงโดยตรง แล้วตัวเราเองก็เป็นผู้ที่ถึงพร้อม ด้วยความเชื่อความเลื่อมใส และประเด็นสุดท้ายก็คือการที่เราหรือบุคคลเหล่านั้น มาเกิดร่วมยุคกับพระพุทธเจ้า แสดงว่าบารมีนั้นสุกงอมแล้ว มีเหตุอย่างน้อย 4 ประการนี้บวกกัน ก็ทำให้คนบรรลุธรรมกันได้ง่าย ๆ   ถอดความ :  สัมมาทิฏฐิ รู้ถูกต้อง สัมมาปฏิบัติรู้ถูกต้อง ปฏิบัติธรรมก็จะได้ผล | สุขทุกวัน7วัน7กูรู |13ธ.ค.61 ภาพ : www.pexels.com บทความน่าสนใจ อย่ายอมให้อัตตาครองใจ […]

ชีวิตที่ถูกใช้กับชีวิตที่ได้ใช้ต่างกันอย่างไร ธรรมนำทางชีวิตจาก ท่าน ว.วชิรเมธี

ชีวิตที่ถูกใช้ กับชีวิตที่ได้ใช้ ต่างกันอย่างไร ธรรมนำทางชีวิตจาก ท่าน ว.วชิรเมธี ชีวิตที่ถูกใช้ ก็หมายความว่า ตื่นมาก็ถูกหน้าที่การงาน ดึงดูดเข้าสู่โลกของการทำงาน โดยที่เราแทบจะไม่สามารถบริหารจัดการชีวิตได้ คือตื่นมาก็รู้แล้วว่ามีภาระอยู่ที่คอ เหมือนมีแอกอยู่ที่คอ ตื่นมาปั๊ปก็ถูกดึงดูดไปแล้ว เคยเห็นชาวนาเขาไถนาไหม มันจะมีแอกสวมอยู่ที่คอควาย แล้วก็จะมีเชือกอยู่ซ้ายอยู่ขวา ชาวนาก็จะคอยกระตุกเชือกนั้นแหละ ให้ควายเดินไปข้างหน้า หรือว่าจะให้เลี้ยวขวาหรือจะให้เลี้ยวซ้าย เพราะฉะนั้นก็จะมีแอกค้ำอยู่ที่คอควาย คืนตื่นมาคุณมีชีวิตที่ถูกใช้ ถูกบริษัทใช้หรือ ถูกกิเลสมันกระตุ้นมันเร้า ทำให้เราต้องวิ่ง เพื่อคอยที่จะสนองกิเลส แล้วก็เป็นอย่างนี้ชั่วนาตาปีโดยที่ไม่รู้เนื้อรู้ตัวเลย แท้ที่จริงเรามีชีวิตจริง ๆ หรือเปล่า เราได้ใช้ชีวิตไหม หรือแท้ที่จริงเราถูกชีวิตมันใช้ตลอด แทบไม่มีวันหยุด แทบไม่ได้เป็นตัวของตัวเอง ตื่น..ไม่ว่าจะเป็น ตอนตื่นตอนหลับ ทุกสิ่งทุกอย่างก็เป็นงาน เช่น บางคนตื่นปั๊ป อาบน้ำให้เร็วที่สุด เพราะเดี๋ยวไปสาย รถติด พอไปสายแล้วรถติด เดี๋ยวไม่ทันประชุม พอเลิกมาปั๊ปกินข้าวก็กินอย่างลวก ๆ ซื้อกับข้าวที่ปากซอย แล้วก็กินอย่างลวก ๆ ก็ลูกก็หลับไปแล้ว ลูกก็นอนก่อน สามีก็อาจจะนอนก่อน เราก็นอนที่หลัง ในระหว่างที่นอนนั้น มันยังไม่หลับ […]

