“บุญ” เปลี่ยนแปลงชีวิต บทความธรรมะดี ๆ โดย ดร.สนอง วรอุไร

“บุญ” เปลี่ยนแปลงชีวิต บทความธรรมะดี ๆ โดย ดร.สนอง วรอุไร ดร.สนอง วรอุไร ได้กล่าวถึงวิธีการสร้างบุญบารมีไว้อย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะเรื่อง บุญสามารถ เปลี่ยนแปลงชีวิต ของเราได้ ลองมาอ่านกันค่ะว่า ดร.สนอง วรอุไร กล่าวเรื่องนี้ไว้อย่างไรบ้าง คำว่าชะตากรรมหมายถึงการทำอะไรก็ตาม คิด พูด ทำแล้ว มันจะถูกเก็บสั่งสมไว้ในดวงจิตอัตโนมัติ อันนี้วิทยาศาสตร์พิสูจน์ไม่ได้ พลังงานมันเก็บพลังงานอันนี้ได้ เหมือนเราเอาเหล็กไปวางไว้กลางแจ้ง ความร้อนจากดวงอาทิตย์มันก็เข้าสั่งสมในเหล็ก บุญก็แบบเดียวกัน เราทำอะไรแล้วนี่มันก็สั่งสมอยู่ในดวงจิต เพราะดวงจิตนี้เป็นพลังงาน แล้วก็ถ้าเราทำดี มันก็สั่งสมดีก็เป็นบุญ ถ้าเราทำไม่ดีอกุศลกรรม มันก็เป็นบาปสั่งสม เมื่อจิตมันหลุดออกจากร่าง แล้วถูกพลังของบุญผลักดันมันก็ผลักดันไปสู่สุคติ มนุษย์ สวรรค์ พรหม แต่ถ้าบาปผลักดันอกุศลกรรม มันก็ผลักดันไปสู่ทุคติภูมิเป็นสัตว์เดรัจฉาน เปรต อสุกรกาย สัตว์นรก ตั้งแต่สัตว์เดรัจฉานจนไปถึงนรก ถามว่าศีล 5 ครบไหม ก็เขาไม่ครบเขาจึงไปเกิดเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นเราเกิดเป็นมนุษย์ ศีล 5 ข้ออย่าให้ขาดเพราะศีล 5 สามารถพัฒนาจิตให้เป็นพระโสดาบัน […]

อะไรคือตัวกำหนดการเกิดของสรรพสิ่ง โดย ดร.สนอง วรอุไร

อะไรคือ ตัวกำหนด การเกิดของสรรพสิ่ง โดย ดร.สนอง วรอุไร ทุกการเกิดขึ้นมาของสรรพสิ่งล้วนมีเหตุและผล แต่เคยสงสัยไหมว่า อะไรเป็น ตัวกำหนด ว่าต้องเกิดเป็นมนุษย์ เทวดา เดรัจฉาน อสูรกาย เปรต และสัตว์นรก ดร.สนอง วรอุไรได้ให้คำตอบไว้ดังนี้ กรรมเป็นตัวกำหนด ลูกทำกรรมดีไม่เบียดเบียน ไม่ฆ่าสัตว์ อย่างหมา อย่าไปขังมัน อย่าไปล่ามมัน อย่าไปทุบตีมัน ปล่อยให้มันเป็นอิสระ อายุจะยืน ถ้าฆ่าสัตว์อายุจะสั้น เบียดเบียนสัตว์ก็เจ็บไข้ได้ป่วย นั่นมันอยู่ที่กรรมทั้งนั้นแหละลูก ไม่มีอะไรบังเอิญสักอย่าง หนูอยากอายุยืน คุณย่า คุณแม่ อายุ 90-100 อะไรอย่างนี้ สาธุ ๆ เลยรักษาไว้ดี ๆ กรรมหมายถึงการกระทำ มนุษย์ทำกรรมไว้ 3 ทาง กาย วาจา และใจ ที่เขาเรียก กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ถ้าเราทำสั่งสมไว้ พอทำแล้วมันจะเก็บสั่งสมในจิต ด้วยเหตุนี้ผู้รู้จึงให้ไปพัฒนาจิตให้มีสติ […]

