บิล เกตส์ สอนลูกอย่างไร? บทความน่าคิดจาก ท่าน ว.วชิรเมธี

คนที่ฉลาดระดับอัจฉริยะอย่างบิล เกตส์ ย่อมรู้ดีว่าทรัพย์สินเป็นเพียงมายา ประโยชน์ที่รังสรรค์ฝากไว้แก่เพื่อนมนุษย์ต่างหากคือความจริงที่ควรค่าแก่การจดจำ

“ซักรองเท้าของเธอซะ” ปริศนาธรรมสำคัญที่จะทำให้คุณหันกลับมามองชีวิตตัวเอง

จำเป็น ปริศนาธรรม ไว้ว่า ซักรองเท้าของเธอซะ ซักแล้วตากทันที อย่าหวังว่าวันพรุ่งนี้จะมีเวลามากพอสำหรับทำโน่นทำนี่เพราะบางทีเราได้แค่หวัง

10 ทางเลือกในการทำบุญ โดยไม่ต้องใช้เงินสักบาท

วิธีทำบุญไม่ได้มีความหมายเพียงแค่ “การให้ทาน” แต่ยังมีวิธีอื่นๆ อีกมากมายให้เลือกทำได้ตามอัธยาศัย ในการทำบุญที่แท้ แม้ไม่ใช้เงินเลยทุกคนก็มีสิทธิทำบุญ

มีวิธีขจัดความทุกข์จากการสูญเสียลูกสาวอย่างไร

วิธีผ่าตัดลูกศรแห่งความทุกข์ โดย พระอาจารย์พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี มีวิธีขจัดความทุกข์จากการสูญเสียลูกสาวอย่างไร ผมมีลูกสาวอยู่คนหนึ่ง เป็นเด็กผู้หญิงที่น่ารักน่าเอ็นดูมาก ผมเลี้ยงดูเธอด้วยตัวเองมาตั้งแต่เธอคลอดออกมาดูโลกใบนี้ ผมและภรรยารักเธอมาก เมื่อปีกลาย เธอเพิ่งสอบและกำลังจะเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง คืนหนึ่งเธอขออนุญาตไปทานข้าวกับเพื่อนข้างนอกเพื่อเลี้ยงฉลองการจบการศึกษา คืนนั้นเธอขอกลับบ้านกับเพื่อนไม่ต้องให้ผมไปรับ แต่ประมาณตีสอง ผมก็ได้รับโทรศัพท์จากตำรวจ แจ้งว่าพบเธอนอนหมดสภาพอยู่ข้างถนน ผมกับภรรยาตกใจมาก รีบไปที่โรงพยาบาล พบว่าเธอถูกข่มขืน เมื่อฟื้นขึ้นมา เธอรู้สึกบอบช้ำทางจิตใจมาก ถึงแม้ผมและภรรยาจะปลอบใจเท่าไร เธอก็ยังรู้สึกชอกช้ำใจอยู่ดี แทบจะไม่พูดไม่จาและไม่ทานข้าว เมื่อร่างกายเธออยู่ในสภาพที่ปกติ ผมและภรรยาจึงพาเธอกลับบ้าน ผ่านไป 2 - 3 วัน วันนั้นผมและภรรยาจำเป็นที่ต้องออกไปทำธุระสำคัญข้างนอก ผมจำใจฝากให้พี่เลี้ยงดูแลเธอ ตั้งใจว่าเสร็จธุระแล้วจะรีบกลับมา ประมาณบ่ายโมง ผมได้รับโทรศัพท์จากพี่เลี้ยงว่า เธอกินน้ำยาล้างห้องน้ำเข้าไป ผมรีบบึ่งไปหาเธอที่โรงพยาบาล แต่ก็สายเกินไป ครั้งสุดท้ายที่ผมได้เห็นหน้าลูกคือร่างที่ไร้วิญญาณ แม้กระทั่งเสียงลูกคำสุดท้ายผมก็ไม่ทันได้ฟัง ผมรู้สึกเสียใจและรู้สึกผิดมากที่วันนั้นผมออกไปทำธุระ ผมอยากนมัสการถามพระคุณเจ้าว่า ถาม : ผมควรจะทำอย่างไรกับชีวิตของผมต่อดี เพราะขณะนี้ผมรู้สึกไร้ค่าและขาดแรงจูงใจที่จะดำเนินชีวิตต่อไปในภายภาคหน้า แทบทั้งชีวิตของผมเป็นของลูกไปแล้วนับแต่เธอลืมตาดูโลก ตอบ : คุณต้องยอมรับความจริง แม้ว่าความจริงนั้นจะเจ็บปวดเพียงใดก็ตาม เพราะมันก็เป็นความจริงที่เกิดขึ้นแล้ว หากเราไม่ยอมรับ ความทุกข์ ความเจ็บปวดก็จะยังคงอยู่ แต่เมื่อเราบอกตัวเองว่า ถึงอย่างไรมันก็เกิดขึ้นแล้ว และมันก็ “ผ่านไปแล้ว” จิตใจจะเปลี่ยนคุณภาพใหม่ นั่นก็คือการ “ยอมรับได้” เมื่อจิตเกิดการ “ยอมรับได้” ก็จะ “ปล่อยลง ปลงได้” แต่ถ้าเราไม่ยอมรับความจริง จิตก็จะยังคงอึดอัดขัดข้องอยู่อย่างนั้น สภาพของจิตของคุณจะไม่ต่างจากการโยนลูกเหล็กกลม ๆ ลงไปในรูเหลี่ยม ที่เมื่อเหล็กกลมเข้าไปอยู่ในรูเหลี่ยมแล้ว ก็เลื่อนลงไปข้างล่างไม่ได้ จะดึงออกมาก็ยากลำบาก อาการอย่างนี้เขาเรียกว่า “ยักตื้นติดกึก ยักลึกติดกัก” ประการต่อมา บอกตัวเองว่า ถึงอย่างไรชีวิตลูกก็จบลงไปแล้วตัวเราสิยังคงมีชีวิตอยู่ ทำไมเราจึงปล่อยชีวิตของเราเหมือนกับคนที่ “ตายทั้งเป็น” หากความเจ็บปวดนั้นเกิดขึ้นกับลูกไปครั้งหนึ่งแล้ว เราก็ควรเยียวยาตัวเองให้เร็วที่สุด แม้จะยากเพียงไรก็ต้องทำ เพื่อที่จะไม่ให้ความเจ็บปวดนั้นทำร้ายตัวเองซ้ำแล้วซ้ำอีก พระพุทธองค์ตรัสว่า ความทุกข์ที่เกิดจากคนอื่นสร้างให้นั้นเป็นเหมือนลูกศรดอกที่หนึ่งที่เข้ามาปักอกเรา ทางที่ถูก เราควรถอนลูกศรนั้นออกให้เร็วที่สุด ถ้าเราไม่ทำเช่นนั้น เอาแต่ทุกข์ไม่จบไม่สิ้น ก็เท่ากับว่าเรากำลังสร้างลูกศรดอกที่สองขึ้นมา และทิ่มมันใส่หน้าอกซ้ำสองด้วยมือของตัวเอง การกระทำเช่นนี้ไม่ฉลาดเลย คุณควรถอนลูกศรดอกแรกและควรผ่าตัดเอาลูกศรดอกที่สองออกจากอกของตัวเองด้วย จึงจะถูก ถาม :  ผมอยู่กับความรู้สึกผิดตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเวลากินเวลานอน ผมแทบจะทำอะไรไม่ได้ เมื่ออยู่ที่บ้าน มองไปทางไหนก็เหมือนเห็นลูกนั่งร้องไห้และตัดพ้อผมที่ทิ้งเธอให้อยู่คนเดียวในวันนั้น ผมควรทำอย่างไรต่อไปดีครับ ตอบ : คุณควรเงยหน้าขึ้นมาศึกษาสัจธรรมของชีวิตว่า ชีวิตคนเรานั้นตกอยู่ในสัจธรรมของชีวิต 5 ประการ คือ 1. เรามีความแก่เป็นธรรมดา ไม่มีใครล่วงพ้นความแก่ไปได้ 2. เรามีความเจ็บเป็นธรรมดา ไม่มีใครล่วงพ้นความเจ็บไปได้ 3. เรามีความตายเป็นธรรมดา ไม่มีใครล่วงพ้นความตายไปได้ 4. เรามีความพลัดพรากจากคนรักเป็นธรรมดา ไม่มีใครล่วงพ้นจากความพลัดพรากไปได้ 5. เรามีกรรมเป็นสมบัติของตน เราทำกรรมใดไว้ จะดีหรือชั่วก็ตาม ก็ต้องยอมรับผลของกรรมนั้นด้วยตัวเอง หากพิจารณาให้ดี คุณจะพบว่า คุณอาจมีส่วนผิดอยู่บ้างแต่ก็น้อยมาก เพราะความผิดต่อลูกนั้นไม่ได้เกิดจากเจตนาที่คุณต้องการจะให้เกิด มองในอีกมุมหนึ่ง หากลูกของคุณสร้างกรรมมาเพียงแค่นั้น (คือเพื่อที่จะมีอายุเพียงแค่นี้) คุณก็ควรยอมรับความจริงเสียเถิด เหตุปัจจัยแห่งอายุของเขามีชีวิตอยู่ได้แค่นั้น ก็ต้องยอมรับความจริง ถือเสียว่า “สุดมือสอยก็ปล่อยมันไป” นอกจากนั้นแล้ว สิ่งที่คุณควรทำก็คือ การฝึกเจริญสติเพื่อ “อยู่กับปัจจุบัน” ให้เป็น เพราะอาการของคุณนั้นเหมือนคนที่อยู่กับ “อดีต” มากกว่าอยู่กับที่นี่และเดี๋ยวนี้ การฝึกเจริญสติจะทำให้คุณหลุดออกมาจากโลกของความคิดและเป็นอิสระจากความทุกข์ได้ในที่สุด (อย่างไรก็ตาม หากไม่มีเวลาไปฝึกเจริญสติ ก็ควรหางานให้ตัวเองทำอยู่เสมอ จิตจะได้ไม่แช่อยู่กับความทุกข์นานจนเกินไป ทำตัวให้ยุ่งกับงานเข้าไว้ ผ่านไปสักระยะหนึ่ง อาการจะดีขึ้นเอง) อย่าลืมว่าความทุกข์เกิดขึ้นและมันก็ดับลงแล้ว เหลือแต่คุณเองที่ยัง “รั้ง” ความทุกข์นั้นไว้ในใจของตัวเองอยู่ หากคุณไม่ชอบความทุกข์ ก็ควรลุกขึ้นมาดับทุกข์เสีย ด้วยวิธีการดังกล่าวมาแล้ว    ธรรมะจากพระอาจารย์พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี : พระอาจารย์ผู้ไขปัญหา Photo by Arleen wiese on Unsplash หากผู้อ่านมีปัญหาหนักใจ ต้องการคำแนะนำแฝงด้วยแนวคิดทางธรรม สามารถส่งคำถามมาได้ที่ Secret Magazine (Thailand)

