ชายผู้รวยจากซากหนูตาย นิทานธรรมะสอนใจ นักขาย

ชายผู้รวยจากซากหนูตาย นิทานธรรมะสอนใจ นักขาย เห็นหมู่นี้ใคร ๆ ก็เป็น นักขาย สินค้าออนไลน์ ออนไลน์เป็นอะไรที่ฮิตมาก ไม่ออนไลน์ ก็ไม่ทันสมัย แล้วเป็นเจ้าของธุรกิจได้ไม่ยาก ไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้าน ไม่จำเป็นต้องมีพนักงานช่วยขาย ค้าเองทำเองส่งเองได้ในคน ๆ เดียว นิทานธรรมะเรื่องต่อไปที่จะเล่าในวันนี้ เป็นนิทานอุทาหรณ์สอนความรู้เกี่ยวกับการค้าได้เป็นอย่างดี เป็นเรื่องของเศรษฐีหนุ่มผู้หนึ่งที่รวยได้จากการขายซากหนูตายเพียงตัวเดียว กาลครั้งหนึ่ง มีเศรษฐีแห่งเมืองพาราณสีท่านหนึ่งมีชื่อว่า “จุลลกเศรษฐี” เดินทางไปเข้าเฝ้าพระราชา ระหว่างทางเห็นซากหนูตายตัวหนึ่ง จึงเปรยขึ้นว่า “ใครอยากเป็นเศรษฐี เพียงเอาหนูตายตัวนี้ไปขายก็รวยได้” ตอนนั้นเองมีชายหนุ่มคนหนึ่งผ่านมาได้ยินพอดี จึงเก็บซากหนูตัวนั้นไว้ ในใจก็คิดสงสัยว่าจะเป็นจริงตามที่ท่านเศรษฐีกล่าวไหม ชายหนุ่มเริ่มคิดวิธีให้ซากหนูตายตัวนี้เป็นช่องทางไปสู่การเป็นเศรษฐี ชายหนุ่มขายซากหนูให้เป็นอาหารแมว ได้เงินจำนวนไม่มาก เขาเอาเงินจำนวนนี้ไปซื้อน้ำตาลมาปริมาณหนึ่ง แล้วทำเป็นน้ำหวาน นำไปมอบให้คนเก็บดอกไม้ คนเก็บดอกไม้เหนื่อยจากการตากแดดตากลมเก็บดอกไม้มาทั้งวัน เมื่อได้ดื่มน้ำหวานก็ชื่นใจ ต่างพากันแบ่งปันดอกไม้จำนวนหนึ่งแก่ชายหนุ่ม ชายหนุ่มนำดอกไม้ไปขายได้เงินเพิ่มมาอีกจำนวนหนึ่ง ชายหนุ่มเห็นกิ่งไม้ที่คนสวนกำลังจะทิ้ง คิดว่าน่าจะหาประโยชน์จากกิ่งไม้เหล่านี้ได้ ชายหนุ่มขนกิ่งไม้เหล่านี้ไปที่บ้าน ช่างปั้นหม้อผ่านมาก็ขอซื้อกิ่งไม้เหล่านี้เพื่อเป็นฟืนในการเผาหม้อ ชายหนุ่มจึงได้เงินมาอีกจำนวนหนึ่ง วันต่อมาชายหนุ่มผูกมิตรกับคนตัดหญ้า ด้วยการบริการน้ำดื่มให้พวกเขา คนตัดหญ้าจึงแบ่งหญ้าที่ตัดเพื่อมาให้ ชายหนุ่มนำไปขายก็ได้เงินมาอีกจำนวน ทีนี้ก็มีเงินมากพอลงทุนอะไรได้บ้าง เขาติดต่อกับกลุ่มพ่อค้า และได้รับความเอ็นดู จนสามารถทำการค้าได้รายได้มหาศาล และกลายเป็นเศรษฐีในที่สุด […]

