“คุกจำลอง” เมื่อคนดีๆ เปลี่ยนเป็นปีศาจร้ายในชั่วข้ามคืน

คุณคิดว่าตัวเองจะสามารถทำร้ายคนอื่นอย่างเลือดเย็นได้หรือไม่ ปี 1971 ดร.ฟิลิป ซิมบาร์โด (Philip Zimbardo) อาจารย์หนุ่มดาวรุ่งแห่งภาควิชาจิตวิทยา มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ต้องการเสาะหาว่าอะไรเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการทำทารุณกรรมในเรือนจำ เขาและทีมงานจึงได้ดัดแปลงพื้นที่ชั้นล่างของตึกคณะจิตวิทยาให้เป็นห้องขัง อาสาสมัครที่ผ่านการคัดเลือกทั้ง 24 คนมีคุณสมบัติใกล้เคียงกัน คือ เป็นนักศึกษาเพศชาย ผิวขาว มาจากครอบครัวฐานะปานกลาง สุขภาพแข็งแรง และมีประวัติขาวสะอาด หลังการคัดเลือก ดร.ซิมบาร์โดได้ให้อาสาสมัครโยนเหรียญเพื่อแบ่งกลุ่มเป็นผู้คุมกับนักโทษ เช้าวันอาทิตย์ที่เงียบสงบถูกทำลายลงด้วยเสียงไซเรนที่ดังจนแสบแก้วหู ตำรวจจากโรงพักเมืองแพโลแอลโต รัฐแคลิฟอร์เนีย บุกเข้าจับตัวเด็กหนุ่มที่เป็นนักโทษถึงบ้านพัก ตำรวจแต่ละนายแสดงได้สมบทบาท มีการสั่งให้เด็กหนุ่มแยกขา แนบหน้าติดกับรถเพื่อค้นอาวุธและใส่กุญแจมือ หลังจากนั้นจึงนำตัวไปฝากขังที่โรงพัก พวกเขาถูกแจ้งข้อหา พิมพ์ลายนิ้วมือ และอื่น ๆ ก่อนที่จะถูกปิดตาและย้ายไปอยู่ที่ “คุกจำลอง” ดร.ซิมบาร์โดมีที่ปรึกษาที่เคยใช้ชีวิตหลังลูกกรงมานานกว่า 17 ปีคอยให้ข้อมูลเกี่ยวกับสภาพจิตใจของนักโทษ และแนะนำวิธีลัดที่จะทำให้อาสาสมัครรู้สึกว่าพวกเขาเป็นนักโทษจริง ๆ เช่น ให้สวมหมวกคลุมผมที่ทำจากถุงน่องไนลอน ให้ใส่โซ่ตรวนขนาดใหญ่ที่ข้อเท้าขวาตลอดเวลา และเรียกนักโทษด้วยหมายเลข ฯลฯ ส่วนผู้คุมได้รับคำสั่งว่า สามารถทำอะไรก็ได้ในขอบเขตของกฎหมายเพื่อรักษาระเบียบ ผู้คุมจะสวมชุดฟอร์มสีกากี ห้อยนกหวีดที่คอ มีกระบองเป็นอาวุธ และสวมแว่นตาดำ สถานการณ์ในคุกจำลองทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ เป็นลำดับ […]

