“เพาะรัก” เพราะรัก – น้อย ศิลารักษ์ เขียวสนาม กลุ่มเยาวชนเพาะรัก

“เพาะรัก” เพราะรัก น้อย ศิลารักษ์ เขียวสนาม กลุ่มเยาวชนเพาะรัก “ทำไมต้องไปช่วยเหลือคนอื่น…เอาตัวเองรอดแล้วหรือ” น้ำคำของแม่แม้มิได้เกรี้ยวกราดแต่ก็ทำให้หัวใจของ น้อย ศิลารักษ์ เขียวสนาม อดเจ็บช้ำไม่ได้ สมัยเรียนมหาวิทยาลัยเขาเคยถามตัวเองว่าเป้าหมายของชีวิตคืออะไร จนกระทั่งได้เข้าไปทำงานในองค์การเวิลด์คาร์พ สหพันธ์เยาวชนเพื่อสันติภาพของไทย เขาจึงตอบตัวเองได้ว่า เป้าหมายในชีวิตของเขาคือการช่วยเหลือผู้อื่น เมื่อความคิดของเขาและแม่ไม่ตรงกัน น้อยและเพื่อนอีก 5 ชีวิตจึงเลือกเดินทางไปเช่าบ้านอยู่ที่เมืองดอกบัวงาม อุบลราชธานี เพื่อทำงานช่วยเหลือสังคมแทนการทำตามคำขอร้องของแม่ที่อยากให้เป็นข้าราชการนั่งโต๊ะ แม้จะฝันได้ไกล แต่ใช่ว่าเขาจะสามารถไปถึงจุดหมายได้โดยง่าย เพราะปัจจัยหลักที่เรียกว่า “เงิน”มีไม่มากพอที่จะทำการใหญ่ น้อยจึงเริ่มต้นด้วยกิจกรรมช่วยเหลือสังคมแบบไม่นิยมเงินอย่างการเก็บขยะที่ทุ่งศรีเมือง สวนสาธารณะของจังหวัดอุบลราชธานี บางทีก็หิ้วกีตาร์หนึ่งตัวไปร้องเพลงเพื่อให้กำลังใจผู้ป่วยในโรงพยาบาล นานไปคนร่วมอุดมการณ์ก็เริ่มมากขึ้นเรื่อยๆน้อยและผองเพื่อนจึงตั้งชื่อกลุ่มว่า “กลุ่มเยาวชนเพาะรัก” กลุ่มเยาวชนที่มีความเชื่อว่า ยิ่งให้…ก็ยิ่งได้ “สังคมเราไม่ได้ขาดคนดี ไม่ได้ขาดคนเก่งไม่ขาดเงิน ไม่มีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ แต่เราขาดความรัก เราจึงอยากเติมเต็มความรักให้กับคนทุกคนโดยหวังว่าอย่างน้อยที่สุดก็ช่วยเติมเต็มความรักให้กับตัวเราเองด้วย เราจึงตั้งชื่อว่า ‘กลุ่มเยาวชนเพาะรัก’” “กิจกรรมที่เราทำบ่อยที่สุดคือ เดินไปกดกริ่งตามบ้านของคนในหมู่บ้านแล้วบอกเขาว่า ‘สวัสดีครับ พวกเรากลุ่มเยาวชนเพาะรักวันนี้ขอมาบริการรับใช้คุณครับ’ แล้วเราก็ไปช่วยเขาล้างรถ เก็บขยะ กวาดบ้าน ถูบ้าน เขียนข้อความดีๆ ร้องเพลงให้ฟัง…ผมอยากพิสูจน์ให้เห็นว่าสังคมไทยของเราไม่เคยขาดคนมีน้ำใจ” เมื่อมีเงินเข้ามามากขึ้น กิจกรรมใหญ่ๆ อย่างการรณรงค์ให้เด็กไทยรักนวลสงวนตัว เพียวเลิฟ เพียวไลฟ์ […]

“ซูเปอร์ฮีโร่ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน แต่เป็นธรรมประจำใจ”… เอ พศิน เรืองวุฒิ (1)

“ซูเปอร์ฮีโร่ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน แต่เป็นธรรมประจำใจ”… เอ พศิน เรืองวุฒิ (1) เมื่อเอ่ยถึงซูเปอร์ฮีโร่หรือยอดมนุษย์ทั้งหลาย คนส่วนใหญ่มักจะจินตนาการถึงภาพของคนที่มีพลังเหนือมนุษย์ ซึ่งโลดแล่นอยู่ในหนังสือการ์ตูนหรือในหนังในละครและไม่มีวันจะเป็นจริงได้ สำหรับผม กลับเชื่อว่าคนทุกคนมีความเป็นยอดมนุษย์อยู่ในตัวกันทั้งนั้น ถ้ารู้จักนำพลังกายพลังใจมาใช้ในทางสร้างสรรค์ ใช้เพื่อทำความดีเพื่อคนอื่นๆ ในสังคม รู้จักทำหน้าที่ของตัวเองทุกบทบาทให้ดีที่สุด แค่นี้ผมคิดว่าคุณก็สามารถภูมิใจในตนเองได้แล้ว และสามารถจะบอกเด็กรุ่นหลังๆ ได้ว่า ยอดมนุษย์ไม่ใช่เรื่องไร้สาระ แต่เป็นเรื่องของธรรมะประจำใจที่ควรปลูกฝังไว้ในจิตสำนึกของทุกคน “คนดี…ปิดทองหลังพระ” ฝัน ในวัยเด็กของผมคือ การได้เป็นซูเปอร์ฮีโร่ ได้ผดุงรักษาความยุติธรรม แต่เมื่อโตขึ้นผมกลับเป็นนักแสดงที่ได้รับบทบาทที่ผู้คนส่วนใหญ่รู้จักใน ฐานะ “ตัวร้าย” แม้ชีวิตจริงกับบทบาทการแสดงของผมอาจแตกต่างกัน แต่สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากทั้งสองอย่างคือ คนทำดี ได้ดีแน่นอน ส่วนคนทำชั่วก็ต้องได้รับผลกรรมของตัวเอง ผมอยู่ในวงการบันเทิงมา ประมาณ 25 ปี อาจจะถือว่าไม่มากนัก เมื่อเทียบกับนักแสดงอาวุโสท่านอื่นๆ ที่อยู่ในวงการมานานกว่าผม แต่ผมเชื่ออย่างหนึ่งว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาผมทำหน้าที่นักแสดงอย่างเต็มที่ เต็มความสามารถ และรักอาชีพนี้ที่สุด ผมรับไม่ได้กับคำว่า “น้ำขึ้นให้รีบตัก” เพราะผมคิดว่าวงการนี้ศักดิ์สิทธิ์มากกว่าที่ใครจะมาใช้คำพูดนี้ อาชีพนักแสดงคุณต้องให้ใจ ไม่ใช่อยากจะกอบโกยแค่ไหนก็โกย หรือเข้ามาเพื่อจะได้รีบออกไป ถ้าคิดอย่างนี้อย่าเข้ามาเลยดีกว่า ผมเคยคุยกับดาราที่เป็นดาวค้างฟ้าทั้งหลาย เขามองว่าอาชีพนี้สามารถทำไปได้จนกว่าคุณจะตาย มีที่ว่างให้คุณเสมอ ไม่ว่าจะมีรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้ามากแค่ไหน […]

โชคร้ายของมนุษย์ คือไม่รู้ว่าตัวเองโชคดี บทความดีๆ จากท่านปิยโสภณ

มนุษย์ส่วนใหญ่ชอบพูดว่าตน โชคร้าย และคิดตลอดเวลาว่า ตนเกิดมาไม่สมบูรณ์เหมือนคนอื่น แม้คนในครอบครัวเดียวกันเป็นญาติพี่น้องกันแท้ ๆ

True story: ชีวิตในดงควันปืน เรื่องจริงของคนไทยพุทธบนแผ่นดิน ปัตตานี

True story: ชีวิตในดงควันปืน เรื่องจริงของคนไทยพุทธบนแผ่นดิน ปัตตานี “อย่าไปไหนนะ ถ้าไม่ถึงที่สุดจริงๆ เพราะถ้าเรายอมหนีไปก็เท่ากับยกผืนแผ่นดินให้พวกเขา” เสียงปลุกปลอบเสมือนคำมั่นสัญญาที่ให้แก่กันของเพื่อนๆ ชาวไทยพุทธในหมู่บ้านยังดังก้องอยู่ในใจฉัน ฉันเกิดและเติบโตที่อำเภอรามัน จังหวัดยะลา ผืนแผ่นดินที่เคยสงบและร่ำรวยด้วยศิลปวัฒนธรรม แต่มาวันนี้ภาพเหล่านั้นแทบจางหายไปจากใจจนหมดสิ้น… ในอดีตรามันเป็น 1 ใน 7 หัวเมืองมลายูที่ถูกแบ่งออกมาจากเมือง ปัตตานี ชื่ออำเภอ “รามัน” เป็นภาษามลายู แปลว่าชุมชนใหญ่ แม้อำเภอรามันจะมีถึง 16 ตำบล มีผู้คนอาศัยอยู่จำนวนมาก แต่แปดสิบเปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากรกลับเป็นชาวไทยมุสลิม การเป็นคนไทยพุทธบนผืนแผ่นดินแห่งนี้จึงเหมือนเป็นชนกลุ่มน้อย ในอดีตฉันไม่เคยรู้สึกถึงความแตกต่างหรือแปลกแยกนี้มากนัก เพราะแม้เราจะนับถือศาสนาต่างกัน ทว่าเราก็รักใคร่กลมเกลียวกันเป็นอย่างดี เมื่อคนไทยพุทธมีงานบุญ เช่น งานบวช งานแต่ง ก็เชิญเพื่อนบ้านที่เป็นไทยมุสลิมมาร่วมงานด้วย ส่วนเวลาคนไทยมุสลิมจัดงานต่างๆ  เช่น งานแต่งงานหรือเข้าสุนัต ก็เชิญคนไทยพุทธไปร่วมงานด้วยเช่นกัน แต่มาวันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว มีกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบซึ่งก็ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นผู้ใด กระทำการอุกอาจปลิดชีวิตคนไทยอย่างโหดร้าย ทั้งวางระเบิด ลอบทำร้าย ฆ่าตัดคอไม่เว้นแต่ละวัน บรรดาครู ตำรวจ ทหาร ข้าราชการ และชาวบ้านตาดำๆ หรือแม้แต่พระสงฆ์ต่างหวาดผวา รู้สึกเหมือนชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้ายและก็มีโอกาสตายได้ตลอดเวลา ตัวฉันเองมีอาชีพเป็นครูอยู่ที่ศูนย์เด็กเล็กบ้านเสมาะ อำเภอรามัน ฉันเกิดในครอบครัวชาวสวนชาวไร่ มีฐานะค่อนข้างยากจน ช่วงที่เพิ่งแต่งงาน ฉันยังไม่ได้สอบบรรจุเป็นครูอนุบาล จึงหาเลี้ยงครอบครัวด้วยการทำสวนยาง ฉันมีลูกสามคน คนแรกคลอดก่อนกำหนด ต้องอยู่ในตู้อบถึง 3 เดือนและหลังคลอดก็ต้องเข้าๆ ออกๆ โรงพยาบาลจนเป็นเหมือนบ้านหลังที่สอง บางครั้งลูกต้องนอนโรงพยาบาลถึงครึ่งเดือนตอนนั้นโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคยังไม่มี วันที่ได้รับบิลค่ายาจากโรงพยาบาล ฉันกับสามีสองคนมองหน้ากันแล้วน้ำตาไหลเพราะทั้งเนื้อทั้งตัวมีไม่ถึง 100 บาท แต่ต้องจ่ายค่ายาพ่นแก้โรคหอบ ค่าน้ำเกลือ ค่ายาฆ่าเชื้อ วันหนึ่งไม่ต่ำกว่า 500 บาท ครั้งนั้นเราหาทางออกด้วยการไปยืมเงินนอกระบบ การมีลูกในวัยเรียนถึง 3 คนทำให้ฉันต้องหาอาชีพเสริมทำ และสำหรับแดนใต้แห่งนี้ ไม่มีอาชีพอะไรดีเท่ากับการทำสวนยางอีกแล้ว ดึกดื่นทุกคืนราวตีสอง ฉันจะขับขี่มอเตอร์ไซค์คู่ใจออกไปกรีดยางยังสวนยางที่อยู่ห่างออกไปราวเกือบสองกิโลเมตร ขณะลงมีดกรีดยางอยู่เพียงลำพัง ฉันไม่อาจคาดเดาได้เลยว่า ท่ามกลางความมืดมิดที่มีแต่แสงจันทร์สลัวๆ นั้นจะมีใครหรืออะไรซ่อนอยู่ แต่แม้จะหวาดกลัวสักเพียงใด เมื่อนึกถึงปากท้องของคนในครอบครัว ฉันก็ได้แต่บอกตัวเองว่า “เราต้องเข้มแข็ง เราต้องอดทน” สามีของฉันแทบช่วยอะไรไม่ได้ เพราะเขาป่วยเป็นมะเร็ง อาการค่อนข้างหนัก หมอต้องเจาะหน้าท้องและให้อาหารทางสายยาง ฉันรู้ดีว่าเขาต้องการกำลังใจ จึงบอกเขาเสมอๆ ว่า “พิศจะอยู่ข้างๆ เป็นกำลังใจให้พี่ ขอให้พี่ทำใจดีสู้กับโรคเรื่องอื่นๆ พิศจะดูแลจัดการเอง พี่ไม่ต้องกังวล” พูดจบฉันก็ฝืนยิ้มให้เขา ทั้งๆ ที่ในใจกำลังร้องไห้… นอกเหนือจากงานในสวนยางแล้ว ฉันมีหน้าที่ต้องทำงานบ้านและดูแลอาหารการกินของสามีและลูก พอเจ็ดโมงครึ่ง ฉันต้องเดินไปเปิดศูนย์เด็กเล็กที่อยู่ห่างออกไปราว 100 เมตร ที่นี่มีครูเพียงสองคนเท่านั้น ฉันจึงต้องทำงาน “ทุกอย่าง” ตั้งแต่กวาดขยะ ถูพื้น ขัดห้องน้ำ และเตรียมน้ำดื่มไว้ให้เด็กๆ ราว 40 คนที่มาเรียน ตั้งแต่เกิดความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถทรงมีรับสั่งให้ชาวบ้านช่วยเป็นหูเป็นตาดูแลกันเอง แทนที่จะรอหน่วยงานของรัฐแต่เพียงอย่างเดียว ดังนั้น นอกจากเป็นครูโรงเรียนอนุบาลแล้ว ทุกวันอาทิตย์ฉันก็จะสวมใส่ชุดพรางสีเข้มพร้อมพกอาวุธประจำกาย เป็นอาวุธปืนลูกซองยาว ทำหน้าที่เป็น อาสาสมัครรักษาหมู่บ้าน (อรบ.) คอยตรวจตรารถราที่ผ่านเข้า-ออกในหมู่บ้านร่วมกับตำรวจทหารอีกด้วย จากสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้น ทำให้ญาติที่อยู่ที่อื่นรวมทั้งใครต่อใครหลายคนต่างลงความเห็นว่า ฉันควรจะย้ายออกไปจากที่นี่ ฉันได้แต่ยิ้ม เพราะรู้ดีแก่ใจว่าฉันไม่มีทางทำแบบนั้นแน่ๆ เพราะที่นี่คือผืนแผ่นดินเกิด เป็นที่กินที่อยู่ที่พักอาศัยมาตั้งแต่บรรพบุรุษ คนทั่วไปมักสงสัยว่าทำไมฉันจึงไม่พาครอบครัวย้ายออกไป พวกเขาไม่เข้าใจหรอกว่าสำหรับฉัน ที่นี่คือ “บ้าน” และหากจะต้องตาย ฉันก็ขอตายที่ “บ้านของฉัน” “ฉันจะอยู่ที่นี่ จะไม่ยอมหนีไปไหน”…นี่คือคำพูดที่ฉันบอกกับตัวเองและใครต่อใครเสมอ แม้จะเพิ่งผ่านเหตุการณ์เฉียดตายมาสดๆ ร้อนๆ… วันนั้นฉันกับญาติไปเดินซื้อของที่ตลาดนัดใกล้บ้าน ตลาดแห่งนี้เป็นตลาดเล็กๆ ไม่มีแผงร้านค้าถาวร พ่อค้าแม่ค้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมจะนำของสดของแห้งมาวางขายริมถนน บ้างวางสินค้าไว้ท้ายรถกระบะ บ้างก็ใช้ถุงพลาสติกปูพื้นวางของขาย เช้าวันนั้นก็เหมือนทุกวัน ไม่มีวี่แววว่าจะเกิดเหตุร้ายใดๆ ขณะที่ฉันกับญาติกำลังเลือกซื้อปลาอยู่นั้น ฉันก็ได้ยินเสียง “ปัง!” ดังขึ้น ตอนนั้นในใจฉันคิดว่าคงมีเด็กๆ มาจุดประทัดเล่น เพราะเสียงที่ได้ยินเหมือนดังแว่วอยู่ไกลๆ จนกระทั่งเสียงปังดังขึ้นอีกเป็นครั้งที่สอง คราวนี้เสียงดังชัดเจนมากและร่างของญาติที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ร่วงผล็อยล้มลงทั้งยืนทันที! ฉันยืนตัวแข็ง มือไม้เย็นเฉียบ ก้าวขาไม่ออกแม้แต่ก้าวเดียว อานุภาพของกระสุนปืนช่างร้ายนัก เพราะแม้จะไม่ได้โดนเข้ากับตัวเอง แต่ไอร้อนจากควันปืนที่อยู่ใกล้แค่เส้นยาแดงผ่าแปดก็ทำเอาหูของฉันแทบไหม้ ฉันหวาดกลัวสุดชีวิต ได้แต่ยืนตะลึงงันกับเหตุการณ์ตรงหน้า แต่ยังไม่ทันจะหายตกใจ น้าชายที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ก็โดนยิงล้มลงไปต่อหน้าต่อตาอีกคนเท่านั้นยังไม่พอ พวกมันเข้ามายิงซ้ำอีกครั้งจนเขาสิ้นใจ! เหตุการณ์ในวันนั้นทำให้ฉันนึกถึงคำเตือนของเพื่อนหลาน ซึ่งเป็นชาวมุสลิมที่ว่า “ถ้าจะเดินทางไปไหนมาไหนให้สวมฮิญาบ (ผ้าคลุมหน้า) ไว้แล้วจะปลอดภัย” ฉันเพิ่งรู้ว่าคำเตือนนั้นเป็นความจริงในวันนี้เอง นอกจากพวกเราจะถูกคุกคามจนถึงแก่ชีวิตแล้ว ผู้ก่อความไม่สงบยังคุกคามจิตใจเราต่างๆ นานา เช่น โปรยใบปลิวที่มีข้อความว่า “คนไทยมุสลิมไม่จำเป็นต้องไปซื้อไม้ยางพารา หรือซื้อที่ดินของคนไทยพุทธ เพราะวันหนึ่งสมบัติพวกนี้ก็จะตกเป็นของพวกเราอยู่แล้ว” และที่ผ่านมาก็มีการลอบวางระเบิดไว้ในสวนยางพาราอยู่บ่อยๆ เพื่อสร้างความหวาดกลัวให้กับชาวบ้าน ขณะเดียวกันก็เป็นการบีบบังคับให้เจ้าของสวนยางยอมสละกรรมสิทธิ์ความเป็นเจ้าของที่ดิน และที่ร้ายยิ่งกว่านั้น กลุ่มผู้ก่อการร้ายยังฆ่าตัดคอสองสามี - ภรรยาเจ้าของสวนยางซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านของฉันอย่างโหดเหี้ยมทารุณ ลูกสองคนของพวกเขาต้องกลายเป็นเด็กกำพร้า ส่วนตำรวจที่เข้าไปยังที่เกิดเหตุก็โดนกับระเบิดได้รับบาดเจ็บสาหัส นายหนึ่งขาขาดและอีกนายหนึ่งเสียชีวิตทันที แม้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะน่ากลัวและน่าวิตกกังวลแค่ไหน ฉันก็ยังต้องสู้ทนทำมาหากินในที่ดินของตัวเองต่อไป คืนไหนที่ได้ข่าวแว่วมาว่าจะมีเหตุการณ์ไม่สงบ ฉันก็จะหยุดกรีดยางแต่ถ้าคืนไหนเหตุการณ์ปรกติ ฉันกับเพื่อนบ้านก็จะโทรศัพท์นัดแนะกันออกไปกรีดยางพร้อมๆ กัน แม้วิธีนี้อาจจะไม่ได้ช่วยให้รอดตาย แต่อย่างน้อยก็ทำให้เราอุ่นใจ ไม่รู้สึกว่าอยู่อย่างโดดเดี่ยวเพียงลำพัง ทุกวันนี้หลังพระอาทิตย์ตกดิน ทุกบ้านในอำเภอรามันจะปิดประตูเงียบสนิท ไม่มีใครกล้าออกไปไหนในยามวิกาลอีกต่อไป เหตุการณ์ร้ายไม่เพียงทำให้ผู้คนเสียขวัญเท่านั้น แต่การลอบวางระเบิดและลอบฆ่ากันไม่เว้นแต่ละวัน ทำให้คนไทยพุทธกับคนไทยมุสลิมที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดียวกันเกิดความระแวงซึ่งกันและกันอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แม้เราจะยังพูดคุยกันก็จริง แต่ก็ไม่สนิทใจเหมือนเดิม สำนวนที่ว่า “รู้หน้าแต่ไม่รู้ใจ” น่าจะตรงกับความรู้สึกของฉันในตอนนี้มากที่สุด             คืนนี้เป็นอีกคืนหนึ่งที่ฉันจำต้องข่มตานอนให้หลับ เพราะไม่รู้เลยว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นหรือตาย แต่อย่างน้อยฉันก็ดีใจว่าฉันยังมีชีวิตบนแผ่นดินเกิดของตัวเอง แม้มันจะเป็น “ชีวิตในดงควันปืน” ก็ตาม บทความน่าสนใจ 7 แนวคิดเด็ดของผู้ประสบความสำเร็จในไทย Dhamma Daily : การกระทำบางอย่าง […]

