True Story : ชมพู่ ก่อนบ่าย ฉันชอบปัญหา เพราะมันทำให้เราแข็งแรงขึ้น

True Story : ชมพู่ ก่อนบ่าย ฉันชอบปัญหา เพราะมันทำให้เราแข็งแรงขึ้น ถึงครอบครัว ชมพู่ ก่อนบ่าย ธัณย์สิตา สุวัชราธนากิตติ์ จะยากจน พวกเราสี่คนต้องอยู่รวมกันในห้องแถวเล็กๆ แล้วก็มีมอเตอร์ไซค์เก่าๆ อีกแค่หนึ่งคัน แต่พ่อกับแม่ก็พยายามเลี้ยงลูกๆ อย่างดีที่สุด ไม่เคยปล่อยให้ลูกๆ ต้องลำบากอดมื้อกินมื้อ ชมพู่จึงฝันอยู่เสมอว่า อยากโตไวๆ จะได้ทำงานหาเงินมาเลี้ยงดูพ่อแม่ได้บ้าง ความที่ชอบกล้าแสดงออกและพอจะร้องเพลงได้หลายแนว ชมพู่จึงชวนเพื่อน ๆ ตั้งวงดนตรีกันตั้งแต่มัธยมต้น โดยไม่พลาดที่จะรับหน้าที่นักร้องนำเอง วงของชมพู่นอกจากจะเล่นในโรงเรียนแล้ว บางทีก็ส่งไปประกวดตามที่ต่าง ๆ ด้วย พอปิดเทอมวงเราก็ไปรับจ๊อบตามร้านอาหารต่อ ช่วงนั้นนอกจากร้องเพลงแล้ว ชมพู่ก็ยังรับจ๊อบเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น แจกใบปลิวตามห้าง แจกสินค้าทดลอง ฯลฯ ถึงต้องทำงานแทบทุกเสาร์ - อาทิตย์ แต่ชมพู่ก็สู้ตายเพราะตั้งใจว่า ก่อนจะดูแลพ่อแม่ ต้องเริ่มจากดูแลตัวเองให้ได้ก่อน พอใกล้เรียนจบ เพื่อน ๆ หลายคนเริ่มวางแผนไปสมัครงานตามออฟฟิศต่าง ๆ มีแต่ชมพู่ที่ปฏิเสธไม่ไปอยู่คนเดียว เพราะรู้ดีว่าตัวเองเป็นคนที่อยู่นิ่ง ๆ ไม่ได้ คงไม่เหมาะกับงานออฟฟิศนั่งโต๊ะแน่ ๆ แถมตอนนั้นรายได้จากการร้องเพลงก็พอใช้ได้และเป็นงานที่สนุก ชมพู่จึงตัดสินใจร้องเพลงตามเดิมไปก่อน แต่แล้ววันหนึ่ง โชคชะตาของเด็กจน ๆ ก็พลิกผันครั้งใหญ่ เมื่อ น้าโย่ง เชิญยิ้ม บังเอิญ ได้มาเห็น “แวว” บ้า ๆ บอ ๆ บวกกับความฮาแบบไม่มีกั๊กของชมพู่เข้า น้าโย่งจึงชวนให้ลองไปแคสติ้ง (casting) บทตลกในรายการก่อนบ่ายคลายเครียด ดู เผื่อจะเข้าตาทีมงานบ้าง เมื่อเห็นว่าเป็นโอกาสดีที่จะได้ลองทำอะไรใหม่ ๆ ดูบ้าง ชมพู่จึงตอบตกลงทันที ในวันแคสติ้ง พี่เป็ด เชิญยิ้ม ก็สั่งให้ชมพู่เข้าฉากกับน้าโย่งแบบสด ๆ ไม่มีสคริปต์ เพราะต้องการดูว่ามีไหวพริบเหมาะกับการเป็นตลกหรือไม่ ชมพู่อาศัยประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมาบวกกับความบ้าเฉพาะตัวทำให้การแคสติ้งวันนั้นผ่านพ้นไปได้ด้วยดี พร้อม ๆ กับมี “ชมพู่ ก่อนบ่าย” ตลกหญิงดาวรุ่งแจ้งเกิดในเวลาต่อมา รายได้จากอาชีพนักแสดงตลกนอกจากจะทำให้ดูแลตัวเองได้ดีขึ้นแล้ว ชมพู่ยังสามารถเลี้ยงดูพ่อแม่และน้องชายได้ด้วยเท่านั้นยังไม่พอ ชมพู่ยังเริ่มฝันต่ออีกว่าน่าจะมีกิจการเล็ก ๆ ให้ที่บ้านด้วย จะได้มั่นคงมากขึ้น ระหว่างที่คิดว่าจะทำอะไรดี ก็นึกขึ้นมาได้ว่า แม่เคยพูดเปรย ๆ ไว้ตั้งแต่ชมพู่ยังเด็กว่า “อยากทำร้านอาหาร”ด้วยความที่อยากให้ฝันของแม่เป็นจริง ชมพู่จึงเริ่มหารือกับหุ้นส่วนก่อนจะตกลงทำร้านอาหารที่ชลบุรีในเวลาต่อมา จากนั้นก็ซื้อที่ดิน 2 ไร่ แบ่งเป็นร้านอาหาร 1 ไร่ และที่จอดรถอีก 1 ไร่ แต่เชื่อไหมคะว่าชมพู่ทำโปรเจ็กต์ใหญ่ขนาดนี้ทั้งที่ไม่มีเงินเก็บเลย ต้องอาศัย “การหมุนเงิน” จากบัตรเครดิตที่มีอยู่นับสิบใบอย่างเดียว ในไม่ช้าร้านอาหารในฝันของแม่ก็เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาจริง ๆ เราทุกคนในบ้านช่วยกันดูแลงานด้านต่าง ๆ เมื่อมีเวลาว่าง ชมพู่ก็จะรีบตีรถจากกรุงเทพฯเข้ามาช่วยงานที่ร้านทันที ไม่ว่าตำแหน่งไหนชมพู่ก็ทำได้หมด ตั้งแต่พนักงานต้อนรับ เด็กเสิร์ฟนักร้อง ไปจนถึงผู้จัดการร้าน เวลาผ่านไปเกือบ 2 ปี กิจการกำลังไปได้ด้วยดี แต่จู่ ๆ ชมพู่ก็เกิดขัดแย้งกับหุ้นส่วนอย่างรุนแรง จนพ่อกับแม่ขอให้“ถอนเงินลงทุนทั้งหมด” ออกจากร้านทันที ทว่าเรื่องกลับไม่จบลงง่าย ๆ เพราะแทนที่จะได้เงินทุนติดไม้ติดมือกลับมาด้วย ชมพู่กลับต้องหอบ “หนี้สินก้อนโต” มาแทนเสียนี่!…หนี้เหล่านี้เกิดจากการหมุนเงินของชมพู่ที่เล่ามาข้างต้นนั่นเอง แรก ๆ ก็ยังไม่หนักใจเท่าไหร่ คิดว่าทำงานไปเรื่อย ๆ ก็คงใช้หนี้ได้หมด แต่พอแม่เริ่มเฉลยว่า จริง ๆ แล้วร้านยังมีหนี้ตรงนั้นตรงนี้อีกหลายก้อน ชมพู่ก็เริ่มเครียดเพราะกลายเป็นว่า เบ็ดเสร็จแล้วชมพู่ต้องใช้หนี้ถึง 4 ล้านบาท จากช่วงชีวิตที่กำลังไปได้ดี จู่ ๆ ก็ต้องมาสะดุดครั้งใหญ่ แต่โชคดีที่ชมพู่ไม่ใช่คนจมอยู่กับปัญหา คิดแค่ว่าเมื่อปัญหาเกิดแล้วเราก็ต้องรีบแก้ไข จะได้ทำอะไรใหม่ ๆ ต่อไปได้ สมัยเด็ก ๆ เราเคยลำบากมากกว่านี้ ต้องทำงานสารพัด แต่ก็ยังผ่านมาได้ แม้วันนี้เราจะมีหนี้ก้อนใหญ่ แต่ก็ยังโชคดีที่มีงานทำอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นเราต้องจัดการปัญหานี้ได้แน่ ๆ ถ้าจะใช้หนี้ให้หมดเร็วขึ้น ก็ต้องยอมปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตใหม่ด้วยการ“ลดรายจ่ายฟุ่มเฟือยลง” ใช้จ่ายเท่าที่จำเป็นขณะเดียวกันก็ต้อง “หารายได้เพิ่มขึ้น” ด้วย ช่วงนั้นจึงเป็นโอกาสดีที่ชมพู่ได้ลองท้าทายตัวเองด้วยงานใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นงานพิธีกร งานอีเว้นต์ รวมไปถึงละคร เชื่อไหมคะว่า ชมพู่มีคิวงานแน่นเอี้ยดทุกวัน บางวันต้องวิ่งรอกถึง 3 – 4 งาน กินนอน พักผ่อนไม่เป็นเวลาเลย ตอนนั้นต่อให้ทำงานมากเท่าไหร่ก็ไม่เหนื่อย เพราะนอกจากจะรู้สึกสนุกไปกับงานทุกชิ้นแล้ว ยิ่งพอคิดว่า “เรามีหนี้ที่ต้องใช้” ชมพู่ก็ยิ่งมีแรงฮึดว่าต้องทำให้ได้ เรียกว่า “เป็นช่วงชีวิตที่ทำงานเป็นบ้า โดยมีหนี้เป็นแรงผลักดันและแรงบันดาลใจ” หนึ่งปีต่อมา ด้วยความทุ่มเทแบบสุดตัว ชมพู่ก็สามารถใช้หนี้ก้อนโตได้สำเร็จอย่างที่ตั้งใจ คราวนี้ก็เริ่มต้นเก็บเงินกันใหม่ ไม่มัวมานั่งเสียดายเวลาอยู่ เพราะตราบใดที่ยังมีแรง ไม่ขี้เกียจ ไม่นานก็หาใหม่ได้ บทเรียนเรื่องหนี้ก้อนโตนี้ยังสอนให้รู้ว่า การทำธุรกิจต้องคิดให้รอบคอบอย่าใจร้อนด่วนตัดสินใจ ต้องวางแผนเป็นขั้นเป็นตอนเพื่อป้องกันให้เกิดปัญหาตามมาน้อยที่สุด ไม่ว่าจะเรื่องหุ้นส่วนหรือเรื่องเงิน การโหมทำงานหนักในครั้งนั้นยังทิ้ง“ของฝาก” ไว้ให้ชมพู่จนทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นโรคหมอนรองกระดูกฉีก ซึ่งเกิดจากการทำงานที่มีทั้งต้องใส่รองเท้าส้นสูงนาน ๆ การออกท่าออกทางหนัก ๆ ตามสไตล์นักแสดงตลก ตลอดจนการกินอาหารและการพักผ่อนไม่เป็นเวลา ทำให้ชมพู่มีอาการโรคกระเพาะและโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบรบกวน สิ่งเหล่านี้ทำให้ชมพู่รู้ว่า บางครั้งการโหมทำงานเพื่อหาเงินได้มาก ๆ เพราะหวังจะได้ใช้เงินนั้นเพื่อความสุขของตัวเอง แต่เอาเข้าจริงเรากลับไม่ได้ใช้เงินก้อนนั้นทำอย่างอื่น นอกจากต้องใช้รักษาตัวเอง ซึ่งมันไม่คุ้มกันเลย การทำงานจึงเหมือนการใช้ชีวิตที่ควรยึดทางสายกลาง อย่าทำอะไรหักโหมเกินตัวเพื่อรักษาร่างกายเราไว้นาน ๆ รวมทั้งการให้เวลากับงานแต่ละงานอย่างเต็มที่ ย่อมทำให้งานทุกชิ้นของเรามีคุณภาพยิ่งขึ้นราวกับว่า งานทุกชิ้นเป็นงานที่ดีที่สุด บทความน่าสนใจ ” อยู่กับความเป็นจริง […]