แม้แต่บาดแผลทางใจก็เปลี่ยนให้เป็นอาวุธได้

แม้แต่ บาดแผลทางใจ ก็เปลี่ยนให้เป็นอาวุธได้ ถ้าต้องการเปลี่ยนแปลงตัวเอง ควรเริ่มจากการเปลี่ยนพฤติกรรม และต้องทำทันที่แม้จะเป็นเพียงแค่เรื่องเดียวก็ตาม ฟังดูเหมือนง่าย แต่บางคนยังทำไม่ได้ “ถึงจะพูดแบบนี้ แต่ฉันก็ยุ่งจนไม่มีเวลาเริ่มทำอะไรใหม่แล้ว” “คนรอบข้างไม่เข้าใจหรอก ฉันคงทำไม่ได้แน่” “ฉันเป็นพวกขี้ขลาด” บางคนมักหาข้ออ้างที่จะไม่ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง แต่นั่นเป็นวิธีคิดที่ผิด ไม่ใช่เพราะมีข้ออ้างจึงเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่เพราะไม่อยากเปลี่ยนจึงเปลี่ยนไม่ได้ต่างหาก ความเปลี่ยนแปลงทำให้รู้สึกกังวลและยังต้องใช้ความพยายามมาก ทำให้อยากหลีกหนีจากความรู้สึกเหล่านั้น แต่ถ้าคิดว่า “ฉันเป็นได้แค่นี้” ก็เป็นความรู้สึกที่กระทบกับศักดิ์ศรีในใจ คนเราจึงหา “ข้ออ้างที่อยากเปลี่ยน แต่เปลี่ยนไม่ได้” เรื่องนี้อธิบายได้ด้วยหลักจิตวิทยาของอัลเฟรด แอดเลอร์ ในหนังสือขายดีอย่าง “กล้าที่จะถูกเกลียด”  ลักษณะเด่นของหลักจิตวิทยาของอัลเฟรด ผู้ได้รับการยกย่องเทียบเท่ากับนักจิตวิทยาชื่อดังอย่างซิกมุนต์ ฟรอยด์ และคร์ล จุง คือทฤษฎีเป้าหมาย จิตวิทยาของฟรอยด์และจุงคือ ทฤษฎีจิตวิทยาเชิงเหตุและผลที่สนใจสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตซึ่งเป็นตันเหตุขออารมณ์ในปัจจุบัน เรียกได้อีกอย่างว่า “จิตวิทยาเรื่องอดีต” ส่วนทฤษฎีเป้าหมายของแอดเลอร์ เป็น “จิตวิทยาการมีชีวิตอยู่กับปัจจุบัน”  ไม่สนใจอดีต คิดแค่เรื่องในปัจจุบันกับอนาคต การจะหลุดมาจากตรงนั้นได้คือวิธีคิดถึง “จิตวิทยาการใช้” แนวคิดหนึ่งของจิตวิทยาแบบแอดเลอร์มองว่า อารมณ์เป็นเครื่องมือ ไม่ว่าจะดีใจ โกรธ หรือเศร้าใจ อารมณ์ล้วนเป็นความรู้สึกที่แสดงออกไปตามแต่ละสถานการณ์ เช่น เวลาโกรธจนต่อยคนอื่น ฟรอยด์กับจุงจะมองว่าอารมณ์โกรธเป็นตัวการสำคัญที่ผลักดันให้คุณทำร้ายคนอื่น […]

4 เหตุผลที่คนจำเป็นต้องโกหก

รู้ว่าการโกหกเป็นเรื่องไม่ดี ผิดศีล แต่บางครั้งมันก็ จำเป็นต้องโกหก เพื่อให้คนฟังสบายใจ แต่ไม่ว่าจะมีเหตุจำเป็นแค่ไหน มันก็ไม่ดีทั้งนั้นนะจ๊ะ

3 ลักษณะของคนโชคดีที่คุณก็คาดไม่ถึงว่าเป็นความโชคดี

3 ลักษณะของคนโชคดี ที่คุณก็คาดไม่ถึงว่าเป็นความโชคดี ตลอดหลายปีที่ผ่านมามีงานวิจัยด้านจิตวิทยาหลายเรื่องทีทำการสังเกต ลักษณะของคนโชคดี และคนโชคร้ายจาก 5 ลักษณะนิสัย ประกอบด้วย อารมณ์ร่วม หมายถึง ความสามารถในการอ่านบรรยายกาศและสิ่งรอบตัว หรือมีแนวโน้มที่จะเกิดความรู้สึกร่วม และพร้อมที่จะยื่นมือช่วยเหลือผู้อื่น สรุปสั้น ๆ คือ เป็นคนที่มีจิตใจอ่อนโยน ความซื่อสัตย์ หมายถึง ความสามารถในการบังคับตัวเอง เช่น ควบคุมตัวเองได้หรือไม่ มีจิตใจเข้มแข็งหรือไม่ พูดโกหกหรือไม่ เป็นต้น การเข้าสังคม หมายถึง การชอบเข้าสังคม กระตือรือร้น เข้ากับคนอื่นได้ง่าย ความแปรปรวนของอารมณ์ หมายถึง ความสามารถในการรับมือกับความเครียด หรือความกดดันจากคนรอบข้างได้หรือไม่ ขี้กังวลหรือตื่นเต้นง่ายแค่ไหน จิตใจเปิดกว้าง หมายถึง การแสดงความคิดสร้างสรรค์ ความสนใจและชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ดร.ไวส์แมน ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาเคยสำรวจลักษณะนิสัยพื้นฐาน 5 ประการระหว่างคนโชคดีกับคนโชคร้ายว่า มีความแตกต่างกันหรือไม่ จนได้ผลลัพท์ที่น่าสนใจเรื่องหนึ่ง คนโชคดีกับคนโชคร้ายมีจุดที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนเพียงแค่ 3 เรื่อง ได้แก่ การเข้าสังคม ความแปรปรวนของอารมณ์ และจิตใจที่เปิดกว้าง ส่วนอารมณ์ร่วมและความซื่อสัตย์นั้น […]