“ศิลปะกระจก” ความงดงามเพื่อพุทธบูชา ณ วัดมณีจันทร์ จ.บุรีรัมย์

ศิลปะกระจก” ความงดงามเพื่อพุทธบูชา ณ วัดมณีจันทร์ จ.บุรีรัมย์ แสงแดดเจิดจ้าของฤดูร้อนทำให้ต้นไม้สองข้างทางออกดอกบานสะพรั่ง ทั้งตะแบก ตาเบบูย่า หางนกยูง ราชพฤกษ์ รวมทั้งต้นจาน ต้นไม้พื้นถิ่นของจังหวัดบุรีรัมย์ที่ออกดอกสีแดงพราวเต็มต้น

เจี๊ยบ สีหนุ่ม เชิญยิ้ม ความผูกพันพ่อลูกที่ไม่มีวันจาง

เจี๊ยบ สีหนุ่ม เชิญยิ้ม ความผูกพันพ่อลูกที่ไม่มีวันจาง ผม เจี๊ยบ สีหนุ่ม เชิญยิ้ม  หรือชื่อจริงว่า เฉลิม ปานเกิด เกิดและเติบโตที่หมู่บ้านกกไม้แดง อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ค่อนข้างห่างไกลความเจริญสมัยนั้น ไฟฟ้ายังไม่มีใช้เลยครับ ผมอาศัยอยู่กับยายซึ่งผมเรียกว่า“แม่แก่”รวมกับน้าเต้าและลุงแฮ้วที่ดูแลผมเหมือนลูก เพราะหลังจากพ่อกับแม่แยกทางกัน แม่ก็เดินทางไปทำงานที่ประเทศอิตาลี ส่วนพ่ออยู่วงดนตรีลูกทุ่งเป็นหางเครื่อง แล้วก็เล่นละครเร่ไปทั่วประเทศ ก่อนจะกลายมาเป็นตลกชื่อดังอย่างทุกวันนี้ ตอนเด็กๆแม้จะไม่มีทั้งพ่อและแม่ แต่ผมไม่เคยรู้สึกขาดความอบอุ่นเลยแม้แต่น้อย เพราะมียายและน้าๆ ดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี ชีวิตวัยเด็กของผมจึงมีแต่ความสนุกสนาน ได้เล่นสนุกกับเพื่อนไปตามประสา เด็กๆ แถวบ้านจะเล่นลูกสะบ้าเล่นอีลื่นหรือกระดานลื่น(คล้ายสไลเดอร์) ผมเล่นจนกางเกงนักเรียนตูดขาดแล้วขาดอีก ยายต้องปะกางเกงให้จนเพื่อนเรียกว่า“ไอ้ตูดปะ” พอโตขึ้นมาหน่อยเรียนป.4-ป.5ผมเริ่มติดหล่อ จากที่เคยใส่เสื้อผ้าไม่รีดไปโรงเรียน ก็อยากใส่เสื้อผ้าที่รีดเรียบๆบ้าง แต่ด้วยความที่ที่บ้านไม่มีไฟฟ้าก็ต้องใช้เตาถ่านรีด แรกๆยายก็รีดให้หลังๆก็รีดเองเพราะเด็กต่างจังหวัดส่วนใหญ่รู้จักดูแลตัวเองกันตั้งแต่เด็กทั้งหุงข้าว ซักผ้า รีดผ้า หาผักหาปลา ทำเป็นตั้งแต่ยังอ่านหนังสือไม่ออกด้วยซ้ำ ผมใช้ชีวิตวัยเด็กอย่างมีความสุข ส่วนพ่อกับแม่ไม่ได้ติดต่อกันมากนัก จำได้ว่าแม่เคยมาหาครั้งหนึ่งตอนอายุสัก7ขวบ จากนั้นก็ไม่เจอกันอีกเลย จนผมโตจึงได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง ส่วนพ่อตอนเด็กๆ ผมรู้ข่าวปีละครั้งสองครั้งและยังติดต่อกันบ้าง เพราะบ้านพ่อกับบ้านแม่อยู่ใกล้กัน ถ้าพ่อกลับมาเยี่ยมย่าก็จะเดินแวะมาหาผม แต่ด้วยความที่ไม่ได้อยู่ดูแลใกล้ชิด เวลาพ่อมาหาแต่ละครั้ง ผมจะวิ่งหนีสุดชีวิตจนชาวบ้านต้องวิ่งไล่จับ ไม่ใช่อะไรหรอกครับ ผมอายและตามประสาเด็กชนบท ผมรู้สึกกลัวคนกรุงเทพฯ […]

ชีวิตนี้มีแต่ “ให้” ของ ติ๊ก ชิโร่ มนัสวิน นันทเสน (1)

ชีวิตนี้มีแต่ “ให้” ของ ติ๊ก ชิโร่ มนัสวิน นันทเสน (1) ณ วินาทีนี้ถ้าผมสามารถขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้หนึ่งข้อ ผม ติ๊ก ชีโร่ มนัสวิน นันทเสน จะขอให้ตัวเองรวย…รวยเป็นหมื่นๆ ล้านไปเลยครับ ผมจะได้มีเงินทองมากมายไปแจกจ่ายทุกคน ผม ติ๊ก ชิโร่ มนัสวิน นันทเสน อยากจะให้ ให้แล้วก็ให้ ไปตลอดชีวิต เหมือนนักธุรกิจระดับโลกหลายคนที่เมื่อประสบความสำเร็จในชีวิตแล้วตั้งกองทุนการกุศลของตัวเองและมอบเงินเกือบจะทั้งหมดที่หามาได้เพื่อทำประโยชน์ให้คนอื่น โดยไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว เกิดมาชาติหนึ่ง ก่อนตาย ติ๊ก ชิโร่ มนัสวิน นันทเสน ขอทำสิ่งดีๆ ให้แก่เพื่อนมนุษย์เต็มที่ก่อนเถอะ แต่พูดไปแล้วจะหาว่าเว่อ เพราะบุคลิกภายนอกของผมเป็นคนมันๆ…มัน…เสียจนบางครั้งคนนึกไม่ออกว่าผมชอบทำบุญช่วยเหลือสังคมแต่อย่าเพิ่งมองกันแค่ภายนอก มารู้จัก โต้ ชิริก…ติ๊ก ชิโร่ กันให้ลึกซึ้งดีกว่า แล้วคุณจะรู้ว่าทำไมผมถึงอยากจะให้ แล้วก็ให้…มากขนาดนี้ องครักษ์พิทักษ์น้องสาว ผมเกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะปานกลาง คุณพ่อรับราชการเป็นเกษตรอำเภอ ส่วนคุณแม่เป็นแม่บ้าน ผมเป็นลูกคนที่สองในจำนวนพี่น้องสี่คน น้องสาวรองจากผมชื่อ น้องต้อม – วณี นันทเสน […]

ชีวิตนี้มีแต่ “ให้” ของ ติ๊ก ชิโร่ มนัสวิน นันทเสน (จบ)

ชีวิตนี้มีแต่ “ให้” ของ ติ๊ก ชิโร่ มนัสวิน นันทเสน (จบ) ดูจากบุคลิกภายนอกของผม ติ๊ก ชีโร่ มนัสวิน นันทเสน หลายคนอาจไม่เชื่อว่าผมรักการเรียน ในชีวิตนี้ผมคิดว่าเราเรียนรู้ได้ไม่จบไม่สิ้น การศึกษาเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์จะทำให้ตัวเองได้ และการเรียนสำหรับผมก็เป็นเรื่องสนุกจริงๆ ครับ หลังจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชมงคลนครราชสีมาแผนกศิลปกรรม ผมก็เรียนจนจบปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา สาขารัฐประศาสนศาสตร์ และได้รับปริญญาโทอีกสองใบจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สาขารัฐประศาสนศาสตร์ (EPA)และจากวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ สาขาบริหารธุรกิจ (MBA) และปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี นี่เป็นการเรียนรู้ในห้องเรียนของผม แต่นอกห้องเรียนผมก็ได้เรียนรู้อะไรอีกมากมาย ตั้งแต่เด็กๆ มาแล้ว ผมไม่ได้ตีกลองเก่ง แต่ด้วยความมุมานะในการฝึกซ้อมทำให้ผมได้รับรางวัลมือกลองยอดเยี่ยมแห่งประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2527 และยังได้รับรางวัลจากความหมั่นเรียนรู้อื่นๆ คือ รางวัลโปรดิวเซอร์ยอดเยี่ยม สีสันอะวอร์ดส์ 2533รางวัลนักร้องชายยอดเยี่ยม สีสันอะวอร์ดส์ 2534 รางวัลนักแสดงสมทบยอดเยี่ยมจากเรื่อง วิมานมะพร้าว 2534 ฯลฯ ทุกวันนี้ผมพอใจกับความสำเร็จของตัวเอง และคิดว่าตัวเองโชคดีกว่าเอลวิส เพรสลีย์ และไมเคิล แจ๊คสัน รวมกัน เพราะผมมองว่าในขณะที่เอลวิส เพรสลีย์ […]

ความรักรสบาร์บีคิว ของ “ครูอารี” ฝรั่งคนเก่งขับซาเล้งขายบาร์บีคิว

ความรักรสบาร์บีคิว ของ “ครูอารี” ฝรั่งคนเก่งขับซาเล้งขายบาร์บีคิว “บาร์บีคิวไหมคร้าบ ชิมไหมครับ มีเนื้อ มีไก่ ไม้ละ 20 บาท อร้อยอร่อย” เสียงตะโกนเรียกลูกค้าด้วยสำเนียงอังกฤษปนไทยทำให้หลายคนหันมามอง ความรักรสบาร์บีคิว ของ “ครูอารี” ฝรั่งคนเก่งขับซาเล้งขายบาร์บีคิว เด็กนักเรียนที่เพิ่งเลิกเรียนต่างเดินเข้ามาสั่งบาร์บีคิวก่อนชวนเจ้าของเสียงคุยภาษาอังกฤษคล่องปร๋อ “อร่อยมากค่ะ” เด็กนักเรียนในชุดคอซองยกนิ้วคอนเฟิร์ม เมื่อเราเดินเข้าไปถาม ก่อนกระซิบบอกว่า ฝรั่งคนนี้มีชื่อแบบไทยๆ ว่า “ครูอารี” เมื่อขายบาร์บีคิวหมด ฝรั่งตัวโตก็ขับซาเล้งกลับบ้านไปหา “เมีย” เรารีบตามติดแนบชิดชีวิตครูอารี ในที่สุดก็ได้พบ “คุณบี” เมียฝรั่งตัวจริง จึงรีบถามเรื่องราวของทั้งเขาและเธอ “เด็กๆ บีก็ทำงานที่ปากช่อง บีเคยทำมาหลายอาชีพมาก ทำไร่ ทำสวนผัก งานโรงแรม ประชาสัมพันธ์ งานโรงงาน ขายหมูปิ้ง ขายก๋วยเตี๋ยวเรือ “บีเจอกับครูอารีตอนเขามาเที่ยวเมืองไทย ตอนนั้นบีขายอาหารตามสั่งแบบมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างอยู่ที่หาดป่าตอง ภูเก็ต” หลังจากพบปะดูใจกันมาระยะหนึ่ง ทั้งคู่ก็ตกลงคบกันเป็นแฟนและย้ายมาอยู่ด้วยกันที่ปากช่อง “ถ้าฉันไม่มีเงินเลย…เธอจะรักฉันไหม…เธอจะให้ฉันอยู่เมืองไทยด้วยไหม” โดนฝรั่งตัวโตโปรยคำหวานซะขนาดนี้ คุณบีเลยยิ้มหวานก่อนตอบไปว่า “รัก…เพราะฉันไม่ได้ชอบคนที่เงินทอง…ฉันชอบคนที่จิตใจ”   ครูอารีจึงเล่าเรื่องราวของตัวเองให้คู่ใจฟังว่า ก่อนหน้านี้เขามีภรรยา ลูกๆ มีเงิน บ้าน รถครบครัน ทว่าเมื่อต้องแยกกันอยู่กับภรรยา เขาก็จากมาโดยทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลังก่อนเดินทางมาเที่ยวเมืองไทย แม้รอบข้างจะพากันดูถูกที่เธอตัดสินใจร่วมชีวิตกับ “ฝรั่งกระจอก” แต่คำปลอบใจของคนรักฝรั่งก็ทำให้ความมั่นใจของเธอเพิ่มขึ้น “คนเราไม่ว่าอยู่เมืองนอกหรืออยู่เมืองไทย จะไทยหรือฝรั่ง ทุกคนก็ต้องทำงาน ถ้าไม่ทำงาน เราก็จะไม่มีเงินใช้ …ถ้าเราช่วยกันทำมาหากิน ยังไงก็ไม่อดตาย” ลำพังเงินเดือนครูฝรั่งเพียงสามหมื่นต่อเดือนไม่สามารถจะเลี้ยงคนกว่า 5 ชีวิต ทั้งภรรยา พ่อแม่ของภรรยา และลูกบวกกับค่างวดรถยนต์ ค่าเช่าบ้าน และค่าเลี้ยงลูกได้ ครูอารีหรือนายอาลิสเตย์ เอียนมิเออร์ จึงพิสูจน์ความจริงในคำที่ตนได้พูดไว้กับคุณบีด้วยการตื่นเช้าไปเดินขายหมูปิ้งไม้ละ 5 บาท เป็นระยะทางเกือบสิบกิโลเมตรรอบปากช่อง บ้านเกิดของภรรยาก่อนไปสอนหนังสือที่โรงเรียนจนถึงเย็น เมื่อเปลี่ยนมาขายบาร์บีคิว ใหม่ๆ ไปขายออกงาน ทั้งสองคนก็อาศัยเช่าที่กางเต็นท์นอน มีห้องน้ำตรงไหนก็อาบตรงนั้น “อุ๊ย! ทำไมโชคดีจังเลย…แฟนดี๊ดี อะไรอย่างนี้คะ หาให้บ้างสิ” เหล่าแม่ค้าในตลาดปากช่อง เมื่อเห็นฝรั่งสุดขยันลุกขึ้นขายของทุกวันไม่เคยหยุด จากที่เคยค่อนขอดนินทาถึงความกระจอก ก็เริ่มชมเปาะถึงความโชคดีของคุณภรรเมีย หลังจากนั้นไม่กี่ปีทั้งคู่ก็ตัดสินใจย้ายมาอยู่หาดใหญ่ ครูอารีคอยช่วยซื้อพริก หอมใหญ่ สับปะรด เนื้อวัว เนื้อไก่ สำหรับทำบาร์บีคิวสูตรอร่อยจากอังกฤษในช่วงเช้า ก่อนเดินทางไปสอนหนังสือ เมื่อกลับบ้านก็จัดการเปลี่ยนเสื้อผ้าแปลงร่างเป็นนักปิ้งบาร์บีคิวมือฉมังในช่วงเย็น และคอยเก็บของกลับบ้านหลังจากของหมด หลังจากสามีไปทำงาน คุณบีจัดการทำซอสบาร์บีคิวสูตรเด็ด เริ่มด้วยการเทความใส่ใจลงไปในซอสก่อนนำเนื้อและไก่ผสมคลุกเคล้า จัดการเสียบเนื้อพร้อมเครื่องเคียงเบาๆ เท่านี้ก็พร้อมขายทันใด “ช่วยซื้อบาร์บีคิวหน่อยคร้าบ” ยังไม่ทันถึงจุดจอดขาย เพียงแค่เห็นรถซาเล้งบาร์บีคิวขับผ่าน ลูกค้าก็ชิงเรียกตัดหน้าซื้อไปก่อนหลายราย ครูอารียิ้มแต้บอกลูกค้า “ช่วยซื้อหน่อยครับ…ต้องขายให้หมด ไม่งั้นเมียไม่ให้เข้าบ้าน” คนฟังหัวเราะคิกคักกับคารมฝรั่ง ก่อนอุดหนุนบาร์บีคิวเพิ่มอีกคนละไม้ บางคราวลูกค้าก็ช่วยถ่ายรูปครูอารีขึ้นเฟซบุ๊ก เพื่ออัพเดตให้ลูกค้าอื่น ๆรู้ว่าตอนนี้ครูอารีกำลังขายอยู่ ณ จุดใด หากเป็นครูคนอื่น โดยเฉพาะ“ครูฝรั่ง” อาจอายที่ต้องออกมาค้าขายเพื่อหารายได้พิเศษ แต่สำหรับครูอารีแล้ว เขาเลือกที่จะสลัดภาพครู เปลี่ยนมาสวมผ้ากันเปื้อน ขับซาเล้งขายบาร์บีคิวทุกเย็นด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เหมือนไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย… ขอเพียงให้ “เมีย” และ “ทุกคนในครอบครัว” อยู่อย่างสุขสบาย…เหนื่อยแค่ไหนฝรั่งก็ไม่หวั่น! จากวันละ 100 ไม้ เริ่มขยับขยายขายได้ดีขึ้นเรื่อยๆ เพราะรสชาติบาร์บีคิวแสนอร่อยและคารมของคนขายผมทองทำให้ผู้คนพากันมาอุดหนุนเนือง ๆ “เราใช้ของดีทำค่ะ เนื้อสัตว์เราให้เต็มที่ ต้นทุนซอสก็หลายบาทแล้ว แต่เราคิดว่า เราชอบกินของดี ลูกค้าก็ต้องชอบกินของดีเหมือนกัน กำไรเลยไม่เยอะค่ะ เอาแค่พออยู่ได้” บอกเคล็ดลับปรุงซอสแล้ว คุณบียังแอบกระซิบวิธีปรุงรสรักให้หวานชื่นด้วยการใช้ “รอยยิ้ม” สไตล์สาวสยาม ที่เห็นกี่ครั้งสามีก็ชื่นใจหายเหนื่อย สำหรับบางคน ความรักอาจมีทั้งรสหวานและขมในชีวิต แต่สำหรับฝรั่งเมืองผู้ดีที่เสียหยาดเหงื่อและแรงกายเพื่อเลี้ยงครอบครัวให้ได้อยู่อย่างสุขสบายแล้ว…ความรักของเขาคงเป็นรสบาร์บีคิวที่มีทั้งความหวาน มัน เค็ม ผสมรวมกันอย่างกลมกล่อมลงตัวที่สุด… เรื่อง ณัฐนภ ตระกลธนภาส www.facebook.com/nutthanop.tr ภาพ วรวุฒิ วิชาธร บทความน่าสนใจ วัดโมลีโลกยารามราชวรวิหาร […]

