คำเตือน! กินวิตามินบี 3 ทำให้ตาบอดได้ (จริงหรือไม่)

กินวิตามินบี 3 ทำให้ตาบอด จริงหรือ เหมือนมีข้อมูลแชร์อยู่ประปราย เกี่ยวกับการ กินวิตามินบี 3 เกินปริมาณที่กำหนด อาจทำให้ตาบอดได้ เรามาดูข้อเท็จจริงในเรื่องนี้กันเลยดีกว่าค่ะ วิตามินบี 3 ทำให้ตาบอดได้อย่างไร กินวิตามิน บี3 (ไนอะซีน) เกินปริมาณทำให้ตาบอดได้  หลายคนไม่ทราบว่าการใช้วิตามิน บี3 (ไนอะซีน) เกินหรือมากกว่าปริมาณแนะนำในแต่ละวัน (RDA) ปริมาณที่แนะนำ 6-19 มิลลิกรัมต่อวัน สามารถนำไปสู่อาการร้ายแรงในดวงตา มีการบวมของจอตา เเต่ถ้าหากไม่ได้รับการรักษาทันถ่วงที อาจทำให้เกิดการเสียหายของดวงตาอย่างถาวรได้ หรือตาบอดไปตลอดชีวิต บางคนกินวิตามิน บี3 เพื่อลดโคเลสเตอรอลในเลือดสูง บางคนใช้เพื่อช่วยปรับสีผิวหรือทำให้ผิวขาวขึ้นและที่แย่กว่านั้นคือการฉีดวิตามิน บี3 เพื่อให้ผิวขาวขึ้น งานวิจัยว่าอย่างไร ข้อมูลการวิจัยไว้ในวารสาร Journal of VitreoRetinal Diseases ระบุว่า การใช้ไนอะซินด้วยตัวเองทำให้เซลล์ในดวงตาของคนไข้เสียหาย ส่งผลให้เกิดอาการบวมน้ำในจอตา แต่ผู้เชี่ยวชาญรายงานว่าการหยุดใช้วิตามินชนิดนี้ได้ทันเวลาทำให้อาการกลับหายไป ดังนั้น ก่อนคิดจะเลือกกินวิตามินบี 3 ต้องปรึกษากับแพทย์ คำนึงถึงปริมาณโดสที่เหมาะสม ก่อนที่จะตัดสินใจใช้ยาเสริมสารอาหารใดก็ตาม รวมทั้งวิตามิน บี3 และมัลติวิตามินด้วย […]

คุณตาแสวงตาบอด-แขนหักสู้ชีวิต รับจ้างงานละ 20 บาท เลี้ยงครอบครัว

คุณตาแสวงตาบอด-แขนหัก สู้ชีวิต รับจ้างงานละ 20 บาท เลี้ยงครอบครัว เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2563 ที่ผ่านมา หลายสื่อข่าวรายงานข่าวว่า พบคุณตาตาบอดข้างเดียว สู้ชีวิต ปั่นจักรยานไปรับจ้างทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ในหมู่บ้าน ได้ค่าแรงครั้งละ 20 บาท คุณตาตาบอดคนนี้ชื่อ แสวง ทองเอม อายุ 63 ปี ต้องเลี้ยงดูภรรยาคือ นางมณี ทองเอน อายุ 67 ปี ซึ่งแขนข้างซ้ายหัก และลูกสาวคนเล็ก น.ส.จันจิรา ทองเอน อายุ 32 ปี ตกงานและท้องแก่ใกล้คลอด     คุณตาแสวงซึ่งตาบอดข้างซ้าย และแขนข้างซ้ายหัก บอกว่าตนมาของานทำเพราะอยากได้เงินใช้บ้าง ได้มากน้อยไม่ว่า ขอแค่ได้ทำงานถอนหญ้า หรืออื่น ๆ ตามรั้วบ้าน หลังบ้าน เพื่อนบ้าน หรือคนรู้จักสงสารก็จะให้ทำงานนิดหน่อย […]

แคโรลีน เคซีย์ “ไม่มีอีกแล้ว… ช้างตัวใหญ่ที่อยู่ในห้อง”