ใครว่าเราเลือกเกิดไม่ได้ บทความธรรมะจาก ท่าน ว.วชิรเมธี 

เราเคยเชื่อกันว่ามนุษย์นั้น เลือกเกิด ไม่ได้นั่นคือความเข้าใจผิด ตามหลักพุทธศาสนานั้นทุกคนเลือกเกิดได้ อยากไปเกิดในสุคติภูมิ…ก็ทำกรรมดี 

“ปฏิบัติการแหวกพุงเพื่อน” นิทานพุทธปรัชญา สนุกๆ จาก ท่านว.วชิรเมธี

อาตมภาพได้อ่าน นิทานพุทธปรัชญา เรื่องหนึ่งดีมาก อยากจะนำมาเล่าฝากพวกเราทุกคนซึ่งอยู่ในโลกยุคไอที นิทานพุทธปรัชญาเรื่องนี้มีอยู่ว่า…

ย้อนบทสัมภาษณ์ลูกกตัญญู! ป๊อป – อารียา สิริโสดา กับวันคืนที่สู้เพื่อแม่

สัมภาษณ์ป๊อป – อารียา กับความปรารถนาอันสูงสุด…เมื่อวันหนึ่งที่คุณแม่ป่วย

ตกอยู่ในภาวะ “รู้ว่าบาป แต่ก็ต้องทำต่อไป” ทำอย่างไรดี ? ท่าน ว. วชิรเมธี มีคำแนะนำ

เคยไหมคะ รู้ทั้งรู้ว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่เป็นบาป แต่ถึง รู้ว่าบาป แต่ก็ต้องทำต่อไป ไม่อยากเป็นแบบนี้ ต้องทำอย่างไรดี ท่าน ว.วชิรเมธี มีคำแนะนำค่ะ

Dhamma Daily : ดิฉันกำลังจะ แต่งงานกับพ่อม่าย ลูกติด แต่ไม่รู้สึกรักลูกเขา ทำอย่างไรดีคะ

ANSWER KEYS – LOVE ME, LOVE MY DOG ถาม : ดิฉันกำลังจะ แต่งงานกับพ่อม่าย ลูกติด เขาเลิกกับภรรยาได้สองปีกว่าแล้ว ลูกติดแฟนดิฉันเป็นเด็กผู้ชายอายุ 5 ขวบค่ะ ที่จริงเด็กอยู่กับแม่เขา แต่แฟนของดิฉันยังต้องทำหน้าที่พ่อในการส่งเสียให้เงินทุกอย่าง และรับลูกมาอยู่ด้วยเป็นครั้งคราว ปัญหาของดิฉันก็คือ ดิฉันไม่รู้สึกรักลูกเขา และมองว่าลูกเขามาแย่งเวลาที่เขาควรจะให้ดิฉันไปเสียอีก แต่เมื่อดิฉันรักผู้ชายคนนี้ ก็ต้องทำใจยอมรับลูกของเขาด้วย เข้าทำนอง Love him, love his dog. ดิฉันควรจะวางตัวหรือปรับเปลี่ยนความคิดอย่างไรดีคะ มีหลักธรรมข้อไหนที่จะใช้ยึดเหนี่ยวเวลาเกิดทุกข์จากการถูกเบียดเบียนเวลาและความรักที่พึงได้ และอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข ดิฉันคิดว่า ถ้าดิฉันทำใจยอมรับเด็กไม่ได้ ดิฉันก็คงต้องเป็นฝ่ายไป แต่ดิฉันอยากจะต่อสู้กับจิตใจที่คับแคบของตัวเองดูสักครั้ง ขอกำลังใจและชี้ทางสว่างให้ด้วยค่ะ   ตอบ : ปัญหาของคุณเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยการ“ฝึกใจ” พอสมควร เพราะคนเราไม่ได้ผูกพันกันมาแต่ต้น จู่ๆ จะให้รู้สึกรักและผูกพันเลยย่อมเป็นการยาก แต่ก็อย่างที่คุณเขียนมานั่นแหละว่า Love him, love his dog. คุณเองก็รู้ดีอยู่แล้วว่านี่เป็นของแถม ใจคุณอยากได้แต่ของที่คุณต้องการเท่านั้น […]

Dhamma Daily: ชอบหงุดหงิดพ่อแม่ ต้องแก้อย่างไร ธรรมะดีๆ จาก ท่าน ว.วชิรเมธี

ธรรมะดีๆ จาก ท่าน ว.วชิรเมธี อยากกราบเรียนถามพระอาจารย์ว่า การที่ ชอบหงุดหงิดพ่อแม่ มีวิธีไหนที่จะทำให้เปลี่ยนความรู้สึกและพฤติกรรมแบบนี้ให้ดีขึ้นบ้างคะ

สูตรลับสำหรับ แก้ความหลง โดย ท่าน ว.วชิรเมธี – นิตยสาร Secret

นอกจากความไม่รู้จักชีวิตถือเป็น ” ความหลง ” แล้ว การไม่รู้จักอริยสัจ 4 ก็เป็นความหลงในความหมายขั้นลึก – โดย ท่าน ว.วชิรเมธี – นิตยสาร Secret

เปลี่ยน ‘ จิตตก ‘ เป็น ‘จิตฟู’ ลดอาการ โรคซึมเศร้า ข้อคิดจากท่าน ว.วชิรเมธี

ในยุคที่สังคมนิยมแสวงสุข แต่ผู้คนกลับเศร้าง่าย โรคซึมเศร้ากำลังคร่าชีวิตคนไทยทีละนิด ( โรคซึมเศร้า ข้อคิดจากท่าน ว.วชิรเมธี )

Dhamma Daily: รักคนมีครอบครัวแล้ว ผิดศีลไหมคะ

Dhamma Daily: รักคนมีครอบครัวแล้ว ผิดศีลข้อ 3 ไหมคะ – อยากถามเรื่องการผิด ศีล ข้อ 3 ค่ะ คือเรื่องมีอยู่ว่า ดิฉันมีคนพิเศษที่รัก และรู้ใจกันมา

พลังของมือที่สาม บทความให้แง่คิดดี ๆ โดย ท่านว.วชิรเมธี

พลังของมือที่สาม บทความให้แง่คิดดี ๆ โดย ท่านว.วชิรเมธี สิ่งที่คู่รักไม่ต้องการอย่างแน่นอนคือ ส่วนเกินที่เข้ามาแทรกกลางในความสัมพันธ์ เพราะ พลังของมือที่สาม นั้นมีอานุภาพสั่นคลอนบ้านทั้งหลังให้สะเทือนได้ ท่านว.วชิรเมธีได้ให้ทรรศะอย่างน่าสนใจ ดังนี้ ไอน์สไตน์เคยบอกว่า “สรรพสิ่งในโลกเป็นสิ่งสัมพัทธ์” ถอดรหัสอีกทีหนึ่งว่า สิ่งใด ๆ ก็ตามในโลกล้วนดำรงอยู่ในลักษณะ “ขึ้นต่อกันและกัน” สัจธรรมของโลกและชีวิตข้อนี้ไม่มียกเว้นแม้แต่เรื่องของ “ความรัก” ความรักเป็นสิ่งสัมพัทธ์ หมายความว่า ไม่แน่ว่าความรักเป็นเรื่องของคนเพียงสองคนเสมอไป แต่บางทีความรักยังมีบุคคลที่สาม ที่สี่ หรือที่ห้าเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย บุคคลที่สามหรือที่สี่จะเข้ามาตอนไหน ไม่เคยมีสูตรสำเร็จตายตัว ดูอย่างคู่รักซูเปอร์สตาร์อย่างเดวิด เบ็คแฮม กับวิกตอเรียสิ รักกันอยู่ดี ๆ ยังเผลอมีบุคคลที่สามเข้ามายุ่มย่ามเป็นหุ้นส่วนชีวิตอยู่เรื่อย ร่ำ ๆ จะบ้านแตกก็หลายครั้ง นี่แหละคือสัจธรรมแห่งความรักจากทฤษฎีของไอน์สไตน์เขาล่ะ ! มือที่สามร้ายขนาดไหน ลองอ่านจากนิทานปรัชญาข้างล่างนี้เอาเองเถิด   ก่อนที่ชายหนุ่มหญิงสาวคู่หนึ่งจะเข้าสู่พิธีวิวาห์เพียงสองวัน บ่างช่างยุคน (หรือตัว) หนึ่งซึ่งหลงรักว่าที่เจ้าสาวมานานตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ทนไม่ได้ที่จะเห็นคนรักของตนไปอยู่กินกับชายอื่น ดังนั้นเขาจึงปฏิบัติการ”ยุ” ซึ่งเป็นอาชีพถนัดของ “บ่าง” ทันที บ่างตัวนั้นไปหาเจ้าบ่าวก่อน กระซิบบอกเจ้าบ่าวว่า ตอนกลางคืนต้องระวังให้ดี […]