บททดสอบ จากเทวดา ชีวิตของ “แพรว” นักเขียนนิยายด้วยปลายนิ้ว

บททดสอบ จากเทวดา ชีวิตของ “แพรว” นักเขียนนิยายด้วยปลายนิ้ว แรกเกิด ฉันเป็นเด็กหญิงที่ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงทุกประการ 25 ปีต่อมา ฉันไม่เคยประสบอุบัติเหตุร้ายแรงสักครั้ง แต่ฉันกลับกลายเป็นคนพิการที่ขยับร่างกายได้เพียง “ข้อนิ้ว” ฉันเป็นลูกสาวคนแรก  จึงเป็นขวัญใจของทุกคนในบ้าน  จนอายุราวหนึ่งขวบ  แม่เริ่มสังเกตว่าฉันยืนเท้าซ้ายบิดในลักษณะงอเข้า  ท่านกังวลมากจึงพาไปรักษาที่โรงพยาบาล  คุณหมอให้ฉันใส่เฝือกดัดเท้าอยู่พักหนึ่ง หลังถอดเฝือก  เท้าของฉันยังคงบิดผิดรูปมากขึ้นเรื่อย ๆ  แม่จึงพาไปโรงพยาบาลอีกครั้ง  คราวนี้คุณหมอแนะนำว่าควรผ่าตัดย้ายกล้ามเนื้อ  ฉันต้องผ่าตัดย้ายกล้ามเนื้อจากน่องมาเติมที่ใต้ฝ่าเท้าครั้งแรกด้วยวัยเพียงขวบเศษเท่านั้น เมื่อฉันเข้าเรียนชั้นอนุบาล  อาการเท้าบิดไม่หายขาด  หมอแนะนำให้ฉันใส่รองเท้าที่ตัดขึ้นเป็นพิเศษ  โดยมีเฝือกอ่อนรองเท้าและข้อเท้าอยู่ด้านใน  ฉันจำได้ดีว่าในห้องเด็กอนุบาลมีฉันเพียงคนเดียวที่กระโดดโลดเต้นไม่ได้ หลังจากขึ้นชั้นประถมศึกษา  ร่างกายฉันแย่ลงเรื่อย ๆ จนไม่สามารถใช้เท้าเดินขึ้นบันไดได้  ต้องใช้มือทั้งสองข้างช่วยโหนราวบันได  แล้วดึงตัวเองขึ้นไปทีละขั้น  ฉันจึงมักเข้าห้องเรียนช้า  และรู้สึกอายเพื่อนมากจนถึงกับไม่ยอมเข้าห้องน้ำตลอดทั้งวัน ร่างกายของฉันไม่เหมือนคนปกติอีกต่อไป  นิ้วมือทั้งสองข้างหงิกงอ  นิ้วหัวแม่มืองุ้มเข้า  ข้อมือทั้งสองข้างก็งอเข้าเหมือนมือลิงกระดูกสันหลังคดเป็นรูปตัวเอส (S)  ซี่โครงข้างขวาโป่งออกมา ส่วนซี่โครงข้างซ้ายถูกดันยุบไปตามความคดของกระดูกสันหลัง ไหล่ข้างขวาสูงกว่าข้างซ้าย คอเบี้ยว พร้อมกับหัวที่เอียงไปทางซ้ายตามลำตัวที่เอียงลงไปสะบักข้างขวาโก่งเหมือนคนหลังค่อม  และสะโพกก็สูงต่ำไม่เท่ากัน  ความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้แม้แต่หมอก็ไม่สามารถหยุดมันได้ ขณะอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 หมอวินิจฉัยว่าฉันป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง พร้อมนัดผ่าตัดอีกครั้งเพื่อดามเหล็กที่หลังเพื่อให้ร่างกายของฉันยังคงตั้งตรงอยู่ได้ การผ่าตัดได้ผลเพราะหลังของฉันกลับมาตั้งตรงเหมือนคนอื่น ๆ แต่มีข้อเสียว่า ขาฉันไม่สามารถเดินได้อีก ต้องนั่งรถเข็นตลอดไป พ่อเป็นดั่งซูเปอร์แมนสำหรับฉัน ทุกครั้งที่เปลี่ยนวิชาเรียน พ่อจะคอยอุ้มพาฉันย้ายห้องเรียน  ฉันจึงเป็นนักเรียนเพียงคนเดียวที่มีพ่อมานั่งรอในช่วงท้ายคาบ  โชคดีที่เจ้านายของพ่อคือป้าของฉันซึ่งเป็นพี่สาวแท้ ๆ ของพ่อ พ่อจึงไม่มีปัญหากับที่ทำงาน แม้ต้องมาอุ้มฉันแทบทุกชั่วโมงเรียน ปีต่อมา  ฉันอยู่ชั้น ป. 5  เริ่มมีอาการไอแห้ง ๆ แบบไม่ทราบสาเหตุ  บางครั้งก็ไอเป็นชุดจนเหนื่อยแทบหมดแรง  แม่และพ่อพาฉันไปหาหมอทุกที่ที่เขาว่าดี  ทั้งโรงพยาบาลใหญ่  คลินิกดัง  คลินิกฝังเข็ม  หรือกระทั่งหมอผี  แต่อาการไอก็ไม่หาย  ต่อมาภายหลังอาการไอก็หายไปเสียเฉย ๆ  แต่ฉันกลับรู้สึกเพลีย  ง่วงนอนตลอดเวลา  บางครั้งถึงกับวูบหลับในห้องเรียนจนตกเก้าอี้ก็มี  หลังจากแม่ทราบเรื่องก็รีบพาฉันไปพบหมอที่โรงพยาบาลรามาธิบดีอีกครั้ง  ขณะนั่งรอหมอมาดูอาการอยู่นั้น  ฉันเริ่มรู้สึกง่วง “แม่ หนูนอนได้หรือเปล่า” จำได้ว่านี่คือคำถามสุดท้ายก่อนหลับไป  ตื่นขึ้นมาก็ประหลาดใจมากเมื่อพบว่าตัวเองมีเครื่องช่วยหายใจครอบปากและจมูก แม่เล่าว่าฉันหลับลึกมาก ปลุกเท่าไหร่ก็ไม่ตื่น จนหมอต้องปั๊มหัวใจขึ้นมา  น่าแปลกที่ฉันกลับรู้สึกงุนงงมากกว่าหวาดกลัว  และยังนึกเสียดายด้วยซ้ำที่ฉันรอดจากความตายอันแสนง่ายและสบายที่สุดมา  สงสัยเทวดาคงอยากให้ฉันยังมีชีวิตอยู่เพื่อชดใช้กรรมต่อไปกระมัง หมอเล่าว่า สาเหตุที่ฉันสลบไปเพราะมีค่าคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดสูง  ในขณะที่ปอดของฉันเริ่มอ่อนแรงลงเช่นเดียวกับอวัยวะส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย  หมอจึงลงความเห็นว่าฉันต้องใส่เครื่องช่วยหายใจก่อนนอนทุกคืนเพื่อช่วยปอดทำงาน  ไม่อย่างนั้นฉันอาจกลายเป็นเจ้าหญิงนิทราตลอดไป วันหนึ่งขณะที่ฉันใกล้จะจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 พ่อก็เดินเข้ามาบอกฉันว่า “จบ ม. 3 ก็ไม่ต้องเรียนแล้วนะลูกไปทำงานกับพ่อดีกว่า อีกหน่อยพ่อก็อุ้มไม่ไหว เรียนจบไปก็ไม่มีงานทำ  ขนาดคนดี ๆ ยังตกงานเลย” ฉันยอมทำตามพ่อแต่โดยดี  แม้จะรู้สึกเสียใจมาก  เพราะจากนี้ไปฉันจะไม่ได้เรียนหนังสืออีกแล้ว หลังเรียนจบ ม. 3  ชีวิตวัยรุ่นของฉันแวดล้อมด้วยพ่อ  แม่  และน้องสาวเท่านั้น แน่นอนว่าฉันสนิทกับแม่มากที่สุด  แม่ช่วยเหลือฉันทุกอย่าง ทั้งป้อนข้าว  อาบน้ำ ดูแลสารพัด  การไม่ได้ไปโรงเรียนทำให้ฉันที่ค่อนข้างขี้อายอยู่แล้วกลายเป็นคนเก็บตัว  ไม่อยากไปไหนนอกจากอยู่บ้าน บ่อยครั้งที่ฉันทะเลาะกับพ่อแม่ซึ่งเกิดจากความเก็บกดในใจฉันเอง  ฉันงี่เง่า  เอาแต่ใจ ก่นด่าโชคชะตา  และที่เลวร้ายที่สุดคือ  ฉันโทษพ่อกับแม่ที่ทำให้ฉันเป็นแบบนี้ ชีวิตประจำวันของฉันเริ่มสงบลงเรื่อย ๆ เมื่อฉันติดการอ่านนิยาย  น่าแปลกที่ยิ่งอ่าน ความคิดฟุ้งซ่านในวัยรุ่นของฉันเริ่มลดไปทีละน้อย ๆ  ความคิด  คำสอน  รวมถึงจริยธรรมที่ถ่ายทอดผ่านตัวละครทุกตัวกลายเป็นครูของฉัน  ความรู้สึกที่เคยเป็นดั่งเด็กหลงทาง  เริ่มเปลี่ยนเป็นการคิดอย่างมีเหตุผล  มีสติมากขึ้น  ซึ่งช่วยให้ฉันมีความสุขมากขึ้นตามไปด้วย การชอบอ่านนิยายทำให้ฉันกลายเป็นคนรักการเขียน  และเริ่มต้นเขียนนิยายขายเพราะหวังจะหาเงินเพื่อแบ่งเบาภาระของครอบครัว  เวลานั้นพ่อกำลังป่วยเป็นโรคเบาหวาน  ส่วนน้องสาวก็กำลังเรียนปริญญาตรี  ต้องใช้เงินเป็นจำนวนมาก  ฉันรู้สึกเสมอว่า  เราก็โตขึ้นทุกวัน  ขณะที่พ่อแม่แก่ลง  คงน่าละอายมากถ้าในอนาคตน้องสาวต้องทำงานหาเงินเพื่อมาเลี้ยงดูฉันอีกคน ทุกวันฉันจะใช้สันนิ้วก้อยมือข้างซ้ายที่ยังขยับได้เพียงนิ้วเดียวกดแป้นพิมพ์นิยายจากโทรศัพท์มือถือ  ฉันไม่มีประสบการณ์ใด ๆ นอกจากความตั้งใจล้วน ๆ เพียงอย่างเดียว  วันทั้งวันฉันพิมพ์ได้เพียงครึ่งหน้าถึงหนึ่งหน้า A4 หนึ่งปีผ่านไปฉันก็เขียนนิยายเรื่องแรกจบ ในขณะที่ส่งต้นฉบับไปเสนอหลายสำนักพิมพ์ ฉันเริ่มเขียนนิยายเล่มที่สอง สาม สี่  และห้า  แม้จะยังไม่มีวี่แววว่าสำนักพิมพ์จะติดต่อมา  แต่ก็มีความหวังและเชื่อมั่นในตัวเองมากขึ้น กลางปี พ.ศ. 2554 พ่อล้มป่วยอย่างหนักด้วยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ปอดอักเสบ  และน้ำตาลในเลือดสูง  ไม่กี่วันต่อมาฉันก็ติดเชื้อโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ไปด้วย  ซ้ำร้ายฉันยังเป็นหนักกว่าพ่อมากเพราะปอดฉันติดเชื้ออย่างหนักเพิ่มด้วย กลับจากโรงพยาบาล  ฉันหายใจด้วยตัวเองไม่ได้และพูดไม่เป็นภาษา  ใบหน้าข้างซ้ายของฉันก็ขยับลำบาก  กินข้าวยาก กินน้ำก็ไหลออกจากมุมปาก  ฉันพบว่าการยิ้มเป็นเรื่องยากมาก  กล้ามเนื้อบริเวณใบหน้าของฉันเริ่มควบคุมไม่ได้อีกต่อไป ทุกสิ่งถาโถมเข้าหาฉันไม่หยุดหย่อน  นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันเริ่มกลัวว่าในอนาคตฉันอาจจะตาบอด  หูหนวก  หรืออาจเกิดอะไรที่ร้ายแรงกว่านี้ก็ได้  ฉันควรทำอย่างไรดี หลังจากคิดมาก อมทุกข์อยู่หลายวัน ระหว่างที่ฉันกำลังพิมพ์นิยายอยู่นั้น  จู่ ๆ ฉันก็เข้าใจความจริงที่ว่า  “ดีแล้วที่ฉันมีความทุกข์ เพราะทุกข์สอนอะไรเรามากมายกว่าความสุข นี่คงเป็นบททดสอบของเทวดา ท่านคงมองเห็นศักยภาพในตัวฉัน จึงส่งบททดสอบที่ยากกว่าคนอื่นมาให้” คิดได้แบบนั้นฉันก็ยิ้มให้ตัวเองได้อีกครั้ง นิยายของฉันได้ตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์ต่าง ๆ ถึง 8 เล่ม และฉันเขียนหนังสือประวัติของตัวเองอีก 1 เล่ม เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงคนอื่น ๆ ฉันเริ่มมีเงินเก็บมากพอจะช่วยเหลือจุนเจือครอบครัวได้อย่างไม่ขัดสน วันนี้ฉันได้ทำทุกสิ่งที่อยากทำแล้วรวมถึงได้ตอบแทนคุณทุกคนที่ฉันรักอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ด้วย  ไม่ว่าต่อไปชะตาชีวิตของฉันจะเป็นเช่นไร  ฉันก็พร้อมยิ้มสู้รับมันด้วยใจที่มีความสุข  ข้อคิดคำสอนจากพระ ดร.นิตินัย  อุดมกัน  วัดป่าเมตตาวนาราม  จังหวัดเชียงราย ทุกชีวิตเกิดมาล้วนต้องดิ้นรนต่อสู้เพื่อให้ชีวิตดำเนินต่อไป  แม้แต่พระพุทธเจ้าพระองค์ก็ทรงต่อสู้  อดทน  เผชิญหน้า  และแก้ไขทุกปัญหาที่เกิดขึ้น  โดยใช้สติปัญญา  และศีลธรรมเป็นเครื่องดำเนินชีวิต  ไม่ต่างจากเรื่องราวของคุณเพทาย  เห็นได้ชัดว่าเธอผ่านบททดสอบความอดทน  ความเพียรพยายาม  และมีกำลังใจเข้มแข็งเป็นอย่างดี  ซึ่งจิตใจอันเปี่ยมไปด้วยความดีงามนี้ย่อมบังเกิดเป็นความอัศจรรย์  ที่แม้แต่เทวดายังต้องอนุโมทนาด้วย เรื่อง เพทาย จิรคงพิพัฒน์  เรียบเรียง ชลธิชา  แสงใสแก้ว ภาพ วรวุฒิ  วิชาธร  สไตลิสต์ สุธีร์  รติวัฒน์บุญญา […]