แคโรลีน เคซีย์ “ไม่มีอีกแล้ว… ช้างตัวใหญ่ที่อยู่ในห้อง” ยังจำได้ไหม สิ่งที่คุณอยากทำมากที่สุดในวันครบรอบอายุ 17 ปีคืออะไร สำหรับหญิงสาวชาวไอริชที่มีชื่อว่า แคโรลีน เคซีย์ (Caroline Casey) ผู้ชื่นชอบความเร็ว หลงใหลการผจญภัย และรักความอิสระเป็นชีวิตจิตใจ สิ่งที่เธอตั้งตารอมากที่สุดเมื่ออายุ 17 ปีคือ การไปสอบใบขับขี่เพื่อที่จะได้ขับรถแข่ง แต่แล้วเธอกลับได้รับของขวัญวันเกิดที่ไม่คาดหมายจากจักษุแพทย์ นั่นคือความจริงที่ว่า แคโรลีนมีความผิดปกติทางสายตามาแต่กำเนิด ซึ่งเรียกกันว่าโรคตาเผือก ทำให้เธอมองเห็นได้ไม่ชัด และจะเห็นภายในระยะที่จำกัดไม่เกินหนึ่งช่วงแขนเท่านั้น สิ่งนี้ทำให้แคโรลีนจัดเป็นคนตาบอดตามกฎหมายและไม่มีทางจะได้ขับรถแข่งอย่างที่เธอฝันไว้ ตลอด 17 ปีแคโรลีนไม่เคยรู้ความจริงเหล่านี้มาก่อน และเข้าใจว่าเธอมองเห็นแย่กว่าคนอื่นเพียงเล็กน้อย ด้วยพ่อแม่ไม่บอกความจริงเรื่องความพิการ และให้เธอเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตเหมือนคนปกติ เธอไปโรงเรียนเช่นเดียวกับเด็กทั่วไป วิ่งออกกำลังกายที่ถนนหน้าบ้านในยามเช้า แม้กระทั่งหัดเล่นเรือใบและเข้าใจการบังคับทิศทางจากสัมผัสของลมที่ใบหน้า ตลอด 17 ปีแคโรลีนเชื่อว่าเธอสามารถทำทุกสิ่งที่เธอฝัน แม้กระทั่งเมื่อได้รู้ความจริงจากแพทย์แล้ว 11 ปีหลังจากนั้น แคโรลีนก็ยังคงลองทำงานแทบทุกอย่าง ตั้งแต่เป็นนักโบราณคดี หมอนวดกดจุด และคนสวน! เธอเข้าเรียนต่อในโรงเรียนธุรกิจชื่อดัง และทำงานเป็นที่ปรึกษาให้บริษัทยักษ์ใหญ่ในอเมริกาด้วยวัยเพียง 28 ปี ในช่วงนาทีทองของชีวิต แคโรลีนโหมทำงานอย่างหนักท่ามกลางการแข่งขันทางธุรกิจอย่างสูง โดยไม่มีใครสงสัยในข้อจำกัดของตัวเธอ จนกระทั่งวันที่โลกของแคโรลีนมืดสนิทลง เธอรู้สึกเจ็บปวดที่ต้องสารภาพกับเพื่อนร่วมงานว่า […]

“จะอยู่ดูแลกันไปตลอด” ความรักที่ไม่ยอมทอดทิ้งกันของคุณลุงบอดกับภรรยาที่เป็น ผู้ป่วยนอนติดเตียง 

“จะอยู่ดูแลกันไปตลอด” ความรักที่ไม่ยอมทอดทิ้งกันของคุณลุงบอดกับภรรยาที่เป็น ผู้ป่วยนอนติดเตียง สองสามี-ภรรยาที่ต้องอยู่อย่างยากลำบากที่บ้านเลขที่ 9/3 ม.10 ตำบลตะเสะ อำเภอหาดสำราญ จังหวัดตรัง โดยสามีคือนายพาสน์ เพชรอินทร์ หรือ ลุงบอด อายุ 62 ปี เป็นผู้พิการตาบอดโดยข้างขวาบอดสนิท ส่วนข้างซ้ายนั้นเห็นภาพเลือนลาง ส่วนภรรยาคือนางสาววรรณา จิตรเที่ยง อายุ 53 ปี เป็น ผู้ป่วยนอนติดเตียง ซึ่งอยู่ในสภาพนี้มานานถึง 5 ปีแล้ว โดยได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ตอนนี้อาศัยพึ่งญาติและเพื่อนบ้านคอยช่วยเหลือเป็นครั้งคราว คุณป้าวรรณามีลักษณะแขนขาลีบทั้งสองข้าง ร่างกายผ่ายผอม ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ มีเพียงคุณลุงบอดที่คอยดูแลไม่ห่าง ถึงแม้จะมีหน่วยงานต่าง ๆ นำสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นมามอบให้อยู่บ้าง แต่ก็ไม่เพียงพอ สามี-ภรรยาคู่นี้ยังต้องลำบากอยู่เหมือนเดิม     คุณลุงบอดเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นว่า ตนเองอยู่กินกับภรรยามานานประมาณ 40 ปี มีลูกชายด้วยกัน 3 คน ตอนนี้ก็เติบโตและแยกย้ายกันไปมีชีวิตทำมาหากินกันหมดแล้ว นาน ๆ จึงจะกลับมาเยี่ยมสักครั้ง แต่ก็ไม่ค่อยได้หยิบยื่นเงินทองให้พ่อแม่เพราะลูก ๆ ก็ยังทำงานไม่เป็นหลักแหล่งหาเช้ากินค่ำ […]