ประโยชน์ของการฝึกจิต บทความดี ๆ โดย ดร.สนอง วรอุไร

นอกจากประโยชน์ปัจจุบันคือทำให้ร่างกายแข็งแรงความจำดีขึ้น ยังมีประโยชน์เบื้องหน้าเกิดขึ้นคือ เมื่อจิตเข้าถึงความตั้งมั่นสูงสุด จิตจะดิ่งเข้าสู่ฌานที่เรียกว่า รูปฌานลำดับ 1 ถึง 4 ผู้ใดพัฒนาจิตให้เข้าถึงฌานแล้ว ตายในขณะจิตนิ่งเป็นฌาน จะไปโอปปาติกะเป็นรูปพรหมในชั้นต่าง ๆ ตามกำลังของฌานที่ตัวเองพัฒนาได้ (ฝึกจิต) ตัวอย่างเช่น ทำจิตนิ่งจนถึงฌานที่หนึ่ง ตายแล้วไปโอปปาติกะเป็นพระพรหมได้ชั้นปาริสัชชา ปุโรหิตา มหาพรหมา ตามลำดับความหยาบความประณีตของกำลังฌาน พรหมเป็นภพภูมิที่อยู่สูงกว่าภพเทวดา มีความสุขละเอียดประณีตมากกว่าความสุขของเทวดา ผู้ที่เข้าถึงฌานที่สี่แล้วเจริญพละ 5 จนมีกำลังกล้าแข็งสามารถละสังโยชน์ 5 ตัวแรกได้ ขณะจิตทรงฌานแล้วตายไป จะไปโอปปาติกะเป็นพรหมอยู่ในสุทธาวาส เป็นพรหมที่ไม่มีความตกต่ำ ไม่กลับมาเกิดในภพภูมิต่ำได้อีก แต่จะนิพพานที่นั่น ผู้ที่ปฏิบัติกรรมฐานจนจิตเข้าถึงความตั้งมั่นเป็นสมาธิในฌาน เมื่อจิตเคลื่อนออกจากฌานแล้ว จะเกิดปัญญาสูงสุดขั้นโลกิยะที่เรียกว่าอภิญญา 5 ตัว คือจิตมีความสามารถแสดงฤทธิ์ได้ มีหูทิพย์ รู้ใจผู้อื่น ระลึกชาติหนหลังได้และมีตาทิพย์เกิดขึ้น คนที่มีจิตระลึกชาติหนหลังได้ (ปุพเพนิวาสานุสติญาณ) จะเห็นว่าสุดตาทิพย์ที่ตนเองถือกำเนิดมาเป็นสัตว์ที่มีรูปนาม นับจำนวนภพชาติไม่รู้จบ มีทั้งเกิดดีและเกิดอยู่ในภพที่ไม่ดี นั่นคือผลงานของจิตที่เขาเป็นผู้กระทำกรรมและสั่งสมผลของกรรมไว้ในดวงจิต เมื่อตายไปแล้วแรงกรรมจะผลักดันตัวเองให้ไปเกิดเป็นสัตว์อยู่ในภพภูมิต่าง ๆ จึงได้รู้ว่านั่นคือความโง่ที่ตัวเองได้ทำไว้จะเป็นกี่ภพกี่ชาติยังต้องเวียนตาย-เวียนเกิดอยู่อย่างนั้น บางคนคิดว่าถ้าโลกแตกจริงจะไม่ต้องใช้หนี้ที่ไปกู้ยืมมา นั่นเป็นความคิดที่ผิดไปจากธรรม หากหนี้ยังใช้ไม่หมดในชาตินี้ หนี้ที่เหลือจะยังติดตามข้ามภพชาติ ให้ต้องไปชดใช้กันต่อในชาติหน้า […]

เวลาคนพูดว่าทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ไม่สำเร็จเพราะมารมาผจญนั้น มารคืออะไร

