เปิดบุพกรรม ทำไมพระนันทะต้องพลัดพรากจากคนรัก

เปิดบุพกรรม ทำไม พระนันทะ ต้องพลัดพรากจากคนรัก พระนันทะ เป็นพระโอรสของพระนางปชาบดีโคตมี พระน้านางของพระพุทธเจ้าที่ประสูติกับพระเจ้าสุทโธทนะ พระนันทะจึงเป็นพระอนุชาต่างพระมารดาของพระพุทธเจ้า ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเยือนกรุงกบิลพัสดุ์ และได้แสดงอิทธิปาฏิหาริย์จนเหล่าพระญาติเกิดความเลื่อมใส ในช่วงนั้นเจ้าชายนันทะกำลังจะเข้าพิธีสมรสกับเจ้าหญิงศากยวงศ์ผู้มีพระนามว่า “ชนบทกัลยาณี” เหล่าพระญาติอาราธนาพระพุทธองค์พร้อมด้วยพระสาวกมาฉันภัตตาหารในงานพิธีสมรส พระบรมศาสดาได้ฝากบาตรไว้กับเจ้าบ่าว (เจ้าชายนันทะ) แล้วทรงไม่ได้ทวงบาตรคืน เจ้าชายนันทะทูลถามว่า “พระองค์จะทรงรับบาตรหรือไม่” พระพุทธเจ้าตรัสว่า “เราจะรับบาตรที่หัวบันได ขอฝากไว้ที่เจ้าก่อน”      เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จถึงหัวบันได เจ้าชายนันทะก็ทูลถวายบาตรคืน พระพุทธเจ้าตรัสว่า “เราขอรับตรงพระลานหลวง ขอฝากบาตรไว้ก่อน” เมื่อพระองค์ดำเนินมาถึงพระลานหลวง เหล่านางกำนัลเห็นว่าเจ้าชายนันทะกำลังติดต่อพระพุทธเจ้าไป จึงทูลเรื่องนี้ให้เจ้าหญิงชนบทกัลยาณีทรงทราบ เจ้าหญิงเกรงว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าจะพาเจ้าชายนันทะไปบวช จึงเปล่งพระสุรเสียงว่า “ข้าแต่พระสวามี พระองค์ทิ้งหม่อมฉันไปไม่ได้นะเพคะ” เจ้าชายนันทะทรงได้ยินก็ทรงเสียพระทัย แต่ไม่สามารถขัดพระพุทธองค์ได้ถึงพระทัยจะอยากกลับไปหาพระชายาก็ตาม พระนันทะติดตามพระพุทธเจ้าจนถึงพระวิหาร พระพุทธเจ้าตรัสว่า “้เธอจักบวชไหมนันทะ” เจ้าชายนันทะทรงไม่กล้าขัดพระพุทธองค์จึงยินยอมบวช   คลิกเลข 2 ด้านล่าง เพื่ออ่านหน้าถัดไป >>> เพื่อทราบวิบากกรรมเรื่องความรักของพระนันทะ 