เจ้าคณะจังหวัดพะเยาและผู้ใจดีร่วมกันมอบบ้านให้สองแม่ลูกได้มีบ้านที่ปลอดภัยพักอาศัย

เจ้าคณะจังหวัดพะเยา และผู้ใจดีร่วมกันมอบบ้านให้สองแม่ลูกได้มีบ้านที่ปลอดภัยพักอาศัย ไทยรัฐได้นำเสนอข่าวว่า พระราชปริยัติ เจ้าคณะจังหวัดพะเยา พร้อมด้วยผู้ใจดีร่วมกันมอบบ้านให้สองแม่ลูกได้มีบ้านที่ปลอดภัยพักอาศัย หลังจากผ่านเหตุการณ์น้ำท่วมมา หลังจากมีการแชร์เรื่องราวของนางสาวกุหลาบ สองสีใส อายุ 32 ที่ประสบกับปัญหาสุขภาพ เพราะเป็นผู้พิการทางการเคลื่อนไหว และการมองเห็น ทำให้ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ทั้งยังต้องอาศัยอยู่ในบ้านที่มีสภาพบ้านที่ไม่ปลอดภัย เสี่ยงต่อการถูกลักขโมยอีกด้วย จนกลายเป็นที่พูดถึงในวงกว้าง เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2562 พระราชปริยัติ เจ้าคณะจังหวัดพะเยา นำคณะสงฆ์จังหวัดพะเยา พร้อมด้วยนายอัครา พรหมเผ่า ประธานกรรมการฮักบ้านเกิด และตัวแทนมูลนิธิธรรมนัสพรหมเผ่าเพื่อการกุศล และทีมงานร่วมกันมอบบ้านฮอมบุญ และทุนยังชีพแก่นางบุญรอด สองสีใส และนางสาวกุหลาบ สองสีใส บ้านเลขที่ 138 หมู่ 14 บ้านเปื๋อยเปียง ตำบลหย่วน อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา และมอบทุนสมทบค่าซ่อมบ้าน ให้ทางผู้นำหมู่บ้าน  โดยมีผู้ใหญ่บ้านเปื๋อยเปียง นายกเทศมนตรีตำบลหย่วน และประชาชนในหมู่บ้านร่วมพิธีมอบบ้านฮอมบุญอย่างอบอุ่น     พระราชปริยัติ เจ้าคณะจังหวัดพะเยา กล่าวว่า เรื่องของมนุษยธรรมที่ไม่ควรดูดาย หากมีโอกาสหรือความสามารถที่พอจะช่วยเหลือ แบ่งปันก็ควรหยิบยื่นทันที […]

คุณตาพิการตาบอด ขายข้าวหลามเลี้ยงชีพตนและภรรยาที่มีโรครุมเร้า

คุณตาพิการตาบอด ขายข้าวหลามเลี้ยงชีพตนและภรรยาที่มีโรครุมเร้า คุณตาพิการตาบอด วัย 67 ปี เลี้ยงชีพด้วยการขายข้าวหลาม นอกจากขายเพื่อเลี้ยงชีพตนเองแล้วยังต้องจุนเจือภรรยาคู่ทุกข์คู่ยาก วัย 98 ปีที่ป่วยเป็นโรครุมเร้าหลายโรค นางสาวบุษกร เอี่ยมเทศ อายุ 43 ปี สารวัตรกำนันตำบลบางครก อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี เล่าว่า คุณตาท่านนี้ชื่อนายยอม หอมหวล หรือคุณตายอดมักมานั่งขายข้าวหลามอยู่ที่บริเวณลานจอดรถหลังวิหารที่ประดิษฐานหลวงพ่อวัดเขาตะเครา     คุณบุษกร กล่าวว่า เห็นคุณตายอมมานั่งขายข้าวหลามที่วัดเขาตะเคราอยู่บ่อยครั้ง และเธอเล่าถึงความมีน้ำใจของคุณตายอมว่า หากท่านทราบว่าชุมชนมีกิจกรรมสาธารณะ ก็จะนำข้าวหลามมาแจกให้อีกด้วย คุณตายอมตาบอดมาตั้งแต่เด็ก เพราะถูกวัวเตะขณะตามแม่ไปนวดข้าวที่ลานวัว ปัจจุบันอยู่กับภรรยาที่ป่วยเป็นเบาหวาน ความดัน และโรคอื่นอีกหลายโรค ถึงจะยากจนก็ทำมาหากินเพื่อหาเงินมาใช้จ่ายในครอบครัว และเป็นค่ารักษาพยาบาลภรรยา โดยทุกวันศุกร์คุณตาจะจ้างคนในหมู่บ้านมาเผาข้าวหลาม พอถึงวันเสาร์-วันอาทิตย์ก็จะนำข้าวหลามไปขายที่วัดตะเครา ซึ่งขายได้บ้างไม่ได้บ้าง ถ้าเหลือก็จะให้เป็นอาหารลิง ใครแวะไปกราบพระ-ทำบุญที่วัดตะเคราช่วยอุดหนุนข้าวหลามคุณตาด้วยนะคะ   ที่มาและภาพ : www.thairath.co.th บทความน่าสนใจ คุณลุงตาบอด ผู้เด็ดเดี่ยวยึดมั่นความซื่อสัตย์และความอดทนตลอดชีวิต  คุณตาใช้เวลา 2 ปี ปลูกดอกไม้นับพันเพื่อให้ภรรยาตาบอดยิ้มได้อีกครั้ง ดนตรีบำบัดช้าง […]