การอยู่กับปัจจุบันขณะคืออะไร ธรรมะปลุกสติจาก ท่าน ว.วชิรเมธี

การ อยู่กับปัจจุบันขณะ คืออะไร ธรรมะปลุกสติจาก ท่าน ว.วชิรเมธี อยู่กับปัจจุบันขณะ หมายความว่าอยู่ที่นี่แล้ว ก็เดี๋ยวนี้ ขณะอึดใจนี้ คำว่าอยู่กับปัจจุบันไม่ใช่มิติของสถานที่ แต่อยู่กับปัจจุบันนี้มันเป็นมิติของจิตวิญญาณ หมายความว่าขณะใดก็ตามที่เรามีความรู้สึกตัวอยู่เสมอ ไม่หลุดไปอยู่ในโลกของความคิดในอนาคต หรือโลกของความคิดในอดีต แต่เป็นการที่เรารู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลาในทุกเรื่องที่คิด ทุกกิจที่ทำ ทุกคำที่พูด ทุกคำที่พูดและทุกอิริยาบถที่เคลื่อนไหว อาการที่เรารู้ตัวอยู่ ตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา ไม่ถูกปรุงแต่งด้วยตัณหา อวิชชา และอุปาทาน หรืออวิชชา ตัณหา ทิฐิ อวิชชาก็คือความหลง ตัณหาคือความอยาก ทิฐิคือชุดความคิดต่าง ๆ แต่เรารู้ตัวอยู่ที่นี่แล้วก็เดี๋ยวนี้ สด ๆ ในปัจจุบันขณะ โดยไม่ผ่านกระบวนการทางความคิด แต่เป็นความรู้สึกตัวสด ๆ ร้อน ๆ ซึ่งเกิดขึ้นเอง ณ เดี๋ยวนี้ ที่นี่ เช่น เราหายใจอยู่ เราก็รู้ว่าเราหายใจ อันนี้คือการอยู่กับปัจจุบันขณะที่แท้จริง ฉะนั้นเมื่อพูดถึงปัจจุบันขณะ เราไม่พูดถึงวัน เดือน ปี เลย เพราะว่ามันเป็นมิติทางจิตวิญญาณ และลมหายใจเป็นอุปกรณ์ของปัจจุบันขณะจริง […]

โควิด 19 : เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสของคนทั้งโลก โดย ท่าน ว.วชิรเมธี

โควิด 19 : เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสของคนทั้งโลก โดย ท่าน ว.วชิรเมธี   “ดอกบัวงอกงามขึ้นมาจากตมและน้ำ ฉันใด มนุษยชาติก็อาจเติบโตและงอกงามขึ้นมาจากวิกฤตการณ์ ฉันนั้น”   ท่านเจ้าคุณพระเมธีวชิโรดม (ว.วชิรเมธี) พระนักคิด นักเขียน นักพัฒนาสังคมชื่อดัง ผู้อำนวยการศูนย์วิปัสสนาสากลไร่เชิญตะวัน และผู้ดำรงตำแหน่ง UNHCR PATRON เผยแผ่บทความเชิงสร้างสรรค์เชิญชวนประชาคมโลกมองวิกฤติ โควิด 19 ว่าเป็นโอกาสทองของมนุษยชาติ ๙ ประการ โดยมีเนื้อหา ดังต่อไปนี้ จอห์น เอฟ เคเนดี เคยกล่าววรรคทองไว้คราวหนึ่งว่า “ในภาษาจีน คำว่า ‘วิกฤตการณ์’ (crisis) เกิดจากการประกอบกันของอักษรสองตัว คือ ตัวหนึ่งแทนคำว่า ‘อันตราย’ (danger/เวย危) และอีกตัวหนึ่งแทนคำว่า ‘โอกาส’ (opportunity/จี机)” หากเราเชื่อในคำกล่าวนี้ วิกฤติการณ์ที่เกิดจากไวรัสโควิด 19 ก็น่าจะมาพร้อมกับโอกาสบางอย่าง และต่อไปนี้ คือ โอกาสที่ผู้เขียนพอจะมองเห็นและอยากเชิญชวนให้เรามาลองคิดหาโอกาสจากวิกฤติคราวนี้ในมุมมองอื่น ๆ ร่วมกัน […]

