ใจนั้นสำคัญอย่างไร ธรรมะทันใจจาก ท่านว.วชิรเมธี

ใจนั้นสำคัญอย่างไร ธรรมะทันใจจาก ท่านว.วชิรเมธี ใจนั้นสำคัญอย่างไร เพราะว่าใจนั้นเป็นผู้กำหนดพฤติกรรมของกาย พระองค์ตรัสเอาไว้ในคัมภีร์พระธรรมบท มโน ปุพพัง คมา ธัมมา มโน เสฏฐา มโน มยา แปลว่าธรรมทั้งหลาย มีใจเป็นหัวหน้า มีใจประเสริฐที่สุด สำเร็จมาจากใจ ถ้าใจนี้ดี คิด ถ้าใจนี้ดี พูดและทำก็ดีตาม และสุขก็ตามมา ดังหนึ่งเงาตามตัว ถ้าใจไม่ดี ทุกข์ก็ตามมา ดังหนึ่งล้อเกวียนหมุนเวียนตามรอยเท้าโค เพราะฉะนั้นใจของเราอย่างไร เราก็จะได้การกระทำอย่างนั้น เพราะอะไร การกระทำทางวาจาก็ดี ทางพฤติกรรมทั้งหมดก็ดี มีใจเป็นผู้สั่งการ ใจเป็นดังหนึ่งกัปตันเรือ เรือจะหันเหไปทิศทางไหนก็ขึ้นอยู่กับคำสั่งของกัปตัน เพราะฉะนั้นถ้าเราบังคับใจของเราได้ เราก็บังคับกายของเราได้ คนส่วนมาก บังคับใจตัวเองไม่ได้ จึงสั่งกายไม่ได้ เช่น ฮอร์โมนมันพุ่งพล่านขึ้นมา สัญชาตญาณมันลุกขึ้นมา ตามความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย อย่างนี้พอใจมันรู้ไม่ทัน กายมันก็กระตุ้นใจเหมือนกัน แต่ถ้าเราควบคุมใจของเราได้ ไม่มีปัญหาเลย เพราะฉะนั้นถ้าใครก็ตามที่เป็น นายเหนือใจตนเองได้ พระพุทธองค์ทรงเชื่อว่าคนนั้นเป็นสุดยอดแม่ทัพ พระองค์บอกว่า ชนะคนในสงคราม นับพันคน นับพันครั้ง […]

ปล่อยจิตให้เป็นโสด (บ้างเถอะ!) – ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ

คนเราทำอะไรต้องมีเป้าหมาย โดยเริ่มจากการตั้งหางเสือ แล้วพุ่งไปที่เป้าหมาย (ปล่อยจิตให้เป็นโสด) …ดังเช่นตัวผมตั้งเป้าที่จะไปนิพพาน ผมจึงปักธงชัยไว้ที่นิพพานแล้วเดินตามเส้นทางแห่งการหลุดพ้นไปเรื่อย ๆ เมื่อยก็พัก แต่ไม่เคยหยุด ทำให้ไม่ทุกข์ ไม่คาดหวัง แต่ไม่เลิก ฝึกไปเรื่อย ๆ โดยไม่ประมาท ถึงไม่ถึงเป็นเรื่องที่รู้ได้เฉพาะตน เหมือนการอิ่มข้าว ซึ่งเจ้าตัวเท่านั้นที่รู้ ผมใชัหลักการที่ว่า หากเส้นทางเดินถูกต้องตามที่พระพุทธองค์ได้ทรงชี้แนะไว้ อย่างไรก็ไม่หลงทาง ตราบใดที่เรามั่นใจในกระบวนการ ซึ่งระหว่างทางก็อาจทำเพื่อโลกบ้าง เพื่อธรรมบ้าง ตราบนั้นเราเดินทางถึงแน่นอน มีคนเคยถามผมว่า ทำไมผมถึงตั้งเป้าเช่นนั้น หากอุปมาก็เหมือนกับคนที่เคยกินมะม่วงแล้วพบว่า อร่อย ก็เลยกินต่อ กับคนเคยกินของบูดเน่าแล้วรู้ว่าไม่อร่อย เลยเข็ดขยาดไม่กินอีก…มะม่วงอร่อยที่กล่าวถึงคือความสุขทางธรรมระดับลึก ๆ ที่เกิดขึ้นกลางใจ ทำให้ใจโล่งโปร่งสบาย ซึ่งยิ่งใหญ่และลึกซึ้งกว่าความสุขแบบโลก (สุขทางเนื้อหนัง วัตถุ สิ่งสมมุติทั้งหลาย) อย่างไม่สามารถเปรียบเทียบได้ ดังนั้นการที่ผมตั้งเป้าหมายที่จะไปนิพพานจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แต่กระนั้นการที่ผมทำงานเยอะและหลากหลายทำให้ตัวเองไม่ค่อยมีเวลา ผมจึงใช้หลักการ “บวชอยู่กับงาน” ดังที่ท่านพระอาจารย์พุทธทาสเคยสอนว่า “งานคือธรรม ธรรมคืองาน” แทน…ในงานทั้งหลายที่เราจำเป็นต้องทำนั้น มีทั้งโจทย์และแบบฝึกหัดให้ฝึกสติมากมาย ตั้งแต่กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต จนถึงธรรมในธรรม ทุกวินาที ทุกอิริยาบถที่ผ่านไป […]