ไม่มีน้ำตาจากปัตตานี เปิดเรื่องจริงอันเจ็บปวดของหญิง ชายแดนใต้

ไม่มีน้ำตาจากปัตตานี เปิดเรื่องจริงอันเจ็บปวดของหญิง ชายแดนใต้ ภาพสามีถูกยิงตายคาที่ในรถกระบะ  เนื้อตัวเต็มไปด้วยเลือดยังติดอยู่ในความทรงจำของฉันไม่เคยจางหาย  แต่ที่ทำให้ฉันหวาดกลัวยิ่งกว่าคือ การที่ลูกเล็ก ๆ อีก 3 คนก็อยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย…เด็กน้อยที่เปรียบเหมือนผ้าขาว ฉันไม่อาจล่วงรู้เลยว่า พวกเขาจะจดจำความรุนแรงที่เกิดขึ้นใน ชายแดนใต้ วันนั้นอย่างไรบ้าง เหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เกิดขึ้นวันแล้ววันเล่าจนกลายเป็นเรื่องชาชิน  ฉันเองไม่เคยคิดว่าเหตุการณ์ร้าย ๆ จะเกิดขึ้นกับครอบครัวของเรา  ที่ประกอบไปด้วยพ่อ  แม่  และลูก ๆ อีก 4 คน  เพราะฉันมักจะคิดว่า  “เราไม่เกี่ยวอะไรเลย  เราก็ทำมาหากินของเรา”แต่ในความเป็นจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น! ความจริงแล้วฉันเป็นคนไทยพุทธที่เกิดและเติบโตในจังหวัดขอนแก่น ด้วยความยากจน  หลังเรียนจบ ป. 6 จึงต้องไปหางานทำที่กรุงเทพฯ ฉันได้งานรับจ้างเป็นพี่เลี้ยงเด็กและเป็นคนงานในโรงงานผลิตที่นอน หลังมีลูกคนแรกได้ไม่นานฉันก็ตัดสินใจหย่าขาดจากสามีและตั้งหน้าตั้งตาเลี้ยงลูกสาว (น้องปอนด์) ตามลำพัง จนวันหนึ่งพี่ชายก็แนะนำให้ฉันรู้จักกับสามีซึ่งเป็นมุสลิมที่ทำงานขายเครื่องเสียงตามบ้าน พบเจอกันไม่กี่ครั้งเขาก็ขอฉันแต่งงานเพราะอยากสร้างครอบครัว ฉันไม่รู้มาก่อนว่าการนับถือศาสนาอิสลามต้องปฏิบัติตัวอย่างไร แต่ก็ตอบตกลงโดยไม่ลังเลใจ หลังใช้ชีวิตคู่ด้วยกันได้ไม่นาน  สามีก็เปลี่ยนจากการขายเครื่องเสียงมาเป็นลูกจ้างในฟาร์มเลี้ยงนกเขาแถวรามอินทรา ทำได้ราวปีกว่า ๆ เจ้านายก็สนับสนุนให้ไปเปิดฟาร์มเลี้ยงนกเขาที่จังหวัดปัตตานี ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขา และนี่ก็คือจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ที่ฉันไม่มีวันลืม… เราสองคนมีความฝันที่จะสร้างครอบครัวที่มีความสุขด้วยกัน  สามีอายุมากกว่าฉันถึง 21 ปี เขามีความเป็นผู้ใหญ่ จิตใจโอบอ้อมอารี ไปอยู่ที่ไหนใครก็รัก หลังแต่งงานฉันได้ปฏิบัติตนตามหลักศาสนาอิสลามอย่างเคร่งครัด  ละหมาดวันละ 5 เวลา และปฏิญาณตนว่า  ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์และนบีมุฮัมมัดซึ่งเป็นศาสนทูตของอัลลอฮ์ ฉันใช้ชีวิตกลมกลืนไปกับมุสลิมคนอื่น ๆ ซึ่งดูแลฉันเสมือนเป็นญาติพี่น้อง  โดยเฉพาะเจ้าของบ้านเช่าที่เอาใจใส่ครอบครัวของเราเป็นอย่างดี  เราใช้พื้นที่บริเวณบ้านเช่าสำหรับเลี้ยงนกเขานับร้อยตัว ทว่าหลังเกิดเหตุโศกนาฏกรรมที่กรือเซะ  ลูกค้าจากกรุงเทพฯ  อินโดนีเซียและมาเลเซียที่เคยมาติดต่อซื้อขายนกเขาเริ่มลดลง  จนทำให้เราต้องย้ายจากบ้านเช่าหลังเก่าไปอยู่บ้านหลังใหม่ที่ตำบลตะลุโบะซึ่งใกล้ตัวเมืองมากขึ้น  เพื่อให้ลูกค้าเดินทางได้สะดวก แต่ถึงแม้จะย้ายที่แล้ว  ลูกค้าก็ยังไม่เพิ่มขึ้น ฉันซึ่งเป็นแม่บ้าน นอกจากจะทำงานบ้านและดูแลลูก ๆ อีก 4 คนแล้ว ก็ยังต้องช่วยสามีอีกแรงด้วยการทำส้มตำขายหน้าบ้านปรากฏว่าขายดี  เราจึงเริ่มขยับขยายไปขายส้มตำที่ตลาดนัดหน้าปอเนาะบาบอเซะซึ่งอยู่ชานเมืองของจังหวัดปัตตานี  มันเป็นการไปขายครั้งแรกของฉัน  และเป็นครั้งสุดท้ายที่ฉันได้เห็นหน้าสามีผู้เป็นที่รัก บ่ายสามของวันนั้น  สามีช่วยฉันเตรียมเครื่องไม้เครื่องมือ  เขาพูดให้กำลังใจฉันว่า  “เราต้องขายดีและขายหมดแน่ ๆ เลยเจ๊ะ”  สามีมักจะเรียกฉันว่า “เจ๊ะ”  เป็นภาษาอิสลามแทนคำว่าแม่  ส่วนฉันก็มักจะเรียกสามีว่า “อาเบ๊าะ” แทนคำว่าพ่อ  ตอนนั้นน้องปอนด์ ลูกสาวคนโตอายุ 11 ขวบ  น้องมัซ ลูกสาวคนถัดมาอายุ 7 ขวบ  น้องธัน ลูกชายคนเดียวอายุ 4 ขวบ และน้องดา ลูกสาวคนเล็กอายุ 2 ขวบ เราต่างช่วยกันขนของขึ้นรถไปขายที่ตลาด  ขนของเสร็จเขาก็กลับบ้านไปกับลูก ๆ  ฉันไม่คิดเลยว่าการกลับบ้านของเขาครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายที่เราจะได้เจอกัน…ไม่มีคำพูด  ไม่มีคำลา  ไม่มีสัญญาณใด ๆ บอกให้รู้สักนิดว่าเขากำลังจะจากฉันกับลูกไป หลังขายของได้พักหนึ่ง  น้องปอนด์ก็ตามมาช่วย  พอฉันถามว่าใครมาส่ง  ลูกก็ตอบว่า  “อาเบ๊าะมาส่งและจะไปทำธุระต่อน้องก็ไปกันหมดเลย”  ตอนนั้นฉันไม่คิดอะไรและยังขายส้มตำไปเรื่อย ๆ  จนราวหกโมงครึ่ง  ฉันเริ่มรับรู้ถึงความผิดปกติเพราะวันนี้เป็นวันแรกที่ร้านเล็ก ๆ มุงจากของเรายังไม่ได้ต่อไฟฟ้าเข้าร้าน  สามีบอกว่าจะมาจัดการให้ก่อนพระอาทิตย์ตกดิน  แต่นี่เริ่มมืดแล้วเขาก็ยังไม่มา  ฉันเริ่มรู้สึกกระวนกระวายใจ  แต่ก็ยังไม่นึกว่าจะเกิดเหตุการณ์ร้ายขนาดนี้ขึ้นกับเขา เพียงครู่เดียวมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งก็มาจอดที่หน้าร้าน  มีน้องมัซนั่งซ้อนท้ายมาด้วย  ลูกสาวหน้าซีด  ตาแดงเหมือนกำลังจะร้องไห้ “อาเบ๊าะขับรถชนต้นไม้  