คิดบวก คือคิดอย่างไร ธรรมะดี ๆ โดย ท่าน ว.วชิรเมธี

คิดบวก คือคิดอย่างไร ธรรมะดี ๆ โดย ท่าน ว.วชิรเมธี เดี๋ยวนี้ได้ยินแต่คำว่า “คิดบวก” อยู่บ่อย ๆ เลยอยากทราบว่าการคิดบวกคือคิดอย่างไร การคิดบวกจะทำให้เราไม่กล้าเผชิญหน้ากับความจริงใช่หรือไม่ ในสถานการณ์อย่างไรจึงจะใช้การคิดบวก บางคนก็ประณามการคิดบวกว่าเป็นวิธีคิดของคนสิ้นคดิ ความจริงเป็นอย่างไรกันแน่ครับ จากนักศึกษาไทยในออกซฟอร์ด การคิดบวกอาจอนุโลมเรียกว่าเป็นวิธีคิดอย่างหนึ่งในพุทธธรรมได้เหมือนกัน โดยมีชื่อเรียกว่า “อุปปาทกมนสิการ” แปลว่า “การคิดให้เกิดกุศลธรรม” หรือ “การคิดเพื่อให้เกิดประโยชน์” หลักทั่วไปมีอยู่ว่า ให้เรารู้จักมองหาแง่ดี แง่งาม แง่ที่เป็นประโยชน์ของสิ่งต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเราให้พบ แล้วพยายามใช้ประโยชน์จากสิ่งนั้นให้ได้ ขั้นตอนของการคิดบวกมีอยู่สองขั้นตอน ขั้นตอนที่ 1 เป็นการมองสิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริง แล้วพยายามแก้ปัญหาบนพื้นฐานของความเป็นจริงให้ได้อย่างถึงที่สุดก่อน แต่ถ้าหากพยายามทุกวิถีทางแล้วก็ยังไม่อาจแก้ปัญหาอะไรได้เลย จึงมาถึงขั้นตอนที่ 2 คือเริ่มใช้การคิดบวกกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ขั้นตอนที่ 2 คือ เมื่อพยายามแก้ปัญหาตามความเป็นจริงจนสุดความรู้ความสามารถแล้ว แต่กลับพบว่าเหตุปัจจัยที่ขวางอยู่ตรงหน้านั้นใหญ่โตหรือยากเย็นเกินกว่าจะแก้ไขอะไรได้ แทนที่เราจะเป็นฝ่ายยอมจำนน หรือยอมรับสภาพอย่างจนมุมและอยู่กับปัญหาแบบหมดอาลัยตายอยาก เรากลับลุกขึ้นมา ปรับวิธีคิดและปรับมุมมองของเราใหม่ เพื่อที่จะเผชิญกับความเป็นจริงในเชิงสร้างสรรค์ พูดง่าย ๆ ว่า […]

วิธีทำให้เจ้านายรักด้วยธรรมะ ท่าน ว. วชิรเมธี

วิธีทำให้เจ้านายรัก ด้วยธรรมะ ท่าน ว. วชิรเมธี คลายข้อสงสัยว่าทำอย่างไรจะทำให้เจ้านายรัก ซีเคร็ตนำเสนอโอวาทธรรมน่าคิดของท่าน ว.วชิรเมธีที่ได้มอบ วิธีทำให้เจ้านายรัก ด้วยธรรมะ ดังนี้ การที่คนเราจะถูกชะตากันหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง พระพุทธเจ้าท่านใช้คำว่า “ธาตุถูกกัน” หรือ ภาษาชาวบ้านว่า “ดวงสมพงศ์” นั่นเเหละ ในโลกนี้คนเรามีธาตุหรือจริต (behavior) แตกต่างกัน จริตบางอย่างดึงดูดกัน บางอย่างก็เป็นปฏิปักษ์กัน ถ้าเจ้านายกับเราเป็นคนละจริต รับรองว่ายากจะอยู่กันได้อย่างราบรื่น ยกตัวอย่างง่าย ๆ หากเจ้านายเป็นคนศรัทธาจริต ชอบธรรมะ ชอบพระชอบวัด ชอบปาฏิหาริย์ทางจิต และกฎแห่งกรรม ใครมาคุยเรื่องศาสนาปรัชญาละตาใสแจ๋ว คุยได้เป็นวัน ๆ แต่เรื่องการเมืองละส่ายหัวดิก ส่วนลูกน้องกลับเป็นคนพุทธิจริต ชอบใช้เหตุผล รักการใช้ปัญญาวิพากษ์วิจารณ์ขอรับรองว่ายากจะไปด้วยกันได้ และยากที่ลูกน้องจะชนะใจเจ้านาย วิธีทำงานแล้วให้สามารถอยู่ร่วมกับเจ้านายได้อย่างเนียนสนิทก็คือ 1. ทำงานให้ยอดเยี่ยม เมื่อทำงานดีจนเจ้านายขาดเราไม่ได้ หรือขาดแล้วองค์กรติดขัดมีปัญหา จากนั้นเจ้านายจะมองข้ามความไม่ชอบกันเป็นส่วนตัวไป สามารถอยู่ร่วมกันได้ด้วยผลงานแท้ ๆ อยู่กันไปนาน ๆ สักวันคงรักกันเองนั่นแหละ 2. สังเกตเจ้านายให้ดีว่าเป็นคนจริตอย่างไร แล้วพยายามปรับปรุงตัวให้มีบางอย่างที่สามารถเชื่อมโยงกับเจ้านายได้ […]