“จิตไม่มีปัญญา ย่อมหลงกลลวงของกิเลส” ธรรมะดี ๆ โดย หลวงพ่อทูล ขิปฺปปญฺโญ

จิตนี้หลงกลลวงของกิเลสตัณหามานาน และอยู่ในวงล้อมของโมหะอวิชชามาแล้ว และถูกกิเลสคุมเชิงอยู่ตลอดเวลา การคุมเชิงของกิเลสนั้นไม่เหมือนกับการคุมนักโทษในเรือนจำ นักโทษที่เรือนจำย่อมมีกฎบังคับให้อยู่ในขอบเขต ไม่มีอิสระในการไปมา จะกินอยู่หลับนอนต้องอยู่ในการควบคุมดูแล ถูกบังคับด้วยของแข็งอยู่เสมอ และถูกลงโทษในความผิดตามกฎหมาย  (จิตไม่มีปัญญา) ส่วนจิตที่ตกเข้าไปในท่ามกลางของกิเลสตัณหาอวิชชาแล้ว ย่อมมีความติดใจใฝ่ฝันอยากอยู่ในที่นั้นต่อไป ใครว่านิพพานคือความดับสนิทของกิเลสตัณหาก็ไม่สนใจ นี้ก็เพราะจิตถูกกลอันซึมเซ่อของกิเลสตัณหาฝังอยู่แล้ว กิเลสตัณหาจะพาทำอะไร จิตก็ยอมรับ พร้อมที่จะให้ความร่วมมือ หรือจิตต้องการในกามคุณ กิเลสก็ส่งเสริมเต็มที่ จิตมีความยินดีรักใคร่ในสิ่งใดที่จะเป็นไปตามกระแสโลก กิเลสก็จะอนุมัติทันที และพร้อมที่จะให้ความร่วมมือทุกวิถีทาง ส่วนความดีที่เราจะต้องทำ นับแต่การให้ทานรักษาศีล ไหว้พระ สวดมนต์ นั่งสมาธิ เดินจงกรมภาวนา กิเลสก็พยายามขัดขวางเต็มที่ ถ้าไม่มีปัญญาที่ดี ก็ไม่มีโอกาสที่จะทำความดีได้เลย ถ้าจิตมีปัญญาก็ฝ่าฝืนทำความดีไปได้ แต่กิเลสก็ไม่ยอมปล่อยวาง ถึงความดีนั้นจะพาไปพักผ่อนในสุคติ สวรรค์ พรหมโลกชั้นใดชั้นหนึ่ง กิเลสก็พลอยติดตามไปด้วย เมื่อถึงเวลา กิเลสก็พามาเกิดเอาภพชาติในโลกนี้ตามเดิม ส่วนแนวทางปฏิบัติที่จะทำให้ถึงมรรคถึงผล หรือที่สุดคือพระนิพพานนั้น กิเลสย่อมหาวิธีหลอกลวงด้วยกลวิธีต่าง ๆ เอากามคุณมาเป็นเครื่องอ้าง พรรณนาความสุขในกามคุณอย่างหยดย้อยเหนือกว่าน้ำอ้อยน้ำตาล ใช้แผนหว่านล้อมจิตไว้ทุกวิถีทาง พรรณนาความสุขในลาภ ยศ สรรเสริญ ความสุขในวัตถุสมบัติ ความสุขในภพชาติ ฉลาดในการประเล้าประโลม จนจิตเคลิ้มตามในอารมณ์ที่คมคายของกิเลสตัณหาโดยไม่รู้ตัว จิตที่ไม่มีปัญญาก็ยากที่จะรู้ทัน ฉะนั้น […]