ถูกยิงด้วย” ลูกสาวเล่าเหตุการณ์ให้ฟังตามประสาเด็กแต่นาทีนั้นหัวใจของฉันหล่นวูบไปถึงตาตุ่ม นึกห่วงลูกคนอื่น ๆ ขึ้นมาทันที “แล้วน้องอยู่ไหน”  ฉันรีบถามหาลูกคนอื่น ๆ ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “มีคนไปส่งน้องที่บ้านแล้ว”  น้องมัซตอบด้วยน้ำเสียงที่ยังตื่นตระหนกอยู่ ตอนนั้นฉันรู้สึกเหมือนหัวใจหยุดเต้นสมองหยุดทำงาน  เห็นรถตำรวจและรถป่อเต็กตึ๊งวิ่งผ่านหน้าฉันอย่างเร่งรีบไปยังที่เกิดเหตุ  หลังจากนั้นฉันก็ขอให้ลูกค้าที่มาซื้อส้มตำขับรถพาฉันไปยังที่เกิดเหตุทันทีมีคนมุงดูเยอะมาก  ผู้คนต่างวิพากษ์วิจารณ์ไปต่าง ๆ นานา  เสียงดังฟังไม่ได้ศัพท์จนฉันหูอื้อตาลายไปหมด ทันทีที่เห็นร่างไร้วิญญาณของสามีผู้เป็นที่รักนอนจมกองเลือดอยู่  ฉันทรุดตัวลงนั่งอย่างหมดเรี่ยวแรง  ไม่มีแม้น้ำตาสักหยด  ร่างของเขาถูกยิงหลายสิบนัดกระสุนถูกจุดสำคัญของร่างกาย  เนื้อตัวของเขาเต็มไปด้วยเลือด  หลายคนที่รู้จักเขาร่ำไห้ด้วยความสงสาร ฉันซึ่งแต่แรกร้องไห้ไม่ออก  ได้แต่มึนงง  เมื่อได้ยินเสียงร้องไห้ของคนอื่นก็เริ่มปล่อยโฮออกมา ต่อไปนี้เรา 5 คนแม่ลูกต้องอยู่กันตามลำพัง  ลูก ๆ จะกลายเป็นเด็กกำพร้าพ่อไม่ต่างกับฉันในวัยเยาว์  แต่สิ่งที่ฉันกังวลใจยิ่งกว่าคือ  การที่ลูก ๆ ทั้งสามคน  น้องมัซน้องธัน  และน้องดาอยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย แม้พวกเขาจะรอดชีวิตมาได้  แต่ฉันไม่อาจแน่ใจได้เลยว่า  เหตุการณ์ครั้งนี้จะไม่สร้างบาดแผลฝังลึกในจิตใจของพวกเขา น้องมัซเล่าว่า  คนร้ายเป็นเด็กหนุ่ม 4 คน ขับมอเตอร์ไซค์มาสองคัน  พวกเขาไม่ได้สวมหมวกหรือปิดบังหน้าตาแต่อย่างใด หลังจากประกบยิงสามีของฉันจนเสียชีวิตและรถเสียหลักไปชนต้นไม้แล้ว  พวกเขาก็ยังเดินอย่างใจเย็นมารื้อค้นข้าวของในรถในขณะที่ลูกของฉันพยายามร้องขอชีวิต “พี่อย่าทำอะไรหนูเลยนะ…”  น้องมัซเล่าให้ฉันฟังด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ  โชคดีที่เด็ก ๆ ไม่ได้รับบาดเจ็บและไม่ถูกทำร้าย น้องมัซเล่าว่า  วัยรุ่นคนหนึ่งที่เป็นคนร้ายพูดว่า  “ไม่เป็นไร  ไม่เป็นไร”  พวกเขาปล่อยชีวิตลูกของฉัน  แต่กลับพรากชีวิตพ่อของพวกเขาไป  เด็ก ๆ ช็อกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะธัน  ลูกชายคนเดียวที่เนื้อตัวเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด  เขาจดจำเรื่องราวต่าง ๆ ฝังใจ จนทำให้สะดุ้งตื่นขึ้นมาร้องไห้และมีความคิดอยากแก้แค้นคนที่มาฆ่าพ่อ เวลาเห็นปืนเด็กเล่น  เขาจะขอร้องให้ฉันซื้อให้  แต่ฉันจะบอกลูกว่า  “เราจะไปยิงคนอื่นไม่ได้  ไม่ดี  ถ้าใครทำผิดเราต้องไปจับเขา  ไม่ใช่ไปยิงเขา  พ่อเคยเป็นตำรวจมาก่อน  พ่อเป็นตัวอย่างที่ดีนะลูก” ฉันคิดว่าสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สามีโดนทำร้ายจนถึงชีวิตอาจมาจากการที่เขาเคยเป็นอดีตตำรวจมาก่อน  จึงทำให้คนบางกลุ่มเกิดความเคลือบแคลงสงสัยในตัวเขา นับตั้งแต่วันที่สูญเสียสามี  ฉันไม่เคยคิดอาฆาตพยาบาทใครเลยแม้แต่น้อย  เพราะเข้าใจสถานการณ์ดีว่า  “ไม่ใช่มีแค่เราที่เจอเหตุการณ์แบบนี้”  ห่วงก็แต่ลูก ๆ เท่านั้น ตอนเกิดเหตุใหม่ ๆ ไม่มีใครหรือหน่วยงานไหนเข้ามาเยียวยาจิตใจของพวกเราเลย  เงินช่วยเหลือที่ได้รับเป็นเพียงแค่วัตถุ  แต่สิ่งที่พวกเราใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องการจริง ๆ คือการเยียวยาจิตใจ   หลังงานศพผ่านไป ภาพของเด็กน้อยที่นอนหลับอยู่เคียงข้างทำให้ฉันคิดว่า  ถ้าฉันอ่อนแอแล้วลูกจะอยู่อย่างไร  นี่คือกำลังใจสุดท้ายที่ทำให้ฉันลุกขึ้นมาและพร้อมที่จะก้าวเดินไปข้างหน้าอีกครั้ง วันนี้จิตใจของฉันเข้มแข็งขึ้นแล้ว  ฉันและเพื่อน ๆ ที่เป็นหม้ายซึ่งได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้รวมกลุ่มกันทำน้ำพริกและเมี่ยงคำสำเร็จรูปในชื่อ “เซากูน่า” (ZAUQUNA) ซึ่งหมายถึง  “รสชาติของเรา” นำไปวางขายตามแหล่งท่องเที่ยวในตัวเมืองปัตตานี  และนำไปออกร้านตามสถานที่จัดงานประชุมรวมทั้งผลิตตามคำสั่งของลูกค้าด้วย  เพื่อช่วยกันสร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคงให้กับตัวเอง ล่าสุดเมื่อกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมาฉันได้รับการคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 10 ของผู้หญิงจากชายแดนใต้ที่ได้รับรางวัล “สตรีต้นแบบ” จากออกซ์แฟม ประเทศไทย   เวลานี้ฉันก้าวข้ามความเจ็บปวดมาได้แล้ว  และอยากจะจับมือผู้หญิงอีกหลายคนให้เดินผ่านหมอกควันแห่งความสูญเสียไปด้วยกัน  ทุกวันฉันได้แต่เฝ้าวิงวอนขอพรต่อองค์อัลลอฮ์ว่า “ขอให้เกิดความสงบในพื้นที่แห่งนี้ด้วยเถิด” ข้อคิดจากพระอาจารย์อานนท์  อัมโรภิกขุ  สวนป่าโพธิ์ธรรม  จังหวัดพังงา “แม้จากไปก็เหลือมรดกทางใจทิ้งไว้” […]

ทุกวันที่ยังมีลมหายใจ นั่นคือ “ความโชคดี” ที่สุดแล้ว เจิน ณิชชาพัณณ์ ชุณหะวงศ์วสุ