เศรษฐีตามแนววิถีพุทธเป็นอย่างไร ท่าน ว.วชิรเมธี

คำว่า”เศรษฐี”มีที่มาอย่างไร คนเช่นไรจึงจะเรียกว่าเศรษฐี คนที่มีเงินมาก ร่ำรวย ทรัพย์สิน เงินทอง ก็จัดว่าเป็น”มหาเศรษฐี”ได้เลยหรือไม่แล้ว เศรษฐีตามแนววิถีพุทธ เป็นอย่างไร

“อย่ายอมให้คอร์รัปชัน กลายเป็นวัฒนธรรมของชาติ” ธรรมะโดย ท่าน ว.วชิรเมธี

“อย่ายอมให้ คอร์รัปชัน กลายเป็นวัฒนธรรมของชาติ” ธรรมะโดย ท่าน ว.วชิรเมธี ถาม : ดิฉันทำงานอยู่แผนกจัดซื้อในโรงพยาบาลของรัฐ โดยมีหัวหน้าแผนกและพนักงานขายร่วมกันทุจริตในการซื้อยาและอุปกรณ์การแพทย์มานานแล้ว ดิฉันรู้เห็น แต่ไม่เคยมีส่วนได้เสียเลยแม้แต่ครั้งเดียว ดิฉันควรทำอย่างไรดีคะ เพราะแม้แต่ผู้อำนวยการโรงพยาบาลก็ยังมีส่วนแบ่ง ดิฉันไม่ทราบจะไปร้องเรียนที่ไหน หรือว่าจะลาออกดี แต่อายุขนาดนี้แล้วก็ไม่รู้จะไปทำงานอะไร รู้สึกบาปมากค่ะ ตอบ : ในฝ่ายพระสงฆ์ของเรานั้นว่ากันว่า ถ้าเห็นผู้อื่นทำผิดวินัยแล้วเราเฉย ๆ ก็เท่ากับว่าเราเองกำลังมีส่วนผิดด้วย เพราะความเสียหายที่คนอื่นทำนั้น บางทีไม่ได้เกี่ยวกับเราก็จริงอยู่ แต่มันเกี่ยวกับประโยชน์ส่วนรวมของเพื่อนมนุษย์ ซึ่งการที่เราเฉยก็เหมือนเราเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาด้วย ไม่ทราบว่าคุณเคยได้ยินคำกล่าวทำนองนี้บ้างหรือไม่ “หากเราไม่ร่วมแก้ปัญหา เราก็คือส่วนหนึ่งของปัญหา” แต่อย่างไรก็ตาม บางครั้งมนุษย์เราก็มีปัญหาเรื่อง “ความมั่นคง” ของชีวิตเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ในกรณีของคุณก็เช่นกัน บางทีการพูดออกไปก็หมายถึงอันตรายที่จะเกิดกับตัวเอง แต่หากเฉยไว้ ๆ ประเทศชาติก็เสียหายจากปัญหาทุจริตไม่จบไม่สิ้น ทางสายกลางในเรื่องนี้ก็คือ ควรหาทางแจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบเรื่องการทุจริตนี้ โดยไม่จำเป็นต้องเปิดเผยตัวเองก็ได้ โดยวิธีนี้คุณเองก็ปลอดภัย และยังสามารถแก้ปัญหาได้อีกด้วย ซึ่งการทำเช่นนี้คือการแก้ปัญหา ส่วนการอยู่เฉย ๆ ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น นั่นแหละคือสาเหตุสำคัญที่ทำให้ “คนชั่วยังคงลอยนวล” อยู่ทั่วไป และทำให้ การคอร์รัปชันกลายเป็นวัฒนธรรมกระแสหลักของสังคมไทยที่แตะไปยังวงการไหนก็มีเหมือนกันหมด หากเราคนไทยยังคงเย็นชากับปัญหา […]