“มองให้เป็น เห็นด้วยใจ” พลังบวกให้ชีวิตจากผู้อยู่ในโลกมืด

หลังจากมีอาการปวดเอวมาหลายเดือน ก็มีคนแนะนำให้ฉันไปหาหมอนวดตาบอดมือดีคนหนึ่ง ฉันรีบไปทันทีโดยไม่คิดเลยว่า นอกจากจะได้รับความสบายกายแล้ว ยังได้รู้ว่าบางครั้งความสูญเสียอันยิ่งใหญ่ก็กลายเป็นเรื่องเล็กไปได้ เพียงแค่เราทำใจให้เป็นเท่านั้น พอก้าวเท้าเข้าไปในห้องนวดซึ่งอยู่ในโรงแรมแห่งหนึ่ง  ผู้ชายในวัยห้าสิบเศษก็หันมายกมือไหว้ฉัน  พร้อมทักทายด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม  ก่อนจะเดินออกมาต้อนรับอย่างคล่องแคล่ว  ถ้าไม่มีคนบอกมาก่อน  ฉันคงไม่รู้ว่าเขาตาบอด  เพราะดวงตาของเขาภายใต้แว่นกันแดดสีอ่อนไม่มีวี่แววของคนตาบอดสักเท่าไร  หลังจากลงมือนวดไปได้พักหนึ่ง  เขาก็พูดคุยกับฉันในเรื่องต่าง ๆ จนฉันได้รู้ว่าเขาเคยเป็นครูมาก่อน  แต่ต้องลาออกเพราะประสบอุบัติเหตุรถคว่ำ ซึ่งเป็นสาเหตุของความพิการทางสายตาของเขา “ความจริงเหตุการณ์นี้ผ่านมาเป็นสิบ ๆ ปีแล้วครับ   หัวผมถูกกระแทกอย่างแรง แล้วคงกระเทือนไปถึงจอประสาทตา  แต่มันไม่ได้มองไม่เห็นทันทีนะครับ  เพิ่งจะมาส่งผลเมื่อสิบกว่าปีก่อน  ที่ผมเริ่มรู้สึกว่าตาพร่า ตอนแรกนึกว่าไม่ร้ายแรงอะไร  แต่กลับเป็นมากขึ้น ๆ  จนในที่สุดวันหนึ่งทุกอย่างก็มืดมิดไป  เหมือนจอทีวีที่ดับไปเฉย ๆ”  เขาเล่าด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม  ในขณะที่ฉันทั้งตกใจและเศร้าใจจนไม่กล้าถามอะไร  ได้แต่ฟังเขาเล่าต่อไป “ตอนแรกผมรู้สึกเหมือนโลกจะถล่มทลาย  คิดดูซิครับ  ทุกอย่างที่เคยเห็น  และมีสีสันสวยงาม  จู่ ๆ ก็กลายเป็นมืดสนิท ไม่มีกลางวันไม่มีกลางคืน  มีแต่ความมืดมิด ทำอะไร  เดินไปไหนก็ไม่สะดวก  ผิดกับคนที่เขาตาบอดมาแต่กำเนิด  ซึ่งเขาสามารถทำทุกอย่างได้เพราะความเคยชิน  เขาคงไม่เจ็บปวดเท่าคนที่เคยมองเห็นมาค่อนชีวิต ผมเคยคิดจะฆ่าตัวตายหลายครั้งนะครับ เพราะไม่อยากเป็นภาระให้ใคร  งานก็ทำไม่ได้  ไปไหนก็ลำบาก  […]

