3 คนดังสุดน่ารัก กตัญญูรู้คุณ ต่อบุพการีและผู้อื่น

3 คนดังสุดน่ารัก กตัญญูรู้คุณ ต่อบุพการีและผู้อื่น 3 คนดังแห่งวงการบันเทิงโพสต์ภาพและเขียนแคปชั่นแสดงการมีความ กตัญญูรู้คุณ บางท่านอาจกล่าวถึงหรือแสดงกตัญญูต่อผู้อื่นที่ไม่ใช่พ่อแม่ ซึ่งแสดงออกถึงการเป็นผู้รู้คุณผู้อื่น   หนึ่ง จักรวาล เสาธงยุติธรรม หลายคนอาจรู้จักและคุ้นกับคุณหนึ่งในฐานะหนึ่งในคณะกรรมการตัดสินจากรายการ I Can See Your Voice หรือ รายการ The Mask Singer หน้ากากนักร้อง เพราะเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านดนตรีในวงการเพลงมานงนาน ล่าสุดได้โพสต์ภาพและเขียนแคปชั่นในไอจีว่า     jakkawal_1บ้านเราใกล้เสร็จแล้วนะแม่ ถึงแม้วันนี้พ่อไม่ได้อยู่กะเรา นู๋จะดูแลแม่เองนะ❤️😊😊😊🙏🏻 #หนึ่งจักรวาล #1jakkawal #ภูมิใจ #รักแม่นะ     เป็นข้อความแคปชั่นที่น่ารักและประดับใจมาก แสดงถึงความเป็นบุตรที่ดี บำรุงอุปถัมภ์พระในบ้าน (คุณแม่) ทั้งยังระลึกถึงบุพารีอีกท่านที่จากไปคือ คุณพ่อ แสดงให้เห็นว่าแม้บุพการีอีกท่าน ถึงจะจากไปแล้ว ลูกคนนี้ก็ยังระลึกถึงท่านอยู่เสมอเพราะมีคุณความดีต่อกัน พร้อมกับบ้านหลังใหม่ที่จะนำพระในบ้าน (คุณแม่) มาเลี้ยงดูและอยู่ร่วมกันที่กำลังจะเสร็จในไม่ช้านี้   ขอบคุณภาพและข้อมูลจากไอจี หนึ่ง จักรวาล   […]

โจว เหวินฟะ “เงินทองเป็นของนอกกาย ไม่ใช่สมบัติที่แท้จริง”

โจว เหวินฟะ “เงินทองเป็นของนอกกาย ไม่ใช่สมบัติที่แท้จริง” โจว เหวินฟะ (Chow Yun-fat) นักแสดงชาวฮ่องกงที่คนไทยรู้จักกันดีจากละครโทรทัศน์เรื่อง เจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ เขาก้าวไปไกลถึงฮอลลีวู้ด มีชื่อเสียงโด่งดังระดับเดียวกับ บรู๊ซ ลี และ เฉินหลง แถมยังถูกเปรียบเทียบว่าคล้ายคลึงกับ แครี่ แกรนท์ นักแสดงฮอลลีวู้ดระดับตำนาน แต่ดูบึกบึนและจัดจ้านกว่า นักแสดงวัย 61 ผู้นี้มีวัยเด็กที่ยากไร้ เขาเกิดที่เกาะลัมมา นอกชายฝั่งของเกาะฮ่องกง มารดาเป็นพนักงานทำความสะอาดและเกษตรกรปลูกผัก พ่อทำงานอยู่บนเรือบรรทุกน้ำมันของบริษัทเชลล์ ทุกวันเขาต้องตื่นแต่เช้ามืดเพื่อมาช่วยแม่ขายเฉาก๊วยและฮะเก๋าอยู่ริมถนน ตอนบ่ายก็ไปทำงานในไร่ ครอบครัวเขาย้ายมาอยู่เกาลูนตอนเขาอายุ 10 ขวบ พออายุ 17 เขาลาออกจากโรงเรียน เพื่อมาทำงานเจือจุนครอบครัว โดยทำงานสารพัด เช่น เบลล์บอย บุรุษไปรษณีย์ เซลส์ขายกล้องถ่ายรูป และคนขับแท็กซี่ ชีวิตถึงจุดพลิกผันเมื่อเขาส่งใบสมัครไปตามประกาศในหนังสือพิมพ์ และได้รับคัดเลือกเป็นนักแสดงฝึกหัดในบริษัททีวีบีหลังจากนั้นก็ไต่เต้าขึ้นมาเป็นนักแสดงเจ้าบทบาท กระทั่งไปโด่งดังในฮอลลีวู้ดจนทุกวันนี้ แม้จะมีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลกซึ่งทำให้มีเงินทองจำนวนมหาศาล แต่โจว เหวินฟะ ก็ยังทำตัวธรรมดาเหมือนคนทั่วไป มีชีวิตเรียบง่ายไม่หวือหวา เป็นคนสมถะ เก็บตัว และมัธยัสถ์ แม้เป็นนายแบบเสื้อสูทแบรนด์หรู […]

กิ๊ก มยุริญ พักงานวงการบันเทิงลาไปบวชชีศึกษาธรรมะที่พม่า

กิ๊ก มยุริญ พักงานวงการบันเทิงลาไปบวชชีศึกษาธรรมะที่พม่า คุณ กิ๊ก มยุริญ ผ่องผุดพันธ์ นางร้ายอันดับต้น ๆ ของวงการบันเทิงไทย ที่แจ้งเกิดจากละครเรื่องนิรมิตเมื่อ 2540 สนใจศึกษาและปฏิบัติในเส้นทางธรรมนี้มาร่วม 20 ปี ได้เปิดใจในรายการเลิศเลอเพอร์เฟคและรายการคุยแซ่บ Show ที่ผ่านมาว่า กิ๊กวางแผนบวชชีที่พม่า มาร่วม 2 ปี แต่ยังบวชไม่ได้ เพราะต้องเคลียร์งานในวงการให้เรียบร้อยก่อน แต่ปีนี้ 2561 กิ๊กเคลียร์เรียบร้อยแล้ว คิดว่าจะโกนผมประมาณวันที่ 26-27 กรกฎาคม 2561 ก่อนวันเข้าพรรษา 1 วัน แล้วบวชชีที่พม่าเป็นระยะเวลา 7 เดือน สึกในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 เพราะอยากปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง เคยปฏิบัติได้มากสุดก็ 55 วัน จึงคิดว่าเมื่อเคลียร์งานได้ก็อยากปฏิบัตินาน ๆ ตอนนี้ได้เตรียมชุดแม่ชีแบบพม่าไว้แล้ว เป็นชุดผ้าสีชมพู เพราะแม่ชีที่นั่นจะแต่งกายแบบนี้ สาเหตุที่ไปบวชชีที่พม่า เพราะพระอาจารย์ที่สอนวิปัสสนาท่านเป็นพระพม่า จึงอยากให้พระอาจารย์ท่านบวชให้ การไปบวชครั้งนี้ตั้งใจมากว่าจะปิดวาจา แล้วสื่อสารกับคนอื่นด้วยการเขียนบอก จะปิดมือถือด้วย ตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างเด็ดขาด […]

โอสถธรรม… ทำให้สุข กิ๊ก- มยุริญ ผ่องผุดพันธ์

“โอสถธรรม…ทำให้สุข” กิ๊ก – มยุริญ ผ่องผุดพันธ์ นิยามความสุขของแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกัน บ้างพอใจในวัตถุ เงินทอง ชื่อเสียง บ้างขอเน้นสุขทางใจเป็นพิเศษ สำหรับผู้หญิงคนนี้… ความสุขของ กิ๊ก – มยุริญ ผ่องผุดพันธ์ เกิดจากการค้นพบยาขนนเอกที่เรียกว่า “ธรรมโอสถ” เมื่อหลายปีก่อน มยุริญ ผ่องผุดพันธ์ หรือ กิ๊ก มีชื่ออยู่ในทำเนียบนางร้ายอันดับต้น ๆ ของวงการบันเทิงจากการพลิกบทบาทการแสดงครั้งสำคัญแบบสุดขั้ว จากบทกุลสตรีสู่นางร้าย ในละครฟอร์มยักษ์เรื่อง “นิรมิต” เมื่อ ปี 2540 ความสำเร็จทางโลกของกิ๊กในวันนี้ เริ่มด้วยการคว้าปริญญาบัตรมาให้ครอบครัวได้ชื่นใจถึง 2 ฉบับ ได้แก่ ศิลปศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนิเทศศาสตรมหาบัณฑิต จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตามติดด้วยการได้ทำในสิ่งที่เธอรักคือการเป็นนักแสดง ซึ่งเธอได้รับการตอบรับที่ดีเสมอ ล่าสุดกิ๊กยังสนุกกับความท้าทายใหม่ ๆ ด้วยการเป็นคอลัมนิสต์ วิทยากรบรรยายธรรม และหัวหน้าเครือข่ายบุญ MLM ที่เธอและผองเพื่อนกัลยาณมิตรพร้อมใจกันจัดขึ้นเพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนาด้วยใจจริง   เปลวเทียนเปลี่ยนชีวิต นอกจากคุณพ่อคุณแม่ (คุณปริญญา – […]

