คนที่มีความสุขที่สุดในโลก ธรรมะให้แง่คิดโดย ท่าน ว.วชิรเมธี

คนจำนวนมากนับถือพระพุทธเจ้าไม่ใช่เพราะว่าพระองค์เป็นเจ้าของอำนาจรัฐ ไม่ใช่เพราะว่าพระองค์เป็นมหาเศรษฐี ไม่ใช่เพราะว่าพระองค์สามารถจะอำนวยอวยยศศักดิ์อัครฐานให้ใครได้ พระองค์เป็นเพียงสมณะรูปหนึ่ง มีทรัพย์สมบัติก็เพียงไตรจีวรและบาตรหนึ่งใบ เมื่อพระองค์ทรงล่วงลับดับขันธ์ไป ทรัพย์สมบัติที่เหลือของพระองค์คือบาตรหนึ่งใบเท่านั้นที่พระอานนท์อุ้มตามพระองค์ไปยังบ้านน้อยเมืองใหญ่ บาตรนี้เองที่ใช้แทนสัญลักษณ์ นับเป็นเรื่องมหัศจรรย์อย่างยิ่งที่มหาบุรุษซึ่งไม่มีทรัพย์สมบัติ ไม่มีเดชานุภาพจะอำนวยอวยยศให้ใคร กลับได้รับการเคารพนับถือบูชายกย่องข้ามกาลเวลามาจนถึงทุกวันนี้อย่างบริสุทธิ์ใจ พระองค์มีอะไร เราถึงยอมให้พระองค์อย่างนั้น คำตอบก็คือ พระองค์มีปัญญาที่ทะลุทะลวงถึงคุณค่าของชีวิตอันลึกซึ้งที่สุด ในขณะที่คนทั้งโลกแสวงหาทรัพย์สินเงินทอง พระองค์ทรงแสวงหาความเข้าใจชีวิต ระหว่างคนที่มีทรัพย์สินเงินทองมหาศาลกับคนที่มีความเข้าใจโลกและชีวิตอย่างลึกซึ้ง ถามว่าใครมีความสุขมากกว่ากัน เคยมีคนไปหาพระพุทธองค์แล้วถามว่าพระองค์เป็นใคร แทนที่จะบอกชื่อบอกสกุล พระองค์บอกว่า “เราเป็นคนหนึ่งในบรรดาคนที่มีความสุขที่สุดในโลก” ชายคนนั้นไม่เชื่อ พระพุทธองค์ทรงถามว่า “ในเมืองนี้ใครมีความสุขที่ในโลก” ชายคนนั้นกราบทูลว่า “พระราชา” พระพุทธองค์ทรงถามว่า “พระราชาออกมานั่งเล่นชายป่าอย่างเราได้ไหม นี้ในฤดูหนาว ลมกำลังโพยพัด หิมะกำลังโปรยอ่อน ๆ เรามานั่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่เอาจีวรคลุมมีความสุข พระราชาทำอย่างนั้นได้ไหม” “โอ้ ไม่ได้หรอก ทำอย่างนั้นเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อราชบัลลังก์ พระองค์มีสิทธิ์ถูกปฏิวัติได้ทุกเมื่อ” พระพุทธองค์ตรัสว่า “เราทำอย่างนั้นได้และเราทำเสมอ ๆ ระหว่างเรากับพระราชา ใครมีความสุขที่สุด” ชายคนนั้นกราบทูลว่า “หม่อมฉันรู้แล้วพระองค์มีความสุขที่สุดในโลก” พระพุทธองค์คือบุคคลที่เป็นต้นแบบของคนที่อยู่กับแก่นสารของชีวิต โดยที่ไม่เปล่าเปลืองไปกับเรื่องไร้สาระบรรดามีทั้งหมด ในขณะที่ชาวโลกแสวงหาทรัพย์สินเงินทองและความมั่งคั่ง กิน กาม เกียรติ พระองค์ทรงแสวงหาความเข้าใจ คนที่มีความเข้าใจโลกและชีวิตคือคนที่มั่งคั่งที่สุด […]