ชาติหน้าดีแค่ไหน กำหนดได้ด้วย จิตดวงสุดท้าย โดย พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ

ชาติหน้าดีแค่ไหน กำหนดได้ด้วย จิตดวงสุดท้าย โดย พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ ดวงจิตที่มีสติมาบล็อกมากั้น ด้วยอำนาจของการตั้งสติกำหนดจิตให้ผ่องใส บริสุทธิ์ ปราศจากเชื้อของกิเลสมาแปดเปื้อนในช่วงจิตดวงสุดท้ายนั้น เมื่อจิตดับลงแล้วย่อมไปเกิดในสุคติภูมิ ถ้าไปเกิดเป็นมนุษย์ก็จะได้คุณสมบัติพิเศษ เรียกว่า “ติกขบุคคล” ซึ่งประกอบด้วยไตรเหตุ คือมีลักษณะ 3 ประการที่พิเศษกว่าคนธรรมดาทั่ว ๆ ไป ได้แก่ 1. รูปสวย 2. รวยทรัพย์ 3. ไม่อับปัญญา คุณลักษณะ 3 อย่างนี้ถือว่าเป็นมนุษย์สมบัติอันสมบูรณ์แบบที่ใคร ๆ ก็พึงปรารถนา เพราะถ้ารูปสวย เกิดมารูปร่างหน้าตาดี ตระกูลก็ดี แถมยังรวยด้วย แต่กลับเอ๋อ ติงต๊อง เบ๊อะบ๊ะ จับเจ่า จ๊กมก ซื่อบื้อ นี่ก็ไม่ไหวนะ ปัญญาไม่สัมปยุต แบบนี้หลายคนก็ไม่ปรารถนา หรือถ้าปัญญาดีและรวยด้วย แต่รูปร่างหน้าตากลับดูไม่ได้เลย แบบนี้ก็คงไม่ไหวเหมือนกัน คำว่า “รูปสวย” ก็คือ รูปร่างหน้าตาดี สมส่วนตั้งแต่หัวจรดเท้า ตัวอย่างเช่น เบญจกัลยาณี […]

ประคอง จิต ถอนพิษรัก บทความดี ๆ จากพระราชญาณกวี

เราต้องประคองจิต  ถอนพิษรัก ให้ได้ด้วยการตั้งสติ  ดึงจิตกลับมาอยู่ที่ตัว  อย่าปล่อยอารมณ์เพ้อคลั่งให้พรั่งพรูจนใครเขา รู้ว่าเราหลง 

การพัฒนาจิต 2 วิธี ที่พระพุทธเจ้าทรงสอน บทความธรรมะจากพระอาจารย์ชาญชัย อธิปญฺโญ    

เราจะพัฒนาสมรรถนะของจิตได้อย่างไร พระพุทธเจ้าทรงสอนวิธี การพัฒนาจิต ไว้ 2 วิธีด้วยกัน วิธีแรกคือ การทำสมาธิ วิธีที่สองคือการทำวิปัสสนา

เหตุที่จิตไม่สงบ 8 ประการ – ธรรมะจาก หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม

เหตุที่จิตไม่สงบ  8 ประการ – ธรรมะจาก หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม   หากจิตใจมีแต่ความว้าวุ่น สับสนอลหม่าน ไร้ความสงบ ย่อมทำการใดไม่สำเร็จ หรือกว่าจะสำเร็จก็ต้องลำบากยากเย็น เรียกว่าต้องเข็นกันไปเลยทีเดียว ซึ่งพระธรรมสิงหบุราจารย์ ( หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม ) ได้เคยแสดงธรรมบรรยายถึงเหตุที่ทำให้จิตใจไม่สงบไว้ว่ามี 8 ประการ ดังนี้   1. มีไม่พอ ตะเกียกตะกายอยู๋ร่ำไป ท่านจะไม่มีความสงบในครอบครัวเลย 2. ใช้เวลาว่างเกินไป ไม่เอางานเอาการ พวกประเภทนี้พวกจิตว่าง…มันว่าง จิตมันก็ไหลไปอยู่ที่ต่ำ ไม่มีที่เกาะ ไม่มีที่เกี่ยว ก้าวไม่มีที่เกาะ เกาะไม่มีที่เก็บ ชีวิตไร้สาระ ไม่มีความสงบ 3. ถ้าไม่ฝึกถูกเบียดเบียนจิตใจในครอบครัว ไปอยู่ในหมู่บ้านที่เขาเบียดเบียนจิตใจแล้วจิตท่านจะสงบไหม ขอถามด้วยความจริงใจในที่ประชุมนี้ โดนเบียดเบียนจิตทุกวันแล้วไหนเลยเล่าท่านจะอยู่ด้วยความสงบได้ 4. อวัยวะไม่ตั้งอยู่ด้วยความปกติ ปวดท้อง ปวดหัว ธาตุทั้งสี่ขาดไปอวัยวะไม่ปกติท่านจะสงบได้ไหม ยกตัวอย่างสมมติว่าท่านเป็นครูอาจารย์กำลังสอนนักเรียน เกิดปวดปัสสาวะ ปวดอุจจาระอย่างนี้จิตท่านจะสงบไหม ท่านจะสอนนักเรียนต่อไปได้ไหม อวัยวะไม่ตั้งอยู่ด้วยความปกติ นี่ยกตัวอย่างให้เห็นอย่างง่าย […]

สั่งจิตให้ “เจอกันในความฝัน” ปรากฎการณ์ที่อธิบายได้ทางวิทยาศาสตร์

การที่คนเราฝันถึงเรื่องเดียวกัน หรือนัดเจอกันในความฝัน เป็นปรากฏการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งทั่วโลก ที่พิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์

ตั้งโปรแกรมจิต เลือกภพก่อนตาย…ทำได้จริงหรือไม่?

พระพุทธองค์ตรัสว่า เมื่อเวลาขณะจะสิ้นใจตาย จิตของบุคคลจะยึดอยู่ในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง หากอยาก ตั้งโปรแกรมจิต เลือกภพก่อนตาย ทำได้ไหม พระอาจารย์มีคำตอบ

ข้อคิดเรียกสติ จาก หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

ข้อคิดเรียกสติ จาก หลวงพ่อพุธ ฐานิโย ข้อคิดเรียกสติ จากหลวงพ่อพุธ ฐานิโย ได้กล่าวถึงวิธีการเรียกสติไว้อย่างเข้าใจง่าย ๆ ว่า จิต กับ สติ จิตเป็นแต่เพียงความรู้สึก รู้นึก รู้คิด รู้ร้อน รู้เย็น เท่านั้น แต่ไม่รู้ว่าอะไรผิดอะไรถูก  อาตมาขอถามดูซิว่า คนวิกลจริตเราเรียกว่าคนไม่มีสติใช่ไหม แล้วเขามีจิตหรือเปล่า เขายังมีจิต พอจิตเขาไม่มีสติ เขาก็กลายเป็นคนวิกลจริต สติถ้าจะว่าโดยส่วนรวมแล้ว ถ้าจิตไม่มี อะไรก็ไม่มี ธรรมก็ไม่มี สติก็ไม่มี ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญาก็ไม่มี ถ้าไม่มีจิต โดยธรรมชาติของคนเราจะต้องมีส่วนประกอบ 2 อย่าง คือ กาย จิต ทีนี้เมื่อมีจิตเพียงหนึ่ง ไม่มีกายเป็นส่วนประกอบ ทำอะไรก็ไม่สำเร็จแต่เมื่อมาก่อร่างเป็นตัว เป็นตน เป็นรูป เป็นร่างขึ้น มีตา หู จมูก ลิ้นกาย ใจ แล้วจิตอันนี้ก็อาศัยประสาท คือ  ประสาทตา หู จมูก ลิ้นกาย และหัวใจ ซึ่งเรียกว่ามันสมอง เป็นสื่อสัมพันธ์ ความรู้สึกนึกคิด ซึ่งแสดงอาการออกมาด้วยการคิดดีและคิดชั่ว ดังนั้นสภาพความเป็นจริงของจิตนั้นเป็นแต่เพียงรู้สึก รู้นึก รู้คิดแต่หาระเบียบไม่ได้ คิดเรื่อยเปื่อยไป แต่เมื่อมีสติเป็นเครื่องประกอบซึ่งเรียกว่าเจตสิกที่ประกอบอยู่ในจิต ถ้าคนมีสติอ่อน ๆ ก็กลายเป็นคนปัญญาอ่อน ถ้าคนมีสติเข้มแข็งก็กลายเป็นคนมีปัญญาโดยธรรมชาติ เพราะฉะนั้นจิตกับสติ เราจึงต้องเข้าใจว่า จิตนี้เพียงแต่นึก แต่คิด แต่หาความเป็นระเบียบไม่ได้ แต่เมื่อมีสติเข้าประกอบเป็นเจตสิกแล้ว ความคิดของจิตมันจะเป็นระเบียบยิ่งขึ้น เพื่อให้จิตของเราเกิดสติมีสติเข้มแข็งขึ้น เพื่อจะได้จัดระบบความคิดของจิตให้มีระเบียบดีขึ้น จะปราศจากกันไม่ได้   เรื่องจาก : หลวงพ่อพุธ ฐานิโย จากนิตยสาร Secret คอลัมน์ online stories ภาพจาก : dhammajak Secret Magazine (Thailand) บทความที่น่าสนใจ เปลี่ยน จิตตก เป็น จิตฟู ลดอาการ โรคซึมเศร้า ข้อคิดจากท่าน ว.วชิรเมธี คลินิกฟอกไต วัดสุทธารามวัดแห่งนี้ไม่ได้เยียวยาเพียงจิตใจ ศีล 5 ไร้คำห้ามข้อคิดฝึกสติ 5 ประการ จากหมู่บ้านพลัม อานิสงส์ของการเจริญสติ โดย […]