เทพ โพธิ์งาม “ไม่เสียใจที่ทำแล้วเจ๊ง แต่เสียดายกว่าถ้าไม่ได้ทำ”

เทพ โพธิ์งาม “ไม่เสียใจที่ทำแล้วเจ๊ง แต่เสียดายกว่าถ้าไม่ได้ทำ” สำหรับคนที่มีอายุตั้งแต่ 25 ปีขึ้นไป…น้อยคนนักที่จะไม่รู้จักตลกระดับปรมาจารย์ที่ชื่อ “เทพ โพธิ์งาม” ไม่ว่าจะด้วยเอกลักษณ์ในการกระดกหน้าผากที่ไม่มีใครเหมือน  หรือลีลาการปล่อยมุกที่เปี่ยมไปด้วยไหวพริบ  ซึ่งเรียกเสียงฮาให้กับผู้ชมรุ่นแล้วรุ่นเล่า  ทั้งทางหน้าจอภาพยนตร์  จอโทรทัศน์  และบนเวทีคาเฟ่คลับบาร์มากมายทั่วฟ้าเมืองไทย อย่างไรก็ตาม  ชีวิตที่เจิดจรัสด้วยชื่อเสียงเงินทองและการยอมรับจากผู้คนนั้นก็ยังมีอีกด้านหนึ่งซึ่งเป็นที่เล่าขานกันมานานเช่นเดียวกัน…นั่นคือด้านของความล้มเหลวในธุรกิจของเขา  ไล่มาตั้งแต่ธุรกิจร้านอาหารร้านขายของชำ  อู่ซ่อมรถ  ค้าข้าวสาร  น้ำข้าวกล้อง  ฯลฯ  ธุรกิจทั้งหมดที่กล่าวมานั้นมีผลประกอบการอยู่ในระดับที่เรียกได้ว่า “เจ๊งระนาว” ด้วยเหตุนี้จึงเกิดคำถามมากมายถึง ชีวิตทั้งสองด้านของตลกอาชีพผู้นี้ไม่ว่าจะเป็น ทำธุรกิจพลาดแล้วพลาดอีก ไม่เข็ดบ้างหรือไง…เล่นตลกอย่างเดียวก็ไม่ล้มละลาย  เป็นหนี้เป็นสินให้ต้องเดือดร้อนแล้วจะทำไปทำไม…ทุกวันนี้ใช้หนี้หมดหรือยัง…และอื่น ๆ อีกมากมาย คงไม่มีใครตอบคำถามเหล่านี้ได้ดีไปกว่าเจ้าตัว  ผู้มีชื่อและนามสกุลจริงว่า“สุเทพ  โพธิ์งาม”  ซึ่งทุกวันนี้ได้ห่างหายไปจากวงการแห่งแสงสีแสงไฟ  ปลีกตัวไปมีชีวิตอย่างสงบเรียบง่ายในไร่ของตัวเอง…ที่อยู่ไกลออกไปหลายร้อยกิโลเมตรจากกรุงเทพมหานคร  เมืองที่เขาใช้ชีวิตและทำมาหากินมานานกว่า 40 ปี ก่อนอื่นอยากถามถึงที่มาของที่นี่ซึ่งเป็นบ้านที่อยู่ในปัจจุบันสักเล็กน้อยครับ ที่ดินผืนนี้ป๋าซื้อเอาไว้นานแล้ว  เดิมมีประมาณ 50 ไร่  แต่ความที่ทั้งคนและสัตว์ที่อยู่ที่นี่ต้องกินต้องใช้  ก็เลยต้องแบ่งขายไปบ้างเพื่อเอามาเป็นค่าใช้จ่าย  ปัจจุบันนี้เหลืออยู่ประมาณ 20 ไร่  นอกจากนั้นเราก็ต้องประหยัดและพยายามทำทุกอย่างเองหมด  รวมถึงต้องไปตัดหญ้าในนามาเป็นอาหารให้สัตว์ทุกวัน  ทั้งร้อนทั้งเหนื่อยในชีวิตไม่เคยคิดว่าต้องมาทำอย่างนี้  แต่ในอีกมุมหนึ่ง  พอมาลองนึกดูแล้วสิ่งที่ได้ลงแรงลงไปก็ถือได้ว่าเป็นความสุขอย่างหนึ่งนะ  เพราะพออายุมากขึ้น  เราก็เริ่มอยากจะคืนสู่ธรรมชาติ ได้เห็นไก่ออกลูกเห็นนกหนูมาทำรังใกล้ๆ ที่เราอยู่  สัตว์ทุกตัวเหมือนจะรับรู้ได้ว่าเราไม่ทำร้ายเขาพวกเขาก็ไม่หนีไปไหน  พอเราได้เห็นเขามีกิน  มีชีวิตชีวา  เราก็รู้สึกสบายใจไปด้วยส่วนภรรยากับลูก  เขาก็ไป ๆ มา ๆ  แต่ก็จะช่วยดูแลทุกอย่าง  ถ้าอาหารปลาหรือของอะไรหมด  เขาก็จะซื้อมาให้ ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อนแล้วเริ่มต้นเลี้ยงสัตว์พวกนี้ได้อย่างไรครับ ตอนแรกก็มีคนจูงวัวมาขาย  สภาพผอมเหลือแต่กระดูก  ตัวใหญ่กว่าหมานิดเดียว  เดินแบบแทบไม่มีแรง  คิดว่า คงใกล้ตายแล้วแน่ ๆ  ป๋าสงสารเลยรับซื้อมา  เตรียมจะฝังอยู่แล้ว  ปรากฏว่าไม่ตายตอนนี้ตัวใหญ่เบ้อเร่อ  ออกลูกมาหลายสิบตัวแล้ว  มีคนมาขอซื้อเยอะ  แต่ป๋าไม่ขาย  ให้เป็นล้านก็ไม่ขาย  ต่อให้ไม่มีเงินก็ไม่ขาย  สัตว์ตัวอื่น ๆ ในไร่ก็เหมือนกันไม่ว่าจะงูเงี้ยวเขี้ยวขอ  เราก็ห้ามไม่ให้ใครไปตีไปฆ่ามันเด็ดขาด  ป๋าคิดเสมอว่า ถ้าเราไม่ทำมัน  มันก็จะไม่ทำเรา  ซึ่งก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ  เพราะตั้งแต่ป๋าอยู่มาก็ไม่เคยโดนสัตว์ทำร้ายเลย  นอกจากโดนแมลงกัดต่อยบ้าง  ก็หาหยูกยามาทาไป มีโครงการจะทำอะไรกับที่ดินผืนนี้บ้างครับ เดิมทีป๋าก็ไม่ได้คิดว่าจะซื้อไว้ทำอะไรหรอก  แต่ความที่เราไม่เคยมีที่เหมือนคนอื่นเขา  พอมีโอกาสเลยซื้อเอาไว้ เผื่อใช้ทำไร่ทำสวนตอนแก่  ตอนแรกก็ไม่ได้จริงจังสักเท่าไหร่  เพราะดินไม่ดี  ต้นไม้ก็ไม่ค่อยแข็งแรง  แต่สุดท้ายก็ให้ผลผลิตมาเรื่อย ๆ  เราไม่ได้เอาไปขายหรอก  เพราะมันไม่คุ้มแล้วเราเองก็ไม่มีเวลา  ขี้เกียจด้วย  เลยเก็บเอาไว้ให้สัตว์ที่เราเลี้ยงกินดีกว่านอกจากนั้นก็เก็บไว้กินเองบ้าง  แล้วก็แจกญาติพี่น้อง  แจกคนอื่นบ้าง  ตอนนี้หลัก ๆแล้วป๋าอยากจะมุ่งมาทางเกษตรกรรมโครงการที่คิดเลยเป็นการต่อยอดจากสภาพไร่นาที่เป็นอยู่  อย่างโครงการลงทุนทำสวนอาหารป่าบรรยากาศธรรมชาติ  ใครอยากกินผลไม้ชนิดไหนก็ไปเก็บเอาเองได้  นอกจากนั้นต่อไปอาจจะปลูกบ้านหลังเล็ก ๆ ทำเป็นโฮมสเตย์ให้เช่า  แต่ไม่ว่าจะเป็นสวนอาหารหรือโฮมสเตย์  ก็จะอยู่ในสภาพที่เป็นธรรมชาติแบบนี้แหละ ลุยเต็มที่ขนาดนั้น  ได้เผื่อใจสำหรับความผิดหวังมากน้อยแค่ไหนครับ ป๋าไม่เสียใจกับสิ่งที่ทำไปหรอกแน่นอนว่าอาจรู้สึกท้อแท้บ้าง  แต่จะเสียดายมากกว่าถ้าไม่ได้ทำ  ถามว่าทำไมไม่เสียใจเพราะป๋าเชื่อว่า  ทุกสิ่งในโลกไม่มีอะไรจริงแท้แน่นอนหรอก  การที่เรายึดถือแนวคิดแบบนี้มาตลอด  ทำให้เราไม่คิดมากและไม่หวังกับอะไรมากจนเกินไป  ทุกอย่างล้วนแต่เป็นของปลอมทั้งนั้น  เดี๋ยววันหนึ่งก็ต้องหมด  เป็นคนเดี๋ยวก็ตาย  ทุกอย่างจบแล้วเราจะไปจริงจังอะไรกับมัน  บ้านก็ไม่ใช่ของเรา  ลองไปสำรวจดูสิว่า ย้อนไป 100 - 200 ปีน่ะ เคยมีคนอาศัยอยู่ที่ตรงนี้มากี่ร้อยกี่พันคนแล้ว  แม้แต่ลูกกับภรรยาก็ไม่ใช่ของเรา  ต่อให้รักกันขนาดไหนสักวันก็ต้องจากกัน  ไม่จากเป็นก็จากตายแถมเวลาตายอยู่บนเมรุยังไม่กล้าขึ้นไปดูด้วยนะ  ป๋าเคยเจอมาหมดแล้ว  ไปงานศพมาเยอะ  ไปทุกทีป๋าก็จะไปช่วยเขาแบกโลงสมัยก่อนยังไม่มีการฉีดน้ำยากันเน่า  เปิดโลงเห็นศพนอนอยู่ในนั้นมีหนอนเต็มหน้าเลย  เวลาเผาก็จะเอาฟืนมากองเผาศพกันตรงกลางป่า  มีหลายทีที่อยู่ ๆ ศพก็เด้งขึ้นมานั่ง  เส้นมันตึงมันดึง  ป๋ารับรู้ถึงสัจธรรมเหล่านี้มาตั้งแต่เด็กแล้ว เมื่อต้องพบปัญหาหนักๆ  มีวิธีสร้างกำลังใจให้ตัวเองอย่างไรบ้าง ความที่ชีวิตป๋าลำบากมาตั้งแต่เด็ก ๆพ่อแม่ไม่มีเงิน เราเลยต้องประหยัด  บางครั้งต้องซื้อข้าวมาผสมกับมัน  เพื่อให้พอกินกันทั้งครอบครัว  แต่ตอนนั้นเราไม่ได้มองว่าชีวิตที่เป็นอยู่เป็นความลำบากหรอก  แต่มองเหมือนเป็นเรื่องปกติ  เพราะเรากินแบบนั้นมาตลอด  ป๋ายังบอกแม่เลยว่าใส่มันเยอะ ๆหน่อย  หรือวันไหนโชคดีได้กินข้าวกับหัวปลาทูแห้ง ๆ คลุกน้ำปลากับพริกป่นหน่อย  เติมเกลือนิด  ก็ถือว่าอร่อยมากแล้วพออายุ 6 - 7 ขวบก็เริ่มนั่งรถไฟไปขายเสื้อผ้าตามตลาดนัดแล้ว  แบกกล่องผ้าไปทีหนึ่ง2 - 3 กล่อง  บางครั้งไปกับพ่อ  บางครั้งก็ไปคนเดียว  อาจจะลำบากลำบนบ้าง  แต่ป๋าก็ถือว่าชีวิตในตอนนั้นเป็นแค่ชั้นประถมที่เราต้องเรียนรู้อีกเยอะ  ป๋าเลยไม่มีปัญหาอะไรเวลาพบกับความยากลำบาก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นสิ่งที่ทำให้เราผ่านพ้นอุปสรรคไปได้ก็คือ  การมองทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตโดยมีธรรมะอยู่ในใจ  ธรรมะก็คือธรรมชาติ  หากเราเข้าใจธรรมชาติของชีวิตเข้าใจในธรรมชาติของสิ่งที่เกิดขึ้น  มองทุกอย่างตามธรรมชาติของมัน  คือไม่มองสวยงามเกินไปหรือแย่เกินไปได้  ต่อให้ต้องพบกับปัญหาหนัก ๆ เราก็จะสามารถปรับอารมณ์ของตัวเองให้คงที่อยู่ตรงกลางได้แล้วเราก็จะไม่ทุกข์นาน  และจะสามารถผ่านอุปสรรคต่าง ๆ ไปได้  เช่น  เราเป็นหนี้เขา  แน่นอนว่าทั้งเรากับเขาย่อมต้องเครียดดังนั้นสิ่งที่ควรทำจึงไม่ใช่หนี  แต่ต้องพูดคุยกัน  อย่างกรณีของป๋าเครียดมาก 2 - 3 เดือนใช้สมองหาทางแก้ไขแทบตาย  พอตัดสินใจไปเจอตัวและเจรจากัน  แป๊บเดียวเดี๋ยวก็คลี่คลายกันได้  ปัญหาอื่น ๆ ก็เช่นกัน อุปสรรคปัญหาที่ผ่านมาทำให้มุมมองเกี่ยวกับความสำเร็จเปลี่ยนไปบ้างไหมครับ ความสำเร็จสำหรับป๋าคือการที่เราได้คิด  ได้ทำ  และได้ลงทุนออกแรงไปจริง ๆไม่ใช่ว่าพูดแล้วไม่ทำ  ส่วนจะไปได้ยาว  ไปได้ไกลแค่ไหน  ประสบความสำเร็จในทางธุรกิจแค่ไหน  ตอนที่เริ่มทำเราไม่มีทางรู้ได้หรอก  แต่อย่างน้อยเราได้ทำแล้ว  ป๋ามีความรู้สึกตื่นตัวทุกครั้งที่ได้เริ่มคิดและทำสิ่งใหม่ ๆ  ถ้าทำได้เราก็จะก้าวก่อนคนอื่นแม้ว่าจะต้องเสี่ยงบ้าง  แต่ถามว่า เราเลือกที่จะออกไปเสี่ยงหรืออยู่เฉย ๆ  นอนนิ่ง ๆรอเวลาล่ะ  ในชีวิตจริง  บางครั้งเราก็รอแบบนั้นไม่ได้หรอก  แล้วอย่างที่บอกว่าชีวิตมนุษย์มันต้องลุย  ดูอย่างคนขายไก่ปิ้งไก่ย่างตามข้างถนน  เขายังรวยกันได้  หรือคนขายขยะ  คนขายขี้วัว  เขาก็ยังอยู่กันได้คนเรามีอะไรให้คิดให้ทำเยอะแยะ  ส่วนใหญ่จะติดหรือถือกันว่างานนี้ต่ำทำไม่ได้อายเขาหรืองานนี้ไม่สมศักดิ์ศรี  ดังนั้นทุกอย่างขึ้นอยู่กับว่าเราคิดจะทำหรือไม่ก็เท่านั้นเองสิ่งที่ผิดพลาดก็ถือเป็นบทเรียนที่เราสามารถเรียนรู้ด้วยตัวเองจากสิ่งที่เกิดขึ้นและคนรอบ ๆ ตัว บทเรียนเหล่านี้ถือเป็นมหาวิทยาลัยชีวิต  ซึ่งไม่มีอยู่ในตำราของสถาบันแห่งไหนว่าเขาจะต้องเอาชีวิตรอดอย่างไร  จะต้องทำยังไงให้อยู่กับภรรยาอย่างมีความสุขได้เหล่านี้คือวิชาใหม่ของชีวิต  ซึ่งไม่ว่าจะเป็นใคร  จะเป็นครูบาอาจารย์หรือเรียนจบดอกเตอร์มา  พอพ้นจากรั้วมหาวิทยาลัยก็ต้องมาต่อสู้ชีวิตเรียนรู้วิชาใหม่นี้เหมือนกันหมด  คนส่วนมากมักคิดว่าการเรียนจบรับปริญญานั้นคือความสำเร็จของชีวิตแล้วไม่ใช่  นั่นเป็นแค่บันไดก้าวแรกที่จะเข้ามาเรียนมหาวิทยาลัยชีวิตเท่านั้น ที่ผ่านมาป๋าอาจจะเคยเป็นหนี้เขาเป็นสิบล้าน  ถึงวันนี้ก็ยังมีอยู่  แต่มันก็ทำให้เราได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ  รู้สึตื่นเต้น  ใจพองโตขึ้นทุกครั้งที่ได้ทำ  มันทำให้รู้สึกว่า ชีวิตนี้เรายังสู้ได้อีก  ป๋ามีความสุขและภูมิใจมากที่เกิดมา  เรียนจบแค่ ป. 4  แต่ก็มีชื่อเสียงได้ไปเมืองนอกถึงครึ่งค่อนโลก  ไม่รู้ว่าจะต้องการอะไรอีก เอกลักษณ์หนึ่งที่หลายคนพูดถึงเทพ  โพธิ์งาม คือความยึดมั่นในความคิดตัวเองมาก  จนทำให้บางครั้งส่งผลถึงชีวิตและงานที่ทำถึงตอนนี้เอกลักษณ์นี้ได้เปลี่ยนแปลงไปบ้างหรือยังครับ ป๋าคิดว่าอุดมการณ์ที่มีก็ยังคงอยู่กับเรานะ  เพียงแต่ตอนนี้เรารู้แล้วว่าทำแบบนี้ไม่ประสบความสำเร็จ  เราก็ต้องเปลี่ยนทางใหม่  โดยที่อุดมการณ์เดิมของเราก็ยังคงอยู่อุดมการณ์ตรงนั้นก็คือความเชื่อมั่นของเราที่มีมาตั้งแต่เด็ก  และเป็นสิ่งที่ทำให้ป๋าเอาตัวรอดมาได้จนทุกวันนี้  คนอื่นอาจไม่เห็นด้วยกับเรา  แต่จากชีวิตที่ผ่านมาก็พิสูจน์แล้วว่า เราคิดถูกมากกว่าผิด  ป๋าถึงเลือกทางที่เป็นอยู่นี้ อย่างมีคนถามว่า ป๋าออกมาอยู่แบบนี้เลี้ยงวัว 20 ตัว  ควาย 5 ตัว  และสัตว์อีกเยอะ  ทั้งที่งานก็ไม่มี  แต่ทำไมถึงอยู่ได้ป๋าเองก็ยังงงตัวเองเหมือนกันว่าอยู่มาได้ยังไง  แต่ด้วยเรามุ่งมั่นทำตามความเชื่อของตัวเอง  สุดท้ายมันก็ไปต่อได้  บางทีเงินจะหมด ๆ  แป๊บเดียวก็มีงาน  มีอะไรเข้ามาก็พอมีเงินมาซื้อของให้เขากิน  เป็นอย่างนี้ตลอด  ป๋าถึงเชื่อมั่นว่า  แม้ทางที่เลือกจะดูมืดครึ้มและไม่ค่อยมีใครเข้าใจก็ตาม  แต่ถ้าเราปฏิบัติให้ถูกต้องนะ  เราก็จะอยู่ได้อย่างสบายแน่นอน หลังจากผ่านร้อนผ่านหนาวมามากถึงวันนี้มองชีวิตที่ผ่านมาอย่างไร เมื่อมองย้อนกลับไปถึงความสำเร็จสมัยก่อนโน้น  เราเพียงแต่คิดว่า  เป็นไปได้หรือนี่  จากจุดเริ่มต้นที่เล่นตลกกันมา 3คน (คณะ เด่น  เด๋อ  เทพ)  มีคนรู้จักแค่ประมาณหนึ่ง  แต่พอมาอยู่กรุงเทพฯแค่3 - 4 เดือน  ได้ออกทีวี  คนก็เริ่มรู้จักมากขึ้นแล้วพอมาเล่นหนัง (เทพบุตรต๊ะติ๊งโหน่ง)ก็ดังเลย  ค่าตัวจากหมื่นห้าก็กลายเป็นห้าหมื่น  จากที่ไม่มีอะไรเลยก็เริ่มมีรถขับเริ่มสร้างบ้านได้  ใครจะเชื่อว่าก่อนหน้านั้นไม่นานป๋ายังต้องเข็นรถขายก๋วยเตี๋ยว  เงินจะไปซื้อเส้นก๋วยเตี๋ยวยังแทบไม่มี  อยู่ ๆทุกอย่างก็พลิกฟื้นขึ้นมา  แต่ก็เท่านั้นน่ะนะพอทำไปนาน ๆ ก็เบื่อ  ป๋าทำอะไรนาน ๆซ้ำ ๆ จำเจไม่ได้  เบื่อแล้วก็อยากจะไปหาอย่างอื่นทำ ทุกวันนี้ถ้าถามว่า ป๋าลาวงการเลยไหมคงไม่ถึงกับลาขาดหรอก  เพราะว่าก็ยังมีคนโทร.มาขอให้เราไปทำงานกับเขาอยู่เรื่อย ๆเพียงแต่เราต้องดูให้ดีก่อนทุกครั้ง  อะไรที่ปัญญาอ่อนมากก็ไม่ไหว  ละครหลายเรื่องป๋าก็ปฏิเสธไป  เพราะฟังชื่อแล้วไม่ไหว  คือป๋าก็ไม่ได้มีกฎอะไรในการรับงานหรอกเพียงแต่เราจะรู้ตัวเองดีว่างานไหนที่มีความเป็นไปได้  บางทีเงินก็ไม่ใช่จะมี  แต่ก็ไม่เอาเพราะพอนึกภาพคนแก่ ๆ อย่างเราต้องไปทำปัญญาอ่อน  ทำเป็นซื่อไม่รู้เรื่องแล้วก็รู้สึกทุเรศตัวเอง  เลยไม่เอาแล้ว  ไม่ขำแล้วนอกจากนั้นป๋ารู้ตัวเองดีว่าตอนนี้เราเริ่มความรู้สึกช้าลง ใครพูดอะไรจะโต้กลับก็ไม่ทันแล้ว  หรือจะให้รวดเร็ว  กระโดดโลดเต้นเหมือนเมื่อก่อนก็คงไม่ได้แล้วบางทีเล่นแป๊บเดียวมานั่งหอบแล้วแต่ไม่ว่าจะมีความเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้นอีก  ป๋าก็ไม่กลัว  ชีวิตป๋าต้องดิ้นรนมาตั้งแต่เด็ก  ต้องพบกับเรื่องดีบ้างร้ายบ้างมาเยอะแยะ  แม้ตอนนี้ชีวิตจะเดินมาไกลจากจุดนั้นมากแล้ว  แต่ถ้าวันหนึ่งต้องกลับไปจุดนั้นอีกก็ไม่เป็นไร   ตราบเท่าที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ยังมีหนทางสู้  อย่าไปกลัวมัน… เรื่อง พีรภัทร  โพธิสารัตนะ  ภาพปกและภาพประกอบ วรวุฒิ  วิชาธร   ผู้ช่วยช่างภาพ สรยุทธ  พุ่มภักดี,  ศุภิดา  กิจจะตุกายา,ภูติรัตน์  เหลืองชูเกียรติ   สไตลิสต์ รุจิกร  ธงชัยขาวสอาด,  อารยา  แคล้วภัยพาล  ผู้ช่วยสไตลิสต์ นรรชนก  แซ่ชี บทความน่าสนใจ อย่าเป็นคน “ขยัน” ที่ “ไร้ความสามารถ” True Story: รักนี้จัดหนัก… ชีวิตคู่ที่แตกยับของเมียนักมวย “วันเฉลิม” นอกจอ…เรื่องจริงของชายผู้ เลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกเป็นได้ […]