ทุกวันที่ยังมีลมหายใจ นั่นคือ “ความโชคดี” ที่สุดแล้ว เจิน ณิชชาพัณณ์ ชุณหะวงศ์วสุ หลายปีก่อน เจิน ณิชชาพัณณ์ ชุณหะวงศ์วสุ  เคยรู้สึกแย่กับชีวิตสุด ๆ ไม่มีความสุขเอาเสียเลย ความรู้สึกนั้นมีมากขึ้นเรื่อย ๆ ถึงขั้น “เกลียดชีวิตตัวเอง” แถมเจินยังเคยคิดด้วยซ้ำว่าเมื่อไหร่จะหมดอายุขัยเสียที จะได้จบ ๆ เรื่อง ไม่ต้องมานั่งทุกข์อย่างนี้ ช่วงที่เกิดเรื่องเจินกำลังเรียนปริญญาโทค่ะ ส่วนงานที่ทำอยู่ก็มีทั้งพิธีกร ถ่ายละคร เท่านั้นยังไม่พอ เจินยังหุ้นกับรุ่นพี่อีกสองคนเปิดบริษัทโปรดักชั่นเฮ้าส์เล็ก ๆ รับจ้างผลิตรายการโทรทัศน์ทั่วไปด้วย บริษัทที่ว่านี้เป็นหนึ่งในความฝันของเจินค่ะ หลังจากคลุกคลีในวงการบันเทิงได้สักพัก รู้จักผู้คนมากมาย เจินก็เริ่มมองเห็นโอกาสที่จะทำเงิน ยิ่งมีหุ้นส่วน 2 คนเคยทำงานโปรดักชั่นมาร่วมด้วย เจินยิ่งมั่นใจ เพียงแต่ระยะแรก ๆ อาจเหนื่อยสักหน่อยเพราะเรามีกันอยู่แค่ 3 คน หลังจากได้โจทย์ผลิตรายการจากสถานีโทรทัศน์มา พวกเราเห็นพ้องกันว่าจะผลิตรายการแรกนี้ด้วยเงินทุนของบริษัท แทนที่จะรองบประมาณจากทางสถานีฯเหมือนผู้ผลิตรายย่อยอื่น ๆ เนื่องจากพวกเราคิดแล้วว่าวิธีนี้สามารถทำเงินได้มากกว่า ขอแค่เราขายโฆษณาได้เท่านั้น พูดง่าย ๆ แอบ “โลภ” นั่นเอง พวกเราทำงานกันตัวเป็นเกลียว ทำอะไรได้ก็ช่วยกันทำ นับแต่งานในออฟฟิศไปจนถึงออกกองไปถ่ายทำ ถึงจะเหนื่อยแค่ไหน แต่เจินก็สู้ไม่ถอย ทุ่มเทสุด ๆ เพราะอยากให้ทุกภารกิจผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ช่วงนั้นกว่าเจินจะได้นอนก็ตีสามหรือตีสี่ไปแล้ว ถ้าวันไหนมีงานมาก ๆ เจินแทบไม่ได้นอนด้วยซ้ำ! แต่แล้วผลกลับออกมาไม่เป็นอย่างที่หวัง นอกจากบริษัทของเราจะขายโฆษณาไม่ได้แล้ว สถานีฯยังไม่ชอบรูปแบบรายการด้วย ทุกอย่างที่ลงทุนไปจึงสูญเปล่า ไม่มีรายรับเข้ามาสักแดงเดียว เท่านั้นยังไม่พอบัญชีของบริษัทยังเริ่ม “ติดลบ” ด้วย เมื่อเห็นท่าไม่ดี พวกเราจึงตกลงยุติบทบาทของบริษัทแต่เพียงเท่านี้ แค่บริษัทเจ๊ง ความฝันพังทลายยังไม่พอ เจินยังมีปัญหาเรื่องความรักเข้ามาอีก ภาวะเหล่านี้ส่งผลให้เจินรู้สึกโคตรท้อนอยด์ จิตตก เครียด นอนไม่หลับ ชีวิตรวนไปหมด ไม่ดูแลตัวเอง หัวฟู สิวพรึ่บ ช่วงที่ขับรถคนเดียวก็ร้องไห้ตาบวม แต่ถึงอาการจะแย่แค่ไหน พอกลับเข้าบ้านปั๊บเจินก็ต้องพยายามทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ยิ้มแย้มมีความสุขเพราะไม่อยากให้คนอื่นพลอยไม่สบายใจไปด้วย เจินใช้ชีวิตบนความทุกข์และเกลียดชีวิตตัวเองอยู่นานเป็นเดือน ๆ จนพี่โปรดิวเซอร์รายการที่ทำอยู่สังเกตเห็นและเอ่ยปากว่า “คนเราต้องแยกแยะให้ได้ระหว่างงานกับเรื่องส่วนตัว อย่าให้ปนกัน ไม่อย่างนั้นจะแย่” ยิ่งได้ฟังเจินก็ยิ่งแย่ รู้สึกว่าต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว โชคดีว่าวันหนึ่งได้ยิน พี่จินนี่ (ธนิดา กาญจนวัฒน์) พูดว่าจะไปปฏิบัติธรรม เจินจึงขอไปด้วยทันทีแบบไม่ลังเล เพราะรู้ดีว่าที่นี่แหละที่เจินจะได้อยู่คนเดียวสมใจ 5 วันในการปฏิบัติธรรมเป็นการเปิดโลกอีกใบหนึ่งที่ทำให้รู้ว่า “เจินทุกข์เพราะอะไร” ทุกข์ทั้งหลายมันเกิดจาก “ความคาดหวัง” ของเจินเองทั้งนั้น อยากให้เป็นอย่างนี้อย่างนั้น พอไม่ได้ก็เจ็บใจ ทุกข์ใจ และเสียใจ ชีวิตข้างหน้าถ้าไม่อยากทุกข์หนักแบบนี้อีก ก็ต้องคาดหวังกับชีวิตน้อยลง แต่ไม่ใช่ว่าให้ใช้ชีวิตแบบไม่มีเป้าหมายนะคะ วางเป้าหมายเอาไว้แล้วค่อย ๆ ไปให้ถึง ทำทุกอย่างแบบพอดี ๆ ไม่ต้องกดดันตัวเอง หลังกลับจากปฏิบัติธรรม จิตใจของเจินเริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ คิดได้ว่าอะไรที่ผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไป มา “เริ่มต้นใหม่” ดีกว่า หลังจากนั้นไม่นาน ชีวิตของเจินก็พบจุดเปลี่ยนอีกครั้งเมื่อได้มารู้จัก พี่แนท (ศุภชัย วิเศษไพฑูรย์ – สามี)น่าแปลกที่ปกติเจินมักไม่ค่อยเปิดใจเล่าอะไรให้ใครฟังง่าย ๆ แม้แต่เพื่อนสนิทก็ยังไม่เล่า แต่เจินกลับกล้าเล่าปัญหาทุกเรื่องให้เขาฟัง เล่าแล้วพี่แนทมักจะมีคำถามย้อนกลับมาให้ได้คิดเสมอ เช่น เจินบอกว่าอยากทำงานให้ได้เงินเท่านั้นเท่านี้ พี่แนทก็จะถามว่า เจินต้องมีเงินมากแค่ไหนถึงจะรู้สึกพอ เป้าหมายในชีวิตของเจินอยู่ตรงไหน นั่นทำให้เจินเงียบไปเลย เพราะนอกจากจะไม่มีใครเคยถามเจินแบบนี้แล้ว เจินเองก็ยังไม่รู้คำตอบด้วยซ้ำว่าเมื่อไหร่ถึงจะพอ […]

ณเดชน์ คูกิมิยะ เผยชีวิตเบื้องหลังซูเปอร์สตาร์ พร้อมเปิดตัวมารดาผู้เป็นดั่งลมใต้ปีก

