บานเย็น - โทนี่ รากแก่น สองแม่ลูกกับความผูกพันแบบ “ไม่ใกล้…แต่ก็ไม่ไกล”

บานเย็น - โทนี่ รากแก่น สองแม่ลูกกับความผูกพันแบบ “ไม่ใกล้…แต่ก็ไม่ไกล” หากเอ่ยถึงสองแม่ลูกที่มีชื่อเสียงโด่งดังทั่วประเทศ หนึ่งในนั้นย่อมไม่พ้นแม่ลูกคู่นี้ …บานเย็นและ โทนี่ รากแก่น สำหรับฝ่ายคุณแม่นั้น คนจำนวนมากต่างจดจำนักร้องสาวใหญ่คนนี้ได้ในฉายา“ราชินีลูกทุ่งหมอลำประยุกต์” รวมทั้งในฐานะศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (การแสดงพื้นบ้าน - หมอลำ) ประจำปี พ.ศ.2556 ในขณะที่ฝั่งคุณลูกก็เป็นนักแสดงหนุ่มขวัญใจสาว ๆ ที่มีตำแหน่งสไตลิสต์ทรงผมซึ่งมีลูกค้าจำนวนมากติดใจในฝีไม้ลายมือพ่วงตามมาด้วย อย่างไรก็ดี กว่าที่เส้นทางชีวิตของทั้งครอบครัว (รวมทั้ง แอนนี่ กับ แคนดี้ รากแก่นพี่สาวทั้งสองคนของโทนี่) จะมาบรรจบกันจนเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์เช่นทุกวันนี้ ก็ต้องพบกับการพลัดพรากจากกันครั้งแล้วครั้งเล่า และเมื่อกลับมาอยู่ด้วยกันแล้วแต่ละคนก็ยังมีภารกิจของตัวเองจนไม่ค่อยได้พบกันเหมือนครอบครัวอื่น ทว่าทุกคนก็ยืนยันว่านั่นไม่ใช่ปัญหาเลยแม้แต่น้อย   ก่อนอื่นอยากให้คุณบานเย็นช่วยเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับครอบครัวสักเล็กน้อยครับ ดิฉันแต่งงานตั้งแต่อายุ 25 สมัยนั้นถือว่าอายุเยอะแล้วนะคะ ความจริงคุณแม่อยากให้แต่งงานตั้งนานแล้ว แต่ความที่เรามีงานแสดงเยอะมากมาตั้งแต่อายุ 17 มีงานทุกวันทั่วประเทศเลยค่ะ จึงไม่มีเวลาเป็นของตัวเอง และไม่ได้แต่งงานสมใจท่านเสียทีนอกจากนั้นก็ยังไม่ค่อยได้รู้จักใคร จะมีก็แต่คุณพ่อน้องโทนี่ (เทพบุตร วิมลชัยฤกษ์)ที่เป็นเจ้าของสำนักงานสยามธุรกิจบันเทิงต้นสังกัดเราเท่านั้น ก็คบกับเขามาเรื่อย ๆดูใจกันมา 8 ปีจึงตัดสินใจแต่งงานกัน   สำหรับคนที่ทำงานมาตั้งแต่วัยรุ่นพอแต่งงานและต้องรับงานน้อยลงรู้สึกเหงาบ้างไหมครับ ไม่เหงาเลยค่ะ เพราะเราต้องใช้เวลาเกือบทั้งหมดไปกับการดูแลลูกอ่อน ซึ่งแต่ละคนเกิดห่างกัน 2 ปี หมายความว่าในขณะที่ลูกคนแรกอายุ 2 ปี ซึ่งเป็นวัยที่กำลังซุกซนก็มีลูกคนที่สองตามมาอีก