ธรรมเทพบุตร เทวดาผู้ยกย่องคุณแห่งความไม่โกรธ

ธรรมเทพบุตร เทวดาผู้ยกย่อง คุณแห่งความไม่โกรธ ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ ณ พระเชตวันมหาวิหาร หลังจากพระเทวทัตทำให้เกิดสังฆเภท และพระบาทของพระพุทธองค์ห้อพระโลหิต ได้ถูกธรณีสูบลงไปสู่อเวจีมหานรก พระพุทธเจ้าทรงเมตตาตรัสถึงอดีตพระชาติครั้งเสวยพระชาติเป็น ธรรมเทพบุตร ผู้ยกย่อง คุณแห่งความไม่โกรธ ว่า ครั้งพระพุทธเจ้าเสวยพระชาติเป็นเทพบุตร ผู้มีบริวารเป็นเทพธิดาถึงหนึ่งพันนาง  มีนามว่า “ธรรม” ถึงจะเกิดเป็นเทวดา สุขสบายไปด้วยสมบัติอันเป็นทิพย์ และวิมานทองคำ แต่กลับท่องเที่ยวชักชวนให้มนุษย์ทั้งหลายประพฤติในการทำความดี นับว่ามีจิตวิสัยแห่งความเป็นพระโพธิสัตว์โดยแท้     เทพบุตรประทับราชรถทิพย์พร้อมด้วยเทพธิดาจากวิมานมุ่งไปสู่ชมพูทวีป ในเวลาหลังจากมนุษย์รับประทานอาหารมื้อเย็นเรียบร้อยแล้ว เทพบุตรและบริวารจะปรากฏขึ้นท่ามกลางอากาศ แล้วชักชวนให้ชนทั้งหลายประพฤติในกุศลกรรมบถ 10  (คำสอนว่าด้วยเรื่องหนทางแห่งการทำความดี 10 ประการ) และสุจริตธรรม 3 ได้แก่การเคารพนับถือบิดามารดา สมณะชีพราหมณ์ (นักบวช) และญาติผู้ใหญ่ในตระกูล เพราะเป็นหนทางไปสู่สวรรค์     แดนสวรรค์นอกจากจะมีเทวดาผู้มีธรรมอย่างธรรมเทพบุตรแล้ว ยังมีเทวดามิจฉาทิฏฐินามว่า “อธรรมเทพบุตร” เทพบุตรองค์นี้จะชักชวนให้มนุษย์กระทำสิ่งตรงข้ามกับธรรมะที่ธรรมเทพบุตรสั่งสอนคือ “อกุศลกรรมบถ 10” เพื่อทำให้มนุษย์เพลิดเพลินอยู่ในกิเลส เทพบุตรทั้งสองต่างชักชวนให้มนุษย์ดำรงชีวิตด้วยคำสอนของตน ทั้งสองต่างขับราชรถไปในทิศต่าง ๆ ของชมพูทวีป ไม่มีทีท่าว่าจะได้โคจรพบกัน จนกระทั่งวันหนึ่งขบวนของธรรมเทพบุตรขับผ่านเส้นทางที่ขบวนของอธรรมเทพบุตรที่กำลังขับกลับมาพอดี […]

นิทานชาดก 500 ชาติ เส้นทางแห่งบารมี 30 ทัศ มีกี่เรื่องกันแน่ ?

นิทานชาดก 500 ชาติ เส้นทางแห่งบารมี 30 ทัศ มีกี่เรื่องกันแน่ ? นิทานชาดก 500 ชาติ หรือที่คนไทยรู้จักกันในนาม ” พระเจ้า 500 ชาติ ” คือนิทานชาดก หรือ เรื่องอดีตพระชาติของพระพุทธเจ้า 500 พระชาติ มาทำความรู้จักกับนิทานชาดก 500 ชาติ หรือพระเจ้า 500 ชาติกันดีกว่าว่า ทำไมถึงเรียกว่า พระเจ้า 500 ชาติ และมีทั้งหมด 500 เรื่องจริงหรือไม่ แต่ก่อนที่จะเข้าสู่ประเด็นนี้ มาทำความรู้จักกับความหมายของนิทานชาดกเสียก่อน นิทานชาดกเป็นเรื่องเล่าการเวียนว่ายตายเกิดของพระโพธิสัตว์ ที่จริงก็ไม่ต่างจากเรื่องการเวียนว่ายของสรรพสัตว์ แต่ที่ต่างออกไปเพราะการกำเนิดขึ้นของพระโพธิสัตว์ในแต่ละพระชาติจะมีการบำเพ็ญบารมี เพื่อสะสมไว้เป็นเครื่องช่วยให้ไปสู่การสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้านั่นเอง     สิ่งที่เกิดขึ้นกับพระโพธิสัตว์ทั้งดีและไม่ดี ล้วนเกิดมาจากผลบุญที่บำเพ็ญมา กล่าวได้ว่า ชาดก หรือที่เรียกกันจนติดปากว่า “นิทานชาดก” เป็นเครื่องบ่งชี้การวิวัฒนาการแห่งการบำเพ็ญคุณงามความดีของพระโพธิสัตว์ คลิกเลข 2 ด้านล่าง เพื่ออ่านหน้าถัดไป >>>> 