3 ภาพทายนิสัย สิ่งแรกที่เห็น บ่งบอกถึงบุคลิกที่ซ่อนเร้นของเรา

มีการศึกษาทางจิตวิทยา ที่บอกกับเราว่า คนเราจะมองเห็นภาพ แตกต่างกันไป ตามลักษณะนิสัย ดวงตาอาจมองเห็นได้ แต่สิ่งที่สมองสื่ออออกมานั้น สำคัญกับเรามากกว่า ลองดู 3 ภาพทายนิสัย ต่อไปนี้ สิ่งแรกที่เราเห็น จะเปิดเผยบุคลิกที่ซ่อนเร้นของเรา   3 ภาพทายนิสัย สิ่งแรกที่เห็น บ่งบอกถึงบุคลิกที่ซ่อนเร้นของเรา   ภาพที่ 1 สิ่งแรกที่คุณเห็นคืออะไร ? [email protected] ต้นไม้ : ถ้าเห็นต้นไม้ ตัวตนของคุณเป็นคนเงียบๆ แต่ไม่ใช่เพราะคุณขี้อาย คุณก็แค่ มีความเป็นตัวของตัวเองสูง (อินดี้นิดๆ) และรู้สึกว่า ไม่จำเป็นต้อง ทำตัวให้เป็นที่ยอมรับของใครๆ พอใจที่จะอยู่อย่างสบายใจมากกว่า กอริล่า : คุณเป็นคนที่กระตือรือร้น ทะเยอทะยาน ชื่นชอบความสมบูรณ์แบบ เป็นคนที่หากจะทุ่ม ก็ทุ่มเทไปสุดทาง คุณมีเป้าหมายในใจ และชอบที่จะพุ่งตรงไปข้างหน้าเสมอ จนบางครั้งก็เผลอละเลย คนรอบข้างไปบ้าง สิ่งที่คุณควรเพิ่มอีกนิดคือ ความใส่ใจ สิงโต : คุณเป็นคนที่มี ลักษณะนิสัยที่เด่นชัด คุณรู้ว่าตัวเองเป็นคนอย่างไร […]

“Are You Happy ?” เทคนิคสร้างพลังบวกอันยิ่งใหญ่ของ Mr. Kim

“Are You Happy ?” เทคนิคสร้างพลังบวก อันยิ่งใหญ่ของ Mr. Kim ในสังคมโลก คุณค่าแห่งชีวิตคืออะไร ทำอย่างไรจึงจะมีความสุขและความสำเร็จในทุก ๆ ด้านของชีวิต การมีพลังบวกเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้เรามีความสุขและประสบความสำเร็จในชีวิต ช่วยให้ดำเนินชีวิตเป็นไปในเส้นทางที่ดี การรู้ เทคนิคสร้างพลังบวก จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เมื่อครั้งที่ผู้เขียนทำงานอยู่องค์การสหประชาชาติ (2002-2018) ได้มีโอกาสทำงานร่วมกับคนดีและคนเก่งมากมายแต่ผู้ที่เป็นแรงบันดาลใจในการทำงานมาจนถึงปัจจุบัน คือ Mr. Gwang-Jo Kim อดีตผู้อำนวยการ ยูเนสโก ชาวเกาหลีใต้ Mr. Gwang-Jo Kim ท่านทักทายกับทุกคนอย่างเป็นมิตรว่า “Are You Happy?” คำทักทายนี้ถึงเป็นคำสั้น ๆ แต่ได้ใจของทุกคนที่ได้ยินกลายเป็นคำพูดที่สร้างพลังบวกที่ยิ่งใหญ่ สัมผัสได้ถึงความห่วงใย ความใส่ใจซึ่งกันและกัน ท่านพูดเสมอว่าถ้าเจ้าหน้าที่ยูเอ็น ผู้มีภารกิจทำให้โลกสงบสุข แต่กลับก่อสงครามขึ้นภายในจิตใจตนเองหรือภายในองค์กร ภารกิจการสร้างและธำรงรักษาสันติภาพบนโลกใบนี้จะไม่มีวันประสบความสำเร็จ ดังนั้น ในการร่วมปฏิบัติภารกิจดังกล่าว ถึงแม้ว่ามีอุปสรรค เราขอไม่ท้อถอย และพยายามรู้เท่าทันอารมณ์ รีบดึงสติกลับสู่ความสงบให้รวดเร็วที่สุด นอกจากนี้ ในการบริหารงานและสร้างความสัมพันธ์  Mr. Kim ใช้หลักของจิตวิทยาด้วย […]

