อธิษฐานอย่างไรไม่ให้เป็นกิเลส

อธิษฐาน อย่างไรไม่ให้เป็นกิเลส โดย ดร. สนอง วรอุไร ดร. สนอง วรอุไร ได้แสดงทรรศนะในเรื่องของการ “อธิษฐาน” ไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้ การอธิษฐานที่ถูกธรรม คำว่า “อธิษฐาน” หมายถึง การตั้งจิตปรารถนาให้เข้าถึงความดีงามในกาลข้างหน้า แต่หากอธิษฐานให้เกิดเป็นความชั่วร้าย เช่น อธิษฐานให้คนค้ายาบ้าต้องวิบัติ เช่นนี้เรียกว่า “สาปแช่ง” เรื่องนี้ในครั้งที่ผู้เขียนบวชเป็นภิกษุ ปฏิบัติธรรมอยู่ที่วัดมหาธาตุฯ เคยถามท่านเจ้าคุณโชดกในทำนองที่ว่า ผู้เขียน : ท่านเจ้าคุณอาจารย์ครับ การอธิษฐานให้เข้าถึงพระนิพพานไม่ถือว่าเป็นกิเลสหรือครับ ท่านเจ้าคุณโชดก : การจะเข้าถึงพระนิพพานได้จะต้องมีกิเลสหรือหมดกิเลส เพียงเท่านั้นก็ทำให้ผู้เขียนเข้าใจเรื่องการอธิษฐานได้อย่างถ่องแท้ จึงมิได้ตั้งคำถามเรื่องนี้อีกต่อไป ดังนั้นเมื่อบุคคลได้อธิษฐานแล้ว ต้องทำเหตุให้ถูกตรง หากอธิษฐานเข้าถึงพระนิพพาน เหตุถูกตรงก็คือต้องพัฒนาจิตให้เกิดปัญญาเห็นแจ้ง แล้วใช้ปัญญาเห็นแจ้งกำจัดกิเลสที่ผูกมัดใจทั้งสิบอย่าง (สังโยชน์ 10) ให้หมดไป เมื่อเหตุปัจจัยถึงพร้อมแล้ว ความสมปรารถนาจึงจะเกิดขึ้นได้ ตรงกันข้าม หากอธิษฐานขอให้รวย อธิษฐานขอให้มีบ้านหลังใหญ่ ถือว่าเป็นกิเลส เพราะเป็นการนำจิตเข้าไปผูกติดเป็นทาสของทรัพย์วัตถุ อธิษฐานขอให้ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ถือว่าเป็นกิเลส เพราะเป็นการนำจิตเข้าไปเป็นทาสของโลกธรรม ฯลฯ ต่าง […]