นกกระจาบแตกพ่ายความสามัคคี

นกกระจาบแตกพ่าย ความสามัคคี   คำกล่าวหนึ่งที่ว่า “สามัคคีคือพลัง” หากแตกพ่าย ขาด ความสามัคคี คงต้องตกที่นั่งลำบาก ไม่ต่างจากฝูง นกกระจาบ ที่จะเล่าต่อไปนี้แน่นอน กาลครั้งหนึ่ง มีนายพรานล่านกคนหนึ่ง จับนกกระจาบขายเพื่อเลี้ยงชีพ เขาจะหว่านข้าวเปลือกไว้ในบริเวณที่โล่นกว้าง แล้วดักรอให้นกกระจาบเหล่านั้นจิบกิน พอได้โอกาสจึงโยนตาข่ายครอบฝูงนกกระจาบไว้ ตอนนั้นเองนกกระจาบผู้เป็นจ่าฝูง ไม่อยากให้บริวารต้องมาจบชีวิต จึงกล่าวขึ้นว่า ” พวกเราทั้งหลาย จงสอดหัวเข้าในตาข่ายตาหนึ่งๆ แล้วช่วยกันบินไปที่ต้นไม้หนาม ทิ้งตาข่ายไว้แล้วบินจากไปสู่รังนอนของพวกเรากันเถิด ” เมื่อนกกระจาบตัวอื่น ๆ ได้ยินดังนั้น จึงตั้งสติแล้วสอดหัวออกไปตามช่องของตาข่าย แล้วบินไปยังต้นไม้หนาม หนามของต้นไม้จะเกี่ยวตาข่ายนั้นจนขาด แล้วมันก็บินออกไปตามรอยขาดของตาข่ายนั้น     นายพรานล่านกจึงไม่ได้นกกระจาบไปขายเลยซะตัว วันต่อมานกกระจาบตัวหนึ่งหาเรื่องนกกระจาบอีกตัวในฝูง จ่าฝูงเห็นแล้วจึงกล่าวขึ้นว่า “ถ้าพวกเจ้าทะเลาะวิวาท แตกความเป็นหนึ่งเดียวอย่างนี้ เราขอไปอยู่ที่อื่น” นกกระจาบจ่าฝูงก็บินจากไป วันต่อมา นายพรานก็เอาข้าวเปลือกมาโปรยอีก นกกระจาบเห็นข้าวเปลือกก็อยากกินเป็นอาหาร จึงพากันบินลงมาจากรังของมัน ฝูงนกกระจาบจิกกินข้าวเปลือกอย่างเพลิดเพลิน นายพรานก็โยนตาข่ายครอบพวกมันไว้ ด้วยความไม่ถูกกันมาจากการทะเลาะวิวาทครั้งนั้น จึงทำให้ไม่เกิดการทะเลาะขึ้น หาว่านกกระจาบตัวนั้น ตัวนี้เป็นต้นเหตุให้ฝูงมาตาย จึงพากันไม่ยอมบินไปพร้อมกันเหมือนครั้งที่จ่าฝูงอยู่ “พวกเจ้าแตกความสามัคคีในครั้งนี้ […]

เต่าขี้โอ้อวด นิทานสอนใจคนชอบคุยโว

เต่าขี้ โอ้อวด นิทานสอนใจคนชอบคุยโว พูด โอ้อวด ยกตนข่มผู้อื่น เป็นสิ่งที่น่ากระทำหรือไม่ เมื่อเรื่องแบบนี้มากระทบโสตประสาททีไร แทบอยากเดินออกจากบริเวณนั้นเลย ทำไมเป็นอย่างนั้น ทำไมเรื่องแบบนี้เราถึงทนฟังไม่ได้ แต่เชื่อว่าคนที่มีจิตเป็นอุเบกขาเท่านั้น ที่สามารถฟังเรื่องโอ้อวดของคนอื่นได้ แต่จะเป็นการฟังอย่างถี่ถ้วน ที่จริงการฟังเรื่องโอ้อวด ไม่ต่างจากการฟังเรื่องราวที่ไร้สาระ ไม่เป็นประโยชน์ทั้งผู้ฟังและผู้พูด วันนี้มีนิทานเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องของปลาที่เป็นเพื่อนกัน จะนัดมาเจอกันเพื่ออวดเกล็ดของตนว่าใครจะมีเกล็ดที่สวยกว่ากัน มันพยายามมากแม้ตนจะอยู่แม่น้ำคนละสายก็ตาม ขอเริ่มเล่าเลยละกันนะ ตั้งใจฟังและพิจารณาตาม แล้วจะเข้าใจว่า ทำไมการเป็นคนที่ชอบโอ้อวด หรือพูดข่มผู้อื่น มันไม่ดีอย่างไร กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีปลาเกล็ดสีฟ้าตัวหนึ่งว่ายน้ำมาจากแม่น้ำสายหนึ่ง เพื่อมาหาปลาเกล็ดสีชมพูที่เป็นเพื่อนของมันในแม่น้ำอีกสายหนึ่ง เมื่อปลาสองตัวเจอกันทีไร มันจะโอ้อวดว่าตนมีเกล็ดที่สวยงาม “เกล็ดของฉันงามเมื่อกระทบกับแสงแดดที่ผิวน้ำ” ปลาเกล็ดสีฟ้ากล่าว “ไม่เห็นจะสวยเลย ต้องเกล็ดสีชมพูอย่างฉันนี้สวยกว่าเกล็ดของเธอ” ปลาเกล็ดสีชมพูกล่าว ต่างฝ่ายต่างไม่ยอม เถียงไปเถียงมาก็ไม่มีใครยอมใคร บังเอิญมีเต่าตัวหนึ่งว่ายน้ำผ่านมาพอดี เจ้าปลาทั้งสองจึงขอร้องให้เต่าช่วยตัดสินว่าเกล็ดใครสวยกว่ากัน     เจ้าเต่าพูดว่า “เจ้าทั้งสองต่างมีเกล็ดที่สวยงาม แต่งามสู้กระดองของข้าที่เขียวสีมรกตไม่” ปลาทั้งสองได้ยินดังนั้น ก็ด่าทอเต่า “เจ้าเต่าชั่ว ข้าให้เจ้าตัดสินว่าเกล็ดใครงามกว่ากัน ไม่ใช่ให้มาโอ้อวดกระดองของเจ้า” ปลาเกล็ดสีฟ้ากล่าวแล้วว่ายน้ำจากไป ปลาเกล็ดสีชมพูกล่าวขึ้นว่า  “เจ้าเต่าตอบไม่ตรงคำถาม เราถามเรื่องหนึ่ง […]

keyboard_arrow_up