“มีตำหนิ” เรื่องจริงของหญิงมีตำหนิ (ทางใจ)

“มีตำหนิ” เรื่องจริงของหญิงมีตำหนิ (ทางใจ) ใดๆ ในโลกล้วนแล้วแต่มีตำหนิ  ไม่ว่าจะเป็นดอกไม้  เก้าอี้  นาฬิกา  หรือแม้แต่เส้นผมใบหน้า…แต่ของ “มีตำหนิ” บางแห่งไม่ได้เกิดจากธรรมชาติ  หากเป็นไปเพราะความหลงของตัวเอง! ฉันกล้าเรียกตัวเองว่าเป็นสาวเพอร์เฟ็กต์  เพราะชีวิตนี้ฉันมีครบหมดแล้วทุกอย่าง  เกิดในบ้านสุดหรู  ครอบครัวอบอุ่นมีเพื่อนฝูงมากมาย  เรียนเป็นที่หนึ่งมาตลอดตั้งแต่อนุบาลถึงปริญญาโท  ความสามารถและบุคลิกของฉันทำให้ก้าวเข้าสู่เบื้องหน้าในแวดวงสื่อได้อย่างไม่ต้องดิ้นรน  ฉันมีรถขับ  ถือกระเป๋าแบรนด์เนม  และสวมเครื่องประดับราคาแพงระยับอย่างคนมีอันจะกินทั่วไป  และแน่นอนว่าหญิงเพอร์เฟ็กต์อย่างฉันต้องควงคู่กับหนุ่มหล่อฐานะดี ต้น เป็นหนุ่มต่างจังหวัดที่เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ  เขาหน้าตาหล่อเหลา  แถมครอบครัวยังร่ำรวย  เขาเรียนไม่จบชั้นมัธยมต้นด้วยซ้ำ  แต่อาศัยว่ามีประสบการณ์ทำงานสูง  ทำให้เข้ามาทำงานอยู่ในแวดวงเดียวกัน…ไม่รู้ว่าพรหมลิขิตหรือกรรมบันดาลกันแน่ที่ทำให้เราโคจรมาพบกัน เหมือนมีอะไรบางอย่างดึงดูดเราสองคน  ฉันและเขาตกหลุมรักกันตั้งแต่แรกเห็นเขาบอกฉันว่าอยากใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ด้วยกัน เขาสัญญาว่าวันหนึ่งข้างหน้าเราจะแต่งงานกัน  และมีลูกสักคนเป็นเครื่องหมายแห่งความรัก  นั่นทำให้ฉันยอมพลีกายให้กับเขาตั้งแต่คบกันได้ไม่ถึงเดือน  เราสองคนรักกันมากจนห่างกันไม่ได้  ที่ไหนมีเขาที่นั่นต้องมีฉัน สองปีผ่านไป  ต้นจำเป็นต้องกลับไปทำงานที่บ้าน  จึงขอให้ฉันทิ้งชีวิตสุดเพอร์เฟ็กต์ที่นี่ไปอยู่กับเขา  แม่ร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือด  วันที่ฉันหอบผ้าหอบผ่อนออกจากบ้าน  คำขอร้องอ้อนวอนของแม่เป็นเพียงเสียงน่ารำคาญ  พ่อโกรธและผิดหวังในตัวฉันจนไม่มีคำพูดใด ๆ หลุดออกมา  แต่ฉันไม่สนใจใครอีกแล้ว  นาทีนั้นชีวิตฉันมีแต่ต้นคนเดียวเท่านั้น  เขาเป็นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต  เป็นเหมือนจิ๊กซอว์ชิ้นที่หายไป ฉันไปอยู่บ้านต้นโดยที่พ่อแม่เขาไม่ได้ว่าอะไร  ฉันสมัครทำงานเป็นลูกจ้างบริษัทเงินเดือนน้อยนิด  ส่วนต้นทำงานอีกบริษัทที่เงินเดือนน้อยนิดกว่า  แต่นั่นก็ไม่ได้มีผลอะไรกับเขา  เพราะอย่างไรเสียเขาก็ยังอยู่บนกองเงินกองทอง แต่แล้วชีวิตก็ไม่ได้ราบรื่นเหมือนอย่างที่ฝัน  ต้นเริ่มงานยุ่ง  กลับบ้านดึกติดกันหลายวัน  บางคืนต้องนอนค้างที่ทำงาน  ชวนให้ฉันอดคิดมากไม่ได้ว่าเขาอาจแบ่งเวลาไปให้หญิงอื่น กระทั่งวันหนึ่งความเป็นจริงก็กระจ่าง  เมื่อจู่ ๆ มีหญิงสาวนิรนามโทรศัพท์มาหาฉัน  เธอพูดจาเย้ยเยาะถากถางว่าฉันโง่เง่าที่โดนต้นหลอกมานานแสนนาน ต้นบอกเธอว่ารักเธอมาก  และสัญญาว่าจะแต่งงานกัน  หลายเดือนมาแล้วที่ทั้งสองแอบไปอยู่กินด้วยกันลับหลังฉัน  ฉันตัวชา แทบไม่เชื่อหูตัวเอง  ในใจมีแต่คำถามว่าทำไมต้นถึงเอาคำว่า “แต่งงาน” ไปใช้กับผู้หญิงคนอื่น เมื่อต้นกลับถึงบ้าน  ฉันไม่รอช้า  รีบถามถึงผู้หญิงคนนั้น  ต้นหน้าถอดสี  ก่อนจะรีบโผเข้ามากอดฉันเต็มแรง  เขายอมรับในสิ่งที่ทำผิดไปและขอโอกาสแก้ตัว…เวลานั้นฉันรักเขามากเกินกว่าจะใจแข็งตัดสัมพันธ์กับเขา  ฉันจึงให้โอกาสเขาแก้ตัวอีกครั้ง หลังจากเหตุการณ์วันนั้น  ฉันเหมือนมีปีศาจร้ายมาสิง  เพราะกลายเป็นคนหวาดระแวง  ไม่ไว้ใจเขา  วัน ๆ เอาแต่เช็กโทรศัพท์ จนไม่เป็นอันทำงาน  ไม่ว่าเขาอยู่ที่ไหน  ฉันต้องตามไปนั่งเฝ้าทุกที่  ไม่เว้นแม้แต่เวลางาน เพียงเพื่อให้เห็นกับตาว่าเขาไม่ได้นอกใจส่วนต้นก็เริ่มกลายเป็นคนเกรี้ยวกราด  โมโหร้าย  และด่าทอฉันด้วยคำหยาบคาย อย่างไรก็ตามสัญชาตญาณของผู้หญิงแม่นยำเสมอ  เพราะในที่สุดสิ่งที่ฉันเฝ้าระแวงก็เป็นจริง  ไม่นานนักก็มีหญิงนิรนามคนที่สอง  สาม  และสี่  โทร.มาหาฉันในทำนองเดียวกัน  ต้นล้วนสัญญากับผู้หญิงทุกคนว่าจะแต่งงานด้วย  เพื่อหวังความสัมพันธ์ชั่วข้ามคืน  ฉันร้องไห้จนไม่มีน้ำตาทั้งแค้น  เจ็บใจ  และเสียใจอย่างสุดประมาณ เวลานั้นฉันรู้แล้วว่าไม่ควรให้โอกาสแก่คนที่ไม่เห็นค่า  ฉันตั้งใจจะเก็บข้าวเก็บของเตรียมหนีออกไปให้ไกลจากชีวิตต้น…ทว่าชีวิตไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น ต้นสารภาพผิดอีกครั้ง  เขาขอโอกาสแก้ตัวอีกหน  ต้นทั้งรั้งทั้งยื้อไม่ให้ฉันจากไป แต่เมื่อเห็นว่าใช้ไม้เดิมไม่ได้ผล  เขาก็เริ่มเล่นบทโหด  ด้วยการพุ่งเข้ามากัดฉันที่คอแขน และหลังจนเลือดออกซิบ ๆ  เขาล็อกรั้วบ้านไม่ให้ฉันออกไปไหนได้  พร้อมกับโทร.ไปบอกเจ้านายของฉันให้เสร็จสรรพว่าฉันขอลาหยุดยาว ตีหนึ่งคืนนั้นฉันกับต้นด่าทอขว้างปาข้าวของใส่กันไม่ยอมเลิก  ฉันร้องไห้เหมือนคนบ้า  ทั้งเจ็บที่โดนเขาทำร้ายและเจ็บยิ่งกว่าที่เขาทำกับฉันเหมือนเป็นของตาย  ที่นึกอยากจะไปมีใครคนอื่นก็ไป  นึกอยากจะกลับมาก็มา  แม้จะรักเขาขนาดไหน  แต่ฉันก็ทนใช้ชีวิตแบบนี้ต่อไปไม่ไหวแล้ว  ในที่สุดฉันจึงตัดสินใจ…หนี! ฉันวิ่งออกจากตัวบ้าน  รีบปีนรั้วออกมาด้วยความหวาดกลัวสุดจะบรรยาย  ในใจคิดเพียงแค่ว่าจะต้องหนีไปให้ไกลที่สุด  ถ้าหนีไปซ่อนที่บ้านคนรู้จัก  ไม่นานเขาคงตามมาจนเจอ  ไม่มีเวลาให้คิดนานนัก  ในที่สุดฉันจึงตัดสินใจวิ่งหนีเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในป่าท้ายหมู่บ้าน ฉันนั่งขดตัวอยู่หลังพงไม้  มองไม่เห็นอะไรนอกจากความมืด  แม้ป่าในยามวิกาลจะน่ากลัวขนาดไหน  แต่ฉันเชื่อว่าไม่เท่านรกในบ้านตอนนี้  ฉันร้องไห้จนน้ำตาแทบเป็นสายเลือด  ภาวนาขออย่าให้เขาตามมาเจอตอนนั้นเอง  จู่ ๆ ภาพของแม่ที่พยายามรั้งฉันไว้ไม่ให้มาที่นี่ก็ปรากฏชัดขึ้นมาในห้วงความคิดและฉายวนซ้ำไปมาอยู่อย่างนั้น  แม่คงรู้สึกเจ็บช้ำมากกว่านี้หลายเท่า  ความละอายบาดลึกถึงขั้วหัวใจ…ฉันอยากกลับบ้าน  ถ้าย้อนเวลาได้ฉันจะไม่มาเหยียบที่นี่แต่แรก เมื่อแสงแรกของวันรุ่งขึ้นเริ่มส่องฉันรีบวิ่งออกจากป่าไปยังบ้านเพื่อนที่อยู่ห่างออกไป  สภาพฉันตอนนั้นไม่ต่างจากคนบ้าเท่าไหร่  เพราะไม่แค่หน้าผมมอมแมม  เสื้อผ้าขาดวิ่น  หรือรอยแผลตามตัวเท่านั้น  แต่ยังรวมถึงสติสตังของฉันที่ไม่ครบร้อยเหมือนเดิมแล้ว  ฉันมองเห็นต้นตามมาหลอกหลอนอยู่ตลอดเวลา  พาให้รู้สึกหวาดกลัวและเสียใจในคราวเดียวกัน  ตอนนั้นฉันกลายสภาพจากดาวเด่นในสายตาเพื่อนฝูงเป็นอีบ้าที่สุดแสนจะน่าเวทนาไปเสียแล้ว เพื่อนช่วยฉันให้กลับบ้านที่กรุงเทพฯโชคยังดีที่แม่ยินดีต้อนรับฉันกลับบ้าน  ส่วนพ่อยังคงโกรธฉันไม่ยอมหาย  ความบอบช้ำทางกายและใจทำให้ฉันต้องรักษาตัวเป็นเวลานาน  นอกจากรักษาแผลที่โดนทำร้ายแล้วยังต้องพบจิตแพทย์เพื่อบำบัดอาการทางจิตอยู่เป็นปี ๆ เมื่อพายุร้ายจางหายไป  ก็ถึงเวลาของสายรุ้ง  ฉันเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเองใหม่สำนึกแห่งความผิดบาปที่มีต่อพ่อแม่ผลักดันให้ฉันทำทุกอย่างให้ท่านภูมิใจ  ฉันเรียนต่อพร้อมกับเริ่มทำงานในอาชีพและตำแหน่งที่สามารถเลี้ยงดูท่านได้อย่างสบาย  ฉันเฝ้าดูแลท่านไม่ห่าง  ทำหน้าที่ลูกอย่างสุดกำลังเพื่อชดเชยวันเวลาหนึ่งปีที่ฉันต้องทำให้ท่านร้องไห้  แม้ฉันจะกลับไปแก้ไขอดีตไม่ได้แล้วแต่อย่างน้อยเวลานี้ครอบครัวของเราก็กลับมามีความสุขกันได้อีกครั้ง ไม่นานนักก็มีชายหนุ่มแสนดีเข้ามาในชีวิตฉัน  เขาทั้งอบอุ่น  ใจเย็น  เป็นผู้นำเป็นสุภาพบุรุษ  และแสนดีที่สุดเท่าที่เคยเจอมา  แม้จะไม่ใช่ผู้ชายหล่อเหลา  ไม่ใช่ผู้ชายกระเป๋าสตางค์หนา  แต่ฉันก็รักเขาหมดหัวใจเขามองข้ามอดีตอันแสนเลวร้ายของฉันไปหมดและขอให้ฉันปล่อยวางมันลงเช่นกัน…แต่นี่ยังไม่ถึงตอนจบของเรื่อง ระหว่างชีวิตกำลังไปได้สวย  หญิงนิรนามหลายคนที่เคยโทร.มาเยาะเย้ยฉันคราวนี้กลับโทร.มาร้องห่มร้องไห้ว่าต้นทิ้งพวกเธอไป  หนำซ้ำผู้หญิงบางคนบอกว่าเธอกำลังตั้งท้องกับต้นและจะไปทำแท้ง  ได้ยินอย่างนั้นฉันก็ทิ้งความแค้นไปชั่วขณะ หันมาปลอบโยน  ให้ข้อคิดและกำลังใจ  เพื่อให้เธอหยุดความคิดบาปเหล่านั้น  นั่นทำให้หญิงสาวหลายคนกลายมาเป็นเพื่อนที่ดีกับฉัน  ขณะเดียวกันก็มีหญิงสาวหน้าใหม่โทร.มาเยาะเย้ยฉันเป็นระยะ ๆ ทุกวันนี้ฉันพยายามลบภาพความทรงจำที่เคยมีกับต้นเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่กับผู้ชายคนปัจจุบันแต่เรื่องร้าย ๆ ก็มักตามมาหลอกหลอนอยู่เสมอ  ต้นยังใช้เบอร์โทรศัพท์แปลก ๆ โทร.เข้ามาเป็นระยะหลายครั้งโทร.มาขอคืนดี  หลายครั้งโทร.มาขอมีเพศสัมพันธ์อย่างหน้าไม่อาย  ทว่าผู้ชายแสนดีของฉันกลับให้อภัยและคอยเป็นกำลังใจให้กัน แม้ฉันจะเจอผู้ชายที่ดีที่สุดในชีวิตแล้วแต่ฉันกลับไม่อาจเป็นหญิงแสนดีสุดเพอร์เฟ็กต์ให้เขาได้  บทเรียนในอดีตทำให้ฉันกลายเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย  งี่เง่า  ตามเฝ้าตามหึงหวงคนรัก  ทั้ง ๆ ที่เขาไม่เคยนอกใจฉันเลยแม้ในความคิด  ฉันอารมณ์ร้าย  ฉุนเฉียว  เกรี้ยวกราด  ทำลายข้าวของรุนแรงขึ้นทุกวัน  โดยที่ฉันไม่สามารถควบคุมตัวเองได้เลย  และที่แย่ไปกว่านั้น  คือฉันก็ไม่รู้ว่าเขาจะอดทนกับฉันได้นานสักแค่ไหน นั่นอาจเป็นเพราะความสะเพร่าของฉันในอดีตที่ได้ทิ้งรอยตำหนิเอาไว้ให้ดูต่างหน้า…ตำหนิที่ไม่ใช่บาดแผลร่างกายหากแต่เป็นตำหนิที่เป็นแผลลึกลงในใจที่อาจทำให้ฉันสูญเสียคนดี ๆ คนหนึ่งไปสักวัน  แง่คิดจากพระมหาวีระพันธุ์ ชุติปัญโญ (นามปากกา  ชุติปัญโญ) วัดป่าอกาลิโก จังหวัดกาฬสินธุ์ ตำหนิที่น่ากลัวยิ่งกว่าสิ่งใด  มิใช่ตำหนิที่เป็นบาดแผลอันเกิดจากการถูกกระทำของผู้อื่น  แต่คือ “การทำใจให้รู้สึกร้ายกับตัวเอง” ต่างหาก  เพราะเมื่อคนอื่นกระทำต่อเรา  แม้อาจเจ็บปวดเมื่อครั้งถูกทำร้าย  ถ้าหากรู้จักเรียนรู้ที่จะให้อภัยและวางใจเป็น  เรื่องร้าย ๆ เหล่านั้นย่อมทำให้เรารู้สึกเจ็บปวดน้อยลงและหายไปได้สักวัน แต่คราใดเมื่อถูกผู้อื่นทำร้ายแล้วเราทำใจให้ “จมอยู่กับความรู้สึกร้าย” นั้นพร้อมกับสร้างความโกรธเกลียดชิงชังขึ้นมาในใจตน  ความทุกข์ที่ถูกฝังลงไปโดยมีเราเป็นผู้ยินดีที่จะเสพอารมณ์แห่งความร้ายกาจในจิตตนนั้น  ย่อมกลายเป็นเชื้อโรคร้ายที่จะทำลายเราทุกขณะ  และพร้อมจะแพร่ความร้ายนั้นไปสู่ผู้อื่นอย่างไม่มีประมาณ ฉะนั้น  หากมีตำหนิที่เกิดขึ้นจากการใช้ชีวิต  จงนำ “ตำหนิคือความผิดพลาดนั้น” มาเป็นครูสอนชีวิตให้ฉลาดขึ้น มิใช่ขลาดเขลากว่าเดิม  มิควรจมอยู่กับอดีตที่ปวดร้าวจนลืมเยียวยาชีวิตที่เหลืออยู่  แต่ควรทำบาดแผลแห่งอดีตให้กลายเป็น “แผลเป็น” ให้ได้  คือแม้เหตุการณ์นั้นไม่เคยหายไปจากใจแต่ก็ไม่อาจทำให้ใจเรารู้สึกเจ็บปวดเมื่อคิดถึงมัน  จงเรียนรู้ความผิดพลาดเมื่อคราอดีตเพื่อสร้างปัจจุบันให้ทรงคุณค่าแล้วปัจจุบันที่ถูกหล่อเลี้ยงด้วยสิ่งที่มีความหมายที่งดงามกว่าจะกลายเป็นสิ่งที่ช่วย “ก่อสุข” ให้กับเรา  ทั้งในปัจจุบันที่มีชีวิตอยู่และอนาคตที่กำลังจะก้าวไป… เรื่อง พเยีย  เรียบเรียง รำไพพรรณ  บุญพงษ์  ภาพ สรยุทธ  พุ่มภักดี  สไตลิสต์ สุธีร์  รติวัฒน์บุญญา บทความน่าสนใจ Dhamma Daily : เผลอพูดจาตำหนิพ่อแม่เป็น บาป หรือไม่ แก้ไขอย่างไรดี ชวนเที่ยว 5 วัด […]