เราก็ยิ่งมีภาระให้ดูแลหนักขึ้นไปอีก แล้วในขณะที่ลูกสองคนแรกกำลังซน คนที่สามก็ตามมาอีกตอนนั้นก็เลยเหนื่อยกับการเลี้ยงลูก ไม่มีเวลาเหงาหรอกค่ะ   ดูแลลูก ๆ ใกล้ชิดแบบนี้ เมื่อแยกทางกับสามีและต้องอยู่ห่างจากลูกน่าจะทำใจยากมากนะครับ (พยักหน้า) ค่ะ ร้องไห้คิดถึงลูกตลอดตอนนั้นต้องไปแสดงที่อเมริกานานเหมือนกันลูก 3 คนเลยต้องอยู่กับคุณพ่อ พยายามโทร.มาหาเขาตลอด คอยเช็กว่าลูก ๆ เป็นยังไงบ้าง ส่งเงินเข้าบัญชีคุณป้าไว้ให้ใช้ ถึงจะไม่ได้มากมายอะไร แต่เราก็อยากให้ลูก ๆมีไว้จะได้ไม่ลำบาก   ขอถามคุณโทนี่บ้างนะครับ ตอนที่คุณแม่ไปอยู่อเมริกานานหลายปีคุณได้มีโอกาสพบคุณแม่บ้างไหมครับ ช่วงนั้นความที่ยังเด็กมาก ผมก็จะจำได้แค่คร่าว ๆ ว่า แม่จะมาหาบ้าง…นาน ๆ ทีแต่พ่อนี่จะเจอทุกปีตอนปิดเทอม เพราะพวกเรา 3 คนจะไปหาพ่อที่กรุงเทพฯ แล้วพ่อก็จะพาไปเที่ยว ส่วนแม่เราจะรู้จักจากคำพูดของคนอื่นเป็นส่วนใหญ่ อย่างเช่นพอครูเห็นนามสกุลเราก็จะถามว่า “เธอเป็นลูกคุณบานเย็นเหรอ คุณบานเย็นเก่งมากดังมาก แล้วก็สวยมากเลยนะ” เราจะรู้แค่นี้แต่ไม่เคยเห็นผลงานแม่แบบเป็นเรื่องเป็นราวเลย   การหย่าร้างของคุณพ่อคุณแม่มีผลกระทบกับคุณมากน้อยแค่ไหนครับ ถ้าถามว่าผมรู้สึกว่าเรื่องที่เกิดขึ้นมีผลกระทบหรือ คิดว่าตัวเองขาดอะไรไหมผมไม่ค่อยรู้สึกว่าขาดอะไรนะครับ เพราะพ่อแม่แยกทางกันตั้งแต่ผมยังเด็กมาก อายุยังไม่ถึง 2 ขวบและยังจำความไม่ได้เลยถึงแม้ว่าต่อมาแม่จะไปใช้ชีวิตอยู่ที่อเมริกาส่วนพ่อก็ไปทำงานที่กรุงเทพฯ แต่พวกเรา3 คนก็ได้คุณย่ากับอานางที่ดูแลเราอย่างใกล้ชิดมาตั้งแต่เล็ก จึงไม่ค่อยมีสถานการณ์ที่ทำให้รู้สึกว่าเราขาดแม่หรือขาดพ่อนะครับ แต่ถึงอย่างนั้นผมก็คงไม่สามารถพูดได้ว่าไม่มีผลกระทบเลยนะ เดาว่าเรื่องที่เกิดขึ้นก็คงกระทบผมกับพี่ ๆ ไปคนละแบบ แต่ส่วนใหญ่ก็มารับรู้ว่าเรามีปมแบบนี้ ๆ ที่ทำให้เกิดผลลัพธ์บางอย่างกับชีวิตก็ตอนที่โตกันแล้ว ตัวอย่างเช่น ตอนเด็ก ๆผมมีปัญหาเรื่องคิดไม่ค่อยทันคนอื่นเขาพอเห็นรุ่นพี่เขาคิดและตัดสินใจได้เร็ว เราก็เลยคิดได้ว่า อ๋อ สงสัยเขาคงมีพ่อแม่คอยอยู่ให้คำแนะนำตลอดเวลา