บทเรียนจากความผิดพลาด ของ สตีฟ จ็อบส์ ที่จะทำให้คุณหันมาใส่ใจสมดุลชีวิตตัวเอง

บทเรียนที่ผิดพลาดของ สตีฟ จ็อบส์ ส่งผลสะเทือนต่อผู้นำทางธุรกิจคนอื่น ๆ ไม่น้อย เพราะการ “ตาย” ของเขาทำให้คนที่ยังอยู่ “ตื่น” ขึ้นมาพิจารณาชีวิต

ที่มาของ วันโกน วันพระ ที่หลายคนอาจยังไม่รู้ – ว.วชิรเมธี

ANSWER KEYS – 5 วันเลี้ยงท้อง 2 วันเลี้ยงใจ โดย ว.วชิรเมธี 1. วันพระ เป็นวันอะไร มีความสำคัญและประวัติความเป็นมาอย่างไรคะ 2 .ศีล 8 โดยเฉพาะข้อที่ 7 ในส่วน “เว้นการทัดทรง ตกแต่งร่างกายด้วยเครื่องประดับ ดอกไม้ ของหอม เครื่องทา” “เครื่องทา” ที่ว่านี้หมายถึงอะไรบ้างคะ เวลาไปปฏิบัติธรรมในหน้าร้อน ภายในวัดอากาศอบอ้าวมาก ก่อนนอน จึงทาแป้งเย็นเพื่อให้คลายร้อน จะได้นอนหลับได้ จะผิดศีลไหมคะ   วันพระคือวันที่ตรงกับขึ้นหรือแรม 8 ค่ำ หรือ 15 ค่ำ ตามหลักการนับวันทางจันทรคติ วันก่อนที่จะถึงวันพระเราเรียกว่าวันโกน (เดือนหนึ่งพระจะโกนผมหนึ่งครั้งในวันขึ้นหรือแรม 14 ค่ำ แต่วันขึ้นหรือแรม 7 ค่ำก็อนุโลมเรียกว่าวันโกนได้เหมือนกัน) สำหรับความเป็นมานั้น คัมภีร์เล่าไว้ว่า แต่เดิมพระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงกำหนดวันโกน – วันพระเอาไว้ว่าต้องเป็นวันนั้นวันนี้ แต่ต่อมาชาวพุทธในสมัยนั้นเห็นว่า ศาสนาอื่นที่ร่วมสมัยยังกำหนดวันนั้นวันนี้เป็นวันฟังธรรมเป็นกรณีพิเศษเป็นครั้งคราว ทำไมพุทธศาสนาไม่มีวันเช่นนั้นบ้าง […]

ท่าน ว. วชิรเมธี ไขข้อข้องใจ ศาสนาอื่น ตายแล้วไปไหน?

ดิฉันเชื่อว่านรก – สวรรค์มีอยู่จริง แต่สงสัยว่าผู้ที่นับถือศาสนาอื่นซึ่งไม่ได้ห้ามการกระทำที่เป็นอกุศลกรรมตามหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ตายแล้วไปไหน

ผิดไหม? เลือกศรัทธาเฉพาะ พระเคร่งวินัย …ท่าน ว.วชิรเมธี มีคำตอบ

เลือกทำบุญและศรัทธาเฉพาะพระที่ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน หรือ พระเคร่งวินัย เท่านั้น ถือเป็นความคิดที่ไม่ดี เพราะเป็นการเลือกปฏิบัติหรือไม่

วิธีตอบแทนพ่อแม่ ระดับสูง…หนทางสู่การเป็น “ที่สุด” แห่งความกตัญญู

ท่านว.วชิรเมธี กล่าวว่า วิธีตอบแทนพ่อแม่ นั้น เราทำได้สองระดับด้วยกัน คือ ระดับพื้นฐาน และระดับสูง ลูกคนไหนทำได้อย่างนี้ นี่คือ ที่สุดแห่งความกตัญญู