Dhamma Daily : จิต มีความหมายอย่างไร

Dhamma Daily : จิต มีความหมายอย่างไร จิต มีความหมายอย่างไร ช่วยอธิบายความรู้สึกของจิต พระอาจารย์มานพ อุปสโม ตอบปัญหานี้ว่า จิต คือ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในทวารทั้ง 6 คือ รับรู้ผ่านตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รู้สึกในความเย็น ร้อน อ่อน แข็ง หย่อน ตึงบนร่างกาย การนึกคิดโดยตรงก็เป็นจิต เมื่อดูความรู้สึกตรงนี้ก็จะเห็นความเป็นจริง เรียกว่าวิปัสสนา ทำให้เกิดปัญญา อาจารย์ ดร.สนอง วรอุไร อธิบายถึงเรื่องของจิตด้วยว่า สมองกับจิตเป็นคนละอย่างกัน จิตเป็นนามธรรม เป็นพลังงาน แต่สมองเป็นรูปธรรม มีเซลล์สมองที่นักวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน ค้นพบว่ามีอยู่อย่างน้อย 14 รูปแบบ ซึ่งทำงานต่างหน้าที่กัน บางชนิดทำหน้าที่จำ บางชนิดทำหน้าที่คิด บางชนิดทำหน้าที่พูด เป็นต้น มีคำถามต่อว่า สมองเป็นเครื่องมือของจิต ถ้าจิตไม่สั่ง สมองก็ทำงานไม่ได้ เหมือนเครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งจะทำงานได้ก็ต่อเมื่อมีคนสั่ง แล้วถ้าเรามีจิต แต่ไม่มีสมองล่ะคะ เราจะคิดได้ไหม อาจารย์ ดร.สนองตอบว่า ไม่ได้ เหมือนอรูปพรหมนั่นไง มีแต่จิต ไม่มีร่างกาย จึงมีชีวิตอยู่แบบไม่มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างรูปกับนาม ได้แต่นิ่งสงบเสวยฌานสุขอยู่อย่างนั้นไปจนกว่าจะสิ้นอายุขัย ทำอย่างอื่นไม่ได้เลย นอกจากคิดแล้ว จิตมีหน้าที่ทำอะไร คำตอบคือ จิตมีงานอยู่ 4 อย่าง ได้แก่ รู้สึก (เวทนา) จำ (สัญญา) […]

keyboard_arrow_up