ความลับของ หลุยส์ สก๊อต ผู้ชายที่ใครๆ ก็ตกหลุมรัก

ความลับของ หลุยส์ สก๊อต ผู้ชายที่ใครๆ ก็ตกหลุมรัก หนุ่มลูกครึ่งไทย สกอต จีน คนนี้ เรามักคุ้นเคยเขาในฐานะนักแสดงหนุ่มผมยาว  เจ้าของรอยยิ้มหวาน อันทรงเสน่ห์  พร้อมบุคลิกน่ารัก แลดูอบอุ่นไม่เหมือนใครในขณะที่หลายคนอาจคุ้นตากับภาพเมื่อครั้งที่เขายังเป็นเด็กผู้ชายตัวเล็ก  กระโดดโลดเต้นจับไมค์ร้องเพลงบนเวทีอย่างสนุกสนานตั้งแต่หลายปีก่อนมากกว่าแต่ไม่ว่าคุณจะรู้จักเขาในฐานะใด  ก็มั่นใจว่าเขา หลุยส์ สก๊อต คงเคยสร้างรอยยิ้มและความประทับใจให้คุณได้ไม่มากก็น้อย คุณหลุยส์เติบโตมาในครอบครัวแบบไหนคะ ผมโตมาในครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์ครับคุณพ่อเสียตั้งแต่ผมอายุสี่ขวบ  คุณแม่เลี้ยงผมและพี่ชายมาลำพังคนเดียว  คุณแม่ต้องเปลี่ยนชีวิตใหม่ทั้งหมด  จากที่เคยเป็นแม่บ้านมาตลอด ก็ต้องออกไปหางานทำเพื่อเอาเงินมาจ่ายค่ากับข้าวและค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันทุกอย่าง  แต่โชคดีที่คุณพ่อมองการณ์ไกล  ท่านวางแผนเตรียมเงินค่าเทอมของผมและพี่ชายเอาไว้ตั้งแต่ก่อนท่านเสียแล้ว  เพราะโรงเรียนของผมค่าเทอมแพงมาก  เทอมละประมาณสามแสนบาท  รวมค่าเทอมของเราสองพี่น้องก็ตกปีละหนึ่งล้านสองแสนบาท  แต่ถึงอย่างนั้น คุณแม่ก็ยังต้องแบกรับภาระอื่น ๆ อยู่ดี  ซึ่งผมเพิ่งมารู้ตอนทำงานแล้วว่า  รายจ่ายของครอบครัวในแต่ละเดือนสูงมาก  แต่คุณแม่ก็ไม่เคยบ่นเลยสักครั้ง  ไม่เคยแม้แต่จะหงุดหงิดใส่ลูกด้วยซ้ำ  ผมเห็นท่านก้มหน้าก้มตาทำงานลูกเดียว  ทั้งทำงานข้างนอก  ทำงานบ้านและยังต้องดูแลลูกชายที่ซนอย่างกับลิงตั้งสองคนอีก  ถึงแม้ตอนนั้นผมจะเด็กมากแต่ก็เห็นสิ่งที่แม่ทำเพื่อเรามาตลอดจนชินตา แล้วช่วงนั้นคุณหลุยส์ได้ช่วยแบ่งเบาภาระของคุณแม่บ้างหรือเปล่าคะ ช่วยครับ  แต่ก็ไม่มาก  ส่วนใหญ่ผมจะช่วยทำความสะอาดบ้านเล็ก ๆ น้อย ๆเช่น  เก็บที่นอนตัวเอง  ล้างจาน  เช็ดโต๊ะแค่นี้ก็จะออกไปวิ่งเล่นแล้ว  จำได้ว่ามีวันหนึ่งผมและพี่อยากหางานพิเศษทำเพื่อเอาเงินไปช่วยแม่  มองไปมองมาเห็นนักเรียนช่างกลกำลังนั่งอ๊อกเหล็กกันอยู่ก็เลยเข้าไปถามเขาว่าได้เงินเท่าไร  พอรู้ว่าได้เงินเดือนละ 2,500 บาทเท่านั้นแหละ  เราตาโตกันใหญ่  โหย-ย-ย…อยากได้เงินเยอะ ๆแบบนั้นบ้าง  พวกเรารีบวิ่งกลับบ้านไปขออนุญาตแม่  พอท่านทราบก็โวยวายใหญ่ว่า“พวกยูอายุแค่ 10 ขวบ  จะไปทำงานอันตรายแบบนั้นได้ยังไง  เอาเวลาไปอ่านหนังสือตั้งใจเรียน  ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดดีกว่า  ไม่ต้องห่วงเรื่องเงิน  แม่จัดการเองได้ ”  ผมกับพี่ก็เลยจ๋อยกันทั้งคู่ (หัวเราะ) ผมเริ่มช่วยแบ่งเบาภาระทางการเงินของคุณแม่ได้จริง ๆ ก็ตอนอายุ 11 ขวบ  ที่เข้าวงการบันเทิงเป็นนักร้องวงแร็พเตอร์นั่นแหละครับ  ตอนนั้นเริ่มมีรายได้เป็นของตัวเอง  ไม่ค่อยได้ใช้เงินคุณแม่  จริง ๆแล้วผมก็ไม่ค่อยได้ใช้เงินตัวเองด้วยเหมือนกันนะ (หัวเราะ)  เพราะทำแต่งานจนแทบไม่มีเวลาแม้กระทั่งไปโรงเรียนเลยด้วยซ้ำแต่คุณแม่ก็ยังต้องเหนื่อยกายอยู่ดี  เพราะนอกจากจะต้องทำงานแล้ว  ท่านยังต้องคอยไปรับ–ส่งผมตามงานโชว์ต่าง ๆ ทั่วกรุงเทพฯแทบทุกวันด้วย  แต่แม่ก็ทำทุกหน้าที่อย่างดีเยี่ยม  ไม่เคยบ่นว่าเหนื่อยเลยสักครั้ง  พอผมอายุประมาณ 15 ปี  ก็มีรายได้เพิ่มมากขึ้นเลยตัดสินใจขอให้แม่ลาออกจากงานเพื่อมาดูแลผมอย่างเดียว เงินทุกบาทที่หาได้  ผมก็ให้แม่เป็นคนจัดการทั้งหมด  ผมไม่อยากให้แม่ต้องเหนื่อยอีกแล้ว  ซึ่งแม่ก็ยอมทำตามคำขอร้องของผม  และคอยดูแลผมมาตั้งแต่นั้นครับ ดูแลกันและกันดีแบบนี้  คำสอนของคุณแม่ข้อไหนที่รู้สึกประทับใจมากที่สุดคะ “ความจำเป็น” ครับ  คุณแม่ชอบเตือนเสมอว่า  จำเป็นไหม  จำเป็นที่จะต้องทำแบบนี้ไหม  จำเป็นที่จะต้องพูดแบบนี้ไหมจำเป็นหรือเปล่า  เคยมีครั้งหนึ่งค่ายอาร์เอสพาศิลปินในค่ายทั้งหมดไปเที่ยวดิสนีย์แลนด์ที่ญี่ปุ่นฟรี  ขากลับทุกคนก็ซื้อของกลับบ้านกันกระหน่ำมือ  แต่ผมซื้อดินสอกลับบ้านแค่แท่งเดียว  เพราะเป็นดินสอสีที่เมืองไทยไม่มี  ใคร ๆ ก็มารุมถามว่า  ทำไมซื้อน้อยจังผมบอกว่า  ไม่จำเป็นต้องซื้อ  ทั้ง ๆ ที่ในใจผมอยากได้รองเท้าคู่หนึ่งมากเลยนะ  แต่คิดทบทวนหลายรอบแล้ว  รู้สึกว่ามันไม่จำเป็นต้องซื้อ  เพราะที่บ้านมีรองเท้าตั้งสองคู่แล้วยังใส่ได้ดี  ไม่ขาดเลย  ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาทุกคนก็ล้อว่าผมเป็นคนขี้งก  แต่ผมก็งกจริง ๆนั่นแหละครับ (หัวเราะ)  ผมคิดเยอะน่ะครับและอีกอย่าง  ผมเห็นคุณแม่เหนื่อยมาตลอดแล้วด้วย  ไม่อยากให้ท่านกลับไปเหนื่อยอีก   ทราบมาว่านอกจากดูแลคุณแม่แล้วยังช่วยจ่ายค่าเทอมให้พี่ชายไปเรียนต่อต่างประเทศด้วย   ใช่ครับ  ตอนเป็นนักร้อง  ผมแทบไม่มีเวลาทำอย่างอื่นเลยนอกจากทำงานจะได้ไปโรงเรียนก็วันศุกร์  เพื่อไปรับการบ้านเอามาทำเท่านั้น  แต่สจ๊วต (พี่ชาย) ไม่ได้ทำงาน  เขาได้เรียน  ได้ใช้ชีวิตเหมือนเด็กปกติ  พอเรียนจบ เขาก็อยากไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา  แต่เงินทุนการศึกษาของคุณพ่อหมดเกลี้ยงตั้งแต่เราจบไฮสกูลแล้วเราสามคนแม่ลูกจึงปรึกษากันจนได้ข้อสรุปว่า  หลุยส์จะช่วยเรื่องเงินค่าเรียน  และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในช่วงแรกไปก่อน  พอสจ๊วตเรียนจบแล้ว  ก็ค่อยกลับมาช่วยกันดูแลครอบครัว  ดูแลแม่  เหมือนเป็นการลงทุนชีวิตด้วยกันครับ ช่วงที่หายไปจากวงการ  ไม่มีชื่อเสียงและแทบไม่มีเงินเข้ามาเหมือนเคยผ่านช่วงเวลานั้นมาได้อย่างไรคะ ขอเล่าก่อนว่า วงแร็พเตอร์มีนักร้องสองคน คือ  ผมและจอห์นนี่  เราทำงานด้วยกันทุกวัน  เรียกได้ว่าแทบจะไม่มีวันหยุดเลยตั้งแต่อายุ 11 ปี  