ณเดชน์ คูกิมิยะ เผยชีวิตเบื้องหลังซูเปอร์สตาร์ พร้อมเปิดตัวมารดาผู้เป็นดั่งลมใต้ปีก บทสัมภาษณ์นี้เกิดขึ้นบนรถไฟหัวกระสุนความเร็วกว่า 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มุ่งหน้าจากเมืองเซ็นดะอิ ประเทศญี่ปุ่นเข้าสู่กรุงโตเกียว ณเดชน์ คูกิมิยะ พระเอกหนุ่มขวัญใจคนไทยย้ายจากที่นั่งข้างๆ มารดาของเขามานั่งข้างๆ ผมเพื่อให้สัมภาษณ์ เสื้อยืดสีขาว กางเกงคาร์โก้ขายาวสีคาราเมลตัวโปรด รองเท้าผ้าใบสีเหลืองอ๋อย แว่นตาเลนส์หนา ผมหน้าม้าที่ปรกหน้าผากเนื่องจากยังไม่ได้ผ่านการตกแต่ง ทำให้เขาดูเด็กลงเมื่อเทียบกับมาดเท่ๆ แบบพระเอกในละคร อาจเพราะความเป็นซูเปอร์สตาร์ยังเดินทางมาไม่ถึงแดนอาทิตย์อุทัย ณเดชน์จึงดูสบายๆ กว่าที่เคยเป็น ห้าวันที่ได้ทำงานใกล้ชิด ทำให้รู้สึกว่าเขาก็เป็นแค่เด็กวัยรุ่นคนหนึ่งที่กำลังเรียนรู้ถูก-ผิดจากสิ่งรอบตัว อาจดูซุกซนในบางครั้ง แต่ต้องบอกว่าเขาเป็นคนมีชื่อเสียงที่น่ารักมากถึงมากที่สุดคนหนึ่งเท่าที่เคยรู้จัก ไม่ถือตัว จิตใจดี มองโลกในแง่บวก มีน้ำใจ ที่สำคัญคือ เป็นวัยรุ่นที่สะกดคำว่า “ธรรมะ” เป็น และยึดถือเป็นแนวทางในการใช้ชีวิต …ณเดชน์หันไปมองซากุระนอกหน้าต่าง แกะข้าวปั้นไส้ปลาแซลมอนใส่ปากอย่างเอร็ดอร่อย ก่อนจะหันมาตอบคำถามที่ร่างขึ้นจากเมืองไทย ซึ่งแน่นอนว่าเป็นคำถามอันเนื่องมาจากความเป็นซูเปอร์สตาร์ของเขานั่นเอง โลกทุกวันนี้เติมไปด้วยสารพัดสิ่ง มีทั้งดีและไม่ดี คิดว่าการเป็นวัยรุ่นที่อยู่ในศีลธรรมยากแค่ไหนครับสำหรับตัวเอง จริงๆ แล้วไม่ยากนะครับ เพียงแต่เราจะมีสติพอที่จะนำมาใช้ให้เหมาะกับวัยและสถานะของตัวเองได้อย่างไร วัยรุ่นเป็นวัยอยากรู้อยากเห็น มีสิ่งที่ต้องเรียนรู้มากมาย แต่ก็ควรมีศีลธรรมกำกับการใช้ชีวิต สิ่งหนึ่งที่วัยรุ่นสมัยนี้ขาดคือเวลาที่ควรจะมีให้ครอบครัว เอาใจใส่ครอบครัว รวมถึงการดูแลข้างในตัวเอง คนสมัยนี้รูปร่างหน้าตาดีกว่าแต่ก่อนเยอะ เพราะวิทยาการหลายอย่างช่วย […]

ทฤษฎีความสุขในทุกวัน ของ ปอ ทฤษฎี สหวงษ์

ทฤษฎีความสุขในทุกวัน ของ ปอ ทฤษฎี สหวงษ์ บางวันเราอาจเห็นผู้ชายคนนี้ ปอ ทฤษฎี สหวงษ์ ร้องและเต้นอย่างสุดเหวี่ยงอยู่กลางตลาด ในขณะที่หลายๆ คืนก่อนหน้านั้นก็อาจได้ชมเขาพลิกบทบาทมาเป็นผู้ใหญ่บ้านหรือว่าไอ้หนุ่มคนยากที่มากด้วยอุปสรรคในชีวิตรัก แต่ไม่ว่าจะรับบทเป็นตัวละครตัวไหน เขาก็จะมุ่งมั่นลงลึกในทุกรายละเอียดอย่างเต็มที่เสมอ ดังที่ได้เคยลั่นวาจาเอาไว้ในหลายๆ ครั้งว่า “ผมจะทำทุกวันให้เหมือนเป็นวันสุดท้ายของชีวิต” ระยะเวลาเพียงไม่กี่ปีในวงการบันเทิงอาจไม่ยาวนานพอที่จะพิสูจน์ถึงคำพูดนี้ แต่จากหลากหลายงานที่เขาทุ่มเททำทั้งในจอและนอกจอ ทั้งงานเพื่อสร้างความบันเทิงและงานช่วยเหลือสังคมที่มีมาอย่างต่อเนื่อง ก็พอจะบ่งบอกไดไม่มากก็น้อยว่า…เขาเต็มที่กับสิ่งที่เขาทำขนาดไหน อย่างไรก็ตาม อย่าเพิ่งปักใจเชื่อข้อความข้างต้นนี้มากนัก จนกว่าคุณจะได้อ่านบทสัมภาษณ์ต่อไปนี้ แรงบันดาลใจที่ทำให้คุณทำกิจกรรมเพื่อสังคมมาค่อนข้างมากในช่วงหลายๆ ปีมานี้คืออะไร ผมคิดว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาสังคมนี้ให้อะไรกับผมเยอะมาก ทำให้ผมมีวันนี้ได้ เพราะฉะนั้นเมื่อถึงจุดที่ผมพอจะตอบแทนสังคมได้บ้างแล้ว ก็อยากจะหากิจกรรมทำเพื่อสังคมบ้าง ในมุมที่ไม่จำเป็นต้องเป็นแค่เพื่อเงินเพียงอย่างเดียว จุดเริ่มต้นที่คุณมาทำหน้าที่ทูตของสมาคมพิทักษ์สัตว์แห่งโลกคืออะไร ปกติผมเป็นคนรักสัตว์อยู่แล้ว พอดีเมื่อปี 2553 ทาง WSPA (World Society for the Protection of Animals) เขามีโครงการล่ารายชื่อผู้สนับสนุนโครงการคุ้มครองสวัสดิภาพและปกป้องสัตว์จากทั่วทุกมุมโลกให้ได้สิบล้านรายชื่อ ซึ่งผมเองได้ร่วมลงชื่อสนับสนุนโครงการนี้ด้วย หลังจากนั้นผมก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นทูตดับเบิลยูเอสพีเอ และได้ไปบรรยายตามโรงเรียนต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องสวัสดิภาพของสัตว์ ผมมองว่าถ้าเราสามารถปลูกฝังให้เด็กๆ เข้าใจในเรื่องนี้ได้ เขาก็น่าจะโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบ นอกจากนั้นผมก็คิดว่า คนที่เลี้ยงสัตว์มักเป็นคนที่จิตใจอ่อนโยนและมีเมตตา ถ้าสังคมมีคนที่จิตใจอ่อนโยนและมีเมตตามากๆ […]

เจาะใจ 3 นางร้าย เจ้าของหัวใจนางเอ๊ก นางเอก

เจาะใจ 3 นางร้าย เจ้าของหัวใจนางเอ๊ก นางเอก ในละครแต่ละเรื่อง นอกจากจะมีตัวละครเด่น ๆ ซึ่งได้แก่ พระเอก – นางเอกแล้ว เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่านางร้ายหรือตัวอิจฉาก็คือตัวละครอีกตัวหนึ่งซึ่งมีบทบาทสำคัญและมีส่วนทำให้ละครเรื่องนั้นมีสีสันเข้มข้น และมีอรรถรสน่าติดตามยิ่งขึ้น Secret ขอนำเสนอเรื่องราวที่น่าสนใจของ 3 นางร้ายเจ้าบทบาท ที่รับบทร้ายทีไรก็ “ตีบทแตกกระจุย” ทุกที นำทีมโดย คุณกิ๊ก – มยุริญ ผ่องผุดพันธ์, คุณบุ๋ม – ปนัดดา วงศ์ผู้ดี และคุณน้ำผึ้ง – ณัฐริกา ธรรมปรีดานันท์ คำถามแรกขอเข้าประเด็นเลยนะคะ ว่า ทั้ง 3 คนมักจะได้เล่นแต่บทนางร้าย ไม่ทราบว่าขัดกับบุคลิกจริง ๆ มากไหม และอยากเปลี่ยนไปรับบทอื่นเพื่อเปลี่ยนภาพลักษณ์บ้างหรือไม่ คุณบุ๋ม : จริง ๆ ก็ไม่ใช่จะรับเล่นแต่บทร้ายนะคะ เพราะอยากให้คนดูได้เห็นว่าเรารับบทดี ๆ ก็เป็น ไม่ว่าจะเป็นบทเจ้าน้ำตาเหมือนอย่างในละคร ในสวนขวัญ ซึ่งต้องมีบทร้องไห้หนักมาก วันหนึ่งสิบกว่าฉาก หรือบทตลกอย่าง […]

ชีวิตติด “หลง” ของ ตุ๊ยตุ่ย พุทธชาด พงศ์สุชาติ

ชีวิตติด “หลง” ของ ตุ๊ยตุ่ย พุทธชาด พงศ์สุชาติ ในบรรดากิเลสทั้งหมด รัก โลภ โกรธ หลง คุณคิดว่ากิเลสตัวไหนเข้ามาทำตัว “เนียนๆ” กับเรามากที่สุด ลองคิดดู ยามรักเราก็ยังรู้ตัวว่ารัก ยามโลภเราก็ยังรู้ตัวว่าโลภ ยามโกรธยิ่งแล้วใหญ่ เห็นชัดๆ กันไปเลย แต่ยามหลงนี่สิ ส่วนใหญ่เราจะเพลิดเพลินเจริญใจ ไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่ากำลังคลุกอยู่ในกิเลส ในบรรดากิเลสทั้งหมด อา (ตุ๊ยตุ่ย – พุทธชาด พงศ์สุชาติ) ขอจัดประเภทของตัวเองว่าติดอยู่ในความหลงมากที่สุด เริ่มจากหลงในอบายมุขที่เรียกว่า “หวย” ก่อนเลย…ใครแถวนี้เป็นบ้าง ยกมือขึ้น ว่าแล้วเรามาฟังเรื่องของอาเลยก็แล้วกัน ทำงานถวายหวย เชื่อไหมว่าอาซื้อลอตเตอรี่มาตั้งแต่เรียนชั้นม.5 ซื้อนิดซื้อหน่อยก็ต้องซื้อ เพราะมีความหวัง มีความสุขที่ได้ฝัน ฝันอยากเสี่ยงโชคแล้วรวยเป็นเศรษฐีง่ายๆ รวยแล้วก็ไม่ต้องทำงานให้เหนื่อย คิดวนเวียนแต่ว่าเสี่ยงโชคใบหนึ่งก็อาจจะได้สองล้าน ไม่ว่าจะซื้อมากซื้อน้อยอย่างไรก็ลุ้นจนตัวเกร็งทุกรอบ ทุกวันนี้อาเข้าใจจิตใจคนที่ซื้อดีว่ามันเป็นอย่างไร เพราะตัวเองเคยเป็นมาแล้ว นอกจากเล่นหวยบนดินแล้ว หวยใต้ดินก็เอากับเขาด้วย ขออนุญาตใช้คำไม่สุภาพนิดหนึ่งนะคะ คือว่าอา “เล่นดักดาน” อยู่อย่างนั้นทั้งปีทั้งชาติไม่เคยถูกสักงวดเลยในชีวิตแต่ก็ยังเล่น จนเข้าเรียนมหาวิทยาลัย จบมาทำงานในวงการบันเทิงก็ยังเล่นเป็นประจำมิเคยขาด แถมยังกล้าทุ่มซื้อคราวละเยอะๆ จนเรียกว่าทำงานถวายหวยได้เลยทีเดียว ตั้งแต่เล่นมา […]