คนที่มีความสุขที่สุดในโลก ธรรมะให้แง่คิดโดย ท่าน ว.วชิรเมธี

คนจำนวนมากนับถือพระพุทธเจ้าไม่ใช่เพราะว่าพระองค์เป็นเจ้าของอำนาจรัฐ ไม่ใช่เพราะว่าพระองค์เป็นมหาเศรษฐี ไม่ใช่เพราะว่าพระองค์สามารถจะอำนวยอวยยศศักดิ์อัครฐานให้ใครได้ พระองค์เป็นเพียงสมณะรูปหนึ่ง มีทรัพย์สมบัติก็เพียงไตรจีวรและบาตรหนึ่งใบ เมื่อพระองค์ทรงล่วงลับดับขันธ์ไป ทรัพย์สมบัติที่เหลือของพระองค์คือบาตรหนึ่งใบเท่านั้นที่พระอานนท์อุ้มตามพระองค์ไปยังบ้านน้อยเมืองใหญ่ บาตรนี้เองที่ใช้แทนสัญลักษณ์ นับเป็นเรื่องมหัศจรรย์อย่างยิ่งที่มหาบุรุษซึ่งไม่มีทรัพย์สมบัติ ไม่มีเดชานุภาพจะอำนวยอวยยศให้ใคร กลับได้รับการเคารพนับถือบูชายกย่องข้ามกาลเวลามาจนถึงทุกวันนี้อย่างบริสุทธิ์ใจ พระองค์มีอะไร เราถึงยอมให้พระองค์อย่างนั้น คำตอบก็คือ พระองค์มีปัญญาที่ทะลุทะลวงถึงคุณค่าของชีวิตอันลึกซึ้งที่สุด ในขณะที่คนทั้งโลกแสวงหาทรัพย์สินเงินทอง พระองค์ทรงแสวงหาความเข้าใจชีวิต ระหว่างคนที่มีทรัพย์สินเงินทองมหาศาลกับคนที่มีความเข้าใจโลกและชีวิตอย่างลึกซึ้ง ถามว่าใครมีความสุขมากกว่ากัน เคยมีคนไปหาพระพุทธองค์แล้วถามว่าพระองค์เป็นใคร แทนที่จะบอกชื่อบอกสกุล พระองค์บอกว่า “เราเป็นคนหนึ่งในบรรดาคนที่มีความสุขที่สุดในโลก” ชายคนนั้นไม่เชื่อ พระพุทธองค์ทรงถามว่า “ในเมืองนี้ใครมีความสุขที่ในโลก” ชายคนนั้นกราบทูลว่า “พระราชา” พระพุทธองค์ทรงถามว่า “พระราชาออกมานั่งเล่นชายป่าอย่างเราได้ไหม นี้ในฤดูหนาว ลมกำลังโพยพัด หิมะกำลังโปรยอ่อน ๆ เรามานั่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่เอาจีวรคลุมมีความสุข พระราชาทำอย่างนั้นได้ไหม” “โอ้ ไม่ได้หรอก ทำอย่างนั้นเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อราชบัลลังก์ พระองค์มีสิทธิ์ถูกปฏิวัติได้ทุกเมื่อ” พระพุทธองค์ตรัสว่า “เราทำอย่างนั้นได้และเราทำเสมอ ๆ ระหว่างเรากับพระราชา ใครมีความสุขที่สุด” ชายคนนั้นกราบทูลว่า “หม่อมฉันรู้แล้วพระองค์มีความสุขที่สุดในโลก” พระพุทธองค์คือบุคคลที่เป็นต้นแบบของคนที่อยู่กับแก่นสารของชีวิต โดยที่ไม่เปล่าเปลืองไปกับเรื่องไร้สาระบรรดามีทั้งหมด ในขณะที่ชาวโลกแสวงหาทรัพย์สินเงินทองและความมั่งคั่ง กิน กาม เกียรติ พระองค์ทรงแสวงหาความเข้าใจ คนที่มีความเข้าใจโลกและชีวิตคือคนที่มั่งคั่งที่สุด […]

บทเรียนจากความผิดพลาด ของ สตีฟ จ็อบส์ ที่จะทำให้คุณหันมาใส่ใจสมดุลชีวิตตัวเอง

บทเรียนที่ผิดพลาดของ สตีฟ จ็อบส์ ส่งผลสะเทือนต่อผู้นำทางธุรกิจคนอื่น ๆ ไม่น้อย เพราะการ “ตาย” ของเขาทำให้คนที่ยังอยู่ “ตื่น” ขึ้นมาพิจารณาชีวิต