พอผ่านมาแปดปี  พวกเราเป็นวัยรุ่นอายุ 19 ปี  ก็เริ่มรู้สึกว่าเหนื่อยล้ามาก-ก-ก…จนวันหนึ่งจอห์นนี่ทนไม่ไหว  ตัดสินใจเดินเข้าไปบอกกับผู้ใหญ่ตรง ๆ ว่า  เขาขออนุญาตกลับไปเรียนต่อ  ซึ่งสุดท้ายผู้ใหญ่ท่านก็ยอมรับการตัดสินใจของจอห์นนี่  วงแร็พเตอร์ก็เลยต้องยุบไปโดยปริยาย  ส่วนผมก็เหนื่อยมากนะ  แต่เพราะเป็นลูกแม่ ก็เลยคิดว่าตัวเองยังทนไหว  ผู้ใหญ่ก็เลยให้ผมออกอัลบั้มเดี่ยว  แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ  สุดท้ายผมก็ออกมาเรียนปริญญาตรีต่อ  หลังจากที่พักการเรียนไปถึงสี่ปี  โดยใช้เงินที่เก็บสะสมไว้ซึ่งก้อนใหญ่พอสมควร  มาจ่ายค่าเทอมและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ  ชีวิตช่วงนั้นผมไม่ได้คิดถึงเรื่องอะไรเลย  เป็นเด็กเนิร์ดตั้งใจเรียนอย่างเดียว  แต่พอเรียนจบปุ๊บผมถึงมาคิดว่าเราจะประกอบอาชีพอะไรดีเพราะถ้าให้ทำงานนั่งโต๊ะ ผมคงไปไม่รอดแน่ ๆ  คงนั่งขาสั่น  เพราะผมอยู่นิ่งไม่ได้(หัวเราะ)  โชคดีที่อาตู่  (นพพล  โกมารชุน)ให้โอกาสเล่นละครเรื่อง เหนือทรายใต้ฟ้าเป็นเรื่องแรก  สักพักก็เริ่มมีเรื่องอื่นส่งบทมาเรื่อย ๆ จนตอนนี้ผมมีงานถ่ายละครทุกวัน  ผมก็เข้าใจว่า  อ๋อ…สงสัยเราคงมาทางนี้แล้วละ (หัวเราะ) ทีมงานละครหลายเรื่องแอบกระซิบว่า  รู้สึกชื่นชมและเอ็นดูคุณหลุยส์มาก  คิดว่าน่าจะเป็นเพราะอะไรคะ ขอบคุณพี่ ๆ ทุกคนมาก ๆ ครับ  อาจเป็นเพราะผมพูดคุย  คอยเอาใจใส่คนอื่นในสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ละมังครับ บางวันผมอยู่กับทีมงานถ่ายละครตั้งแต่กลางคืนถึงเช้าของอีกวัน  ผมเห็นพวกเขาทำงานกันตลอดเวลา  ทั้งยกไฟ  ขนของ  ดูแลทุกอย่าง  ไม่เหมือนผมที่เป็นดารา เข้าฉากแค่บางซีน  แล้วก็ได้พักในห้องแอร์  แต่ทีมงานเขายืนถ่ายข้างนอกกันมาตั้งแต่เทปแรกแล้ว  แน่นอนว่าเขาต้องเหนื่อยกว่าผมหลายเท่า  ผมมักจะคิดเอาใจเขามาใส่ใจเราเสมอ  ถ้าเห็นใครทำหน้าเหนื่อย ๆเพลียมาก ๆ  ผมจะทำหน้าแบบนี้ (ทำหน้ายิ้มทะเล้น)  แล้วบอกให้เขาสู้ ๆ อีกนิดเดียวหรือไม่ก็หาเรื่องตลก ๆ มาเล่าให้ได้เฮฮากันเล่นมุกแป้กบ้าง  ทำตัวติงต๊องบ้าง (หัวเราะ)แต่อย่างน้อยก็ช่วยให้ทีมงานได้หัวเราะความเหนื่อยก็หายไปได้แป๊บหนึ่ง  แล้วค่อยกลับมาลุยงานกันต่อ  ผมว่าถ้าเราเปลี่ยนทุกอย่างให้สนุก  ให้เป็นแง่ดี  งานก็จะออกมาดี  คนที่เราทำงานด้วยเขาก็ยิ้มแย้มมีความสุข  เราก็จะสนุกและมีความสุขไปด้วย เป็นลูกครึ่งที่พ่อแม่อาจจะนับถือศาสนาต่างกัน  ตัวคุณหลุยส์เองนับถือศาสนาอะไรคะ คุณพ่อผมเป็นคริสเตียน  คุณแม่นับถือพุทธ  ส่วนผมก็นับถือศาสนาพุทธครับ  จริง ๆ ผมจะเลือกนับถือศาสนาอะไรก็ได้นะครับ  คุณแม่ไม่ได้บังคับ  ผมเชื่อว่าทุกศาสนาสอนให้เราทำในสิ่งที่ดี  แต่เหตุผลที่ทำให้ผมชอบพุทธศาสนา  เพราะผมเป็นคนไทย  และอีกเหตุผลคือ ผมว่าศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่มีคอมมอนเซ้นส์หรือความเป็นปกติ  ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมนำมาใช้เป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิตเลยนะ  เช่น  ถ้าผมรู้สึกหมั่นไส้แล้วเดินไปตีหัวผู้ชายคนหนึ่งเขาก็จะหันมาต่อยผมคืนทันที  มันคือคอมมอนเซ้นส์ที่เราไปทำร้ายเขาก่อน  เขาก็ย่อมจะหันมาทำเรากลับ  ไม่ใช่เป็นเพราะมีใครดลใจ  แม้แต่การนั่งสมาธิก็เหมือนกันสำหรับผม คือการเตรียมความพร้อมของจิตใจตัวเอง  ไม่มอง  ไม่สนใจคนอื่น  คอยรู้ทันใจตัวเอง  ไม่โลภ  ไม่โกรธ  ไม่หลงอะไรทั้งหมด  คอมมอนเซ้นส์คือ  ใจเราก็จะเย็น  พอไปคุยกับใคร เขาก็จะใจเย็นตามไปด้วย  แล้วสิ่งดี ๆ ก็จะเกิดตามมาเองพุทธศาสนาสอนผมให้เข้าใจในเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดีครับทำงานหนักทุกวันอย่างนี้ มีโอกาสไปทำบุญบ้างไหมคะ ทำตามวาระโอกาสครับ  อาจเพราะผมรู้สึกว่าพุทธศาสนาเป็นคอมมอนเซ้นส์ครับ  ดังนั้น ถ้าผมรู้สึกอยากจะทำบุญ เมื่อไร  หรือพอมีเวลาช่วงไหน  ก็ค่อยไปทำบุญก็ได้  ผลของบุญจึงออกมาดี  เพราะเราไม่รู้สึกถูกบังคับ  ไม่อึดอัดใจ  อย่างช่วงนี้ผมไม่ค่อยมีเวลาได้เข้าวัดทำบุญสักเท่าไร  ก็หาโอกาสทำบุญในกองถ่ายนี่แหละครับ  ทั้งการทำให้คนอื่นยิ้มได้  ทำให้เขามีความสุข  ผมก็จะสุขไปด้วย  แค่นี้ผมก็ได้บุญแล้ว  แต่ถ้าเป็นการทำบุญที่วัด  ส่วนใหญ่ผมจะชอบไปวัดที่เชียงใหม่  มีเวลาปุ๊บก็เข้าวัดปั๊บ  บางทีไปนั่งฟังพระเทศน์  สนทนาธรรมกับท่าน  บางทีก็ถวายสังฆทานบ้าง  หรือไม่ก็แค่ไปนั่งดูโบสถ์  ดูนกใต้ต้นไม้  นั่งนิ่ง ๆทอดสายตาไปเรื่อยเปื่อย  จะรู้เลยว่าใจเราสบาย  สงบ  ไม่ตึง  ไม่เครียด  เป็นความรู้สึกที่ดีมาก  วัดเป็นสถานที่ที่ผมอยู่แล้วสบายใจ  ทั้ง ๆ ที่เราตั้งใจจะเป็นผู้ให้  แต่กลับได้ความสุขใจกลับมามากกว่าเสียอีก เรื่องลับเล็ก ๆ ที่คุณอาจไม่รู้กับทรงผมยาวตลอดกาลของหลุยส์  สก๊อต “สาเหตุที่ไว้ผมทรงนี้มาตลอดเพราะความเคยชินและกลัวไม่รอดครับ  จำได้ดีเลยว่า  เคยลองตัดผมสั้นครั้งหนึ่ง  ตอนนั้นอ้วนกว่านี้  พอตัดแล้วหูกาง  หน้าเด๋อ  รู้สึกไม่รอด  ไม่มั่นใจในตัวเอง  ก็เลยกลับมาไว้ผมยาวเหมือนเดิมแต่คิดว่าถ้าแก่กว่านี้…สัก 50คงไม่สนใจแล้วจะไว้ทรงไหนก็ได้ที่สระง่ายที่สุด” (หัวเราะ) เรื่อง ชลธิชา  แสงใสแก้ว ภาพปก วรวุฒิ  วิชาธร ภาพ วรวุฒิ  วิชาธร  ผู้ช่วยช่างภาพ ปาลรินทร์  กฤษบุญชู  สไตลิสต์ รุจิกร  ธงชัยขาวสอาด  แต่งหน้าและทำผม ภูดล  คงจันทร์ บทความน่าสนใจ อ่อนน้อมแต่ไม่อ่อนแอ! มาดู 5 วิธีวางตัวเพื่อเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน ใครเห็นก็รัก! ปรับความคิด ชีวิตก็เปลี่ยน เรื่องราว “การปรับความคิด” ของดาราหนุ่มทั้ง 3 คน 10 อันดับ ข้อคิด เรียนรู้ชีวิตจากดารา ศิลปิน คนดัง – […]