“เปลี่ยน” หรือไม่ขึ้นอยู่ที่ใจเราเอง ตั๊ก นภัสกร มิตรเอม

“เปลี่ยน” หรือไม่ขึ้นอยู่ที่ใจเราเอง ตั๊ก นภัสกร มิตรเอม  “ทุกคนมีจุดเปลี่ยนในชีวิตทั้งนั้น ไม่จากตัวเองก็จากปัจจัยแวดล้อมที่เข้ามากระทบ” สำหรับผม ตั๊ก นภัสกร มิตรเอม หลังผ่านร้อนผ่านหนาวมาสี่สิบกว่าปี ผมก็มั่นใจว่าจุดเปลี่ยนทั้งหมดมาจากตัวเองล้วนๆ ไม่ได้มีใครมาบังคับหรือกำกับให้เป็นไปทั้งนั้น ผมเป็นลูกชายคนที่สองของบ้าน มีพี่สาว 1 คน และน้องชายอีก 1 คน ด้วยเหตุนี้ผมจึงเป็น ลูกคนกลาง หรือ Wednesday Child พอดีเป๊ะ แรกๆ ผมก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเป็นเด็กมีปัญหาอย่างที่หลายทฤษฎีตีความไว้ เพราะในช่วงป. 1 – ป. 2 ผมก็เป็นเด็กเรียนดี ความประพฤติดี ไม่มีปัญหาอะไร จะมาเริ่มเละเทะก็ช่วงขึ้นป. 3 นี่แหละครับ แต่จะว่าไปความเกเรของผมมาจากหลายปัจจัย ตั้งแต่ความน้อยเนื้อต่ำใจที่รู้สึกว่าตัวเอง “มีไม่ครบ” เพราะหลังพ่อกับแม่แยกทางกัน ลูกๆ สามคนก็อยู่ในความดูแลของแม่ ส่วนพ่อย้ายออกไปอยู่ที่อื่น นานๆ ทีถึงจะมาเยี่ยม แถมพอขึ้นป. 3 ครูประจำชั้นก็พูดจาไม่ดี ชอบดุว่าและตีผมโดยไม่มีเหตุผล นั่นทำให้ผมเริ่มแอนตี้การเรียน โดดเรียนแทบทุกวัน […]

ถ้าไม่ถูก “หลอก” วันนั้น ผมก็คงไม่มีวันนี้ อั้ต อัษฎา พานิชกุล

ถ้าไม่ถูก “หลอก” วันนั้น ผมก็คงไม่มีวันนี้ อั้ต อัษฎา พานิชกุล     “ปิดเทอมนี้กลับไปเยี่ยมคุณยายที่เมืองไทยหน่อยนะลูก อั๊ตไม่ได้กลับไปหลายปีแล้วนะ” ด้วยคำขอของคุณแม่ทำให้ผม อั้ต อัษฎา พานิชกุล ต้องเก็บกระเป๋าบินเดี่ยวกลับเมืองไทยในอีกไม่กี่วันต่อมา โดยไม่ได้คาดคิดมาก่อนเลยว่าการกลับมาเมืองไทยครั้งนี้จะ “เปลี่ยนชีวิต” ผมไปตลอดกาล ทันทีที่ถึงเมืองไทย ลุงกับป้าก็ยึดพาสปอร์ตของผมไปเก็บแบบเนียนๆ ด้วยเหตุผลว่ากลัวผมทำหาย ไม่ว่าจะพยายามทวงคืนอย่างไร ท่านก็ไม่ยอมคืนให้ ผมนึกเอะใจเลยโทร.ไปถามแม่ที่แคลิฟอร์เนีย แม่เฉลยความจริงให้ฟังว่า “อยากให้อั๊ตกลับมาอยู่เมืองไทย เพราะแม่กลัวว่าถ้ายังอยู่อเมริกาต่อไป ลูกจะมีความเป็นอเมริกันมากไปกว่านี้” พอรู้ว่าถูกหลอกให้กลับมาจริงๆ ผมรู้สึกโกรธจัด ขว้างโทรศัพท์ทิ้งต่อหน้าลุงกับป้าทันที เพราะอีกแค่ปีเดียวผมก็จะอายุ 18 ด้วยอายุขนาดนี้ ถ้าเป็นฝรั่งนั่นหมายความว่า ผมเป็นผู้ใหญ่สามารถย้ายออกมาใช้ชีวิตเองได้แล้ว แต่แม่กลับตัดโอกาสนั้นลงด้วยการส่งผมมาอยู่ที่เมืองไทยแทน ความรู้สึกตอนนั้นไม่ต่างจากคนถูกทิ้งเลยครับ เพราะที่นี่ผมไม่มีเพื่อน ไม่มีสังคม แม้แต่จะติดต่อกับเพื่อนๆ ที่นู่นก็ลำบากเพราะสมัยนั้นทำได้แค่เขียนจดหมาย ส่งโทรเลข และโทรศัพท์บ้านเท่านั้น ครั้นจะพูดคุยกับญาติๆ ที่นี่ กว่าจะพูดภาษาไทยออกมาได้สักประโยค ผมก็ต้องใช้เวลาเรียบเรียงอยู่นาน     ความอึดอัดเหล่านี้แสดงออกมาอย่างชัดเจนทั้งกิริยาท่าทาง คำพูดที่ก้าวร้าว บางทีก็อาละวาดโวยวาย แต่ถึงอย่างนั้นลุงกับป้าและญาติๆ ก็พยายามอดทนใจเย็น และไม่เคยปริปากบ่นสักคำ […]

 “ เอาบุญมาฝาก  ”  วาจาเปล่งแห่งบุญ ทำไมต้องกล่าวแบบนี้ ? วันนี้เรามีคำตอบมาฝาก

 “ เอา บุญ มาฝาก  ”  วาจาเปล่งแห่ง บุญ ทำไมต้องกล่าวแบบนี้ ? วันนี้เรามีคำตอบมาฝาก หลายคนคงคุ้นเคยกับคำพูดขึ้นว่า “ เอา บุญ มาฝาก ” สงสัยไหมว่า ทำไมต้องกล่าวแบบนี้ แล้วเอา บุญ มาฝาก กันได้อย่างกับของฝากเลยเหรอ ? วันนี้ซีเคร็ตมีคำตอบมาฝาก ไม่ทราบที่มาของการกล่าวว่า “เอาบุญมาฝาก” ว่าใครเป็นคนกล่าวคนแรก ใครเป็นคนคิด และใช้กันมาตั้งแต่เมื่อไร แต่เชื่อว่าคงไม่ได้มีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลอย่างแน่นอน บุญฝากกันได้ด้วยเหรอ ? ขอตอบว่า ได้ ทำไมจะไม่ได้ ขอตีความประโยคนี้ก่อน ความหมายของคำว่า “ฝาก” ในบริบทนี้ตรงกับคำว่า “ให้” ก็หมายความว่า “ฉันให้บุญเธอนะ” ประมาณนี้ ดังนั้น เอาบุญมาฝาก จึงหมายความว่า เราให้บุญเธอนะ การให้บุญนี้ ทำกันได้ด้วยเหรอ ? ขอตอบว่า “ได้” ในพระพุทธศาสนาสอนเรื่องการทำบุญไว้ถึง 10 ประเภท […]