เมื่อ มาร มาผจญ โดย ดร.สนอง วรอุไร ถาม: เวลาคนพูดว่าทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ไม่สำเร็จเพราะมารมาผจญนั้น มาร คืออะไร ไขปัญหาโดย ดร.สนอง วรอุไร ตอบ: มารหมายถึง ตัวการที่คอยขัดขวางไม่ให้เราเข้าถึงความดี มารมีอยู่ห้าตัวด้วยกัน ได้แก่ 1. กิเลสมาร คือ กิเลสของเราเองเป็นมาร เพราะกิเลสเป็นตัวกำจัดหรือขัดขวางความดี เมื่อกิเลสเกิดขึ้นเมื่อใด เราจึงต้องสู้รบกับกิเลส หากสู้รบไม่สำเร็จ จิตก็จะตกเป็นทาสของกิเลส จะทำความดีไม่สำเร็จ 2. ขันธมาร คือ ขันธ์ห้าที่ประกอบขึ้นเป็นจิตใจและร่างกายของเรา จัดว่าเป็นมาร เพราะมีปกติที่แปรปรวนอยู่ตลอดเวลา ไม่คงทนถาวร และเป็นภาระให้เราต้องดูแล ทำให้เราไม่สามารถทำหน้าที่หรือทำความดีได้อย่างเต็มที่ เช่น เมื่อนั่งสมาธิแล้วปวดเมื่อย หรือเกิดเจ็บป่วยขึ้นระหว่างที่ฝึกปฏิบัติ อย่างนี้จัดว่าเป็นขันธมาร 3. อภิสังขารมาร คือ การมีจิตคิดปรุงแต่ง ทำให้ไม่หลุดพ้นไปจากทุกข์ เช่น เมื่อนั่งสมาธิแล้วจิตคิดฟุ้งซ่านถึงเรื่องโน้นเรื่องนี้ อย่างนี้จัดว่าเป็นอภิสังขารมาร 4. เทวปุตตมาร คือ เทวดาระดับชั้นปรนิมมิตวสวัตดีเป็นมาร เขาบำเพ็ญบารมีด้วยการปฏิบัติหน้าที่ขัดขวางและทดสอบมนุษย์ก่อนจะหลุดออกจากแดนกาม ด้วยการชักนำให้ห่วงหาอยู่แต่สิ่งที่เป็นกามสุข […]

รู้ได้อย่างไรว่าใครเป็นโสดาบัน โดย ดร.สนอง วรอุไร

รู้ได้อย่างไรว่าใครเป็น โสดาบัน โดย ดร.สนอง วรอุไร การจะรู้ว่าใครเป็น โสดาบัน นั้น ปุถุชนย่อมไม่สามารถรู้ได้ มีเพียงผู้ที่มีสภาวธรรมในจิตเป็นโสดาบันหรือสูงกว่าเท่านั้นที่จะรู้ได้ อย่างไรก็ดี บุคคลสามารถสังเกตลักษณะของความเป็นพระโสดาบันได้จากพฤติกรรม โดยดูว่าบุคคลนั้นต้องเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย คุมใจอยู่ทุกขณะตื่น เป็นผู้ที่ไม่มีพฤติกรรมที่ผิดกฎหมาย ผิดศีล หรือผิดธรรมอีกต่อไป และมีจิตเลื่อมใส ไม่หวั่นไหวในพระรัตนตรัย มีสติคุมอิริยาบถ มีจิตเป็นอิสระต่อกาย เป็นอิสระต่อเวทนา เป็นอิสระต่อโลกธรรมและวัตถุ ฯลฯ ลักษณะเหล่านี้จะแสดงออกให้เห็นทางพฤติกรรมให้สามารถชี้วัดได้ โดยทั่วไปแล้วปุถุชนคนธรรมดาที่พัฒนาเพียงปัญญาทางโลกมักมองพระโสดาบันว่าเป็นคนประหลาด มีพฤติกรรมแตกต่างจากคนส่วนมาก เช่น ไม่ดื่มเหล้าอย่างสิ้นเชิง  ไม่พูดคุยเรื่องทางโลกที่ไร้สาระเหมือนคนทั่วไป ฯลฯ เนื่องจากพระโสดาบันคืออริยบุคคลขั้นต้น เป็นผู้ที่ได้ปิดอบายภูมิแล้ว เมื่อตายแล้วจะไม่ลงไปเกิดต่ำกว่ามนุษย์ คือจะไม่ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย และสัตว์นรกอีกต่อไป และจะตายแล้วเกิดอีกไม่เกิน 7 ชาติก็จะถึงซึ่งพระนิพพาน เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่เชตวันมหาวิหาร เมืองสาวัตถี พระองค์ทรงใช้พระดรรชนีตักขี้ฝุ่นขึ้นมาด้วยปลายเล็บ แล้วตรัสกับภิกษุในทำนองที่ว่า “ขี้ฝุ่นที่ปลายเล็บของตถาคต กับขี้ฝุ่นที่เหลืออยู่ในพื้นปฐพีนี้ อย่างไหนมีมากกว่ากัน” ภิกษุตอบว่า “ขี้ฝุ่นที่อยู่ในปลายเล็บของพระพุทธองค์นั้นมีเพียงเศษหนึ่งส่วนร้อย เศษหนึ่งส่วนพัน […]