กลับตัวทัน ในวันที่เกือบจะสาย ท็อป – เทวินทร์ สุรเชิดเกียรติ

กลับตัวทัน ในวันที่เกือบจะสาย ท็อป – เทวินทร์ สุรเชิดเกียรติ 0 ผม ( ท็อป – เทวินทร์ สุรเชิดเกียรติ ) เคยเป็นเด็กเกเร วู่วาม กล้าได้กล้าเสีย ทําตัวเละเทะมาตลอดจนวันหนึ่งที่เห็นน้ําตาแม่ไหลครั้งแรกในชีวิต ผมรู้ทันทีว่าจะใช้ชีวิตเหมือนเดิมไม่ได้อีกต่อไป 0 ชีวิตเกเรของผมเริ่มตั้งแต่ตอนเรียนชั้นประถมศึกษา ผมเป็นหัวโจกยกพวกไปตีกับเด็กห้องอื่นอยู่เสมอ พอเข้าเรียนชั้นมัธยมต้น นอกจากเรื่องเกเรแล้ว ผมเริ่มโดดเรียน เอาเวลาไปเล่นเกม เพราะมันสนุก 0 พอขึ้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ความไม่กลัวใครของผมทําให้ผมยกพวกไปตีกับรุ่นพี่ ม.6 และยังมีวีรกรรมอีกมากมาย จึงโดนเรียกไปพบอาจารย์ฝ่ายปกครองเป็นว่าเล่น แม้ขึ้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ผมยังคงเกเรอย่างสม่ําเสมอ เรื่องโดดเรียนก็เช่นกัน ผมโดดเรียนจนติดศูนย์ 35 ตัว เมื่อแม่เห็นผลการเรียน ท่านก็นิ่งไป จนกระทั่งผมมีเรื่องชกต่อยกับรุ่นน้อง ฝ่ายปกครองเรียกคุณแม่ไปพบผมยืนรอด้านนอก พลางคิดในใจว่าคงไม่โดนทําโทษอะไรมาก เดี๋ยวก็จบม. 6 แล้ว อาจารย์คงไม่ใจร้ายกับเราหรอก สักพักหนึ่งคุณแม่เดินออกมาจากห้องปกครองน้ําตาไหลเป็นทาง ผมตกใจมาก เพราะไม่เคยเห็นแม่ร้องไห้ ผมถามว่าเป็นอะไรท่านตอบสั้น ๆ […]

กู่เทียนเล่อ ซูเปอร์สตาร์ใจบุญ ผู้ไม่เคยหยุดปิดทองหลังพระ

กู่เทียนเล่อ ซูเปอร์สตาร์ใจบุญ ผู้ไม่เคยหยุดปิดทองหลังพระ   กู่เทียนเล่อ (Louis Koo) เป็นหนึ่งในนักร้อง – นักแสดง และนักสร้างภาพยนตร์ชาวฮ่องกงที่คนไทยรู้จักกันดี เขาเรียนจบชั้นมัธยมปลายและเริ่มทำงานตั้งแต่อายุ 15 ปี เขาทำงานหลายอย่าง ตั้งแต่เป็นพนักงานขายของในซูเปอร์มาร์เก็ตใกล้บ้าน พนักงานทำความสะอาดที่ร้านฟาสต์ฟู้ด ลูกมือกุ๊กในร้านอาหาร พนักงานขายเสื้อผ้าแบรนด์เนมในห้างสรรพสินค้า พนักงานเดินเอกสารในออฟฟิศ จนกระทั่งเขาได้ไปเล่นเป็นพระเอกมิวสิควิดีโอในคาราโอเกะจึงคิดเข้าสู่วงการบันเทิง โดยการไปสมัครทดสอบบทเอี้ยก้วยในละครเรื่องมังกรหยก ของสถานีโทรทัศน์ทีวีบีเมื่อปี พ.ศ. 2538 ปรากฏว่าเขาได้รับคัดเลือก จากนั้นเป็นต้นมาอาชีพนักแสดงของเขาก็รุ่งโรจน์จนกลายเป็นพระเอกหมายเลขหนึ่งของทีวีบี ปัจจุบันซูเปอร์สตาร์คนนี้อายุ 47 ปี มีผลงานมากมายทั้งทางโทรทัศน์ ภาพยนตร์ และยังเป็นผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์อีกด้วย เขาเคยได้รับรางวัลนักแสดงชายยอดเยี่ยมของทีวีบี 2 ครั้ง ได้รับยกย่องให้เป็นบุคคลสำคัญในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของฮ่องกง และเป็นแอมบาสเดอร์ของงานเทศกาลหนังนานาชาติฮ่องกงมาตั้งแต่ปี 2014 จนถึงปัจจุบัน เขาตั้งบริษัท One Cool Film Production Limited ซึ่งสร้างภาพยนตร์มาแล้ว 14 เรื่อง นั่นเป็นประวัติที่คนทั่วไปรู้จักเขา แต่เรื่องที่ไม่ค่อยมีคนรู้คือ เขาบริจาคเงินสร้างโรงเรียนให้เด็ก ๆ ในประเทศจีนเกือบร้อยแห่งโดยไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้เลย ความใจบุญของกู่เทียนเล่อกลายเป็นข่าวดังในปี […]

คิดได้เมื่อสายเสียแล้ว ใหม่ – พิศาล ศรีมั่นคง

คิดได้เมื่อสายเสียแล้ว ใหม่ – พิศาล ศรีมั่นคง 0 ผม ( ใหม่ – พิศาล ศรีมั่งคง ) เคยละเลยคนใกล้ตัว เพราะมัวแต่คิดว่าเขาอยู่ใกล้และไม่จากไปไหน จนเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่เป็นบทเรียนราคาแพงที่สุดในชีวิต ความคิดของผมก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง 0 สามมีพี่น้อง 4 คน ผมเป็นคนที่ 3 ตอนเด็ก ๆ ที่บ้านตามใจน้องคนเล็กมาก และผมชอบคิดว่าแม่รักน้องมากกว่า ทําให้ผมไม่ชอบน้อง ตีกับน้องบ่อย ๆ แต่พอเวลาผ่านไป ผมและน้องโตขึ้นความคิดก็เปลี่ยน เราพูดคุยกันมากขึ้นคุยกันแทบทุกเรื่องกลายเป็นพี่น้องที่รักกันมาก เวลาน้องอยากได้อะไร ไปขอคุณแม่แล้วท่านไม่ให้เขา ก็จะมาขอผม สิ่งใดที่น้องขอแล้วผมให้ได้ผมก็ยินดีจะหามาให้ 0 ช่วงที่ผมอยู่ต่างประเทศระหว่างจบปริญญาตรี กําลังจะเรียนต่อปริญญาโท น้องโทรศัพท์มาหาผมบอกว่าอยากได้นาฬิกา ผมรับปากว่าจะซื้อให้และน้องอยากให้ผมกลับเมืองไทยช่วงปีใหม่ เพราะเขาอยากใส่นาฬิกาใหม่ตอนปีใหม่ ผมไม่รับปากว่าจะกลับช่วงนั้น พอน้องฟังคําตอบเขาบอกว่า 0 “ถ้าอย่างนั้นผมไม่รอแล้วนะ” ได้ยินดังนั้นผมจึงตอบน้องกลับไปแค่ว่า “ไม่รอก็ไม่เป็นไร ก็ไม่ต้องเอา” 0 ปากพูดไปอย่างนั้น แต่ผมก็ซื้อนาฬิกาเก็บไว้ให้น้อง ช่วงปีใหม่ผมไม่ได้กลับบ้านเพราะมัวแต่ไปเที่ยวกับเพื่อนส่วนนาฬิกา คิดว่าเอากลับไปให้น้องทีหลังก็ได้ […]