ที่มาของ วันโกน วันพระ ที่หลายคนอาจยังไม่รู้ – ว.วชิรเมธี

ANSWER KEYS – 5 วันเลี้ยงท้อง 2 วันเลี้ยงใจ โดย ว.วชิรเมธี 1. วันพระ เป็นวันอะไร มีความสำคัญและประวัติความเป็นมาอย่างไรคะ 2 .ศีล 8 โดยเฉพาะข้อที่ 7 ในส่วน “เว้นการทัดทรง ตกแต่งร่างกายด้วยเครื่องประดับ ดอกไม้ ของหอม เครื่องทา” “เครื่องทา” ที่ว่านี้หมายถึงอะไรบ้างคะ เวลาไปปฏิบัติธรรมในหน้าร้อน ภายในวัดอากาศอบอ้าวมาก ก่อนนอน จึงทาแป้งเย็นเพื่อให้คลายร้อน จะได้นอนหลับได้ จะผิดศีลไหมคะ   วันพระคือวันที่ตรงกับขึ้นหรือแรม 8 ค่ำ หรือ 15 ค่ำ ตามหลักการนับวันทางจันทรคติ วันก่อนที่จะถึงวันพระเราเรียกว่าวันโกน (เดือนหนึ่งพระจะโกนผมหนึ่งครั้งในวันขึ้นหรือแรม 14 ค่ำ แต่วันขึ้นหรือแรม 7 ค่ำก็อนุโลมเรียกว่าวันโกนได้เหมือนกัน) สำหรับความเป็นมานั้น คัมภีร์เล่าไว้ว่า แต่เดิมพระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงกำหนดวันโกน – วันพระเอาไว้ว่าต้องเป็นวันนั้นวันนี้ แต่ต่อมาชาวพุทธในสมัยนั้นเห็นว่า ศาสนาอื่นที่ร่วมสมัยยังกำหนดวันนั้นวันนี้เป็นวันฟังธรรมเป็นกรณีพิเศษเป็นครั้งคราว ทำไมพุทธศาสนาไม่มีวันเช่นนั้นบ้าง […]

ท่าน ว. วชิรเมธี ไขข้อข้องใจ ศาสนาอื่น ตายแล้วไปไหน?

ดิฉันเชื่อว่านรก – สวรรค์มีอยู่จริง แต่สงสัยว่าผู้ที่นับถือศาสนาอื่นซึ่งไม่ได้ห้ามการกระทำที่เป็นอกุศลกรรมตามหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ตายแล้วไปไหน

ผิดไหม? เลือกศรัทธาเฉพาะ พระเคร่งวินัย …ท่าน ว.วชิรเมธี มีคำตอบ

เลือกทำบุญและศรัทธาเฉพาะพระที่ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน หรือ พระเคร่งวินัย เท่านั้น ถือเป็นความคิดที่ไม่ดี เพราะเป็นการเลือกปฏิบัติหรือไม่

วิธีตอบแทนพ่อแม่ ระดับสูง…หนทางสู่การเป็น “ที่สุด” แห่งความกตัญญู

ท่านว.วชิรเมธี กล่าวว่า วิธีตอบแทนพ่อแม่ นั้น เราทำได้สองระดับด้วยกัน คือ ระดับพื้นฐาน และระดับสูง ลูกคนไหนทำได้อย่างนี้ นี่คือ ที่สุดแห่งความกตัญญู