1 บาท รักษาทุกโรค! คุณสุรัตน์ วงศ์ชาญศิลป์

1 บาท รักษาทุกโรค! คุณสุรัตน์ วงศ์ชาญศิลป์ ท่ามกลางแสงสีบริเวณถนนข้าวสารและบางลำพู ตรงข้ามกับโรงแรมเวียงใต้คือที่ตั้งของ คลินิกเวชกรรม สุรัตน์ คลินิกรักษาโรคฟรีที่แอบซ่อนตัวอยู่อย่างเงียบๆ เจ้าของคลินิกแห่งนี้คือ คุณสุรัตน์ วงศ์ชาญศิลป์ อดีตนายกสมาคมผู้ประกอบการถนนข้าวสารและประธานชมรมสุรัตนธรรม “ผมเคยได้ยินเรื่องของคุณหมอ 5 บาท ที่คนไหนมีเงินท่านก็เก็บเงิน ไม่มีเงินก็จ่ายแค่ห้าบาท ก็ยังนึกชมท่านอยู่ในใจ แต่ไม่เคยคิดจะเปิดคลินิกเอง เพราะเราไม่มีความรู้ด้านนี้เลย” จนกระทั่งเมื่อสี่ปีที่แล้ว มารดาของ คุณสุรัตน์ วงศ์ชาญศิลป์ ซึ่งมีโรคประจำตัวคือ โรคหัวใจ เบาหวาน คอเลสเตอรอล ป่วยหนักต้องเข้าห้องไอซียู เขาจึงจุดธูปหน้าโรงพยาบาลแล้วอธิษฐานว่า หากคุณแม่หายจะเปิดคลินิกรักษาพยาบาลฟรี ไม่น่าเชื่อว่าวันรุ่งขึ้น อาการของคุณแม่ก็กลับเป็นปกติ “ตอนออกจากโรงพยาบาล ผมเลยบอกแม่ว่าจะทำคลินิกรักษาฟรีท่านก็ว่า ดีแล้ว ทำไปเถอะ…บุญกุศลที่ทำจะได้ติดเนื้อติดตัวเราไปตลอดชีวิต” หลังจากนั้น เมื่อผู้เช่าตึก 3 ชั้นตรงข้ามโรงแรมเวียงใต้จะย้ายที่ เขาจึงทำการปรับปรุงชั้นสองของตึกนั้นให้กลายเป็นคลินิกรักษาคนไข้ฟรีทันที โดยใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน เพื่อให้ถูกต้องตามกฎหมาย คุณสุรัตน์ วงศ์ชาญศิลป์ ได้สอบถามไปยังกระทรวงสาธารณสุขว่า หากจะเปิดคลินิกรักษาฟรีจะต้องดำเนินการอย่างไรบ้าง “ทางนั้นตอบกลับมาว่า รักษาฟรีไม่ได้ ผิดกฎกระทรวง แต่ถ้าเปิดแล้วจะเก็บถูกเก็บแพงก็เรื่องของคุณ นี่คือที่มาของสโลแกน […]

True Story : ชมพู่ ก่อนบ่าย ฉันชอบปัญหา เพราะมันทำให้เราแข็งแรงขึ้น

True Story : ชมพู่ ก่อนบ่าย ฉันชอบปัญหา เพราะมันทำให้เราแข็งแรงขึ้น ถึงครอบครัว ชมพู่ ก่อนบ่าย ธัณย์สิตา สุวัชราธนากิตติ์ จะยากจน พวกเราสี่คนต้องอยู่รวมกันในห้องแถวเล็กๆ แล้วก็มีมอเตอร์ไซค์เก่าๆ อีกแค่หนึ่งคัน แต่พ่อกับแม่ก็พยายามเลี้ยงลูกๆ อย่างดีที่สุด ไม่เคยปล่อยให้ลูกๆ ต้องลำบากอดมื้อกินมื้อ ชมพู่จึงฝันอยู่เสมอว่า อยากโตไวๆ จะได้ทำงานหาเงินมาเลี้ยงดูพ่อแม่ได้บ้าง ความที่ชอบกล้าแสดงออกและพอจะร้องเพลงได้หลายแนว ชมพู่จึงชวนเพื่อน ๆ ตั้งวงดนตรีกันตั้งแต่มัธยมต้น โดยไม่พลาดที่จะรับหน้าที่นักร้องนำเอง วงของชมพู่นอกจากจะเล่นในโรงเรียนแล้ว บางทีก็ส่งไปประกวดตามที่ต่าง ๆ ด้วย พอปิดเทอมวงเราก็ไปรับจ๊อบตามร้านอาหารต่อ ช่วงนั้นนอกจากร้องเพลงแล้ว ชมพู่ก็ยังรับจ๊อบเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น แจกใบปลิวตามห้าง แจกสินค้าทดลอง ฯลฯ ถึงต้องทำงานแทบทุกเสาร์ - อาทิตย์ แต่ชมพู่ก็สู้ตายเพราะตั้งใจว่า ก่อนจะดูแลพ่อแม่ ต้องเริ่มจากดูแลตัวเองให้ได้ก่อน พอใกล้เรียนจบ เพื่อน ๆ หลายคนเริ่มวางแผนไปสมัครงานตามออฟฟิศต่าง ๆ มีแต่ชมพู่ที่ปฏิเสธไม่ไปอยู่คนเดียว เพราะรู้ดีว่าตัวเองเป็นคนที่อยู่นิ่ง ๆ ไม่ได้ คงไม่เหมาะกับงานออฟฟิศนั่งโต๊ะแน่ ๆ แถมตอนนั้นรายได้จากการร้องเพลงก็พอใช้ได้และเป็นงานที่สนุก ชมพู่จึงตัดสินใจร้องเพลงตามเดิมไปก่อน แต่แล้ววันหนึ่ง โชคชะตาของเด็กจน ๆ ก็พลิกผันครั้งใหญ่ เมื่อ น้าโย่ง เชิญยิ้ม บังเอิญ ได้มาเห็น “แวว” บ้า ๆ บอ ๆ บวกกับความฮาแบบไม่มีกั๊กของชมพู่เข้า น้าโย่งจึงชวนให้ลองไปแคสติ้ง (casting) บทตลกในรายการก่อนบ่ายคลายเครียด ดู เผื่อจะเข้าตาทีมงานบ้าง เมื่อเห็นว่าเป็นโอกาสดีที่จะได้ลองทำอะไรใหม่ ๆ ดูบ้าง ชมพู่จึงตอบตกลงทันที ในวันแคสติ้ง พี่เป็ด เชิญยิ้ม ก็สั่งให้ชมพู่เข้าฉากกับน้าโย่งแบบสด ๆ ไม่มีสคริปต์ เพราะต้องการดูว่ามีไหวพริบเหมาะกับการเป็นตลกหรือไม่ ชมพู่อาศัยประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมาบวกกับความบ้าเฉพาะตัวทำให้การแคสติ้งวันนั้นผ่านพ้นไปได้ด้วยดี พร้อม ๆ กับมี “ชมพู่ ก่อนบ่าย” ตลกหญิงดาวรุ่งแจ้งเกิดในเวลาต่อมา รายได้จากอาชีพนักแสดงตลกนอกจากจะทำให้ดูแลตัวเองได้ดีขึ้นแล้ว ชมพู่ยังสามารถเลี้ยงดูพ่อแม่และน้องชายได้ด้วยเท่านั้นยังไม่พอ ชมพู่ยังเริ่มฝันต่ออีกว่าน่าจะมีกิจการเล็ก ๆ ให้ที่บ้านด้วย จะได้มั่นคงมากขึ้น ระหว่างที่คิดว่าจะทำอะไรดี ก็นึกขึ้นมาได้ว่า แม่เคยพูดเปรย ๆ ไว้ตั้งแต่ชมพู่ยังเด็กว่า “อยากทำร้านอาหาร”ด้วยความที่อยากให้ฝันของแม่เป็นจริง ชมพู่จึงเริ่มหารือกับหุ้นส่วนก่อนจะตกลงทำร้านอาหารที่ชลบุรีในเวลาต่อมา จากนั้นก็ซื้อที่ดิน 2 ไร่ แบ่งเป็นร้านอาหาร 1 ไร่ และที่จอดรถอีก 1 ไร่ แต่เชื่อไหมคะว่าชมพู่ทำโปรเจ็กต์ใหญ่ขนาดนี้ทั้งที่ไม่มีเงินเก็บเลย ต้องอาศัย “การหมุนเงิน” จากบัตรเครดิตที่มีอยู่นับสิบใบอย่างเดียว ในไม่ช้าร้านอาหารในฝันของแม่ก็เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาจริง ๆ เราทุกคนในบ้านช่วยกันดูแลงานด้านต่าง ๆ เมื่อมีเวลาว่าง ชมพู่ก็จะรีบตีรถจากกรุงเทพฯเข้ามาช่วยงานที่ร้านทันที ไม่ว่าตำแหน่งไหนชมพู่ก็ทำได้หมด ตั้งแต่พนักงานต้อนรับ เด็กเสิร์ฟนักร้อง ไปจนถึงผู้จัดการร้าน เวลาผ่านไปเกือบ 2 ปี กิจการกำลังไปได้ด้วยดี แต่จู่ ๆ ชมพู่ก็เกิดขัดแย้งกับหุ้นส่วนอย่างรุนแรง จนพ่อกับแม่ขอให้“ถอนเงินลงทุนทั้งหมด” ออกจากร้านทันที ทว่าเรื่องกลับไม่จบลงง่าย ๆ เพราะแทนที่จะได้เงินทุนติดไม้ติดมือกลับมาด้วย ชมพู่กลับต้องหอบ “หนี้สินก้อนโต” มาแทนเสียนี่!…หนี้เหล่านี้เกิดจากการหมุนเงินของชมพู่ที่เล่ามาข้างต้นนั่นเอง แรก ๆ ก็ยังไม่หนักใจเท่าไหร่ คิดว่าทำงานไปเรื่อย ๆ ก็คงใช้หนี้ได้หมด แต่พอแม่เริ่มเฉลยว่า จริง ๆ แล้วร้านยังมีหนี้ตรงนั้นตรงนี้อีกหลายก้อน ชมพู่ก็เริ่มเครียดเพราะกลายเป็นว่า เบ็ดเสร็จแล้วชมพู่ต้องใช้หนี้ถึง 4 ล้านบาท จากช่วงชีวิตที่กำลังไปได้ดี จู่ ๆ ก็ต้องมาสะดุดครั้งใหญ่ แต่โชคดีที่ชมพู่ไม่ใช่คนจมอยู่กับปัญหา คิดแค่ว่าเมื่อปัญหาเกิดแล้วเราก็ต้องรีบแก้ไข จะได้ทำอะไรใหม่ ๆ ต่อไปได้ สมัยเด็ก ๆ เราเคยลำบากมากกว่านี้ ต้องทำงานสารพัด แต่ก็ยังผ่านมาได้ แม้วันนี้เราจะมีหนี้ก้อนใหญ่ แต่ก็ยังโชคดีที่มีงานทำอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นเราต้องจัดการปัญหานี้ได้แน่ ๆ ถ้าจะใช้หนี้ให้หมดเร็วขึ้น ก็ต้องยอมปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตใหม่ด้วยการ“ลดรายจ่ายฟุ่มเฟือยลง” ใช้จ่ายเท่าที่จำเป็นขณะเดียวกันก็ต้อง “หารายได้เพิ่มขึ้น” ด้วย ช่วงนั้นจึงเป็นโอกาสดีที่ชมพู่ได้ลองท้าทายตัวเองด้วยงานใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นงานพิธีกร งานอีเว้นต์ รวมไปถึงละคร เชื่อไหมคะว่า ชมพู่มีคิวงานแน่นเอี้ยดทุกวัน บางวันต้องวิ่งรอกถึง 3 – 4 งาน กินนอน พักผ่อนไม่เป็นเวลาเลย ตอนนั้นต่อให้ทำงานมากเท่าไหร่ก็ไม่เหนื่อย เพราะนอกจากจะรู้สึกสนุกไปกับงานทุกชิ้นแล้ว ยิ่งพอคิดว่า “เรามีหนี้ที่ต้องใช้” ชมพู่ก็ยิ่งมีแรงฮึดว่าต้องทำให้ได้ เรียกว่า “เป็นช่วงชีวิตที่ทำงานเป็นบ้า โดยมีหนี้เป็นแรงผลักดันและแรงบันดาลใจ” หนึ่งปีต่อมา ด้วยความทุ่มเทแบบสุดตัว ชมพู่ก็สามารถใช้หนี้ก้อนโตได้สำเร็จอย่างที่ตั้งใจ คราวนี้ก็เริ่มต้นเก็บเงินกันใหม่ ไม่มัวมานั่งเสียดายเวลาอยู่ เพราะตราบใดที่ยังมีแรง ไม่ขี้เกียจ ไม่นานก็หาใหม่ได้ บทเรียนเรื่องหนี้ก้อนโตนี้ยังสอนให้รู้ว่า การทำธุรกิจต้องคิดให้รอบคอบอย่าใจร้อนด่วนตัดสินใจ ต้องวางแผนเป็นขั้นเป็นตอนเพื่อป้องกันให้เกิดปัญหาตามมาน้อยที่สุด ไม่ว่าจะเรื่องหุ้นส่วนหรือเรื่องเงิน การโหมทำงานหนักในครั้งนั้นยังทิ้ง“ของฝาก” ไว้ให้ชมพู่จนทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นโรคหมอนรองกระดูกฉีก ซึ่งเกิดจากการทำงานที่มีทั้งต้องใส่รองเท้าส้นสูงนาน ๆ การออกท่าออกทางหนัก ๆ ตามสไตล์นักแสดงตลก ตลอดจนการกินอาหารและการพักผ่อนไม่เป็นเวลา ทำให้ชมพู่มีอาการโรคกระเพาะและโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบรบกวน สิ่งเหล่านี้ทำให้ชมพู่รู้ว่า บางครั้งการโหมทำงานเพื่อหาเงินได้มาก ๆ เพราะหวังจะได้ใช้เงินนั้นเพื่อความสุขของตัวเอง แต่เอาเข้าจริงเรากลับไม่ได้ใช้เงินก้อนนั้นทำอย่างอื่น นอกจากต้องใช้รักษาตัวเอง ซึ่งมันไม่คุ้มกันเลย การทำงานจึงเหมือนการใช้ชีวิตที่ควรยึดทางสายกลาง อย่าทำอะไรหักโหมเกินตัวเพื่อรักษาร่างกายเราไว้นาน ๆ รวมทั้งการให้เวลากับงานแต่ละงานอย่างเต็มที่ ย่อมทำให้งานทุกชิ้นของเรามีคุณภาพยิ่งขึ้นราวกับว่า งานทุกชิ้นเป็นงานที่ดีที่สุด บทความน่าสนใจ ” อยู่กับความเป็นจริง […]