พุทธจิตวิทยา สู่ความงามสง่าที่แท้จริง

พุทธจิตวิทยา สู่ความงามสง่าที่แท้จริง จิตวิทยาเป็นศาสตร์ที่สอนด้วยเรื่องการสร้างบุคลิกภาพให้งามสง่า และพุทธศาสนาซึ่งเป็นศาสนาที่สอนเรื่องจิตของมนุษย์ ก็มีคำสอนที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้เป็น พุทธจิตวิทยา ที่จะส่งเสริมสร้างความงามภายนอก ภายใน เพื่อผสานสู่ความงามสง่าที่แท้จริง   “การได้เกิดมาเป็นมนุษย์ พบพระพุทธศาสนานี้  เป็นโชคดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้แล้ว เพราะฉะนั้น ขอให้มีความสนใจในพุทธศาสนาให้มาก” – พุทธทาสภิกขุ   ผู้เขียน รู้สึกว่าตัวเองโชคดี ที่มีความสนใจในพระพุทธศาสนา ซึ่งผู้เขียนศึกษาโดยตรงจากพระไตรปิฎก และคำสอนจากท่านพุทธทาสภิกขุ ผู้เขียนยิ่งรู้สึกว่าตัวเองโชคดี ที่เลือกเรียนปริญญาโททางด้านจิตวิทยา เพราะจิตวิทยาเป็นวิชาที่สนุกมาก มีการทดลองเพื่อพิสูจน์ และทดสอบสมมติฐานอย่างเป็นขั้นตอน บางครั้งมีผลการวิจัยที่น่าแปลกใจ และชวนให้เกิดจินตนาการ เพราะการจินตนาการ เป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนา และการต่อยอดความคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล ดังนั้น ผู้เขียนจึงขอส่งต่อความโชคดีแบบสองชั้นนี้ มอบแด่ผู้อ่านทุกท่าน เพื่อส่งเสริมงานพุทธจิตวิทยาร่วมกัน ในการดับทุกข์ และประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับการดำเนินชีวิตที่สมบูรณ์     การที่หลายประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) อย่างเต็มรูปแบบ  ผู้คนให้ความสนใจเรื่องสุขภาพและความงามมากขึ้น ดังนั้น เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์ จึงขอแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ด้านความงามและคุณภาพชีวิต ด้วยการใช้หลักพุทธจิตวิทยา โดยในฉบับนี้จะขอนำเสนอเคล็ดลับความงามสง่า ที่จะช่วยจุดประกาย เปลี่ยนคุณให้เป็นคนใหม่ ได้ภายในเสี้ยววินาที! […]

เทคนิคการ ค้นหาตัวเอง ค้นพบสิ่งที่ “ชอบ” และ เติมเต็มที่ “ใช่” สำหรับตัวคุณ

เทคนิคการ ค้นหาตัวเอง ค้นพบสิ่งที่ “ชอบ” และ เติมเต็มที่ “ใช่” สำหรับตัวคุณ หลายคนอาจยังไม่รู้ว่าตัวเราชอบอะไร สนใจอะไร ถนัดอะไร หรืออะไรคือสิ่งที่ “ใช่” สำหรับเราจริงๆ กันแน่ มา ค้นหาตัวเอง ค้นพบสิ่งที่ใช่สำหรับคุณผ่าน 5 วิธีการ ที่จะทำให้คุณรู้จักและรู้ใจตัวเองมากยิ่งขึ้นค่ะ   ::: 1. อย่านำตัวเองไปเปรียบเทียบกับผู้อื่น ::: ขั้นตอนแรกที่ควรทำคือ ไม่ควรนำตัวเองไปเปรียบเทียบกับผู้อื่นจนทำให้ตัวของเราเองรู้สึกท้อแท้ หดหู่ ดูถูกตัวเอง มองว่าตัวเองด้อยค่า ไร้ความสามารถ ผิดหวังในตัวเอง และไม่ภูมิใจในตัวเอง บางครั้งเราอาจจะเห็นคนอื่นเดินในเส้นทางเดียวกับเรา แต่เขาสามารถทำออกมาได้ดี ประสบความสำเร็จ จนเราตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทำไมเราจึงทำไม่ได้ ทำไมเราจึงสู้เขาไม่ได้ สาเหตุที่เราไม่ควรเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่นเป็นเพราะคนแต่ละคนแตกต่างกัน ทั้งความคิด สภาพจิตใจ การศึกษา สภาพแวดล้อม การเลี้ยงดู ฯลฯ เราสามารถดูผู้อื่นเพื่อเป็นแบบอย่างและแรงบันดาลใจในการดำเนินชีวิตได้ แต่ไม่ควรกดดันตัวเองจนเกินไป หรือคาดหวังว่าเราจะสามารถเป็นอย่างใครได้เหมือนกันแบบ 100%   ::: 2. ทำแบบทดสอบ ::: […]

keyboard_arrow_up