ชาดก “การรดน้ำเมล็ดพันธุ์แห่งกุศลและอกุศล” โดย ท่านว.วชิรเมธี

ชาดก โดยท่าน ว.วชิรเมธี – ในเมืองแห่งหนึ่ง ขณะที่พระราชาเสด็จแปรพระราชฐานไปต่างจังหวัด วันนั้นมียักษ์ตนหนึ่งบุกทะลุทะลวงจากประตูเมืองเข้าไปจนถึงในปราสาท

โมรปริตร (แปล) คาถาจากนกยูงโพธิสัตว์ สวดป้องกันภยันตราย

โมรปริตร เป็นบทสวดมนต์เรียบเรียงไว้เป็นส่วนหนึ่งในภาณวารหรือหนังสือบทสวดมนต์หลวง รวมถึงในบทสวดมนต์เจ็ดสองตำนาน และสิบสองตำนาน

ชายผู้รวยจากซากหนูตาย นิทานธรรมะสอนใจ นักขาย

ชายผู้รวยจากซากหนูตาย นิทานธรรมะสอนใจ นักขาย เห็นหมู่นี้ใคร ๆ ก็เป็น นักขาย สินค้าออนไลน์ ออนไลน์เป็นอะไรที่ฮิตมาก ไม่ออนไลน์ ก็ไม่ทันสมัย แล้วเป็นเจ้าของธุรกิจได้ไม่ยาก ไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้าน ไม่จำเป็นต้องมีพนักงานช่วยขาย ค้าเองทำเองส่งเองได้ในคน ๆ เดียว นิทานธรรมะเรื่องต่อไปที่จะเล่าในวันนี้ เป็นนิทานอุทาหรณ์สอนความรู้เกี่ยวกับการค้าได้เป็นอย่างดี เป็นเรื่องของเศรษฐีหนุ่มผู้หนึ่งที่รวยได้จากการขายซากหนูตายเพียงตัวเดียว กาลครั้งหนึ่ง มีเศรษฐีแห่งเมืองพาราณสีท่านหนึ่งมีชื่อว่า “จุลลกเศรษฐี” เดินทางไปเข้าเฝ้าพระราชา ระหว่างทางเห็นซากหนูตายตัวหนึ่ง จึงเปรยขึ้นว่า “ใครอยากเป็นเศรษฐี เพียงเอาหนูตายตัวนี้ไปขายก็รวยได้” ตอนนั้นเองมีชายหนุ่มคนหนึ่งผ่านมาได้ยินพอดี จึงเก็บซากหนูตัวนั้นไว้ ในใจก็คิดสงสัยว่าจะเป็นจริงตามที่ท่านเศรษฐีกล่าวไหม ชายหนุ่มเริ่มคิดวิธีให้ซากหนูตายตัวนี้เป็นช่องทางไปสู่การเป็นเศรษฐี ชายหนุ่มขายซากหนูให้เป็นอาหารแมว ได้เงินจำนวนไม่มาก เขาเอาเงินจำนวนนี้ไปซื้อน้ำตาลมาปริมาณหนึ่ง แล้วทำเป็นน้ำหวาน นำไปมอบให้คนเก็บดอกไม้ คนเก็บดอกไม้เหนื่อยจากการตากแดดตากลมเก็บดอกไม้มาทั้งวัน เมื่อได้ดื่มน้ำหวานก็ชื่นใจ ต่างพากันแบ่งปันดอกไม้จำนวนหนึ่งแก่ชายหนุ่ม ชายหนุ่มนำดอกไม้ไปขายได้เงินเพิ่มมาอีกจำนวนหนึ่ง ชายหนุ่มเห็นกิ่งไม้ที่คนสวนกำลังจะทิ้ง คิดว่าน่าจะหาประโยชน์จากกิ่งไม้เหล่านี้ได้ ชายหนุ่มขนกิ่งไม้เหล่านี้ไปที่บ้าน ช่างปั้นหม้อผ่านมาก็ขอซื้อกิ่งไม้เหล่านี้เพื่อเป็นฟืนในการเผาหม้อ ชายหนุ่มจึงได้เงินมาอีกจำนวนหนึ่ง วันต่อมาชายหนุ่มผูกมิตรกับคนตัดหญ้า ด้วยการบริการน้ำดื่มให้พวกเขา คนตัดหญ้าจึงแบ่งหญ้าที่ตัดเพื่อมาให้ ชายหนุ่มนำไปขายก็ได้เงินมาอีกจำนวน ทีนี้ก็มีเงินมากพอลงทุนอะไรได้บ้าง เขาติดต่อกับกลุ่มพ่อค้า และได้รับความเอ็นดู จนสามารถทำการค้าได้รายได้มหาศาล และกลายเป็นเศรษฐีในที่สุด […]