เราก็เลยใช้วิธีมองรุ่นพี่พวกนี้แหละ   เคยมีคำถามบ้างไหมว่า ทำไมพ่อกับแม่ถึงไม่ได้อยู่ด้วยกัน ไม่มีครับ ส่วนหนึ่งเพราะเราได้รับรู้ความจริงตั้งแต่เด็กแล้วว่าพ่อแม่แยกทางกันเพราะอะไร ยังไง เรื่องราวเป็นอย่างนี้เราก็ต้องใช้ชีวิตแบบนี้ พอโตขึ้นมาเราก็ค่อย ๆ ได้เรียนรู้ว่า จริง ๆ แล้วพวกเขาก็เป็นแค่คนคู่หนึ่งที่ไม่เข้าใจกัน คนหนึ่งอยากจะทำแบบหนึ่ง ในขณะที่อีกคนก็คิดอีกแบบหนึ่ง เมื่อไม่เข้าใจกัน สุดท้ายก็ต้องแยกทางกันไป แต่ถึงเราจะไม่ค่อยได้เจอกัน แถมบางทีเราก็แอบกลัวแม่ด้วย เพราะเรามองเขาเหมือนเป็นคนแปลกหน้าคนหนึ่งที่อยู่ดี ๆก็เข้ามาในชีวิตเรา แต่ทุกครั้งที่แม่มาหาก็จะรู้สึกอบอุ่นนะครับ สิ่งหนึ่งที่ผมจะจำได้แม่นเกี่ยวกับแม่ในตอนนั้นคือ แม่จะมีกลิ่นหอมในแบบของเขาที่ต่างจากคนทางบ้านพ่อ รวมถึงบุคลิกภายนอกด้วย อย่างคุณย่าคุณอานี่ทุกคนจะมาทางสายตรงไปตรงมาพูดอะไรตรง ๆ ห้วน ๆ ส่วนแม่จะมาสายหวาน ๆ นุ่มนวล แม้จะไม่ค่อยได้อยู่ด้วยกันนาน ๆ แต่เราก็รู้สึกอบอุ่นทุกครั้งที่ได้เจอผมกับพี่ ๆ ก็โตขึ้นมาในลักษณะนี้ ก่อนที่เราจะย้ายไปเรียนที่ออสเตรเลียเมื่อปี 1994   คุณแม่กับคุณลูกได้กลับมาใกล้ชิดกันตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ พอดิฉันกลับมาอยู่เมืองไทย ลูก 3 คนเขาก็คุยกันเองว่า ตอนนี้แม่อยู่คนเดียวจะมีใครมาอยู่เป็นเพื่อนแม่ไหม แคนดี้เขาก็อาสา แคนดี้ก็เลยกลับมาเรียนต่อที่มหา-วิทยาลัยรังสิต คือปกติเราก็จะกลับมาเที่ยวเมืองไทยทุกปีอยู่แล้ว ช่วงแรกเราก็ยังกลับไปมหาสารคามอยู่บ้าง แต่ช่วงหลังพอแม่กลับมาอยู่เมืองไทยแล้วเราก็เลยมาอยู่กับแม่เป็นหลัก ทำให้เริ่มรู้จักแม่มากขึ้น พอได้กลับมาอยู่ด้วยกัน ดิฉันก็พยายามชดเชยให้ลูกในทุก ๆ อย่าง โดยเฉพาะแคนดี้ เขาเป็นคนที่คิดมากมาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้วอย่างเวลาไปบ้านเพื่อน เห็นเพื่อนนอนหนุนตักคุยกับแม่ เขาก็จะคิดขึ้นมาว่า น่าจะเป็นเรานะที่ได้นอนหนุนตักแม่ดิฉันเลยตั้งใจมากว่าตัวเองจะต้องเป็นทั้งพ่อและแม่ให้ลูกให้ได้ พยายามเข้าใจลูกเสมอรวมทั้งไม่มีแฟน