อธิษฐานอย่างไรไม่ให้เป็นกิเลส

อธิษฐาน อย่างไรไม่ให้เป็นกิเลส โดย ดร. สนอง วรอุไร ดร. สนอง วรอุไร ได้แสดงทรรศนะในเรื่องของการ “อธิษฐาน” ไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้ การอธิษฐานที่ถูกธรรม คำว่า “อธิษฐาน” หมายถึง การตั้งจิตปรารถนาให้เข้าถึงความดีงามในกาลข้างหน้า แต่หากอธิษฐานให้เกิดเป็นความชั่วร้าย เช่น อธิษฐานให้คนค้ายาบ้าต้องวิบัติ เช่นนี้เรียกว่า “สาปแช่ง” เรื่องนี้ในครั้งที่ผู้เขียนบวชเป็นภิกษุ ปฏิบัติธรรมอยู่ที่วัดมหาธาตุฯ เคยถามท่านเจ้าคุณโชดกในทำนองที่ว่า ผู้เขียน : ท่านเจ้าคุณอาจารย์ครับ การอธิษฐานให้เข้าถึงพระนิพพานไม่ถือว่าเป็นกิเลสหรือครับ ท่านเจ้าคุณโชดก : การจะเข้าถึงพระนิพพานได้จะต้องมีกิเลสหรือหมดกิเลส เพียงเท่านั้นก็ทำให้ผู้เขียนเข้าใจเรื่องการอธิษฐานได้อย่างถ่องแท้ จึงมิได้ตั้งคำถามเรื่องนี้อีกต่อไป ดังนั้นเมื่อบุคคลได้อธิษฐานแล้ว ต้องทำเหตุให้ถูกตรง หากอธิษฐานเข้าถึงพระนิพพาน เหตุถูกตรงก็คือต้องพัฒนาจิตให้เกิดปัญญาเห็นแจ้ง แล้วใช้ปัญญาเห็นแจ้งกำจัดกิเลสที่ผูกมัดใจทั้งสิบอย่าง (สังโยชน์ 10) ให้หมดไป เมื่อเหตุปัจจัยถึงพร้อมแล้ว ความสมปรารถนาจึงจะเกิดขึ้นได้ ตรงกันข้าม หากอธิษฐานขอให้รวย อธิษฐานขอให้มีบ้านหลังใหญ่ ถือว่าเป็นกิเลส เพราะเป็นการนำจิตเข้าไปผูกติดเป็นทาสของทรัพย์วัตถุ อธิษฐานขอให้ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ถือว่าเป็นกิเลส เพราะเป็นการนำจิตเข้าไปเป็นทาสของโลกธรรม ฯลฯ ต่าง […]