สมาธิขั้นสูงใช้รักษาโรคได้

สมาธิขั้นสูงใช้รักษาโรคได้ โดย ดร.สนอง วรอุไร สมาธินั้นมีอานุภาพในการต้านทานความเจ็บปวดได้ โดยเฉพาะยิ่งถ้าเข้านิโรธสมาบัติได้แล้ว ย่อมสามารถใช้สมาธิรักษาโรคได้แทบทุกชนิด เว้นแต่โรคเวรโรคกรรมเท่านั้น เพราะตราบใดที่เจ้ากรรมนายเวรยังไม่ยกเลิกหนี้เวรกรรมให้ ไม่ว่าใครหรือยาขนานไหนก็รักษาไม่ได้ แม้แต่พระพุทธเจ้า พระสารีบุตร และพระโมคคัลลานะก็ยังหนีจากโรคเวรกรรมไม่พ้น สำหรับพระอนาคามีที่เข้านิโรธสมาบัติได้ การแพทย์แผนปัจจุบันแทบจะไม่จำเป็น มีแต่กรณีที่เจ้ากรรมนายเวรไม่เลิกจองเวรทางร่างกายเท่านั้นที่ต้องพึ่งการแพทย์แผนปัจจุบันเพื่อบรรเทาอาการของโรคลงได้บ้าง ให้พอมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ เพราะผู้ที่ปฏิบัติกรรมฐานจนได้ปัญญาเห็นแจ้ง จิตจะเป็นอิสระจากกิเลสที่เรียกว่าสังโยชน์ และมีพลังสมาธิ ทำให้ร่างกายมีพลังงานมาก อวัยวะต่าง ๆ จึงทำหน้าที่ได้อย่างถูกตรง ไม่เปิดโอกาสให้โรคภัยเบียดเบียน ทำให้อายุยืน ยิ่งคนที่เข้าฌานได้ด้วยแล้วยิ่งมีชีวิตยืนยาวอยู่ได้นาน ถ้าอยู่ในฌานอาจอยู่ได้ถึงหลายร้อยปีหรือมากกว่านั้นตามกำลังบารมีที่ตนตั้งจิตปรารถนาไว้   เพราะสติอ่อนจึงปวด สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มปฏิบัติธรรมใหม่ ๆ จิตเริ่มวอกแวก ขาดสติ เริ่มแวบไปคิดเรื่องนู้นเรื่องนี้ แสดงว่ากำลังของสติเริ่มอ่อน จึงรู้สึกเจ็บปวด เมื่อเป็นเช่นนี้ควรเปลี่ยนอิริยาบถไปปฏิบัติต่อด้วยวิธีอื่น เช่น ถ้านั่งสมาธิอยู่ก็ให้เปลี่ยนไปเดินจงกรมแทน เมื่อทำแบบนี้สลับกันไปเรื่อย ๆ แล้วสติจะมีกำลังกล้าแข็งขึ้นจนกระทั่งสามารถต้านทานเวทนาได้ และเมื่อจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิถึงระดับนั้น ก็จะสามารถปฏิบัติธรรมได้ยาวนานขึ้นเอง บางคนสามารถนั่งได้นานมากตั้งแต่เช้ายันเย็น โดยไม่ต้องเปลี่ยนอิริยาบถเลยก็มี อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติธรรมอยู่ในอิริยาบถเดิมนาน ๆ ก็ใช่ว่าจะดีเสมอไป เพราะการอยู่ในสมาธินาน ๆ โดยที่จิตไม่รับสิ่งกระทบภายนอกนั้นทำให้เราไม่มีโอกาสได้เห็นไตรลักษณ์ของสิ่งที่เข้ากระทบจิต ปัญญาเห็นแจ้งจึงไม่เกิด […]

Dhamma Daily : ถ้า เปลี่ยนไปนับถือศาสนาอื่น แล้วต้องขัดแย้งกับครอบครัว ควรทำอย่างไร

ถาม : ถ้าการ เปลี่ยนไปนับถือศาสนาอื่น จะทำให้ต้องขัดแย้งกับครอบครัวและคนใกล้ชิด ควรทำอย่างไร ตอบ : การเปลี่ยนศาสนานั้นทำได้ เพราะชีวิตเป็นเอกสิทธิ์ของเจ้าของชีวิต เราจึงมีสิทธิ์เลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง แต่หากการตัดสินใจของเราจะทำให้เกิดปัญหาขึ้นในสังคมที่เราอาศัยอยู่ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงาน ครอบครัว ฯลฯ แล้วละก็ อย่างนั้นแสดงว่าผิดวัตถุประสงค์ของศาสนาแล้ว เพราะเป็นการเปลี่ยนไปสู่ความมีปัญหา ไม่ใช่เปลี่ยนแล้วนำไปสู่ความสงบสุข ดังที่ผู้เขียนเคยแนะนำศาสนิกอื่นที่มาปรึกษาปัญหาคล้ายคลึงกันนี้ว่า ความดีงามเป็นมงคล ให้เก็บรักษาไว้กับใจ โดยไม่ต้องเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอื่นให้มีปัญหาเกิดขึ้น ถ้าเราทุกคนต่างทำความดีให้แก่กัน ย่อมไม่มีปัญหา เพราะทุกศาสนาสอนให้เราอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ดังนั้นหากต่างฝ่ายต่างปฏิบัติตามคำสอนที่แท้จริงของศาสนา ย่อมไม่ทำให้เกิดปัญหา เช่นการเป็นชาวพุทธนั้น หากเป็นชาวพุทธแท้ ๆ ที่มีปัญญา ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้ามีปัญหาแสดงว่าไม่ใช่ชาวพุทธที่แท้ เพราะการเป็นชาวพุทธที่ปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้านั้นไม่จำเป็นต้องประกาศตัวว่าฉันเป็นชาวพุทธ และไม่ต้องไปวัดก็สามารถทำได้ อย่างการสวดมนต์ ไม่ว่าจะในรูปแบบใด ๆ ก็เป็นการปฏิบัติธรรมขั้นต้นแล้ว หรืออย่างการนั่ง การนอน กำหนดลมหายใจเข้าออก พร้อมกับภาวนาว่า “พุท – โธ” “ลมเข้า – ลมออก” หรือ “ออกซิเจน – คาร์บอนไดออกไซด์” ฯลฯ […]

keyboard_arrow_up