คุณตาใช้เวลา 2 ปี ปลูกดอกไม้นับพันเพื่อให้ภรรยาตาบอดยิ้มได้อีกครั้ง

คุณตาคุโรกิ ใช้เวลา 2 ปี ปลูกดอกไม้นับพันเพื่อให้ภรรยาตาบอดยิ้มได้อีกครั้ง เมื่อภรรยาต้องกลายเป็นคนตาบอด คุณตาคุโรกิ (Kuriki) ไม่แน่ใจว่าตัวเองจะสามารถดึงภรรยาออกจากวังวนแห่งความสิ้นหวังท้อแท้ได้หรือไม่ แต่ทว่าเธอคือรักแท้และแม่ของลูก ๆ ทั้งสองของเขา เขาจะต้องพยายามให้ถึงที่สุด คุณตาและคุณยายคุโรกิ (ในข่าวไม่ได้บอกชื่อ บอกแต่เพียงนายและนางคุโรกิ) แต่งงานกันในปี 1956 หลังจากที่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันและทุ่มเททำฟาร์มโคนมของตัวเองอย่างหนักในเมืองชินโตมิ ประเทศญี่ปุ่นมานานถึง 30 ปี ทั้งคู่ก็มีแผนในช่วงวัยเกษียณบั้นปลายชีวิตว่า จะเดินทางท่องเที่ยวทั่วประเทศ ซึ่งเป็นเป้าหมายใหญ่ที่คุณตาและคุณยายตื่นเต้นมาก แต่แล้วทุกสิ่งก็เปลี่ยนไปเมื่อคุณยายต้องกลายเป็นคนตาบอดด้วยวัยเพียง 52 ปี ซึ่งเป็นผลมาจากโรคเบาหวานที่กำลังเป็นอยู่ นับแต่นั้นมาใบหน้าของคุณยายก็ไม่มีรอยยิ้มอีกเลย เมื่อแผนการเดินทางท่องเที่ยวสูญสลายหายวับไปกับตา คุณยายคุโรกิก็ยิ่งตกอยู่ในภวังค์ความหดหู่เศร้าหมอง และปิดตัวเองจากโลกภายนอก คุณตาแทบจะสิ้นหวังกับการทำให้ภรรยากลับมาสดใสร่าเริงได้อีกครั้ง แล้ววันหนึ่งคุณตาคุโรกิก็ปิ๊งไอเดียขึ้นมา เมื่อสังเกตเห็นว่า คนที่ผ่านไปมามักจะแวะมาชื่นชมสวนเล็ก ๆ ที่ปลูกดอกชิบะซากุระอันงามสะพรั่งของคุณตาเป็นประจำ คุณตาจึงคิดว่า ถ้าปลูกเพิ่มขึ้นอีกเยอะ ๆ ก็น่าจะดึงดูดผู้คนให้เข้ามาชมมากขึ้น ซึ่งคนเหล่านี้อาจช่วยให้ภรรยาเลิกปิดตัวเอง หันมาพูดคุยกับคนอื่นบ้าง  และถึงแม้เธอจะมองไม่เห็นสีชมพูอันสวยหวานของดอกไม้ แต่เธอต้องได้กลิ่นหอมชื่นใจของมันอย่างแน่นอน ดังนั้นคุณตาคุโรกิจึงปลูกดอกชิบะซากุระเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และในเวลา 2 ปีต่อมาคุณตาก็มีดอกไม้หลายพันดอกรายล้อมรอบบ้านเต็มไปหมด โดยที่คุณตาไม่ได้นึกเลยว่าอีกสิบปีให้หลัง การทุ่มเทให้ภรรยาด้วยความรักนี้จะกลายมาเป็นจุดปักหมุดยอดนิยมที่นักท่องเที่ยวหลั่งไหลมาชื่นชมความงดงามของดอกชิบะซากุระอย่างไม่ขาดสาย ปัจจุบันนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาญี่ปุ่นไม่ได้แค่เพียงมายืนดูดอกไม้เท่านั้น […]

“หลุยส์ เบรลล์” เปลวไฟ…ในโลกมืด

ด้วยมือทั้งสอง สมอง และหัวใจ ทำให้หลุยส์ เบรลล์ เปรียบเสมือนเปลวไฟอันโชติช่วงที่ทำให้โลกอันมืดมิดของคนตาบอดทั่วโลก เปิดกว้างด้วยแสงสว่างแห่งปัญญา