สติชนะทุกสิ่ง อาโป – ณัฐวิญญ์ วัฒนกิติพัฒน์

สติชนะทุกสิ่ง อาโป – ณัฐวิญญ์ วัฒนกิติพัฒน์ 0 จากที่ไม่เคยเต็มใจสักครั้งเวลาต้องไปวัดและไม่เข้าใจคําสอนใดๆ ของศาสนาพุทธ แต่ปัจจุบัน อาโป – ณัฐวิญญ์ วัฒนกิติพัฒน์ กลับเป็นคนที่ซึมซับธรรมะ จนสามารถนํามาปรับใช้ในชีวิตจริงได้เป็นอย่างดี 0 อาโปเล่าถึงเส้นทางชีวิตก่อนจะสนใจ ธรรมะอย่างจริงจังว่า 0 “ผมมีพี่น้อง 3 คน มีพี่สาวและน้องชาย ผมเป็นคนกลาง คุณพ่อคุณแม่เลี้ยงพวกเราแบบให้อิสระ 50 เปอร์เซ็นต์ ส่วนอีก 50 เปอร์เซ็นต์คุณต้องเข้าวัด โดยเฉพาะช่วง วันหยุดนักขัตฤกษ์ ปีใหม่ สงกรานต์ ฯลฯ เวลาต้องไปวัดผมไม่ชอบเลย เพราะติดเกมอยากอยู่บ้านเล่นเกมมากกว่า จนคุณพ่อคุณแม่ต้องเอาคอมพิวเตอร์ไปไว้ในห้องนอนของท่าน แล้วจํากัดเวลาในการเล่น เพื่อไม่ให้ผมติดเกมมากจนเกินไป 0 ” ตอนเด็ก ๆ ผมไม่เคยเต็มใจไปวัดสักครั้ง มีอยู่ครั้งหนึ่งผมอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ไปวัดที่ครอบครัวไปเป็นประจํา คือ วัดอัมพวัน จังหวัดสิงห์บุรี ขากลับนั่งอยู่บนรถ คุณแม่บอกว่าอยากให้ผมบวชสามเณรภาคฤดูร้อน ผมตอบทันทีว่าไม่บวช คุณแม่พยายามโน้มน้าวอย่างไรผมก็ยืนกรานปฏิเสธจนท่านร้องไห้ […]