อยู่คนเดียวมาตลอดลูกจะได้เข้ามาหาแม่ กอดฟัดแม่ได้อย่างสนิทใจ และก็เป็นสิ่งที่ทำมาจนทุกวันนี้   คุณโทนี่ล่ะครับ การได้กลับมาใช้ชีวิตกับคุณแม่ถือเป็นเรื่องที่ปรับตัวยากไหม รู้สึกว่าตัวเองมีกำแพงอยู่บ้างนะครับเหมือนเป็นความฝังใจมาตั้งแต่เด็กว่าแม่ทิ้งพ่อไป ผมว่าเรื่องแบบนี้ต้องใช้ระยะเวลาคงไม่สามารถมีเรื่องอะไรมากระทบเราแล้ว ทำให้ความรู้สึกพลิกได้แบบปุ๊บปั๊บ แต่โชคดีอย่างหนึ่งว่า โดยส่วนตัวแม่เขาเป็นคนที่ดีมากและพร้อมที่จะให้ตลอดเวลา ทำให้เรารู้สึกอบอุ่นเมื่อได้อยู่ใกล้ ๆ และความรู้สึกผูกพันก็ค่อย ๆ พัฒนามาเรื่อย ๆ จากที่มีกำแพงก็ค่อย ๆ หายไปเองโดยไม่รู้ตัวเราก็รู้สึกดีใจและมีความสุขที่ได้อยู่กับแม่ ดิฉันเองโชคดีค่ะที่ลูก ๆ ทั้งสามคนรักและดูแลกันดี แม้จะมีปัญหาบ้าง แต่ดิฉันก็พยายามเข้าใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติของวัยรุ่น แต่พี่น้องเขาก็ไม่ค่อยจะเปิดทั้งหมดหรอกว่ามีปัญหาอะไรบ้างเราก็เลยได้รู้แต่เรื่องดี ๆ   แล้วอย่างปัญหาเรื่องการเรียนของโทนี่ล่ะครับ พวกเขาก็พยายามปิดกัน บอกว่าสบายดีทุกคน เราก็เลยไม่รู้ จนแคนดี้บอกมาว่า “แม่ โทนี่ไม่ตั้งใจเรียนนะ” ความ ที่เขากลัวแม่จะเสียใจ แต่ตอนหลังเขาก็ปิดแม่ไม่ได้แล้ว เพราะหลัง ๆ แม่เริ่มนับเดือนนับวันคอยโทนี่เรียนจบ จะได้กลับมาอยู่ด้วยกัน แคนดี้ก็เลยบอกว่า “โทนี่คงไม่จบนะ” ดิฉันเลยโทร.ไปคุย เขาก็สารภาพผิดบอกว่าต่อไปจะตั้งใจเรียน ไม่ทำให้แม่เสียใจอีกแล้ว จากนั้นมาเขาก็ตั้งใจและพิสูจน์ตัวเองจากคำพูดนั้นจนมีวันนี้ค่ะ(ยิ้มภูมิใจ)   คุณบานเย็นมีโครงการให้ลูกชายคนนี้บวชเรียนบ้างไหมครับ ดิฉันเพิ่งพูดกับเขาเมื่อเร็ว ๆ นี้เองค่ะโทนี่เขาชอบไปนั่งสมาธิปฏิบัติธรรมอยู่ในป่าเป็นสิบวัน แล้วพอกลับมาเจอกันปุ๊บ เขาก็มาพูดเรื่องธรรมะให้แม่ฟัง จนดิฉันบอกเขาว่าถ้าโทนี่ชอบเรื่องพวกนี้ก็บวชให้แม่ได้แล้วสิเขาบอกว่า “ถ้าไม่ติดละคร ไม่ติดเรื่องทรงผมเนี่ย โทนี่บวชให้แม่ได้เลยนะ กลัวแต่ว่าบวชแล้วจะไม่สึกน่ะสิ” ดิฉันก็เลยบอกว่า ไม่ได้ ๆต้องสึกมาอยู่เป็นเพื่อนแม่ก่อน (หัวเราะ) ทุกอย่างเป็นไปได้ครับ แต่ส่วนตัวผมก็ไม่ได้ซีเรียสว่าชีวิตจะบวชหรือไม่บวช เพราะธรรมะของผมนั้นหมายถึงธรรมชาติจิตใจของเราก็เป็นธรรมชาติ แค่เราฝึกปรับสมดุลให้ใจ และฝึกให้ตัวเราอยู่กับธรรมชาติได้อย่างสมดุล นั่นก็ถือเป็นการปฏิบัติธรรมอย่างหนึ่งแล้ว ดังนั้นเรื่องของธรรมะหรือศาสนาจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว ผมมองแบบนี้ ถ้าวันหนึ่งแม่อยากให้บวช ผมก็บวชได้ ไม่มีปัญหาเลยครับ   คุณโทนี่เริ่มสนใจปฏิบัติธรรมตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ ผมเริ่มปฏิบัติธรรมตั้งแต่ปี 2551 ครับตอนแรกได้รับคำแนะนำจากรุ่นน้องคนหนึ่งเขาเป็นเด็กเฟี้ยวเหมือนผมนี่แหละ แต่พอเขากลับประเทศไทยได้ปีนึง แล้วกลับมาเมลเบิร์น เขาก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน ถามดูปรากฏว่า เขาไปเป็นทหาร แล้วไปปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่สำนักท่านอาจารย์โกเอ็นก้ามา เขาบอกผมว่า “นั่งสมาธิน่ะมันดีนะ ต้องลองเอง” พอผมกลับมาไทยยังไม่มีอะไรทำเลยลองไปดูบ้าง 4 วันแรกที่ไม่ได้คุยกับใครทรมานมากเลยแต่สุดท้ายก็ผ่านไปได้ทำไมถึงอดทนจนผ่านมาได้ล่ะครับ เพราะว่าในความทรมานนั้นมีสิ่งที่น่าสนใจอยู่เยอะมาก จนผมรู้สึกว่า ทำไมถึงไม่มีใครเอาความรู้แบบนี้มาสอนในชั้นเรียนเช่น ให้เราทำจิตให้นิ่ง ๆ อยู่เฉย ๆ กับลมหายใจ ซึ่งพอได้ทำแล้วก็รู้สึกว่าช่างเป็นอะไรที่แปลกและมหัศจรรย์มาก และสามารถนำมาปรับใช้กับชีวิตได้จริง ๆ เพราะการที่ทำให้จิตเราอยู่นิ่งได้นั้น ก็คือการฝึกฝนให้เรามีสติอยู่กับปัจจุบัน ที่ผ่านมาเราอาจจะเคยได้ยินมาว่า เราต้องอยู่กับปัจจุบันนะอย่าฟุ้งซ่านนะ แต่ไม่เคยรู้วิธีที่ทำให้ไปถึงจุดนั้นเลย หลังจากไปครั้งแรกที่ปราจีนบุรีผมก็ไปอีกครั้งที่พิษณุโลก   สิ่งที่คุณได้จากการปฏิบัติธรรมคืออะไรครับ […]

ชีวิตคือความไม่แน่นอน โอ๋ - เพชรลดา เทียมเพ็ชร

สมัยเรียนมัธยม โอ๋(เพชรลดา เทียมเพ็ชร เป็น “เด็กกิจกรรม” ตัวยงของโรงเรียนไม่ว่าดรัมเมเยอร์ ถือป้าย แสดงความสามารถพิเศษ ฯลฯ โอ๋ทำหมด

เปิดอีกมุมของ เต๋อ ฉันทวิชช์ ธนะเสวี กับ 3 คำถามที่เชื่อว่าคุณก็อยากรู้!