ไม่มีน้ำตาจากปัตตานี เปิดเรื่องจริงอันเจ็บปวดของหญิง ชายแดนใต้

ไม่มีน้ำตาจากปัตตานี เปิดเรื่องจริงอันเจ็บปวดของหญิง ชายแดนใต้ ภาพสามีถูกยิงตายคาที่ในรถกระบะ  เนื้อตัวเต็มไปด้วยเลือดยังติดอยู่ในความทรงจำของฉันไม่เคยจางหาย  แต่ที่ทำให้ฉันหวาดกลัวยิ่งกว่าคือ การที่ลูกเล็ก ๆ อีก 3 คนก็อยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย…เด็กน้อยที่เปรียบเหมือนผ้าขาว ฉันไม่อาจล่วงรู้เลยว่า พวกเขาจะจดจำความรุนแรงที่เกิดขึ้นใน ชายแดนใต้ วันนั้นอย่างไรบ้าง เหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เกิดขึ้นวันแล้ววันเล่าจนกลายเป็นเรื่องชาชิน  ฉันเองไม่เคยคิดว่าเหตุการณ์ร้าย ๆ จะเกิดขึ้นกับครอบครัวของเรา  ที่ประกอบไปด้วยพ่อ  แม่  และลูก ๆ อีก 4 คน  เพราะฉันมักจะคิดว่า  “เราไม่เกี่ยวอะไรเลย  เราก็ทำมาหากินของเรา”แต่ในความเป็นจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น! ความจริงแล้วฉันเป็นคนไทยพุทธที่เกิดและเติบโตในจังหวัดขอนแก่น ด้วยความยากจน  หลังเรียนจบ ป. 6 จึงต้องไปหางานทำที่กรุงเทพฯ ฉันได้งานรับจ้างเป็นพี่เลี้ยงเด็กและเป็นคนงานในโรงงานผลิตที่นอน หลังมีลูกคนแรกได้ไม่นานฉันก็ตัดสินใจหย่าขาดจากสามีและตั้งหน้าตั้งตาเลี้ยงลูกสาว (น้องปอนด์) ตามลำพัง จนวันหนึ่งพี่ชายก็แนะนำให้ฉันรู้จักกับสามีซึ่งเป็นมุสลิมที่ทำงานขายเครื่องเสียงตามบ้าน พบเจอกันไม่กี่ครั้งเขาก็ขอฉันแต่งงานเพราะอยากสร้างครอบครัว ฉันไม่รู้มาก่อนว่าการนับถือศาสนาอิสลามต้องปฏิบัติตัวอย่างไร แต่ก็ตอบตกลงโดยไม่ลังเลใจ หลังใช้ชีวิตคู่ด้วยกันได้ไม่นาน  สามีก็เปลี่ยนจากการขายเครื่องเสียงมาเป็นลูกจ้างในฟาร์มเลี้ยงนกเขาแถวรามอินทรา ทำได้ราวปีกว่า ๆ เจ้านายก็สนับสนุนให้ไปเปิดฟาร์มเลี้ยงนกเขาที่จังหวัดปัตตานี ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขา และนี่ก็คือจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ที่ฉันไม่มีวันลืม… เราสองคนมีความฝันที่จะสร้างครอบครัวที่มีความสุขด้วยกัน  สามีอายุมากกว่าฉันถึง 21 ปี เขามีความเป็นผู้ใหญ่ จิตใจโอบอ้อมอารี ไปอยู่ที่ไหนใครก็รัก หลังแต่งงานฉันได้ปฏิบัติตนตามหลักศาสนาอิสลามอย่างเคร่งครัด  ละหมาดวันละ 5 เวลา และปฏิญาณตนว่า  ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์และนบีมุฮัมมัดซึ่งเป็นศาสนทูตของอัลลอฮ์ ฉันใช้ชีวิตกลมกลืนไปกับมุสลิมคนอื่น ๆ ซึ่งดูแลฉันเสมือนเป็นญาติพี่น้อง  โดยเฉพาะเจ้าของบ้านเช่าที่เอาใจใส่ครอบครัวของเราเป็นอย่างดี  เราใช้พื้นที่บริเวณบ้านเช่าสำหรับเลี้ยงนกเขานับร้อยตัว ทว่าหลังเกิดเหตุโศกนาฏกรรมที่กรือเซะ  ลูกค้าจากกรุงเทพฯ  อินโดนีเซียและมาเลเซียที่เคยมาติดต่อซื้อขายนกเขาเริ่มลดลง  จนทำให้เราต้องย้ายจากบ้านเช่าหลังเก่าไปอยู่บ้านหลังใหม่ที่ตำบลตะลุโบะซึ่งใกล้ตัวเมืองมากขึ้น  เพื่อให้ลูกค้าเดินทางได้สะดวก แต่ถึงแม้จะย้ายที่แล้ว  ลูกค้าก็ยังไม่เพิ่มขึ้น ฉันซึ่งเป็นแม่บ้าน นอกจากจะทำงานบ้านและดูแลลูก ๆ อีก 4 คนแล้ว ก็ยังต้องช่วยสามีอีกแรงด้วยการทำส้มตำขายหน้าบ้านปรากฏว่าขายดี  เราจึงเริ่มขยับขยายไปขายส้มตำที่ตลาดนัดหน้าปอเนาะบาบอเซะซึ่งอยู่ชานเมืองของจังหวัดปัตตานี  มันเป็นการไปขายครั้งแรกของฉัน  และเป็นครั้งสุดท้ายที่ฉันได้เห็นหน้าสามีผู้เป็นที่รัก บ่ายสามของวันนั้น  สามีช่วยฉันเตรียมเครื่องไม้เครื่องมือ  เขาพูดให้กำลังใจฉันว่า  “เราต้องขายดีและขายหมดแน่ ๆ เลยเจ๊ะ”  สามีมักจะเรียกฉันว่า “เจ๊ะ”  เป็นภาษาอิสลามแทนคำว่าแม่  ส่วนฉันก็มักจะเรียกสามีว่า “อาเบ๊าะ” แทนคำว่าพ่อ  ตอนนั้นน้องปอนด์ ลูกสาวคนโตอายุ 11 ขวบ  น้องมัซ ลูกสาวคนถัดมาอายุ 7 ขวบ  น้องธัน ลูกชายคนเดียวอายุ 4 ขวบ และน้องดา ลูกสาวคนเล็กอายุ 2 ขวบ เราต่างช่วยกันขนของขึ้นรถไปขายที่ตลาด  ขนของเสร็จเขาก็กลับบ้านไปกับลูก ๆ  ฉันไม่คิดเลยว่าการกลับบ้านของเขาครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายที่เราจะได้เจอกัน…ไม่มีคำพูด  ไม่มีคำลา  ไม่มีสัญญาณใด ๆ บอกให้รู้สักนิดว่าเขากำลังจะจากฉันกับลูกไป หลังขายของได้พักหนึ่ง  น้องปอนด์ก็ตามมาช่วย  พอฉันถามว่าใครมาส่ง  ลูกก็ตอบว่า  “อาเบ๊าะมาส่งและจะไปทำธุระต่อน้องก็ไปกันหมดเลย”  ตอนนั้นฉันไม่คิดอะไรและยังขายส้มตำไปเรื่อย ๆ  จนราวหกโมงครึ่ง  ฉันเริ่มรับรู้ถึงความผิดปกติเพราะวันนี้เป็นวันแรกที่ร้านเล็ก ๆ มุงจากของเรายังไม่ได้ต่อไฟฟ้าเข้าร้าน  สามีบอกว่าจะมาจัดการให้ก่อนพระอาทิตย์ตกดิน  แต่นี่เริ่มมืดแล้วเขาก็ยังไม่มา  ฉันเริ่มรู้สึกกระวนกระวายใจ  แต่ก็ยังไม่นึกว่าจะเกิดเหตุการณ์ร้ายขนาดนี้ขึ้นกับเขา เพียงครู่เดียวมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งก็มาจอดที่หน้าร้าน  มีน้องมัซนั่งซ้อนท้ายมาด้วย  ลูกสาวหน้าซีด  ตาแดงเหมือนกำลังจะร้องไห้ “อาเบ๊าะขับรถชนต้นไม้  ถูกยิงด้วย” ลูกสาวเล่าเหตุการณ์ให้ฟังตามประสาเด็กแต่นาทีนั้นหัวใจของฉันหล่นวูบไปถึงตาตุ่ม นึกห่วงลูกคนอื่น ๆ ขึ้นมาทันที “แล้วน้องอยู่ไหน”  ฉันรีบถามหาลูกคนอื่น ๆ ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “มีคนไปส่งน้องที่บ้านแล้ว”  น้องมัซตอบด้วยน้ำเสียงที่ยังตื่นตระหนกอยู่ ตอนนั้นฉันรู้สึกเหมือนหัวใจหยุดเต้นสมองหยุดทำงาน  เห็นรถตำรวจและรถป่อเต็กตึ๊งวิ่งผ่านหน้าฉันอย่างเร่งรีบไปยังที่เกิดเหตุ  หลังจากนั้นฉันก็ขอให้ลูกค้าที่มาซื้อส้มตำขับรถพาฉันไปยังที่เกิดเหตุทันทีมีคนมุงดูเยอะมาก  ผู้คนต่างวิพากษ์วิจารณ์ไปต่าง ๆ นานา  เสียงดังฟังไม่ได้ศัพท์จนฉันหูอื้อตาลายไปหมด ทันทีที่เห็นร่างไร้วิญญาณของสามีผู้เป็นที่รักนอนจมกองเลือดอยู่  ฉันทรุดตัวลงนั่งอย่างหมดเรี่ยวแรง  ไม่มีแม้น้ำตาสักหยด  ร่างของเขาถูกยิงหลายสิบนัดกระสุนถูกจุดสำคัญของร่างกาย  เนื้อตัวของเขาเต็มไปด้วยเลือด  หลายคนที่รู้จักเขาร่ำไห้ด้วยความสงสาร ฉันซึ่งแต่แรกร้องไห้ไม่ออก  ได้แต่มึนงง  เมื่อได้ยินเสียงร้องไห้ของคนอื่นก็เริ่มปล่อยโฮออกมา ต่อไปนี้เรา 5 คนแม่ลูกต้องอยู่กันตามลำพัง  ลูก ๆ จะกลายเป็นเด็กกำพร้าพ่อไม่ต่างกับฉันในวัยเยาว์  แต่สิ่งที่ฉันกังวลใจยิ่งกว่าคือ  การที่ลูก ๆ ทั้งสามคน  น้องมัซน้องธัน  และน้องดาอยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย แม้พวกเขาจะรอดชีวิตมาได้  แต่ฉันไม่อาจแน่ใจได้เลยว่า  เหตุการณ์ครั้งนี้จะไม่สร้างบาดแผลฝังลึกในจิตใจของพวกเขา น้องมัซเล่าว่า  คนร้ายเป็นเด็กหนุ่ม 4 คน ขับมอเตอร์ไซค์มาสองคัน  พวกเขาไม่ได้สวมหมวกหรือปิดบังหน้าตาแต่อย่างใด หลังจากประกบยิงสามีของฉันจนเสียชีวิตและรถเสียหลักไปชนต้นไม้แล้ว  พวกเขาก็ยังเดินอย่างใจเย็นมารื้อค้นข้าวของในรถในขณะที่ลูกของฉันพยายามร้องขอชีวิต “พี่อย่าทำอะไรหนูเลยนะ…”  น้องมัซเล่าให้ฉันฟังด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ  โชคดีที่เด็ก ๆ ไม่ได้รับบาดเจ็บและไม่ถูกทำร้าย น้องมัซเล่าว่า  วัยรุ่นคนหนึ่งที่เป็นคนร้ายพูดว่า  “ไม่เป็นไร  ไม่เป็นไร”  พวกเขาปล่อยชีวิตลูกของฉัน  แต่กลับพรากชีวิตพ่อของพวกเขาไป  เด็ก ๆ ช็อกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะธัน  ลูกชายคนเดียวที่เนื้อตัวเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด  เขาจดจำเรื่องราวต่าง ๆ ฝังใจ จนทำให้สะดุ้งตื่นขึ้นมาร้องไห้และมีความคิดอยากแก้แค้นคนที่มาฆ่าพ่อ เวลาเห็นปืนเด็กเล่น  เขาจะขอร้องให้ฉันซื้อให้  แต่ฉันจะบอกลูกว่า  “เราจะไปยิงคนอื่นไม่ได้  ไม่ดี  ถ้าใครทำผิดเราต้องไปจับเขา  ไม่ใช่ไปยิงเขา  พ่อเคยเป็นตำรวจมาก่อน  พ่อเป็นตัวอย่างที่ดีนะลูก” ฉันคิดว่าสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สามีโดนทำร้ายจนถึงชีวิตอาจมาจากการที่เขาเคยเป็นอดีตตำรวจมาก่อน  จึงทำให้คนบางกลุ่มเกิดความเคลือบแคลงสงสัยในตัวเขา นับตั้งแต่วันที่สูญเสียสามี  ฉันไม่เคยคิดอาฆาตพยาบาทใครเลยแม้แต่น้อย  เพราะเข้าใจสถานการณ์ดีว่า  “ไม่ใช่มีแค่เราที่เจอเหตุการณ์แบบนี้”  ห่วงก็แต่ลูก ๆ เท่านั้น ตอนเกิดเหตุใหม่ ๆ ไม่มีใครหรือหน่วยงานไหนเข้ามาเยียวยาจิตใจของพวกเราเลย  เงินช่วยเหลือที่ได้รับเป็นเพียงแค่วัตถุ  แต่สิ่งที่พวกเราใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องการจริง ๆ คือการเยียวยาจิตใจ   หลังงานศพผ่านไป ภาพของเด็กน้อยที่นอนหลับอยู่เคียงข้างทำให้ฉันคิดว่า  ถ้าฉันอ่อนแอแล้วลูกจะอยู่อย่างไร  นี่คือกำลังใจสุดท้ายที่ทำให้ฉันลุกขึ้นมาและพร้อมที่จะก้าวเดินไปข้างหน้าอีกครั้ง วันนี้จิตใจของฉันเข้มแข็งขึ้นแล้ว  ฉันและเพื่อน ๆ ที่เป็นหม้ายซึ่งได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้รวมกลุ่มกันทำน้ำพริกและเมี่ยงคำสำเร็จรูปในชื่อ “เซากูน่า” (ZAUQUNA) ซึ่งหมายถึง  “รสชาติของเรา” นำไปวางขายตามแหล่งท่องเที่ยวในตัวเมืองปัตตานี  และนำไปออกร้านตามสถานที่จัดงานประชุมรวมทั้งผลิตตามคำสั่งของลูกค้าด้วย  เพื่อช่วยกันสร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคงให้กับตัวเอง ล่าสุดเมื่อกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมาฉันได้รับการคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 10 ของผู้หญิงจากชายแดนใต้ที่ได้รับรางวัล “สตรีต้นแบบ” จากออกซ์แฟม ประเทศไทย   เวลานี้ฉันก้าวข้ามความเจ็บปวดมาได้แล้ว  และอยากจะจับมือผู้หญิงอีกหลายคนให้เดินผ่านหมอกควันแห่งความสูญเสียไปด้วยกัน  ทุกวันฉันได้แต่เฝ้าวิงวอนขอพรต่อองค์อัลลอฮ์ว่า “ขอให้เกิดความสงบในพื้นที่แห่งนี้ด้วยเถิด” ข้อคิดจากพระอาจารย์อานนท์  อัมโรภิกขุ  สวนป่าโพธิ์ธรรม  จังหวัดพังงา “แม้จากไปก็เหลือมรดกทางใจทิ้งไว้” […]