เมตตากรุณา - ยิ่งแบ่งยิ่งได้ เคล็ดลับความสุขความสำเร็จของสหรัถ สังคปรีชา

เมตตากรุณา - ยิ่งแบ่งยิ่งได้ เคล็ดลับความสุขความสำเร็จของ สหรัถ สังคปรีชา ตลอดระยะเวลากว่า 28 ปีในวงการบันเทิง นอกจากไม่มีข่าวด่างพร้อยแล้วเขายังเป็นที่รักของประชาชนไม่เสื่อมคลาย เชื่อว่าหลายคนคงอยากรู้ว่าอะไรที่ทำให้ ก้อง - สหรัถ สังคปรีชา ผู้ชายอบอุ่นคนนี้ประสบความสำเร็จ วันนี้เขามาเผยเคล็ดลับการใช้ชีวิต การงาน และความรัก รวมถึงพลังของความเมตตากรุณาและการให้   คุณก้องเติบโตมาในครอบครัวแบบไหนคะ ได้ยินว่าตอนเด็ก ๆ ถูกสปอยล์มาไม่น้อย ใช่ครับ ก่อน 10 ขวบผมเติบโตมาในครอบครัวใหญ่คุณตาเป็นเจ้าของบ้าน มีคุณแม่ คุณป้า และคุณน้าอยู่รวมกันผมเป็นหลานคนแรก คุณตาจึงค่อนข้างเห่อและเลี้ยงแบบเอาอกเอาใจ ผมจึงแทบไม่ต้องทำอะไรเลย เพราะที่บ้านมีคนงานสิบกว่าคน ผมเรียกใช้ได้หมด ตอนนั้นยังไม่รู้หรอกว่าตัวเองเอาแต่ใจ อยากได้อะไรก็เรียกพี่เลี้ยงมาทำให้ ไม่ต้องทำอะไรเอง เคยถึงขนาดหิวแล้วเขวี้ยงจานทิ้ง แต่ตอนนั้นยังเด็กมาก เลยไม่ค่อยรู้ตัว พอย้อนกลับไปคิดแล้วเป็นพฤติกรรมที่น่าเขกกบาลมาก (หัวเราะ) จนผมอายุสิบกว่าขวบ คุณพ่อก็ซื้อบ้านเองและแยกครอบครัวออกมา ผมถึงเลิกเป็นเด็กสปอยล์   คุณพ่อสอนอะไรบ้างคะ คุณพ่อเน้นให้ผมรู้จักทำอะไรด้วยตนเอง พึ่งตัวเองอย่างตอนเป็นเด็กนักเรียน ถ้าวันไหนผมลืมเอาอุปกรณ์เกี่ยวกับชุดลูกเสือไป เช่น พู่ ผ้าพันคอ เข็มขัด คุณพ่อจะไม่ยอมซื้อให้ใหม่ ทั้งที่สามารถซื้อได้และราคาไม่แพงด้วย แต่คุณพ่อปล่อยให้โดนครูตี ท่านสอนว่าไม่ควรลืม ถ้าวันไหนมีเรียนลูกเสือ ก่อนนอนต้องเตรียมอุปกรณ์ชุดลูกเสือไว้ให้พร้อมตั้งแต่นั้นมาผมไม่ลืมอีกเลย นอกจากนั้นคุณพ่อยังสอนให้ทำอะไรเอง ตอนเด็ก ๆผมจึงต้องเป็นลูกมือให้คุณพ่อแทบทุกเรื่อง เช่น ซ่อมรถปลูกต้นไม้ บางครั้งผมก็บ่นว่าทำไมต้องทำ คนใช้ก็มี ทำไมไม่ใช้ เวลาเห็นผมโกรธมาก ๆ คุณพ่อมักบอกว่า “วันหนึ่งก้องจะรู้เองว่าทำไมพ่อต้องทำแบบนี้” พอโตขึ้นมาผมถึงเห็นคำตอบที่พ่อพูดไว้ เพราะเราทำอะไรได้หลายอย่าง ในขณะที่คนอื่นทำไม่เป็น ถ้าวันนั้นคุณพ่อไม่สอน วันนี้ผมคงทำอะไรไม่เป็น   มีวิธีคิดและทำใจกับการสูญเสียคุณพ่อเมื่อไม่นานมานี้อย่างไรคะ คุณพ่อป่วยมาประมาณปีกว่า พอรู้ผมก็พยายามทำใจพาท่านไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หาข้อมูลการรักษา หาอาหารดี ๆ มาให้ท่าน และสิ่งสำคัญที่สุดคือ ให้กำลังใจท่าน โชคดีที่คุณพ่อไม่ท้อแท้ ไม่เศร้า เพราะท่านหวังว่าจะกลับมาหายดีอีกครั้งหนึ่ง ช่วง 5 - 6 เดือนหลังมานี้คุณพ่อเดินไม่ได้แล้ว เพราะกล้ามเนื้อขาหมดแรง ขยับไม่ได้ ต้องนอนอยู่แต่บนเตียงและเจ็บปวดทรมานมาก ยิ่งสองเดือนสุดท้ายคุณพ่อยิ่งทรุดหนักเห็นอย่างนี้ผมยิ่งต้องทำใจมากขึ้น การเสียชีวิตของคุณพ่อทำให้ผมเข้าใจชีวิตมากขึ้นว่าคนเราต้องเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่มีใครหนีพ้น นี่เป็นเพียงบทเรียนแรกที่เริ่มเข้ามาในชีวิต และจากนี้ไปผมคงพบการสูญเสียต่อไปเรื่อย ๆ เพราะที่สุดแล้วคนเราก็ต้องล้มหาย-ตายจากกันเป็นธรรมดาของชีวิต พอผมเข้าใจอย่างนี้ได้แล้วจึงทำใจได้ง่ายขึ้น   ทราบว่าสนใจเล่นดนตรีตั้งแต่เด็ก ๆ ผมเรียนโรงเรียนชายล้วน เวลาเลิกเรียน นักเรียนแบ่งเป็นสองกลุ่ม คือกลุ่มเล่นกีฬาและกลุ่มเล่นดนตรี ผมเป็นกลุ่มที่ชอบไปห้องซ้อมดนตรี เพราะหลงใหลเสน่ห์ของดนตรี ผมมักไปกับกลุ่มเพื่อนที่เล่นดนตรี จนได้เข้าวงดนตรีกับเพื่อน ช่วงมัธยมต้นเล่นดนตรีป๊อกแป๊ก ๆ พอขึ้นมัธยมปลายถึงเริ่มฟอร์มวงเป็นเรื่องเป็นราว โดยเล่นงานเล็ก ๆ ก่อน เช่นงานวันเกิด งานแต่งงานครู งานห้องสมุด งานโรงเรียนพอเรียนจบ ม.6 เข้าเรียนมหาวิทยาลัยปี 1 ปี 2 ผมเริ่มเล่นเป็นอาชีพตามผับบาร์ มีพี่ชายของเพื่อนเปิดผับก็ไปขอเล่นเลย เงินเดือนเท่าไรก็เอา คือผมไม่ได้สนใจเรื่องเงินเดือนแค่อยากเล่นดนตรีมากกว่า เพราะเป็นความฝันของผม เล่นดนตรีอยู่สัก 2 ปี แกรมมี่ก็จับเซ็นสัญญาทำอัลบั้มนูโว คราวนี้แหละผมได้เล่นดนตรีทั้งชีวิต (หัวเราะ)   รู้สึกอย่างไรบ้างคะที่วันหนึ่งความฝันกลายเป็นจริงขึ้นมา ได้เป็นนักร้องที่ประสบความสำเร็จมีชื่อเสียง ผมมีความสุขมาก จำได้ว่าวันที่นูโวได้ออกอัลบั้มครั้งแรกแล้วมีงานคอนเสิร์ต โอ้โห มีความสุขสุดขีด เหมือนกับว่าทั้งชีวิตเราฝันอยากเป็นนักดนตรี พอวันหนึ่งได้เริ่มเล่นอาชีพตามผับตามบาร์ก็รู้สึกว่าประสบความสำเร็จในจุดหนึ่งแล้ว ยิ่งพอได้ออกอัลบั้ม ได้เล่นคอนเสิร์ต ยิ่งรู้สึกเหมือนเราเรียนจบได้ปริญญาตรีมาอีกใบหนึ่ง มีความสุขมาก วันที่รู้ตัวว่าเรามีชื่อเสียงแล้ว คงเป็นวันที่ผมไปเล่นคอนเสิร์ตโลกดนตรี แล้วมีแฟนคลับมาจับมือและร้องไห้แบบคลั่งไคล้ ตอนนั้นผมตกใจมาก เพราะไม่ได้คิดว่าตนเองเป็นซูเปอร์สตาร์ รู้สึกแค่ว่าเป็นนักดนตรีธรรมดา ๆ ไม่เคยรู้ว่าคนดูมองเราเป็นนักดนตรีที่เขาอยากกรี๊ด อยากจับมือ แค่เห็นก็ร้องไห้แล้ว วันนั้นผมถึงได้รู้ว่าชีวิตมันเปลี่ยนไปแล้ว ไปไหนมาไหน จะเข้าโรงแรมก็ต้องมีการ์ดมากั้น เรียกว่าชีวิตเปลี่ยนไปเลย (ยิ้ม)   ตั้งแต่เข้ามาทำงานในวงการบันเทิง เจอปัญหาหรือเรื่องที่ไม่ชอบใจบ้างไหมคะ ปัญหาไม่ค่อยมีนะครับ แต่เรื่องที่รู้สึกคงเป็นเรื่องความเป็นส่วนตัวหายไป เพราะเราต้องโดนถ่ายรูปตลอดเวลาบางทีออกจากบ้าน หน้าตาผมเผ้ายังกระเซอะกระเซิงอยู่ พอขับรถไปถึงที่นัดถ่ายทำ ลงจากรถปุ๊บเจอกล้องเป็นสิบ ๆ ตัวมารุมถ่าย ผมจะรู้สึกว่ายังไม่พร้อม เพิ่งตื่น ตายังบวมอยู่เลยคิดว่าไม่ค่อยเป็นส่วนตัวเท่าไหร่ หรือเวลาไปต่างจังหวัดพอลงจากเครื่องบินปุ๊บ มีแฟนคลับมารอรับ ขึ้นรถตู้ไปถึงโรงแรมนี่ยิ่งหนักเลย คราวนี้รอเป็นร้อย เปิดรถตู้มา โดนดึงต่างหู โดนดึงสร้อยไป รู้สึกว่าชีวิตส่วนตัวหายไปแล้ว แต่ผมก็เข้าใจนะว่าการมีชื่อเสียงบางครั้งก็ต้องแลกกับการสูญเสียอะไรไปสักอย่างแบบนี้แหละ   มีเคล็ดลับการทำงานอย่างไรที่ทำให้ได้รับความนิยมมานานขนาดนี้คะ ทำให้ดีที่สุด ตั้งใจทำทุกงาน เคารพผู้ร่วมงาน ให้เกียรติผู้ร่วมงานทุกคน ผมคิดว่าทุกอาชีพทำเองคนเดียวไม่ได้เพราะยังต้องมีผู้ร่วมงาน มีฝ่ายอื่น ๆ อีก ดังนั้นถ้าอยากทำงานให้ดีและสมบูรณ์แบบก็ต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน นอกจากนั้นผมยังใช้ “พรหมวิหาร 4” ที่ช่วยให้การทำงานสะดวกสบายขึ้นพรหมวิหาร 4 คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาเป็นเรื่องง่าย ๆ ที่ทุกคนทำได้หมด โดยเฉพาะ 2 ข้อแรกเมตตา คือ ปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุข กรุณา คือปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ พอเรามีเมตตากรุณาอย่างนี้แล้วคนรอบข้างที่ได้รับความเมตตากรุณาก็จะให้ความรู้สึกดี ๆ ให้ความรักคืนกลับมา เรียกว่าให้ไปก่อน เดี๋ยวก็ได้กลับมาเองพอทำแบบนี้บ่อย ๆ เราก็จะมีแต่ความสุข ผมสนใจเรื่องพรหมวิหาร 4 เพราะคุณพ่อชอบให้หนังสือธรรมะ ชอบให้รู้เรื่องธรรมะ พอได้อ่านหนังสือเหล่านี้มันจะค่อย ๆ ซึมซับมาเอง เวลานำเอาไปใช้ผมรู้สึกว่าชีวิตดีขึ้นมีแต่เรื่องดี ๆ วิ่งเข้ามา เช่น เวลาไปไหนก็มีแต่คนคิดดี ๆ กับเรา มีแต่คนชื่นชม ไปไหนคนก็ต้อนรับ ผมรู้สึกว่าการทำบุญเรื่อย ๆ อย่างเวลามีหน่วยงานไหนขอให้ช่วย ผมก็ไม่เกี่ยง ผมเขียนหนังสือเรื่อง Real Kong เงินที่ได้ทั้งหมดก็เอาไปช่วยเด็ก ช่วยคนแก่ ช่วยหมาแมวพอทำดีอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ ทำให้ไปไหนมีแต่คนชื่นชม ไม่มีคนเห็นแล้วยี้ ดังนั้นผมคิดว่าการทำดีทำให้เราได้สิ่งดีกลับมาจริง ๆ   รู้สึกอย่างไรที่ได้เป็นโค้ช The Voice ซึ่งเป็นบทบาทที่ทำหน้าที่ของการเป็นครู ผมคิดว่างานนี้เป็นโอกาสดีอีกเรื่องที่เข้ามาในชีวิตครั้งแรกผมปฏิเสธรายการไป แต่เขาตามผมอยู่เป็นเดือนคือตอนแรกผมไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร เกิดมาไม่เคยเป็นโค้ชไม่รู้จะไปสอนคนร้องเพลงอย่างไร จึงปฏิเสธไป จนรายการพยายามเกลี้ยกล่อมขอให้เข้ามาคุยหน่อย บอกถ้าไม่รับ ก็ไม่ตื๊อแล้ว แต่พอได้เข้าไปคุยถึงรู้ว่าไม่ยากอย่างที่คิด เมื่อตัดสินใจไปทำจริง ๆ กลายเป็นเรื่องง่าย เพราะผมมีสิ่งเหล่านี้อยู่เต็มตัวเลย ผมถูก พี่เต๋อ (เรวัต พุทธินันทน์) และพี่ ๆ ในแกรมมี่เคี่ยวเข็ญมาหนักมาก เคยยืนร้องเพลงกับพี่เต๋อมาไม่รู้กี่สิบเพลงร้องกันตั้งแต่บ่าย ๆ ไปเสร็จตอนเช้าอีกวันหนึ่ง ทั้งที่ร้องแค่เพลงเดียว เพราะเราร้องโดยไม่มีเครื่องดนตรี ใช้เสียงร้องอย่างเดียว สมัยนั้นไม่มีคอมพิวเตอร์ช่วยเรื่องการร้องเพลงเหมือนสมัยนี้ ตอนนี้ร้องผิดร้องเพี้ยนมีคอมพิวเตอร์ช่วยได้สมัยก่อนเป็นเทป จึงต้องร้องจริง ๆ อย่างเดียว ผมโดนขับเคี่ยวมาเยอะมาก ทำให้มีสิ่งเหล่านี้อยู่ในตัวไม่รู้ตัว เช่น วิธีการร้องหนัก - เบา สั้น - ยาว การทำงานในห้องอัด ฯลฯ พอวันหนึ่งที่เราต้องมาสอนเด็ก ๆ ร้องเพลงว่าทำอย่างนี้สิ ขึ้นคอนเสิร์ตให้ร้องอย่างนี้นะ จึงสอนได้ ถือว่าโชคดีไป   ที่ผ่านมาคุณก้องทำกิจกรรมช่วยสังคมสม่ำเสมอ เลือกไหมคะว่าต้องทำบุญด้านไหน การทำดีของผมไม่ได้จำกัดเลยว่าจะช่วยใครบ้าง คือช่วยได้ก็ช่วย ทั้งสัตว์ คนแก่ เด็ก คนพิการ ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรง ไม่ได้เหนื่อยนักหนา ผมจะพยายามช่วยบางหน่วยงานให้ผมช่วยพูดรณรงค์บริจาคสิ่งของให้คนแก่เด็กกำพร้า เด็กพิการ ถ้าพอมีคิวว่างผมก็ทำ เพราะคิดว่าเราไม่ได้เสียอะไรมากมาย แค่สละเวลาไปช่วยเหลือ ผมยินดีช่วย ที่ทำอย่างนี้เพราะผมคิดว่าได้สิ่งดี ๆ จากสังคมเยอะมาก ดังนั้นเราควรต้องแบ่งปันกลับไปบ้าง ผมเชื่อว่ายิ่งแบ่งก็ยิ่งได้ อย่างตอนประเทศเนปาลแผ่นดินไหว ผมไปร่วมเล่นคอนเสิร์ตการกุศล หาเงินช่วยเหลือเนปาลมีเพื่อน ๆ ศิลปินไปช่วยกันเยอะ เช่น วงนูโว, พี่ปุ๊ -อัญชลี จงคดีกิจ, โจอี้ บอย, คุณบอย โกสิยพงษ์,แสตมป์ ฯลฯ รวบรวมเงินบริจาคได้ประมาณ 2 ล้านบาทแล้วส่งไปให้เนปาล แม้ไม่ได้มากมาย แต่คงพอช่วยคนได้เป็นร้อยเป็นพันคนโดยที่เราก็ไม่ได้เหนื่อยอะไรมาก ผมได้เล่นดนตรีที่ชอบและได้หาเงินบริจาคไปช่วยเหลือชาวเนปาลก็รู้สึกประทับใจครับ   เวลาว่างทำอะไรบ้างคะ […]