หัวใจไม่เคยแพ้ของ ทนงศักดิ์ ศุภการ (จบ)

หัวใจไม่เคยแพ้ของ ทนงศักดิ์ ศุภการ (จบ) ลูกก็เหมือนหนังสือที่พ่ออย่างผมต้องเปิดอ่านทีละหน้าๆ เขาคือบทเรียนอย่างดีในชีวิตของเราโดยเฉพาะสอนให้เรารู้จักให้อภัย หลังจากภรรยาเสียชีวิต ผม ทนงศักดิ์ ศุภการ ต้องรับหน้าที่หลักในการดูแลลูกชายสองหญิงหนึ่งของผม หลายคนถามว่าเหนื่อยไหม คำตอบคือเหนื่อยอยู่แล้ว เพราะผมต้องคอยรับ - ส่งดูแลเรื่องต่าง ๆ ตั้งแต่ตอนที่แม่เขาป่วย แต่ในความเป็นพ่อผมก็มีความสุขที่ได้ดูแลพวกเขา ตอนนี้นอกจากผมแล้ว พวกเขาก็มีคุณน้าและพี่เลี้ยงที่เป็นแม่บ้านคอยดูแลรวมถึงคุณตาของพวกเขาที่ทำสวนอยู่ต่างจังหวัด ก็จะมาเยี่ยมหลานพร้อมกับผลไม้ทุกสองอาทิตย์ บางครั้งผลไม้ที่สวนอย่างมะม่วงให้ผลเยอะมาก พวกเราทั้งหมดก็ช่วยกันนำไปขาย เด็ก ๆ ไม่ได้รู้สึกอายที่จะยืนขายผลไม้ด้วยกัน เมื่อปีที่แล้วลูกชายคนโตเพิ่งเรียนจบจากคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ(ABAC)  ส่วนลูกชายคนกลาง หลังกลับมาจากนิวซีแลนด์โดยที่ยังเรียนไม่จบ เขาก็ยังไม่ได้เรียนอะไรต่อ ปีนี้กำลังจะเกณฑ์ทหาร ผมอยากให้เขาไปใช้ชีวิตแบบนั้นดูบ้าง เผื่อว่าจะทำให้มีระเบียบวินัย รู้จักรับผิดชอบและดูแลตัวเองได้ดีขึ้น ส่วนลูกสาวคนเล็กหลังจบ ม.6 แล้ว เขาก็อยากเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ลูกของผมแต่ละคนนิสัยต่างกันแม้ว่าจะเลี้ยงดูมาแบบเดียวกันก็ตาม ลูกชายคนโตเป็นคนมีความมุ่งมั่นสูง ถ้าเขาอยากทำอะไร ก็จะพยายามจนถึงที่สุด แต่ถ้าไม่อยากทำ เขาก็จะไม่ทำเลย ลูกชายคนกลางนี่สบาย ๆ มีความสุขกับชีวิตไปเรื่อย ๆ ส่วนลูกสาวคนเล็กจะมีระเบียบวินัย รักการเรียน และรู้จักรับผิดชอบดูแลตัวเองเป็นอย่างดี ลูกก็เหมือนหนังสือที่พ่ออย่างผมต้องเปิดอ่านทีละหน้า ๆ เขาคือบทเรียนอย่างดีในชีวิตของเรา โดยเฉพาะสอนให้เรารู้จักให้อภัย ในเมื่อเราให้อภัยลูกได้ตั้งหลายครั้ง แล้วทำไมเราจะให้อภัยคนอื่นไม่ได้ แม้เขาจะไม่ใช่ลูกของเรา แต่เขาอยู่ร่วมโลกเดียวกับเรา ต้องพึ่งพาดิน น้ำอากาศเหมือนเรา ดังนั้น สำหรับผม เราต้องรู้จักให้อภัยและรู้จักแบ่งปันกับคนอื่นด้วย มีน้อยก็แบ่งน้อย โดยผมจะพยายามแบ่งเงินส่วนหนึ่งไว้สำหรับการทำบุญเสมอเช่น ช่วงปิดเทอมผมก็จะชวนลูก ๆ ไปบริจาคหนังสือและเสื้อผ้าที่บ้านโฮมฮักของครูติ๋ว ระหว่างทางก็โทรศัพท์ชวนเพื่อนให้ทำบุญด้วยกัน ก็ได้เงินมาซื้อข้าวสารและอาหารต่าง ๆ หลังจากนั้นก็ช่วยระดมทุนสร้างห้องสมุดให้บ้านโฮมฮักที่จังหวัดยโสธร ครอบครัวของผมอาจไม่ได้สมบูรณ์พร้อม ไม่ได้ร่ำรวย ลูก ๆ ทุกคนยังต้องอาศัยเงินดูแลจากพ่อ แต่ผมก็ยังเชื่อเรื่องการให้เพราะที่ผ่านมาชีวิตของผมได้ดีมีสุขอย่างทุกวันนี้ได้ก็เพราะการให้โอกาส ให้ความช่วยเหลือจากคนอื่น ๆ ดังนั้นผมจึงอยากส่งต่อสิ่งนี้ให้กับสังคม โดยเฉพาะการให้กับคนที่ไม่มีโอกาสจะตอบแทนเรา หรือคนที่เราไม่รู้จักมาก่อน สำหรับผมแล้วถือเป็นการให้ที่บริสุทธิ์ เพราะไม่มีอะไรเคลือบแฝง ไม่มีการรอคอยผลประโยชน์หรือคำขอบคุณใด ๆ แต่ก่อนที่ผมจะเรียนรู้การให้กับใครได้นั้น คนแรก ๆ ที่ผมให้อย่างมากที่สุดและด้วยความบริสุทธิ์ใจอย่างแท้จริงก็คือลูกของตัวเอง ไม่ว่าเขาจะทำผิดพลาดกี่ครั้งต่อกี่ครั้งเขาก็ยังเป็นลูกที่ผมรักมากที่สุดอยู่ดี   บทเรียนที่มีค่าจากลูก ผมเลี้ยงลูกเหมือนเป็นเพื่อนมาตั้งแต่เด็ก หลายครั้งที่ผมอ่านข่าวตามสื่อต่าง ๆแล้วเห็นบางครอบครัวต้องสูญเสียลูกไปผมมักจะถามตัวเองว่า ถ้าวันหนึ่งเกิดเหตุการณ์แบบนี้กับเราบ้าง เราจะทำอย่างไรณ วันนี้เราอาจไปบอกครอบครัวคนอื่นได้ว่า“ไม่เป็นไร  เสียแล้วก็เสียไป”  ผมจะพยายามเตือนตัวเองอยู่เสมอว่า  ถ้ามันเกิดขึ้นกับคนอื่นได้ ก็เกิดกับเราได้เหมือนกัน  เพราะจริง ๆ แล้ว สุดท้ายชีวิตที่เรามาผูกพันกันนี้ก็แค่ช่วงเวลาหนึ่ง  จะช้าหรือเร็วก็ต้องจากกัน  ถ้าไม่อยากจากก็อย่าเจอ ถ้าไม่อยากตายก็อย่าเกิด แต่นี่เกิดขึ้นมาแล้ว เราก็ต้องใช้กรรมของตัวเองไป ผมเชื่อว่า  เราเกิดมาเพื่อปิดกรรมให้ตัวเอง ตอนนี้เราอาจมีหนี้กรรมอยู่ประมาณพันหนึ่ง  เราต้องค่อย ๆ ปิดหนี้กรรมของตัวเอง ตอนนี้อาจจะปิดได้สักแปดสิบก็ค่อย ๆ ทำไป ชดใช้ในสิ่งที่กู้มา ซึ่งตอนที่กู้  เราอาจไม่ทันรู้ตัว แต่วันนี้เมื่อรู้ตัวแล้วเราก็ต้องชดใช้ และพยายามไม่สร้างหนี้เพิ่มแต่หนี้อย่างหนึ่งที่ผมผูกพันมากที่สุดก็คงเป็นเรื่องลูก ลูกชายคนกลางเป็นคนที่ภรรยาของผมห่วงมากที่สุด เพราะเป็นคนที่มีความสุขกับการไปโรงเรียน แต่ไม่เรียนแต่ละปีที่ขึ้นชั้นเรียนใหม่ ผมต้องไปฝากกับผู้อำนวยการโรงเรียนว่า ขอให้ลูกได้เรียนกับอาจารย์ที่ใจเย็น เพราะลูกไม่ชอบอาจารย์ที่อารมณ์เสียใส่เขา ส่วนช่วงปิดเทอม ผมก็ต้องมานั่งช่วยเขาทำรายงานส่งอาจารย์เพราะว่าสอบตกวิชานั้นวิชานี้ ตอนเช้า ๆ เวลาไปส่งลูกไปโรงเรียนผมต้องว้ากกับลูกคนนี้ทุกวัน คนโตกับคนเล็กลงจากรถไปแล้ว แต่คนกลางยังต้องนั่งอยู่ในรถกับผมต่อ ต้องอ่านหนังสือในรถก่อนครึ่งชั่วโมง เพราะถ้าไม่ทำอย่างนี้อยู่ที่โรงเรียนเขาจะไม่อ่านเลย แต่แม้จะพยายามกวดขันเขามากเท่าไร ก็ไม่สามารถห้ามปรามความดื้อรั้นตามวัยของเขาได้นอกจากจะไม่ตั้งใจเรียนแล้ว ยังสูบบุหรี่ เกเร ไม่อยู่ในระเบียบ ฯลฯ มีเรื่องจนถูกตัดคะแนนความประพฤติบ่อย ๆผมถูกเรียกไปห้องปกครองแทบจะทุกเดือนจนในที่สุดลูกก็ต้องลาออก ชีวิตการเป็นพ่อสำหรับผมแล้ว ถือว่าต้องทำทุกอย่างให้ถึงที่สุด ลูกถูกไล่ออกจากโรงเรียน ผมก็ไปนั่งหน้าห้องผู้อำนวยการเพื่อขอพบ ขอโอกาสให้ลูกได้เรียนต่อแม้กระทั่งไปช่วยงานโรงเรียน ผมก็ยอมแต่สุดท้ายลูกเรียนได้อีกปีเดียวก็ต้องลาออกอีกครั้ง เพราะสร้างวีรกรรมไว้เยอะ คราวนี้เป็นช่วงที่แม่เขาเสียพอดี ผมเลยให้ไปอยู่โรงเรียนประจำ ต้องอยู่หอพัก แต่อยู่ไปอยู่มาลูกหนีเที่ยว กลับถึงหอตีสามตีสี่เป็นประจำ เลยต้องลาออกอีกครั้ง ยาเสพติดอย่าคิดว่าแค่นิดเดียว ช่วงที่ลูกมีปัญหา ผมเลยไม่รับละครเพราะอยากดูแลเขาให้เต็มที่ ผมเชื่อว่าถ้าวันนี้เราดูแลเขาให้ดีที่สุด เราก็จะไม่ต้องมานั่งเสียใจกับการกระทำใด ๆ ของตัวเองผมทำให้เขาเห็นว่า พ่อยอมเสียสละเพื่อเขาได้มากแค่ไหน ผมมักจะบอกลูกเสมอว่า “ถ้าลูกทำอย่างนี้ ก็แสดงว่ามีความสุขกับสิ่งที่ทำถ้าไม่มีความสุข ลูกต้องเดินออกจากตรงนี้เพราะถ้ายังนั่งอยู่ ก็แปลว่ามันเย็นพอที่ลูกจะนั่ง แต่ถ้ารู้สึกร้อนเมื่อไร ก็ต้องย้ายไปหาที่เย็น” หลังจากพยายามให้ลูกชายคนกลางเรียนต่อชั้นมัธยมปลายที่เมืองไทยไม่สำเร็จ ผมก็ลองส่งเขาไปเรียนซัมเมอร์กับน้องสาวของเขาที่นิวซีแลนด์ ปรากฏว่าเขาเรียนใช้ได้ ผมเลยให้เรียนต่อที่นั่น เมื่อมีเวลาว่างผมก็ไปเยี่ยมเขา จึงได้เห็นว่าเขาสูบกัญชาเสพสารเสพติด เราเลยคุยเปิดอกกัน เขาบอกผมว่า “แค่นิดเดียว” แต่ แค่นิดเดียว ที่ว่านี้กลับส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชีวิตเขา สองสัปดาห์ก่อนเรียนจบ ลูกโทร.มาร้องไห้กับผม บอกว่าเรียนต่อไม่ไหวแล้ว ขอกลับบ้าน เพราะถ้าอยู่ต่อคงหนักกว่านี้ ผมต้องตั้งสติและบอกกับลูกว่า“คิดให้ดี ๆ แล้วค่อยโทร.มาใหม่ เพราะคนที่รับสภาพไม่ใช่พ่อนะ ลูกจะกล้ามาบอกทุกคนไหมว่าล้มเหลว หรือจะกล้าบอกทุกคนไหมว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ถ้าลูกรับได้ก็ได้เพราะมันตัวของลูก ไม่ใช่ตัวพ่อ” สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจลาออกด้วยตัวเอง และผมก็ต้องยอมรับการตัดสินใจของเขา ผมได้เรียนรู้ว่าปัญหาบางอย่างของลูก ถ้าเขาไม่แก้ไขด้วยตัวเอง เราก็ช่วยอะไรเขาไม่ได้ ดังนั้น ผมจึงต้องมาปรับที่ใจของตัวเอง ต้องกลับมาคิดว่า อย่างน้อยมันก็ไม่เลวไปกว่านี้ เขาไม่ได้ไปขโมยของใครไม่ได้ขับรถไปพุ่งชนใคร วิธีคิดที่เป็นมุมดี ๆ ทำให้เราสบายใจขึ้น เราต้องยอมรับว่าแต่ละคนมีกรรมมาแตกต่างกัน เมื่อทำกรรมแบบนี้ เขาก็ต้องยอมรับผลของมันซึ่งต่อไปเขาจะเดินไปในทิศทางไหน ผมก็ได้แค่ประคับประคองและให้โอกาสเขาเท่านั้น แต่ทุกวันนี้เขาก็ทำให้ผมสบายใจมากขึ้น เมื่อปีที่แล้วผมทำโครงการ “รัก ท.”ขึ้น โครงการนี้เปรียบเสมือนการรวม “3 ท.”เป็นหนึ่งเดียว ได้แก่ “ท” - เทิดไท้องค์ราชัน 85 พรรษา “ท” - ประเทศไทย  และ“ท” – ทหารผู้เสียสละ รวมไปถึงชาวไทยที่ได้รับผลกระทบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยผมจัดกิจกรรมประมูลของรักของหวงของนักแสดง นักร้อง ตลอดจนคณะผู้จัดละคร เพื่อหารายได้ไปซื้อเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นและซื้อเสื้อเกราะให้กับทหารซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ตามชายแดน ผมเชื่อว่าการจะบอกว่ารักชาติ รักแผ่นดิน รักพระมหากษัติย์ เราพูดอย่างเดียวไม่ได้ ต้องลงมือทำด้วย เช่นเดียวกับที่ผมสอนลูกเสมอว่า “ไม่ต้องบอกรักพ่อแค่ลูกทำความดี พ่อก็รู้แล้วว่าลูกรัก” เพราะเมื่อเราทำความดี คนที่ชื่นใจมากที่สุดก็คือพ่อแม่นั่นเอง Secret Box ความดีของลูกคือความสุขของพ่อแม่ ความเลวของลูกคือความทุกข์ของพ่อแม่ นิรนาม บทความน่าสนใจ แหม่ม อลิสา ขจรไชยกุล ชีวิตพลิกผันจากดารา…สู่แม่ค้าฮาเฮ ตอน 1 3 ดารา ที่มีหัวใจรักสิ่งแวดล้อม […]