สมาธิขั้นสูงใช้รักษาโรคได้

สมาธิขั้นสูงใช้รักษาโรคได้ โดย ดร.สนอง วรอุไร สมาธินั้นมีอานุภาพในการต้านทานความเจ็บปวดได้ โดยเฉพาะยิ่งถ้าเข้านิโรธสมาบัติได้แล้ว ย่อมสามารถใช้สมาธิรักษาโรคได้แทบทุกชนิด เว้นแต่โรคเวรโรคกรรมเท่านั้น เพราะตราบใดที่เจ้ากรรมนายเวรยังไม่ยกเลิกหนี้เวรกรรมให้ ไม่ว่าใครหรือยาขนานไหนก็รักษาไม่ได้ แม้แต่พระพุทธเจ้า พระสารีบุตร และพระโมคคัลลานะก็ยังหนีจากโรคเวรกรรมไม่พ้น สำหรับพระอนาคามีที่เข้านิโรธสมาบัติได้ การแพทย์แผนปัจจุบันแทบจะไม่จำเป็น มีแต่กรณีที่เจ้ากรรมนายเวรไม่เลิกจองเวรทางร่างกายเท่านั้นที่ต้องพึ่งการแพทย์แผนปัจจุบันเพื่อบรรเทาอาการของโรคลงได้บ้าง ให้พอมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ เพราะผู้ที่ปฏิบัติกรรมฐานจนได้ปัญญาเห็นแจ้ง จิตจะเป็นอิสระจากกิเลสที่เรียกว่าสังโยชน์ และมีพลังสมาธิ ทำให้ร่างกายมีพลังงานมาก อวัยวะต่าง ๆ จึงทำหน้าที่ได้อย่างถูกตรง ไม่เปิดโอกาสให้โรคภัยเบียดเบียน ทำให้อายุยืน ยิ่งคนที่เข้าฌานได้ด้วยแล้วยิ่งมีชีวิตยืนยาวอยู่ได้นาน ถ้าอยู่ในฌานอาจอยู่ได้ถึงหลายร้อยปีหรือมากกว่านั้นตามกำลังบารมีที่ตนตั้งจิตปรารถนาไว้   เพราะสติอ่อนจึงปวด สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มปฏิบัติธรรมใหม่ ๆ จิตเริ่มวอกแวก ขาดสติ เริ่มแวบไปคิดเรื่องนู้นเรื่องนี้ แสดงว่ากำลังของสติเริ่มอ่อน จึงรู้สึกเจ็บปวด เมื่อเป็นเช่นนี้ควรเปลี่ยนอิริยาบถไปปฏิบัติต่อด้วยวิธีอื่น เช่น ถ้านั่งสมาธิอยู่ก็ให้เปลี่ยนไปเดินจงกรมแทน เมื่อทำแบบนี้สลับกันไปเรื่อย ๆ แล้วสติจะมีกำลังกล้าแข็งขึ้นจนกระทั่งสามารถต้านทานเวทนาได้ และเมื่อจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิถึงระดับนั้น ก็จะสามารถปฏิบัติธรรมได้ยาวนานขึ้นเอง บางคนสามารถนั่งได้นานมากตั้งแต่เช้ายันเย็น โดยไม่ต้องเปลี่ยนอิริยาบถเลยก็มี อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติธรรมอยู่ในอิริยาบถเดิมนาน ๆ ก็ใช่ว่าจะดีเสมอไป เพราะการอยู่ในสมาธินาน ๆ โดยที่จิตไม่รับสิ่งกระทบภายนอกนั้นทำให้เราไม่มีโอกาสได้เห็นไตรลักษณ์ของสิ่งที่เข้ากระทบจิต ปัญญาเห็นแจ้งจึงไม่เกิด […]

Dhamma Daily : ถ้า เปลี่ยนไปนับถือศาสนาอื่น แล้วต้องขัดแย้งกับครอบครัว ควรทำอย่างไร