วันที่คนตาบอดมองเห็นวิญญาณ เรื่องจริงของ วิกกี้ อัมมิเปจ

วันที่คนตาบอดมองเห็นวิญญาณ เรื่องจริงของ วิกกี้ อัมมิเปจ ต้นไม้เป็นสีเขียว ก้อนเมฆเป็นสีขาว ท้องทะเลเป็นสีคราม แม้แต่รุ้งก็มีเจ็ดสี… หากลองถามเด็กที่วิ่งเล่นกันอยู่คงตอบได้ แต่ไม่ใช่สำหรับฉัน แม้จะรู้ว่าต้นไม้มีสีเขียว แต่ก็เป็นสีเขียวที่คนอื่นเล่าให้ฟัง ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสีเขียวเป็นอย่างไร ตั้งแต่เกิดมาฉันมองเห็นแต่เพียงสีดำเท่านั้น นานมาแล้วแม่เคยเล่าให้ฟังว่า ฉันเกิดมามีอวัยวะครบ 32 แต่โชคร้ายที่ต้องตาบอด เพราะออกซิเจนในตู้อบเด็กมีปริมาณมากเกินไป ดังนั้นจะพูดว่าฉันตาบอดมาตั้งแต่เกิดก็คงไม่ผิดนัก มันคงเป็นเรื่องน่ามหัศจรรย์มาก ถ้าวันหนึ่งคน “ตาบอด” อย่างฉันจะสามารถมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้ ฉันชื่อ วิกกี้ อัมมิเปจ (Vicki Umipeg) ตลอดเวลาที่ผ่านมา ฉันรู้จักโลกใบนี้ผ่านการบอกเล่าของคนอื่น ฉันจึงได้แต่จินตนาการถึงลักษณะและสีสันของสิ่งต่าง ๆ ว่าเป็นเช่นไร มันจะแตกต่างจาก “สีดำ” มืดมิดของฉันหรือไม่ จนวันนั้นมาถึง วันที่ฉันคิดว่าฉันมองเห็นภาพเป็นครั้งแรก มันคือสีสันแปลกใหม่ที่ทั้งชีวิตของฉันไม่เคยได้พบเห็นมาก่อน… มันคือภาพของห้องสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ผนังห้องทาด้วยสีขาว มีผู้คนแปลกหน้ามากมายอยู่ในชุดเสื้อคลุมยาวทั้งตัว กำลังยืนล้อมรอบร่างหญิงคนหนึ่งที่นอนสงบนิ่งอยู่บนเตียง ความรู้สึกแรกที่เห็นสร้างความตกใจให้กับฉัน ฉันจ้องมองร่างที่นอนอยู่ตรงนั้น สัมผัสได้ถึงความคุ้นเคยอันน่าประหลาด… ฉันรู้สึกว่าผู้หญิงที่นอนอยู่บนเตียงนั้นคือตัวฉันเอง ฉันจำแหวนทองที่ใส่บนนิ้วนางนั้นได้ มันมีดอกส้มที่มุมของแหวนวงนั้นด้วย แต่น่าแปลกตรงภาพที่เห็นนั้นเหมือนฉันกำลังมองลงมาจากด้านบน […]

“วิ่ง” แม้ไม่เห็นเส้นชัย แรงบันดาลใจจากผู้พิการทางสายตา มาร์ลา รันยัน

หลายคนยอมแพ้ต่อโชคชะตา เพราะมองว่าข้อบกพร่องทางร่างกายคืออุปสรรคของความสําเร็จ แต่ มาร์ลา รันยัน (Marla Lee Runyan) ชาวแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ไม่เป็นเช่นนั้น 1 มาร์ลาเกิดมาเหมือนเด็กหญิงทั่วไป เริ่มเล่นกีฬาตั้งแต่อายุได้เพียง 3 ปี เช่น ยิมนาสติก ว่ายน้ํา และฟุตบอล กระทั่งอายุได้ 9 ปี มาร์ลากลับป่วยเป็นโรคจอประสาทตาเสื่อม (Stargardt Disease) ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของกล้ามเนื้อตาในวัยเด็ก ผู้ป่วยโรคนี้จะค่อย ๆ มองเห็นน้อยลงจนบอดสนิท ซึ่งพบได้เพียง 1 ใน 10,000 คนเท่านั้น ครอบครัวของมาร์ลาและแพทย์ต่างคิดว่าอนาคตของมาร์ลาคงริบหรี่เสียแล้ว เพราะโรคนี้ไม่มีทางรักษา มีแต่จะทรุดหนักยิ่งขึ้น แต่เด็กหญิงมาร์ลาก็ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา เธอพยายามใช้ชีวิตเช่นคนทั่วไปและบอกครอบครัวอยู่เสมอว่า อาการของเธอไม่ได้น่าเป็นห่วงอย่างที่ทุกคนหวาดกลัว 2 ยิ่งนานวันอาการยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น มาร์ลามองเห็นเลือนรางจนมองไม่เห็นลูกฟุตบอล แม้ต้องเลิกเล่นกีฬาที่เธอรัก แต่ความผิดปกติทางสายตาก็ไม่ทําให้เธอย่อท้อ เธอหันมาทุ่มเทให้การวิ่งแทน และฝึกซ้อมอย่างหนักจนได้รับรางวัลจากการแข่งขันระดับชาติหลายรายการ ในที่สุดมาร์ลา รันยัน ก็ได้รับเลือกให้เป็นผู้พิการทางสายตาคนแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศสหรัฐอเมริกาที่ได้ลงแข่งโอลิมปิกเกมส์ปี 2000 สนามเดียวกับนักวิ่งปกติ ปัจจุบันมาร์ลาผันตัวเองมาเป็นนักอรรถบําบัด ช่วยบําบัดรักษาผู้ป่วยที่มีความผิดปกติด้านการพูด […]