หัวใจไม่เคยแพ้ของ ทนงศักดิ์ ศุภการ (1)

หัวใจไม่เคยแพ้ของ ทนงศักดิ์ ศุภการ (1) ว่ากันว่า “ทองแท้ไม่กลัวไฟ” ซึ่งเปรียบได้กับชีวิตของคนเราที่พบเจออุปสรรคปัญหาใดๆก็ไม่หวั่นเกรง แต่กลับจะยิ่งทำให้หัวใจแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น เช่นเดียวกับชีวิตของ คุณ ทนงศักดิ์ ศุภการ ช่างภาพ นักแสดง ที่ต้องพานพบกับเรื่องราวของความสูญเสีย พลัดพรากและไม่ได้อย่างที่ใจหวัง จนน่าจะนำความทุกข์ใจมาให้อย่างใหญ่หลวง แต่ด้วยเลือดนักสู้ที่มีอยู่ในตัวอย่างเต็มเปี่ยม เขาก็ก้าวผ่านเรื่องราวนั้น ๆ มาได้อย่างมีสติ แม้บางเรื่องเมื่อคิดขึ้นมาครั้งใด จะทำให้หวนคิดถึงความรู้สึกในครั้งนั้นจนทำให้น้ำตาคลอเบ้า แต่ในวันนี้เขาได้วางมันไว้เป็นอดีตที่มีคุณค่าและเป็นบทเรียนที่สมควรถ่ายทอดให้คนอื่นฟังเพื่อเป็นอุทาหรณ์ต่อไป ชีวิตเด็กวัดบ่มเพาะเลือดนักสู้ ผมเกิดมาในครอบครัวที่ปากกัดตีนถีบ พ่อแม่ไม่ได้เรียนหนังสือทั้งคู่ พ่อเป็นชาวจังหวัดอุดรธานี ส่วนแม่เป็นชาวจีน กวางตุ้งที่เกิดและโตที่กรุงเทพฯ หลังจากแต่งงานกัน พ่อกับแม่ก็หาเลี้ยงครอบครัวด้วยการเปิดร้านตัดเสื้ออยู่แถววัดหัวลำโพง ผมเองเป็นลูกคนที่สองในบรรดาพี่น้องห้าคน ช่วงชีวิตมัธยมปลายของผมถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ ผมออกจากบ้านมาเป็นเด็กวัดอยู่ที่วัดไตรมิตรวิทยาราม เพราะอยากช่วยแบ่งเบาภาระของที่บ้าน ตอนแรกก็ไปอาศัยนอนห้องเพื่อนที่มาจากต่างจังหวัดอยู่ไปอยู่มาเมื่อเขาย้ายออกไป ผมก็ได้นอนห้องนั้นแทนเขา สมัยก่อนเด็กวัดมาจากต่างจังหวัดเพื่อเรียนหนังสือ พ่อแม่ของพวกเขาก็จะฝากฝังให้หลวงตาที่เป็นที่เคารพนับถือช่วยดูแล บางคนก็ไม่ได้ยากจนพ่อแม่มีที่นามากมาย แต่ต้องมาอยู่วัดก็เพราะพ่อแม่อยากให้ลูกได้รับการอบรมบ่มนิสัยที่ดี ในแต่ละวัน ผมต้องตื่นแต่เช้ามารดน้ำต้นไม้ กวาดขี้นก ช่วงไหนมีพระมาบวชใหม่ ก็จะช่วยท่านแต่งตัว ถ้ามีงานเลี้ยงบนโบสถ์ ก็ช่วยจัดเตรียมอาหาร พอเสร็จเรียบร้อย ก็ช่วยล้างจาน ตอนเย็นก็ต้องเข้าโบสถ์สวดมนต์ สังคมของเด็กวัดที่นี่จะมีพระคอยดูแลอย่างใกล้ชิด ส่วนใหญ่เย็นวันศุกร์เด็กวัดจะกลับบ้านที่ต่างจังหวัด พอเย็นวันอาทิตย์ก็จะกลับมารายงานตัวตอนหกโมงเย็น มีการเช็กชื่อ ใครทำอะไรไม่ดีไว้ หลวงพ่อหลวงพี่ก็จะเรียกมาอบรมสั่งสอน ในวันสำคัญทางศาสนา เราจะช่วยกันล้างโบสถ์ ขายดอกไม้ธูปเทียน ผมขยันตั้งใจทำงานทุกอย่าง จนกระทั่งวันหนึ่งหลวงลุงก็เอ่ยปากให้ผมอยู่ต่อได้ พร้อมกับจะส่งเสียให้เรียนหนังสือเหมือนเด็กคนอื่นที่มีพ่อแม่นำมาฝากฝัง ชีวิตเด็กวัดสอนให้ผมรู้จักปรับตัวและรักที่จะเรียนรู้ด้วยการลงมือทำ ไม่ว่าจะอยู่ในหน้าที่ไหน ผมจะคิดเสมอว่าต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด เมื่อเป็นเด็กวัดก็ต้องเป็นเด็กวัดที่ขยัน ทำงานเรียบร้อยจนถึงขั้นที่หากเราไม่อยู่ เขาจะต้องคิดถึงเรา การเป็นเด็กวัดให้อะไรผมหลายอย่าง โดยเฉพาะการได้เห็นความหลากหลายของชีวิต เพราะคนที่เข้ามาในวัดมีตั้งแต่คนยากจนที่เข้ามาขอข้าวกิน ทั้งคนร่ำรวยมีเงินเป็นแสนเป็นล้านที่นำเงินมาบริจาคให้วัดผมได้เห็นช่องว่างที่แตกต่างกันนี้ เช่นเดียวกับตอนที่เล่นละคร บางครั้งผมรับบทเป็นคนจน ต้องไปถ่ายทำในชุมชนแออัด เราก็เห็นสภาพความเป็นอยู่ของเขาว่าเป็นอย่างไร ในขณะที่บางเรื่องผมเล่นเป็นเศรษฐี มีบ้านใหญ่โต มันทำให้ผมเห็นว่าชีวิตของเราก็แค่นี้มันไม่สำคัญหรอกว่าคุณจะอยู่บ้านหลังไหนแต่มันอยู่ที่เราต้องใช้ชีวิตให้มีคุณค่ามากกว่า เรื่องเฉียดตายที่มาจากความประมาท หลังเรียนจบ ม.ศ.3 ผมตั้งใจจะเป็นทหาร เลยไปสอบเตรียมทหาร แต่สอบไม่ติด พอขึ้น ม.ศ.5 ก็เบนเข็มไปสอบ นายร้อยตำรวจ แต่ติดเป็นตัวสำรองสุดท้ายจึงมาเรียนโรงเรียนไตรมิตรวิทยาลัย ช่วงมัธยมปลาย ผมค่อนข้างเกเรแต่ไม่ได้ไปทำเรื่องเสียหายอะไร ผมมีเพื่อนสนิทเรียนถ่ายภาพอยู่ที่วิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพฯ เขาเลยชวนผมโดดเรียนไปเป็นแบบให้เขาถ่าย ไป ๆ มา ๆ ผมก็ชักอยากถ่ายภาพเป็นบ้าง เขาก็เลยสอนให้ ทั้งการจัดแสง จัดไฟ เข้าห้องมืด คราวนี้เริ่มสนุกเลยสนใจเรียนรู้ด้วยตัวเองจนกลายเป็นอาชีพในที่สุด ก่อนหน้านี้ผมเคยอยากเป็นนักมวยถึงขนาดให้พ่อพาไปฝากตัวกับ คุณนิวัฒน์เหล่าสุวรรณวัฒน์ โปรโมเตอร์ของ เขาทราย แกแล็กซี่ เขามีค่ายมวยอยู่ใกล้บ้าน ตอนยังเด็ก หลังเลิกเรียนผมมักไปซ้อมมวย แต่ดูเหมือนจะไม่ค่อยรุ่งเพราะเพื่อนในค่ายบอกว่า “หน้าอย่างมึงไปเล่นหนังดีกว่า อย่ามาต่อยมวยเลยเดี๋ยวแหกหมด” หลังจากนั้น เมื่อโตขึ้น ผมก็ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับแวดวงหมัดมวยอีกเลย แต่กลับมาเอาดีด้านการเป็นช่างภาพแทน ในยุคนั้นช่างภาพมืออาชีพไม่ได้มีมากมายเหมือนทุกวันนี้ อาชีพช่างภาพทำให้ผมมีเงินเก็บเป็นกอบเป็นกำ สามารถส่งน้องเรียนหนังสือและซื้อรถสปอร์ตให้ตัวเองได้ ผมเริ่มอาชีพนี้ด้วยการไปช่วยงานถ่ายรูปของ คุณศักดิ์ชัย กาย เพื่อนสมัยมัธยม ที่ปัจจุบันคือช่างภาพมืออาชีพและเจ้าของนิตยสาร Lips หลังจากนั้นก็ไปเป็นช่างภาพให้กับบริษัทสถาปนิกชื่อ ไรเฟนเบิร์กที่เป็นการร่วมทุนกันระหว่างคนไทยและต่างชาติ โดยทำหน้าที่ถ่ายภาพโรงแรมและอาคารต่าง ๆ นอกจากนี้ทางบริษัทเองก็เปิดรับงานจากเอเจนซี่ต่าง ๆ ด้วย แม้แต่ตอนที่เล่นละคร ผมก็ยังไม่ทิ้งอาชีพช่างภาพและจากการทำงานนี่เองที่ทำให้ผมประสบอุบัติเหตุ จนแทบจะทำให้กลายเป็นคนพิการ หรือถ้าร้ายแรงกว่านั้นก็อาจเสียชีวิตไปแล้ว เหตุการณ์ครั้งนั้นเกิดขึ้นในวันที่ 1มกราคม 2537 ตอนนั้นผมแต่งงานมีลูกชายสองคนแล้ว วันนั้นผมต้องไปถ่ายรูปที่ Bank of Tokyo  เป็นตึกสูงตรงถนนสาทรซึ่งบริษัทญี่ปุ่นเป็นคนก่อสร้าง ความจริงผมถ่ายภาพที่นี่ไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่ภาพที่ได้ยังไม่สวยเพราะถ่ายจากข้างล่าง มองขึ้นไปเห็นสายไฟระเกะระกะ ผมจึงต้องถ่ายใหม่อีกครั้ง โดยขอให้ทางบริษัทช่วยจัดหารถเครนให้ จะได้ถ่ายจากมุมสูง วันนั้นผมขนอุปกรณ์การถ่ายภาพไปครบชุด เมื่อคนขับรถเครนส่งผมขึ้นไปอยู่ในจุดที่ผมต้องการแล้ว เขาก็งีบหลับทันที ผมไม่ได้สนใจ ตั้งหน้าตั้งตาทำงานของตัวเองไปเรื่อย ๆ สมัยก่อนการถ่ายภาพยังใช้ฟิล์มอยู่ และมีกล้องตัวหนึ่งต้องใช้ผ้าคลุมเพื่อจะดูเฟรม ด้วยความประมาท ผมไม่ทันคิดว่าจุดที่ยืนอยู่ใกล้สายไฟฟ้าแรงสูง ดังนั้นเพียงแค่เสี้ยววินาทีที่ผมตวัดผ้าออกไป ผมก็โดนไฟดูดเข้าอย่างจังจนตัวชักกระตุก! ตอนแรกผมไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไร ยังปลอบใจว่าสงสัยคงเอี้ยวตัวแรงไปหรือเปล่าตัวเลยกระตุก แต่ไม่กี่วินาทีหลังจากนั้น ผมก็เริ่มแน่ใจว่าตัวเองกำลังโดนไฟดูด เพราะรู้สึกเจ็บก้น เจ็บขา แสบร้อนไปทั่วทั้งแขนในใจร้องว่า  “แม่ช่วยด้วย…แม่ช่วยด้วย”สักพักผมก็หลุดจากการถูกไฟดูดและล้มฟุบอยู่ตรงนั้น โชคดีที่ยังมีสติอยู่ ผมก็สำรวจตัวเองว่าเป็นอะไรมากน้อยแค่ไหน ก็พบว่ามือซ้ายร้อนมากและยกไม่ขึ้น แถมยังไหม้เป็นริ้ว ๆ เหมือนเนื้อย่าง ผมพยายามถอดกำไลเงินออกจากข้อมือ เพราะคาดว่าอีกสักพักมือคงจะพองบวมจนถอดไม่ออกแน่ ๆ หลังลงจากรถเครนได้แล้ว ผมก็เก็บอุปกรณ์ถ่ายภาพทั้งหมดไว้ท้ายรถ แล้วเรียกแท็กซี่ให้พาไปส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด…ทันทีที่พยาบาลใช้กรรไกรตัดเสื้อและกางเกงออกแล้วเห็นบาดแผล ก็อุทานออกมาว่า“โอ้โฮ!” คำอุทานนี้ทำให้ผมรู้ว่าอาการของผมคงหนักหนาสาหัสมากทีเดียว แล้วก็จริงอย่างนั้น คุณหมอคนแรกที่เห็นอาการบอกว่ากรณีของผมอาจจะต้องตัดแขน เพราะว่ามันน่าจะใช้การไม่ได้แล้ว แต่โชคดีที่คุณหมอเจ้าของไข้บอกว่าให้เก็บมือไว้ก่อน แม้ว่าเนื้อที่แขนซ้ายจะไหม้จนต้องตัดออกไปมากแต่ก็ยังมีความหวัง ด้วยความที่เนื้อบริเวณมือโดนไฟไหม้คุณหมอจึงต้องรักษาด้วยการตัดทิ้งและนำเนื้อบริเวณท้องมาปิดที่มือแทน ในการผ่าตัดครั้งนี้ ผมรู้สึกว่าตัวเองเข้าใกล้ความตายเหลือเกิน เพราะการผ่าตัดใช้เวลานานมากผมสลบไปหลายชั่วโมง ครั้งแรกที่รู้สึกตัว มันลืมตาไม่ขึ้น จนทำให้ใจเสียพานคิดไปว่า “ทำไมไม่เห็นใครเลย ได้ยินแต่เสียง…เราตายไปแล้วหรือเปล่านี่” ผมไม่แน่ใจว่าระหว่างความตายกับการที่ต้องเผชิญกับการรักษาที่แสนเจ็บปวดทรมาน อะไรจะดีกว่ากัน แต่ตอนนั้นผมยังไม่พร้อมที่จะตาย แม้จะไม่แน่ใจว่าหลังจากนี้ไป แขนข้างซ้ายของผมจะใช้งานได้มากน้อยแค่ไหน ผมอยู่กับความไม่แน่ใจนานนับปีต้องนอนนิ่ง ๆ อยู่กับเตียงนานสองเดือนให้พยาบาลล้างหน้า แปรงฟัน เช็ดก้น เวลานอนก็ต้องนอนท่าเดียว เพราะมีแผลที่สะโพกหนึ่งแผล แผลที่ขาข้างขวาอีกหนึ่งแผลมือก็ขยับไม่ได้ กลางคืนก็นอนผวา ฝันว่าไฟดูด พอตื่นขึ้นมาแล้วรู้ว่าเป็นเรื่องจริงก็ยิ่งสลด ดังนั้นวันแรกที่ผมอาบน้ำได้ด้วยตัวเอง จึงเป็นวันที่ผมมีความสุขที่สุด แต่สุขกับทุกข์เป็นของคู่กัน หลังจากนั้นไม่นานผมก็ต้องเผชิญกับความเจ็บป่วยของภรรยาที่ต้องใช้เวลาในการดูแลรักษาถึงสามปีเต็ม ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ทุกข์ทรมานใจที่สุดในชีวิตของผมก็ว่าได้… (โปรดติดตามตอนต่อไป) บทความน่าสนใจ เมตตากรุณา - ยิ่งแบ่งยิ่งได้ เคล็ดลับความสุขความสำเร็จของสหรัถ สังคปรีชา 5 ข้อดีของการเป็นโสด ก่อประโยชน์ต่อสุขภาพเมื่อได้อยู่คนเดียว แหม่ม อลิสา ขจรไชยกุล ชีวิตพลิกผันจากดารา…สู่แม่ค้าฮาเฮ ตอน 1 […]