ทำทุกวันเสมือนวันสุดท้ายของชีวิต ธรรมะโดย ท่าน ว.วชิรเมธี

ทำทุกวันเสมือน วันสุดท้ายของชีวิต ธรรมะโดย ท่าน ว.วชิรเมธี มีคนไปถามหลวงพ่อพุทธทาสภิกขุว่า ทำอย่างไรเราถึงจะเตรียมตัวตายอย่างดีที่สุด ท่านบอกว่า ขอให้เธอใช้ชีวิตเสมือนว่า วันนี้เป็น วันสุดท้ายของชีวิต ทำให้ดีที่สุด หากคิดอย่างนี้ได้ เราจะใช้ชีวิตทุก ๆ ย่างก้าว ทุก ๆ อิริยาบถ ทุก ๆ ลมหายใจเข้าออกด้วยความไม่ประมาท เมื่อเราไม่ประมาท ชีวิตเราก็สมบูรณ์ด้วยความดีงาม อยู่ก็ไม่อาลัย ตายก็ไม่กังวล รอวันเวลาที่ความตายจะมาพรากเราไป เหมือนกับคนงานรอเวลาเลิกงาน ตีระฆังเมื่อไรก็เมื่อนั้น วางงานแล้วก็ไป ไม่อาลัย หรือถ้าจะให้ชัดยิ่งขึ้นมาก จะเจริญมรณัสสติตามแบบแผนก็ได้คือ มีข้อความให้พิจารณา มีคำภาษาบาลีให้ท่องให้บริกรรมด้วย เช่นบริกรรมว่า ธุวัง มรณัง  ความตายเป็นของยั่งยืน อะวัสสัง มะยา มะริตัพพัง  ตัวเราจะพึงตายเป็นแน่แท้ มรณะปริโยสาณัง เม ชีวิตัง  ชีวิตของเรามีความตายเป็นที่สุด ชีวิตัง เม อนิยะตัง  ชีวิตของเราเป็นของไม่เที่ยง มรณัง เม นิยะตัง  แต่ความตายของเราเป็นของเที่ยง […]

ตำนานกรณียเมตตสูตร โดย ท่าน ว.วชิรเมธี

ตำนานกรณียเมตตสูตร โดย ท่าน ว.วชิรเมธี ตำนานกรณียเมตตสูตร ในพระสูตรเล่าไว้ว่า สมัยหนึ่งพระบรมศาสดาเสด็จประทับยังพระเชตวันมหาวิหารในพระนครสาวัตถี มีภิกษุ 500 รูป เรียนกัมมัฏฐานในพุทธสำนัก แล้วทูลลาจาริกไปในชนบทเพื่อหาสถานที่บำเพ็ญสมณธรรม ผ่านทางไกลไปหลายโยชน์ก็ถึงตำบลใหญ่ตำบลหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ไม่ห่างจากป่านัก ชาวบ้านพากันปฏิสันถารเป็นอันดี แล้วเรียนถามท่านว่า “นี่ พระคุณเจ้า จะพากันไปไหนขอรับ” “หาที่เจริญสมณธรรมให้ผาสุกสักแห่งหนึ่ง อุบาสก” พระอาจารย์ตอบ ท่านผู้ใหญ่บ้านแห่งนั้นจึงเรียนท่านไปว่า “ถ้าพระคุณเจ้าต้องประสงค์สถานที่เช่นนั้นละก็ ไพรสณฑ์เชิงภูผานี้เป็นเหมาะมากเทียวท่าน เพราะไม่ไกลหมู่บ้าน พอมาพอไปหากันได้สะดวก เช่น พระคุณท่านจะมาบิณฑบาตก็ไม่ไกล ผมจะไปนมัสการบ้างก็ไม่ยาก” พอท่านผู้ใหญ่บ้านเว้นระยะคำพูดเพื่อฟังความเห็นจากพระอาจารย์ ผู้ใจบุญหลายท่านก็ช่วยกันเสริมอีกว่า “อย่าลังเลใจเลยพระคุณท่าน นิมนต์อยู่เสียที่นี่แหละ ถ้าพระคุณท่านอยู่ พวกผมจะได้มีโอกาสถวายทาน รักษาศีล และฟังธรรมในสำนักพระคุณท่านบ้าง” เมื่อพูดถูกใจเช่นนั้น พระทุกรูปก็ยินดี ครั้นท่านพระอาจารย์ผู้นำคณะเห็นเพื่อนพระพอใจอยู่เป็นเอกฉันท์ จึงรับนิมนต์ แล้วก็พากันไปอยู่ในไพรสณฑ์ตามความผาสุก ครั้งนั้นเทวดา เจ้าป่า เจ้าเขาในไพรสณฑ์ต่างซุบซิบกันว่า “ภิกษุเหล่านี้เป็นผู้มีศีล เมื่อเข้ามาพำนักอยู่จะทำให้เราลำบากในการย้ายที่ ด้วยเราจะอยู่ข้างบนก็ไม่ควร จะอยู่ข้างล่างก็ลำบาก จะทำอย่างไรดีหนอ” “ท่านไม่อยู่นานหรอกน่า” เทพตนหนึ่งออกความเห็น “คงจะอยู่รับฉลองศรัทธาของชาวบ้านสักวันสองวันก็คงจะไป” เทพตนหนึ่งตัดบทว่า “คอยดูไปก็แล้วกัน […]