อัลลัน เฮนเนสซี ผู้ลี้ภัยตาบอด คว้าเกียรตินิยมอันดับหนึ่งจากเคมบริดจ์

อัลลัน เฮนเนสซี ผู้ลี้ภัยตาบอด คว้าเกียรตินิยมอันดับหนึ่งจากเคมบริดจ์ อัลลัน เฮนเนสซี (Allan Hennessy) ผู้ลี้ภัยตาบอด ซึ่งพิการทางสายตาตั้งแต่กำเนิด เขาเกิดมาในครอบครัวชนชั้นกลางชาวอิรัก พ่อของเขายอมขายทุกสิ่งทุกอย่างทั้งบ้านและที่ดินเพื่อรักษาดวงตาของลูกชาย ดังนั้นเมื่อต้องอพยพมายังอังกฤษในช่วงหลังสงครามอ่าวสิ้นสุดลง ครอบครัวของอัลลันจึงมีทรัพย์สินติดตัวมาเพียงเล็กน้อย อัลลันมีโอกาสผ่าตัดดวงตาข้างซ้ายให้มองเห็นได้เพียงบางส่วน แต่เขาก็พยายามทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวเอง ในฐานะผู้ลี้ภัยชาวอิรัก อัลลันเติบโตมาในแฟลตที่รัฐบาลจัดไว้ให้ผู้มีรายได้น้อย แต่อัลลันไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา ไม่สนใจเสียงวิพากษ์วิจารณ์ เขามุ่งมั่นตั้งใจเรียนจนในที่สุดสามารถคว้าเกียรตินิยมอันดับหนึ่งด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก ตอนนี้อัลลันอายุ 22 ปีแล้ว เขาเป็นคนมั่นใจในตัวเอง ขี้เล่น สนุกสนาน ชอบเข้าสังคม เขาบอกว่าเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง ด้านกฎหมายจากเคมบริดจ์ถือเป็นการวางรากฐานให้ชีวิต แต่ในฐานะผู้ลี้ภัยมุสลิมตาบอดที่อาศัยในอังกฤษ ณ วันนี้เขายังต้องทำอะไรอีกเยอะ การเดินทางเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น ใครที่กำลังท้อแท้ท้อถอยขอให้ดูอัลลันเป็นตัวอย่างนะคะ   ที่มา : นิตยสาร Secret  ฉบับที่ 222 เรียบเรียง : ชนาฉัตร ภาพ : bbc.com บทความน่าสนใจ สงสัยไหม คนตาบอดอ่าน-เขียนหนังสือได้อย่างไร เช็ก […]