นกกระจาบแตกพ่ายความสามัคคี

นกกระจาบแตกพ่าย ความสามัคคี   คำกล่าวหนึ่งที่ว่า “สามัคคีคือพลัง” หากแตกพ่าย ขาด ความสามัคคี คงต้องตกที่นั่งลำบาก ไม่ต่างจากฝูง นกกระจาบ ที่จะเล่าต่อไปนี้แน่นอน กาลครั้งหนึ่ง มีนายพรานล่านกคนหนึ่ง จับนกกระจาบขายเพื่อเลี้ยงชีพ เขาจะหว่านข้าวเปลือกไว้ในบริเวณที่โล่นกว้าง แล้วดักรอให้นกกระจาบเหล่านั้นจิบกิน พอได้โอกาสจึงโยนตาข่ายครอบฝูงนกกระจาบไว้ ตอนนั้นเองนกกระจาบผู้เป็นจ่าฝูง ไม่อยากให้บริวารต้องมาจบชีวิต จึงกล่าวขึ้นว่า ” พวกเราทั้งหลาย จงสอดหัวเข้าในตาข่ายตาหนึ่งๆ แล้วช่วยกันบินไปที่ต้นไม้หนาม ทิ้งตาข่ายไว้แล้วบินจากไปสู่รังนอนของพวกเรากันเถิด ” เมื่อนกกระจาบตัวอื่น ๆ ได้ยินดังนั้น จึงตั้งสติแล้วสอดหัวออกไปตามช่องของตาข่าย แล้วบินไปยังต้นไม้หนาม หนามของต้นไม้จะเกี่ยวตาข่ายนั้นจนขาด แล้วมันก็บินออกไปตามรอยขาดของตาข่ายนั้น     นายพรานล่านกจึงไม่ได้นกกระจาบไปขายเลยซะตัว วันต่อมานกกระจาบตัวหนึ่งหาเรื่องนกกระจาบอีกตัวในฝูง จ่าฝูงเห็นแล้วจึงกล่าวขึ้นว่า “ถ้าพวกเจ้าทะเลาะวิวาท แตกความเป็นหนึ่งเดียวอย่างนี้ เราขอไปอยู่ที่อื่น” นกกระจาบจ่าฝูงก็บินจากไป วันต่อมา นายพรานก็เอาข้าวเปลือกมาโปรยอีก นกกระจาบเห็นข้าวเปลือกก็อยากกินเป็นอาหาร จึงพากันบินลงมาจากรังของมัน ฝูงนกกระจาบจิกกินข้าวเปลือกอย่างเพลิดเพลิน นายพรานก็โยนตาข่ายครอบพวกมันไว้ ด้วยความไม่ถูกกันมาจากการทะเลาะวิวาทครั้งนั้น จึงทำให้ไม่เกิดการทะเลาะขึ้น หาว่านกกระจาบตัวนั้น ตัวนี้เป็นต้นเหตุให้ฝูงมาตาย จึงพากันไม่ยอมบินไปพร้อมกันเหมือนครั้งที่จ่าฝูงอยู่ “พวกเจ้าแตกความสามัคคีในครั้งนี้ […]