ทำทุกวันเสมือนวันสุดท้ายของชีวิต ธรรมะโดย ท่าน ว.วชิรเมธี

ทำทุกวันเสมือน วันสุดท้ายของชีวิต ธรรมะโดย ท่าน ว.วชิรเมธี มีคนไปถามหลวงพ่อพุทธทาสภิกขุว่า ทำอย่างไรเราถึงจะเตรียมตัวตายอย่างดีที่สุด ท่านบอกว่า ขอให้เธอใช้ชีวิตเสมือนว่า วันนี้เป็น วันสุดท้ายของชีวิต ทำให้ดีที่สุด หากคิดอย่างนี้ได้ เราจะใช้ชีวิตทุก ๆ ย่างก้าว ทุก ๆ อิริยาบถ ทุก ๆ ลมหายใจเข้าออกด้วยความไม่ประมาท เมื่อเราไม่ประมาท ชีวิตเราก็สมบูรณ์ด้วยความดีงาม อยู่ก็ไม่อาลัย ตายก็ไม่กังวล รอวันเวลาที่ความตายจะมาพรากเราไป เหมือนกับคนงานรอเวลาเลิกงาน ตีระฆังเมื่อไรก็เมื่อนั้น วางงานแล้วก็ไป ไม่อาลัย หรือถ้าจะให้ชัดยิ่งขึ้นมาก จะเจริญมรณัสสติตามแบบแผนก็ได้คือ มีข้อความให้พิจารณา มีคำภาษาบาลีให้ท่องให้บริกรรมด้วย เช่นบริกรรมว่า ธุวัง มรณัง  ความตายเป็นของยั่งยืน อะวัสสัง มะยา มะริตัพพัง  ตัวเราจะพึงตายเป็นแน่แท้ มรณะปริโยสาณัง เม ชีวิตัง  ชีวิตของเรามีความตายเป็นที่สุด ชีวิตัง เม อนิยะตัง  ชีวิตของเราเป็นของไม่เที่ยง มรณัง เม นิยะตัง  แต่ความตายของเราเป็นของเที่ยง […]

ตำนานกรณียเมตตสูตร โดย ท่าน ว.วชิรเมธี

ตำนานกรณียเมตตสูตร โดย ท่าน ว.วชิรเมธี ตำนานกรณียเมตตสูตร ในพระสูตรเล่าไว้ว่า สมัยหนึ่งพระบรมศาสดาเสด็จประทับยังพระเชตวันมหาวิหารในพระนครสาวัตถี มีภิกษุ 500 รูป เรียนกัมมัฏฐานในพุทธสำนัก แล้วทูลลาจาริกไปในชนบทเพื่อหาสถานที่บำเพ็ญสมณธรรม ผ่านทางไกลไปหลายโยชน์ก็ถึงตำบลใหญ่ตำบลหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ไม่ห่างจากป่านัก ชาวบ้านพากันปฏิสันถารเป็นอันดี แล้วเรียนถามท่านว่า “นี่ พระคุณเจ้า จะพากันไปไหนขอรับ” “หาที่เจริญสมณธรรมให้ผาสุกสักแห่งหนึ่ง อุบาสก” พระอาจารย์ตอบ ท่านผู้ใหญ่บ้านแห่งนั้นจึงเรียนท่านไปว่า “ถ้าพระคุณเจ้าต้องประสงค์สถานที่เช่นนั้นละก็ ไพรสณฑ์เชิงภูผานี้เป็นเหมาะมากเทียวท่าน เพราะไม่ไกลหมู่บ้าน พอมาพอไปหากันได้สะดวก เช่น พระคุณท่านจะมาบิณฑบาตก็ไม่ไกล ผมจะไปนมัสการบ้างก็ไม่ยาก” พอท่านผู้ใหญ่บ้านเว้นระยะคำพูดเพื่อฟังความเห็นจากพระอาจารย์ ผู้ใจบุญหลายท่านก็ช่วยกันเสริมอีกว่า “อย่าลังเลใจเลยพระคุณท่าน นิมนต์อยู่เสียที่นี่แหละ ถ้าพระคุณท่านอยู่ พวกผมจะได้มีโอกาสถวายทาน รักษาศีล และฟังธรรมในสำนักพระคุณท่านบ้าง” เมื่อพูดถูกใจเช่นนั้น พระทุกรูปก็ยินดี ครั้นท่านพระอาจารย์ผู้นำคณะเห็นเพื่อนพระพอใจอยู่เป็นเอกฉันท์ จึงรับนิมนต์ แล้วก็พากันไปอยู่ในไพรสณฑ์ตามความผาสุก ครั้งนั้นเทวดา เจ้าป่า เจ้าเขาในไพรสณฑ์ต่างซุบซิบกันว่า “ภิกษุเหล่านี้เป็นผู้มีศีล เมื่อเข้ามาพำนักอยู่จะทำให้เราลำบากในการย้ายที่ ด้วยเราจะอยู่ข้างบนก็ไม่ควร จะอยู่ข้างล่างก็ลำบาก จะทำอย่างไรดีหนอ” “ท่านไม่อยู่นานหรอกน่า” เทพตนหนึ่งออกความเห็น “คงจะอยู่รับฉลองศรัทธาของชาวบ้านสักวันสองวันก็คงจะไป” เทพตนหนึ่งตัดบทว่า “คอยดูไปก็แล้วกัน […]

keyboard_arrow_up