ม้านำทาง ช่วยผู้บกพร่องทางสายตาตัวแรกของอังกฤษ

ม้านำทาง ช่วยผู้บกพร่องทางสายตาตัวแรกของอังกฤษ ขอแนะนำให้รู้จักกับ ดิกบี้ (Digby) ม้านำทาง ตัวแรกของอังกฤษ ซึ่ง เคที สมิธ (Katy Smith) จากเมือง Northallerton อังกฤษ เป็นเจ้าของ และเป็นผู้ฝึกสอนให้รู้จักช่วยเหลือผู้บกพร่องทางร่างกาย แถมยังช่วยทำงานบ้านทั่วไปได้ด้วย ดิกบี้เป็นม้าแคระพันธุ์ American Miniature สีเชสต์นัท อายุ 7 สัปดาห์ ที่เฉลียวฉลาดและเรียนรู้ไว เคทีฝึกดิกบี้เหมือนกับฝึกสุนัขนำทางทั่วไป ดิกบี้ทำงานบ้านได้มากมายหลายอย่าง เช่น สามารถเอาขนมปังออกจากห่อแล้วดันเข้าไปในเครื่องปิ้งขนมปังได้ ดิกบี้ยื่นหัวเข้าไปในเครื่องซักผ้าแล้วคาบผ้าออกมาได้ แม้ว่าในสหรัฐอเมริกาเคยมีม้านำทางมาก่อนหน้านี้หลายปีแล้ว แต่เคทีผุดไอเดียฝึกม้าแคระนำทางขึ้นมาหลังจากที่เธอประสบอุบัติเหตุหลังหักเมื่อห้าปีก่อน และเมื่อรู้ถึงเรื่องม้านำทางในสหรัฐอเมริกา จึงตัดสินใจเพาะพันธุ์ม้าของเธอเองให้เป็น Therapy Horse ช่วยเหลือผู้บกพร่องทางการมองเห็น ตอนนี้ดิกบี้กำลังถูกฝึกอย่างค่อยเป็นค่อยไป คงต้องใช้เวลาอีกสักระยะ และเมื่อจบการฝึกแล้วดิกบี้ก็จะเป็นม้านำทางตัวแรกของอังกฤษ ซึ่งเคทีภูมิใจนำเสนอสุด ๆ สุนัขนำทางมีคู่แข่งแล้วสิ   ที่มา : นิตยสาร Secret  ฉบับที่ 220 เรียบเรียง : ชนาฉัตร ภาพ […]

ดีเร็ก ราเบโล นักเซิร์ฟ มืออาชีพตาบอด หนึ่งเดียวในโลก

ดีเร็ก ราเบโล นักเซิร์ฟ มืออาชีพตาบอด หนึ่งเดียวในโลก ดีเร็ก ราเบโล (Derek Rabelo) นักเซิร์ฟ ชาวบราซิล เป็นต้อหินตั้งแต่กำเนิด ทำให้เขาตาบอดสนิท เออร์เนสโต้ พ่อของดีเร็กชื่นชอบกีฬาเซิร์ฟมาก ถึงขนาดตั้งชื่อลูกชายตาม ดีเร็ก โฮ (Derek Ho) แชมป์โลกโต้คลื่นชาวฮาวายคนแรก ดีเร็กยังมีลุงคนหนึ่งที่เป็นนักกีฬาเซิร์ฟมืออาชีพ เออร์เนสโต้ซึ่งเป็นนักโต้คลื่นเช่นกันมีความฝันอยากให้ลูกชายเป็นนักเซิร์ฟที่เก่งกาจเหมือนลุง และเขาเชื่อว่าไม่มีอะไรมาหยุดยั้งหนทางสู่การเป็นนักเซิร์ฟของลูกได้ แม้ว่าดวงตาของดีเร็กจะบอดสนิทก็ตาม เมื่ออายุ 2 ขวบ ดีเร็กได้จับกระดานโต้คลื่นเป็นครั้งแรก นับแต่นั้นชายหาด Guarapari ในบราซิลก็กลายเป็นสวนหลังบ้านของเขาไปเลย ดีเร็กมีความสุขเมื่ออยู่ในน้ำ เขาเริ่มโต้คลื่นจริงจังเมื่ออายุ 17 ปี โดยพ่อสอนพื้นฐานต่าง ๆ ให้ พร้อมทั้งคอยกระตุ้นให้เขาฝึกซ้อมโดยพาลูกชายไปฝึกโต้คลื่นในมหาสมุทรทุกเช้า ต่อมาเขาไปเข้าโรงเรียนสอนโต้คลื่น ถึงแม้ดีเร็กจะมองไม่เห็น แต่ใช้การฟังเสียงคลื่นและใช้มือสัมผัสคลื่น ทำให้รู้ว่าคลื่นจะไปทางไหน ปัจจุบันดีเร็กอายุ 24 ปีแล้ว เขาสามารถพิชิตคลื่นยักษ์อันตรายที่มีชื่อเสียงของฮาวายได้ และก้าวขึ้นเป็นนักเซิร์ฟอาชีพ เรื่องราวของเขาถูกนำไปทำสารคดีโดยบิลลาบอง (Billabong) เป็นสปอนเซอร์ออกค่าใช้จ่ายให้ดีเร็กเดินทางทั่วโลกไปโชว์การโต้คลื่นเจ๋ง ๆ และสร้างแรงบันดาลใจเรื่องความมุ่งมั่นเพื่อไปสู่จุดหมายของชีวิต ความเพียรคือปัจจัยสำคัญที่เปลี่ยนเรื่องที่ดูเป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ […]

keyboard_arrow_up