เต่าขี้โอ้อวด นิทานสอนใจคนชอบคุยโว

เต่าขี้ โอ้อวด นิทานสอนใจคนชอบคุยโว พูด โอ้อวด ยกตนข่มผู้อื่น เป็นสิ่งที่น่ากระทำหรือไม่ เมื่อเรื่องแบบนี้มากระทบโสตประสาททีไร แทบอยากเดินออกจากบริเวณนั้นเลย ทำไมเป็นอย่างนั้น ทำไมเรื่องแบบนี้เราถึงทนฟังไม่ได้ แต่เชื่อว่าคนที่มีจิตเป็นอุเบกขาเท่านั้น ที่สามารถฟังเรื่องโอ้อวดของคนอื่นได้ แต่จะเป็นการฟังอย่างถี่ถ้วน ที่จริงการฟังเรื่องโอ้อวด ไม่ต่างจากการฟังเรื่องราวที่ไร้สาระ ไม่เป็นประโยชน์ทั้งผู้ฟังและผู้พูด วันนี้มีนิทานเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องของปลาที่เป็นเพื่อนกัน จะนัดมาเจอกันเพื่ออวดเกล็ดของตนว่าใครจะมีเกล็ดที่สวยกว่ากัน มันพยายามมากแม้ตนจะอยู่แม่น้ำคนละสายก็ตาม ขอเริ่มเล่าเลยละกันนะ ตั้งใจฟังและพิจารณาตาม แล้วจะเข้าใจว่า ทำไมการเป็นคนที่ชอบโอ้อวด หรือพูดข่มผู้อื่น มันไม่ดีอย่างไร กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีปลาเกล็ดสีฟ้าตัวหนึ่งว่ายน้ำมาจากแม่น้ำสายหนึ่ง เพื่อมาหาปลาเกล็ดสีชมพูที่เป็นเพื่อนของมันในแม่น้ำอีกสายหนึ่ง เมื่อปลาสองตัวเจอกันทีไร มันจะโอ้อวดว่าตนมีเกล็ดที่สวยงาม “เกล็ดของฉันงามเมื่อกระทบกับแสงแดดที่ผิวน้ำ” ปลาเกล็ดสีฟ้ากล่าว “ไม่เห็นจะสวยเลย ต้องเกล็ดสีชมพูอย่างฉันนี้สวยกว่าเกล็ดของเธอ” ปลาเกล็ดสีชมพูกล่าว ต่างฝ่ายต่างไม่ยอม เถียงไปเถียงมาก็ไม่มีใครยอมใคร บังเอิญมีเต่าตัวหนึ่งว่ายน้ำผ่านมาพอดี เจ้าปลาทั้งสองจึงขอร้องให้เต่าช่วยตัดสินว่าเกล็ดใครสวยกว่ากัน     เจ้าเต่าพูดว่า “เจ้าทั้งสองต่างมีเกล็ดที่สวยงาม แต่งามสู้กระดองของข้าที่เขียวสีมรกตไม่” ปลาทั้งสองได้ยินดังนั้น ก็ด่าทอเต่า “เจ้าเต่าชั่ว ข้าให้เจ้าตัดสินว่าเกล็ดใครงามกว่ากัน ไม่ใช่ให้มาโอ้อวดกระดองของเจ้า” ปลาเกล็ดสีฟ้ากล่าวแล้วว่ายน้ำจากไป ปลาเกล็ดสีชมพูกล่าวขึ้นว่า  “เจ้าเต่าตอบไม่ตรงคำถาม เราถามเรื่องหนึ่ง […]

keyboard_arrow_up