ผมเป็น จิตอาสา ไม่ใช่ขาโหด! เรื่องเล่ายิ้มๆ ของกลุ่มนักศึกษาช่วยสังคม

ผมเป็น จิตอาสา ไม่ใช่ขาโหด! เรื่องเล่ายิ้มๆ ของกลุ่มนักศึกษาช่วยสังคม     Secret มีโอกาสไปร่วมโครงการอบรม จิตอาสา  ศีลธรรมเฉลิมพระเกียรติถวายพ่อหลวง ค่ายพุทธบุตร วัดสามชุด จ.สุพรรณ บุรี ขณะที่ผู้ปฏิบัติธรรมเตรียมเข้าแถวรับอาหารเช้า มีกลุ่มนักเรียนชายใส่เสื้อช้อปขมีขมันยกอุปกรณ์สำหรับรับประ ทานอาหารมาจัดเรียงอย่างเรียบร้อย และเป็นผู้ตักข้าวให้กับผู้ปฏิบัติธรรม เมื่อได้พูดคุยกันก็พบว่าน้องๆ กลุ่มนี้ เป็นนักศึกษาในชมรมรักธรรม จิตอาสา พัฒนาชุมชน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ ศูนย์สุพรรณบุรี จุดประสงค์ของชมรมคือ เป็น จิตอาสา ต้องการสร้างประโยชน์กับสังคมให้มากที่สุด  ว่าที่ร้อยตรีณัฐพล ประธานชมรมเล่าถึงเหตุที่ชอบทำกิจกรรมเพื่อสังคมว่า     “ผมทำเพื่อในหลวงครับ ผมมีความสุขที่ได้ช่วย สำหรับผมแค่ได้ให้ก็พอแล้ว”     น้องโอม พศธร หนึ่งในสมาชิกรักษ์ธรรมเล่าถึงความประทับใจในการทำกิจกรรม จิตอาสา เพื่อสังคมให้ฟังว่า “พวกเรามีโอกาสได้ช่วยเหลือชาวบ้านบนดอย ไปติดตั้งเครื่องผลิตไฟฟ้า หรือบางครั้งเจอชาวบ้านบางชุมชนเขาไม่มีเงินซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า แล้วพวกเราเข้าไปช่วย เขาบอกขอบคุณด้วยความซาบซึ้งใจ ผมแค่เห็นเห็นชาวบ้านยิ้มได้ ผมก็มีความสุขแล้วครับ”     หากใครที่ยังหาความสุขในชีวิตไม่เจอ ลองเป็นผู้ให้ดูสักครั้งแล้วคุณจะรู้ว่า ความสุขนั้นหาง่ายนิดเดียว บทความน่าสนใจ มีธรรมครองจิต ชีวิตยืนยาว […]

บทเรียนจากความทุกข์ของ น้ำ ปริษา ปานะนนท์ (ตอนที่ 1)

บทเรียนจากความทุกข์ของ น้ำ ปริษา ปานะนนท์ (ตอนที่ 1) ชีวิตของ น้ำ ปริษา ปานะนนท์ ก็เช่นเดียวกัน ไม่ได้สนุกสนานเฮฮาตลอดเวลาเหมือนโฆษณายอดฮิต “สมศรี…อยู่มา 5 ปี” ที่น้ำเคยถ่ายโฆษณาไปเมื่อหลายปีก่อน และไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างที่ใครหลายคนคิด บางช่วงบางตอนของชีวิตน้ำก็ได้ประสบพบเจอกับบทเรียนอันมีค่าที่ค่อยๆ หล่อหลอมให้น้ำเข้าใจความไม่สมบูรณ์แบบของชีวิต ในวัยเรียน ชีวิตของเราผ่านแบบฝึกหัดมามากมายเพื่อทำให้เรากลายเป็นคนเก่ง… ในวัยผู้ใหญ่ บทเรียนในชีวิตของเราต่างไปจากเดิมมีทั้งยากมีทั้งง่ายปะปนกันไป แต่ยิ่งผ่านบทเรียนในชีวิตไปได้มากเท่าไร ก็ทำให้เราเกิดปัญญา เข้าใจความทุกข์ความสุขที่ผ่านเข้ามาในชีวิตมากขึ้น บางอย่างเราคิดว่ายากแล้ว ทุกข์แล้ว แต่แทบไม่น่าเชื่อว่าสิ่งที่กำลังทุกข์กว่าอาจกำลังรอเราอยู่ เพื่อให้เราได้พิสูจน์ตัวเองและผ่านมันไปให้ได้ ต้นทุนความรักจากครอบครัว น้ำถือว่าตัวเองโชคดีมากที่เกิดมาในครอบครัวที่อบอุ่น มีคุณพ่อ(ทวีศักดิ์ ปานะนนท์) และคุณแม่ (นพพร ปานะนนท์) ที่รักและเอาใจใส่ในทุกรายละเอียด แม้ว่าคุณพ่อจะเป็นนักธุรกิจที่มีภารกิจมากมายในแต่ละวัน แต่ใน 365 วันอาจมีเพียงแค่ 5 วันเท่านั้นที่คุณพ่อไม่กลับมาทานข้าวที่บ้าน ท่านมีความเป็นแฟมิลี่แมนสูงและรักครอบครัวมาก ส่วนคุณแม่รับราชการที่สำนักงานสถิติแห่งชาติ ในขณะที่คุณพ่อเป็นคนจริงจัง ทำอะไรต้องวางแผน มีเป้าหมายมีการวัดผลทุกอย่าง แต่คุณแม่เป็นคนอบอุ่น อ่อนหวาน ทั้งเช้าและเย็นทำหน้าที่ไปรับไปส่งลูกสาวสี่คน (น้ำเป็นลูกคนที่สาม) ไปโรงเรียน ตอนเย็นหลังเลิกงานก็กลับมานั่งปอกผลไม้ […]

บทเรียนจากความทุกข์ของ น้ำ ปริษา ปานะนนท์ (ตอนจบ)

บทเรียนจากความทุกข์ของ น้ำ ปริษา ปานะนนท์ (ตอนจบ) “ในดี มีเสีย ในเสีย มีดี”…หลวงพ่อชาเคยเทศน์ไว้เมื่อนานมาแล้ว     น้ำ ปริษา ปานะนนท์ พบธรรมะข้อนี้ของท่านในหนังสือ ธรรมะติดปีก ที่เขียนโดย ท่าน ว.วชิรเมธี เมื่อ 5 – 6 ปีก่อน จากข้อความเรียบง่ายนี้ หลวงพ่อชาขยายความหมายไว้ว่า ที่ที่มีความสกปรกนั่นแหละ เราจะค้นพบความสะอาด ที่ที่มีความทุกข์นั่นแหละ เราจะค้นพบความสุข และที่ที่มีกิเลสรวมตัวกันอยู่คือจิตของปุถุชนเรานั่นแหละ เราจะค้นพบพระนิพพาน นอกจากการอ่านหนังสือของท่าน ว.วชิรเมธีแล้ว น้ำยังมีโอกาสสนทนาธรรมกับท่านเท่าที่โอกาสจะอำนวย และแทบทุกครั้งท่านมักจะเมตตามอบหนังสือดีๆ เพื่อให้น้ำนำไปอ่าน ส่งผลให้ลูกๆ ของน้ำทั้งแนท และ นีน่า (ด.ญ.ปุณณิศา – ด.ญ.ณัชชา จันทรางกูร) พลอยได้อ่านหนังสือธรรมะไปด้วย จากประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมาน้ำพบว่า การมองโลกในแง่บวกก็คือส่วนหนึ่งของการมองโลกตามความเป็นจริงนั่นเอง เพราะว่าหากเพ่งมองทุกสิ่งอย่างพิเคราะห์ เราจะพบว่ามีความจริงทั้งสองด้านรวมอยู่ในตัวมันเองเสมอ ต่างแต่ว่าเราจะเลือกหยิบด้านใดขึ้นมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดเท่านั้น เผชิญกับความทุกข์ครั้งแรกในชีวิต ความทุกข์แรกที่น้ำคิดว่าหนักหนา และรู้สึกเหมือนตกนรกทั้งเป็นมาจากเรื่องการเรียน น้ำจบจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย […]

ในวันที่ใจได้เติมเต็ม ของ มิ้นท์ มาลีวัลย์ เจมีน่า (1)

ในวันที่ใจได้เติมเต็ม ของ มิ้นท์ มาลีวัลย์ เจมีน่า (1)     มิ้นท์ มาลีวัลย์ เจมีน่า  ยกสุภาษิตเก่าของอินเดียนแดงที่กล่าวไว้ว่า “เมื่อคุณเกิด คุณร้องไห้ และโลกมีความสุขยิ่ง จงมีชีวิตในลักษณะที่เมื่อคุณตายโลกร้องไห้ และคุณสุขยิ่ง”     มิ้นท์ มาลีวัลย์ เจมีน่า เชื่อว่าชีวิตจะมีความสุขได้ เราต้องทำประโยชน์ให้แก่แผ่นดิน แก่เพื่อนมนุษย์ และแก่สิ่งมีชีวิตทั้งหลาย เพราะความสุขที่แท้จริงไม่ได้มาจากความสะดวกสบาย ความร่ำรวย หรือคำสรรเสริญเยินยอจากคนอื่น หากมาจากการทำสิ่งที่มีคุณค่า แต่ก่อนใจของมิ้นท์มีแต่ความพร่องอยู่ตลอดเวลา ทำอย่างไรก็รู้สึกเหมือนยังไม่เต็ม ไม่อิ่ม ไม่รู้จักความสุขที่แท้จริง และยังไม่รู้ว่าตัวเองมีคุณค่าอันใดกับใคร จนวันที่คุณพ่อซึ่งเปรียบเสมือนทุกอย่างในชีวิตได้จากไป จุดเริ่มต้นในการค้นหาสิ่งที่ขาดหายไปจึงเกิดขึ้น มิ้นท์เกิดมาในครอบครัวที่แตกร้าว คุณพ่อคุณแม่แยกทางกันตั้งแต่มิ้นท์อายุ 3 ขวบ ทั้งคุณพ่อและคุณแม่เป็นชาวฟิลิปปินส์ที่มาตั้งรกรากในเมืองไทย คุณพ่อเป็นนักดนตรีแจ๊สและเป็นอาจารย์พิเศษสอนด้านการเรียบเรียงดนตรีและสอนดนตรีสากลในมหาวิทยาลัย หลังจากคุณแม่แต่งงานใหม่และย้ายไปอยู่ประเทศสเปน เราก็เหลือกันแค่สองคนพ่อลูก ดังนั้นเวลาไปเล่นดนตรีที่ไหน คุณพ่อจะกะเตงมิ้นท์ไปด้วยในวัยเด็กมิ้นท์รู้สึกว่า ทำไมคุณพ่อเลี้ยงเราไม่เหมือนเลี้ยงเด็กผู้หญิงทั่วไปที่ต้องทะนุถนอมเอาอกเอาใจ เพิ่งมารู้ทีหลังว่า ด้วยความทีท่านรักและเป็นห่วง อยากให้เผชิญโลกนี้ได้ด้วยตัวเอง จึงสอนให้เราเข้มแข็งมาตั้งแต่เด็ก แม้จะไม่มีคุณแม่ แต่ความรักที่ได้รับจากคุณพ่อนั้นเต็มเปี่ยมท่านเป็นทั้งพ่อและแม่ให้ลูก และไม่ยอมมีใครใหม่อีกเลยจนกระทั่งเสียชีวิต ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะมิ้นท์เคยขอท่านว่าอย่าให้ใครมาแทนคุณแม่ ถ้ามีใครมาแทนเราก็จะไม่อยู่กับท่าน […]