ฤาจะถึงกาล? 5 อนาคตภัยของ ศาสนาพุทธ ที่พระพุทธเจ้าทรงเตือนเอาไว้

พระพุทธองค์ทรงเตือนเอาไว้ว่า ในอนาคตศาสนาพุทธจะมี อนาคตภัย 5 ประการ หากเราทุกคนคิดว่าตัวเองเป็นชาวพุทธที่แท้ ก็ควรลุกขึ้นมาช่วยกันป้องกัน

โรคกระทำแน่ หรือแค่อุปาทานกระทำ บทความจาก ท่าน ว.วชิรเมธี

ว.วชิรเมธี กล่าวไว้ว่า เมื่อเราป่วย เราควรถามตัวเองว่าเราป่วยกายหรือป่วยใจกันแน่  หากวินิจฉัยได้ถูกต้อง  ก็จะส่งผลต่อการเยียวยารักษาอย่างมีนัยสำคัญ

ปัญหาธรรมประจำวันนี้: พระธาตุ ต่าง ๆ เป็นของแท้ที่ควรแก่การสักการบูชาหรือไม่

อยากทราบว่า พระธาตุ ที่มีอยู่ตามสถานที่ต่าง ๆ เป็น พระธาตุ ของพระพุทธเจ้าจริง ๆ หรือเปล่าคะ แล้วควรแก่การสักการบูชาจริงๆ หรือไม่