บานเย็น - โทนี่ รากแก่น สองแม่ลูกกับความผูกพันแบบ “ไม่ใกล้…แต่ก็ไม่ไกล”

บานเย็น - โทนี่ รากแก่น สองแม่ลูกกับความผูกพันแบบ “ไม่ใกล้…แต่ก็ไม่ไกล” หากเอ่ยถึงสองแม่ลูกที่มีชื่อเสียงโด่งดังทั่วประเทศ หนึ่งในนั้นย่อมไม่พ้นแม่ลูกคู่นี้ …บานเย็นและ โทนี่ รากแก่น สำหรับฝ่ายคุณแม่นั้น คนจำนวนมากต่างจดจำนักร้องสาวใหญ่คนนี้ได้ในฉายา“ราชินีลูกทุ่งหมอลำประยุกต์” รวมทั้งในฐานะศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (การแสดงพื้นบ้าน - หมอลำ) ประจำปี พ.ศ.2556 ในขณะที่ฝั่งคุณลูกก็เป็นนักแสดงหนุ่มขวัญใจสาว ๆ ที่มีตำแหน่งสไตลิสต์ทรงผมซึ่งมีลูกค้าจำนวนมากติดใจในฝีไม้ลายมือพ่วงตามมาด้วย อย่างไรก็ดี กว่าที่เส้นทางชีวิตของทั้งครอบครัว (รวมทั้ง แอนนี่ กับ แคนดี้ รากแก่นพี่สาวทั้งสองคนของโทนี่) จะมาบรรจบกันจนเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์เช่นทุกวันนี้ ก็ต้องพบกับการพลัดพรากจากกันครั้งแล้วครั้งเล่า และเมื่อกลับมาอยู่ด้วยกันแล้วแต่ละคนก็ยังมีภารกิจของตัวเองจนไม่ค่อยได้พบกันเหมือนครอบครัวอื่น ทว่าทุกคนก็ยืนยันว่านั่นไม่ใช่ปัญหาเลยแม้แต่น้อย   ก่อนอื่นอยากให้คุณบานเย็นช่วยเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับครอบครัวสักเล็กน้อยครับ ดิฉันแต่งงานตั้งแต่อายุ 25 สมัยนั้นถือว่าอายุเยอะแล้วนะคะ ความจริงคุณแม่อยากให้แต่งงานตั้งนานแล้ว แต่ความที่เรามีงานแสดงเยอะมากมาตั้งแต่อายุ 17 มีงานทุกวันทั่วประเทศเลยค่ะ จึงไม่มีเวลาเป็นของตัวเอง และไม่ได้แต่งงานสมใจท่านเสียทีนอกจากนั้นก็ยังไม่ค่อยได้รู้จักใคร จะมีก็แต่คุณพ่อน้องโทนี่ (เทพบุตร วิมลชัยฤกษ์)ที่เป็นเจ้าของสำนักงานสยามธุรกิจบันเทิงต้นสังกัดเราเท่านั้น ก็คบกับเขามาเรื่อย ๆดูใจกันมา 8 ปีจึงตัดสินใจแต่งงานกัน   สำหรับคนที่ทำงานมาตั้งแต่วัยรุ่นพอแต่งงานและต้องรับงานน้อยลงรู้สึกเหงาบ้างไหมครับ ไม่เหงาเลยค่ะ เพราะเราต้องใช้เวลาเกือบทั้งหมดไปกับการดูแลลูกอ่อน ซึ่งแต่ละคนเกิดห่างกัน 2 ปี หมายความว่าในขณะที่ลูกคนแรกอายุ 2 ปี ซึ่งเป็นวัยที่กำลังซุกซนก็มีลูกคนที่สองตามมาอีก เราก็ยิ่งมีภาระให้ดูแลหนักขึ้นไปอีก แล้วในขณะที่ลูกสองคนแรกกำลังซน คนที่สามก็ตามมาอีกตอนนั้นก็เลยเหนื่อยกับการเลี้ยงลูก ไม่มีเวลาเหงาหรอกค่ะ   ดูแลลูก ๆ ใกล้ชิดแบบนี้ เมื่อแยกทางกับสามีและต้องอยู่ห่างจากลูกน่าจะทำใจยากมากนะครับ (พยักหน้า) ค่ะ ร้องไห้คิดถึงลูกตลอดตอนนั้นต้องไปแสดงที่อเมริกานานเหมือนกันลูก 3 คนเลยต้องอยู่กับคุณพ่อ พยายามโทร.มาหาเขาตลอด คอยเช็กว่าลูก ๆ เป็นยังไงบ้าง ส่งเงินเข้าบัญชีคุณป้าไว้ให้ใช้ ถึงจะไม่ได้มากมายอะไร แต่เราก็อยากให้ลูก ๆมีไว้จะได้ไม่ลำบาก   ขอถามคุณโทนี่บ้างนะครับ ตอนที่คุณแม่ไปอยู่อเมริกานานหลายปีคุณได้มีโอกาสพบคุณแม่บ้างไหมครับ ช่วงนั้นความที่ยังเด็กมาก ผมก็จะจำได้แค่คร่าว ๆ ว่า แม่จะมาหาบ้าง…นาน ๆ ทีแต่พ่อนี่จะเจอทุกปีตอนปิดเทอม เพราะพวกเรา 3 คนจะไปหาพ่อที่กรุงเทพฯ แล้วพ่อก็จะพาไปเที่ยว ส่วนแม่เราจะรู้จักจากคำพูดของคนอื่นเป็นส่วนใหญ่ อย่างเช่นพอครูเห็นนามสกุลเราก็จะถามว่า “เธอเป็นลูกคุณบานเย็นเหรอ คุณบานเย็นเก่งมากดังมาก แล้วก็สวยมากเลยนะ” เราจะรู้แค่นี้แต่ไม่เคยเห็นผลงานแม่แบบเป็นเรื่องเป็นราวเลย   การหย่าร้างของคุณพ่อคุณแม่มีผลกระทบกับคุณมากน้อยแค่ไหนครับ ถ้าถามว่าผมรู้สึกว่าเรื่องที่เกิดขึ้นมีผลกระทบหรือ คิดว่าตัวเองขาดอะไรไหมผมไม่ค่อยรู้สึกว่าขาดอะไรนะครับ เพราะพ่อแม่แยกทางกันตั้งแต่ผมยังเด็กมาก อายุยังไม่ถึง 2 ขวบและยังจำความไม่ได้เลยถึงแม้ว่าต่อมาแม่จะไปใช้ชีวิตอยู่ที่อเมริกาส่วนพ่อก็ไปทำงานที่กรุงเทพฯ แต่พวกเรา3 คนก็ได้คุณย่ากับอานางที่ดูแลเราอย่างใกล้ชิดมาตั้งแต่เล็ก จึงไม่ค่อยมีสถานการณ์ที่ทำให้รู้สึกว่าเราขาดแม่หรือขาดพ่อนะครับ แต่ถึงอย่างนั้นผมก็คงไม่สามารถพูดได้ว่าไม่มีผลกระทบเลยนะ เดาว่าเรื่องที่เกิดขึ้นก็คงกระทบผมกับพี่ ๆ ไปคนละแบบ แต่ส่วนใหญ่ก็มารับรู้ว่าเรามีปมแบบนี้ ๆ ที่ทำให้เกิดผลลัพธ์บางอย่างกับชีวิตก็ตอนที่โตกันแล้ว ตัวอย่างเช่น ตอนเด็ก ๆผมมีปัญหาเรื่องคิดไม่ค่อยทันคนอื่นเขาพอเห็นรุ่นพี่เขาคิดและตัดสินใจได้เร็ว เราก็เลยคิดได้ว่า อ๋อ สงสัยเขาคงมีพ่อแม่คอยอยู่ให้คำแนะนำตลอดเวลา เราก็เลยใช้วิธีมองรุ่นพี่พวกนี้แหละ   เคยมีคำถามบ้างไหมว่า ทำไมพ่อกับแม่ถึงไม่ได้อยู่ด้วยกัน ไม่มีครับ ส่วนหนึ่งเพราะเราได้รับรู้ความจริงตั้งแต่เด็กแล้วว่าพ่อแม่แยกทางกันเพราะอะไร ยังไง เรื่องราวเป็นอย่างนี้เราก็ต้องใช้ชีวิตแบบนี้ พอโตขึ้นมาเราก็ค่อย ๆ ได้เรียนรู้ว่า จริง ๆ แล้วพวกเขาก็เป็นแค่คนคู่หนึ่งที่ไม่เข้าใจกัน คนหนึ่งอยากจะทำแบบหนึ่ง ในขณะที่อีกคนก็คิดอีกแบบหนึ่ง เมื่อไม่เข้าใจกัน สุดท้ายก็ต้องแยกทางกันไป แต่ถึงเราจะไม่ค่อยได้เจอกัน แถมบางทีเราก็แอบกลัวแม่ด้วย เพราะเรามองเขาเหมือนเป็นคนแปลกหน้าคนหนึ่งที่อยู่ดี ๆก็เข้ามาในชีวิตเรา แต่ทุกครั้งที่แม่มาหาก็จะรู้สึกอบอุ่นนะครับ สิ่งหนึ่งที่ผมจะจำได้แม่นเกี่ยวกับแม่ในตอนนั้นคือ แม่จะมีกลิ่นหอมในแบบของเขาที่ต่างจากคนทางบ้านพ่อ รวมถึงบุคลิกภายนอกด้วย อย่างคุณย่าคุณอานี่ทุกคนจะมาทางสายตรงไปตรงมาพูดอะไรตรง