ในวันที่ใจได้เติมเต็ม ของ มิ้นท์ มาลีวัลย์ เจมีน่า (จบ)

ในวันที่ใจได้เติมเต็ม ของ มิ้นท์ มาลีวัลย์ เจมีน่า (จบ)     เมื่อคุณพ่อจากไปแล้ว สิ่งที่ท่านทิ้งไว้ให้ มิ้นท์ มาลีวัลย์ เจมีน่า แม้ไม่ใช่มรดกร้อยล้านพันล้าน แต่ท่านได้ให้ชีวิตและพรสวรรค์ในการเล่นดนตรีซึ่งช่วยหล่อเลี้ยงชีวิตของมิ้นท์มาจนถึงบัดนี้   มิ้นท์ มาลีวัลย์ เจมีน่า เริ่มร้องเพลงที่โรงแรมดุสิตธานีตั้งแต่อายุสิบห้า นั่งร้องเพลงดีดกีตาร์มาเรื่อย จนวันหนึ่งได้พบกับ พี่แต๋ม – ชรัส เฟื่องอารมย์ ซึ่งเป็นผู้ชักชวนให้มาทำอัลบั้มแรกในชีวิต ในชุด “มาลีวัลย์และชรัส” เมื่อปี 2528 และหลังจากนั้นชื่อของมิ้นท์ก็เป็นที่รู้จักมากขึ้นจากอัลบั้ม “ปรารถนาและอารมณ์” ล่าสุดมิ้นท์ได้ออกอัลบั้มชุดใหม่ซึ่งมีซิงเกิ้ลแรกเป็นเพลง “เจ็บได้ ร้องไห้เป็น” คาดว่าหลายคนคงจะได้ฟังกันบ้างแล้ว ในปี 2552 นี้มิ้นท์อยากบอกว่า ดีใจมากที่ได้เลือกมาอยู่ตรงนี้ได้เป็นนักร้อง และได้มาพบกับพระพุทธศาสนา ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิตก็ว่าได้ ตั้งแต่ไหนแต่ไรมิ้นท์ไม่ใช่เด็กช่างฝัน แต่เป็นคนที่อยู่กับชีวิตจริงมาโดยตลอด วัยเรียนที่หลายคนได้เฮฮาสนุกสนาน มีเพื่อนล้อมหน้าล้อมหลัง มิ้นท์กลับต้องทำงานหาเงินส่งตัวเองเรียน ในขณะเดียวกันก็ต้องทุ่มเทเวลาในการอ่านหนังสือเพื่อรักษาผลการเรียนให้อยู่ในระดับที่ดี ชีวิตวัยรุ่นจึงไม่รู้จักคำว่า “ร่าเริง” เหมือนคนในวัยเดียวกัน ประกอบกับเป็นคนเอาจริงเอาจังและเด็ดขาด ไม่รู้จักความยืดหยุ่น ทำให้ชีวิตช่วงนั้นค่อนข้าง “ตึง” เกินไป […]

สงกรานต์ดั้งเดิม เสริมมงคลชีวิตรับปีใหม่ไทย

ทุกวันนี้เมื่อพูดถึงสงกรานต์ คนส่วนใหญ่คิดถึงแต่การสาดน้ำกันตั้งแต่เช้ายันค่ำ บางแห่งถึงกับปิดถนนสาดน้ำกันไปจนค่ำมืดดึกดื่น โดยอาจลืมประเพณีวัฒนธรรมและความหมายที่แท้จริงว่า “สงกรานต์” หรือ ปีใหม่ไทย เป็นช่วงเวลาที่ควรคิดถึงเรื่องดังต่อไปนี้

ไหว้ 12 พระธาตุ ทำบุญต้อนรับปีใหม่ไทย

ไหว้ 12 พระธาตุ ทำบุญต้อนรับปีใหม่ไทย ใกล้จะเทศกาลสงกรานต์แล้ว ซีเคร็ตขอนำเสนอ ชวนไหว้ พระธาตุ ทำบุญ  ต้อนรับปีใหม่ไทย   พระธาตุศรีจอมทอง วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร ที่ตั้ง : ต.บ้านหลวง อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร เดิมชื่อ วัดพระธาตุศรีจอมทอง เป็นสถานที่ประดิษฐานของพระทักษิณโมลีธาตุ พระธาตุส่วนที่เชื่อกันว่าเป็นพระเศียรเบื้องขวาของพระพุทธเจ้า เชื่อกันว่าเป็นพระธาตุประจำปีเกิดของคนที่เกิดปีชวด   พระธาตุลำปางหลวง วัดพระธาตุลำปางหลวง ที่ตั้ง : อ.เกาะคา จ.ลำปาง องค์พระธาตุบรรจุพระเกศาธาตุ และพระอัฐิธาตุจากพระนลาฎข้างขวา พระศอด้านหน้า และด้านหลัง ของพระพุทธเจ้า เชื่อกันว่าเป็นพระธาตุประจำปีเกิดของคนที่เกิดปีฉลู    พระธาตุช่อแฮ วัดพระธาตุช่อแฮ ที่ตั้ง : ถ.ช่อแฮ ต.ช่อแฮ อ.เมืองแพร่ จ.แพร่ พระธาตุบรรจุพระเกศาและพระบรมสารีริกธาตุพระศอกซ้ายของพระพุทธเจ้า เชื่อกันว่าเป็นพระธาตุประจำปีเกิดของคนที่เกิดปีขาล   พระธาตุแช่แห้ง วัดพระธาตุแช่แห้ง ที่ตั้ง : ต.ม่วงตึ๊ด   กิ่งอำเภอภูเพียง  […]

เคยสงสัยไหมว่า ทำไมเราต้อง จบของใส่บาตร วันนี้เราหาคำตอบมาให้แล้ว

เคยสงสัยไหมว่า ทำไมเราต้อง จบของใส่บาตร  วันนี้เราหาคำตอบมาให้แล้ว ทุกครั้งที่ก่อนใส่บาตร ผู้ใหญ่มักบอกให้เรา จบของใส่บาตร เสมอ แม้กระทั่งก่อนถวายของแด่พระสงฆ์ เช่น ซองปัจจัย ก็ต้องจบก่อนถวายเสมอ เคยสงสัยกันบ้างไหมว่า ทำไมเราต้องทำเช่นนี้ และบทจบบาลีมีความหมายว่าอย่างไร มีบทจบอื่นอีกไหม วันนี้ซีเคร็ตมีคำตอบมาฝาก     การจบของก่อนถวายของให้พระสงฆ์ เช่น ของใส่บาตร สังฆทาน ซองปัจจัย คือการอธิษฐาน อธิษฐาน ในพระพุทธศาสนามีความหมายว่า การตั้งเอาไว้ หรือตั้งใจกำหนดเอาไว้ เป็นบารมีหนึ่งของพระโพธิสัตว์ (ทศบารมี) ดังนั้นการจบของก่อนถวายพระสงฆ์ จึงเป็นการแสดงออกถึงการตั้งใจของผู้ถวาย บางทีการจบของแต่ละคน อาจเป็นการกล่าวคำอธิษฐาน หวังให้อานิสงส์ของการถวายของแด่พระสงฆ์ในครั้งนี้ อำนวยให้สิ่งที่ปรารถนาสัมฤทธิ์ผล ส่วนมากผู้ใหญ่จะให้เรากล่าวคำจบของก่อนใส่บาตร ส่วนการจบของถวายอื่น ๆ จะเป็นการจบตามความเข้าใจของตนเอง ไม่จบด้วยบาลีเหมือนตอนใส่บาตร         ซีเคร็ตรวบรวมบทจบของก่อนใส่บาตรมาฝากทุกท่าน “ สุทินนัง วะตะ เม ทานัง อาสะวักขะยาวะหัง นิพพานัง ปัจจโย […]

keyboard_arrow_up