ถาม : ถ้าการ เปลี่ยนไปนับถือศาสนาอื่น จะทำให้ต้องขัดแย้งกับครอบครัวและคนใกล้ชิด ควรทำอย่างไร ตอบ : การเปลี่ยนศาสนานั้นทำได้ เพราะชีวิตเป็นเอกสิทธิ์ของเจ้าของชีวิต เราจึงมีสิทธิ์เลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง แต่หากการตัดสินใจของเราจะทำให้เกิดปัญหาขึ้นในสังคมที่เราอาศัยอยู่ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงาน ครอบครัว ฯลฯ แล้วละก็ อย่างนั้นแสดงว่าผิดวัตถุประสงค์ของศาสนาแล้ว เพราะเป็นการเปลี่ยนไปสู่ความมีปัญหา ไม่ใช่เปลี่ยนแล้วนำไปสู่ความสงบสุข ดังที่ผู้เขียนเคยแนะนำศาสนิกอื่นที่มาปรึกษาปัญหาคล้ายคลึงกันนี้ว่า ความดีงามเป็นมงคล ให้เก็บรักษาไว้กับใจ โดยไม่ต้องเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอื่นให้มีปัญหาเกิดขึ้น ถ้าเราทุกคนต่างทำความดีให้แก่กัน ย่อมไม่มีปัญหา เพราะทุกศาสนาสอนให้เราอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ดังนั้นหากต่างฝ่ายต่างปฏิบัติตามคำสอนที่แท้จริงของศาสนา ย่อมไม่ทำให้เกิดปัญหา เช่นการเป็นชาวพุทธนั้น หากเป็นชาวพุทธแท้ ๆ ที่มีปัญญา ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้ามีปัญหาแสดงว่าไม่ใช่ชาวพุทธที่แท้ เพราะการเป็นชาวพุทธที่ปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้านั้นไม่จำเป็นต้องประกาศตัวว่าฉันเป็นชาวพุทธ และไม่ต้องไปวัดก็สามารถทำได้ อย่างการสวดมนต์ ไม่ว่าจะในรูปแบบใด ๆ ก็เป็นการปฏิบัติธรรมขั้นต้นแล้ว หรืออย่างการนั่ง การนอน กำหนดลมหายใจเข้าออก พร้อมกับภาวนาว่า “พุท – โธ” “ลมเข้า – ลมออก” หรือ “ออกซิเจน – คาร์บอนไดออกไซด์” ฯลฯ […]

ขอใบสั่งยา รักษาอาการ ” เบื่อ ” กับ ดร.สนอง วรอุไร

ขอใบสั่งยา รักษาอาการ ” เบื่อ ” กับ ดร.สนอง วรอุไร ว่าด้วยเรื่องของ “ความเบื่อ” ซีเคร็ตจึงมาขอคำปรึกษาและขอใบสั่ง “ยาแก้เบื่อ” จาก อาจารย์ ดร.สนอง วรอุไร ผู้เปี่ยมประสบการณ์ทั้งทางโลกและทางธรรม อาจารย์คะ ความเบื่อเกิดขึ้นจากอะไร และเป็นความรู้สึกเชิงกุศลหรืออกุศลกันแน่คะ ความเบื่อ หมายถึงเหนื่อยหน่าย ไม่อยาก ซึ่งมีอยู่สองอย่างคือหนึ่ง เบื่อ แบบที่เป็นกิเลส กับสอง เบื่อแบบที่ไม่ใช่กิเลส ความเบื่อแบบแรกนั้น คือความเบื่อแบบที่คนส่วนมากมักรู้สึก เป็นความเบื่อที่เกิดจากการถูกกิเลสเข้าครอบงำ จิตนำเอากิเลสมาปรุงเป็นอารมณ์ ทำให้รู้สึกเบื่อ ความเบื่อแบบนี้จึงเป็นอกุศล ส่วนความเบื่อแบบที่สองเป็นความเบื่อที่เกิดขึ้นกับผู้ที่ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน จนกระทั่งจิตเข้าถึงวิปัสสนาญาณลำดับที่แปดเท่านั้น ซึ่งจะเกิดปัญญาญาณที่เรียกว่า “นิพพิทาญาณ” ขึ้น ทำให้รู้สึกเบื่อรูป เบื่อนาม ด้วยเห็นสัจธรรมของชีวิตว่าทุกอย่างล้วนเกิด – ดับ ๆ ไม่รู้จบ จึงคิดจะไปให้พ้นจากสภาวะนี้ด้วยการเร่งความเพียรในการปฏิบัติธรรมสุด ๆ ความเบื่อแบบนี้จึงเป็นกุศล แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรคะอาจารย์ ว่าเบื่อแบบไหนคือเบื่อแบบดี ความแตกต่างระหว่างความเบื่อสองแบบนี้ก็คือ ความเบื่อแบบที่เป็นกุศลจะต้องเกิดขึ้นพร้อมกับความเพียร คือเมื่อเกิดนิพพิทาญาณขึ้นกับผู้ใด ญาณถัดไปที่จะตามมาในทันทีก็คือ […]

keyboard_arrow_up