ๆ ห้วน ๆ ส่วนแม่จะมาสายหวาน ๆ นุ่มนวล แม้จะไม่ค่อยได้อยู่ด้วยกันนาน ๆ แต่เราก็รู้สึกอบอุ่นทุกครั้งที่ได้เจอผมกับพี่ ๆ ก็โตขึ้นมาในลักษณะนี้ ก่อนที่เราจะย้ายไปเรียนที่ออสเตรเลียเมื่อปี 1994   คุณแม่กับคุณลูกได้กลับมาใกล้ชิดกันตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ พอดิฉันกลับมาอยู่เมืองไทย ลูก 3 คนเขาก็คุยกันเองว่า ตอนนี้แม่อยู่คนเดียวจะมีใครมาอยู่เป็นเพื่อนแม่ไหม แคนดี้เขาก็อาสา แคนดี้ก็เลยกลับมาเรียนต่อที่มหา-วิทยาลัยรังสิต คือปกติเราก็จะกลับมาเที่ยวเมืองไทยทุกปีอยู่แล้ว ช่วงแรกเราก็ยังกลับไปมหาสารคามอยู่บ้าง แต่ช่วงหลังพอแม่กลับมาอยู่เมืองไทยแล้วเราก็เลยมาอยู่กับแม่เป็นหลัก ทำให้เริ่มรู้จักแม่มากขึ้น พอได้กลับมาอยู่ด้วยกัน ดิฉันก็พยายามชดเชยให้ลูกในทุก ๆ อย่าง โดยเฉพาะแคนดี้ เขาเป็นคนที่คิดมากมาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้วอย่างเวลาไปบ้านเพื่อน เห็นเพื่อนนอนหนุนตักคุยกับแม่ เขาก็จะคิดขึ้นมาว่า น่าจะเป็นเรานะที่ได้นอนหนุนตักแม่ดิฉันเลยตั้งใจมากว่าตัวเองจะต้องเป็นทั้งพ่อและแม่ให้ลูกให้ได้ พยายามเข้าใจลูกเสมอรวมทั้งไม่มีแฟน อยู่คนเดียวมาตลอดลูกจะได้เข้ามาหาแม่ กอดฟัดแม่ได้อย่างสนิทใจ และก็เป็นสิ่งที่ทำมาจนทุกวันนี้   คุณโทนี่ล่ะครับ การได้กลับมาใช้ชีวิตกับคุณแม่ถือเป็นเรื่องที่ปรับตัวยากไหม รู้สึกว่าตัวเองมีกำแพงอยู่บ้างนะครับเหมือนเป็นความฝังใจมาตั้งแต่เด็กว่าแม่ทิ้งพ่อไป ผมว่าเรื่องแบบนี้ต้องใช้ระยะเวลาคงไม่สามารถมีเรื่องอะไรมากระทบเราแล้ว ทำให้ความรู้สึกพลิกได้แบบปุ๊บปั๊บ แต่โชคดีอย่างหนึ่งว่า โดยส่วนตัวแม่เขาเป็นคนที่ดีมากและพร้อมที่จะให้ตลอดเวลา ทำให้เรารู้สึกอบอุ่นเมื่อได้อยู่ใกล้ ๆ และความรู้สึกผูกพันก็ค่อย ๆ พัฒนามาเรื่อย ๆ จากที่มีกำแพงก็ค่อย ๆ หายไปเองโดยไม่รู้ตัวเราก็รู้สึกดีใจและมีความสุขที่ได้อยู่กับแม่ ดิฉันเองโชคดีค่ะที่ลูก ๆ ทั้งสามคนรักและดูแลกันดี แม้จะมีปัญหาบ้าง แต่ดิฉันก็พยายามเข้าใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติของวัยรุ่น แต่พี่น้องเขาก็ไม่ค่อยจะเปิดทั้งหมดหรอกว่ามีปัญหาอะไรบ้างเราก็เลยได้รู้แต่เรื่องดี ๆ   แล้วอย่างปัญหาเรื่องการเรียนของโทนี่ล่ะครับ พวกเขาก็พยายามปิดกัน บอกว่าสบายดีทุกคน เราก็เลยไม่รู้ จนแคนดี้บอกมาว่า “แม่ โทนี่ไม่ตั้งใจเรียนนะ” ความ ที่เขากลัวแม่จะเสียใจ แต่ตอนหลังเขาก็ปิดแม่ไม่ได้แล้ว เพราะหลัง ๆ แม่เริ่มนับเดือนนับวันคอยโทนี่เรียนจบ จะได้กลับมาอยู่ด้วยกัน แคนดี้ก็เลยบอกว่า “โทนี่คงไม่จบนะ” ดิฉันเลยโทร.ไปคุย เขาก็สารภาพผิดบอกว่าต่อไปจะตั้งใจเรียน ไม่ทำให้แม่เสียใจอีกแล้ว จากนั้นมาเขาก็ตั้งใจและพิสูจน์ตัวเองจากคำพูดนั้นจนมีวันนี้ค่ะ(ยิ้มภูมิใจ)   คุณบานเย็นมีโครงการให้ลูกชายคนนี้บวชเรียนบ้างไหมครับ ดิฉันเพิ่งพูดกับเขาเมื่อเร็ว ๆ นี้เองค่ะโทนี่เขาชอบไปนั่งสมาธิปฏิบัติธรรมอยู่ในป่าเป็นสิบวัน แล้วพอกลับมาเจอกันปุ๊บ เขาก็มาพูดเรื่องธรรมะให้แม่ฟัง จนดิฉันบอกเขาว่าถ้าโทนี่ชอบเรื่องพวกนี้ก็บวชให้แม่ได้แล้วสิเขาบอกว่า “ถ้าไม่ติดละคร ไม่ติดเรื่องทรงผมเนี่ย โทนี่บวชให้แม่ได้เลยนะ กลัวแต่ว่าบวชแล้วจะไม่สึกน่ะสิ” ดิฉันก็เลยบอกว่า ไม่ได้ ๆต้องสึกมาอยู่เป็นเพื่อนแม่ก่อน (หัวเราะ) ทุกอย่างเป็นไปได้ครับ แต่ส่วนตัวผมก็ไม่ได้ซีเรียสว่าชีวิตจะบวชหรือไม่บวช เพราะธรรมะของผมนั้นหมายถึงธรรมชาติจิตใจของเราก็เป็นธรรมชาติ แค่เราฝึกปรับสมดุลให้ใจ และฝึกให้ตัวเราอยู่กับธรรมชาติได้อย่างสมดุล นั่นก็ถือเป็นการปฏิบัติธรรมอย่างหนึ่งแล้ว ดังนั้นเรื่องของธรรมะหรือศาสนาจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว ผมมองแบบนี้ ถ้าวันหนึ่งแม่อยากให้บวช ผมก็บวชได้ ไม่มีปัญหาเลยครับ   คุณโทนี่เริ่มสนใจปฏิบัติธรรมตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ ผมเริ่มปฏิบัติธรรมตั้งแต่ปี 2551 ครับตอนแรกได้รับคำแนะนำจากรุ่นน้องคนหนึ่งเขาเป็นเด็กเฟี้ยวเหมือนผมนี่แหละ แต่พอเขากลับประเทศไทยได้ปีนึง แล้วกลับมาเมลเบิร์น เขาก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน ถามดูปรากฏว่า เขาไปเป็นทหาร แล้วไปปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่สำนักท่านอาจารย์โกเอ็นก้ามา เขาบอกผมว่า “นั่งสมาธิน่ะมันดีนะ ต้องลองเอง” พอผมกลับมาไทยยังไม่มีอะไรทำเลยลองไปดูบ้าง 4 วันแรกที่ไม่ได้คุยกับใครทรมานมากเลยแต่สุดท้ายก็ผ่านไปได้ทำไมถึงอดทนจนผ่านมาได้ล่ะครับ เพราะว่าในความทรมานนั้นมีสิ่งที่น่าสนใจอยู่เยอะมาก จนผมรู้สึกว่า ทำไมถึงไม่มีใครเอาความรู้แบบนี้มาสอนในชั้นเรียนเช่น ให้เราทำจิตให้นิ่ง ๆ อยู่เฉย ๆ กับลมหายใจ ซึ่งพอได้ทำแล้วก็รู้สึกว่าช่างเป็นอะไรที่แปลกและมหัศจรรย์มาก และสามารถนำมาปรับใช้กับชีวิตได้จริง ๆ เพราะการที่ทำให้จิตเราอยู่นิ่งได้นั้น ก็คือการฝึกฝนให้เรามีสติอยู่กับปัจจุบัน ที่ผ่านมาเราอาจจะเคยได้ยินมาว่า เราต้องอยู่กับปัจจุบันนะอย่าฟุ้งซ่านนะ แต่ไม่เคยรู้วิธีที่ทำให้ไปถึงจุดนั้นเลย หลังจากไปครั้งแรกที่ปราจีนบุรีผมก็ไปอีกครั้งที่พิษณุโลก   สิ่งที่คุณได้จากการปฏิบัติธรรมคืออะไรครับ […]