อย่าหยุดพัฒนาศักยภาพตนเอง ธรรมะเตือนสติ โดย ท่าน ว.วชิรเมธี

อย่าหยุด พัฒนาศักยภาพ ตนเอง ธรรมะเตือนสติ โดย ท่าน ว.วชิรเมธี ใครที่กำลังขาดแรงบันดาลใจ หากได้อ่านบทความนี้ที่เรียบเรียงจากคำสอนของท่าน ว.วชิรเมธี จะไม่อยากหยุด พัฒนาศักยภาพ ตนเอง ความสุขที่เรามีเปรียบเสมือนบันไดทีละขั้น ๆ ไม่ใช่เป้าหมาย มันเป็นแค่สะพาน สุขแท้อยู่ที่อิสระ อิสรภาพจากความทุกข์ นั่นคือความสุขที่แท้ บางทีการที่เราได้ทานอาหารอร่อย ๆ เราก็บอกสุขมากพอแล้ว อาตมาก็บอกอะไรที่อร่อย ๆ เมื่อกินติดต่อกันสักหนึ่งสัปดาห์ กินจนอาเจียนก็จะเลิกเลย พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า ขอให้เราเพียรพัฒนาตนให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป เหตุที่ต้องเพียรพัฒนาตนให้ยิ่งขึ้น ก็เพราะว่ามนุษย์นี้เป็นสัตว์ประเสริฐที่สามารถพัฒนาได้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ที่บ้านนางแล เคยมีสมเด็จองค์แรกของภาคเหนือ สมัยก่อนท่านก็เป็นคนที่นี่ เคยเลี้ยงวัวเลี้ยงควาย และก็ไปบวชเณร ได้ไปที่วัดเบญจมบพิตร วันหนึ่งได้เป็นพระราชาคณะรูปแรกของ 16 จังหวัดภาคเหนือ ในขณะที่ท่านเป็นสมเด็จไปแล้ว เพื่อนของท่านหลายคนก็ยังเป็นชาวบ้านเหมือนเดิม ขณะที่เพื่อนอีกคนทำไมถึงกลายเป็นพระราชาคณะ มีคนนับหน้าถือตา เพราะท่านพัฒนาตนเองไม่ค่อยหยุดพัก แต่เพื่อนของท่านเกิดมาแล้วพอใจอยู่แค่นั้น มันก็เลยอยู่กับที่     อาตมามีอาจารย์ท่านหนึ่ง เป็นคนพัฒนาตนไม่หยุดนิ่ง […]

ผมเคยเป็นคนไม่มีศาสนา

เรื่องจริงครับ ถึงขนาดว่าในใบสมัครงานทุกใบที่ช่องว่างหลังคำว่าศาสนา ผมจะใส่เครื่องหมายขีดกลาง (Dash) เอาไว้ และหากมีใครถามว่าผมนับถือศาสนาอะไร ผมก็จะตอบไปว่า  คนไม่มีศาสนา “ผมไม่มีศาสนา และไม่ได้ศรัทธาที่จะนับถือศาสนาใด” หากย้อนกลับไปในวัยเด็ก ใช่ว่าผมจะถูกสั่งสอนให้ห่างเหินศาสนา กลับกัน ผมนั้นถูกบ่มเพาะให้ใกล้ชิดกับศาสนาพุทธเป็นอย่างมาก ช่วงปิดเทอม ผมมักติดสอยห้อยตามยายไปทำบุญเลี้ยงพระที่วัดเป็นประจำ ที่สำคัญ กว่านั้น ผมสมัครเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ด้วย คนไม่มีศาสนา แต่เมื่อเติบโตขึ้นผมกลับไม่ศรัทธาในพิธีกรรมเหล่านั้น เพราะไม่เห็นว่ามันจะช่วยยังประโยชน์ใดให้ตนเองและสังคมได้ ซ้ำร้ายกว่านั้น ผมบวชทดแทนบุญคุณพ่อแม่ตามประเพณีทั้งที่ไม่ได้มีศรัทธาอย่างแท้จริง รู้สึกเหมือนเป็นเพียงพิธีกรรมหนึ่งที่จำต้องทำไป จนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีสิ่งใดทำให้ผมเกิดศรัทธาได้ แม้ผมมีวัตรปฏิบัติที่พระสงฆ์ควรพึงกระทำอย่างครบถ้วนมิได้บกพร่อง แต่ผมก็สึกออกมากับความว่างเปล่าโดยไม่ได้สิ่งใดติดไม้ติดมือมาเลย จนมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิตผม วันนั้นผมนั่งหน้าทีวี เปลี่ยนช่องไปเจอรายการของพระอาจารย์ท่านหนึ่งกำลังให้สัมภาษณ์ว่า “คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดว่า นิพพานเป็นเรื่องไกลตัวเสียเหลือเกิน และเข้าใจว่าต้องรออีกเป็นร้อยเป็นพันชาติจึงจะสั่งสมบุญให้ถึงนิพพานได้ แต่จริง ๆ แล้วนิพพานเป็นเรื่องเฉียบพลันสามารถเกิดขึ้นได้ทันที ทุกคนสามารถทำได้เลย ที่นี่ เดี๋ยวนี้ ดูอย่างองคุลิมาลสิ ฆ่าคนมาแล้วตั้ง 999 ศพ อีกแค่ศพเดียวก็จะครบพันศพแล้ว แต่เมื่อเจอพระพุทธเจ้าเพียงหนึ่งครั้งเท่านั้น ก็เกิดดวงตาเห็นธรรมทันที” นี่เป็นภาพของศาสนาที่ผมเห็นชัดที่สุดเท่าที่เคยเห็นมาตลอดชีวิต ผมนั่งบนโซฟา ในมือยังถือรีโมตค้างไว้ ประกายตาผมลุกโพลงราวกับเห็นแสงสว่างที่เจิดจ้าที่สุดในชีวิต พิธีกรถามต่อว่า “แล้วการไหว้พระ สวดมนต์ หรือนั่งสมาธิ […]