ทุกวันที่ยังมีลมหายใจ นั่นคือ “ความโชคดี” ที่สุดแล้ว เจิน ณิชชาพัณณ์ ชุณหะวงศ์วสุ

ทุกวันที่ยังมีลมหายใจ นั่นคือ “ความโชคดี” ที่สุดแล้ว เจิน ณิชชาพัณณ์ ชุณหะวงศ์วสุ หลายปีก่อน เจิน ณิชชาพัณณ์ ชุณหะวงศ์วสุ  เคยรู้สึกแย่กับชีวิตสุด ๆ ไม่มีความสุขเอาเสียเลย ความรู้สึกนั้นมีมากขึ้นเรื่อย ๆ ถึงขั้น “เกลียดชีวิตตัวเอง” แถมเจินยังเคยคิดด้วยซ้ำว่าเมื่อไหร่จะหมดอายุขัยเสียที จะได้จบ ๆ เรื่อง ไม่ต้องมานั่งทุกข์อย่างนี้ ช่วงที่เกิดเรื่องเจินกำลังเรียนปริญญาโทค่ะ ส่วนงานที่ทำอยู่ก็มีทั้งพิธีกร ถ่ายละคร เท่านั้นยังไม่พอ เจินยังหุ้นกับรุ่นพี่อีกสองคนเปิดบริษัทโปรดักชั่นเฮ้าส์เล็ก ๆ รับจ้างผลิตรายการโทรทัศน์ทั่วไปด้วย บริษัทที่ว่านี้เป็นหนึ่งในความฝันของเจินค่ะ หลังจากคลุกคลีในวงการบันเทิงได้สักพัก รู้จักผู้คนมากมาย เจินก็เริ่มมองเห็นโอกาสที่จะทำเงิน ยิ่งมีหุ้นส่วน 2 คนเคยทำงานโปรดักชั่นมาร่วมด้วย เจินยิ่งมั่นใจ เพียงแต่ระยะแรก ๆ อาจเหนื่อยสักหน่อยเพราะเรามีกันอยู่แค่ 3 คน หลังจากได้โจทย์ผลิตรายการจากสถานีโทรทัศน์มา พวกเราเห็นพ้องกันว่าจะผลิตรายการแรกนี้ด้วยเงินทุนของบริษัท แทนที่จะรองบประมาณจากทางสถานีฯเหมือนผู้ผลิตรายย่อยอื่น ๆ เนื่องจากพวกเราคิดแล้วว่าวิธีนี้สามารถทำเงินได้มากกว่า ขอแค่เราขายโฆษณาได้เท่านั้น พูดง่าย ๆ แอบ “โลภ” นั่นเอง พวกเราทำงานกันตัวเป็นเกลียว ทำอะไรได้ก็ช่วยกันทำ นับแต่งานในออฟฟิศไปจนถึงออกกองไปถ่ายทำ ถึงจะเหนื่อยแค่ไหน แต่เจินก็สู้ไม่ถอย ทุ่มเทสุด ๆ เพราะอยากให้ทุกภารกิจผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ช่วงนั้นกว่าเจินจะได้นอนก็ตีสามหรือตีสี่ไปแล้ว ถ้าวันไหนมีงานมาก ๆ เจินแทบไม่ได้นอนด้วยซ้ำ! แต่แล้วผลกลับออกมาไม่เป็นอย่างที่หวัง นอกจากบริษัทของเราจะขายโฆษณาไม่ได้แล้ว สถานีฯยังไม่ชอบรูปแบบรายการด้วย ทุกอย่างที่ลงทุนไปจึงสูญเปล่า ไม่มีรายรับเข้ามาสักแดงเดียว เท่านั้นยังไม่พอบัญชีของบริษัทยังเริ่ม “ติดลบ” ด้วย เมื่อเห็นท่าไม่ดี พวกเราจึงตกลงยุติบทบาทของบริษัทแต่เพียงเท่านี้ แค่บริษัทเจ๊ง ความฝันพังทลายยังไม่พอ เจินยังมีปัญหาเรื่องความรักเข้ามาอีก ภาวะเหล่านี้ส่งผลให้เจินรู้สึกโคตรท้อนอยด์ จิตตก เครียด นอนไม่หลับ ชีวิตรวนไปหมด ไม่ดูแลตัวเอง หัวฟู สิวพรึ่บ ช่วงที่ขับรถคนเดียวก็ร้องไห้ตาบวม แต่ถึงอาการจะแย่แค่ไหน พอกลับเข้าบ้านปั๊บเจินก็ต้องพยายามทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ยิ้มแย้มมีความสุขเพราะไม่อยากให้คนอื่นพลอยไม่สบายใจไปด้วย เจินใช้ชีวิตบนความทุกข์และเกลียดชีวิตตัวเองอยู่นานเป็นเดือน ๆ จนพี่โปรดิวเซอร์รายการที่ทำอยู่สังเกตเห็นและเอ่ยปากว่า “คนเราต้องแยกแยะให้ได้ระหว่างงานกับเรื่องส่วนตัว อย่าให้ปนกัน ไม่อย่างนั้นจะแย่” ยิ่งได้ฟังเจินก็ยิ่งแย่ รู้สึกว่าต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว โชคดีว่าวันหนึ่งได้ยิน พี่จินนี่ (ธนิดา กาญจนวัฒน์) พูดว่าจะไปปฏิบัติธรรม เจินจึงขอไปด้วยทันทีแบบไม่ลังเล เพราะรู้ดีว่าที่นี่แหละที่เจินจะได้อยู่คนเดียวสมใจ 5 วันในการปฏิบัติธรรมเป็นการเปิดโลกอีกใบหนึ่งที่ทำให้รู้ว่า “เจินทุกข์เพราะอะไร” ทุกข์ทั้งหลายมันเกิดจาก “ความคาดหวัง” ของเจินเองทั้งนั้น อยากให้เป็นอย่างนี้อย่างนั้น พอไม่ได้ก็เจ็บใจ ทุกข์ใจ และเสียใจ ชีวิตข้างหน้าถ้าไม่อยากทุกข์หนักแบบนี้อีก ก็ต้องคาดหวังกับชีวิตน้อยลง แต่ไม่ใช่ว่าให้ใช้ชีวิตแบบไม่มีเป้าหมายนะคะ วางเป้าหมายเอาไว้แล้วค่อย ๆ ไปให้ถึง ทำทุกอย่างแบบพอดี ๆ ไม่ต้องกดดันตัวเอง หลังกลับจากปฏิบัติธรรม จิตใจของเจินเริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ คิดได้ว่าอะไรที่ผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไป มา “เริ่มต้นใหม่” ดีกว่า หลังจากนั้นไม่นาน ชีวิตของเจินก็พบจุดเปลี่ยนอีกครั้งเมื่อได้มารู้จัก พี่แนท (ศุภชัย วิเศษไพฑูรย์ – สามี)น่าแปลกที่ปกติเจินมักไม่ค่อยเปิดใจเล่าอะไรให้ใครฟังง่าย ๆ แม้แต่เพื่อนสนิทก็ยังไม่เล่า แต่เจินกลับกล้าเล่าปัญหาทุกเรื่องให้เขาฟัง เล่าแล้วพี่แนทมักจะมีคำถามย้อนกลับมาให้ได้คิดเสมอ เช่น เจินบอกว่าอยากทำงานให้ได้เงินเท่านั้นเท่านี้ พี่แนทก็จะถามว่า เจินต้องมีเงินมากแค่ไหนถึงจะรู้สึกพอ เป้าหมายในชีวิตของเจินอยู่ตรงไหน นั่นทำให้เจินเงียบไปเลย เพราะนอกจากจะไม่มีใครเคยถามเจินแบบนี้แล้ว เจินเองก็ยังไม่รู้คำตอบด้วยซ้ำว่าเมื่อไหร่ถึงจะพอ […]

ณเดชน์ คูกิมิยะ เผยชีวิตเบื้องหลังซูเปอร์สตาร์ พร้อมเปิดตัวมารดาผู้เป็นดั่งลมใต้ปีก

ณเดชน์ คูกิมิยะ เผยชีวิตเบื้องหลังซูเปอร์สตาร์ พร้อมเปิดตัวมารดาผู้เป็นดั่งลมใต้ปีก บทสัมภาษณ์นี้เกิดขึ้นบนรถไฟหัวกระสุนความเร็วกว่า 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มุ่งหน้าจากเมืองเซ็นดะอิ ประเทศญี่ปุ่นเข้าสู่กรุงโตเกียว ณเดชน์ คูกิมิยะ พระเอกหนุ่มขวัญใจคนไทยย้ายจากที่นั่งข้างๆ มารดาของเขามานั่งข้างๆ ผมเพื่อให้สัมภาษณ์ เสื้อยืดสีขาว กางเกงคาร์โก้ขายาวสีคาราเมลตัวโปรด รองเท้าผ้าใบสีเหลืองอ๋อย แว่นตาเลนส์หนา ผมหน้าม้าที่ปรกหน้าผากเนื่องจากยังไม่ได้ผ่านการตกแต่ง ทำให้เขาดูเด็กลงเมื่อเทียบกับมาดเท่ๆ แบบพระเอกในละคร อาจเพราะความเป็นซูเปอร์สตาร์ยังเดินทางมาไม่ถึงแดนอาทิตย์อุทัย ณเดชน์จึงดูสบายๆ กว่าที่เคยเป็น ห้าวันที่ได้ทำงานใกล้ชิด ทำให้รู้สึกว่าเขาก็เป็นแค่เด็กวัยรุ่นคนหนึ่งที่กำลังเรียนรู้ถูก-ผิดจากสิ่งรอบตัว อาจดูซุกซนในบางครั้ง แต่ต้องบอกว่าเขาเป็นคนมีชื่อเสียงที่น่ารักมากถึงมากที่สุดคนหนึ่งเท่าที่เคยรู้จัก ไม่ถือตัว จิตใจดี มองโลกในแง่บวก มีน้ำใจ ที่สำคัญคือ เป็นวัยรุ่นที่สะกดคำว่า “ธรรมะ” เป็น และยึดถือเป็นแนวทางในการใช้ชีวิต …ณเดชน์หันไปมองซากุระนอกหน้าต่าง แกะข้าวปั้นไส้ปลาแซลมอนใส่ปากอย่างเอร็ดอร่อย ก่อนจะหันมาตอบคำถามที่ร่างขึ้นจากเมืองไทย ซึ่งแน่นอนว่าเป็นคำถามอันเนื่องมาจากความเป็นซูเปอร์สตาร์ของเขานั่นเอง โลกทุกวันนี้เติมไปด้วยสารพัดสิ่ง มีทั้งดีและไม่ดี คิดว่าการเป็นวัยรุ่นที่อยู่ในศีลธรรมยากแค่ไหนครับสำหรับตัวเอง จริงๆ แล้วไม่ยากนะครับ เพียงแต่เราจะมีสติพอที่จะนำมาใช้ให้เหมาะกับวัยและสถานะของตัวเองได้อย่างไร วัยรุ่นเป็นวัยอยากรู้อยากเห็น มีสิ่งที่ต้องเรียนรู้มากมาย แต่ก็ควรมีศีลธรรมกำกับการใช้ชีวิต สิ่งหนึ่งที่วัยรุ่นสมัยนี้ขาดคือเวลาที่ควรจะมีให้ครอบครัว เอาใจใส่ครอบครัว รวมถึงการดูแลข้างในตัวเอง คนสมัยนี้รูปร่างหน้าตาดีกว่าแต่ก่อนเยอะ เพราะวิทยาการหลายอย่างช่วย […]

ทฤษฎีความสุขในทุกวัน ของ ปอ ทฤษฎี สหวงษ์

ทฤษฎีความสุขในทุกวัน ของ ปอ ทฤษฎี สหวงษ์ บางวันเราอาจเห็นผู้ชายคนนี้ ปอ ทฤษฎี สหวงษ์ ร้องและเต้นอย่างสุดเหวี่ยงอยู่กลางตลาด ในขณะที่หลายๆ คืนก่อนหน้านั้นก็อาจได้ชมเขาพลิกบทบาทมาเป็นผู้ใหญ่บ้านหรือว่าไอ้หนุ่มคนยากที่มากด้วยอุปสรรคในชีวิตรัก แต่ไม่ว่าจะรับบทเป็นตัวละครตัวไหน เขาก็จะมุ่งมั่นลงลึกในทุกรายละเอียดอย่างเต็มที่เสมอ ดังที่ได้เคยลั่นวาจาเอาไว้ในหลายๆ ครั้งว่า “ผมจะทำทุกวันให้เหมือนเป็นวันสุดท้ายของชีวิต” ระยะเวลาเพียงไม่กี่ปีในวงการบันเทิงอาจไม่ยาวนานพอที่จะพิสูจน์ถึงคำพูดนี้ แต่จากหลากหลายงานที่เขาทุ่มเททำทั้งในจอและนอกจอ ทั้งงานเพื่อสร้างความบันเทิงและงานช่วยเหลือสังคมที่มีมาอย่างต่อเนื่อง ก็พอจะบ่งบอกไดไม่มากก็น้อยว่า…เขาเต็มที่กับสิ่งที่เขาทำขนาดไหน อย่างไรก็ตาม อย่าเพิ่งปักใจเชื่อข้อความข้างต้นนี้มากนัก จนกว่าคุณจะได้อ่านบทสัมภาษณ์ต่อไปนี้ แรงบันดาลใจที่ทำให้คุณทำกิจกรรมเพื่อสังคมมาค่อนข้างมากในช่วงหลายๆ ปีมานี้คืออะไร ผมคิดว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาสังคมนี้ให้อะไรกับผมเยอะมาก ทำให้ผมมีวันนี้ได้ เพราะฉะนั้นเมื่อถึงจุดที่ผมพอจะตอบแทนสังคมได้บ้างแล้ว ก็อยากจะหากิจกรรมทำเพื่อสังคมบ้าง ในมุมที่ไม่จำเป็นต้องเป็นแค่เพื่อเงินเพียงอย่างเดียว จุดเริ่มต้นที่คุณมาทำหน้าที่ทูตของสมาคมพิทักษ์สัตว์แห่งโลกคืออะไร ปกติผมเป็นคนรักสัตว์อยู่แล้ว พอดีเมื่อปี 2553 ทาง WSPA (World Society for the Protection of Animals) เขามีโครงการล่ารายชื่อผู้สนับสนุนโครงการคุ้มครองสวัสดิภาพและปกป้องสัตว์จากทั่วทุกมุมโลกให้ได้สิบล้านรายชื่อ ซึ่งผมเองได้ร่วมลงชื่อสนับสนุนโครงการนี้ด้วย หลังจากนั้นผมก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นทูตดับเบิลยูเอสพีเอ และได้ไปบรรยายตามโรงเรียนต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องสวัสดิภาพของสัตว์ ผมมองว่าถ้าเราสามารถปลูกฝังให้เด็กๆ เข้าใจในเรื่องนี้ได้ เขาก็น่าจะโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบ นอกจากนั้นผมก็คิดว่า คนที่เลี้ยงสัตว์มักเป็นคนที่จิตใจอ่อนโยนและมีเมตตา ถ้าสังคมมีคนที่จิตใจอ่อนโยนและมีเมตตามากๆ […]

keyboard_arrow_up