ชีวิตคือความไม่แน่นอน โอ๋ - เพชรลดา เทียมเพ็ชร

สมัยเรียนมัธยม โอ๋(เพชรลดา เทียมเพ็ชร เป็น “เด็กกิจกรรม” ตัวยงของโรงเรียนไม่ว่าดรัมเมเยอร์ ถือป้าย แสดงความสามารถพิเศษ ฯลฯ โอ๋ทำหมด

เปิดอีกมุมของ เต๋อ ฉันทวิชช์ ธนะเสวี กับ 3 คำถามที่เชื่อว่าคุณก็อยากรู้!

ใคร ๆ ก็รู้จัก เต๋อ ฉันทวิชช์ ในฐานะที่เป็นดารามาดกวน และคนเบื้องหลังที่มีความสามารถ แต่น้อยคนจะรู้ว่า เขาก็มีอีกมุมที่อยากให้คนรู้จัก

นางร้ายหัวใจนางเอก กิ๊ก – มยุริญ ผ่องผุดพันธ์

นางร้าย หัวใจนางเอก กิ๊ก – มยุริญ ผ่องผุดพันธ์ กิ๊ก – มยุริญ ผ่องผุดพันธ์ คือหนึ่งในดาราที่โด่งดังจากการเล่นบทนางร้าย แต่ตัวจริงของเธอนั้นสุดแสนจะนางเอก Secret จึงขอพาคุณผู้อ่านไปเจาะชีวิตรสพระธรรมของเธอกัน มักจะได้เล่นแต่บทนางร้าย ไม่ทราบว่าขัดกับบุคลิกจริง ๆ มากไหม และอยากเปลี่ยนไปรับบทอื่นเพื่อเปลี่ยนภาพลักษณ์บ้างหรือไม่ คุณกิ๊ก : กิ๊กแฮ็ปปี้กับการที่ผู้จัดและผู้ใหญ่ให้โอกาสเล่นบทร้ายนะคะ เพราะกิ๊กรู้สึกว่าเล่นเป็นนางเอกเล่นยาก (หัวเราะ) อย่างในซิตคอม เป็นต่อ เราเล่นเป็นแฟนเก่าพระเอก ซึ่งบทบาทคล้าย ๆ นางเอก แล้วมีบทที่ต้องอยู่กับพระเอก กิ๊กรู้สึกว่ายากค่ะ บทร้ายง่ายกว่า เพราะได้แสดงออกให้รู้ดำรู้แดงกันไปเลย ไม่ต้องเหนียม ๆ เก็บ ๆ ไว้เหมือนบทนางเอก มีคนกล่าวว่า การแสดงหนังแสดงละครจะทำให้คนยิ่งเกิดกิเลส รัก โลภ โกรธ หลง (คนที่ถือศีล 8 จึงห้ามดูละคร) โดยเฉพาะนางร้ายที่ต้องแสดงกิริยาก้าวร้าวรุนแรง เป็นตัวอย่างที่ไม่ดี มีความเห็นอย่างไรกับคำพูดนี้คะ คุณกิ๊ก : สำหรับกิ๊กคิดว่าไม่ใช่แต่อาชีพนักแสดงเท่านั้น ตราบใดที่เรายังเป็นฆราวาสอยู่ ไม่ว่าจะทำอาชีพอะไร […]

ป๋อ ณัฐวุฒิ สกิดใจ “ชีวิตนี้ผมไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว”

อีกหนึ่งบทสัมภาษณ์ที่คุณไม่ควรพลาดแม้แต่บรรทัดเดียว!