“นรก – สวรรค์” มีจริงหรือ ไขข้อข้องใจโดย ท่าน ว.วชิรเมธี

นรก – สวรรค์ มีจริงหรือเปล่าครับ และถ้ามีจริง นรก – สวรรค์ อยู่ที่ไหน คนที่นับถือศาสนาอื่นมีสิทธิ์ขึ้นสวรรค์หรือลงนรกเหมือนชาวพุทธไหมครับ นรก – สวรรค์มีจริงไหม ถ้าตอบตามหลักฐานที่ปรากฏในพระไตรปิฎกก็คงต้องบอกว่า ““มี”” แน่นอน อยู่ที่ไหน น่าจะอยู่ใน 3 มิติ (1) มิติจิตใจ (2) มิติสถานที่ในชีวิตนี้ (3) มิติหลังจากตายแล้ว นรก – สวรรค์ในมิติจิตใจ คือ สภาวะของจิตใจที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบันขณะ เช่น ถ้ากำลังรู้สึกมีความสุข ความปลอดโปร่งโล่งเบา ร่าเริงเบิกบาน ผ่องใส อิ่มอกอิ่มใจ รวมถึงดีใจ อาการอย่างนี้เองคือสภาวะที่เรียกว่าสวรรค์ ทั้งนี้เพราะ สวรรค์แปลว่า ““อารมณ์อันดีเลิศ”” ในทางตรงกันข้าม ถ้ารู้สึกเป็นทุกข์ อึดอัดขัดข้อง เดือดเนื้อร้อนใจ โศกเศร้าโศกาดูร หม่นหมอง ร่ำไห้พิไรรำพัน หวาดผวา วิตก ขมขื่นกลืนกล้ำช้ำใจ อยู่ที่ไหนก็หม่นหมองครองโศกเหมือนแบกของหนักเอาไว้ตลอดเวลา นี่คือสภาวะที่เรียกว่านรก ทั้งนี้เพราะ […]

