True Story : เกือบติดคุก เพราะฆ่า… สามี

True Story : เกือบติดคุก เพราะฆ่า… สามี ฉันไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าวันหนึ่งจะต้องกลายเป็น “ฆาตกร” ฆ่า สามี เหตุการณ์นี้จึงเป็นเหมือนฝันร้ายที่ไม่เคยเลือนหายไปจากใจ ฉันเกิดมาในครอบครัวยากจนที่ต่างจังหวัด พ่อแม่มีอาชีพรับจ้างทั่วไป ความที่ทั้งคู่ต้องดิ้นรนทำงานหาเงิน  พ่อแม่จึงต้องเอาฉันและพี่ ๆ อีก 3 คนมาฝากตายายเลี้ยงและคอยส่งเสียเงินทองมาให้เป็นระยะ ๆ แต่ก็ไม่ได้มากมายอะไร ฉันจึงเติบโตมาแบบไม่ได้สุขสบายนัก หลังเรียนจบ ป. 4 ฉันย้ายมาทำงานที่โรงงานในกรุงเทพฯ พอพ่อเสียชีวิตด้วยมะเร็งในช่องปาก พี่สาวจึงรับแม่มาอยู่ด้วยกันที่กรุงเทพฯ ส่วนฉันพบรักกับสามีคนแรกและแต่งงานกัน มีลูกด้วยกันสองคน หญิงหนึ่ง ชายหนึ่ง แต่อยู่กินกันได้ไม่กี่ปี เนื่องจากสามีเจ้าชู้มากจนฉันทนไม่ไหว จึงขอเลิกกับเขาในที่สุด สามีรับเลี้ยงดูลูกชาย ส่วนฉันเลี้ยงดูลูกสาวต่อมาฉันย้ายไปทำงานหล่อพระที่จังหวัดปราจีนบุรี และพบรักกับสามีคนที่สองซึ่งทำงานหล่อพระด้วยกัน เราสองคนแต่งงานกันและมีลูกสาวหนึ่งคน ชีวิตแต่งงานกับสามีคนที่สองเหมือนนรกจริง ๆ เพราะพอเขาดื่มเหล้าทีไร เป็นต้องทุบตีฉันทุกครั้ง แถมตอนหลังยังห้ามไม่ให้ฉันไปทำงานอีกต่างหาก พอถามเหตุผลเขาก็ตอบว่า “ไม่มีเหตุผลหรอก บอกไม่ให้ไปทำก็ไม่ต้องทำ” ฉันคิดว่าคงเป็นเพราะเขาหึงหวงฉันมากกว่า จึงไม่อยากให้ไปทำงานที่ไหน พอไม่ได้ทำงาน ฉันก็ไม่มีเงินใช้  สามีให้เงินบ้างไม่ให้บ้าง ฉันและลูกต้องอยู่แบบอด ๆ อยาก ๆ บางครั้งฉันนอนร้องไห้คนเดียว คิดว่าทำไมเราต้องมาเจอแบบนี้ ตัวเองอดยังไงไม่ว่า แต่ขอให้ลูกมีกิน พอหนีไปทำงานหาเงินก็โดนสามีตามไปจับมาขังไว้ในบ้าน ไม่ยอมให้ไปไหน ต่อมาฉันล้มป่วยเป็นมะเร็งปอด เขาก็ไม่เคยเหลียวแล ยังดีที่เถ้าแก่ที่เคยทำงานด้วยเห็นใจ  คอยให้คนมาป้อนข้าวป้อนน้ำและพาไปหาหมอเป็นประจำ ฉันรักษาตัวอยู่สองปีก็หายจากโรคมะเร็งปอดมาได้อย่างปาฏิหาริย์ แม้จะหายป่วยแล้ว แต่ชีวิตใช่ว่าจะดีขึ้น สามียังชอบทุบตีฉันเหมือนเดิม ในที่สุดฉันตัดสินใจหอบลูกหนีไปอยู่กับพี่สาวย่านพุทธมณฑล เขาก็ตามมารังควานถึงบ้าน ยืนด่าอยู่หน้าบ้านตั้งแต่เช้าจรดเย็นเป็นประจำ จนชาวบ้านแถวนั้นเริ่มเห็นเป็นภาพชินตาไปแล้ว เจออย่างนี้บ่อย ๆ เข้า ฉันต้องหนีไปนอนที่โรงรถบ้าง ป้ายรถเมล์บ้าง