ใคร ๆ ก็รู้จัก เต๋อ ฉันทวิชช์ ในฐานะที่เป็นดารามาดกวน และคนเบื้องหลังที่มีความสามารถ แต่น้อยคนจะรู้ว่า เขาก็มีอีกมุมที่อยากให้คนรู้จัก

นางร้ายหัวใจนางเอก กิ๊ก – มยุริญ ผ่องผุดพันธ์

นางร้าย หัวใจนางเอก กิ๊ก – มยุริญ ผ่องผุดพันธ์ กิ๊ก – มยุริญ ผ่องผุดพันธ์ คือหนึ่งในดาราที่โด่งดังจากการเล่นบทนางร้าย แต่ตัวจริงของเธอนั้นสุดแสนจะนางเอก Secret จึงขอพาคุณผู้อ่านไปเจาะชีวิตรสพระธรรมของเธอกัน มักจะได้เล่นแต่บทนางร้าย ไม่ทราบว่าขัดกับบุคลิกจริง ๆ มากไหม และอยากเปลี่ยนไปรับบทอื่นเพื่อเปลี่ยนภาพลักษณ์บ้างหรือไม่ คุณกิ๊ก : กิ๊กแฮ็ปปี้กับการที่ผู้จัดและผู้ใหญ่ให้โอกาสเล่นบทร้ายนะคะ เพราะกิ๊กรู้สึกว่าเล่นเป็นนางเอกเล่นยาก (หัวเราะ) อย่างในซิตคอม เป็นต่อ เราเล่นเป็นแฟนเก่าพระเอก ซึ่งบทบาทคล้าย ๆ นางเอก แล้วมีบทที่ต้องอยู่กับพระเอก กิ๊กรู้สึกว่ายากค่ะ บทร้ายง่ายกว่า เพราะได้แสดงออกให้รู้ดำรู้แดงกันไปเลย ไม่ต้องเหนียม ๆ เก็บ ๆ ไว้เหมือนบทนางเอก มีคนกล่าวว่า การแสดงหนังแสดงละครจะทำให้คนยิ่งเกิดกิเลส รัก โลภ โกรธ หลง (คนที่ถือศีล 8 จึงห้ามดูละคร) โดยเฉพาะนางร้ายที่ต้องแสดงกิริยาก้าวร้าวรุนแรง เป็นตัวอย่างที่ไม่ดี มีความเห็นอย่างไรกับคำพูดนี้คะ คุณกิ๊ก : สำหรับกิ๊กคิดว่าไม่ใช่แต่อาชีพนักแสดงเท่านั้น ตราบใดที่เรายังเป็นฆราวาสอยู่ ไม่ว่าจะทำอาชีพอะไร […]

ป๋อ ณัฐวุฒิ สกิดใจ “ชีวิตนี้ผมไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว”

อีกหนึ่งบทสัมภาษณ์ที่คุณไม่ควรพลาดแม้แต่บรรทัดเดียว!

ในวันที่ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาของ ก้อง ปิยะ เศวตพิกุล

ในวันที่ไม่ยอมแพ้ของ ก้อง ปิยะ เศวตพิกุล ก็เริ่มต้นเหมือนกับคนที่เจออุปสรรคชีวิตทั่วๆ ไป และมองว่าอุปสรรคเข้ามาทดสอบความเข้มแข็งเป็นธรรมดา

แต้ว ณฐพร เตมีรักษ์ ไม่ว่าอะไรจะเกิด ชีวิตต้อง “Keep walking” เสมอ

แต้ว ณฐพร เตมีรักษ์ ไม่ว่าอะไรจะเกิด ชีวิตต้อง “Keep walking” เสมอ ไม่มีใครในโลกนี้ที่ไม่เคยเจอะเจอกับ “ปัญหา” ยิ่งเติบโตขึ้น มีบทบาทหน้าที่เพิ่มมากขึ้น…โอกาสที่จะพบเจอปัญหาก็ย่อมมีมากขึ้นไปด้วย แต้ว  ณฐพร เตมีรักษ์ นักแสดงสาววิกสามพระรามสี่ที่แจ้งเกิดอย่างเป็นทางการด้วยบท “ขม” หรือ “เด็กขม” ในละครดราม่าเรื่องเยี่ยม ดงผู้ดี เมื่อหลายปีก่อน ให้นิยามคำว่า “ปัญหา” ตามสไตล์เด็กสถาปัตย์ว่า “ปัญหาคือกำแพงที่เข้ามาบดบังไม่ให้เรามองเห็นทางข้างหน้า” แต้วอธิบายว่า กำแพงในที่นี้อาจจะเกิดจากความไม่เข้าใจของเราเองหรือปัจจัยอื่นๆ ที่เราควบคุมไม่ได้ แต่เมื่อไรที่พบเจอกำแพงกั้นขวางระหว่างทาง ขอให้ตั้งสติให้ดีอย่าตกใจ แล้วค่อยๆ คิดหาหนทางแก้ไข บางทีอาจจะต้องหาทางปีนข้ามไป บางทีต้องเดินอ้อมไปบ้าง หรือบางครั้งอาจต้องทลายกำแพงลง ฯลฯ แต้วมั่นใจว่า ไม่ว่าวิธีใดก็ตามแต่ ถ้าใจไม่ท้อและไม่หมดหวังเสียอย่าง เราต้องผ่านกำแพงนี้ไปได้แน่ๆ เพราะชีวิตต้องเดินต่อไปข้างหน้าเสมอ อย่างที่ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า “Keep walking” สิ่งมีค่าที่สุดของทุกชีวิต ปกติแต้วจะไปไหนมาไหนกับคุณพ่อบ่อย ยิ่งพอท่านเกษียณราชการด้วยแล้ว คุณพ่อจะทำหน้าที่ขับรถรับ-ส่งแต้วตลอด ระหว่างทางเราสองพ่อลูกก็มักจะมีเรื่องพูดคุยกันเสมอ มีทั้งที่คุณพ่อสอนเองบ้าง แต้วมีเรื่องมาปรึกษาขอความคิดเห็นจากท่านบ้าง ถึงแม้บางครั้งคุณพ่อจะอธิบายยาวไปหน่อย แต่แต้วก็ชอบการอธิบายของท่านมาก เพราะท่านมักจะสอดแทรกปรัชญาชีวิตและธรรมะไว้ในนั้นด้วยเสมอๆ อย่างเรื่องปัญหาที่ผ่านเข้ามาในชีวิต คุณพ่อก็จะสอนให้แต้วเข้าใจก่อนว่า สิ่งที่มีค่าที่สุดของทุกชีวิตก็คือ “ลมหายใจ” พอเราเติบโตขึ้น เราก็ต้องมีบทบาทในสังคม มีความเกี่ยวพันกับผู้คนมากขึ้น ปัญหาก็ย่อมต้องมีมากไปด้วย ปัญหาบางอย่างเราอาจจะคิดว่า “มันหนักหนา ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตแล้ว” แต่ขอให้ลองคิดดูว่าปัญหานั้นมากระทบลมหายใจหรือเปล่า เรายังหายใจได้ไหม ถ้าคำตอบคือ “ไม่ เรายังหายใจได้” ก็อย่าเอาปัญหานั้นมาแบกไว้จนไม่เป็นอันทำอะไร เพราะทุกปัญหามีทางออก ยิ่งถ้ามองให้ลึกไปกว่านั้น เราต้องเข้าใจว่าสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตอาจไม่ใช่แค่การประสบความสำเร็จ แต่คือ “การใช้ชีวิตให้มีความสุขมากกว่า” ดังนั้นถ้าเราพยายามสุดๆ แล้ว ยังแก้ปัญหานั้นไม่ได้ ก็ยอมรับแล้วปล่อยวางเสีย อยู่กับทุกลมหายใจอย่างมีความสุข ใช้ทุกลมหายใจอย่างมีค่า เมื่อ “ความไม่เข้าใจ” เปลี่ยนเป็น “ความท้าทาย” ตอนแรกที่ได้เข้ามาทำงานกับช่อง 3 แต้วไม่รู้และไม่เข้าใจเลยว่าการแสดงคืออะไร เกือบทุกครั้งที่ไปเข้าฉาก แต้วจะเกิดคำถามขึ้นในใจตลอด เพราะไม่เข้าใจสิ่งที่ต้องแสดงออกไป ไม่เข้าใจจุดมุ่งหมายของการแสดง จนกระทั่งได้มาร่วมงานกับ พี่อ๊อฟ–พงษ์พัฒน์ ในละครเรื่อง ดงผู้ดี แต้วถือว่าตัวเองโชคดีมากๆ เพราะพี่อ๊อฟส่งแต้วไปเรียนการแสดงกับหม่อมน้อย (หม่อมหลวงพันธุ์เทวนพ เทวกุล) ก่อนเปิดกล้องถึงสามเดือน นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทัศนคติของแต้วที่มีต่อการแสดงเปลี่ยนไป… หม่อมน้อยสอนให้แต้วเข้าใจถึงหัวใจของการแสดง วิธีการแสดงที่ถูกต้องที่ไม่ใช่การสมมุติว่าเราต้องแสดงอารมณ์อย่างนี้อย่างนั้น แต่คือการสวมวิญญาณตัวละครลงไปจริงๆ ต้องคิดและทำอย่างตัวละครให้ได้ เมื่อได้ครูดีและมีวิชาติดตัวแล้ว คำถามที่เคยค้างคาใจต่างๆ ก็เริ่มหมดไป กลายเป็น “ความท้าทาย” เข้ามาแทนที่ นั่นจึงทำให้แต้วสนุกกับทุกๆ วันที่ไปทำงาน ยิ่งทำก็ยิ่งสนุก และยิ่งนานวันก็ยิ่งรักการแสดงมากขึ้นๆ ไม่ว่าจะเรื่องเรียน เรื่องงาน หรือเรื่องใดๆ ก็ตามแต่ ถ้าเราทำด้วย “ความเข้าใจ” แล้ว ผลลัพธ์ที่ได้ออกมานั้นย่อมจะ “ดีกว่า” การทำด้วยความไม่เข้าใจแน่ๆ ได้มากกว่าที่คิด ธรรมชาติของเด็กสถาปัตย์ส่วนใหญ่ (คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) มักจะไม่ค่อยชอบไปสุงสิงกับใครมากมายนัก แต้วเองก็เหมือนกัน…มักจะใช้ชีวิตอยู่กับกลุ่มเพื่อนในคณะตลอด พอขึ้นปี 3 ก็เริ่มมีหลายคนมาแนะนำให้แต้วไปสมัครเข้าร่วมกลุ่มตัวแทนนิสิตจุฬาฯ เผื่อจะได้ทำกิจกรรมกับทางมหาวิทยาลัยดูบ้าง ตอนแรกแต้วก็ลังเล จะเอาอย่างไรดี เพราะงานนี้มีแต่คนสมัครเยอะมาก แถมยังเก่งๆ ทั้งนั้น แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจว่า “ลองดู ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ถือเป็นประสบการณ์ว่าอย่างน้อยเราก็ได้ลองทำแล้ว” การคัดเลือกเป็นไปอย่างยาวนาน ในที่สุดแต้วก็ได้รับเลือกให้เข้ากลุ่มตัวแทนร่วมกับเพื่อนๆ อีก 11 คน เท่านั้นยังไม่พอ แต้วยังได้ทำในสิ่งที่ไม่เคยคิดฝันมาก่อนคือ ได้รับเลือกให้เป็นผู้อัญเชิญพระเกี้ยวในงานฟุตบอลประเพณีด้วย แม้ใจหนึ่งจะภูมิใจมากๆ แต่อีกใจก็คิดว่า “โห! หน้าที่นี้มันสูงส่งเกินไปสำหรับเราหรือเปล่า” แต่ในเมื่อได้รับเลือกให้ทำแล้ว แต้วก็ต้องทำให้ดีที่สุด เมื่อทุกอย่างผ่านพ้นไปได้ด้วยดี แต้วก็ได้รู้ว่าสิ่งสำคัญที่สุดที่แต้วได้รับไม่ใช่แค่การได้นั่งเสลี่ยง ทำหน้าที่อัญเชิญพระเกี้ยว แต่คือการได้รู้จักเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ต่างคณะ ได้ทำงานร่วมกันอย่างจริงๆ จังๆ และได้รู้ว่าโลกนี้ยังมีอะไรอีกมากมายให้เราเรียนรู้ ไม่จำกัดอยู่แค่คณะที่เราเรียนเท่านั้น แต้วคิดว่า เกียรติยศเป็นความภาคภูมิใจที่หาซื้อที่ไหนไม่ได้ ประสบการณ์และมิตรภาพก็เช่นเดียวกัน เพียงแต่คุณต้อง “กล้า” พาตัวเองออกไปสัมผัสและแสวงหามันก่อน…ก็เท่านั้นเอง    Secret Box อย่าดูถูกตนเองด้วยคำว่า “ทำไม่ได้” หากว่าคุณยังไม่ได้ “ลอง” ลงมือทำก่อน   บทความน่าสนใจ วิธีรับมือกับปัญหาในแบบของ ไก่ วรายุฑ มิลินทจินดา แพนเค้ก-เขมนิจ กับ การเรียนรู้บนโลกที่ไม่หยุดนิ่ง “สุขกับปัจจุบัน” […]

keyboard_arrow_up