10 เหตุผลที่เราทุกคนควรมีเมตตา ข้อคิดสะกิดใจโดย ท่าน ว.วชิรเมธี

ทำไมพระบรมศาสดาของทุกศาสนาจึงเน้นย้ำให้มนุษยชาติทั่วทั้งโลกอยู่กันด้วย เมตตา เพื่อจะตอบคำถามนี้ ขอให้เราลองมาพิจารณาเหตุผลต่อไปนี้ร่วมกัน (1) มนุษยชาติ รวมทั้งสรรพชีพ สรรพสัตว์ อาจเคยเป็นญาติพี่น้องหรือวงศาคณาญาติกันมาแต่ชาติปางก่อน เพราะในสังสารวัฏอันยาวไกลที่หาจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดไม่พบนี้ เราล้วนเคยเวียนว่ายตายเกิดกันมาแล้วนับชาติภพไม่ถ้วนตลอดเวลาอันยาวนานนี้ เราอาจเคยเกี่ยวข้องกันมาแล้วในฐานะต่าง ๆ บ้างเคยเป็นมารดา บ้างเคยเป็นบิดา บ้างเคยเป็นบุตรธิดา บ้างเคยเป็นสามีภรรยา บ้างเคยเป็นเพื่อน พี่ น้อง บริวาร อาจารย์ ศิษย์ ฯลฯ กันมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ด้วยเหตุนี้ จึงไม่มีเหตุผลที่เราจะไม่เมตตาต่อคน ซึ่งครั้งหนึ่งอาจเคยเป็นพี่น้องวงศาคณาญาติของเราเอง (2) มนุษย์ รวมทั้งสรรพชีพ สรรพสัตว์ ต่างก็เป็นสัตว์โลกซึ่งดำรงความเป็นสมาชิกของโลกนี้ประเภทหนึ่งเหมือนกันกับเรา จริงอยู่ แม้คน สัตว์ เทวดา จะมีความแตกต่างกันโดยอัตภาพที่ถือกำเนิดขึ้นมาในโลกบ้าง แต่เมื่อว่าโดยภาพรวมแล้ว เราทั้งหมดก็ล้วนอยู่ในสังกัดเดียวกัน คือเป็นสัตว์โลกผู้เป็นส่วนหนึ่งของโลกนี้เหมือนกัน จึงไม่มีเหตุผลที่เราจะไม่ เมตตา ต่อกันและกัน (3) มนุษย์ รวมทั้งสรรพชีพ สรรพสัตว์ ต่างก็เป็นผู้ตกอยู่ในกฎธรรมชาติเช่นเดียวกันกับเรา กล่าวคือ มนุษย์ สัตว์ เทวดา แม้จะเกิดมาแตกต่างกัน แต่ก็ล้วนแล้วแต่ตกอยู่ในอาณัติของกฎแห่งธรรมชาติอันเป็นสากลที่เรียกว่า […]

มีทุกอย่างแต่ยังทุกข์… ความสุขที่ขาดหาย โดย ท่าน ว.วชิรเมธี

ท่าน ว.วชิรเมธี ได้ตอบคำถามของผู้ที่ “ใจยังพร่อง” ชีวิตครบถ้วนสมบูรณ์พร้อม แต่ก็ยังรู้สึกว่าตัวเองไม่ค่อยมี ความสุข เท่าไร ดังนี้ ปุจฉา ผมเป็นคนที่ชีวิตมีพร้อมทุกอย่าง ประสบความสําเร็จในหน้าที่การงาน มีครอบครัวที่อบอุ่นและมีเงินทองเหลือกินเหลือใช้ ไม่ว่าใครก็อิจฉา แต่ทําไมลึก ๆ แล้วผมถึงยังรู้สึกว่าตัวเองไม่ค่อยมี ความสุข เท่าไร คือไม่ถึงกับทุกข์แต่รู้สึกว่ายังขาดอะไรบางอย่างอยู่เสมอ ไม่แน่ใจว่าสิ่งนั้นคืออะไร และจะขจัดความรู้สึกนี้ได้อย่างไรครับ วิสัชนา คุณเคยอ่านประวัติของวอร์เรน บัฟเฟตต์ ไหม ผู้ชายคนนี้เคยเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก ทรัพย์สินที่เขามีมากกว่าทรัพย์สินที่คนไทยทั้งประเทศมีอยู่เสียอีก แต่เขาบริจาคเงินเข้ามูลนิธิของบิล เกตส์ มหาเศรษฐีซึ่งเคยเป็นอันดับหนึ่งของโลกหลายสมัยติดต่อกัน เขาบริจาคเงินมหาศาลกว่าหมื่นล้านเหรียญ แต่ไม่ต้องการแม้แต่หนังสืออนุโมทนาบัตร ชีวิตส่วนตัวนั้นเป็นที่รู้กันว่าบัฟเฟตต์ทำตัวแสนจะธรรมดา ทั้งเสื้อผ้า อาหาร และรถยนต์ที่ใช้ ล้วนเป็นของธรรมดาพื้น ๆ เขานิยมชีวิตที่เรียบง่าย นั่นเป็นเรื่องซึ่งเล่าต่อ ๆ กันมาของมหาเศรษฐีของโลกที่ยังมีชีวิตอยู่ ส่วนอีกเรื่องหนึ่ง เคยอ่านพบในหนังสือเล่มหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว เล่าเรื่องคล้ายกัน คือ มหาเศรษฐีคนหนึ่งของเม็กซิโก เมื่อเขาทำธุรกิจจนรวยล้นฟ้าแล้ว วันหนึ่งก็ขายกิจการทุกอย่าง แล้วกลับออกไปใช้ชีวิตที่ต่างจังหวัดอย่างเงียบ ๆ แถมให้อีกเรื่อง ซึ่งเป็นเรื่องจริง วันหนึ่งมีคนสัมภาษณ์อดีตประธานาธิบดีท่านหนึ่งของติมอร์ว่า […]