เพราะไม่อยากให้เขาสร้างความเดือดร้อนให้ครอบครัวพี่สาว เคยไปแจ้งความ ตำรวจมารวบตัวเขาหลายครั้ง แต่เขาก็ไม่กลัว ทำเหมือนเดิมอีกซ้ำแล้วซ้ำเล่า สุดท้ายฉันต้องยอมแพ้ คิดว่าโชคชะตาคงกำหนดให้ต้องเจอเรื่องแย่ ๆ แบบนี้ไม่รู้ว่าสามีเป็นเจ้ากรรมนายเวรมาแต่ชาติปางไหน ถึงได้ตามมาทำให้ชีวิตฉันเหมือนตายทั้งเป็น นี่คงเป็นเวรกรรมที่ต้องชดใช้ให้เขา ฉันตัดสินใจย้ายไปอยู่บ้านเช่าหลังใหม่กับสามี ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านพี่สาว ใจจริงไม่อยากอยู่กับเขาเลย  แต่จำต้องทนอยู่เพราะไม่อยากให้เขาตามมารังควานที่บ้านพี่สาวอีกสามีห้ามไม่ให้ฉันไปทำงานเหมือนเดิม ไม่ว่า หนีไปทำงานที่ไหนเขาก็ตามไปโวยวายจนฉันต้องออกจากงานทั้งที่รายได้ดี งานเดียวที่เขาไม่ห้ามคือทำงานที่ร้านอาหารของพี่สาว ฉันจึงได้งานนี้เลี้ยงดูตัวเองและลูก โดยเขาไม่ได้ส่งเสียเลี้ยงดูครอบครัวเลย เพราะทำงานได้เงินมาก็เอาไปลงขวดเหล้าหมด จุดเริ่มต้นของฝันร้ายเกิดขึ้นเมื่อลูกสาวคนโตที่เกิดกับสามีคนแรกจะแต่งงาน วันนั้นพอเลิกงานจากร้านอาหาร  กลับถึงบ้านฉันบอกเขาว่า      “พี่ พรุ่งนี้วันแต่งงานลูกสาวฉัน ฉันจะไปยืมหม้อข้าวหม้อแกงที่วัดไปงานแต่งนะแล้วทำใจหน่อยนะ เพราะสามีเก่าฉันจะมาฉันอาจโดนเรียกไปรับไหว้คู่กันกับเขานะ” แค่นั้นแหละ เป็นเรื่อง สามีโวยวายหาว่าฉันจะกลับไปคืนดีกับสามีเก่า เข้ามาจิกหัวและตบตีอย่างรุนแรง  บอกให้ปล่อยเขาก็ไม่ยอมหยุด และเริ่มใช้มือบีบคอจนฉันแทบหายใจไม่ออก “ปล่อยนะ ฉันเจ็บ ๆ” นาทีนั้นไม่ว่าจะร้องไห้อ้อนวอนสามีอย่างไรเขาก็ไม่ยอมหยุดบีบคอ ฉันพยายามดิ้นรนเอาชีวิตรอด คิดในใจว่าจะตายไม่ได้เด็ดขาด เพราะยังมีลูกสาวที่ต้องดูแล ขณะที่เหตุการณ์กำลังชุลมุน ฉันเหลือบไปเห็นมีดตกอยู่ใต้โซฟาใกล้ ๆ จึงคว้ามีดนั้นมาป้องกันตัว ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าใช้มีดแทงไปตอนไหนมารู้อีกทีตอนเห็นสามีนิ่งไปและมีเลือดไหลซึมออกมาบริเวณซี่โครง ไม่รู้ว่าเขาตายหรือยังแต่ความที่ตกใจมากจึงรีบคว้าเงินและกระเป๋าถือวิ่งหนีออกมาจากบ้านทันที เวลานั้นฉันเหมือนคนไร้สติ ไม่รู้จะไปทางไหน คิดแต่ว่าทำร้ายเขาไปแล้ว ไม่รู้ตำรวจจะตามมาจับไหม จึงเรียกแท็กซี่แล้วหนีไปหาเพื่อนที่ทำงานอยู่แถวศาลายาพอคุยโทรศัพท์กับญาติ เขาบอกว่าสามีฉันเสียชีวิตแล้วที่โรงพยาบาล วินาทีที่ได้ยินเหมือนฟ้าผ่าลงมาที่กลางศีรษะ ไม่อยากเชื่อ ฉันร้องไห้เหมือนคนเสียสติ ไม่คิดมาก่อนว่าตัวเองต้องกลายมาเป็นฆาตกรเพราะถึงแม้ฉันจะโกรธเกลียดสามีแค่ไหนแต่ไม่เคยคิดอยากให้เขาตายด้วยน้ำมือฉันเลย  ในใจฉันคร่ำครวญว่าทำไมโชคชะตาจึงโหดร้ายอย่างนี้  ไม่รู้ว่าเคยไปทำเวรกรรมอะไรกับสามีไว้  จึงต้องจบลงแบบคู่กรรมคู่เวรกันเช่นนี้ วันรุ่งขึ้นพี่สาวโทร.มาบอกให้ไปมอบตัวดีกว่าหนีไปแบบนี้ ฉันจึงเข้ามอบตัวกับตำรวจเพราะคิดว่าไหน ๆ คนก็ตายไปแล้ว ฉันควรกลับมาต่อสู้คดีเพื่อตัวเองและลูกสาว ตอนนั้นฉันกลุ้มใจว่าคงโดนโทษจำคุกและจะไม่ได้อยู่กับลูกอีกต่อไป แล้วถ้าเกิดติดคุก ลูกจะอยู่อย่างไร  จึงบอกลูกสาวว่า   “ทำใจไว้นะลูก ถ้าวันไหนแม่เข้าคุกก็ให้เตรียมตัวไปรับศพแม่กลับมาได้เลย” สาเหตุที่พูดอย่างนั้นไป เพราะคิดว่าถ้าติดคุกก็เหมือนตายแล้วทั้งเป็น จึงไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไปให้เป็นภาระลูกหลาน ไม่อยากให้พวกเขาต้องมาลำบากดูแลฉันระหว่างอยู่ในคุก แต่ลูกสาวก็พยายามปลอบประโลมฉันว่า “แม่ไม่ติดคุกหรอก ทำใจดี ๆ ไว้นะ” โชคดีที่ตำรวจปล่อยตัวฉันทันทีหลังทำแผนสารภาพ แล้วได้มูลนิธิผู้หญิงช่วยเหลือเรื่องคดี ทำให้ฉันใจชื้นขึ้นบ้าง แต่ช่วงที่ต่อสู้คดี ฉันต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากไม่มีเงิน ไม่มีงาน จึงกลับไปทำงานหล่อพระอีก แต่งานไม่ค่อยมี จึงไม่มีรายได้อะไรมากนัก แถมยังติดหนี้คนอื่น ตอนหลังมูลนิธิผู้หญิงเข้ามาช่วยเหลือและมอบเงินให้ไปใช้หนี้ฉันใช้เงินที่เหลือไปเป็นต้นทุนขายหมูปิ้งแถวบ้านเพื่อหาเงินให้ลูกไปเรียนหนังสือ แม้ชีวิตจะหนักหนาสาหัสเพียงไร แต่สิ่งที่ทำให้ฉันทนอยู่ได้ทุกวันนี้คือ “ลูก” คำเดียวแท้ ๆ ฉันต่อสู้คดีนานหลายเดือน จนถึงวันที่ศาลอ่านคำพิพากษาคดี ฉันตื่นเต้นและกังวลมาก กลัวว่าตัวเองจะถูกจำคุก จำได้ว่าพอศาลอ่านคำพิพากษาว่าฉันต้องโทษฆ่าคนตาย ศาลพิพากษาให้จำคุก 5 ปี วินาทีนั้นน้ำตาไม่ไหล แต่รู้สึกได้ว่าสะอื้นอยู่ข้างในอกตัวฉันสั่นไปหมด หันไปมองลูกสาวสองคนก็เห็นทั้งคู่จับมือสองข้างฉันไว้แน่นและร้องไห้ส่วนพี่สาวและพี่เขยก็ร้องไห้ตามกันหมด แต่สุดท้ายเหมือนปาฏิหาริย์ยังมีจริงเพราะศาลอ่านคำพิพากษาต่อว่าฉันไม่เคยต้องคดี ไม่เคยฆ่าคน เป็นคนดีทำมาหากิน จึงให้ลดโทษเป็นรอลงอาญา 2 ปีครึ่ง ฉันฟังแล้วเหมือนตายแล้วเกิดใหม่ โผเข้ากอดลูกสาวและพี่สาว […]

keyboard_arrow_up