แต้ว ณฐพร เตมีรักษ์ ไม่ว่าอะไรจะเกิด ชีวิตต้อง “Keep walking” เสมอ

แต้ว ณฐพร เตมีรักษ์ ไม่ว่าอะไรจะเกิด ชีวิตต้อง “Keep walking” เสมอ ไม่มีใครในโลกนี้ที่ไม่เคยเจอะเจอกับ “ปัญหา” ยิ่งเติบโตขึ้น มีบทบาทหน้าที่เพิ่มมากขึ้น…โอกาสที่จะพบเจอปัญหาก็ย่อมมีมากขึ้นไปด้วย แต้ว  ณฐพร เตมีรักษ์ นักแสดงสาววิกสามพระรามสี่ที่แจ้งเกิดอย่างเป็นทางการด้วยบท “ขม” หรือ “เด็กขม” ในละครดราม่าเรื่องเยี่ยม ดงผู้ดี เมื่อหลายปีก่อน ให้นิยามคำว่า “ปัญหา” ตามสไตล์เด็กสถาปัตย์ว่า “ปัญหาคือกำแพงที่เข้ามาบดบังไม่ให้เรามองเห็นทางข้างหน้า” แต้วอธิบายว่า กำแพงในที่นี้อาจจะเกิดจากความไม่เข้าใจของเราเองหรือปัจจัยอื่นๆ ที่เราควบคุมไม่ได้ แต่เมื่อไรที่พบเจอกำแพงกั้นขวางระหว่างทาง ขอให้ตั้งสติให้ดีอย่าตกใจ แล้วค่อยๆ คิดหาหนทางแก้ไข บางทีอาจจะต้องหาทางปีนข้ามไป บางทีต้องเดินอ้อมไปบ้าง หรือบางครั้งอาจต้องทลายกำแพงลง ฯลฯ แต้วมั่นใจว่า ไม่ว่าวิธีใดก็ตามแต่ ถ้าใจไม่ท้อและไม่หมดหวังเสียอย่าง เราต้องผ่านกำแพงนี้ไปได้แน่ๆ เพราะชีวิตต้องเดินต่อไปข้างหน้าเสมอ อย่างที่ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า “Keep walking” สิ่งมีค่าที่สุดของทุกชีวิต ปกติแต้วจะไปไหนมาไหนกับคุณพ่อบ่อย ยิ่งพอท่านเกษียณราชการด้วยแล้ว คุณพ่อจะทำหน้าที่ขับรถรับ-ส่งแต้วตลอด ระหว่างทางเราสองพ่อลูกก็มักจะมีเรื่องพูดคุยกันเสมอ มีทั้งที่คุณพ่อสอนเองบ้าง แต้วมีเรื่องมาปรึกษาขอความคิดเห็นจากท่านบ้าง ถึงแม้บางครั้งคุณพ่อจะอธิบายยาวไปหน่อย แต่แต้วก็ชอบการอธิบายของท่านมาก เพราะท่านมักจะสอดแทรกปรัชญาชีวิตและธรรมะไว้ในนั้นด้วยเสมอๆ อย่างเรื่องปัญหาที่ผ่านเข้ามาในชีวิต คุณพ่อก็จะสอนให้แต้วเข้าใจก่อนว่า สิ่งที่มีค่าที่สุดของทุกชีวิตก็คือ “ลมหายใจ” พอเราเติบโตขึ้น เราก็ต้องมีบทบาทในสังคม มีความเกี่ยวพันกับผู้คนมากขึ้น ปัญหาก็ย่อมต้องมีมากไปด้วย ปัญหาบางอย่างเราอาจจะคิดว่า “มันหนักหนา ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตแล้ว” แต่ขอให้ลองคิดดูว่าปัญหานั้นมากระทบลมหายใจหรือเปล่า เรายังหายใจได้ไหม ถ้าคำตอบคือ “ไม่ เรายังหายใจได้” ก็อย่าเอาปัญหานั้นมาแบกไว้จนไม่เป็นอันทำอะไร เพราะทุกปัญหามีทางออก ยิ่งถ้ามองให้ลึกไปกว่านั้น เราต้องเข้าใจว่าสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตอาจไม่ใช่แค่การประสบความสำเร็จ แต่คือ “การใช้ชีวิตให้มีความสุขมากกว่า” ดังนั้นถ้าเราพยายามสุดๆ แล้ว ยังแก้ปัญหานั้นไม่ได้ ก็ยอมรับแล้วปล่อยวางเสีย อยู่กับทุกลมหายใจอย่างมีความสุข ใช้ทุกลมหายใจอย่างมีค่า เมื่อ “ความไม่เข้าใจ” เปลี่ยนเป็น “ความท้าทาย” ตอนแรกที่ได้เข้ามาทำงานกับช่อง 3 แต้วไม่รู้และไม่เข้าใจเลยว่าการแสดงคืออะไร เกือบทุกครั้งที่ไปเข้าฉาก แต้วจะเกิดคำถามขึ้นในใจตลอด เพราะไม่เข้าใจสิ่งที่ต้องแสดงออกไป ไม่เข้าใจจุดมุ่งหมายของการแสดง จนกระทั่งได้มาร่วมงานกับ พี่อ๊อฟ–พงษ์พัฒน์ ในละครเรื่อง ดงผู้ดี แต้วถือว่าตัวเองโชคดีมากๆ เพราะพี่อ๊อฟส่งแต้วไปเรียนการแสดงกับหม่อมน้อย (หม่อมหลวงพันธุ์เทวนพ เทวกุล) ก่อนเปิดกล้องถึงสามเดือน นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทัศนคติของแต้วที่มีต่อการแสดงเปลี่ยนไป… หม่อมน้อยสอนให้แต้วเข้าใจถึงหัวใจของการแสดง วิธีการแสดงที่ถูกต้องที่ไม่ใช่การสมมุติว่าเราต้องแสดงอารมณ์อย่างนี้อย่างนั้น แต่คือการสวมวิญญาณตัวละครลงไปจริงๆ ต้องคิดและทำอย่างตัวละครให้ได้ เมื่อได้ครูดีและมีวิชาติดตัวแล้ว คำถามที่เคยค้างคาใจต่างๆ ก็เริ่มหมดไป กลายเป็น “ความท้าทาย” เข้ามาแทนที่ นั่นจึงทำให้แต้วสนุกกับทุกๆ วันที่ไปทำงาน ยิ่งทำก็ยิ่งสนุก และยิ่งนานวันก็ยิ่งรักการแสดงมากขึ้นๆ ไม่ว่าจะเรื่องเรียน เรื่องงาน หรือเรื่องใดๆ ก็ตามแต่ ถ้าเราทำด้วย “ความเข้าใจ” แล้ว ผลลัพธ์ที่ได้ออกมานั้นย่อมจะ “ดีกว่า” การทำด้วยความไม่เข้าใจแน่ๆ ได้มากกว่าที่คิด ธรรมชาติของเด็กสถาปัตย์ส่วนใหญ่ (คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) มักจะไม่ค่อยชอบไปสุงสิงกับใครมากมายนัก แต้วเองก็เหมือนกัน…มักจะใช้ชีวิตอยู่กับกลุ่มเพื่อนในคณะตลอด พอขึ้นปี 3 ก็เริ่มมีหลายคนมาแนะนำให้แต้วไปสมัครเข้าร่วมกลุ่มตัวแทนนิสิตจุฬาฯ เผื่อจะได้ทำกิจกรรมกับทางมหาวิทยาลัยดูบ้าง ตอนแรกแต้วก็ลังเล จะเอาอย่างไรดี เพราะงานนี้มีแต่คนสมัครเยอะมาก แถมยังเก่งๆ ทั้งนั้น แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจว่า “ลองดู ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ถือเป็นประสบการณ์ว่าอย่างน้อยเราก็ได้ลองทำแล้ว” การคัดเลือกเป็นไปอย่างยาวนาน ในที่สุดแต้วก็ได้รับเลือกให้เข้ากลุ่มตัวแทนร่วมกับเพื่อนๆ อีก 11 คน เท่านั้นยังไม่พอ แต้วยังได้ทำในสิ่งที่ไม่เคยคิดฝันมาก่อนคือ ได้รับเลือกให้เป็นผู้อัญเชิญพระเกี้ยวในงานฟุตบอลประเพณีด้วย แม้ใจหนึ่งจะภูมิใจมากๆ แต่อีกใจก็คิดว่า “โห! หน้าที่นี้มันสูงส่งเกินไปสำหรับเราหรือเปล่า” แต่ในเมื่อได้รับเลือกให้ทำแล้ว แต้วก็ต้องทำให้ดีที่สุด เมื่อทุกอย่างผ่านพ้นไปได้ด้วยดี แต้วก็ได้รู้ว่าสิ่งสำคัญที่สุดที่แต้วได้รับไม่ใช่แค่การได้นั่งเสลี่ยง ทำหน้าที่อัญเชิญพระเกี้ยว แต่คือการได้รู้จักเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ต่างคณะ ได้ทำงานร่วมกันอย่างจริงๆ จังๆ และได้รู้ว่าโลกนี้ยังมีอะไรอีกมากมายให้เราเรียนรู้ ไม่จำกัดอยู่แค่คณะที่เราเรียนเท่านั้น แต้วคิดว่า เกียรติยศเป็นความภาคภูมิใจที่หาซื้อที่ไหนไม่ได้ ประสบการณ์และมิตรภาพก็เช่นเดียวกัน เพียงแต่คุณต้อง “กล้า” พาตัวเองออกไปสัมผัสและแสวงหามันก่อน…ก็เท่านั้นเอง    Secret Box อย่าดูถูกตนเองด้วยคำว่า “ทำไม่ได้” หากว่าคุณยังไม่ได้ “ลอง” ลงมือทำก่อน   บทความน่าสนใจ วิธีรับมือกับปัญหาในแบบของ ไก่ วรายุฑ มิลินทจินดา แพนเค้ก-เขมนิจ กับ การเรียนรู้บนโลกที่ไม่หยุดนิ่ง “สุขกับปัจจุบัน” […]

keyboard_arrow_up