Dhamma Daily: ศรัทธาในชีวิต…จำเป็นแค่ไหน ท่าน ว. วชิรเมธี มีคำตอบ

คนเราจำเป็นต้องมี ศรัทธาในชีวิตไหม ถ้าหากไม่มีศรัทธา แต่เป็นคนดี จะมีผลต่อชีวิตอย่างไร ท่าน ว. วชิรเมธี มีคำตอบดี ๆ มาฝากผู้อ่าน

ประโยชน์ของเมตตา โดย ท่าน ว.วชิรเมธี

ประโยชน์ของ เมตตา โดย ท่าน ว.วชิรเมธี ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค พระอรรถกถาจารย์กล่าวว่า สำหรับผู้อยู่ด้วย เมตตา (เมตตาพรหมวิหารี) ต่อสรรพชีพ สรรพสัตว์อย่างสม่ำเสมอ ย่อมจะเห็นถึงอานิสงส์ 11 ประการดังต่อไปนี้ในตัวเองอย่างแน่นอน (1) นอนเป็นสุข คือ ไม่กลิ้ง ไม่กรน หลับสนิทเหมือนคนเข้าสมาบัติ มีลักษณะท่าทางเรียบร้อย งดงาม น่าเลื่อมใส (2) ตื่นเป็นสุข คือ ตื่นขึ้นแล้วไม่ทอดถอนหายใจ ไม่หน้านิ่วคิ้วขมวด ไม่บิดไปบิดมา มีหน้าตาชื่นบานเหมือนดอกปทุมที่กำลังแย้มบาน (3) ไม่ฝันร้าย คือ ไม่ฝันเห็นสิ่งที่น่าเกลียดน่ากลัว เช่น พวกโจรรุมล้อม สุนัขไล่กัดหรือตกเหว หากฝันเห็นแต่นิมิตที่ดีงาม เช่น ไหว้พระเจดีย์ ทำการบูชา และฟังธรรมเทศนา (4) เป็นที่รักของมนุษย์ทั้งหลาย คือ เป็นที่รักเป็นที่เจริญใจของคนทั้งหลายเหมือนพวงไข่มุกที่ห้อยอยู่ที่หน้าอก หรือดอกไม้ที่ประดับอยู่บนเศียร (5) เป็นที่รักของอมนุษย์ทั้งหลาย คือ ไม่ได้เป็นที่รักของคนอย่างเดียว ยังเป็นที่รักตลอดไปถึงเหล่าเทวาอารักษ์ทั้งหลายด้วย (6) เทวดาทั้งหลายคอยเฝ้ารักษา […]

keyboard_arrow_up