ชีวิตนี้มีแต่ “ให้” ของ ติ๊ก ชิโร่ มนัสวิน นันทเสน (1)

ชีวิตนี้มีแต่ “ให้” ของ ติ๊ก ชิโร่ มนัสวิน นันทเสน (1) ณ วินาทีนี้ถ้าผมสามารถขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้หนึ่งข้อ ผม ติ๊ก ชีโร่ มนัสวิน นันทเสน จะขอให้ตัวเองรวย…รวยเป็นหมื่นๆ ล้านไปเลยครับ ผมจะได้มีเงินทองมากมายไปแจกจ่ายทุกคน ผม ติ๊ก ชิโร่ มนัสวิน นันทเสน อยากจะให้ ให้แล้วก็ให้ ไปตลอดชีวิต เหมือนนักธุรกิจระดับโลกหลายคนที่เมื่อประสบความสำเร็จในชีวิตแล้วตั้งกองทุนการกุศลของตัวเองและมอบเงินเกือบจะทั้งหมดที่หามาได้เพื่อทำประโยชน์ให้คนอื่น โดยไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว เกิดมาชาติหนึ่ง ก่อนตาย ติ๊ก ชิโร่ มนัสวิน นันทเสน ขอทำสิ่งดีๆ ให้แก่เพื่อนมนุษย์เต็มที่ก่อนเถอะ แต่พูดไปแล้วจะหาว่าเว่อ เพราะบุคลิกภายนอกของผมเป็นคนมันๆ…มัน…เสียจนบางครั้งคนนึกไม่ออกว่าผมชอบทำบุญช่วยเหลือสังคมแต่อย่าเพิ่งมองกันแค่ภายนอก มารู้จัก โต้ ชิริก…ติ๊ก ชิโร่ กันให้ลึกซึ้งดีกว่า แล้วคุณจะรู้ว่าทำไมผมถึงอยากจะให้ แล้วก็ให้…มากขนาดนี้ องครักษ์พิทักษ์น้องสาว ผมเกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะปานกลาง คุณพ่อรับราชการเป็นเกษตรอำเภอ ส่วนคุณแม่เป็นแม่บ้าน ผมเป็นลูกคนที่สองในจำนวนพี่น้องสี่คน น้องสาวรองจากผมชื่อ น้องต้อม – วณี นันทเสน […]

keyboard_arrow_up